Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2671 - 2700 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การปรับเป็นพินัยแทนโทษทางอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท, ฐานันดร์ ฤกษ์ดี Jan 2023

การปรับเป็นพินัยแทนโทษทางอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท, ฐานันดร์ ฤกษ์ดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รายงานเอกัตศึกษาฉบับนี้เป็นการศึกษาวิจัยปัญหาของการใช้และบังคับโทษทางอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ผ่านการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีการกำหนดความรับผิดทางอาญา อาทิ ทฤษฎีหลักภยันตราย หลักสัดส่วนการลงโทษ และหลักนิติเศรษฐศาสตร์ รวมถึงวิเคราะห์ระบบกฎหมายต่างประเทศเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการลงโทษผู้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทให้เหมาะสม โดยมุ่งแก้ไขปัญหาการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์และความไม่เสมอภาคจากการถูกลงโทษเนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ และเสนอแนวทางให้กำหนดความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดทางพินัย ซึ่งจะทำให้เกิดมาตรการที่เป็นธรรม เหมาะสม และยุติธรรมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อตอบสนองแนวคิดของความจำเป็นในการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของบุคคลในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างสมดุลและคุ้มครองสิทธิในการแสดงออกได้อย่างอิสระโดยปราศจากการแทรกแซงอย่างไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาวิเคราะห์พระราชบัญญัติการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ของประเทศไทย เพื่อนำเสนอว่ากฎหมายนี้สามารถใช้เป็นมาตรการในการจัดการกับความผิดฐานหมิ่นประมาทได้อย่างไร หรือสามารถยกเลิกกฎหมายอาญาไปโดยสิ้นเชิงและให้ผู้เสียหายใช้สิทธิทางแพ่งเพียงอย่างเดียวเป็นการเหมาะสมกับบริบทและได้ดุลยภาพของการปกป้องสิทธิทั้งประการหรือไม่จากการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่าการปรับเป็นพินัยเป็นมาตรการที่เหมาะสมในการลงโทษสำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยไม่ทำให้ผู้กระทำความผิดมีประวัติอาชญากรรมติดตัว ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรมและให้โอกาสในการเยียวยาและแก้ไขโดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการที่รุนแรงเกินสัดส่วน และแนวทางนี้มีความสำคัญในสร้างขั้นตอนการพิจารณาที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเป็นธรรมและคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลจากการถูกหมิ่นประมาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ คงไว้ซึ่งหน้าที่ของรัฐในการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และช่วยให้ระบบยุติธรรมของไทยก้าวหน้าในด้านการปกป้องสิทธิของประชาชนอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม


Trihalomethane Formation Potentials From Effluent Of Different Wastewater Treatment Sources And Health Risk Assessment, Kangsadal Phlaengsattra Jan 2023

Trihalomethane Formation Potentials From Effluent Of Different Wastewater Treatment Sources And Health Risk Assessment, Kangsadal Phlaengsattra

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to investigate the levels of THMs and THM formation potentials (THMFP) in treated wastewater originating from different sources i.e., domestic, food-processing industry and hospital, and to evaluate the maximum potential carcinogenic risk through dermal exposure. The samples from each source were collected three times between June and August 2023. Dissolved organic carbon (DOC), ultraviolet absorbance at 254 nm (UV254), and specific ultraviolet absorbance (SUVA) were evaluated from the samples prior to and after disinfection with chlorine over 7 days. The results found that the concentration of DOC was highest in hospital effluent, with an average value of …


Predicting Market Risk Premium, Jirayu Chupanich Jan 2023

Predicting Market Risk Premium, Jirayu Chupanich

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study is to address the financial challenge of predicting market risk premiums and to determine which factors and models are most effective. This research employs three methodologies: single regression, combined regression, and a time-series model. The study focuses on the accuracy of prediction models in four different countries: India, Thailand, Korea, and Taiwan, over the period from January 2009 to December 2023. The findings of this study demonstrate that certain factors in the single predictive model can outperform the historical MRP in these four countries, providing significant evidence for the emerging market, as this result aligns …


การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหาย ในการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก เมื่อตัวแปรตามมีการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิล, อภิชาติ ฉัตรเรืองเลิศ Jan 2023

การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหาย ในการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก เมื่อตัวแปรตามมีการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิล, อภิชาติ ฉัตรเรืองเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหาย ในการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก เมื่อตัวแปรตามมีการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิล วิธีการที่ใช้ศึกษา คือ วิธี Complete Case Analysis (CC) วิธี Mode Imputation (MODE) วิธี Expectation Maximization Algorithm (EM) วิธี Multiple Imputation (MI) วิธี Hard Cutoff Augmentation (HARDCUT) วิธี Parceling Augmentation (PARCELING) และวิธี Fuzzy Augmentation (FUZZY) งานวิจัยนี้ใช้การจำลองข้อมูลในการศึกษาตามขนาดของตัวอย่าง ร้อยละของการสูญหายของข้อมูล และระดับของการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิล การจำลองข้อมูลในแต่ละสถานการณ์จะกระทำ 5,000 รอบ โดยมีเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการใส่ค่าสูญหาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสอง (Average Mean Squared Error: AMSE) ของค่าประมาณความน่าจะเป็นของการเกิดเหตุการณ์ที่สนใจ (P(Y = 1)) และค่าประสิทธิภาพสัมพัทธ์ (Relative Efficiency: RE) จากผลการทดลองสรุปได้ว่า ค่า AMSE จะลดลงเมื่อขนาดของตัวอย่างใหญ่ขึ้น และจะมีค่ามากขึ้นเมื่อร้อยละของการสูญหายของข้อมูลเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาผลของระดับของการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิลต่อค่า AMSE พบว่ามีเพียง AMSE ของวิธี MODE เท่านั้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อระดับของการสูญหายแบบนอนอิกนอร์เรเบิลเพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณาค่า RE โดยเปรียบเทียบ AMSE ของวิธี CC กับวิธีการใส่ค่าสูญหายวิธีอื่น พบว่า วิธี EM และวิธี FUZZY ให้ค่า AMSE เท่ากับ AMSE ของวิธี CC ในขณะที่ AMSE ของวิธีอื่น ๆ มีค่าน้อยกว่า AMSE ของวิธี CC


ประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในคู่รัก, ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ Jan 2023

ประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในคู่รัก, ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงท่ี่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รัก ซึ่งมีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลคือวัยรุ่นเพศหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รักเพศชาย และปัจจุบันได้มีการยุติความสัมพันธ์แล้ว จำนวน 6 คน โดยมีช่วงอายุ 20 - 24 ปี ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลักคือ 1) ประสบการณ์ความรุนแรงที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรง และรูปแบบของความรุนแรง 2) การตัดสินใจเมื่อเจอความรุนแรงในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ตัดสินใจอยู่ต่อในความสัมพันธ์ และตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ 3) ผลกระทบจากการได้รับความรุนแรงในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ผลกระทบขณะอยู่ในความสัมพันธ์ และผลกระทบหลังจากยุติความสัมพันธ์ และ 4) สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากยุติความสัมพันธ์ ประกอบด้วย แนวทางการข้ามผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และการป้องกันตัวเองจากความสัมพันธ์ที่มีการใช้ความรุนแรง โดยการวิจัยนี้ช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รัก ทั้งระหว่างที่อยู่ในความสัมพันธ์ ขณะยุติความสัมพันธ์ และหลังจากยุติความสัมพันธ์แล้ว โดยสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาการสนับสนุนและช่วยเหลือทางจิตใจให้แก่วัยรุ่นในกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ


อิทธิพลของการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, เบญญารัศม์ จันทร์เปล่ง Jan 2023

อิทธิพลของการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าต่อเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, เบญญารัศม์ จันทร์เปล่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันโรคซึมเศร้ากลายเป็นที่สนใจของคนในสังคมและถูกกล่าวถึงเป็นวงกว้าง คนในสังคมมีการยอมรับเข้าใจ และให้โอกาสผู้ป่วยซึมเศร้ามากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีต ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถใช้ชีวิตและทำงานกับคนอื่นได้ปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีบางคนในสังคมที่ยังคงมีมุมมองด้านลบหรือมีเจตคติที่ไม่ดีกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอยู่ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว ไม่ต้อนรับ ไม่ยอมรับ ไม่เป็นมิตร ไม่จ้างงาน ไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่พูดคุยด้วย ส่งผลกระทบทางลบต่อผู้ป่วยโดยตรง ผู้วิจัยจึงออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาการลดเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าผ่านการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนไทยที่มีงานประจำและไม่มีประวัติเป็นโรคซึมเศร้าจำนวน 141 คนเข้าร่วมการทดลองออนไลน์ โดยถูกสุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เงื่อนไขควบคุม (n = 68) ซึ่งถูกกระตุ้นให้จินตนาการว่าได้ร่วมงานกับผู้ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยซึมเศร้า และเงื่อนไขทดลอง (n = 73) ซึ่งถูกกระตุ้นให้จินตนาการว่าได้ร่วมงานกับผู้ป่วยซึมเศร้า จากนั้นตอบมาตรวัดผลการจัดกระทำ มาตรความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้า มาตรวัดเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยซึมเศร้า ความถี่ของการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คุณภาพของการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชีวิตจริงและความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ผลการศึกษาสนับสนุนและไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ คือพบความแตกต่างของความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างเงื่อนไข ไม่พบความแตกต่างของเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างเงื่อนไข พบอิทธิพลของการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในการลดความวิตกกังวลในการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และไม่พบว่าความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีอิทธิพลส่งผ่านต่อเจตคติรังเกียจกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า การวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่าปัจจัยทีมีอิทธิพลในการลดความวิตกกังวลในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คือคุณภาพของปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในชีวิตจริง งานวิจัยนี้จึงให้ข้อค้นพบเชิงประยุกต์ คือ สามารถนำการจินตนาการถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางบวกไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆและผู้เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ทางบวกระหว่างผู้ที่ไม่ใช่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เป็นธรรมชาติ งานวิจัยนี้ยังมีประโยชน์ทางวิชาการคือเป็นงานวิจัยแรกที่ทดลองใช้ทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคมในการลดอคติที่คนในสังคมไทยมีตอ่ผู้ป่วยจิตเวช


กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข: ศึกษากรณีปัญหาการบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, พชภร คุณาพร Jan 2023

กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข: ศึกษากรณีปัญหาการบังคับใช้ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, พชภร คุณาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาข้อความคิดว่าด้วยการใช้อำนาจฉุกเฉิน หลักกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวข้อง หลักการสากล ตลอดจนกฎหมายต่างประเทศและตัวอย่างการปรับใช้ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยดำเนินการวิจัย ในรูปแบบการวิจัยเอกสาร ผลจากการศึกษาทำให้ทราบว่า กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินควรได้รับการออกแบบให้สอดรับกับหลักกฎหมายมหาชนโดยให้ความสำคัญกับการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งต้องคำนึงถึงลักษณะเนื้อหาของสถานการณ์แต่ละประเภท ซึ่งเรียกร้องแนวทางการรับมือที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างความจำเป็นในการแก้ไขวิกฤตการณ์กับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน พระราชกำหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นภายใต้มโนทัศน์การบริหารจัดการสถานการณ์ด้านความมั่นคงซึ่งไม่เหมาะสมที่จะบังคับใช้กับสถานการณ์ด้านสาธารณสุข โดยข้อเท็จจริงจากการปรับใช้สะท้อนให้เห็นถึงข้อบกพร่องทั้งในส่วนของเงื่อนไขและกระบวนการใช้อำนาจ การออกมาตรการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนการลดทอนการควบคุมตรวจสอบ โดยฝ่ายตุลาการ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยวางระบบการใช้อำนาจฉุกเฉินให้สอดรับกับสถานการณ์ด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งจัดให้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเพื่อกำกับการใช้อำนาจดังกล่าวให้อยู่ภายใต้กรอบของหลักนิติธรรม


Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan Jan 2023

Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of machine learning in healthcare, federated learning (FL) is frequently seen as an effective approach to tackling issues of data privacy and distribution. Nonetheless, many real-world datasets exhibit non-identical and independently distributed (non-IID) characteristics, meaning that data features vary across different institutions. This non-IID nature presents challenges for FL model convergence, such as client drifting, where model weights lean towards local optima rather than global optimum. To address these issues, we introduce a new framework called "FedDrip (Federated Learning with Diffusion Reinforcement at Pseudo-site)," which leverages diffusion-generated synthetic data to mitigate data-related problems in non-IID settings. Our …


Effects Of Sio2 Coating On Activity Of Ru/Tio2 Catalyst For Co2 Methanation, Fasai Chaisalee Jan 2023

