Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 2911 - 2940 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน, ธีรา อารีย์
ผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน, ธีรา อารีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันที่มีต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อและองศาการเคลื่อนไหวของคอจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน กลุ่มตัวอย่างพนักงานสำนักงานทั้งชายและหญิง มีอายุระหว่าง 25-45 ปี ที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ จากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม จำนวน 64 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 32 คน ได้รับการนวดทุยหนาทั้งหมด 2 เงื่อนไข กลุ่มที่จับฉลากได้รับเงื่อนไขที่ 1 นวดทุยหนา 10 นาที ตามด้วยเงื่อนไขที่ 2 นวดทุยหนา 20 นาที ส่วนกลุ่มที่จับฉลากได้รับเงื่อนไขที่ 2 นวดทุยหนา 20 นาที ตามด้วยเงื่อนไขที่ 1 นวดทุยหนา 10 นาที เป็นการวิจัยแบบไขว้ (Cross-Over Design) พักระหว่างเงื่อนไข 7 วัน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความเจ็บปวด (Numerical Rating Scale; NRS) แบบการวัดระดับกั้นความรู้สึกเจ็บปวดด้วยแรงกด (Pressure Pain Threshold; PPT) บริเวณกล้ามเนื้ออัพเพอะทราพิเซียสทั้งซ้ายและขวา และแบบการวัดองศาการเคลื่อนไหวของคอ (Cervical Rang of Motion; CROM) ในท่าก้มคอ เงยคอ หันคอไปด้านซ้าย หันคอไปด้านขวา เอียงคอไปด้านซ้าย และเอียงคอไปด้านขวา นำผลที่ได้มาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนและหลังแต่ละเงื่อนไข และระหว่างเงื่อนไข โดยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired sample t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่าผลฉับพลันของการนวดทุยหนาที่ใช้ระยะเวลาต่างกันต่ออาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมในพนักงานสำนักงาน เมื่อเปรียบเทียบการนวดทุยหนาก่อนและหลังการทดลองทั้ง 2 เงื่อนไข พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย NRS ลดลง ค่าเฉลี่ย PPT และค่าเฉลี่ย CROM เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ยกเว้นท่าเงยคอที่ใช้การนวดทุยหนา 10 นาที ไม่แตกต่างกัน …
ผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย, ชาว ทิพย์บรรพต
ผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย, ชาว ทิพย์บรรพต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไวและทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชายและเพื่อเปรียบเทียบผลของการกลั้วปากด้วยคาเฟอีนในความเข้มข้นที่แตกต่างกันต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะเฉพาะกีฬาฟุตซอลในนักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักฟุตซอลเพื่อนันทนาการชาย เพศชาย ที่มีประสบการณ์การเล่นกีฬาฟุตซอล อายุระหว่าง 24 ถึง 30 ปี จำนวน 8 คน การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบไขว้ อำพรางฝ่ายเดียวและสุ่มลำดับ กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการสุ่มรูปแบบการทดลอง ซึ่งมีทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ กลั้วปากด้วยน้ำเปล่า (WAT), กลั้วปากด้วยเครื่องดื่มหลอก (PLA) โดยจะใช้กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน, กลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 2.4% (CAF2.4%) และกลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 3% (CAF3%) กลุ่มตัวอย่างทำการกลั้วปากด้วยสารละลายแต่ละรูปแบบปริมาณ 25 มิลลิลิตร จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 วินาที ในช่วงก่อนการทดสอบ 30 นาทีและในช่วงก่อนเริ่มการทดสอบทันที กลุ่มตัวอย่างจะต้องเข้ารับการทดสอบให้ครบทั้ง 4 รูปแบบ หลังจากนั้น กลุ่มตัวอย่างดำเนินการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนอง พลังกล้ามเนื้อขา ทักษะเฉพาะกีฬา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิก และการวิ่งซ้ำ วิเคราะห์ผลด้วยด้วยวิธีทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้องกันแบบทางเดียวชนิดวัดซ้ำ กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่าการกลั้วปากด้วย CAF 2.4% มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับการกลั้วปากด้วย WAT, PLA และ CAF 3% ในทุกตัวแปรสรุปผลวิจัย การกลั้วปากด้วยกาแฟที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนปริมาณ 2.4% ของปริมาณน้ำ 25 มิลลิลิตร 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงก่อนการประกอบกิจกรรมทางกาย 30 นาทีและครั้งที่สองในช่วงก่อนเริ่มการประกอบกิจกรรมทางกาย โดยใช้เวลาการกลั้วครั้งละ 10 วินาที สามารถช่วยพัฒนาปฏิกิริยาตอบสนอง พลังกล้ามเนื้อขา ทักษะเฉพาะกีฬา ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถสูงสุดแบบแอนแอโรบิกและการวิ่งซ้ำของฟุตซอลได้
ผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย, วิภารัศมิ์ คุณกรคงเกียรติ
ผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย, วิภารัศมิ์ คุณกรคงเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกพาวเวอร์โยคะที่มีผลต่อการสมรรถภาพทางกายในนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง ระดับมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง โดยคัดเลือกจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัย อายุ 18-25 ปี จำนวน 20 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน ด้วยวิธีการจับคู่จากค่าความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าบาร์เบลแบ็คสควอท โดยกลุ่มควบคุมฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และกลุ่มทดลองฝึกพาวเวอร์โยคะ ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการวัดความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลัง พลังอดทน ความอ่อนตัว การทรงตัว ความมั่นคงของแกนกลางลำตัว และความสามารถสูงสุดในการใช้ออกซิเจน ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 และ 8 สัปดาห์ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ One-way repeated measures ANOVA ถ้าพบความแตกต่างจึงเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ Bonferroni ระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Independent sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างของความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังสูงสุด แรงสูงสุด ความเร็วสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง แรงสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความมั่นคงแกนกลางลำตัว ความอ่อนตัวข้อเท้า ความอ่อนตัวสะโพก ความอ่อนตัวหัวเข่า ระยะทางกระโดด ระยะห่างจากเส้นกระโดด ดัชนีการเซ ดัชนีความมั่นคง และความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุด ระหว่างกลุ่มและภายในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบความแตกต่างของความอ่อนตัวสะโพกกับก่อนการทดลอง ของกลุ่มควบคุม และพบความแตกต่างของความแข็งแรงสัมพัทธ์ พลังสูงสุด แรงสูงสุด พลังสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง แรงสูงสุดเฉลี่ยการกระโดด 20 ครั้ง ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยการกะโดด 20 ครั้ง ความอ่อนตัวข้อเท้า ความอ่อนตัวสะโพก ความมั่นคงแกนกลางลำตัว …
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตรวมไปถึงปัจจัยใดจะสามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร จำนวน 562 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) แบบวัดความเครียดกรมสุขภาพจิต (SPST-20) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าความสัมพันธ์ (Pearson's Correlation) และสถิติการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติค (Logistic Regression) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดี คุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ระดับต่ำกับการวิ่งงานเฉลี่ยรอบต่อวันและเวลาพักระหว่างการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารเฉลี่ยในแต่ละวัน แต่ความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น เวลาในการประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร รายได้เฉลี่ยจากการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารวันต่อสัปดาห์ และระยะเวลาเฉลี่ยในการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารต่อวันมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิต ความเครียดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้ กล่าวคือ ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารที่มีความเครียดสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีจะมีคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับดี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้
Effects Of Digital Pen With Tablet And Standard Mouse On Emg, Discomfort, And Rula In Prolonged Computer-Based Tasks, Nion Yaemsanguansak
