Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 241 - 270 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
บทบาทของการสื่อสารในการเผยแพร่ซีรีส์วายในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ผ่านข่าวออนไลน์และการสนทนาออนไลน์, ชนนิกานต์ พันธกานกุล
บทบาทของการสื่อสารในการเผยแพร่ซีรีส์วายในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ผ่านข่าวออนไลน์และการสนทนาออนไลน์, ชนนิกานต์ พันธกานกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของการสื่อสารในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์วายในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านข่าวสารออนไลน์และการสนทนาออนไลน์ของกลุ่มแฟน งานวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ตามรูปแบบ Convergent Design โดยเก็บข้อมูลข่าวจำนวน 966 บทความจาก 15 แพลตฟอร์มข่าวออนไลน์ ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 และเก็บข้อมูลจาก Pantip, Reddit, X และ Facebook พร้อมใช้วิธีการทางวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงสังคมศาสตร์ในการวิเคราะห์ผล ผลการวิจัยพบว่าแพลตฟอร์มข่าวออนไลน์มักนำเสนอซีรีส์วายไทยในรูปแบบข่าวทั่วไปและข่าวประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของข่าวที่เชื่อมโยงซีรีส์วายกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์พาวเวอร์ และภาพลักษณ์ประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของสื่อกระแสหลักในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แบบบนลงล่าง (Top-down) ในขณะเดียวกัน กลุ่มแฟนคลับมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แบบล่างขึ้นบน (Bottom-up) ผ่านการพูดคุยเกี่ยวกับนักแสดง บทวิจารณ์ โปรเจกต์ของแฟน ๆ การท่องเที่ยวตามรอย รวมถึงการแปลและอธิบายวัฒนธรรมไทยเป็นภาษาต่าง ๆ ทำให้แฟนคลับทำหน้าที่เป็นทั้งผู้บริโภค ผู้สนับสนุนเศรษฐกิจ และผู้ร่วมผลิตเนื้อหาทางวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงซีรีส์วายกับการท่องเที่ยว การบริโภคสินค้าไทย และภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศ ข้อค้นพบทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปว่า ซีรีส์วายไทยมีศักยภาพในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การบูรณาการเชิงนโยบายและโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐยังมีข้อจำกัด และจากการสื่อสารของทั้งสองสื่อดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดการพัฒนากลวิธีการสื่อสารและการพูดถึงยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างเป็นระบบ
การนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้ในการตีความและอุดช่องว่างในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ, กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร
การนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้ในการตีความและอุดช่องว่างในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ, กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้ศึกษาเกี่ยวกับการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้เพื่อตีความและอุดช่องว่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีปัญหาสามข้อที่วิทยานิพนธ์เล่มนี้ต้องค้นหาคำตอบได้แก่ 1. หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมีความหมายและลักษณะตลอดจนมีบทบาทอย่างไรต่อรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร 2. เราสามารถใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และ 3. ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีการนำเอาหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้โดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากการศึกษาพบว่าหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หมายถึงบรรดาแบบแผนเชิงบรรทัดฐานที่มีลักษณะทั่วไป อันเป็นแนวกำหนดนำ (guideline) หรือเป็นเหตุผลในทางปฏิบัติที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจขององค์กรรัฐเกี่ยวกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ โดยหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมีบทบาทและความสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรในลักษณะเป็นเครื่องมือในการตีความหรืออุดช่องว่างบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญอย่างมีประสิทธิภาพ เกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจสอบว่าการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาบังคับใช้โดยศาลรัฐธรรมนูญชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่อาจตรวจสอบได้จากสองหลักเกณ์ คือ 1.เป็นการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญเพื่อตีความหรืออุดช่องว่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และ 2.เป็นการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้แล้วเกิดผลเป็นการกระทบกระเทือนโครงสร้างและหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ โดยเรียกเกณฑ์ในการตรวจสอบนี้ว่า “การใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ”ผลจากการศึกษาเกี่ยวกับการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้โดยศาลรัฐธรรมนูญไทยภายใต้กรอบวิเคราะห์เรื่องการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญพบว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีการนำหลักการทางรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้อันมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและกระทบต่อโครงสร้างและหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอยู่ในหลายคดีด้วยกันโดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขยายเขตอำนาจศาลในการวินิจฉัยคดีต่าง ๆ วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีข้อเสนอแนะว่า 1.ศาลรัฐธรรมนูญควรนำหลักการทางรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาใช้เมื่อมีกรณีปัญหาที่ต้องอาศัยการตีความหรืออุดช่องว่างเกิดขึ้นเท่านั้น โดยศาลต้องค้นหาและสกัดหลักการทางรัฐธรรมนูญจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือโครงสร้างและหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ 2.ศาลรัฐธรรมนูญควรชั่งน้ำหนักคุณค่าและปรับใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญภายใต้หลักความได้สัดส่วน 3.ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 72 กำหนดแบบในคำวินิจฉัยให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องอธิบายที่มาและเนื้อหาทุกครั้งที่มีการใช้หลักการทางรัฐธรรมนูญ 4. ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 5 วรรคสอง โดยกำหนดวิธีการและชื่อของแบบแผนเชิงบรรทัดฐานในทางรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ส่วนแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรม ผู้ซึ่งให้การอุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำคุณประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ, นชยพรรณ บุญชม
