Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2941 - 2970 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร (ก่อนจัดตั้งนิติบุคคล) กรณีศึกษา : โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, ชไมพร เพ็งจันทร์ Jan 2023

การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร (ก่อนจัดตั้งนิติบุคคล) กรณีศึกษา : โครงการบ้านจัดสรรในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, ชไมพร เพ็งจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการบ้านจัดสรรเป็นผลจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีการจัดสรรที่ดินปลูกสร้างบ้าน หรือทาวน์เฮาส์ และมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่ออำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย มีขอบแนวเขตของโครงการที่ชัดเจนทั้งในทางกฎหมายและทางกายภาพ โครงการบ้านจัดสรรมีความแตกต่างกันทั้งด้านขนาดโครงการ ประเภทบ้าน ส่วนแบ่งการตลาด พื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงอัตราจัดเก็บค่าส่วนกลาง เป็นต้น จึงทำให้การบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรร มีความแตกต่างกัน บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางกายภาพของสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล โดยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร การสำรวจ ภาพถ่าย การสังเกต การสัมภาษณ์ และนํามาวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อนําไปสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางในการบริหารจัดการโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล และหลังการจัดตั้งนิติบุคคล จากการศึกษาพบว่า สาธารณูปโภคส่วนกลางที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งทุกโครงการต้องจัดให้มีขึ้นมี 16 รายการ ได้แก่ ทางเข้า-ออกโครงการ ป้อมยามรักษาความปลอดภัย รั้วโครงการ ไม้ประดับ ป้ายชื่อโครงการ ที่จอดรถ พื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะ ถนน ทางเท้า ไฟส่องสว่าง ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบรักษาความปลอดภัย ส่วนอีก 9 รายการ ถือเป็นสาธารณูปโภครอง เนื่องจากไม่ได้จัดให้มีทุกโครงการ ได้แก่ โครงสร้างซุ้มทางเข้า ซุ้มประตูทางเข้า สโมสร ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ สนามกีฬา สนามเด็กเล่น น้ำพุ บ่อน้ำและนอกจากนี้ยังพบว่า ใน 15 โครงการจาก 18 โครงการ มีการกำหนดรายรับไม่สมดุลกับรายจ่าย กล่าวคือ รายรับต่ำกว่ารายจ่าย -0.92-59.04% (คิดเป็น 0.47-186.23 บาท/ตารางวา) และอีก 3 โครงการมีการกำหนดรายรับสมดุลกับรายจ่าย กล่าวคือ รายรับสูงกว่ารายจ่าย +0.08-7.78% (คิดเป็น 0.02-2.31 บาท/ตารางวา)จึงสรุปได้ว่า สาธารณูปโภคที่มีความสำคัญกับโครงการทุกประเภทและทุกการแบ่งส่วนการตลาดมีจำนวน 16 รายการที่มีความจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้น ส่วนองค์ประกอบอื่นที่นอกเหนือนั้น จะจัดให้มี หรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทบ้านและส่วนแบ่งการตลาด ที่มีความแตกต่างกัน และยังสรุปได้ว่า การแบ่งส่วนการตลาด และประเภทบ้านมีความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในโครงการบ้านจัดสรรก่อนการจัดตั้งนิติบุคคล ซึ่งโครงการที่ส่วนแบ่งการตลาดระดับบนจะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่มากกว่าโครงการที่ส่วนแบ่งการตลาดระดับล่างเป็นส่วนใหญ่


การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต Jan 2023

การใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่าในระบบปิด กรณีศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กฤติน วันทนาศุภมาต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบเช่า โดยมีพื้นที่ศึกษาคือพื้นที่ให้บริการสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายในการศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการพัฒนาทางกายภาพและกฎระเบียบเพื่อนําไปสู่การใช้งานยานพาหนะร่วมกันอย่างปลอดภัยในสังคม และตอบสนองอรรถประโยชน์แก่สาธารณะต่อไป ในการศึกษานี้ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ต่อพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ศึกษา แล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่าผู้ใช้งานสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเลือกใช้งานบนเส้นทางจักรยานทั้งในพื้นที่ระบบปิดและพื้นที่สาธารณะ และใช้งานบนถนนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ระบบปิด ในขณะที่ทางเท้านั้นถูกเลือกใช้งานน้อยที่สุดในทุกพื้นที่ ด้านการข้ามทางสาธารณะนั้นมีความต้องการข้ามสูงแม้จะไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายและเลือกข้ามด้วยวิธีที่สะดวกมากกว่าวิธีที่ปลอดภัย ด้านการจอดจะมีปัญหาบนทางเท้าขนาดเล็กเป็นหลัก และด้านของจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละเขตพื้นที่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นพื้นที่ระบบปิดหรือพื้นที่สาธารณะ แต่จะใช้งานมากในพื้นที่บริเวณอาคารส่วนกลางและที่อยู่อาศัย


กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร Jan 2023

กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาออกแบบกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด รูปแบบ วิธีการ ผลการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงข้อจำกัดและอุปสรรคจากการดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารข้อมูลประจำปี พ.ศ. 2565 (แบบ 56-1 One Report) เว็บไซต์ และ Facebook Page ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 33 บริษัท และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 6 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเปรียบเทียบการดำเนินงานระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็กผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายโดยเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทฯ มุ่งใช้กลยุทธ์การขายนี้กับกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพพนักงานประจำ กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มนักลงทุน 2) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 8 รูปแบบกลยุทธ์ 17 วิธีการขาย ได้แก่ (1) กลยุทธ์การให้ความรู้เกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้าน (2) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการค้นหาข้อมูล (3) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายเงินดาวน์ (4) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายงวดเงินผ่อนธนาคาร (5) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ (6) กลยุทธ์การมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินและสินเชื่อ (7) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และ (8) กลยุทธ์การลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ โดยใช้ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้างโครงการ มักใช้ในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะ 3-6 เดือนก่อนโครงการก่อสร้างเสร็จ บริษัทฯ เลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันตามรูปแบบที่อยู่อาศัยและราคา ซึ่งสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงแผนการขยายตัวของบริษัทฯ ในปีนั้นๆ 3) การใช้กลยุทธ์การขายดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น นำไปสู่การปิดการขาย สร้างยอดขายและรับรู้รายได้ได้ตรงตามแผนงานในที่สุดผลการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมผู้ซื้อให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านการใช้กลยุทธ์การขายโดยสรุปได้เป็น 4 ประเด็นคือ 1) การให้ความรู้ทางด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial Literacy) 2) การลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ 3) การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และ 4) การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านวิธีการต่างๆ งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยก่อนซื้อบ้านตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการซื้อจะช่วยให้ผู้ซื้อเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้านและเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น


การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ Jan 2023

การใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, ชัชวาล ไชยกันทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการใช้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดการใช้ "เขตเพลิงไหม้" ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 นอกจากนี้ยังศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ การดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความท้าทายและข้อจำกัดที่พบในการฟื้นฟูพื้นที่ตามแผนผังดังกล่าว รวมไปถึงการศึกษาความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประกาศกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 189 ฉบับ และสำรวจภาคสนามในพื้นที่ที่มีการประกาศปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา ด้วยการสังเกตเพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามแผนผังหรือไม่ อย่างไร และการสำรวจภาคสนามเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องผลจากการศึกษารายละเอียดเชิงเนื้อหาการใช้ “เขตเพลิงไหม้” พบว่าในช่วง 25 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2541 - 2565 จะพบว่ามีการประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้เพียง 10 พื้นที่ อีกทั้งประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ในราชกิจจานุเบกษามีรายละเอียดเชิงเนื้อหาในการบังคับใช้ในการฟื้นฟูเขตเพลิงไหม้ที่ลดลงด้วย และยังพบว่าหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นบางส่วนนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ตามประกาศใช้บังคับแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ได้ โดยจากการสำรวจ 10 พื้นที่ มีเพียง 3 พื้นที่เท่านั้นที่สามารถดำเนินการปรับปรุงได้ตามแผนผัง ในขณะที่ 5 พื้นที่ มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่แต่รายละเอียดในการฟื้นฟูแตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในแผนผัง และอีก 2 พื้นที่ไม่มีการดำเนินการปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่ในเขตเพลิงไหม้ตามรายละเอียดในแผนผังแต่อย่างใดผลการวิเคราะห์การดำเนินงาน ความท้าทาย ข้อจำกัด ความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้จากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่าแผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้มีการดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุในกฎหมาย แต่ยังขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ประสบภัย อีกทั้งยังพบข้อจำกัดทางด้านกายภาพของพื้นที่ งบประมาณในการดำเนินการ ความรู้ความเข้าใจของบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และขั้นตอนทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่และบุคลากรส่วนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการใช้แผนผังปรับปรุงเขตเพลิงไหม้ ว่ายังมีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ชุมชนเก่าแก่และแออัดที่มีความซับซ้อนด้านกรรมสิทธิ์การถือครอง ในขณะที่บางส่วนมองว่าไม่มีความจำเป็น และมีประสิทธิภาพน้อยในการบังคับใช้ในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ไม่สามารถปรับปรุงได้มากนัก หรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่สาธารณะได้ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยนี้คือ ควรมีการปรับปรุงเงื่อนไขและกลไกการใช้งานเขตเพลิงไหม้ การบูรณาการร่วมกับเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ รวมไปถึงควรเพิ่มกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ประสบภัย และการสร้างความตระหนักรู้ด้านการฟื้นฟูเมืองในทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เขตเพลิงไหม้เป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอัคคีภัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับปัจจุบันมากขึ้น


ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล Jan 2023

ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวของเมืองรองภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 1, ธีรกานต์ พินิจกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวภายหลังการระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกที่ 1 ด้วยข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจากหน่วยงานภาครัฐ ควบคู่กับข้อมูลการเคลื่อนที่จากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจากดีแทค และข้อมูลองค์ประกอบของเมืองด้านการท่องเที่ยวจาก Google Maps เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการศึกษาการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวพร้อมทั้งขยายโอกาสในการพัฒนาแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับการท่องเที่ยวของเมืองรองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต งานวิจัยฉบับนี้ใช้ลักษณะการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยวเป็นดัชนีวัดระดับความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละจังหวัดได้ทั้งหมด 6 ดัชนี จาก 3 ลักษณะการฟื้นตัว ได้แก่ ดัชนีอัตราการฟื้นตัว ดัชนีการฟื้นตัวสะสม และดัชนีการฟื้นตัวสู่จุดสูงสุดต่อเวลาที่ใช้ โดยมองผ่าน 3 มิติ คือ รายได้และจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ในการวัดระดับความยืดหยุ่นด้านการท่องเที่ยวของเมืองรอง และค้นหาลักษณะของเมืองรองที่มีความสัมพันธ์ต่อการฟื้นตัวด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ลักษณะของเมืองรองด้านการท่องเที่ยว เป็นตัวแปรอิสระในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การท่องเที่ยวระยะใกล้เป็นหลักประกันของการฟื้นตัว การท่องเที่ยวชุมชนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวหลังภาวะวิกฤต และเมืองรองที่มีกิจกรรมใหม่และการโปรโมทเพื่อสร้างความโดดเด่นแก่การท่องเที่ยวสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ทางออกของเมืองรองคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดในระยะใกล้ ส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ชุมชนในการสร้างความโดดเด่นให้การท่องเที่ยวเมืองรองอย่างเป็นรูปธรรม และการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านองค์กรบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยว อนึ่ง การสร้างความยืดหยุ่นและเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางนั้นอาศัยรากฐานที่แข็งแรงของระบบการท่องเที่ยวในพื้นที่จึงจะสามารถยืดหยัดได้เป็นอย่างดีทั้งในภาวะปกติและสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในภาวะวิกฤต


แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา Jan 2023

แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) และสถานสงเคราะห์คนชรา โดยจากรายงานของ ศ.ระพีพรรณ คำหอม (2563) ระบุว่า สมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เสื่อมถอย เป็นหนึ่งในปัญหาด้านการบริการของศพส. ส่วนรายงานของ ผศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช (2563) ระบุว่าสถานสงเคราะห์คนชรามี “มาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” แต่จากการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2562 รายงานว่าที่พักอาศัยยังมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การประกาศ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563” ของกระทรวงสาธารณสุข ยังส่งผลต่อลักษณะด้านสถานที่ของสถานสงเคราะห์ฯ ประเด็นข้างต้นจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้จากการศึกษา เปรียบเทียบลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับมาตรฐานฯ พบว่า หมวดห้องน้ำ ควรปรับปรุงมากที่สุด อย่างไรก็ดี มาตรฐานฯ หมวดห้องน้ำ เป็นลักษณะสำหรับห้องน้ำแบบส่วนตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะห้องน้ำรวมของสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ ดังนั้นมาตรฐานฯจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบห้องน้ำรวม ทั้งนี้ ความท้าทายหลักทางกายภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ฯ พบว่า คือ ความเสื่อมสภาพของอาคารและลักษณะอาคารที่ไม่สอดคล้องกับการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซม โดยการปรับผังเรือนนอนจากเดิมที่มีลักษณะโล่งกว้าง ให้มีความกระชับขึ้น เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุดำเนินกิจวัตรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะแนวคิดการจัดสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) ของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา รวมทั้งเสนอแนะการจัดสรรพื้นที่เรือนนอนสำหรับภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุในอนาคต


ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา Jan 2023

ข้อเสนอแนะต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในสถานประกอบการภาคเอกชน 3 แห่ง, ปวีณวัชร์ เรืองโรจน์ธนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็วมีจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ทิศทางการขยายตัวในด้านธุรกิจรับดูแลกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเติบโต กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศ กำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ในสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุ พ.ศ. 2563 ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานประกอบการปัจจุบันเป็นอย่างไร เพื่อเสนอแนะการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงผลการศึกษาสามารถทำการแบ่งพื้นที่ออกมาตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ ส่วนพักอาศัย ส่วนกิจกรรม ส่วนสนับสนุน ลักษณะทางกายภาพของสถานประกอบการที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีปัญหา มีข้อจำกัดและอุปสรรคที่ไม่เหมาะต่อการใช้งาน ประเด็นหลักที่ไม่ตรงตามข้อกำหนดเช่น ห้องน้ำ วัสดุอุปกรณ์ราวจับ และทางลาดลิฟต์โดยสาร เป็นต้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนจากอาคารประเภทอื่นมาเปิดให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการพัฒนา ด้านโครงสร้างของอาคารที่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรองรับการใช้งานสำหรับผู้สูงอายุตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้พื้นที่การใช้งานบางจุดไม่สามารถปรับแก้ได้เนื่องจากมีผลกระทบกับโครงสร้างเดิมของอาคาร นอกจากนี้ผู้วิจัยพบว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไม่สอดคล้องตามแนวคิด สภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ เช่น แสงธรรมชาติที่จะช่วยลดภาวะซึมเศร้า สีของอาคาร ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน และเฟอร์นิเจอร์ควรใช้โทนสีอ่อนเป็นสีกลางๆ หรือโทนสีธรรมชาติ เช่น สีขาว สีครีม สีน้ำตาล และการจัดการด้านพื้นที่ในแต่ละส่วนที่ใช้งานทั้งต่อผู้สูงอายุ และผู้ดูแล ที่ควรคำนึงเรื่องความปลอดภัยติดตั้งอุปกรณ์ราวจับ เป็นต้น โดยคำนึงความสะดวกสบายและการออกแบบเพื่อการเยียวยาเป็นอันดับแรก ข้อเสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยใช้เกณฑ์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่กำหนดด้านสถานที่ ร่วมกับหลักการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพเพื่อการเยียวยา คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อการฟื้นฟู ทางกาย ใจ สังคม ที่เหมาะสมต่อภาวะพึ่งพิง นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้ปรับจำนวนเตียงพักอาศัยภายในห้องพักรวม และจัดเตรียมพื้นที่แยกสำหรับผู้สูงอายุที่เข้าสู่ภาวะวิกฤต เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป


กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์ Jan 2023

กลยุทธ์การตลาดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา : กรณีศึกษา 6 แห่ง, พชร พุทธนิมนต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ากลุ่มคนรักสัตว์ได้เติบโตขึ้นมาก และมีความต้องการที่จะนำสัตว์เลี้ยงไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ด้วย ที่พักหลายแห่งเล็งเห็นถึงแนวโน้มความต้องการนี้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตของธุรกิจที่พักนักท่องเที่ยวที่สามารถอนุญาตให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ โดยเฉพาะในพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ บทความจึงมุ่งศึกษาลักษณะของที่พักและกลยุทธ์การตลาด รวมถึงปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดของที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่ โดยใช้การรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ Booking.com เว็บไซต์และ Facebook Page ของที่พัก รวมถึงสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่พักกรณีศึกษาจำนวน 6 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อสรุปบทเรียนการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดดังกล่าวผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดในการทำที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงมี 3 แบบ ได้แก่ แบบ A เริ่มจากการเลี้ยงสัตว์อยู่แล้ว มีที่ดินหรือซื้อที่ดินทำที่พักส่วนตัวและต้องการมีพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้เกิดที่พักแบบรีสอร์ต แยกหลังแบบส่วนตัว มีบริเวณสนามหญ้าทุกหลัง แบบ B การซื้อที่ดินเพื่อทำธุรกิจที่พักและมองเห็นการท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยง เป็นลักษณะพื้นที่แบบเดิมแต่เพิ่มให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ พื้นที่ไม่รองรับสัตว์เลี้ยงเท่าที่ควร ที่พักพยายามปรับตัวอย่างสนามหญ้าเพิ่มขึ้นหรือเพิ่มกิจกรรม และแบบ C การซื้อกิจการมาปรับปรุงเป็นที่พักที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ทำให้มีจำนวนห้องมาก มาจากโครงสร้างเดิมและปรับปรุงต่อเติมใหม่ ทำให้พื้นที่สวนน้อยลง 2) ลักษณะที่พักนักท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงในเขตพื้นที่การท่องเที่ยวเขาใหญ่มีทั้งหมด 3 ประเภท คือประเภทโรงแรม ประเภทรีสอร์ต/วิลล่า และประเภทอื่นๆ เช่น เต้นท์ บ้านต้นไม้ ฟาร์มสเตย์ เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการมีแนวคิดสำคัญคือชื่นชอบในสัตว์เลี้ยงและต้องการให้มีพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง 3) ลักษณะที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ผู้ประกอบการทำ คือลักษณะที่พักแบบมีบริเวณพื้นที่สนามหญ้า 4) กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการที่พักมีทั้งหมด 4 กลุ่ม คือกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัวที่มีบุตรและสัตว์เลี้ยง และกลุ่มคู่รักที่มีสัตว์เลี้ยง โดยแนวโน้มกลุ่มลูกค้าที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำมากที่สุดคือกลุ่มครอบครัวเพราะชื่นชอบการบริการของที่พักและเป็นที่พักที่รองรับสัตว์เลี้ยง จากกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการผู้วิจัยพบว่ากลยุทธ์การตลาดของที่พักที่ผู้ประกอบการดำเนินอยู่เดิมแล้วนั้นคือกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เช่น การมีพื้นที่สนามหญ้าบริเวณหน้าที่พักทุกหลัง การมีบริการพนักงานดูแล 24 ชั่วโมง และด้านการส่งเสริมการตลาด เช่น การฟรีค่าเข้าพักของสุนัขตัวแรก 5) ปัญหาและอุปสรรคที่ทางผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องเจอคือ เรื่องความรับผิดชอบของลูกค้าต่อสัตว์เลี้ยงของตนเองในการเข้าพัก ส่งผลต่อรายการสิ่งอำนวยความสะดวกและการกำหนดราคาห้องพักผลการศึกษาชี้ให้เห็นบทเรียนที่สำคัญของการดำเนินกลยุทธ์การตลาดของที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง คือการกำหนดกลยุทธ์ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แนวคิด การกำหนดประเภทที่พักไปจนถึงลักษณะพื้นที่ใช้งาน ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดราคาและกิจกรรม 2) ด้านการบริการ ลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาด้วยจะนิยมกลับมาใช้บริการซ้ำ 3) ด้านการส่งเสริมการตลาด ที่พักมีโปรโมชั่นการรวมกิจกรรมเข้ากับราคาห้องพัก และผู้ประกอบการสามารถนำแนวคิดนี้ ไปใช้ในการวางแผลกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ โดยปรับตามบริบทของทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่