Effects Of Sio2 Coating On Activity Of Ru/Tio2 Catalyst For Co2 Methanation, Fasai Chaisalee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hydrogenation of carbondioxide to methane has the potential to effectively decrease the release of excessive CO2 emissions. The Ru/TiO2-rutile catalyst has been previously reported as the best catalytic activity for methane generation under mild operating conditions. However, no catalyst has been developed that approaches the efficiency of this Ru/rutile. This study aims to develop a catalyst that can overcome the performance of the Ru/rutile catalyst. This work investigates Ru catalysts supported on TiO2 and core-shell TiO2@SiO2 catalysts with various phase structures and SiO2 thicknesses were prepared using incipient wetness impregnation of Ru precursor on TiO2 and core-shell TiO2@SiO2 supports. The …


การพัฒนาไฮโดรเจลเจลาตินที่มีอนุภาคนาโนทองคำ สำหรับการวัดปริมาณรังสี, ภาวิณี ชูสินธ์ Jan 2023

การพัฒนาไฮโดรเจลเจลาตินที่มีอนุภาคนาโนทองคำ สำหรับการวัดปริมาณรังสี, ภาวิณี ชูสินธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันรังสีรักษามีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาโรคมะเร็ง โดยการให้ปริมาณรังสีสูงสุดที่เนื้อเยื่อมะเร็ง และก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื้อปกติน้อยที่สุด ดังนั้นความถูกต้องของปริมาณรังสีจึงเป็นสิ่งสำคัญ การวัดปริมาณรังสีเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยยืนยันและสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยได้ การศึกษาวิจัยนี้ได้พัฒนาอุปกรณ์การวัดปริมาณรังสีในรูปแบบไฮโดรเจลชนิดใหม่ สำหรับการวัดปริมาณรังสี ที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวในการขึ้นรูปได้หลายมิติ และมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพจากพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น เจลาตินและอะกราโรส ผสมกับสารละลายทองคำ โดยอาศัยนวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาทางเคมีของไฮโดรเจลเมื่อมีการฉายรังสี ทำให้เกิดการสังเคราะห์อนุภาคนาโนทองคำที่มีคุณสมบัติทางแสงที่โดดเด่นและเฉพาะตัวเชิงพื้นผิว ทำให้มองเห็นการเกิดการเปลี่ยนแปลงสีของไฮโดรเจลด้วยสายตาเปล่าได้อย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที ภายหลังจากการได้รับรังสี รวมทั้งวัดค่าการดูดกลืนแสงในช่วงปริมาณรังสี 0-5 Gy ด้วยเทคนิคสเปกโตรโฟโตเมตรีที่ความยาวคลื่นดูดกลืนสูงสุดที่ 540 nm พบว่า ปฏิกิริยาทางเคมีภายในไฮโดรเจลเกิดขึ้นได้สมบูรณ์เมื่อได้รับรังสีผ่านไปแล้ว 2 ชั่วโมง โดยมีขีดความสามารถในวัดต่ำสุด คือ 0.37 Gy โดยมีความคงตัวของค่าการดูดกลืนแสงหลังจากได้รับรังสีไปแล้วนานถึง 7-14 วัน รวมทั้งให้ค่าความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงของไฮโดรเจลเจลาตินและไฮโดรเจลเจลาตินผสมอะกราโรส เท่ากับ 0.9996 และ 0.9994 ตามลำดับ จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของไฮโดรเจลชนิดนี้ในการตอบสนองต่อรังสีที่รวดเร็ว ในช่วงปริมาณรังสีต่ำที่ใช้ทางคลินิค ที่มีความคงตัวและความถูกต้องแม่นยำสูง เหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในงานรังสีรักษาต่อไป


กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่, ปริยา พิพิธภัณฑ์ Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่, ปริยา พิพิธภัณฑ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนและผู้นำรุ่นใหม่ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 338 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการรองผู้อำนวยการหรือหัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอนชั้นประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ (1) มีวินัยในการปฏิบัติ (2) มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ (3) เป็นผู้นำเชิงเจตนารมณ์ (4) มีการเรียนรู้เชิงรุก (5) มีความกล้าหาญเชิงผู้ประกอบการ (6) มีแนวทางแบบองค์รวม และ (7) มีกรอบความคิดแบบสากล 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่จำแนกตามการบริหารโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน ทั้งนี้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่สูงที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 3) จุดแข็งคือ การพัฒนาหลักสูตร และการวัดและการประเมินผล จุดอ่อนคือ การจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร โอกาสคือ สภาพสังคมและเทคโนโลยี และภาวะคุกคามคือ การเมืองและนโยบายของรัฐ และสภาพเศรษฐกิจ 4) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ประกอบด้วย …


การเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างยานยนต์สันดาปกับยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองปัจจัยการผลิตและผลผลิต, ชณาภัทร์ สว่างศรี Jan 2023

การเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างยานยนต์สันดาปกับยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองปัจจัยการผลิตและผลผลิต, ชณาภัทร์ สว่างศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยซึ่งเป็นเชื้อเพลิงของยานยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากถึงร้อยละ 74.88 ของกำลังการผลิตในปี 2562 จึงเกิดคำถามวิจัยว่า การเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่ง เป็นเพียงการย้ายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคขนส่งสู่ภาคพลังงานเท่านั้นหรือไม่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตและการใช้งานยานยนต์ระหว่างยานยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งไม่รวมส่วนของการบำรุงรักษา และการกำจัดซาก โดยใช้แบบจำลองปัจจัยการผลิตและผลผลิตวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความต้องการยานยนต์และเชื้อเพลิง และหาปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผ่านค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยของมูลค่าผลผลิต ผลการศึกษาพบว่ากระบวนการผลิตยานยนต์สันดาปก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 12.45 ตันต่อรถยนต์ 1 คัน ในขณะที่กระบวนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 14.85 ตันต่อรถยนต์ 1 คัน เมื่อพิจารณาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้งานยานยนต์เป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่าการผลิตเชื้อเพลิงน้ำมันมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.86 ตัน และมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขับเคลื่อนยานยนต์สันดาป 21.80 ตัน ในขณะที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตเชื้อเพลิงกระแสไฟฟ้าเพื่ออัดประจุยานยนต์มีค่า 7.08 ตัน ทำให้โดยรวมการผลิตและใช้งานยานยนต์สันดาปมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 36.11 ตัน และการผลิตและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 21.93 ตัน ทั้งนี้ยังไม่นับรวมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเปลี่ยนแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ซึ่งมีรอบระยะการเปลี่ยนที่ 5–8 ปี การเปลี่ยนจากยานยนต์สันดาปมาใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ในระยะเวลา 5 ปี จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงร้อยละ 39.26 โดยภาคขนส่งจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง แต่ในภาคการผลิตไฟฟ้าจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของสาขาการผลิตไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมของประเทศ


การเลือกซัพพลายเออร์อย่างเหมาะสมสำหรับ Mechanical Seal กรณีศึกษา บริษัทค้าน้ำมัน Abc, จิรกิตติ์ โสเจยยะ Jan 2023

การเลือกซัพพลายเออร์อย่างเหมาะสมสำหรับ Mechanical Seal กรณีศึกษา บริษัทค้าน้ำมัน Abc, จิรกิตติ์ โสเจยยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องการคัดเลือกและจัดลำดับซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมต่อการซื้อ Mechanical Seal สำหรับการใช้งานในการซ่อมบำรุง Pump ภายในโรงกลั่นทั้งสองแห่งของบริษัทกรณีศึกษา ABC ซึ่งเป็นวัตถุประสงคฺหลักของงานวิจัย ซึ่งมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการดำเนินงานวิจัยโดยรูปแบบการสัมภาษณ์และเก็บแบบสอบถามเพื่อหาแนวทางหรือข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินโครงการของทางบริษัทซึ่งอยู่ภายใต้ของกรอบนโยบายและเป้าหมายขององค์กรและได้ผลลัพธ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีการดำเนินการประเมินและตัดสินใจในการเลือกรูปแบบหรือตัวช่วยในการตัดสินใจที่ต้องการการช่วยตัดสินใจที่ซับซ้อน จึงทำให้ผู้วิจัยมีใช้งานกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process: AHP) ในการช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของผู้มีอำนาจตัดสินใจและมีส่วนได้เสียจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจัยที่มีผลต่อการคัดเลือกและจัดลำดับซัพพลายเออร์ประกอบไปด้วย 10 ปัจจัยคือ ด้านต้นทุนรวมสินค้า ด้านการส่งมอบตรงเวลา ด้านการส่งมอบครบถ้วน ด้านวัสดุที่ใช้ในการผลิต ด้านอายุการใช้งาน ด้านการตอบสนองรวดเร็ว ด้านระยะเวลารอสินค้า ด้านการเข้า Survey อุปกรณ์ ด้านความมีชื่อเสียง และ ด้านสถานะทางการเงิน โดยที่ปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทั้ง 5 เกณฑ์ ได้แก่ เกณฑ์ด้านต้นทุน เกณฑ์ด้านการส่งมอบ เกณฑ์ด้านคุณภาพ เกณฑ์ด้านการบริการ และ เกณฑ์ด้านความน่าเชื่อถือ และนำน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์และปัจจัยที่ได้มาไปดำเนินการจัดลำดับของทางเลือกหรือซัพพลายเออร์เพื่อสั่งซื้อ Mechanical Seal คือ ซัพพลายเออร์ A ซัพพลายเออร์ C และ ซัพพลายเออร์ B ตามลำดับ


Patent Trends Detection Using Keywords In Patent Keywords Network, Krisanapong Yodprechavigit Jan 2023

Patent Trends Detection Using Keywords In Patent Keywords Network, Krisanapong Yodprechavigit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The process of extracting insights and information from patent data is known as patent analysis. Several patent analysis methodologies strive to forecast technological trends by analyzing patent keywords and networks. Nevertheless, existing methodologies often fall short in accurately predicting the magnitude of shifts within these trends. This study aims to propose an alternative patent analysis method that combines author-keyword network analysis with various regression models, including Linear Regression, Artificial Neural Network, and Long Short-Term Memory, to predict upcoming keyword trends along with its magnitude of change. To evaluate the effectiveness of the proposed method, we constructed a patent author-keyword network …


ศักยภาพของตัวทำละลายผสมสามชนิด Amp-Pz-Mdea สำหรับการดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้, โศภิตา อันประเสริฐ Jan 2023

ศักยภาพของตัวทำละลายผสมสามชนิด Amp-Pz-Mdea สำหรับการดักจับคาร์บอนหลังการเผาไหม้, โศภิตา อันประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาสมรรถนะของตัวทำละลายผสม AMP-PZ-MDEA นำไปเปรียบเทียบกับตัวทำละลายดั้งเดิม 30 wt.% MEA ในเชิงพฤติกรรมการตกตะกอนเพื่อหาค่าความจุการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดที่ไม่ทำให้ตัวทำละลายผสมตกตะกอน ความหนาแน่น ความหนืด ความจุการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ สัมประสิทธิ์การถ่ายโอนมวลรวม ประสิทธิภาพการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ อัตราการคืนสภาพเริ่มต้น และภาระทางความร้อนในการคืนภาพ จากผลการศึกษาการตกตะกอนพบว่าการเพิ่มความเข้มข้นของ AMP PZ และ MDEA ทำให้มีความจุสูงสุดก่อนตกตะกอนลดลง เมื่อศึกษาความหนาแน่นและความหนืดในช่วงอุณหภูมิ โดยความหนาแน่นมีค่าใกล้เคียงกับ 30 wt.% MEA ในส่วนของความหนืดพบว่าค่าความหนืดที่สูงที่สุดยังอยู่ในช่วงที่สามารถนำไปใช้งานได้ การศึกษาความจุการดูดซึมพบว่า อัตราส่วนความเข้มข้น 5/10/5 AMP-PZ-MDEA มีความจุการดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดสูงกว่าตัวทำละลายดั้งเดิม 30 wt.% MEA 38.46 % การศึกษา KGav และประสิทธิภาพการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่า 5/30/5 AMP-PZ-MDEA มีสมรรถนะดังกล่าวสูงที่สุด ซึ่ง KGav สูงกว่า 30 wt.% MEA 2.42 เท่า และประสิทธิภาพการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า 30 wt.% MEA 14.08 % การศึกษา อัตราการคืนสภาพเริ่มต้น พบว่า 10/5/5 AMP-PZ-MDEA สูงกว่าตัวทำละลายดั้งเดิม 30 wt.% MEA 7.28 เท่า และมีภาระทางความร้อนในการคืนสภาพต่ำกว่า 30 wt.% MEA 48.40 % จากการการประเมินศักยภาพของตัวทำละลายของตัวทำละลายผสมในเชิงเชิงสัมพัทธ์ของตัวทำละลายผสม (SP) พบว่า 5/30/5 AMP−PZ−MDEA เหมาะสมที่สุดและวิธีการหาค่าที่เหมาะสม แบบหลายฟังก์ชั่นจุดประสงค์ (Optimization) พบว่า ทั้ง 4 อัตราส่วน สามารถรำไปใช้งานได้ในความต้องการที่แตกต่างกัน


การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล Jan 2023

การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ: ปัจจุบันมีการนำเครื่องพยุงหัวใจและปอด (VA-ECMO) มาใช้มากขึ้นในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ (cardiogenic shock) การประเมินผู้ป่วยเพื่อทำการถอดเครื่อง VA-ECMO เป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำอัลตราซาวด์สเตรนของหัวใจมาใช้ในการประเมินการถอดเครื่อง VA-ECMO น้อยมาก วัตถุประสงค์การวิจัย: เราต้องการที่จะศึกษาว่าค่าสเตรนของหัวใจที่ทำขณะผู้ป่วยกำลังถอยเครื่อง VA-ECMO จะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้หรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาทั้งทบทวนย้อนหลังควบคู่ไปกับเก็บข้อมูลไปข้างหน้าในผู้ป่วยที่ใส่เครื่อง VA-ECMO จากภาวะ cardiogenic shock ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2566 ข้อมูลอัลตราซาวด์หัวใจของผู้ป่วยจะถูกวิเคราะห์ และประมวลผลหาค่าสเตรนของหัวใจห้องล่างซ้าย ห้องล่างขวา และห้องบนซ้าย ข้อมูลจะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการถอดเครื่อง VA-ECMO ผลการวิจัย: มีผู้ป่วย cardiogenic shock ที่ได้รับการรักษาด้วย VA-ECMO เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 101 คน อายุเฉลี่ย 52±17 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 41 มีผู้ป่วย 81 คน (ร้อยละ 80) ที่ประสบความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO จากการวิเคราะห์แบบ multivariate analysis พบว่าค่าสเตรนหัวใจห้องล่างซ้าย (LV GLS-4ch) และค่าสเตรนหัวใจห้องบนซ้าย (LA reservoir strain) มีความสามารถในการพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้ โดย aOR = 0.81, 95% CI = 0.70-0.93, p = 0.002 สำหรับ LV GLS-4ch และ aOR = 1.25, 95% CI = 1.08-1.44, p = 0.003 สำหรับ LArS เมื่อประเมินประสิทธิภาพของพารามิเตอร์อัลตราซาวด์หัวใจในการพยากรณ์โดยใช้เส้นโค้ง ROC พบว่า LArS มีค่าพื้นที่ใต้กราฟ …


Design Of Pralidoxime Analogs As Antidote For Organophosphate Insecticide Via Computational Chemistry Approaches, Nalinee Kongkaew Jan 2023

Design Of Pralidoxime Analogs As Antidote For Organophosphate Insecticide Via Computational Chemistry Approaches, Nalinee Kongkaew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

To exposure the toxicity of insecticides is common among agriculturalists, especially organophosphate pesticides (OPs), which are widely used in Thailand due to their easy availability and low cost. OPs act by disrupting the nervous system, resulting in frequent poisoning and higher mortality rates compared to general toxicity. Their mechanism involves irreversible inhibition of acetylcholinesterase (AChE), which normally breaks down acetylcholine neurotransmitters, leading to the accumulation of acetylcholine, which stimulates or inhibits the central nervous system. Currently, oxime compounds are commonly used for antidotal treatment, particularly the 2-pyridine aldoxime known as "2-PAM," approved by FDA for treating poisoning. However, 2-PAM has …


แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้วยหญ้าแฝก กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงบ้านท่าทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, บุษรินทร์ ดวงเด่น Jan 2023

แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรด้วยหญ้าแฝก กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงบ้านท่าทอง จังหวัดสุพรรณบุรี, บุษรินทร์ ดวงเด่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการยอมรับการนำหญ้าแฝกมาใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มมะม่วงบ้านท่าทอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลคนสำคัญ 8 คน และเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ จากเอกสารทางวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูลประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดห่วงโซ่ผลลัพธ์ ในการวิเคราะห์กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่นำไปสู่ผลลัพธ์ในระยะยาว เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการขยายผลการสร้างการยอมรับการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม 5 กระบวนการ คือ 1) การค้นหาเงื่อนไขปัญหาของชุมชน 2) การแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาของเกษตรกร 3) การขยายผลการใช้หญ้าแฝกโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 4) การต่อยอดการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และ 5) การเป็นพื้นที่ต้นแบบในด้านการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งกระบวนการขับเคลื่อนดังกล่าว เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรในชุมชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีข้อเสนอแนะต่อแนวทางการขยายผลการนำหญ้าแฝกมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เกษตรกรรม คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก โดยเฉพาะการส่งเสริมการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติการ การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ และการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นสอดคล้องกับปัญหาของพื้นที่ เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถดำเนินกิจกรรมภายในกลุ่มได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ


Interlanguage Of Functional Usages Of L2 English Present Continuous Tense By L1 Thai Learners, Pajaree Buasomboon Jan 2023

Interlanguage Of Functional Usages Of L2 English Present Continuous Tense By L1 Thai Learners, Pajaree Buasomboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed at examining the functional use of English present continuous tense by L1 Thai learners, under the theoretical framework of the Interlanguage Hypothesis (Selinker 1974; Tarone 2006). The functions investigated included instant, continuing, temporary, habitual, and future (Eastwood, 1994). A Grammaticality Judgement Test (GJT), aiming for perception, a Fill-in-the-Blank Test, focusing on production, and interviews were employed to elicit data from the subjects, i.e. 30 L1 Thai learners of the intermediate proficiency level. The results revealed the learners’ low accuracy rates in some functions, from both perception and production tasks. The accuracy rate in the production task was …


การเพิ่มพูนความสามารถในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ภายใต้รังสีมองเห็นได้, รังสิมันตุ์ จันทนโอ Jan 2023