ส่วนแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรม ผู้ซึ่งให้การอุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำคุณประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ, นชยพรรณ บุญชม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทในลำดับเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา 1633 เพียงมาตราเดียว โดยกำหนดให้ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ซึ่งปรับใช้กับทุกกรณี จึงส่งผลในกรณีที่มีทายาทร่วมคนใดคนหนึ่งได้อุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่กองมรดกเป็นพิเศษ ที่ต้องรับภาระในการดูแลเจ้ามรดกหรือทรัพย์สินของเจ้ามรดกไม่ให้ลดน้อยถอยลงแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งอาจได้รับความเสียหาย ทั้งทางด้านการเงิน สุขภาพ รวมถึงเสียโอกาสในการทำมาหาได้หรือใช้ชีวิตของตนมากกว่าทายาทร่วมคนอื่น แต่กลับได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกในสัดส่วนเท่ากัน จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อทายาทดังกล่าว แม้ในอดีต กฎหมายมรดกของประเทศไทย ในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา จะมีกำหนดให้บุตรหรือทายาทที่อยู่รักษาไข้ หรือปลงศพ เจ้ามรดก จะมีสิทธิรับมรดกก็ตาม แต่หลักการนี้กลับไม่ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้ในกฎหมายปัจจุบัน งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาหลักกฎหมายของประเทศที่ใช้ระบบซีวิลลอว์ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกฎหมายรับรองสิทธิของทายาทผู้ให้ความช่วยเหลือแก่เจ้ามรดกเป็นพิเศษ โดยให้สิทธิทายาทในการเรียกร้องส่วนแบ่งพิเศษจากกองมรดก โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระยะเวลาการดูแล ความสำคัญของบทบาท และค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไป เป็นต้น ซึ่งคำนึงถึงความเสียสละและคุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อเจ้ามรดกและกองมรดกผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 2 ว่าด้วยสิทธิโดยธรรมในการรับมรดก หมวด 3 การแบ่งส่วนมรดกของทายาทโดยธรรมในลำดับต่าง ๆ โดยการเพิ่มเติม หลักการเรื่อง “ส่วนแบ่งมรดกของทายาทโดยธรรม ผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ” โดยมีหลักการสำคัญในการให้สิทธิทายาทโดยธรรมในการร้องขอส่วนแบ่งมรดกจากการที่ทายาทคนดังกล่าวได้ผู้ให้การอุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดก หรือทำประโยชน์แก่กองมรดกเป็นพิเศษ มากกว่าทายาทร่วมคนอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระหว่างทายาท และเพื่อเป็นการชดเชยความเสียหายหรือการเสียโอกาสของทายาทคนดังกล่าว
ลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในสัญญาก่อสร้างของรัฐ, กอเตย แก้วนิล
ลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในสัญญาก่อสร้างของรัฐ, กอเตย แก้วนิล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ถูกกำหนดให้ใช้แบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐาน (แบบสัญญาก่อสร้างของรัฐ) เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา อย่างไรก็ดีปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือการบังคับใช้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ “เหตุสุดวิสัย” ยังขาดความชัดเจนและครอบคลุมทั้งในแง่ของลักษณะของเหตุสุดวิสัย และผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัย อันประกอบด้วยกรณี 1) เหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างได้ชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความล่าช้าและค่าใช้จ่ายในระหว่างการเกิดเหตุสุดวิสัย 2) เหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้ตามสัญญาก่อสร้างกลายเป็นพ้นวิสัย 3) เหตุที่ไม่อาจคาดหมายทำให้การชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างไม่ถึงกับพ้นวิสัยแต่เป็นภาระหนักขึ้น และ 4) เหตุสุดวิสัยทำให้งานก่อสร้างของรัฐได้รับความเสียหาย ก่อให้เกิดปัญหาการความไม่ชัดเจนและครอบคลุมในการปรับใช้ข้อสัญญา การวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง และภาระความเสี่ยงที่ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะและผลทางกฎหมายของเหตุสุดวิสัยในแบบสัญญาก่อสร้างของรัฐ รวมถึงบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด แนวทางการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการพิจารณาเปรียบเทียบกับแบบสัญญาก่อสร้างมาตรฐานของต่างประเทศ โดยเสนอให้มี (1) การแก้ไขผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างได้ชั่วคราว (2) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน (3) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุสุดวิสัยทำให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัย (4) การกำหนดผลทางกฎหมายกรณีเหตุที่ไม่อาจคาดหมายได้ทำให้การชำระหนี้ในสัญญาก่อสร้างไม่ถึงกับพ้นวิสัยแต่เป็นภาระหนักขึ้น และ (5) การกำหนดหน้าที่ของผู้รับจ้างเพิ่มเติมเพื่อให้มีความครอบคลุม ชัดเจนและเป็นธรรมต่อคู่สัญญา
ปัญหามาตรการคุ้มครองชั่วคราวในชั้นอนุญาโตตุลาการ, วราลี โยธาวิจิตร
ปัญหามาตรการคุ้มครองชั่วคราวในชั้นอนุญาโตตุลาการ, วราลี โยธาวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มาตรการคุ้มครองชั่วคราว เป็นมาตรการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนพิจารณา ก่อนที่คณะอนุญาโตตุลาการจะออกคำชี้ขาด อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีการตีความให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว แต่ด้วยลักษณะสำคัญของมาตรการคุ้มครองชั่วคราว จำเป็นต้องใช้อำนาจรัฐในการบังคับแก่คู่พิพาทฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นผู้ศึกษาจึงมุ่งศึกษาถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวและการบังคับตามคำสั่งระหว่างคณะอนุญาโตตุลาการและศาล ตลอดจนการการควบคุมการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่คู่พิพาททั้งสองฝ่าย จากการศึกษาพบว่า มาตรการดังกล่าวไม่ใช่บทบัญญัติที่มีลักษณะเด็ดขาด คู่พิพาทสามารถตกลงให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวได้ตามหลักความประสงค์ของคู่ความ (Party Autonomy) แต่การใช้อำนาจนี้มีลักษณะเป็นการกระทำของศาล (un acte juridictionnel) เช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้อำนาจดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมตรวจสอบและกำหนดหลักเกณฑ์การออกคำสั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้คณะอนุญาโตตุลาการออกคำสั่งตามอำเภอใจ อันอาจกระทบต่อสิทธิของคู่พิพาทฝ่ายที่ต้องถูกบังคับตามคำสั่งในระหว่างที่ยังไม่มีการชี้ขาด นอกจากนี้คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจในการบังคับเช่นเดียวกันกับศาล ทำให้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ออกมามีปัญหาในแง่ของการบังคับใช้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ปรากฎว่ามีบทบัญญัติใดให้อำนาจแก่คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว รวมถึงการบังคับตามคำสั่งดังกล่าว ดังนั้นผู้ศึกษาเห็นว่า หากประเทศไทยต้องการพัฒนากฎหมายอนุญาโตตุลาการ โดยให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อเป็นมาตรการหนึ่งในการดึงดูดนักลงทุน จึงจำเป็นที่อย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำหนดการควบคุมขอบเขตการใช้อำนาจ รวมถึงการตรวจสอบคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของคณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่พิพาทแล้ว ยังช่วยส่งเสริมความน่าเชื่อถือของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
หน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลอาคารชุดต่อเจ้าของห้องชุด: ศึกษากรณีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเกี่ยวกับการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง, พรรณอร หว่างตระกูล
หน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลอาคารชุดต่อเจ้าของห้องชุด: ศึกษากรณีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดเกี่ยวกับการจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง, พรรณอร หว่างตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาขอบเขตหน้าที่และความรับผิดของนิติบุคคลอาคารชุดตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โดยวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของกฎหมายที่ส่งผลให้การจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งศึกษากฎหมายเปรียบเทียบของประเทศสิงคโปร์และมลรัฐฟลอริดา ซึ่งมีกลไกด้านมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารชุดที่พัฒนากว่า ผลการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 กำหนดหน้าที่ของนิติบุคคลอาคารชุดไว้เพียงในระดับ ‘กรอบวัตถุประสงค์’ โดยยังขาดหลักเกณฑ์เชิงปฏิบัติที่ชัดเจนและกลไกการบังคับใช้ที่มีประสิทธิผล ทำให้หน้าที่ดังกล่าวไม่สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงอย่างสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคลอาคารชุดขึ้นเพื่อคุ้มครองเจ้าของห้องชุดทั้งหมดให้ได้รับประโยชน์ร่วมในการใช้ทรัพย์ส่วนกลางอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ยังพบปัญหาข้อจำกัดในการเยียวยาความเสียหาย ซึ่งทำให้ภาระสุดท้ายมักย้อนกลับไปสู่เจ้าของห้องชุดเอง โดยไม่มีกลไกป้องกันภาระดังกล่าว เช่น ระบบประกันภัยภาคบังคับที่ช่วยกระจายความเสี่ยงให้แก่เจ้าของห้องชุด ขณะที่กฎหมายว่าด้วยอาคารชุดของประเทศสิงคโปร์และมลรัฐฟลอริดา ได้กำหนดหน้าที่ในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม ตลอดจนมีกลไกบังคับใช้ที่เข้มแข็งกว่า รวมทั้งมีระบบการเยียวยาความเสียหายที่สามารถลดภาระของเจ้าของห้องชุดได้ซึ่งคือระบบประกันภัยภาคบังคับ จากผลการศึกษา ผู้เขียนเสนอให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 โดยออก กฎกระทรวงกำหนด ‘สาระสำคัญขั้นต่ำ’ ที่ต้องปรากฏในข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด เช่น หน้าที่ตรวจสอบอาคาร การจัดทำแผนบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลาง การประเมินเงินกองทุนสำรองให้สอดคล้องกับสภาพของทรัพย์ส่วนกลาง การจัดทำประกันภัยภาคบังคับ และหลักเกณฑ์การทำสัญญาบริหารจัดการ นอกจากนี้ ผู้เขียนเสนอให้มีการกำหนดโทษอาญาต่อผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อสร้างสภาพบังคับของหน้าที่ตามกฎหมายและข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด รวมทั้งเสนอแนวคิดการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลอาคารชุด เพื่อทำหน้าที่การกำกับดูแลและติดตามการบริหารจัดการอาคารชุด ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ บังคับใช้กฎหมาย และระงับข้อพิพาทเฉพาะด้านระหว่างเจ้าของห้องชุดกับนิติบุคคลอาคารชุด
หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ศึกษากรณีการทดลองทางการแพทย์ในเด็ก, สุภาภรณ์ แสงก่ำ
หลักประโยชน์สูงสุดของเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศ: ศึกษากรณีการทดลองทางการแพทย์ในเด็ก, สุภาภรณ์ แสงก่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์นั้นได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยกลไกสำคัญก็คือการทดลอง ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทางด้านการผลิตยารักษาโรค การทดลองเกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการรักษา การทดลองเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยโรค เป็นต้น โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)จะเห็นได้ว่าการทดลองทางการแพทย์เกี่ยวกับวัคซีน ยารักษาโรคและวิธีการรักษา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการรักษาชีวิตผู้คนมากมายทั่วโลก การทดลองทางการแพทย์ในเด็ก ซึ่งเด็กเป็นผู้มีความสามารถอย่างจำกัด ด้วยเหตุที่สติปัญญาและร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถทำความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองที่ได้รับได้อย่างถ่องแท้ จึงจักต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ และในทางระหว่างประเทศได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ซึ่งมีหลักการที่สำคัญในการให้ความคุ้มครองตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก (The Best Interest of the Child) ในมาตรา 3(1) นั้น การทดลองทางการแพทย์ที่ด้วยวัตถุประสงค์ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถูกทดลองโดยตรง อีกทั้งเป็นการกระทำที่กระทบต่อร่างกาย มีโอกาสเกิดความเสียหายและผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้เข้าร่วมทดลองโดยตรง เมื่อพิจารณาตามหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กแล้ว การทดลอง ทางการแพทย์ในเด็กขัดกับหลักการดังกล่าวหรือไม่ และมีแนวทางในการคุ้มครองเด็กในการทดลองทางการแพทย์อย่างไร เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย, สุพักตร์ ม่วงเล็ก
แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย, สุพักตร์ ม่วงเล็ก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์ความยากจนหลายมิติของโลกและประเทศไทย มาตรฐานสากลและมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทยในการขจัดความยากจนหลายมิติผ่านการวิเคราะห์กฎหมายใน 4 มิติความยากจน ได้แก่ มิติการศึกษา, มิติการใช้ชีวิตในแบบที่ดีต่อสุขภาพ, มิติความเป็นอยู่ และมิติความมั่นคงทางการเงิน รวมทั้งนโยบายและมาตรการที่สร้างกลไกสนับสนุนกฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติดังกล่าว ผ่านเกณฑ์ความสอดคล้องของกฎหมายต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อจัดทำข้อเสนอเป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติที่เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยและสอดคล้องกับบริบทโลก จากการศึกษาพบว่ากฎหมายลดความยากจนหลายมิติที่บังคับใช้ในประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG1 และหมุดหมายที่ 9 ของแผนการพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 อยู่หลายประการ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่กฎหมายลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานอย่างการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐาน (SPF) และหลักประกันการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน (Basic Services) ขาดการวางกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนกฎหมายอย่างการระดมทุนจากหลากหลายแหล่งที่มา ขั้นตอนการรับความช่วยเหลือที่ยังไม่เอื้อต่อคนยากจน กฎหมายซ้ำซ้อนในรูปแบบของการให้เงินอุดหนุนเพื่อความช่วยเหลือในระยะสั้น นำมาสู่แนวทางการพัฒนากฎหมายลดความยากจนหลายมิติถึง 15 แนวทาง โดยมีแนวทางที่สำคัญ ได้แก่ ยกเลิกระเบียบเงินอุดหนุนที่ซ้ำซ้อนและรวมงบประมาณเป็นเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีจำนวนเงินเท่ากับเส้นความยากจนมอบแก่คนยากจนขั้นรุนแรงก่อนเป็นกลุ่มแรก เป็นไปตามหลักการพื้นฐานของ SDGs และยังเป็นการเพิ่มเสถียรภาพความมั่นคงทางการคลังให้กับประเทศได้อีกด้วย ยกเลิกระบบลงทะเบียนและเปลี่ยนมาเป็นระบบการยืนยันตัวตนเพื่อพัฒนาขั้นตอนรับความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนยากจนเพื่อให้คนยากจนเข้าถึงสิทธิได้ยิ่งขึ้น แก้ไขระเบียบที่กำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือนักเรียนยากจนให้มีจำนวนไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจนโดยต้องจ่ายตรงแก่ผู้ปกครองเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน SPF และพัฒนากฎหมายด้านที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมการพื้นที่ชนบทเพื่อให้คนยากจนเข้าถึง Basic Services ได้ครบถ้วน นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้เสนอแนวทางการจัดทำกฎหมายหรือมาตรการที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่จัดหางานที่เหมาะสมกับข้อจำกัดของคนยากจนแต่ละมิติเพื่อให้คนยากจนได้พึ่งพาตนเอง อันเป็นการแก้ปัญหาความยากจนที่ต้นเหตุในระยะยาว การพัฒนากฎหมายเช่นนี้ย่อมช่วยให้คนยากจนในประเทศไทยเข้าถึงสิทธิและมีศักดิ์ศรีเสมอภาคกับบุคคลอื่นในสังคมได้
ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ
ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบแนวความเห็นของนักวิชาการของต่างประเทศ รวมถึงมาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในระบบการขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยยังคงมีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หากมีความเสียหายอันเกิดจากการใช้งานรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในประเทศไทยสามารถนำประมวลกฎหมายอาญามาปรับใช้ได้อยู่บ้าง แต่อาจยังไม่เพียงพอเนื่องจากการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่ารถยนต์ทั่วไป ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงเสนอให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีความรับผิดทางอาญาสำหรับกรณีดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยกำหนดให้ผู้ขับขี่มีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ก่อนนำมาใช้งานและหน้าที่ในการควบคุมหรือแทรกแซงรถยนต์ขณะใช้งาน ส่วนผู้ประกอบการมีหน้าที่ผลิตรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ 6/1 อันเป็นลักษณะความผิดเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อทำให้เกิดความชัดเจน แน่นอน และสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์
ผลของโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ออาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, เขมสุพิชญา กิตติกูลวรพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยจิตเภทอายุระหว่าง 20-59 ปี อาศัยอยู่กับครอบครัว ซึ่งเข้ารับการรักษาที่แผนกกลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 60 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงได้มาจากเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 30 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินอาการทางจิต (PANSS-T) มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 4) แบบวัดการรับรู้ความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ .92 5) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ .85 และค่า CVI ได้เท่ากับ 1 เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของอาการทางบวกของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการความเครียดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.74, df = 29, p
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก
ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม, เสาวลักษณ์ ดอกลำเจียก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดต่อความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระบบทางเดินอาหารทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบนัดหมายล่วงหน้าที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 คน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการให้ข้อมูลก่อนการผ่าตัดโดยใช้สื่อวีดิทัศน์ชุดชมห้องผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรม แบบสอบถามความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ (The State Anxiety Inventory (STAI) From Y) มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.81 และแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนสิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t= 10.082, pp<.001) และเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองพบว่าค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดเปิดช่องท้องทางศัลยกรรมหลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=19.145, p<.001)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจกับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพอายุ 22-29 ปี จำนวน 189 คน จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง โดยใช้แบบสอบถาม Google form จำนวน 1 ชุด 5 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจ แบบสอบถามความตั้งใจคงอยู่ในองค์การ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98, .94, .89, 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Chi-square และรายงานขนาดความสัมพันธ์ด้วย Phi coefficient ผลการวิจัยพบว่า 1) ความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 189 คน ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะคงอยู่ในองค์การ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และกลุ่มที่ตั้งใจจะลาออกจากองค์การคิดเป็นร้อยละ 29.60 2) ภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (χ² = 59.93, χ² = 46.95, χ² = 14.87) ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (Phi = .56, Phi = .50) และความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์ปานกลาง (Phi = .28)
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการและการนวดกดจุดต่อการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในหอผู้ป่วยวิกฤติ, กัญญารัตน์ อรรถสิงห์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ในวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนักที่ได้รับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง เข้ารับการรักษาตัวที่หอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมในโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 ราย และกลุ่มทดลอง 22 ราย จับคู่ ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกันในเรื่องของเพศ ดัชนีมวลกาย และระดับโพแทสเซียมในเลือดหลังผ่าตัด โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุด โดยการเคลื่อนไหวร่างกายวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที ร่วมกับการนวดกดจุดบริเวณจุด Zusanli (ST-36) วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการนวดกดจุดร่วมกับการจัดการอาการที่ออกแบบเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้หลังผ่าตัด และแบบประเมินการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ ซึ่งผ่านการทดสอบความเที่ยง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann–Whitney U test และ Friedman test ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการฟื้นตัวด้านการทำหน้าที่ของลำไส้ในช่วงวันที่ 1 ถึง 5 หลังผ่าตัดของผู้ป่วยที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสูงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p < 0.05) (x² = 82.13, p < 0.001 และ x² = 5.62, p < 0.001 ตามลำดับ)
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เพศชายและเพศหญิง อายุ 20 - 75 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94, 1 และ 1 และค่าความเชื่อมั่นโดยแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี .744 และ .719 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดของผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว, จิราวรรณ วชิรศักดาเดช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยา ได้แก่ อายุ ความรู้ ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา ภาวะโรคร่วม และสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิด warfarin จำนวน 90 คน ที่มารับบริการ ณ แผนกผู้ป่วยนอกโรคหัวใจ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลราชวิถี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความร่วมมือในการรับประทานยา 3) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับยา 4) แบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา 5) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา 6) แบบสอบถามภาวะโรคร่วม และ 7) แบบสอบถามสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .88, .94, 1.00, 1.00 และ 1.00 ตามลำดับ ส่วนแบบสอบถามภาวะโรคร่วมเป็นแบบประเมินมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .792, .758, .790, .811, .811 และ .934 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (Mean = 28.29, SD = 2.90) และปัจจัยที่สามารถทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้ (β = .297, p < .01) การรับรู้อุปสรรคในการรับประทานยา (β =–.342, p < .01) ความเชื่อเกี่ยวกับความจำเป็นของยา (β = .255, p < .01) และภาวะโรคร่วม (β =–.178, p < .05) โดยสามารถร่วมกันทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาได้ร้อยละ 57.5 (Adjusted R² = .575, p < .05) ส่วนอายุและสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรการแพทย์พบว่าไม่สามารถร่วมทำนายความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วยได้
การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์
การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา จำนวน 19 คน ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะกรรมการชมรมวิสัญญีแห่งประเทศไทย จำนวน 3 คน คณะกรรมการการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญเฉพาะทางทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ด้านการให้ยาระงับความรู้สึก จำนวน 2 คน หัวหน้างานวิสัญญีพยาบาล จำนวน 4 คน วิสัญญีพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 27 ข้อ 2) ด้านการบริหารยาทางวิสัญญี จำนวน 10 ข้อ 3) ด้านการจัดการความปลอดภัยและการบริหารความสี่ยงทางวิสัญญี จำนวน 14 ข้อ 4) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการดูแลผู้ป่วย จำนวน 7 ข้อ 5) ด้านภาวะผู้นำและการใช้เทคโนโลยี จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 8 ข้อ และ 7) ด้านจรรยาบรรณ และกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้าน (อาการขาดสมาธิ, อาการอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และอาการดื้อต่อต้าน) ของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ หลังได้รับโปรแกรมฯทันที และหลังได้รับโปรแกรมฯ 1 เดือน และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ตามเกณฑ์ ICD-10 ว่าเป็นโรคสมาธิสั้นและครอบครัวที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 ราย โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสาน 2) แบบประเมินอาการสมาธิสั้น SNAP-IV และ 3) แบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และการทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Bonferroni กำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติเฉพาะในระยะหลังการทดลอง 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด, ณัฏฐณิชา พูลเพิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาการวางแผนดูแลล่วงหน้าของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้โอกาสเสี่ยงเมื่อไม่มีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้ประโยชน์เมื่อมีการวางแผนดูแลล่วงหน้า การรับรู้อุปสรรคต่อการวางแผนดูแลล่วงหน้า อายุ เพศ การรับรู้พยากรณ์โรค ระยะของโรคมะเร็งปอด และ การได้รับการปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์กับการวางแผนดูแลล่วงหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 162 คน ซึ่งเลือกจากโรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานครแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ส่วน วิเคราะห์ด้วยสถิติสถิติทีอิสระ ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดมีการวางแผนดูแลล่วงหน้าระดับปานกลาง (Mean = 50.53, SD = 13.40) ปัจจัยที่สัมพันธ์เชิงบวกกับการวางแผนดูแลล่วงหน้า ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการวางแผนดูแลล่วงหน้า (r = .38, p .05) ระยะของโรค (F = 2.00, df = 3, p > .05) และเพศ (t = -1.53 p > .05)
ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา
ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ, ณัฐธิดา โทสวัสดิ์
การศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ, ณัฐธิดา โทสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลหัวหน้าเวร หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 บทบาท จำนวน 82 ข้อรายการ ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญระดับมากที่สุด จำนวน 81 ข้อรายการ (MD : 4.61-4.76, IR : 0.25-0.87 ) และความสำคัญระดับมาก จำนวน 1 ข้อ (MD : 4.36, IR : 0.83) ดังนี้ 1) ผู้นำทีมพยาบาลและพัฒนาคุณภาพ จำนวน 11 ข้อ 2) ผู้ประสานงานและสร้างเครือข่ายการดูแลสหวิชาชีพ จำนวน 11 ข้อ 3) ผู้เชี่ยวชาญการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤตหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 10 ข้อ 4) ผู้พิทักษ์สิทธิและให้การพยาบาลแบบองค์รวม จำนวน 10 ข้อ 5) ผู้จัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน จำนวน 9 ข้อ 6) ผู้ส่งเสริมการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และนวัตกรรม จำนวน 9 ข้อ 7) ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ จำนวน 8 …
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่ออาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, ธัญชนก ปัททุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบต่อความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการด้วยวิธีการอมน้ำแข็งกระเจี๊ยบ ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ซึ่งครอบคลุมการประเมินอาการ การให้ความรู้ และการจัดการกับอาการ โดยโปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และเครื่องมือประเมินอาการกระหายน้ำแบบตัวเลขซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงด้วยวิธี test-retest และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันได้ค่า r = 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test และ Repeated-measures ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอาการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และค่าเฉลี่ยคะแนนความรุนแรงของอ าการกระหายน้ำของกลุ่มทดลองที่เวลา 11.00 น. และ 17.00 น. ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน, ธันพิชา บัวชาติ
ผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียน, ธันพิชา บัวชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการให้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัดต่ออุณหภูมิกายและพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักและเด็กวัยก่อนเรียนที่มีไข้ 30 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับพาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร่วมกับพาราเซตามอล กลุ่มละ 15 คู่ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการจัดการภาวะไข้ร่วมกับการให้พาราเซตามอลและการเช็ดตัวด้วยน้ำย่านางสกัด 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 3)แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลเด็กของผู้ดูแลเด็กอายุ 1-5 ปี ที่มีไข้ และ 4) แบบประเมินทักษะการจัดการภาวะไข้ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ One-way repeated measure ANOVA with Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายของเด็กกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับก่อนการทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะทันที 30 นาที และ 60 นาทีหลังการทดลอง (p< .0125) ทั้งสองกลุ่มมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิกายลดลงทันทีหลังการทดลอง (<37.5 °C) แต่ไม่ลดลง ต่อเนื่อง แสดงว่าการเช็ดตัวเพียงครั้งเดียวร่วมกับพาราเซตามอลยังไม่เพียงพอในการควบคุมไข้ ระยะยาว ควรมีการติดตามและเช็ดตัวซ้ำเป็นระยะ นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแล เด็กของผู้ดูแลในกลุ่มทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระยะจำหน่ายกลับบ้านเมื่อเทียบกับ ก่อนการทดลอง (p< .0167) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างในทุกระยะ
ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมโดยผู้ดูแลมีส่วนร่วมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน, ธีรนาฏ จันคง
ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมโดยผู้ดูแลมีส่วนร่วมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน, ธีรนาฏ จันคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม และเพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน กลุ่มทดลองได้รับวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน 2) แบบสังเกตทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียน 3) แบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม โดยใช้แบบประเมิน Stanford Social Dimensions Scale(SSDS 1.0) (Phillips et al, 2019) เครื่องมือทั้งหมด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยแบบสังเกตทักษะทางสังคม และแบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .89 และ .98 ตามลำดับ นอกจากนี้ ตรวจสอบความเที่ยงได้เท่ากับ .92 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที ผลการศึกษาพบว่า 1.คะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนหลังเข้าโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 13.81, SD = 2.63) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 10.24, SD = 1.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-8.82, df=20, p<.05) 2. คะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนหลังเข้าโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบ ส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 13.81, SD = 2.63) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ( X = 9.38, SD = 1.46) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=6.597, df=31.331, P<.05)
ผลของโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภท, ธีรศักดิ์ ทรายคำ
ผลของโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาในผู้ป่วยจิตเภท, ธีรศักดิ์ ทรายคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา และ 2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษากับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภทมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยในระยะคงสภาพเตรียมจำหน่ายที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ให้ผู้ป่วยจิตเภทมีคุณลักษณะที่ใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและระยะเวลาการเจ็บป่วยแล้วถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา 2) แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา และ 3) แบบประเมินการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษา โดยเครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .81 และ .88 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .82 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเพิ่มการหยั่งรู้เกี่ยวกับการรักษาสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน, นิชาภา พุมสอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด และความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความพร้อมของผู้ดูแล และการสนับสนุนทางสังคม กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ป่วยเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ป่วยเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง จำนวน 123 คน และ 2) ผู้ดูแล จำนวน 123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสำหรับผู้ที่เป็นเนื้องอกสมอง ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับ แบบสอบถามความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 2) แบบสอบถามสำหรับผู้ดูแล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามความพร้อมของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X =69.90, SD = 2.36) คุณภาพการนอนหลับ ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพร้อมของผู้ดูแล มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .405, .500, .306, และ .368 ตามลำดับ; P < .001) ส่วนการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองในระยะการเปลี่ยนผ่านฯ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนการฟื้นตัว ดังนั้น พยาบาลควรพัฒนาแนวทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัดของผู้ที่เป็นเนื้องอกสมองที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศชายและเพศหญิงมีอายุระหว่าง 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ มีระดับ NYHA Class II - III มีสติสัมปชัญญะการรับรู้ดี อ่านออกเขียนได้สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง และมาติดตามการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกันโดยการจับคู่ (Matched pairs) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเป็น COPD และ NYHA Functional class กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน คู่มือการใช้โปรแกรมฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินอาการหายใจลําบาก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการหัวใจล้มเหลว ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .71 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน มีคะแนนอาการหายใจลำบากน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
สถาปัตยกรรมสมัยใหม่กับการก่อตัวของสถาบันทางศิลปะและวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร ช่วงพ.ศ.2504-2517, กฤตธี วงศ์มณีโรจน์
สถาปัตยกรรมสมัยใหม่กับการก่อตัวของสถาบันทางศิลปะและวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร ช่วงพ.ศ.2504-2517, กฤตธี วงศ์มณีโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทยเป็นแนวทางที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดขึ้นภายใต้บริบทที่มีความเฉพาะตัวของประเทศไทย เป็นผลจากสถานะทางการเมืองการปกครองของไทยในฐานะประเทศที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกแทรกแซงจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเวียดนาม (พ.ศ.2497–2518) จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการศึกษาที่ผ่านมาล้วนใช้วิธีการศึกษาสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในภาพกว้าง และชี้ให้เห็นว่าปัจจัยจากต่างประเทศ ได้แก่ การศึกษาของสถาปนิก และอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกานั้นมีบทบาทสำคัญ การศึกษาในครั้งนี้เลือกใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบ (comparative method) อาคารกรณีศึกษาประเภทสถาบันทางศิลปะและวัฒนธรรม (cultural institution) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สถาปัตยกรรม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดขึ้นของสถาบันทางศิลปะและวัฒนธรรมในกรุงเทพมหานคร ซึ่งออกแบบด้วยแนวทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ และบทบาทของความเคลื่อนไหวทางศิลปะที่ส่งผลต่อสถาปัตยกรรม คัดเลือกอาคารกรณีศึกษา จำนวน 3 อาคาร ได้แก่ อาคารบริติชเคาน์ซิล (พ.ศ.2513) ห้องสมุดสถาบันภาษาเอยูเอ (พ.ศ.2513) และหอศิลป พีระศรี (พ.