Dan One: Budo Martial Arts Architecture In Twenty-First Century, Panyawat Supapitakpong Jan 2023

Dan One: Budo Martial Arts Architecture In Twenty-First Century, Panyawat Supapitakpong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis takes phenomenological approach in order to begin to understand the spirit of budo martial arts architecture and the ways in which the possibilities of architectural atmosphere might be generated in three-dimensional forms of diagrams. The primary sources of this research article are 1). The analytical drawings of budo martial arts architecture, 12 plans in total, which have been collected from academic journals and reports. These plans include Shuri Castle (Built 1322 AD), Nikko Tosho Gu (Built 1617 AD), Eisho-Ji Temple (Built 1636 AD), Dai Nippon Butokai (Built 1895 AD), Old Kyoto Budo Center (Built 1899 AD), Toshugu Budokuden …


แนวทางการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารจากการเลือกใช้วัสดุในองค์ประกอบต่างๆของอาคาร : กรณีศึกษาอาคารสำนักงานในไทย, มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี Jan 2023

แนวทางการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารจากการเลือกใช้วัสดุในองค์ประกอบต่างๆของอาคาร : กรณีศึกษาอาคารสำนักงานในไทย, มนัญชัย ภัทรพงศ์มณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แม้ว่าสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนในภาคอาคารมาจากการใช้พลังงานระหว่างช่วงใช้สอย แต่ยังมีอีกส่วนที่มาจากกระบวนการการผลิตวัสดุก่อสร้าง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงตั้งแต่ช่วงการออกแบบอาคารงานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมขององค์ประกอบอาคารสำนักงานในประเทศไทยด้วยกรณีศึกษา 3 อาคาร ด้วยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร เพื่อให้ผู้ออกแบบและเจ้าของโครงการทราบถึงแนวทางในการเลือกใช้ประเภทของวัสดุและโครงสร้างอาคารที่ช่วยลดผลกระทบฯ ที่ตรงเป้าหมายที่สุดได้ กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลบัญชีรายการวัสดุ โดยอาศัย 2 วิธี ได้แก่ บัญชีแสดงปริมาณวัสดุ (BOQ) และการถอดปริมาณจากแบบสถาปัตยกรรม จากนั้นจึงประเมินผลกระทบฯ ด้วยโปรแกรม One Click LCA student version จากนั้นนำผลประเมินฯที่ได้ไปวิเคราะห์และหาแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบฯ ทั้งนี้ยังมีการตรวจสอบการใช้พลังงานของอาคารตามแนวทางปรับปรุงต่าง ๆ ที่นำมาศึกษา ด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากทั้ง 3 กรณีศึกษาพบว่า ระบบพื้นเป็นองค์ประกอบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ตามด้วยระบบผนังภายนอก และระบบเสาเข็ม การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจึงควรมุ่งเน้นในการลดผลกระทบจากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและผนังภายนอกของอาคารเป็นหลัก โดยไม่เพิ่มผลกระทบช่วงการใช้สอยอาคารอันเกิดจากการใช้พลังงานที่มากขึ้น จึงเสนอแนวทางลดกระทบฯ ได้แก่ 1) การใช้ระบบพื้นไร้คานท้องเรียบแบบกลวงแทนระบบพื้นอัดแรง 2) การใช้ซีเมนต์ที่มีส่วนผสมเถ้าลอยเพิ่มขึ้นเป็น 30% 3) การใช้คานทำความเย็น 4) การใช้ผนังคอนกรีตมวลเบา และ 5) ผนังไฟเบอร์ซีเมนต์แทนผนังเดิม ซึ่งแนวทางเหล่านี้สามารถลดการใช้พลังงานและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการใช้วัสดุ ได้อย่างตรงเป้าหมาย


ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ภากร นนทนานันท์ Jan 2023

ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง, ภากร นนทนานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปี 2562 มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การจัดหาห้องแยกโรคสำหรับดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างปลอดภัยก็นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการป้องกัน ทำให้โรงพยาบาลในประเทศไทยเริ่มจัดตั้งห้องผู้ป่วยแยกโรคขึ้นภายในหอผู้ป่วยเพื่อพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำเพื่อความปลอดภัยต่อผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศมีขั้นตอนและแนวทางในการรักษาที่เข้มงวดและแตกต่างจากหอผู้ป่วยทั่วไปเพื่อความปลอดภัยในการพยาบาลและการแพร่กระจายของเชื้อสู่บุคลากรภายในอาคาร การออกแบบพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งานและกระบวนการให้บริการจึงมีความสำคัญมาก งานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะกายภาพของหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในปัจจุบัน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ข้อควรระวัง และข้อจำกัดของพื้นที่เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางในการออกแบบหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ โดยศึกษาแบบทางสถาปัตยกรรมร่วมกับสังเกตการใช้งานพื้นที่ในอาคารกรณีศึกษาและการสัมภาษณ์เพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปผลจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันการออกแบบพื้นที่ ใช้คู่มือการออกแบบของหอผู้ป่วยในและได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ ในโรงพยาบาลกรณีศึกษาแบ่งพื้นที่ใช้งานได้ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.ส่วนพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยและญาติ จะมีส่วนห้องเตรียม (Anteroom) ก่อนทุกครั้งเพื่อเข้าสู่ห้องพักผู้ป่วย มีการออกแบบและจัดลำดับการเข้าถึงพื้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณทางกายภาพของพื้นที่และใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานเพื่อปรับใช้กับกายภาพของแต่ละกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยและญาติมักมีปัญหาการใช้งานพื้นที่ 2.พื้นที่ปฏิบัติงานหลักของแผนกโดยผู้ให้บริการและเจ้าหน้าที่ มีขนาดและการวางตำแหน่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพของพื้นที่และนโยบายของโรงพยาบาล การออกแบบพื้นที่ปฏิบัติงานหลักของแผนกควรมีขนาดสัมพันธ์กับจำนวนบุคลากรภายในหอผู้ป่วย 3.พื้นที่สนับสนุนการให้บริการและการปฏิบัติงาน มีหน้าที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายในหอผู้ป่วย โดยในกรณีศึกษามีพื้นที่สนับสนุนคล้ายกัน 4.พื้นที่อื่นๆ ในแต่ละกรณีศึกษามีพื้นที่เหล่านี้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโรงพยาบาลและจุดประสงค์ในการใช้งานพื้นที่นั้นๆ ซึ่งต่างถูกใช้งานเพื่อสนับสนุนหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศทั้งสิ้นจากการศึกษาสรุปผลได้ว่า ลักษณะทางกายภาพของหอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศในปัจจุบันมีการใช้งานพื้นที่และขั้นตอนการปฏิบัติงานต่างกับหอผู้ป่วยในทั่วไป ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนภายในหอผู้ป่วยแยกโรคมีปัญหาในการใช้งานพื้นที่ โดยผู้ออกแบบควรคำนึงถึงการจัดเตรียมพื้นที่งานระบบ การแบ่งพื้นที่กับเส้นทางสัญจรภายในหอผู้ป่วย และลักษณะทางกายภาพเดิมของพื้นที่ เป็นส่วนสำคัญเพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบและเพื่อให้การใช้งานพื้นที่หอผู้ป่วยแยกโรคแพร่กระจายเชื้อทางอากาศมีประสิทธิภาพสูงสุด


การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร Jan 2023

การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงินของผู้ประกอบอาชีพอิสระที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ศรัญญา จันทนาคร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นผู้มีรายได้แต่มักประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอนและที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน ร่วมกับการศึกษาลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ ระดับความรู้ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการขอสินเชื่อของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน 6 แห่ง และแบบสอบถามผู้ประกอบอาชีพอิสระในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 400 คนผลการศึกษาพบว่า สถาบันการเงินใช้เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระคล้ายคลึงกับผู้มีรายได้ประจำ เว้นแต่วิธีการคำนวณรายได้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น มีการนำรายได้สุทธิของผู้ประกอบอาชีพอิสระมาคิดเป็นฐานรายได้เพียงร้อยละ 50 ส่งผลต่อการคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อที่ลดลงน้อยกว่าผู้มีรายได้ประจำกว่าครึ่งหนึ่ง และจะเน้นพิจารณาจากหลักฐานการเสียภาษีร่วมกับการรับรายได้ที่ทำรายการผ่านบัญชีธนาคารที่ต้องมีความสอดคล้องกัน ในส่วนของผู้ประกอบอาชีพอิสระพบว่า ร้อยละ74 มีอายุในช่วง 20-35 ปี ร้อยละ 47 ประกอบอาชีพค้าขายและธุรกิจส่วนตัว โดยผู้วิจัยได้ทำการจำแนกกลุ่มตัวอย่างนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 65 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด โดยกลุ่มนี้ร้อยละ 40 มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 48 มีรายจ่ายส่วนตัวต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 67 มีภาระหนี้สิน และมีความรู้เกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง มักพบอุปสรรคในการขอสินเชื่อคือ ไม่ได้เตรียมตัวจัดเก็บเอกสาร และอาชีพที่ทำมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ จึงอาจต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อมากขึ้น (2) ผู้ที่มีประสบการณ์ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 35 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด กลุ่มนี้ร้อยละ 29 มีรายได้อยู่ในช่วง 30,000-50,000 บาท ร้อยละ 39 มีรายจ่ายส่วนตัว 10,000-20,000 บาท พบว่าร้อยละ 70 ได้รับอนุมัติสินเชื่อเนื่องจากมีการเตรียมเอกสารพร้อมและฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารสม่ำเสมอ ในขณะที่ร้อยละ 27 ถูกปฏิเสธสินเชื่อเนื่องจากมีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร และไม่มีเอกสารที่ธนาคารต้องการผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบอาชีพอิสระควรได้รับการสนับสนุนความรู้ในด้านการวางแผนการเงิน สินเชื่อที่อยู่อาศัย และการเตรียมเอกสารที่จำเป็น ควรมีความพร้อมด้านการเงินหรือเลือกราคาบ้านให้เหมาะสมกับรายได้ จัดการหนี้สินรวมกับค่าผ่อนบ้านแล้วให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ และเก็บเงินดาวน์ร้อยละ 20 ของราคาบ้าน ผู้สนใจสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อ หรือออกแบบผลิตภัณฑ์สนับสนุนการขายที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้ประกอบอาชีพอิสระได้