การเพิ่มพูนความสามารถในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ภายใต้รังสีมองเห็นได้, รังสิมันตุ์ จันทนโอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการเพิ่มพูนความสามารถในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของวัสดุโครงข่ายโลหะ-อินทรีย์ (Metal-Organic Frameworks, MOFs) ภายใต้รังสีมองเห็นได้โดยเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon Compounds) โดยวัสดุที่ใช้คือ UiO-66 (Universitetet i Oslo) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยแสง (Photocatalyst) ซึ่งประกอบด้วยเซอร์โคเนียม (Zr) เป็นแกนโลหะ เเละกรดเทเรฟทาลิก (Terephthalic acid) เป็นลิแกนด์ (ligand) เนื่องจาก UiO-66 มีการดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เเละดูดกลืนรังสีมองเห็น (Visible light) ต่ำจึงได้มีการปรับปรุง 3 กลยุทธ์คือ 1. เปลี่ยนชนิดลิแกนด์เป็น เอมีน 2-อะมิโนเทเรฟทาลิก (2-Aminoterephthalic acid, H2ATA) 2. ดัดแปลงโครงสร้างด้วยกรด (acid modification) เเละ 3. รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์/UiO-66(Zr) คอมโพสิต โดย 3 กลยุทธ์ช่วยเพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน การดูดกลืนรังสีช่วงมองเห็นได้ เเละการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในงานวิจัยมีการทดลองวัสดุ 4 รูปแบบคือ NH2-UiO-66(Zr), NH2-UiO-66(Zr) Acid modification, NH2-UiO-66(Zr)/rGO และ NH2-UiO-66(Zr) Acid modification/rGO โดยในการทดสอบการลดคาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้รังสีมองเห็นได้พบว่าได้เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนคือฟอร์เมต (formate) โดยได้ปริมาณดังนี้ 69.5, 60.1, 78.9, เเละ 63.9 µmol g-1 h-1 ตามลำดับ โดยพบว่า NH2-UiO-66(Zr)/rGO ได้ผลิตภัณฑ์สูงที่สุดที่ 78.9 µmol g-1 h-1


การศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรฟอกไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก ร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด, ประสิทธิพร ตั้งจิตอารีย์ Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรฟอกไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก ร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด, ประสิทธิพร ตั้งจิตอารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาและความสำคัญ อุบัติการณ์ของภาวะไตวายเฉียบพลันที่ต้องได้รับการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง (Continuous renal replacement therapy: CRRT) ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด (Extracorporeal membrane oxygenation: ECMO) พบประมาณ 50% ซึ่งในปัจจุบันการเชื่อมต่อวงจรการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด ที่นิยมมีอยู่สองวิธีได้แก่ การเชื่อมต่อวงจรแบบรวม (integration) และการเชื่อมต่อแบบแยก (separation) โดยที่ยังไม่มีวิธีใดที่ถือว่าเป็นการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอายุการใช้งานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง ระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยกร่วมกับเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาทดลองแบบสุ่มตัวอย่างแบบเปิด มีกลุ่มควบคุม และพหุสถาบัน ทำการศึกษาผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอดที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและมีข้อบ่งชี้ได้รับการบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง โดยดำเนินการศึกษา ตั้งแต่ พฤษภาคม 2564 ถึง ธันวาคม 2566 โดยผลลัพธ์หลักคืออายุการทำงานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่อง ผลการศึกษา ผู้ป่วยเข้าร่วมการศึกษาที่ได้รับการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มการเชื่อมต่อแบบรวม 31 คน และการเชื่อมต่อแบบแยก 29 คน พบว่าค่าเฉลี่ยของอายุวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยก (71 ± 31 และ 63 ± 26 ชั่วโมง, ค่าความแตกต่างค่าเฉลี่ย 7.3 ชั่วโมง, ความเชื่อมั่น 95% [-7.6, 22.3], p=0.33) อัตราการเสียชีวิตที่ 28 วันระหว่างทั้งสองกลุ่มก็ไม่มีความแตกต่างกัน(26% และ 31%, p=0.65) และไม่มีความแตกต่างกันของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรงรวมถึงภาวะลมอุดกั้น ส่วนค่าแรงดันระหว่างเมมเบรนและค่าแจ้งเตือนของเครื่องบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องก็ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการศึกษา การเชื่อมต่อวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องระหว่างการเชื่อมต่อแบบรวมและแบบแยกในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องพยุงหัวใจและปอด ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญของอายุการใช้งานของวงจรบำบัดทดแทนไตแบบต่อเนื่องและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ชนิดร้ายแรง


Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir Jan 2023

Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Metaverse is the next generation of the internet that allows people to interact with digital content in a more immersive and interactive way. This paradigm shift extends to the realm of education, where the concept of a smart campus is reshaping traditional educational systems. This research focuses on the integration of the metaverse in education, with a specific emphasis on smart libraries. Recognizing libraries as integral components of educational systems, this study proposes a metaverse platform for Chulalongkorn University's central library. The proposed platform enables users to explore the virtual library remotely and simulate resource classification and physical service in …


การพัฒนาโปรแกรมลดความเครียดตามแนวคิดส่งเสริมสติและการสร้างความเป็นชุมชนสำหรับนักเรียนในบริบทการเรียนออนไลน์, วัชรวิช แปลงศรี Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมลดความเครียดตามแนวคิดส่งเสริมสติและการสร้างความเป็นชุมชนสำหรับนักเรียนในบริบทการเรียนออนไลน์, วัชรวิช แปลงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมลดความเครียดตามแนวคิดส่งเสริมสติและการสร้างความเป็นชุมชนสำหรับนักเรียนในบริบทการเรียนออนไลน์ 2) เปรียบเทียบคะแนนความเครียดก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มตัวอย่าง 3) เปรียบเทียบคะแนนความเครียดของตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2565 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 41 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบ่งตัวอย่างลงกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมผ่านการสุ่มอย่างง่าย กิจกรรมใช้ในโปรแกรมประกอบด้วย การทำสมาธิ การคิดอย่างมีสติ การทำโยคะส่งเสริมสติ ฯลฯ โดยมีการจัดโปรแกรมทั้งสิ้นจำนวน 8 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 240 นาที ผู้วิจัยใช้การทดสอบทีเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความเครียดในการทดลอง ผลการวิจัยพบว่าหลังจากตัวอย่างกลุ่มทดลองได้เข้าร่วมโปรแกรม ตัวอย่างมีระดับคะแนนความเครียดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (ก่อนการทดลอง x̄=2.165 และ SD=.437 หลังการทดลอง x̄=1.850 และ SD=.411) โดยตัวอย่างมีความเครียดลดลงในด้านร่างกาย ด้านความสัมพันธ์ และด้านการเรียน อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ระหว่างตัวอย่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังจากการทดลอง (กลุ่มทดลอง x̄=1.850 และ SD=.411 และกลุ่มควบคุม x̄=1.992 และ SD=.360)


นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทย, กิตินุ ม่วยเท้ง Jan 2023

นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทย, กิตินุ ม่วยเท้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทยโดยแบ่งงานวิจัยการศึกษาและพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการและการยอมรับการใช้งานหุ่นยนต์ดิจิทัลของนักลงทุน การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีการเงินและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา จำนวนทั้งสิ้น 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามทางอิเลคทรอนิคส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผลการศึกษาในคร้ังนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าทัศนคติและความง่ายในการใช้งานมีอิทธิผลต่อความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ดิจิทัลช่วยในการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ 2. การพัฒนาโมเดลการลงทุนของหุ่นยนต์ดิจิทัลที่มีความสามารถทำกำไร ผลการทดลองพบว่า กลยุทธ์การลงทุนของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 แบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (Fuzzy logic) มีอัตราส่วนกำไรต่อผลขาดทุนสูงสุด (Total profit/Maximum Drawdown) สูงกว่ากลยุทธ์ซื้อและถือยาว (Buy and Hold) ,กลยุทธ์ขายชอร์ตและถือยาว (Short and Hold), กลยุทธ์ตามแนวโน้ม (Trend following) และกลยุทธ์กลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean reversal) และมีความแตกต่างทางสถิติของผลกำไรรวมอย่างมีนัยสำคัญ และหุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติแบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (Fuzzy logic) ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 มีอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยงสูงสุด (Total profit/Maximum Drawdown) สูงกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี NASDAQ100 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P500 ตามลำดับ โดยสมมุติฐานจากการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 มากกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี NASDAQ100 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P500 ตามลำดับ 3. การศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของหุ่นยนต์ดิจิทัล ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 บริษัทหลักทรัพย์ ผลการศึกษาพบว่า การยอมรับเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติของธุรกิจหลักทรัพย์มีโมเดลรายได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น (Commission Model), รูปแบบการแบ่งบันกำไร (Profit Sharing Model) และรูปแบบการสมัครค่าสมาชิก (Subscription Modelและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Freemium กับบริษัทหลักทรัพย์ของประเทศไทยที่มีความเป็นไปได้เชิงการตลาด (Market Feasibility) เชิงการบริหาร (Operational Feasibility) และเชิงการเงิน (Financial Feasibility)


ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์ Jan 2023

ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การค้าขยะระหว่างประเทศ เป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้ในการกำจัดขยะ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีการสร้างขยะจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความหมายใหม่จากขยะที่หมายถึงของเสีย กลายเป็นวัตถุดิบชั้นรองที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรีไซเคิลได้ โดยอาศัยวาทกรรมการพัฒนาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้การส่งออกขยะไปยังประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่าเป็นไปอย่างชอบธรรม ทำให้ประเทศปลายทางได้รับผลกระทบจากการกำจัดขยะแทนประเทศต้นทาง การค้าขยะระหว่างประเทศจึงเป็นการล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Waste Colonialism" ดังกรณีศึกษาประเทศไทย ที่รัฐบาลทหารขาดธรรมาภิบาล เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่นายทุนต่างชาติ นำเข้าขยะมารีไซเคิลโดยมองข้ามผลกระทบต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมขยะของประเทศที่พัฒนาแล้ว


การปฏิรูปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนปี 2015: ศึกษาการปรับโครงสร้างกำลังพล นัยยะต่อการบรรลุความฝันของจีน, จิรายุทธ ศรีภา Jan 2023

การปฏิรูปกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนปี 2015: ศึกษาการปรับโครงสร้างกำลังพล นัยยะต่อการบรรลุความฝันของจีน, จิรายุทธ ศรีภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การปรับโครงสร้างกำลังพลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปกองทัพจีนในปี 2015 ภายใต้การนำของ สีจิ้นผิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประเทศหรือ “ความฝันจีน” โดยมุ่งสร้างกองทัพที่ทันสมัย เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงและผลักดันการยกระดับสถานะของจีนบนเวทีโลก การปรับโครงสร้างกำลังพลของกองทัพจีนประกอบด้วย การปรับลดกำลังพลลง 300,000 นาย และการปรับสัดส่วนกำลังพลระหว่างเหล่าทัพ ผลการศึกษาพบว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าวช่วยให้กองทัพจีนสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกอบรมกำลังพล การวิจัยและพัฒนาด้านการทหาร และการบูรณาการการปฏิบัติการระหว่างเหล่าทัพ นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างยังส่งผลให้กองทัพจีนมีขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทะเลในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างทะเลจีนใต้ รวมถึงการส่งเสริมการขยายอิทธิพลทางทหารในระดับโลกผ่านการจัดตั้งฐานทัพในต่างประเทศและการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตร การปฏิรูปครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวและการเสริมสร้างอำนาจของจีนในเวทีโลก อันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการเป็นมหาอำนาจชั้นนำของโลกภายในปี 2049 ตามวิสัยทัศน์ “ความฝันของจีน”


คุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเรือนพื้นถิ่นมลายู : กรณีศึกษาชุมชนริมคลองตำมะลัง จังหวัดสตูล, ชารีดา ปาติง Jan 2023