Effects Of Digital Pen With Tablet And Standard Mouse On Emg, Discomfort, And Rula In Prolonged Computer-Based Tasks, Nion Yaemsanguansak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction – The digital pen with tablets (DPT) effectively modifies the disadvantages of the standard mouse (SM) more prominently than any other alternative pointing devices. However, previous studies lack sufficient evidence to confirm its ability to prevent work-related musculoskeletal disorders (WMSDs). Consequently, our research aimed to prove the DPT as a prevention strategy for the neck-shoulder and upper extremity WMSDs on mouse side by evaluating pathogenesis-related variables. Method – Our study employed a single-subject design with 35 healthy female office workers whose primary workstyle depends on the SM. We assessed muscle activity pattern, fatigue rate, postural risk, perceived discomfort, and …
Responsiveness Of The Thai Version Ofthe Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (Pass-20),The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Anxiety 8a (Promis-Anx-8),And The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression-8a (Promis-D-8a)In Individual With Chronic Low Back Pain, Nuttapong Phongsaphakjarukorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To evaluate the responsiveness, estimate minimal clinically important difference (MCID), and examine correlations between anxiety and depression measures of the Thai versions of the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (T-PROMIS-D-8a), Anxiety 8a (T-PROMIS-Anx8a), and Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (PASS-20) measures in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The study sample comprised of 144 participants with CLBP. Responsiveness was evaluated by calculating the change scores, effect size (ES), standardized response mean (SRM), area under the curve (AUC), and correlations between the change scores and the Thai version of Global Perceived Effect (T-GPE). We …
การศึกษาลักษณะกลายพันธุ์ของยีนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ, จารุวรรณ ปานาราช
การศึกษาลักษณะกลายพันธุ์ของยีนที่ถอดรหัสเป็นโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติ, จารุวรรณ ปานาราช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติเป็นโรคโลหิตจางตั้งแต่กำเนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่กำหนดการสร้างโปรตีนไซโทสเกเลตอนซึ่งเป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นและรักษารูปร่างได้โดยยีนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ANK1, SPTA1, SPTB, EPB42 และ SLC4A1 งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการกลายพันธุ์โดยใช้ Whole exome sequence (WES) และตรวจยืนยันผลด้วยเทคนิค Sanger sequencing ซึ่งงานวิจัยนี้พบการกลายพันธุ์ตำแหน่งใหม่ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเม็ดเลือดแดงป่องพันธุกรรมจำนวน 3 ตำแหน่งและพบการกลายพันธุ์ในผู้ป่วย hereditary pyropoikilocytosis (HPP) 1 ตำแหน่ง การกลายพันธุ์ตำแหน่งใหม่ประกอบด้วยการกลายพันธุ์ในยีน SPTB ตำแหน่ง c.5692C>T และ c.3823delG และในยีน ANK1 c.1994C>A ผลการศึกษาผลของการกลายพันธุ์ในระดับอาร์เอ็นเอพบว่าการกลายพันธุ์ตำแหน่ง c.5692C>T และ c.3823delG ในยีน SPTB และ c.1994C>A ในยีน ANK1 ส่งผลให้เกิด premature stop codon และพบว่าการกลายพันธุ์ตำแหน่ง c.5692C>T และ c.3823delG ในยีน SPTB ส่งผลให้ระดับการแสดงออกของยีนลดลงเมื่อเทียบกับคนปกติซึ่งอาจเกิดจากกระบวนการ nonsense-mediated mRNA degradation ทำให้ mRNA ที่ผิดปกติถูกทำลาย ผลจากการเพาะเลี้ยงเซลล์เม็ดเลือดตัวอ่อนพบว่าผู้ป่วยเม็ดเลือดแดงป่องพันธุกรรมมีอัตราการเพิ่มจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงตัวอ่อนมากกว่าคนปกติ แต่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาช้ากว่าคนปกติ จากการวัดปริมาณไมโครพาติเคิลด้วยเทคนิคโฟลไซโทเมทรีพบว่าในผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติมีปริมาณไมโครพาติเคิลที่สูงกว่าคนปกติ องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้ทำให้ทราบกลไกการเกิดความผิดที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน SPTB และ ANK1 ในเซลล์เม็ดเลือดแดงผู้ป่วยกลุ่มเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดงผิดปกติเพิ่มขึ้น
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To cross-culturally adapt the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (PROMIS SF v1.0 - Depression 8a) into Thai and evaluate its psychometric properties in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The PROMIS SF v1.0 – Depression 8a was translated and cross-culturally adapted into Thai using the Functional Assessment of Chronic Illness Therapy translation methodology. Two hundred and sixty-nine individuals with CLBP completed the Thai version of PROMIS SF v1.0 – Depression 8a (T-PROMIS-D-8a) scale and a set of measures assessing validity criterion domains. Unidimensionality, internal consistency, and test-retest reliability at a 7-day interval …
The Effect Of Breathing Exercise On Hemodynamics And Heart Rate Variability Parameters In Hypertensive Patients, Sirinut Chaiduang
The Effect Of Breathing Exercise On Hemodynamics And Heart Rate Variability Parameters In Hypertensive Patients, Sirinut Chaiduang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this research aimed to investigate the effect of breathing exercises (BE) on hemodynamics and heart rate variability (HRV) parameters in hypertensive patients. This research comprised three studies, including 1) a systematic review investigating the effectiveness of each type of BE (deep and slow, manipulated nostril, prolonged expiration, and cycle of breathing) on hemodynamics and HRV parameters in hypertensive patients. 2) A study comparing the effect of BE (deep and slow, pursed lips, and bee-humming) on hemodynamics and HRV parameters in hypertensive patients. And 3) a study comparing the combined effect of developed BE on hemodynamics and HRV …
การศึกษารูปแบบของยีน Mgrb และความชุกของยีน Mcr-1 ถึง Mcr-10 ใน Escherichia Coli และ Klebsiella Pneumoniae ที่ดื้อยา Colistin จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเลิดสิน, ขวัญชนม์ เจียรกิติวณิช
การศึกษารูปแบบของยีน Mgrb และความชุกของยีน Mcr-1 ถึง Mcr-10 ใน Escherichia Coli และ Klebsiella Pneumoniae ที่ดื้อยา Colistin จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเลิดสิน, ขวัญชนม์ เจียรกิติวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดื้อยา colistin มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Enterobacterales เนื่องมาจากการนำยา colistin กลับมาใช้ในการรักษาเชื้อดื้อยาหลายขนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่ดื้อยา carbapenem ประกอบกับการถ่ายทอดยีน mobile colistin-resistant (mcr) ผ่านทาง plasmid ซึ่งส่งผลให้การแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยา colistin เกิดขึ้นในวงกว้างอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เชื้อกลุ่ม Enterobacterales ที่ดื้อยา colistin ในประเทศไทยกำลังเป็นที่สนใจ เนื่องมาจากเริ่มพบอัตราเชื้อดื้อยาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการปศุสัตว์และในโรงพยาบาล การศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาลักษณะจีโนมของเชื้อ E. coli และ K. pneumoniae ที่ดื้อยา colistin ที่เพาะแยกได้จากผู้ป่วยของโรงพยาบาลเลิดสิน กรุงเทพมหานคร ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 และศึกษาความสัมพันธ์และการกระจายตัวของเชื้อในแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาล เชื้อที่เก็บได้ทั้งหมดจำนวน 54 ตัวอย่าง ประกอบด้วยเชื้อ E. coli และ K. pneumoniae จำนวน 14 และ 40 ตัวอย่าง ตามลำดับ ซึ่งให้ผลดื้อยา colistin เมื่อทดสอบด้วยเครื่องอัตโนมัติ Sensititre™ Gram Negative MIC Plate เชื้อส่วนใหญ่เพาะแยกจากปัสสาวะ (46.30%, p-value=0.38) และเสมหะ (29.63%, p-value=0.63) โดยเพาะแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยใน (81.48%) มากกว่าผู้ป่วยนอก (18.52%) อย่างมีนัยสำคัญ (p-value=0.000) ภายหลังนำเชื้อทั้งหมดไปวิเคราะห์ลำดับเบสด้วยเทคนิค Illumina whole genome sequencing (WGS) สามารถจำแนกสายพันธุ์ของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชื้อ E. coli และ K. pneumoniae มีรูปแบบยีนก่อโรคที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และพบยีน blaCTX-M, blaTEM, blaOXA ,blaSHV ,ยีน aac, ยีน qnr …
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Smartphone eSports athletes face various health risks due to prolonged sitting and poor posture.Objective: To investigate the frequency of musculoskeletal disorders, perceived stress levels, health risks and ergonomic risk factors among smartphone eSports athletes and determine the association between levels of perceived stress and MSDs.Methods: A cross-sectional study was conducted on 145 participants. Nordic Musculoskeletal Questionnaire, Perceived Stress Scale (PSS-10), questionnaire on health risks and rapid upper limb assessment (RULA) were used to collect data. The chi-square test determined the association between MSDs and perceived stress.Results: The study revealed that neck pain was the most prevalent issue, affecting 41.4% …