ป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ, สุรัชนา ธนเดชดำรงศิริ Jan 2023

ป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ, สุรัชนา ธนเดชดำรงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ป้ายภายในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการสื่อสารและช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการในโรงพยาบาล จึงควรมีการจัดการและการออกแบบที่ดีและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันในแต่ละโรงพยาบาลมีอาคารที่แตกต่างกันหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละอาคารล้วนมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ และเนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่รองรับผู้มาใช้บริการที่หลากหลายรวมถึงฝ่ายบริหาร เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วยและผู้มาเยี่ยม วิธีการนำทางและการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ เพื่อไปยังสถานที่ที่ถูกต้องภายในอาคารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ป้ายที่เหมาะสมจะช่วยนำทางให้ผู้มาใช้บริการสามารถ สัญจรได้อย่างไม่สับสน และมีความสะดวก รวดเร็ว และยังสามารถสื่อสารข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงขั้นตอนการรับผู้ป่วย และสามารถลดระยะเวลารอคอยได้อีกด้วย ผู้วิจัยได้เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ทำการศึกษาป้ายในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ จำนวน 4 โรงพยาบาล ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานครการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจป้ายภายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ และศึกษามาตรฐาน ข้อกำหนดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับป้ายในโรงพยาบาล รวมถึงศึกษาวิเคราะห์รูปแบบและประเภทป้าย กับการใช้งานภายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผู้วิจัยได้ทำการวิจัยโดยศึกษามาตรฐาน ข้อกำหนดและทฤษฎีเกี่ยวกับป้าย แล้วทำการสำรวจป้ายภายในอาคารผู้ป่วยนอก จากนั้นได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ออกแบบระบบป้าย ผู้ดูแลและจัดการป้ายของโรงพยาบาล โดยจำแนกป้ายออกเป็น 3 เกณฑ์ ดังนี้ 1. จำแนกประเภทป้ายตามประโยชน์ใช้สอย 2. จำแนกประเภทป้ายตามชนิดของป้าย 3. จำแนกประเภทป้ายตามวัสดุของป้าย และเปรียบเทียบอัตราส่วนจำนวนป้ายต่อพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารส่วนของผู้ป่วยนอก รวมถึงวิเคราะห์เส้นทางสัญจรภายในอาคารกับตำแหน่งการติดตั้งป้ายผลการศึกษา พบว่า ประเภทของป้ายที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ป้ายระบุสถานที่หรือสิ่งของ รองลงมาคือ ป้ายให้ข้อมูลข่าวสาร ป้ายบอกทิศทางและป้ายควบคุมหรือบังคับ ตามลำดับ ซึ่งจำนวนของป้ายแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายในอาคารของแต่ละโรงพยาบาลกรณีศึกษา โดยจำนวนป้ายระบุสถานที่หรือสิ่งของแปรผันตามจำนวนหน่วยงานที่มีในอาคารและขั้นตอนในการรับการรักษาของหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อสื่อสารให้ผู้มาใช้บริการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ นอกจากป้ายจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการ ยังสามารถเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของโรงพยาบาลได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันป้ายในอาคารผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของภาครัฐนั้นยังประสบปัญหาอยู่หลายประการ ได้แก่ ป้ายมีจำนวนมาก และหลากหลายประเภท ป้ายไม่เป็นรูปแบบเดียวกัน รวมถึงปัญหาความซ้ำซ้อนของป้าย ส่งผลให้ผู้มาใช้บริการเกิดความสับสน แต่ในประเด็นของป้ายนำทางที่มีความชัดเจนนั้นมีความสอดคล้องกับมาตรฐาน และข้อกำหนด


การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อกำหนดด้านบุคลากรในงานจ้างบริหารและควบคุมงานก่อสร้างอาคารภาครัฐ ช่วงปี พ.ศ. 2560-2565, สิริราช สาครจิตร Jan 2023

การวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อกำหนดด้านบุคลากรในงานจ้างบริหารและควบคุมงานก่อสร้างอาคารภาครัฐ ช่วงปี พ.ศ. 2560-2565, สิริราช สาครจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทฤษฎีและวิธีจัดโครงสร้างบุคลากรงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้างอาคารภาครัฐ ช่วงปี พ.ศ. 2560-2565 2) เพื่อศึกษาให้เข้าใจถึงการจัดบุคลากรงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้างภาครัฐและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับอัตราการว่าจ้างควบคุมงานก่อสร้างโดยศึกษาจากเอกสารข้อกำหนดโครงการ (TOR) โดยนำข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี กฎหมายและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเปรียบเทียบขั้นตอนการจัดโครงสร้างบุคลากร ประเภทโครงการเป็นกรอบในการดำเนินงาน และศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารข้อกำหนดโครงการ (TOR) ให้เข้าใจถึงโครงสร้าง ข้อมูลขององค์กรในการจัดบุคลากรงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างประชากร 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเจ้าของโครงการ (หน่วยงานภาครัฐ) 2) กลุ่มผู้บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง 3) กลุ่มผู้ดำเนินงานก่อสร้าง กลุ่มตัวอย่างเป็นสถาปนิก วิศวกร และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดโครงการ (TOR) ในการจัดบุคลากรจ้างควบคุมงานก่อสร้าง มีความเชี่ยวชาญด้านอาคารภาครัฐ และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างและจากโครงการกรณีศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างร่วมกับข้อมูลโครงการกรณีศึกษาที่ได้ศึกษาในเบื้องต้นจากการศึกษาข้อกำหนดโครงการ (TOR) ที่ประกาศจ้างงานบริหารและควบคุมงานก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐ และแบ่งการศึกษาเปรียบเทียบ 3 ช่วง ทั้งหมด 15 โครงการ คือช่วงที่ 1 ช่วงก่อนปี พ.ศ. 2560 (เป็นการศึกษาเปรียบเทียบ พ.ศ. 2557-2560) จำนวน 5 โครงการ ช่วงที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2560-2562 จำนวน 5 โครงการ และช่วงที่ 3 ช่วงปี พ.ศ. 2562-2565 จำนวน 5 โครงการ รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เจ้าของโครงการการ (หน่วยงานภาครัฐ) กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง และกลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ดำเนินการก่อสร้าง พบว่าข้อกำหนดโครงการ (TOR) โดยเฉพาะด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับอัตรากำลังพนักงานได้ระบุว่าเป็นพนักงานประจำและไม่ประจำหรือระบุเพียงจำนวนขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งโครงการกรณีศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้ควบคุมงานนำเสนอคุณสมบัติและจำนวนบุคลากรในการคัดเลือกผู้ควบคุมงานอาคารภาครัฐ ทำให้แต่ละโครงการมีความแตกต่างของข้อกำหนดโครงการด้านบุคลากร รูปแบบอาคาร …


การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน Jan 2023

การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครนิยมการอยู่อาศัยในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น อีกทั้งการเริ่มให้ความสำคัญด้านการอยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นศึกษากระบวนการดำเนินงาน(Process) และลักษณะทางกายภาพ(Physical) ของโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ได้การรับรอง WELL Building Standard ระดับทอง (Gold Certified) เป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ซึ่งในปี พ.ศ.2565 มีเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน WELL ประเภทอาคารพักอาศัยรวม (Multi-Family Residential) คือ โครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม จำนวน 42 ชั้น 222 หน่วยพักอาศัย ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเอกสารข้อมูลของโครงการ ศึกษาด้วยวิธีการสังเกตกายภาพอาคาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับการรับรอง WELL Building Standard เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ไม่ได้การรับรองรวม 8 ขั้นตอน ซึ่งการนำเกณฑ์ WELL มาใช้ในโครงการ แม้จะมีผลกับงานออกแบบเพียงเล็กน้อย หรือ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่จากการวางแผนที่ดีของโครงการกรณีศึกษาจึงไม่ส่งผลกระทบกับระยะเวลารวมของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และหน่วยพักอาศัยทั้งหมด 7 หมวด จะมีลักษณะที่ปรากฏในโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะกายภาพ เช่น การมีหน้าต่างที่เปิดได้ ขนาดของอ่างล้างจาน หรือ รูปแบบของตู้เย็น เป็นต้น และ 2) งานระบบ เช่น การใช้ตัวกรองอากาศ(Air Filtration) MERV13 ขึ้นไป รูปแบบประเภทดวงโคมที่ให้เกิดความสบายตากับผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งหมวดอากาศเป็นหมวดที่ต้องดำเนินการมากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้าน WELL ผู้บริหารงานโครงการ และ ผู้ออกแบบให้ความเห็นถึงข้อดี และข้อจำกัดสอดคล้องกัน ดังนี้ 1) ข้อดี คือ การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยภายใต้เกณฑ์ WELL ทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมั่นใจได้ว่าจะได้รับสุขภาวะที่ดี และ 2) ข้อเสีย คือปัจจัยด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากการขอการรับรอง WELL และจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตามเกณฑ์ WELL


ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีจังหวัดสมุทรปราการ, นนท์ธวัช หงษาฤกษ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีจังหวัดสมุทรปราการ, นนท์ธวัช หงษาฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เมืองใหม่บางพลีโดยการเคหะแห่งชาติเริ่มแผนก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ.2523 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2537โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิดเมืองใหม่ที่สมบูรณ์ในตัวเอง (Self – contained New Town) เพื่อลดการเดินทางเข้าสู่แหล่งงานในกรุงเทพมหานคร โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองใหม่อย่างน้อยร้อยละ 50 มีงานทำในเมืองใหม่ ปัจจุบันเมืองใหม่บางพลีได้ผ่านการพัฒนากว่า 43 ปี การเคหะแห่งชาติมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ว่างที่เหลือภายในเมือง ดังนั้นการศึกษาด้านที่อยู่อาศัยและแหล่งงานจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาเมืองหใหม่เป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานของผู้อยู่อาศัยที่อาศัยอยู่ในเมืองใหม่บางพลี ลักษณะที่อยู่อาศัยและที่ตั้งของแหล่งงาน พฤติกรรมการเดินทางไปทำงาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนที่อยู่อาศัย 40,386 หน่วย โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 411 ชุด เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผลจากการศึกษาพบว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองใหม่ช่วงระยะ 6-10 ปี มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32 ของกลุ่มตัวอย่าง เป็นครัวเรือนผู้รายได้น้อยร้อยละ 35.3 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 16,425 บาทต่อเดือน เป็นครัวเรือนผู้มีรายได้ปานกลางร้อยละ 39.4 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 31,515 บาทต่อเดือน และเป็นครัวเรือนผู้มีรายได้สูงร้อยละ 25.3 มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 55,312 บาทต่อเดือน ลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นประเภทอพาร์ตเม้นท์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 33.3 โดยมีลักษณะการถือครองแบบเช่ารายเดือนมากถึงร้อยละ 58.4 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยและแหล่งงานพบว่าผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่บางพลีทั้งในพื้นที่การพัฒนาของภาครัฐและเอกชนร้อยละ 85.2 ทำงานอยู่ภายในเมืองใหม่ โดยมีอาชีพค้าขายสูงสุดร้อยละ 29.4 รองลงมาคือพนักงานโรงงานร้อยละ 25.8 และรับจ้างบริษัทเอกชนร้อยละ 22.6 ตามลำดับ มีระยะทางในการเดินทางไปทำงานเฉลี่ย 4.2 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 26 นาที โดยคนทำงานเลือกเดินทางโดยรถจักรยานยนต์เป็นหลักร้อยละ 37.0 รองลงมาคือรถยนต์ส่วนตัวร้อยละ 26.0 และรถรับ-ส่งพนักงานร้อยละ 15.6 ตามลำดับ มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเฉลี่ยอยู่ที่ 744 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของรายได้ครัวเรือนต่อเดือน ระยะทางของที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้กับแหล่งงานทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเดินทาง เป็นไปตามแนวคิดตั้งต้นในการพัฒนาเมืองใหม่ในการมีแหล่งงานควบคู่ไปกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย แต่ลักษณะของผู้อยู่อาศัยที่สิทธิ์การถือครองที่อยู่อาศัยเป็นแบบเช่ารายเดือนเป็นส่วนใหญ่ไม่คอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ต้องการให้มีสิทธิ์การถือครองแบบเป็นเจ้าของตามที่การเคหะแห่งชาติคาดการณ์ไว้ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะดังนี้ การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีแหล่งงานเป็นนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต ของทั้งภาครัฐและเอกชนควรพิจารณาเรื่องรูปแบบและสิทธิ์การถือครองที่อยู่อาศัยที่มีความหลากหลายเพื่อให้ตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย หากภาคเอกชนต้องการจะพัฒนาที่ดินหรือที่อยู่อาศัยสามารถใช้โครงการนี้เป็นกรณีศึกษาในการวางแผนพัฒนาได้ โดยควรเน้นการพัฒนาโครงการที่ผนวกรวมที่อยู่อาศัย แหล่งงานและพาณิชยกรรมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดเป็นพื้นที่ชุมชน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตสร้างสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายของกิจกรรมและการอยู่อาศัย


ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์ Jan 2023

ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดเรื่องสุขภาวะที่ดี หรือ Well-being Living ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในแนวสูง ในขณะเดียวกันอาคารชุดหลายแห่งในปัจจุบันมีขนาดพื้นที่ห้องชุดที่เล็กลงกว่าในอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาทัศนคติด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย และวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพขององค์ประกอบของอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้อยู่อาศัยจำนวน 470 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statics) และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทมีระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับปานกลางถึงมาก 2) ลักษณะผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70) มีอายุอยู่ในช่วง 25-39 ปี (ร้อยละ 62.98) สถานภาพโสด (ร้อยละ 84.89) รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 25.74) สถานภาพการเป็นเจ้าของห้องชุดผู้ซื้อมีสัดส่วนมากที่สุด (ร้อยละ 49.15) อาศัยอยู่คนเดียว (ร้อยละ 40.85) และใช้เวลาในอาคารชุด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 38.30) 3) องค์ประกอบของอาคารชุดที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะมากที่สุด ได้แก่ ห้องชุด ซึ่งคุณสมบัติภายในห้องชุดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ อุณหภูมิที่ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป และการป้องกันเสียงรบกวน เป็นคุณสมบัติที่ผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญและยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หากได้รับการปรับปรุงจะสามารถเพิ่มระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น 4) ลักษณะอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS MRT อายุอาคารชุด ประเภทของห้องชุด 5) ผู้ที่มีสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับมาก มักอาศัยอยู่ในโครงการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ อาคารชุดประเภท Low Rise ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 500 เมตร ที่มีอายุอาคารน้อยกว่า 5 ปี และห้องชุดมีขนาดพื้นที่ 30-34 ตร.ม. 6) ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเกิดสุขภาวะในการอยู่อาศัยสามารถสรุปได้สองมิติ คือ (1) คุณลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้อยู่อาศัย (2) ลักษณะที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาโครงการอาคารชุดโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย อาทิ คุณภาพอากาศ แสงสว่าง น้ำใช้ที่สะอาด และความเป็นส่วนตัว มีร้านค้าที่ขายอาหารสะอาดถูกสุขลักษณะในโครงการ อยู่ในทำเลที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครันจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าอาคารชุดไม่ได้เข้าร่วมการประเมินมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากล และไม่ได้นำแนวคิดมาตรฐานออกแบบอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ …


แหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุทธินนท์ มั่นคง Jan 2023

แหล่งเงินทุนในการประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการขนาดเล็กในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุทธินนท์ มั่นคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เศรษฐกิจของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนโดย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความสามารถของ SMEs ที่มีความยืดหยุ่นและการปรับตัวในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก เช่น ความไม่แน่นอนทางการเงินทั่วโลกหลังจากการระบาดของโรคโควิด -19 ความเป็นอยู่ของธุรกิจเหล่านี้อาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการและวางแผนทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการทุน การศึกษานี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับแหล่งเงินทุนของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและผลกระทบกลยุทธ์ทางการเงินเหล่านี้ต่อความสำเร็จในการดำเนินงาน จากกลุ่มตัวอย่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กจำนวน 508 บริษัทที่จดทะเบียนในจังหวัดกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยได้รวบรวมข้อมูลจากงบการเงินปี พ.ศ. 2561 - พ.ศ. 2565 และวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางการเงินจากการศึกษาพบว่า 1) บริษัทขนาดเล็กในกรุงเทพฯและปริมณฑลส่วนใหญ่ร้อยละ 72 มีรายได้ต่ำกว่า 11 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2565 2) กลุ่มตัวอย่างมีทุนจดทะเบียนเฉลี่ยบริษัทละประมาณ 90 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2565 โดยมีแนวโน้มคงที่ 3) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กประสบปัญหาด้านการดำเนินงานโดยมีมูลค่าขาดทุนสะสมเฉลี่ยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 4) ปริมาณหนี้สินของบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ล้านบาทต่อบริษัทในปี พ.ศ. 2565 5) ในปี พ.ศ. 2565 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กเลือกใช้แหล่งทุนประเภทหนี้สินมากกว่าแหล่งทุนจากส่วนของผู้ถือหุ้น 6) รายได้รวมมีแนวโน้มที่จะลดลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ล้านบาทต่อบริษัทในปี พ.ศ. 2565 7) ผลประกอบการสุทธิของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะขาดทุนลดลงนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์พยายามรักษาระดับทุนในการดำเนินงานให้อยู่ในระดับคงเดิมหมายความว่า หากการดำเนินงานในปีก่อนหน้าเป็นลบหรือขาดทุนบริษัทขนาดเล็กจะเพิ่มทุนดำเนินงานในปีต่อไปและในทางกลับกันหากผลประกอบการในปีก่อนหน้าเป็นบวกหรือมีกำไร บริษัทเลือกที่จะลดทุนในการดำเนินงานลงในปีต่อไป โดยแหล่งเงินทุนที่เปลี่ยนแปลงเป็นลำดับแรกได้แก่แหล่งเงินทุนประเภทหนี้สิน และมีคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการให้เลือกใช้แหล่งเงินจากทั้งสองแหล่งเพื่อใช้ประโยชน์จากเงินทุนทั้ง 2 ประเภท ซึ่งสิ่งสำคัญคือการลำดับการเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับรายได้ของบริษัท คือ ในช่วงแรกบริษัทควรเลือกแหล่งเงินทุนประเภทส่วนของผู้ถือหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ย ต่อมาสามารถเลือกใช้หนี้สินเพื่อเพิ่มการเติบโตของบริษัทเมื่อมีรายได้ที่เพียงพอต่อภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น โดยการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ ในการวางแผนและเลือกใช้แหล่งเงินทุน รวมถึงสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและพัฒนาวิสาหกิจขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น


การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล Jan 2023

การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่การมีที่อยู่อาศัยกลับไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำกันได้ในทุกครัวเรือน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงมีการจัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ด้วยวิสัยทัศน์ คือ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายใน พ.ศ. 2579” ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติ ได้มีการพัฒนาโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย “บ้านเคหะสุขประชา” เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือข้าราชการเกษียณ และประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้บุกรุก ในพื้นที่สาธารณะให้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีความต้องการที่จะศึกษาโครงการฯดังกล่าว เพื่อนำมาติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฯ รวมถึงการศึกษา วิเคราะห์ และติดตามการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง ซึ่งจะช่วยเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการฯ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในรูปแบบที่อยู่อาศัยรายได้น้อยพร้อมอาชีพ และสามารถเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการจัดการโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนพิการรายได้น้อยสำหรับภาครัฐต่อไปผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการที่อยู่อาศัยเกิน 6 เดือน ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 5,000-10,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่พอช่วยเหลือตนเองได้ (Independent Living for Elderly) เลือกเข้าอยู่อาศัยในโครงการเนื่องจากค่าเช่าที่อยู่อาศัยอยู่ในช่วงราคาที่สามารถเข้าถึงได้(Affordable Housing) และมีรูปแบบที่อยู่อาศัยของโครงการมีรูปสอดคล้องต่อสภาพการดำรงชีวิต เมื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการเปรียบเทียบที่อยู่อาศัยของตนเองก่อนและหลังเข้าอยู่อาศัยในโครงการ พบว่าสภาพการอยู่อาศัยในโครงการทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในเกณฑ์มีความพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย คือ 4.37) ในส่วนของอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาที่โครงการจัดเตรียมให้ผลการสัมภาษณ์พบว่าผู้สูงอายุและคนพิการ ไม่ได้ประกอบอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาเนื่องจากขาดเงินทุน ขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีสภาพร่างกายที่เสื่อมลงทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ บางส่วนที่มีการสนับสนุนค่าเลี้ยงดูให้จึงไม่ประกอบอาชีพ จากผลสรุปข้างต้นพบว่าโครงการสามารถตอบสนองความพึงพอใจในรูปแบบการอยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการได้ดี แต่ยังคงต้องมีการปรับปรุงการออกแบบทั้งหน่วยการอยู่อาศัย และภาพรวมของโครงการ ในส่วนของเศรษฐกิจสุขประชาด้านอาชีพด้านอาชีพไม่ประสบผลสำเร็จในกลุ่มของผู้สูงอายุและคนพิการ เนื่องจากหลักสูตรและอาชีพไม่สอดคล้องกับผู้สูงอายุและคนพิการทั้งนี้ข้อเสนอแนะในด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการ ต้องคำนึงถึงความต้องการพิเศษและการใช้งานที่ปลอดภัย ความสะดวกสบาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควรมีการจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการพยุงตัวในห้องน้ำของที่อยู่อาศัยทั้งโครงการ เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในอนาคต ด้านการออกแบบโครงการควรมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถให้ผู้สูงอายุและคนพิการออกมาใช้งานแล้วเกิดศักยภาพแก่ร่างกายและจิตใจ ควรมีการจัดเช่าพื้นที่จัดสรรประโยชน์ เพื่อให้ในโครงการฯมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การมีตู้กดน้ำดื่ม จุดซักผ้าหยอดเหรียญ และสมควรมีพื้นที่สำหรับสถานพยาบาลหรือหน่วยฉุกเฉินขนาดเล็ก เพื่อดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในกรณีฉุกเฉิน ด้านเศรษฐกิจสุขประชาควรมีการสนับสนุนอาชีพที่มีความเฉพาะมากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ โดยควรมีลักษณะที่คำนึงถึงข้อจำกัดทางกายภาพและสุขภาพ ทั้งนี้อาจเสนออาชีพที่ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถจัดทำได้เมื่ออาศัยอยู่ในที่พักอาศัย หรือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของโครงการให้รองรับการสร้างอาชีพ เช่น พื้นที่ลานมีหลังคาสำหรับการประกอบอาชีพสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนอาชีพส่วนกลางที่มีความหลากหลาย


Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes Jan 2023

Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Traffic congestion in Metro Manila, particularly along Epifanio de los Santos Avenue (EDSA), is a long-standing issue. Hundreds of thousands of commuters travel along EDSA daily, utilizing major transit systems such as the Metro Rail Transit (MRT) Line 3 and the Bus Rapid Transit (BRT) Route 1, which run parallel to each other. Despite the BRT operating for more than four years since the Covid-19 pandemic, few studies have examined its effects on the MRT, particularly concerning commuter demographics. This research fills this gap by examining the shift from MRT to BRT along EDSA, comparing user demographics, and identifying factors …


ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล Jan 2023

ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กลุ่มวัยเริ่มทำงานคือกลุ่มบุคคลที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน มีอายุอยู่ในช่วง 21 – 30 ปี มักเพิ่งจบการศึกษา ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในเจเนอเรชั่นแซดซึ่งมีทัศนคติต่างไปจากเจเนอเรชั่นก่อน ๆ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่ความสามารถในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มนี้ลดลง และมีแนวโน้มความนิยมเช่าเกิดขึ้น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน เหตุผลของการเช่าอยู่ในปัจจุบัน ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยสอบถามกลุ่มวัยเริ่มทำงานผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 399 คนผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานส่วนใหญ่มักเป็นโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชน ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,000-25,000 บาทต่อเดือน รายได้ครัวเรือนมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน และชื่นชอบการเล่นโซเชียลมีเดีย 2) ลักษณะที่เช่าในปัจจุบัน มักตั้งอยู่ในปริมณฑล รูปแบบอะพาร์ตเมนต์ ส่วนพื้นที่เช่าคือ 21-25 ตารางเมตร และมักเช่า 5,001-7,000 บาทต่อเดือน โดยเลือกเช่าเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานได้สะดวกเป็นสำคัญ 3) กลุ่มตัวอย่างอยู่อาศัยในที่เช่าทุกวันและอาศัยอยู่คนเดียว เดินทางไปทำงานด้วยรถจักรยานยนต์ โดยใช้เวลาเดินทาง 15-30 นาที ใช้พื้นที่ที่พักในการประกอบอาหารและออกกำลังกาย และบางส่วนมีการเลี้ยงสัตว์ 4) ความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในระดับปานกลางถึงปานกลางค่อนมาก โดยพอใจด้านทำเลที่สุด และไม่ค่อยพบปัญหาจากการเช่าอยู่อาศัย 5) ความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องการซื้อร้อยละ 67.9 ต้องการเช่าร้อยละ 30.8 และอื่น ๆ โดยต้องการซื้อบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ส่วนราคาที่อยู่อาศัยที่ต้องการคือ 1-2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต ส่วนกลุ่มที่ต้องการเช่าเลือกจะเช่าคอนโดมิเนียม โดยค่าเช่าที่ต้องการคือ 4,001-7,000 บาทต่อเดือน เพราะสามารถโยกย้ายได้ง่าย กลุ่มวัยเริ่มทำงานส่วนมากกำลังวางแผนทางการเงินและยังไม่มีแผนกลับภูมิลำเนาผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าในปัจจุบันส่วนมากต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมีความสามารถในการจ่ายในไม่เกิน 1.3 ล้านบาท โดยคำนึงถึงทำเลที่ตั้งที่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานสะดวก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะต่อการเคหะแห่งชาติ รัฐบาลและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พิจารณาเร่งเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยในรูปแบบเช่าและเช่าซื้อ รวมถึงพัฒนาคุณภาพบ้านเช่าเพื่อบุคคลกลุ่มนี้ในช่วงแรกของการทำงาน จากนั้นจึงเพิ่มอุปทานบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เน้นการออกแบบบรรยากาศที่ดีภายในที่พัก มีส่วนกลางตามสำคัญ โดยมุ่งเน้นทำเลที่ใกล้แหล่งงานหรือสามารถเดินทางได้สะดวก และร่วมกับสถาบันการเงินส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มวัยเริ่มทำงาน


การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู, นพกฤษฏิ์ ฐานพิริยากรณ์ Jan 2023

การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนเหนือ ก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู, นพกฤษฏิ์ ฐานพิริยากรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการขยายตัวของที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนบนก่อนและหลังการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยผู้วิจัยได้ศึกษา 1) รูปแบบที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทราตั้งแต่ช่วงก่อนเริ่มมีมติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 2) ความสอดคล้องของแนวคิดและทฤษฎีในต่างประเทศเกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองต่อรูปแบบการขยายตัวของที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค สาธารณูปการโดยเลือกช่วงเวลาศึกษาของการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพูระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง พ.ศ. 2567 และช่วงเวลาดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1) ก่อนมีมติก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 2) เริ่มก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู 3) เมื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จ โดยวิธีวิจัย คือ การศึกษาจากเอกสาร (documentary research) การลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลการรวบรวมจัดทำชุดข้อมูลผ่านการแสดงผลเป็นลักษณะแผนที่ และการวิเคราะห์ผ่านการรวบรวมชุดข้อมูล แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับการขยายตัวของเมืองผลการศึกษาพบว่า การขยายตัวของที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครตอนบนมีการพัฒนาโครงข่ายถนนเชื่อมต่อพื้นที่ชานเมืองกับกรุงเทพมหานคร จนเกิดประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบตามถนนสายหลัก อาทิ ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรามอินทรา และเกิดพาณิชยกรรมในรูปแบบร้านค้าตึกแถวริมทางตามแนวถนน เมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มก่อสร้าง จึงเริ่มมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงจากที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นที่อยู่อาศัยแนวสูงในบางพื้นที่ ตลอดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยเฉพาะในบริเวณจุดตัดของโครงข่ายถนนและราง รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงของพาณิชยกรรมและเมื่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูแล้วเสร็จ พบที่อยู่อาศัยแนวสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ในบริเวณจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพูกับรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ และมีการพัฒนาศูนย์การค้าชุมชนที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ในบริเวณที่อยู่อาศัยแนวสูงและแนวราบใกล้สถานีรถไฟฟ้า ในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู พบว่า มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวสูง ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชุมชน และนอกรัศมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพู พบว่า มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าชุมชน ตามลำดับการพัฒนาการขยายตัวของที่อยู่อาศัยและโครงข่ายราง


แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร Jan 2023

แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 กล่าวคือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยใน พ.ศ. 2565 ประชากรไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในอีกไม่เกิน 20 ปี ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้สูงอายุจะขึ้นมาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ประเทศไทยยังขาดการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้คนในชุมชนได้มาปฏิสัมพันธ์กัน การที่หลายชุมชนยังขาดพื้นที่ดังกล่าวหรือจัดการพื้นที่ได้ไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน เกิดความเสี่ยงต่อการแยกตัวจากสังคมและนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจของผู้สูงอายุในเวลาต่อมา การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพทางกายและทางใจของผู้สูงอายุ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ที่เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจและการสัมภาษณ์ และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสัมภาษณ์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ วิเคราะห์ความต้องการ ปัญหา และข้อจำกัด พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยมีกรณีศึกษาทั้งหมด 4 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ (หมู่บ้านปิยวรารมย์) ผลการศึกษาพบว่าทุกชุมชนมีการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ โดยสามารถจำแนกพื้นที่ตามรูปแบบการใช้งานได้ 4 ประเภท ได้แก่ พื้นที่นันทนาการ พื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่แปลงผักสวนครัว โดยพื้นที่แต่ละประเภทมักตั้งอยู่รวมกันบริเวณส่วนหน้าถึงส่วนกลางของชุมชนที่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทั้งนี้บางชุมชนอาจจะมีการกระจายพื้นที่แต่ละประเภททั่วชุมชน ผลคือชุมชนต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการดูแลรักษาและไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ปัญหาหลัก ๆ ของแต่ละชุมชนคือพื้นที่บางส่วนมีการความทรุดโทรม ขาดร่มเงา บางส่วนถูกทิ้งร้างเนื่องจากขาดงบประมาณและการดูแลรักษา จึงเสนอให้จัดตำแหน่งของพื้นที่ส่วนกลางรวมอยู่จุดเดียวเพื่อลดภาระในการดูแลรักษา กำหนดเวลาเปิดปิดพื้นที่ที่มีทรัพย์สินของชุมชนและมอบหมายคนดูแล เพิ่มม้านั่งแบบถาวรพร้อมราวพยุงตัวในพื้นที่ส่วนกลางและทางเดิน จัดการพื้นที่ทางเท้าให้ปลอดภัย และเพิ่มร่มเงาจากต้นไม้


แนวทางการพัฒนากายภาพและสภาพแวดล้อมสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ประเภทบ้านเดี่ยว ขนาดน้อยกว่า 20 เตียง ในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์สินี ตันไพบูลย์ Jan 2023

แนวทางการพัฒนากายภาพและสภาพแวดล้อมสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ ประเภทบ้านเดี่ยว ขนาดน้อยกว่า 20 เตียง ในเขตกรุงเทพมหานคร, พิชญ์สินี ตันไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันสังคมสูงวัยเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสนใจมากขึ้นจากการที่สัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี โดยในประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete aged society) ใน พ.ศ. 2565 ทำให้ปัจจุบันธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งสถานบริบาลผู้สูงอายุขนาดเล็กมักจะเป็นลักษณะบ้านเดี่ยวและตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร จากประเด็นดังกล่าวจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนา รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานบริบาลให้เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยผู้สูงอายุผู้วิจัยได้ทำการศึกษาจากกรณีศึกษาทั้งหมด 4 แห่ง ด้วยการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการและผู้ปฏิบัติงานภายในสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งได้มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการสถานบริบาลมักจะเลือกบ้านเดี่ยวมาพัฒนาเนื่องจากต้องการให้ผู้พักอาศัยได้มีบริเวณสำหรับการเดิน ทำกิจกรรม และพักผ่อน ส่วนทางกายภาพพบว่า ส่วนใหญ่ทำถูกต้องตามกฎกระทรวงและมาตรฐาน แต่มีปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานบางอย่าง โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำ บันได ทางลาด และที่จอดรถ และพบปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสถานบริบาล 3 ประการ คือ 1) สภาพแวดล้อมที่ตั้ง 2) โครงสร้างอาคาร 3) งบประมาณ จากข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุงพื้นที่ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการให้ลำดับความสำคัญในการปรับปรุง 5 พื้นที่หลัก ดังนี้ 1) ห้องน้ำ 2) ประตู 3) ทางลาด 4) บันได 5) ลิฟต์ นอกจากนี้พบว่าลักษณะการอยู่อาศัยที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศของที่อยู่อาศัยทั้งภายในสถานบริบาลและสภาพแวดล้อมภายนอกจากผลการศึกษาลักษณะที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ที่พบว่าสถานบริบาลควรมีการคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นหลัก เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานบริบาลสำหรับผู้สูงอายุตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย


รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์ Jan 2023

รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันทั่วโลกพบปรากฏการณ์การสูงวัยของประชากร ซึ่งในประเทศไทย หนึ่งในสามของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงการเตรียมตัวโดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ โดยผู้สูงอายุมักต้องการอยู่อาศัยในที่เดิมของตน แต่ความต้องการในการใช้พื้นที่เปลี่ยนแปลงตามระดับภาวะพึ่งพิง ส่งผลให้เกิดโครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้สูงอายุต่อเนื่องตั้งแต่แข็งแรงจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยวิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง ผ่านการวิเคราะห์พื้นที่ ปัญหาและข้อจำกัดของโครงการ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา โดยการสำรวจและสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และผู้ใช้บริการในกรณีศึกษา 2 โครงการ ได้แก่ สถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และสวางคนิเวศจากการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่เดิมจนถึงวาระสุดท้ายจากความเคยชินในพื้นที่และสังคม ดังนั้นการมีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้สูงอายุได้อยู่ในพื้นที่และสังคมเดิมตั้งแต่แข็งแรงเป็นต้นไป โดยที่มีการออกแบบมารองรับทุกการเปลี่ยนแปลง มีความต่อเนื่องในระบบประวัติสุขภาพ การดูแลสุขภาพ การจัดกิจกรรม และการดูแลเรื่องอาหาร ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมถอยของผู้สูงอายุ แต่หากจัดให้ผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ผู้สูงอายุที่แข็งแรงจะดูแลกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงจนทำให้ผู้สูงอายุละเลยการดูแลตนเองและทำให้เกิดความเสื่อมถอย จะเห็นถึงความซับซ้อนของโครงการ จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โครงการในลักษณะนี้มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับโครงการของผู้สูงอายุประเภทอื่น ส่วนทางกายภาพ การคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นปัจจัยแรกที่เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการนึกถึง และเมื่อเทียบสภาพแวดล้อมโครงการกับมาตรฐาน พบว่าด้านกายภาพถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังต้องเพิ่มเติมบางเรื่อง เช่น พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้สามารถรองรับได้ทุกคนอย่างเท่าเทียมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนข้อเสนอแนะจากการศึกษา เสนอให้ในโครงการที่มีการรองรับผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มต้องมีการจัดการความสมดุลระหว่างกลุ่มตามภาวะพึ่งพิง โดยแยกพื้นที่อยู่อาศัยตามกลุ่ม เพื่อให้เหมาะตามความต้องการเฉพาะ แต่รวมพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อให้แต่ละกลุ่มได้พบกันจะช่วยกระตุ้นทางร่างกาย จิตใจ นอกจากนี้โครงการที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องมีขนาดใหญ่และซับซ้อนจึงแนะนำให้เพิ่มองค์กรช่วยให้คำปรึกษา หรือกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติม และมีการกระตุ้นในเชิงการจัดอันดับเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้าย โครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องเริ่มมีแผนพัฒนามากขึ้นในประเทศไทยจากค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้มีการวิจัยโครงการในอนาคตหลังการพัฒนาแล้วเสร็จต่อไป


แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยของกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่มีหลายสาขา กรณีศึกษา บ้านลลิสา สาขาลำปาง ป่าแดดเชียงใหม่ และ บางนา, สิริณัฐชา จาง Jan 2023

แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยของกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่มีหลายสาขา กรณีศึกษา บ้านลลิสา สาขาลำปาง ป่าแดดเชียงใหม่ และ บางนา, สิริณัฐชา จาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ประเทศไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น โดยมีการพยากรณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2573 ประชากรสูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์และการยืดอายุขัย ซึ่งนำไปสู่ความต้องการบริการดูแลสำหรับผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของโอกาสทางธุรกิจในด้านนี้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดนโยบายและวางแผนการที่เหมาะสมเพื่อรองรับและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรนี้อย่างมีประสิทธิผล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการของผู้สูงอายุ ลักษณะทางกายภาพทั้งภายในและภายนอก ปัญหาจากการใช้งาน และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาต่อไป โดยใช้วิธีการสำรวจกรณีศึกษาทั้ง 3 สาขา มีการลงพื้นที่สำรวจทั้ง 3 สาขา การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง 30 ท่าน คือผู้ประกอบการ ผู้จัดการสาขา รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ มีระเบียบวิธีวิจัย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้เผยว่าสุขภาพผู้สูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์ดูแลในโครงการบ้านลลิสาทั้งสาขาลำปาง, ป่าแดดเชียงใหม่ และบางนาการปรับปรุงอาคารเดิมเพื่อใช้งานเป็นศูนย์ดูแลมีความท้าทายเนื่องจากพื้นที่จำกัดและค่าใช้จ่ายในการต่อเติมหรือปรับปรุงที่สูงผู้ประกอบการจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ในการพัฒนาศูนย์ดูแลที่มีหลายสาขา ควรพิจารณามาตรฐานเฉพาะของโครงการและออกแบบพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคความจำเสื่อมหรือมะเร็ง ซึ่งอาจต้องการการออกแบบพิเศษเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยทั้งนี้จึงได้มีการนำเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้งอายุที่มีหลายสาขา รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้งานพื้นที่ โดยมีมาตรฐานของทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และแนวคิดอื่นๆ การพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาควรมีมาตรฐานภายในองค์ทั้งด้านการบริการ และด้านกายภาพอาคาร เพื่อจุดเด่น และมาตรฐานของแบรนด์


การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร Jan 2023

การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลมุกตลกจากการเล่นคำและเล่นภาษาในหนังสือการ์ตูนคอมิกสตริปเรื่อง lobster is the best medicine, the little world of liz climo และ best Bear ever ของลิซ คลิโม (Liz Climo) จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาการถ่ายทอดเนื้อหาของตัวบทการ์ตูนประเภทต่าง ๆ และทฤษฎีการสร้างความขบขันโดยใช้ภาษา เพื่อนำมาประกอบกับแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทสารคดีของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและวางแผนการแปล พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ รวมทั้งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสื่อความโดยใช้วิธีหลากหลาย (Multimodality) และทฤษฎีการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา (Dirk Delabastita) ได้แก่ การแปลการเล่นคำเป็นการเล่นคำ (pun>pun) การแปลการเล่นคำเป็นวรรณศิลป์ที่สัมพันธ์กัน (pun>related rhetorical device) และการแปลการเล่นคำเป็นคำธรรมดา (pun>non-pun) ในการกำหนดแนวทางการแปล เพื่อรักษาลีลาการเล่นภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน ในข้อจำกัดเรื่องภาพประกอบ โดยยังถ่ายทอดเนื้อหามุกตลกได้ถูกต้องตามต้นฉบับ และศึกษาทฤษฎีสมมูลภาพ (Equivalence) ของยูจีน ไนดา (Eugene Nida) เพื่อถ่ายทอดความขบขันให้ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ ข้างต้นนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการแปลได้ และได้บทแปลที่รักษาลีลาการเล่นภาษา ถ่ายทอดเนื้อหาและสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ


การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์ Jan 2023

การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแปลภาษาวัยรุ่น เพื่อแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่าการใช้ภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเป็นเจตนาของผู้ประพันธ์ให้ภาษาสื่อความหมายทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผู้วิจัยจึงศึกษาทฤษฎีการแปลของ Ernst-August Gutt ที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีความเกี่ยวเนื่องมาแก้ปัญหาในการแปล เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ จึงน่าจะเหมาะสมกับการแปลภาษาวัยรุ่น นอกจากนั้นผู้วิจัยได้ศึกษากลวิธีการแปลภาษาวัยรุ่นเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านมารวมถึงแนวคิดการแปลภาษาวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการแปลภาษาสแลงที่เป็นลักษณะโดดเด่นของภาษาวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการแปลให้บทแปลบรรลุสามารถเป้าหมายในการสื่อความหมายและสร้างอรรถรสจากการใช้ภาษาวัยรุ่นให้แก่ผู้อ่านภาษาฉบับแปลได้เทียบเท่ากับผู้อ่านภาษาต้นฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎีการแปลของ Gutt ช่วยผู้วิจัยในการตัดสินใจเลือกกลวิธีการแปลที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี โดยกลวิธีที่ใช้ในการแปลตัวบทคัดสรรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มกลวิธีการแปลภาษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบด้วย 7 กลวิธี ได้แก่ การแปลโดยการใช้คำที่ใช้ในวัฒนธรรมปลายทาง การแปลโดยการใช้คำที่เท่าเทียมกัน การแปลด้วยคำที่มีความหมายเป็นกลาง การแปลโดยถอดความด้วยคำที่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลโดยการถอดความด้วยคำที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลเป็นคำที่ไม่มาตรฐาน และ การแปลด้วยการทับศัพท์ 2) กลุ่มกลวิธีการแปลโวหารภาพพจน์ ประกอบด้วย 3 กลวิธี ได้แก่ การแปลตรงตัว การแปลแบบตรงตัวและตีความ และ การแปลด้วยโวหารเทียบเคียง 3) กลุ่มกลวิธีการแปลการเล่นคำ ประกอบด้วย 1 กลวิธี ได้แก่ การแปลการเล่นคำในภาษาต้นทางเป็นการเล่นคำในภาษาปลายทาง


การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์ Jan 2023

การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มุ่งหาแนวทางในการแปลคำด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยใช้กลวิธีการแปลแบบรักษาความแปลกต่างของลอเรนซ์ เวนุติ (Lawrence Venuti) ในการรักษากรอบการแปล ประกอบกับสังเคราะห์กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรม 12 วิธีของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวทางการประยุกต์ใช้กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรมประเภทต่าง ๆ ของสุพรรณี ปิ่นมณีออกมาได้เป็น 7 กลวิธี ได้แก่ 1) ใช้การถอดเสียงหรือคำทับศัพท์ 2) ใช้การเทียบเคียงคำทางวัฒนธรรม 3) ใช้การแปลแบบตรงตัว หรือแปลแบบคำต่อคำ 4) ใช้การละ 5) ใช้เชิงอรรถหรืออธิบายความ 6) ใช้การแปลแบบกว้าง 7) การใช้กลวิธีร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีที่ยกมาทั้ง 7 ประการสามารถนำมาใช้ในการแปลตัวบทได้ทั้งหมด โดยใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวมากที่สุด 14 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนทั้งหมด และใช้กลวิธีการแปลแบบละน้อยที่สุด 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนทั้งหมด ทั้งนี้ผู้วิจัยพบปัญหาในด้านข้อจำกัดของพื้นที่ เมื่อนำข้อความบรรจุลงในกรอบคำพูด บางประโยคมีความยาวมากเนื่องจากต้องเก็บความหมายจากภาษาต้นทางให้ครบถ้วนทำให้ไม่สามารถบรรจุลงในกรอบได้พอดี จึงต้องอาศัยการปรับขนาดตัวอักษรและจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวบท


วรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7: แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงและบทบาททางสังคม, จุฑาคภัสติ์ รัตนพันธ์ Jan 2023

วรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7: แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงและบทบาททางสังคม, จุฑาคภัสติ์ รัตนพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 ในแง่ของประเภทวรรณกรรม แนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และบทบาททางสังคม โดยใช้นิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 รวม 7 ชื่อฉบับเป็นข้อมูลในการศึกษา ได้แก่ ราชินีบำรุง สตรีไทย นารีเขษม นารีนิเทศ นารีนาถ สุภาพนารี และ เนตร์นารีผลการศึกษาพบว่า นิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 มีการตีพิมพ์วรรณกรรม 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก งานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมตะวันตก ประกอบด้วยบทความ เรื่องสั้นและนวนิยาย กวีนิพนธ์สมัยใหม่ และบทละครพูด กลุ่มต่อมาเป็นงานเขียนที่สืบทอดขนบวรรณกรรมโบราณ ประกอบด้วยวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติ วรรณกรรมคำสอน วรรณกรรมนิทาน นิราศ และวรรณกรรมโศกาลัย และ กลุ่มสุดท้ายเป็นงานเขียนที่เป็นวรรณกรรมเก่า ประกอบด้วยวรรณกรรมโบราณที่ยังไม่เคยตีพิมพ์ และวรรณกรรรมในรัชสมัยใกล้เคียงที่เคยตีพิมพ์แล้ว วรรณกรรมเหล่านี้มุ่งเสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง 3 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้หญิง แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิง และแนวคิดเกี่ยวกับปัญหาของผู้หญิง แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความเป็นผู้หญิงดังกล่าวมานำเสนอผ่านกลวิธีการประพันธ์ต่าง ๆ กล่าวคือ กลุ่มวรรณกรรมร้อยกรอง มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดความเป็นผู้หญิง 5 กลวิธี ได้แก่ การสรรคำและการเล่นคำ การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ การใช้คำถามเชิงวาทศิลป์ การใช้ลีลาเสียดสี และการเลือกเรื่องหรือตอนที่แสดงความเป็นผู้หญิงจากนิทานนิยาย กลุ่มบทความ มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดความเป็นหญิง 7 กลวิธี ได้แก่ การเรียบเรียงเนื้อความ การตั้งประเด็นโต้แย้ง การใช้แนวเทียบ การยกตัวอย่าง การสมมติสถานการณ์ การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ และการใช้ลีลาเสียดสี กลุ่มเรื่องสั้นและนวนิยาย มีกลวิธีการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิงผ่านองค์ประกอบของวรรณกรรมประเภทดังกล่าว 4 กลวิธี ได้แก่ การสร้างโครงเรื่องที่เน้นปมขัดแย้งเกี่ยวกับผู้หญิง การสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงและผู้ชายในสังคม การสร้างบทสนทนาให้ตัวละครพูดแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และการใช้มุมมองของผู้เล่าเรื่องที่มีผลต่อการเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง และ กลุ่มบทละครพูด มีกลวิธีนำเสนอความเป็นหญิง 3 กลวิธี ได้แก่ การสร้างโครงเรื่องที่เน้นปมขัดแย้งเกี่ยวกับผู้หญิง การสร้างตัวละครให้เป็นตัวแทนของผู้หญิงและและผู้ชายในสังคม และการสร้างบทสนทนาเพื่อถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับผู้หญิง ในด้านบทบาททางสังคมของวรรณกรรมในนิตยสารสตรีสมัยรัชกาลที่ 7 พบว่าวรรณกรรมกลุ่มดังกล่าวมีบทบาททางสังคมที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บทบาทในการให้ความรู้แก่ผู้หญิง ทั้งความรู้ดั้งเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณและความรู้วิทยาการสมัยใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก บทบาทในการส่งเสริมสถานภาพผู้หญิง …