คุณค่าและความเปลี่ยนแปลงเรือนพื้นถิ่นมลายู : กรณีศึกษาชุมชนริมคลองตำมะลัง จังหวัดสตูล, ชารีดา ปาติง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ชุมชนที่เลือกมาศึกษา คือ ชุมชนริมคลองตำมะลัง จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นชุมชนที่ติดกับชายแดนส่วนใต้สุดของประเทศไทยฝั่งทะเลอันดามัน ด้านตะวันตกติดกับพื้นที่ทางตอนเหนือสุดของประเทศมาเลเซีย ได้แก่ ปะลิส เกดะห์ ปีนังและเปรัก นับได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเรือนมลายูในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการประกอบด้วย (1) เพื่อทำความเข้าใจเรือนพื้นถิ่นมลายูในชุมชนริมคลองตำมะลัง ในเรื่องสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง สถาปัตยกรรม และประโยชน์ใช้สอย (2) เพื่อระบุคุณค่าและความแท้ของเรือนพื้นถิ่นมลายู (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเรือนพื้นถิ่นมลายู เพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูเรือน วิธีวิจัยประกอบด้วย การเก็บข้อมูลภาคเอกสารเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการอ้างอิงถึงลักษณะของเรือนพื้นถิ่นมลายู และการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สำรวจ รังวัด บันทึกภาพ งานวิจัยนี้เลือกเรือนพื้นถิ่นมลายูที่มีอายุ 100 ปี ถึงเรือนที่มีอายุ 40 ปี ที่ยังแสดงถึงอัตลักษณ์ของเรือนมาเป็นกรณีศึกษา ต่อมา ข้อมูลที่เก็บมาได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดแบ่งประเภทของเรือน ผลสรุปที่ได้ คือ ความเข้าใจคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงของเรือนพื้นถิ่นมลายู รวมถึงปัจจัยที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของพื้นที่ชุมชนริมคลองตำมะลัง จากการประเมินคุณค่าและสัมภาษณ์ผู้อาศัยในพื้นที่ การอนุรักษ์เรือนควรคำนึงถึงการใช้วัสดุที่เหมาะสม รักษาคุณค่าของเรือน ตลอดจนปรับการใช้สอยเรือนให้รองรับการใช้งานในปัจจุบัน


Predicting Newcomer’S Turnover Using Predictive Analytics : A Case Study Of Thai Financial Firm In Bangkok, Thailand, Meena Kittikunsiri Jan 2023

Predicting Newcomer’S Turnover Using Predictive Analytics : A Case Study Of Thai Financial Firm In Bangkok, Thailand, Meena Kittikunsiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Employee turnover, a critical issue impacting workplace productivity, has prompted organizations to leverage machine learning techniques for predictive analysis. This study specifically targets the prediction of turnover among new employees, utilizing data obtained from a survey conducted at a Thai financial firm in Bangkok, Thailand. Through an evaluation of various machine learning models, the results indicate that the Random Forest model surpasses others. Furthermore, this research highlights crucial factors influencing newcomer turnover, such as comfort with workplace culture, work-from-home policies, onboarding programs, and satisfaction with the recruitment process. These findings offer actionable insights for HR professionals to focus on these …


การสร้างสรรค์เรียงความภาพถ่ายเพื่อสื่อสารเรื่องชีวิตและความตายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี, ภัทรพร มะณู Jan 2023

การสร้างสรรค์เรียงความภาพถ่ายเพื่อสื่อสารเรื่องชีวิตและความตายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี, ภัทรพร มะณู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์เรียงความภาพถ่ายเพื่อสื่อสารเรื่องชีวิตและความตายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี 2) เพื่อสำรวจทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อเรียงความภาพถ่ายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี มีเครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1) วรรณกรรมทิวส์เดส์วิทมอร์รีฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปลไทย 2) บันทึกการสร้างสรรค์ 3) การทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือจากผู้เชี่ยวชาญ 4) การสนทนากลุ่ม 5) แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนก่อนการสร้างสรรค์ ต้องศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่องของวรรณกรรมฯ เพื่อทำความเข้าใจและศึกษาเรื่องชีวิตและความตาย และงานดัดแปลงที่ผ่านมา 2) ขั้นตอนการสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) การคัดเลือกและสังเคราะห์วรรณกรรมฯ บทที่แสดงถึงเรื่องชีวิตและความตายเพื่อสร้างสรรค์บทกลอนและตัวละคร 2) การสร้างฉาก 3) การถ่ายและตกแต่งภาพ 4) การจัดทำรูปเล่ม 5) การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) ​ขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ การเผยแพร่ผลงานและสำรวจทัศคติผู้ชม 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มการสนทนากลุ่ม 2) กลุ่มการตอบแบบสอบถาม แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้ที่เคยและไม่เคยอ่านวรรณกรรมฯ ผลการสำรวจผู้ที่เคยอ่านวรรณกรรมฯ สามารถเข้าใจเนื้อหาและแนวคิดเรื่องชีวิตและความตายได้ราบรื่นกว่าอีกกลุ่ม ทั้ง 2 กลุ่มนั้นชื่นชอบองค์ประกอบด้านภาพถ่ายมากที่สุด ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าภาพถ่ายและกลอนนั้นส่งเสริมกัน การประเมินด้านการรับรู้เรื่องชีวิตและความตายมีเกณฑ์ในแต่ละองค์ประกอบส่วนใหญ่คือ มาก


ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬากอล์ฟอาชีพไทย, กฤตณัฐ วายุโชติ Jan 2023

ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬากอล์ฟอาชีพไทย, กฤตณัฐ วายุโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนานักกีฬากอล์ฟอาชีพในประเทศไทยให้มีความเป็นเลิศในการแข่งขันระดับทวีป งานวิจัยชิ้นนี้เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน ประกอบไปด้วย ผู้ที่ปฏิบัติงานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมกีฬากอล์ฟ (อาทิ สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี) จำนวน 5 คน และนักกีฬากอล์ฟอาชีพ จำนวน 2 คน ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาความเป็นเลิศของนักกีฬากอล์ฟอาชีพไทยนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านวินัยส่วนบุคคล แรงจูงใจในการเป็นนักกีฬากอล์ฟอาชีพ และการเพิ่มพูนความรู้เทคนิคการเล่น 2) ปัจจัยด้านผู้ฝึกสอนนักกีฬากอล์ฟในประเด็นมาตรฐานการสอบใบรับรอง และหลักสูตรการสร้างผู้ฝึกสอนนักกีฬากอล์ฟอาชีพ และ 3) ปัจจัยด้านการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ สมาคมกีฬากอล์ฟ ภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงการบูรณาการร่วมกับองค์กรอื่นและปัจจัยด้านการสนับสนุนอื่น ๆ ปัจจัยทั้งสามล้วนมีความเชื่อมโยงกับอุปสรรคของนักกอล์ฟอาชีพที่สำคัญด้านหลักสูตรและการรับรองนักกอล์ฟอาชีพที่มีมาตรฐาน ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มพูนทักษะ การซ้อม การเดินทางไปแข่งขันที่สูง และปัญหาการเข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์การกีฬาได้ยาก ทั้งนี้ผู้วิจัยได้อภิปรายผลและเสนอแนะแนวทางในการปิดช่องว่างปัจจัยที่ส่งผลให้นักกีฬากอล์ฟอาชีพไทยมีความเป็นเลิศในระดับทวีปได้ไว้ข้างท้ายของงานวิจัยชิ้นนี้ด้วย