ศ.2517) ใช้การวิเคราะห์ตัวสถาปัตยกรรมเอง ร่วมกับหลักฐานชั้นต้นประเภท สูจิบัตรนิทรรศการศิลปะ แบบสถาปัตยกรรม และภาพถ่ายทางอากาศ ร่วมกับหลักฐานชั้นรองประเภท หนังสือ บทความ และวิทยานิพนธ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยมีปัจจัยหลักคือ ผู้อุปถัมภ์ บริบทของที่ตั้ง ภูมิหลังของสถาปนิก และหน้าที่ใช้สอย เป็นกรอบในการศึกษาวิเคราะห์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกามิได้เป็นประเทศเดียวที่มีบทบาทต่อประเทศไทยในช่วงสงครามเย็น ประเทศในกลุ่มเสรีนิยมอื่นต่างเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยเช่นกัน ด้วยการใช้การทูตวัฒนธรรมผ่านการก่อตั้งสถาบันทางศิลปะและวัฒนธรรมในประเทศไทย และความเคลื่อนไหวทางศิลปะในประเทศไทยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่ง ทั้งศิลปะและสถาปัตยกรรมมีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือศิลปะและสถาปัตยกรรมต่างปฏิเสธการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ของชาติ และมุ่งไปที่แก่นแท้ของศาสตร์ทั้งสองมากกว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยแวดล้อม อันประกอบไปด้วย สภาวะสงครามเย็นในประเทศไทย บริบทของที่ตั้ง สภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีการก่อสร้าง และปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ สถาปนิก และผู้อุปถัมภ์
นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์, ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์
นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์, ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตรจากไม้ลำไย ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) สู่การสร้างนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพ ตามแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ บีซีจี (2) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบตราสินค้าและผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น: ซิลเลนเนียลส์ (3) เพื่อสร้างต้นแบบแนวคิดโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการและ นักออกแบบรุ่นใหม่ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพจากสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตร งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมทั้งการทดลองทางด้านวัสดุศาสตร์ ผลวิจัยพบว่าสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตรไม้ลำไยในพื้นที่ NEC สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุชีวภาพเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยผลจากผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเป็นวัสดุคอมโพซิสชีวภาพ ร้อยละ 95 เส้นใยจากเซลลูโลสและ พอลิเมอร์ชีวภาพ ร้อยละ 90 ผ่านการผสมวัสดุชีวภาพ เช่น พอลิแลคติกแอซิด หรือยางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มสมบัติเชิงกลและความเป็นไปได้ในการผลิต ผลวิจัยทำให้เกิดนวัตกรรม 5 รูปแบบดังนี้ (1) ผงเซลลูโลสจากเนื้อไม้ลำไย (CMC) (2) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมยางพาราด้วยกระบวนการอัดรีด (3) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมพลาสติกชีวภาพด้วยกระบวนการอัดรีด (4) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมพลาสติกชีวภาพด้วยการขึ้นรูปแบบการปั่นเส้นด้ายด้วยความร้อน และ (5) สิ่งทอชีวภาพจากเส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไย ผลการประเมินด้านการออกแบบจากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายและการวิเคราะห์ชุดข้อมูลเปเปอร์ดอล์ พบว่ากลุ่มซิลเลนเนียลส์สนใจสตรีทสไตล์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.45 รองลงมาคือฟิวเจอริสติก 4.03 และสไตล์กีฬา 3.77 สอดคล้องกับผลจากผู้เชี่ยวชาญคือสตรีทสไตล์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.40 และโครงสร้างโอเวอร์ไซส์ ค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.60 สนใจการผสมผสานวัสดุ มีค่า 4.60 รูปแบบมีความเฉพาะตัว ร้อยละ 90.84 ลวดลายโดดเด่น ร้อยละ 88.19 ยังพบว่าร้อยละ 96.87 สนใจเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจากทุนทางวัฒนธรรมล้านนา ด้านมิติด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า ร้อยละ 85 ให้ความสำคัญกับวัสดุนวัตกรรมสีเขียว สู่การออกแบบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน การพัฒนาต้นแบบโมเดลธุรกิจพบว่ามีความชัดเจนของโมเดล ค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.60 ความเข้าใจง่ายของโครงสร้างค่าเฉลี่ย 4.55 และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง ค่าเฉลี่ย 4.50 พร้อมการยืนยันว่าการสร้างแบรนด์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุด ร้อยละ 90 รองลงมาคือการตลาดดิจิทัล ร้อยละ 80 และการตลาดแบบกลุ่มเฉพาะ ร้อยละ 75 ดังนั้นโมเดลที่พัฒนานี้สามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพในกระบวนการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: ตับเรื่องน้ำไหลไทลื้อ, รัชดา ขัตติสะ
การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: ตับเรื่องน้ำไหลไทลื้อ, รัชดา ขัตติสะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของผ้าซิ่นชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ เรื่อง ตับเรื่องน้ำไหลไทลื้อ ผลการศึกษาพบว่า พัฒนาการของผ้าซิ่นชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย ระยะแรกสืบทอดมาจากเมืองอู สิบสองปันนาเป็นผ้าซิ่นตางอย โครงสร้างมี 8 ส่วน คือ หัวซิ่น ลายก่าน ลายตาหมู่ขนาดใหญ่ แถบตางอย ลายตาหมู่ขนาดกลาง แถบตานิล ลายตาหมู่ขนาดเล็ก และตีนซิ่น ลักษณะเด่นคือแถบตางอยและแถบตานิล ทอด้วยการขัดสานลายหนึ่ง ระยะต่อมามีพัฒนาการเป็นผ้าซิ่นลายน้ำไหล โครงสร้างคงเดิม แต่นำลวดลายหลักที่ทอด้วยกลวิธีการทอเกาะมาแทนที่แถบตางอย ส่วนลายประดับอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการนำสิ่งที่พบเห็นในสภาพแวดล้อมรอบตัวมาบันทึกไว้บนผืนผ้า การผลิตผ้าซิ่นตั้งแต่ทศวรรษที่ 2550 คือผ้าซิ่นร่วมสมัย โครงสร้างคงเดิม มีพัฒนาการด้านการขยายพื้นที่ลวดลาย การออกแบบลวดลายที่ซับซ้อนขึ้น การให้ความสำคัญกับโทนสี และการพัฒนากลวิธีการทอเกาะผสมจก การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: ตับเรื่องน้ำไหลไทลื้อ เป็นการนำพัฒนาการของผ้าซิ่นชุมชนไทลื้อศรีดอนชัยมาประพันธ์เป็นทำนอง แบ่งเป็น 3 ช่วง 11 เพลง ได้แก่ ช่วงที่ 1 โครงสร้างมาตรฐานของผ้าซิ่นชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย ช่วงที่ 2 พัฒนาการของผ้าซิ่นชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย ช่วงที่ 3 เอกลักษณ์ผ้าซิ่นชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย การประพันธ์ใช้วิธีการถอดบทร้องและวิธีการประพันธ์แบบขนบภักดิ์สบสมัยและแบบบุกไพรเบิกทาง กลุ่มเสียงที่ใช้มากที่สุดคือทางเพียงออบน รองลงมาคือทางกลาง และทางเพียงออล่าง วงดนตรีที่ใช้คือวงดนตรีพื้นเมืองเหนือผสมซออู้ ขลุ่ยเพียงออ และปี่ลื้อ