แนวทางการจัดทำโครงการอาคารสวัสดิการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย, เชิดศักดิ์ สร้อยสุวรรณ
แนวทางการจัดทำโครงการอาคารสวัสดิการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย, เชิดศักดิ์ สร้อยสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินโครงการสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ในลักษณะโครงการอาคารพักอาศัยรวมมีการพัฒนาการเรื่อยมาตามยุคสมัย ที่บริบทมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และมีเงื่อนไขความต้องการต่างๆเพิ่มเติมมากขึ้นทั้งการคำนึงถึง คุณภาพในการจัดสวัสดิการ ปัจจัยด้านงบประมาณและการเงิน ลักษณะทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคำนึงถึงความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว แต่จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการดำเนินโครงการอาคารสวัสดิการของกองบัญชาการกองทัพไทยไม่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ประมวลประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (2) ประมวลประเด็นในการปรับปรุงเพื่อให้โครงการฯมีคุณภาพและมีความยั่งยืน (3) สร้างแนวทางต้นแบบการดำเนินโครงการและทำการพิสูจน์เปรียบเทียบโดยทำการศึกษาผ่านขั้นตอนดังนี้ (1) การศึกษากฎหมาย,แนวคิด,ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการศึกษาโครงการอาคารสวัสดิการส่วนกลาง กองบัญชาการกองทัพไทยเชิงลึกโดยการสำรวจและสัมภาษณ์ (2)นำผลการศึกษาในข้อ 1 มาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและสรุปแนวทางการดำเนินโครงการฯที่มีคุณภาพและยั่งยืน (3)ทำการทดสอบและเปรียบเทียบแนวทางการดำเนินโครงการฯในโครงการเสมือนจริง แล้วจึงทำการสรุปและนำเสนอผลการวิจัยผลการศึกษาในประเด็นปัญหาของโครงการอาคารสวัสดิการส่วนกลาง ของกองบัญชาการกองทัพไทยพบว่ามีปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ 1)ปัญหาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรกายภาพทรุดโทรมไม่ปลอดภัย 2)ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการและการบำรุงรักษา 3)ปัญหาจำนวนที่พักอาศัยไม่เพียงพอต่อความต้องการและยังไม่ครอบคลุมสมาชิกทุกประเภท จากการวิเคราะห์ผลการศึกษาโครงการฯพบว่าปัญหาเกิดจากสาเหตุ 4 ประการคือ 1)ระบบการจัดสวัสดิการฯปัจจุบันมีลักษณะเชิงเดี่ยวสำหรับการพักอาศัยเป็นหลัก และเน้นให้สวัสดิการเฉพาะสมาชิกสามัญ (ข้าราชการทหารประจำการ) 2)อาคารสถานที่ซึ่งออกแบบไว้ในอดีตไม่สอดคล้องกับกฎหมายและรูปแบบการพักอาศัยในปัจจุบัน 3)ไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการระยะยาว 4)การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเป็นหลักเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการฯในระยะยาวเมื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแล้วผู้วิจัยขอเสนอระบบการดำเนินโครงการอาคารสวัสดิการแบบผสมผสาน (Hybrid Military Welfare Housing system) ที่ผสมผสานการจัดโครงการสวัสดิการที่พักอาศัยแบบเดิม กับการจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจโดยโครงการที่พักอาศัยทางเลือกทั้งระยะยาวและระยะสั้นในราคาสวัสดิการ ผ่านการวางผังและออกแบบอาคารสถานที่ตามกฎหมายและเกณฑ์ Eco Village และ Universal Design และผสมผสานระบบงบประมาณภาครัฐร่วมกับรายได้จากสวัสดิการเชิงธุรกิจ เมื่อทดลองดำเนินโครงการฯตามระบบดังกล่าว ในโครงการเสมือนจริงในโครงการอาคารสวัสดิการกองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่ประชาชื่น ในลักษณะทางกายภาพ 3 ตัวแบบคือ 1)อาคารสถานที่เดิมปรับปรุงบางส่วน 2)อาคารสร้างใหม่บางส่วน ปรับปรุงอาคารสถานที่เดิมบางส่วน 3)อาคารสถานที่สร้างใหม่ทั้งหมด โดยทั้ง 3 ตัวแบบนี้ออกแบบและปรับปรุงอาคารสถานที่ตามกฎหมายและเกณฑ์ที่กำหนด มีจำนวนเพียงพอรองรับสมาชิกได้ทุกประเภท และเมื่อทำการทดสอบฐานะทางการเงิน (Financial Status)ในระยะเวลา 40 ปี พบว่า ทั้ง 3 ตัวแบบ มีงบประมาณเพียงพอสำหรับบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการฯตามมาตรฐานงานวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาโครงการอาคารสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างระบบการจัดสวัสดิการ ลักษณะทางกายภาพ และการบริหารจัดการ โดยมีการจัดการด้านงบประมาณที่สอดคล้องกัน สามารถสร้างโครงการสวัสดิการเคหะสงเคราะห์สำหรับหน่วยราชการทหารที่มีคุณภาพและมีความยั่งยืนได้ในบริบทปัจจุบัน และยังสามาถลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
บทบาทและพฤติกรรมการใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา : พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานคร, กนกพร มาตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริบทของพื้นที่เมืองชั้นในถือเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการเข้ามาประกอบกิจกรรมต่างๆ หนึ่งในปัญหาหลักที่พบคือการขาดแคลนที่จอดรถ ผู้คนจึงหันมาใช้บริการ Park & Ride หรือจุดจอดแล้วจร ซึ่งเดิมจุดจอดแล้วจรมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำรถเข้ามาจอดและเดินทางต่อด้วยรถไฟฟ้า แต่ปัจจุบันจุดจอดแล้วจรในพื้นที่เมืองชั้นในนั้นถูกพบว่ามีการเข้าใช้ตามวัตถุประสงค์รองโดยการนำรถเข้ามาจอด และเน้นทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอด และจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ยังไม่มีผู้ใดศึกษาในแง่ของพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์รอง ในพื้นที่เมืองชั้นใน ดังนั้นผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงประเด็นดังกล่าว ด้วยวิธีการลงสำรวจพื้นที่ศึกษา และการทำแบบสอบถาม โดยผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลในช่วงเดือนเมษายน 2565 - เดือนมิถุนายน 2565 จากนั้นจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมในการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง พื้นที่เมืองชั้นใน กรุงเทพมหานครผลการศึกษาพบว่า การเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง จะมีการนำรถเข้ามาจอดทั้งในช่วงวันธรรมดา และวันหยุด โดยจะมีระยะเวลาในการจอดเพียงสั้นๆ เนื่องจากเป็นการนำรถเข้ามาจอดและเดินไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจรในระยะทางไม่เกิน 500 เมตรจาก ดังนั้นผู้เข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองจึงมองจุดจอดแล้วจรพื้นที่เมืองชั้นในมีหน้าที่เป็นเพียงที่จอดรถชั่วคราวเพื่อที่จะต้องการเดินทางไปทำกิจกรรมบริเวณโดยรอบจุดจอดแล้วจร และจุดจอดแล้วจรที่พบว่ามีการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์รอง ส่วนมากตั้งอยู่ในพื้นที่สีแดง กล่าวคือเป็นพื้นที่ที่ทางผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดให้เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม นั้นหมายถึงสามารถประกอบกิจกรรมที่มีความหนาแน่นสูงได้ ดังนั้นจุดจอดแล้วจรที่ตั้งในพื้นที่สีแดง จึงถูกพบว่าเป็นจุดจอดแล้วจรที่มีแรงดึงดูดต่อการเข้าใช้งานจุดจอดแล้วจรในรูปแบบของการเข้าใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์มากที่สุด
ปัญหาและการแก้ไขปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียของศูนย์การค้า: กรณีศึกษาศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน, โกสินทร์ แจ่มประเสริฐ
ปัญหาและการแก้ไขปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียของศูนย์การค้า: กรณีศึกษาศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน, โกสินทร์ แจ่มประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุการณ์กลิ่นไม่พึงประสงค์รุนแรงจากระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นภายในศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน หลังเปิดใช้งานอาคารได้ 1 เดือน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินการของร้านค้าและเกิดการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการภายในอาคาร ซึ่งการจัดการปัญหาและการแก้ไขปัญหาเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายกายภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ฝ่ายอาคาร ฝ่ายวิศวกรรม ช่างประจำอาคาร และรูปภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูล ถอดบทเรียนจากการศึกษา สรุป และอภิปรายผลจากการศึกษาเหตุการณ์กลิ่นไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นภายในศูนย์การค้า พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ และการเปลี่ยนประเภทกิจการ ซึ่งเป็นความต้องการของเจ้าของโครงการในการเปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจ ให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยการเพิ่มที่นั่งโรงละครและกิจการประเภทร้านอาหาร ทำให้ปริมาณน้ำเสียจากกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้การบำบัดน้ำเสียไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากน้ำเสียที่เข้าระบบบำบัดเกินความจุของระบบบำบัดน้ำเสียที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ก่อสร้าง ประกอบกับแผนงานการดูแลบำรุงรักษายังไม่ชัดเจน เนื่องจากหลังการก่อสร้างโครงการยังอยู่ในการรับประกัน 2 ปี จากผู้ก่อสร้าง ทำให้เจ้าของโครงการไม่ทราบถึงผลกระทบ และไม่ได้ให้ความสำคัญในการจัดส่งเจ้าหน้าที่มาควบคุมการใช้งาน และดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี รวมถึงการจัดหาบุคลากรที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญมาปฏิบัติงาน อีกทั้งเจ้าของโครงการเป็นหน่วยงานอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ ทำให้การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยฐานข้อมูล ได้แก่ จำนวนร้านค้า ประเภทกิจการ เปรียบเทียบระหว่างการออกแบบและหลังการเปิดใช้งานอาคาร ปริมาณการใช้น้ำ ผลการวิเคราะห์การตรวจค่าน้ำเสีย และการวินิจฉัยโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดรูปแบบและรายละเอียดในการจัดจ้างแก้ไขปัญหา โดยการจัดซื้อจัดจ้างต้องยึดตามระเบียบปฏิบัติ ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนซับซ้อนและต้องใช้ระยะเวลาในการจัดจ้าง ทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กรผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น 4 ลักษณะ คือ 1) ปัญหาการใช้สารเคมีทำความสะอาดในช่วงเปิดศูนย์การค้า 2) ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในพื้นที่ศูนย์การค้า 3) ปัญหาการเกิดคราบสีดำบนเครื่องประดับที่เป็นโลหะของร้านค้า 4) ปัญหาการระบายอากาศจากบ่อบำบัดน้ำเสียที่ถูกปล่อยออกบริเวณหน้าประตูข้างอาคารชั้น 1 และผลจากการศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1) การแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย 2) การแก้ไขปัญหาโดยการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมเพื่อรองรับปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจก่อนการขายพื้นที่ ทีมขายต้องมีการขอข้อมูลงานระบบต่าง ๆ และทำงานร่วมกับทีมวิศวกรรมในการตรวจเช็คความพร้อมของพื้นที่ให้เหมาะสมกับประเภทกิจการ โดยคำนึงถึงความสามารถ ขนาดพิกัดการทำงานของระบบต่าง ๆ ของอาคารในการรองรับการใช้งานที่จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลให้กับเจ้าของโครงการในการบริหารทรัพยากรกายภาพ Facility Management (FM) เพื่อลดผลกระทบ ทำให้อาคารมีความสะดวก ปลอดภัย และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเมื่อเข้าใช้อาคาร
พฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา: พื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, กัญญารัตน์ เพชรคง
พฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษา: พื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล, กัญญารัตน์ เพชรคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของของระบบขนส่งมวลชนแบบราง เนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนระบบราง ปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการใช้พื้นที่จุดจอดแล้วจรสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1) การใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์หลัก คือ การจอดเพื่อเดินทางต่อโดยรถไฟฟ้า และ 2) การใช้จุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รอง คือ การจอดเพื่อไปทำกิจกรรมอื่นโดยรอบพื้นที่จอดแล้วจร ซึ่งจะพบพฤติกรรมการใช้งานลักษณะนี้บริเวณจุดจอดแล้วจรที่อยู่ในเมืองชั้นในของประเทศไทย ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความน่าสนใจของประเด็นนี้ซึ่งนำไปสู่วัตถุประสงค์หลักของการวิจัย ที่ต้องการศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้จุดจอดแล้วจร (Park and Ride) เพื่อวัตถุประสงค์รอง กรณีศึกษาพื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยได้เลือกพื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่เมืองชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ประกอบไปด้วย 4 จุดจอดและจร ได้แก่ จุดจอดแล้วจรสถานีคลองบางไผ่, จุดจอดแล้วจรสถานีบางรักน้อย - ท่าอิฐ, จุดจอดแล้วจรสถานีแยกกนนทบุรี1 และที่ลานจอดรถลาดกระบัง (กรมทางหลวง)ผลการศึกษาพบว่า จุดจอดแล้วจรสถานีแยกนนทบุรี 1 เป็นลานจอดรถแห่งเดียวที่ผู้มีใช้บริการจุดจอดแล้วจรเพื่อวัตถุประสงค์รองมากกว่าการจอดเพื่อวัตถุประสงค์หลัก โดยคิดเป็นร้อยละ 66.67 ของผู้จอดแล้วจรทั้งหมด ผู้ใช้จุดจอดแล้วจรส่วนใหญ่มีอาชีพพนักงานบริษัท ที่มีวัตถุประสงค์การเดินทางเพื่อการทำงานซึ่งเดินทางไปยังปลายทางด้วยการเดินเท้า และมีระยะทางในการเดินทางโดยเฉลี่ย 300 เมตร ซึ่งสอดคล้องกับการประโยชน์ที่ดินบริเวณรอบจุดจอดแล้วจรแยกนนทบุรีในระยะ 500 เมตร (ระยะเดินถึง) ที่ส่วนใหญ่พบเป็นการใช้ที่ดินประเภทอาคารพาณิชยกรรม และโฮมออฟฟิศ นอกจากนี้พื้นที่ย่านแยกนนทบุรียังมีเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นพาณิชยกรรมหลักของจังหวัดที่รองรับการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดวัตถุประสงค์ในการเดินทาง ดังนั้น แนวทางการพัฒนาพื้นที่จอดแล้วจรในอนาคต ควรคำนึงถึงพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานจุดจอดแล้วจรที่แตกต่างกันในแต่ละสถานี เพื่อตอบสนองต่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้จุดจอดแล้วจรในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการใช้จุดจอดแล้วจรให้มีการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
บทบาทและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งน้ำต้อน จังหวัดขอนแก่น, นันทนา ถาวรฟัง
บทบาทและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งน้ำต้อน จังหวัดขอนแก่น, นันทนา ถาวรฟัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งน้ำต้อน จังหวัดขอนแก่น โดยมีขอบเขตด้านเวลาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำที่เกิดจากโครงการพัฒนาเพื่อการกักเก็บน้ำไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรโดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ช่วงปี พ.ศ. 2544 - 2565 และใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลง 2 ช่วงเวลาคือช่วงปี พ.ศ. 2544 - 2553 และ ช่วงปี พ.ศ. 2553 - 2565 และวิเคราะห์เพื่ออธิบาย การเปลี่ยนแปลงและผลของการเปลี่ยนแปลงต่อบทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งน้ำต้อนผลการวิจัยพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงโดยพื้นที่นาและพื้นที่ป่ามีแนวโน้มลดลงในขณะที่พื้นที่เมืองและสิ่งปลูกสร้างปลูกสร้างมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกทั้งยังมีการเพิ่มขึ้นของพื้นที่สถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและพื้นที่เกษตรกรรมอื่น ๆ และพบว่าช่วง ปี พ.ศ. 2544 พื้นที่ชุ่มน้ำแก่งน้ำต้อนมีการเปลี่ยนแปลงขนาดโดยมีพื้นที่ลดลงอันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์เพื่อกักเก็บน้ำ โดยการขุดลอกและการจัดสร้างฝายเก็บน้ำเพื่อนำน้ำไปใช้ในการเกษตร ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลดบทบาททางนิเวศของพื้นที่ลงและอาจส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำเกิดการเสื่อมสภาพนำไปสู่การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำได้
ประสิทธิภาพด้านพลังงานและแสงสว่างธรรมชาติของแผ่นหลังคาโปร่งแสงแอโรเจลในอาคารคลังสินค้าตามเกณฑ์ Sda, เบญจพร พงษ์กลาง
ประสิทธิภาพด้านพลังงานและแสงสว่างธรรมชาติของแผ่นหลังคาโปร่งแสงแอโรเจลในอาคารคลังสินค้าตามเกณฑ์ Sda, เบญจพร พงษ์กลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการส่องสว่างสำหรับการปฎิบัติงานในคลังสินค้าเป็นปัญหาหนึ่งของการใช้พลังงานในอาคารคลังสินค้าประกอบกับ การออกแบบคลังสินค้าในปัจจุบันยังมีการใช้ประสิทธิภาพจากแสงธรรมชาติได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากการใช้แสงธรรมชาติในตอนกลางวันที่ส่องผ่านจากแผ่นโปร่งแสงด้านบนหลังคาจะทำให้เกิดความร้อนภายในอาคารและส่งผลกระทบกับการใช้พลังงานทำความเย็นที่สูงขึ้นในกรณีที่อาคารคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ การใช้วัสดุโปร่งแสงที่สามารถป้องกันความร้อนได้ดีจึงช่วยให้อาคารประเภทนี้สามารถลดความร้อนได้งานวิจัยนี้ได้ศึกษาอาคารคลังสินค้าขนาด 23,200 ตารางเมตรความสูง 10.00 ม. เป็นกรณีศึกษา และจะเพิ่มความสูงของอาคารคลังสินค้าเพิ่มเติมคือ 15.00 ม. และ 20.00 ม. เพื่อเป็นแนวทางสำหรับอาคารคลังสินค้าในอนาคต โดยนำเสนอแนวทางการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าแสงประดิษฐ์และเปรียบเทียบกับการใช้พลังงานทำความเย็นภายในคลังสินค้าและประเมินผลด้วยการใช้การประเมินค่า Spatial Daylight Autonomy (sDA) ตามเกณฑ์ LEED V4 หัวข้อ Daylight โดยใช้โปรแกรม DesignBuilder ช่วยจำลองผลและนำมาประเมินร่วมกับการใช้พลังงานในอาคารและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยทำการเปรียบเทียบวัสดุแผ่นหลังคาโปร่งแสง 2 ชนิดได้แก่แผ่นโปร่งแสงไฟเบอร์กลาสและแผ่นโปร่งแสงแอโรเจลจากการศึกษาพบว่าความสูงของอาคารคลังสินค้าที่ 10.00 ม., 15.00 ม.และ 20.00 ม. ไม่ได้ส่งผลกระทบด้านการรับแสงธรรมชาติเนื่องจากทุกความสูงของอาคารคลังสินค้าตั้งแต่ 10.00 ม.-20.00ม.แผ่นโปร่งแสงแอโรเจลมีประสิทธิภาพในการรับแสงธรรมชาติมากกว่าแผ่นโปร่งแสงไฟเบอร์กลาส 35% ในส่วนของการใช้พลังงานรวมแผ่นโปร่งแสงแอโรเจลลดปริมาณการใช้พลังงานรวมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่ากว่าแผ่นโปร่งแสงไฟเบอร์กลาส 11-19% อย่างไรก็ตามการใช้แสงธรรมชาติเพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงประดิษฐ์นั้นสามารถช่วยลดลงได้เพียง 3-4% ต่อปี ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมในการเลือกใช้แผ่นหลังคาโปร่งแสง แต่ละประเภทด้วย ทั้งนี้การใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาตินั้นจะต้องขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในแต่ละวันรวมถึงรูปแบบประเภทอาคารด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้แสงธรรมชาติให้เหมาะสมกับอาคารแต่ละประเภทได้
แนวคิดการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาจากการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพระวิหารวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่, ธิติ พึ่งพุทธ
แนวคิดการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาจากการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพระวิหารวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่, ธิติ พึ่งพุทธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่มีความสำคัญคู่กับเมืองเชียงใหม่มายาวนานกว่า 500 ปี ภายในเขตพุทธาวาสประกอบด้วยพระวิหารที่มีความโดดเด่นทางรูปแบบทางสถาปัตยกรรมซึ่งแตกต่างจากวิหารล้านนาที่พบโดยทั่วไป โดยมีการออกมุขด้านข้างวิหารในลักษณะของผังแบบจัตุรมุข และภายในยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุสำคัญของล้านนา ถือเป็นปูชนียวัตถุที่พุทธศาสนิกชนมากราบไหว้บูชาและสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดในการออกแบบพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา จากการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพระวิหารวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และศึกษาแนวคิดการออกแบบผังบริเวณและอาคารประกอบในพิธีกรรม อันเกี่ยวเนื่องกับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกจากที่ประดิษฐาน โดยทำการวิเคราะห์จากผังบริเวณวัด รูปแบบสถาปัตยกรรมพระวิหารและอาคารประกอบสำคัญในพิธีกรรมการสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ โดยเก็บข้อมูลจากการสำรวจภาคสนาม ประกอบกับการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเนื้อหาในวรรณกรรมทางพุทธศาสนาชิ้นสำคัญของล้านนา สำหรับความพิเศษของวัดพระธาตุศรีจอมทอง ฯ คือการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและสามารถนำออกมาจากที่ประดิษฐานได้ ผู้ศึกษาจึงวิเคราะห์การใช้งานพิธีกรรมร่วมกับการวิเคราะห์รูปแบบสถาปัตยกรรม การประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุวัดพระธาตุศรีจอมทอง ฯ ยังคล้ายคลึงกับรูปแบบการประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วในศรีลังกา ในการศึกษาจึงทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบสถาปัตยกรรมทั้ง 2 แห่ง ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกันในแง่ของรูปแบบสถาปัตยกรรมบางประการ นอกจากนี้ยังทำการศึกษาโดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบผังบริเวณ และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมสำคัญภายในวัดกับเนื้อหาในวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดนี้เพื่อให้ทราบที่มาแนวคิดจากการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพระวิหารผลจากการศึกษาพบว่าแนวคิดจากวรรณกรรมทางพุทธศาสนาของล้านนา เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในพระวิหาร ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องคติจักรวาลและการเป็นภาพสะท้อนคติพระอินทร์ รวมถึงการประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วในศรีลังกาอาจส่งอิทธิพลต่อรูปแบบพิธีกรรมการสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ อันเป็นตัวกำหนดรูปแบบผังบริเวณและสถาปัตยกรรมภายในวัด ทั้งหมดนี้เป็นการยื่นข้อเสนอต่อแนวทางการศึกษาพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาที่หลุดออกจากกรอบแนวคิดเรื่องคติจักรวาลเพียงอย่างเดียว จึงอาจกล่าวได้ว่าแนวคิดพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาจากการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ วัดพระธาตุศรีจอมทอง ฯ เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวคิดในการออกแบบวัดในวัฒนธรรมล้านนาในอดีต
แนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของการเคหะแห่งชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในโครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทรา ระยะที่ 2, ภาณุพงศ์ ศิริยานนท์
แนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยของการเคหะแห่งชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในโครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทรา ระยะที่ 2, ภาณุพงศ์ ศิริยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่โครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทราระยะที่ 2 ซึ่งจากเดิมเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบให้เป็นอาคารสูง เพื่อเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวให้กับโครงการ โดยเปลี่ยนโครงการเคหะชุมชนแนวราบเดิมที่ขาดการจัดสรรพื้นที่สีเขียวสำหรับชุมชน และพื้นที่เปิดโล่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ถนนและทางเท้าที่เป็นพื้นที่ดาดแข็ง ซึ่งทำเลที่ตั้งโครงการในปัจจุบันมีความเป็นเมืองสูง ทั้งในด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ทำให้ที่ดินมีศักยภาพในการพัฒนาสูงขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก จึงเหมาะสำหรับการหาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ให้สมประโยชน์ตามศักยภาพของที่ดินที่ตั้งโครงการมากยิ่งขึ้น การวิจัยนี้ได้มีการศึกษาทฤษฎีและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เกิดเป็นแนวทางเลือก 3 รูปแบบโดยมีความสูงอาคารเป็นตัวแปรกำหนด รูปแบบที่1 เป็นอาคารที่มีความสูง 8 ชั้น รูปแบบที่ 2 เป็นอาคารสูง 15-25 ชั้น และรูปแบบที่ 3 ความสูงอาคารสูงสุด 35 ชั้น ซึ่งเป็นความสูงตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของการเคหะแห่งชาติ โดยแต่ละรูปแบบจะต้องคำนึงถึงปัจจัย 3 ประการได้แก่ (1) มาตรฐานที่พักอาศัยของการเคหะแห่งชาติ (2) การเพิ่มพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่สีเขียวยั่งยืน และ(3) การใช้ประโยชน์ที่ดินได้คุ้มค่าและสมประโยชน์งานวิจัยฉบับนี้เป็นการเปรียบเทียบในเชิงปริมาณ โดยจากการศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบแนวทางเลือกทั้ง 3 รูปแบบ สรุปได้ว่าแนวทางการพัฒนารูปแบบอาคารพักอาศัยจากแนวราบเป็นอาคารสูงสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่สีเขียวยั่งยืนในโครงการได้ อาคารยิ่งสูงจะยิ่งลดพื้นที่อาคารปกคลุมดินลงได้และยังสามารถจัดสรรพื้นที่เพื่อการทำกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ของผู้อาศัยในโครงการได้มากขึ้น โดยรูปแบบแนวทางเลือกที่ 3 ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้ความสูงอาคารสูงสุด 35 ชั้น มีความเหมาะสมสูงสุดตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยซึ่งเน้นไปในด้านการพัฒนาที่สามารถเพิ่มพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่สีเขียวยั่งยืนในโครงการฟื้นฟูเมืองรามอินทราระยะที่ 2 ได้ และเป็นไปตามแผนพัฒนาของการเคหะแห่งชาติ รวมถึงมีความเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ตั้งโครงการในปัจจุบัน
อิทธิพลของระบบนิเวศวิทยาพื้นที่ปากแม่น้ำในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำด้วยพืช : กรณีศึกษา ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัด ฉะเชิงเทรา, สุชานาถ บุญยะชัย
อิทธิพลของระบบนิเวศวิทยาพื้นที่ปากแม่น้ำในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำด้วยพืช : กรณีศึกษา ปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัด ฉะเชิงเทรา, สุชานาถ บุญยะชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบนิเวศชายฝั่งของลุ่มน้ำบางปะกงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยระบบนิเวศเหล่านี้ให้บริการด้านระบบนิเวศที่มีคุณภาพสูง นำมาซึ่ง การพัฒนาพื้นที่ การเกษตร และการอุตสาหกรรม และได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและการสูญเสียบริการด้านระบบนิเวศ การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยใช้พืชเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งได้ โดยพืชสามารถช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง ปรับปรุงคุณภาพน้ำ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยใช้พืชในระบบนิเวศชายฝั่งของลุ่มน้ำบางปะกง โดยการเปรียบเทียบตัวอย่างน้ำเก้าตัวอย่างที่เก็บจากสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของแม่น้ำบางปะกง การวิเคราะห์ในวิจัยนี้มีเครื่องประเมินตัวโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำ (WQI) ซึ่งพิจารณาจากห้าพารามิเตอร์ ดังนี้ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) ความสกปรกในรูปของสารอินทรีย์ (BOD) การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (TCB) การปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มคอลโคลิฟอร์ม (FCB) และแอมโมเนีย (NH3) ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยกรมควบคุมมลพิษ (PCD) ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกวิเคราะห์เทียบกับปัจจัยที่มีอิทธิพล นั่นคือ อัตราส่วนความแตกต่างประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้จากกรมพัฒนาที่ดิน (LDD)การศึกษานำมาซึ่งหกผลลัพธ์หลักที่ใช้ในการสรุปผลคือ: 1) ค่า WQI 2) อายุเฉลี่ยในการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ 3) ช่วงค่า NDVI 4) อัตราส่วนของพื้นที่นิเวศบริการ 5) พื้นที่พัฒนาโดยมนุษย์ในแง่ เกษตรกรรม และ 6) พื้นที่พัฒนาโดยมนุษย์ในแง่ พื้นที่พัฒนาเมืองและอุสาหกรรม เมื่อนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบตามแหล่งที่มาและคะแนนคุณภาพน้ำ โดยเรียงจากคุณภาพต่ำสุดไปสูงสุด ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ดัชนีคุณภาพน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงที่ไม่ดี โดย BOD และ NH3 เป็นพารามิเตอร์ที่เป็นปัญหารุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากการทำฟาร์ม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาเมืองที่ขยายเข้ามาในพื้นที่บริการด้านระบบนิเวศ 2. พื้นอัตราส่วนการที่ดินด้านนิเวศบริการที่มากกว่า ได้แก่ ปากแม่น้ำ ป่าชายเลน ไม้ยืนต้น ป่าผลัดใบ พื้นที่ลุ่ม ทุ่งหญ้าและไม้ละเมาะ ซึ่งมีค่า NDVI สูง มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางน้ำโดยพืชมากขึ้น เนื่องจากมีสารปนเปื้อนทางน้ำที่ต่ำกว่า เช่น BOD, TCB และ FCB
แนวทางการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมศึกษาและเสริมสร้างความรอบรู้เชิงนิเวศ: กรณีศึกษาชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี, อภิเชษฐ์ อภิรัตน์วรสกุล
แนวทางการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมศึกษาและเสริมสร้างความรอบรู้เชิงนิเวศ: กรณีศึกษาชายหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี, อภิเชษฐ์ อภิรัตน์วรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชายหาดชะอำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ทั้งในด้านระบบนิเวศ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต ส่งผลให้มีการพัฒนาพื้นที่ในเชิงพาณิชย์เป็นหลักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและภูมิทัศน์ชายหาด ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตระหนักรู้ถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมคือความรอบรู้เชิงนิเวศ (ecological literacy) ที่สามารถพัฒนาได้ผ่านสิ่งแวดล้อมศึกษา (environmental education) ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนโดยมีภูมิทัศน์ธรรมชาติช่วยสร้างโอกาสทางการเรียนรู้เเละนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ธรรมชาติอย่างยั่งยืนงานวิจัยนี้ได้ศึกษาข้อมูลเพื่อบ่งชี้ศักยภาพในการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศของภูมิทัศน์ชายหาดชะอำ ขั้นตอนการดำเนินงานประกอบด้วย (1) การทบทวนทฤษฎีพื้นฐานเเละงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (2) การบ่งชี้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับระบบนิเวศที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างความรอบรู้เชิงนิเวศชายหาดชะอำ เเละ (3) การรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเเละการสำรวจสภาพปัจจุบันของชายหาดชะอำผลการวิจัยพบว่า ชายหาดชะอำมีศักยภาพในการให้ความรู้ 6 เรื่อง ได้แก่ (1) การเกิดชายหาดตามธรรมชาติ (2) พืชพันธุ์ชายหาด (3) ที่อยู่อาศัยของสัตว์ในพื้นที่ชายหาด (4) สิ่งปลูกสร้างกับพื้นที่ชายหาด (5) พื้นที่ชายหาดที่ถูกเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ เเละ (6) ภูมิทัศน์ชายหาดเเละชีวิตประจำวัน โดยได้เสนอเเนะพื้นที่ที่มีศักยภาพในการนำเสนอความรู้ดังกล่าวด้วย
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของชุมชนเมือง กรณีศึกษาเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร, กิตติศักดิ์ เรืองมั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บางรักเป็นเขตพาณิชยกรรมศูนย์กลางเมืองของกรุงเทพมหานครที่มีความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมมาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของชาวต่างชาติและการตัดถนนเจริญกรุง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างโดยคนต่างวัฒนธรรมในชุมชนทั้งที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เช่น วัด โบสต์คริสต์ มัสยิด เป็นต้น และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็ก ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ศาลเจ้าจีน เป็นต้น จากแนวคิดและมุมมองมรดกวัฒนธรรมจากสากลทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ได้รับการอนุรักษ์ด้วยการให้คุณค่าด้านความหายากและความโดดเด่นของมรดกทางวัฒนธรรม ในขณะที่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนไม่ได้ถูกให้คุณค่าและถูกละเลยจากกระบวนการอนุรักษ์ของไทยวิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอลักษณะและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางกายภาพจากแบบแผนเดิมของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กของชุมชนในเขตบางรักด้วยแนวคิดมรดกเมืองสามัญ ซึ่งให้ความสำคัญกับมรดกที่ถูกคิดค้น พัฒนาและใช้ด้วยคนธรรมดาสามัญ และเป็นมรดกที่ปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ที่ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือก 5 ประการ ได้แก่ (1) การปรากฏขึ้นในพื้นที่มามากกว่า 50 ปี (2) การพัฒนาและใช้งานโดยคนธรรมดาสามัญ (3) การปรากฏตัวขึ้นอย่างซ้ำ ๆ หรือเกาะกลุ่ม (4) มีความสามารถในปรับตัวเข้ากับเมือง (5) ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน ซึ่งใช้ 3 กระบวนการ คือ 1. การวิเคราะห์แผนที่ประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาเพื่อศึกษาการปรากฎของมรดกเมืองสามัญ 2. การสำรวจภาคสนามและสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมเพื่อตรวจสอบตำแหน่งและข้อมูลที่ปรากฎขึ้นจริง และ 3.พิจารณาคัดเลือกด้วยเกณฑ์มรดกเมืองสามัญทั้ง 5 ประการผลการศึกษา พบว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมรดกเมืองสามัญของเขตบางรักมี 5 กลุ่ม ได้แก่ ศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าจีน และศาลพระพรหม นอกจากนี้ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ แสดงให้เห็นว่า 1. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีการปรับตัวให้เข้ากับความเป็นเมือง จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนบุคคลไปเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บนพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่ใช้ร่วมกันในตรอก ซอย หรือถนน 2. พื้นที่ศักดิ์ที่ความเชื่อเดิมตั้งอยู่บนพื้นดินภายในขอบเขตที่อยู่อาศัย ถูกย้ายไปอยู่บนระเบียงหรือดาดฟ้า ของอาคาร ภายใต้บริบทของข้อจำกัดของพื้นที่ดินในพื้นที่ที่มีความเป็นเมืองสูง 3. พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างวัฒนธรรมถูกสร้างในพื้นที่เดียวกัน ในพื้นที่เมืองภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม
ข้อพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, อัณศยา พรภัทรนันท์
ข้อพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, อัณศยา พรภัทรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สภาพแวดล้อมกลางแจ้งของโรงเรียนอนุบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอข้อควรพิจารณาที่จำเป็นในการออกแบบพื้นที่กลางแจ้งที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนอนุบาลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย กระบวนการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลจากภาคเอกสาร ใช้การเลือกแบบเจาะจง และการเก็บข้อมูลจากกรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาล 3 แห่ง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลใช้การเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสังเกต การสำรวจพื้นที่ และการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ประเด็นการศึกษา ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การนับความถี่ จัดกลุ่มข้อมูล และวิเคราะห์เนื้อหาผลการศึกษา พบว่า โรงเรียนอนุบาลทั้ง 3 แห่ง มีศักยภาพและเงื่อนไขในการออกแบบ พื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยการออกแบบร่วมกัน ได้ดังต่อไปนี้ 1) ปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้งานภายนอกของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ความปลอดภัย การใช้งานพื้นที่ และการวางแผนพื้นที่สำหรับความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่ทำกิจกรรม 2) การเลือกใช้สนามหญ้าและลานทรายในการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งของพื้นที่โรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 3) การเลือกใช้ต้นไม้บริเวณพื้นที่กลางแจ้งของโรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมการออกมาใช้งานภายนอกของเด็กได้ การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่ออกแบบเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญาของเด็ก ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับสถาปนิก นักศึกษา และผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมของโรงเรียนอนุบาล
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน :กรณีศึกษาพื้นที่สามย่านและตลาดพลู, ศศิณา แก้วสุก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เส้นทางรถไฟฟ้านับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการขยายตัวของตลาดคอนโดมิเนียมในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยจำนวนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายปัจจุบันพบว่ามีการขยายตัวค่อนข้างมาก และคอนโดมิเนียมเริ่มกลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของคนในยุคปัจจุบัน เนื่องจากปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น ทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัย หรือแม้แต่การเพิ่มขึ้นของครอบครัวเดี่ยว ซึ่งทำให้คอนโดมิเนียมได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ต้องการศึกษาลักษณะสังคม เศรษฐกิจ ปัจจัยและวัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน : พื้นที่สามย่านและตลาดพลู ของกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า รวมทั้งศึกษาความต้องการในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างในโครงการกรณีศึกษา 4 โครงการ จำนวน 400 ชุด โดยจัดเก็บข้อมูลในพื้นที่สามย่าน 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และพื้นที่ตลาดพลู 2 โครงการ จำนวน 200 ชุด และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมทางสถิติ (SPSS)จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างพบว่า ผู้ซื้อและผู้เช่าคอนโดมิเนียมในพื้นที่สามย่านและตลาดพลูส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานอยู่ในช่วงอายุ 26 - 45 ปี รายได้ต่อเดือนประมาณ 20,001 - 60,000 บาท กลุ่มนักเรียน-นักศึกษา อายุต่ำกว่า 25 ปี ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษาอยู่ในเขตใกล้เคียงกับทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยอยู่ โดยคอนโดมิเนียมบริเวณสามย่าน ได้แก่ เขตปทุมวัน บางรัก และสาทร ส่วนพื้นที่ตลาดพลู ได้แก่ เขตธนบุรี และยังมีเขตปทุมวัน บางรัก และสาทร เช่นเดียวกับพื้นที่สามย่าน ซึ่งทั้ง 3 เขตนี้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง โดยกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่านและตลาดพลู ส่วนใหญ่ซื้อคอนโดมิเนียมโดยไม่เคยเช่าอยู่อาศัยในโครงการมาก่อน และมีวัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งคอนโดมิเนียมที่ซื้อส่วนใหญ่เป็นบ้านหลังที่ 1 โดยมีเหตุผลในการซื้อ คือ ใกล้ที่ทำงาน และสะดวกต่อการเดินทาง ในขณะที่ผู้เช่าคอนโดมิเนียมทั้งในพื้นที่สามย่าน และตลาดพลู ส่วนใหญ่ไม่ประสงค์จะซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน โดยมีเหตุผลในการตัดสินใจเลือกเช่า คือ ในอนาคตอาจเปลี่ยนที่ทำงานทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง และไม่ต้องการมีภาระ นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญมากที่สุดในการตัดสินใจเลือกคอนโดมิเนียมพื้นที่สามย่านและตลาดพลูทั้งกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้เช่า คือ ทำเลที่ตั้ง และสิ่งอำนวยความะสะดวกในโครงการ ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ สระว่ายน้ำ, ห้องออกกำลังกาย และที่จอดรถ ส่วนปัจจัยในห้องพัก คือ …
แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ชุณห์ศิริ ไชยเอีย
แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, ชุณห์ศิริ ไชยเอีย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวคิด และผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยศึกษาหลักฐานชั้นต้น ได้แก่ พระนิพนธ์ เอกสารราชการ และแบบสถาปัตยกรรม ประกอบกับหลักฐานชั้นรอง อันได้แก่วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรมอันได้แก่งานศึกษาผลงานสถาปัตยกรรมของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ที่ผ่านมาอย่างถี่ถ้วน สรุปได้เป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่ทรงออกแบบรวม 24 ผลงาน การวิเคราะห์ผลงานเหล่านี้ร่วมกับการศึกษาพระนิพนธ์ ภูมิหลังพระประวัติ และหลักสูตรศิลปะสภาที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงร่างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2469 ทำให้สรุปได้ว่า ช่างที่ดีมีคุณสมบัติเบื้องต้น 3 ประการ คือ 1) ฝีมือดี 2) ความคิดดี และ 3) ดูตัวอย่าง วิธีการออกแบบของช่างที่ดีมี 2 ประการ คือ “ยักย้าย” และ “เข้าลาย” อันเป็นวิธีวิเคราะห์สถาปัตยกรรมออกเป็น “เค้าโครง” และ “องค์ประกอบ” การ “ยักย้าย” คือ การสลับองค์ประกอบภายใต้ระเบียบเค้าโครง สร้างความแปลกใหม่เฉพาะตัวของงานนั้นๆ ส่วนการ “เข้าลาย” คือ การทำให้ผลงานที่ออกมามีลักษณะเป็นอันหนึ่งเดียวกัน อันเป็นแนวทางที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงใช้ในการสร้างสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ตลอดพระชนม์ชีพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงพัฒนาวิธีการ และแนวทางการออกแบบดังกล่าว ในบริบทของปัจจัยส่งเสริม 3 ประการ คือ 1) ระบบการช่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการช่างอย่างไทยเป็นการช่างอย่างตะวันตก 2) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงส่งเสริมพระอัจฉริยภาพทางการช่าง ตลอดจนพระราชดำริทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม และ 3) อิทธิพลวัฒนธรรมนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามาสู่สยาม ทั้งด้วยการเดินทางท่องเที่ยวและสื่อสิ่งพิมพ์ เป็น “ตัวอย่าง” ให้นายช่างที่ดีได้สั่งสมองค์ประกอบไว้ใช้ในการ “ยักย้าย” อย่างเสรี ดังปรากฏในผลงานสถาปัตยกรรมฝีพระหัตถ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ที่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการสร้างรูปใหม่บนโครงรากเก่า และการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม “ไทย” จาก ศิลปะอื่นๆ หลากหลายรูปแบบ ต่างยุคต่างสมัยแต่ “เข้าลาย” ให้งดงามกลมกลืนกัน
ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร
ผลกระทบของการค้าออนไลน์ต่อการปรับตัวของตลาดดั้งเดิมกรณีศึกษา ตลาดกิมหยง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ปภาวรินท์ ฉายสมัคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจลักษณะทางกายภาพของตลาดกิมหยงและบริเวณโดยรอบ และศึกษาพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดดั้งเดิมที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากตลาดดั้งเดิมทั่วไปในมิติที่มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว ในช่วงเวลาภายหลังการแทรกแซงของการค้าออนไลน์ โดยเปรียบเทียบพฤติกรรมการขายสินค้าของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงระหว่าง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงก่อนการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ก่อนปี พ.ศ.2557) ช่วงภายหลังการเข้ามาของการค้าออนไลน์ (ปี พ.ศ.2557-2563) และช่วงภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (ปี พ.ศ.2563-2566) เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพและผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง ด้วยวิธีการสำรวจภาคสนาม การเก็บข้อมูลแบบสอบถามจำนวน 300 ตัวอย่างและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเพื่อรวบรวมความเห็นต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นผลการศึกษา พบว่า จำนวนผู้ประกอบการภายในตลาดมีจำนวนลดลง จำนวนแผงร้างในตลาดเพิ่มขึ้น และแผงร้างกลายเป็นพื้นที่จัดเก็บสินค้า แผงค้ามีขนาดพื้นที่หน้าร้านเล็กลง อีกทั้งปัจจุบันผู้ประกอบการในตลาดกิมหยงมีช่องทางการขายสินค้าแบบออนไลน์ (ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ร้อยละ 56.3 โดยผู้ประกอบการบางส่วนปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น โดยปรับสัดส่วนช่องทางการขายสินค้าจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ทั้งนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 20-49 ปี และอาศัยอยู่ใกล้ตลาด ผู้ประกอบการกลุ่มออนไลน์ส่วนใหญ่มักจำหน่ายสินค้าประเภท (1) อาหารแห้ง ขนม และของฝาก (2) เครื่องสำอางและน้ำหอม และ (3) สินค้ากลุ่มเบ็ดเตล็ด โดยในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารแห้ง ขนม และของฝากปรับรูปแบบการขายสินค้าไปขายผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุด อนุมานได้ว่าเป็นเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการปรับตัวได้เร็วที่สุดอย่างไรก็ตาม ด้วยบริบทของตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดที่มีลักษณะพิเศษมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยว แม้ผู้ประกอบการในตลาดจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาขายสินค้าผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้นแต่กลับพบว่าสัดส่วนยอดขายและสัดส่วนของจำนวนลูกค้าเกินครึ่งหนึ่งยังคงมาจากการขายสินค้าหน้าร้านในตลาด (รูปแบบออฟไลน์)
โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ
โอกาสและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทย, ธนสินี สุทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล คือ การรวมกันของวัตถุเสมือนจริงและวัตถุทางกายภาพส่งข้อมูลเชื่อมต่อกันในแบบสองทิศทาง โดยในงานวิจัยนี้แบ่งระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลระดับการบูรณาการของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลอกเป็น 3 ระดับคือ การใช้งานแบบจำลองอาคาร การใช้งานแบบจำลองอาคารสานกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการใช้งานเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าข้อมูลเชื่อมโยงโดยอัตโนมัติ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน ที่มีการผสมผสานพื้นที่ และมีระบบประกอบอาคารที่ซับซ้อน การศึกษานี้มีเป้าหมายเพื่อสำรวจสถานการณ์ แนวโน้ม ของการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัล และโอกาสและข้อจำกัดของการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอาคารสำนักงานในประเทศไทย ผ่านการทบทวนวรรณกรรม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผู้ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษา และผู้ใช้งานเทคโนโลยีในอาคารกรณีศึกษาผลการศึกษาพบว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการวางแผนโครงการ การออกแบบ การก่อสร้าง และการบำรุงรักษาผ่านการจำลองและการเพิ่มประสิทธิภาพ เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเป็นแนวโน้มที่สำคัญในอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย เนื่องจากมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ค่าใช้จ่ายสูง ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ และข้อบังคับทางกฎหมายที่ไม่เพียงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยโอกาสที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การใช้งานแบบจำลองอาคารในการออกแบบ การวางแผนการใช้งานพื้นที่ภายในโครงการก่อสร้าง และโอกาสด้านธุรกิจ ในส่วนการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในอาคารมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อการใช้งานมากที่สุด คือ การขาดความต้องการจากเจ้าของโครงการและรัฐบาล และการขาดผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเทคโนโลยี งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานในประเทศไทยยังต้องการความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อก้าวผ่านข้อจำกัดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล ผู้ประกอบการวงการอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาที่ต้องร่วมมือกันในการพัฒนานโยบาย กฎระเบียบ เพื่อสามารถสนับสนุนการเติบโตของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้
Daylight Performance For Work-From-Home Workstation:A Case Study Of A Residential Condominium Unit In Bangkok, Napat Ploycharoen
Daylight Performance For Work-From-Home Workstation:A Case Study Of A Residential Condominium Unit In Bangkok, Napat Ploycharoen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The prevalence of work-from-home, especially due to Covid-19, has made home environments mostly in Bangkok double as workplaces for many office workers. They utilize available daylight during typical office hours (8 AM to 5 PM), which enhances visual performance, productivity, and well-being while reducing visual discomfort. This contributes to higher user satisfaction with daylighting conditions.This research seeks to evaluate the daylight performance and visual comfort of a residential condominium unit in Bangkok, conducted using Climate Studio for Rhino v.7. The study includes the following daylight performance indices: 1) Spatial Daylight Autonomy (sDA), 2) Annual Sunlight Exposure (ASE), 3) Useful Daylight …
แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์
แนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) สำหรับประเทศไทย, ไพทินี จินตกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นสถานพยาบาลหรือสถานบริบาลที่รับผู้ป่วยในเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเน้นการรักษาแบบประคับประคองที่มุ่งเน้นเรื่องการรักษาแบบองค์รวม การลดและบรรเทาความเจ็บปวด เพื่อนำไปสู่การตายดีของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจำเป็นอย่างยิ่งในประเทศไทยสืบเนื่องมาจากปัญหาอัตราการครองเตียงในสถานพยาบาลสูงมาก ทำให้ไม่สามารถรองรับกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เป็นกลุ่มมีการครองเตียงนานได้เพียงพอ เพื่อศึกษาและนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยโดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้ใช้งานของสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในประเทศไทยเพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยมีการลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่โครงการกรณีศึกษาศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ การุณรักษ์ ฮอสพีซ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสัมภาษณ์ผู้ใช้งานในโครงการ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากการศึกษาพบว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ตัวโครงการควรตั้งอยู่ในสถานที่ที่มีความสงบและใกล้ชิดธรรมชาติ สามารถเข้าถึงตัวโครงการได้สะดวก ตัวอาคารไม่ควรเป็นอาคารสูง สามารถแบ่งสัดส่วนของพื้นที่ได้เป็น 5 ส่วน คือ 1)ส่วนบริหารโครงการ 2)ส่วนบริการทางการแพทย์ 3)ส่วนพื้นที่อเนกประสงค์ 4)ส่วนพักอาศัยผู้ป่วย และ 5)ส่วนสนับสนุนโครงการ ในการออกแบบสภาพแวดล้อมความสบายใจในการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่สามารถสร้างความคุ้นเคยผสมผสานกับสภาพแวดล้อมเยียวยาที่เอื้อต่อการบำบัดและฟื้นฟูประสาทสัมผัสในทุกๆด้าน รวมถึงหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มีผลต่อการออกแบบสภาพพื้นที่ภายในโครงการ สถานที่ที่ผู้ใช้งานมีการใช้งานเป็นประจำมีผลต่อขนาดของพื้นที่ ดังนั้นพื้นที่ส่วนพักอาศัยของผู้ป่วยจึงมีพื้นที่มากที่สุดในโครงการ โดยทั้งนี้ตัวโครงการยังต้องสามารถตอบสนองความต้องการด้านการแพทย์ และความปลอดภัยในการใช้งานตามมาตรฐานได้อย่างครบถ้วนงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นแนวทางในการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับในสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะกับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในอนาคตควรมีการวิจัยกับผู้ป่วยทุกช่วงวัย เพื่อให้แนวทางดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างครอบคลุม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและยกระดับคุณภาพการตายดีในประเทศไทย
พฤติกรรม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ กรณีศึกษา บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่, รัฐวิชญ์ เศรษฐยุกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจและส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ปัจจัยการตัดสินใจ ความพึงพอใจ ของนักท่องเที่ยวต่อองค์ประกอบสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีน้ำพุร้อนตามธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้คือนักท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อน 3 แห่งได้แก่บ่อน้ำร้อนพรรั้ง ธาริน ฮอตสปริง จังหวัดระนอง และวารีรัก ฮอตสปริง แอนด์ เวลเนส จังหวัดกระบี่ โดยทำแบบสอบถามนักท่องเที่ยวจำนวน 410 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการ 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ 1 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ 41-50 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทหรือพนักงานเอกชน มีรายได้อยู่ในช่วง 10,000-25,000 บาทต่อเดือน มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่อาศัยในภาคใต้ มีวัตถุประสงค์การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติเป็นครั้งแรกใช้เวลาในสถานที่น้อยกว่า 1 วัน มักเดินทางมากับครอบครัวหรือญาติ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 100 บาท รับรู้แหล่งท่องเที่ยวโดยเพื่อนหรือคนรู้จัก 2) นักท่องเที่ยว ให้ระดับความสำคัญในปัจจัยการตัดสินใจท่องเที่ยวแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อองค์ประกอบการท่องเที่ยว เรียงลำดับดังนี้ ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านกิจกรรม ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว ด้านที่พัก และด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยรวมนักท่องเที่ยวพึงพอใจระดับมากที่สุด มีแนวโน้มกลับมาใช้ซ้ำและบอกต่อคนรู้จัก การวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณความพึงพอใจต่อปัจจัยการตัดสินใจองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว พบว่าองค์ประกอบด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการบริหารแหล่งท่องเที่ยว และด้านกิจกรรมมีความสัมพันธ์ต่อระดับความพึงพอใจนักท่องเที่ยวเสนอให้เพิ่มกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น นวด ทำสปา พัฒนาปรับปรุงทางเข้าและทางสัญจรของแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มบริการร้านอาหาร พัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบ่อน้ำพุร้อน ทางผู้ประกอบการเสนอแนะคือต้องเข้าใจบริบทสถานที่ คำนึงถึงจุดเด่นของน้ำพุร้อน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคำนึงถึงตามความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ศึกษาองค์ประกอบเวลเนส และทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และความต้องการของนักท่องเที่ยว นำมาปรับใช้ในการพัฒนาสถานที่และบริการ