Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 271 - 300 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ความต้องการ โอกาสและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมา, ณภัทร นิวาศะบุตร
ความต้องการ โอกาสและข้อจำกัดของผู้ประกอบการ ในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมา, ณภัทร นิวาศะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองเก่านครราชสีมา โดยเฉพาะย่านถนนจอมพล เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม แม้ได้รับการประกาศเป็นเขตเมืองเก่าและจัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์ รวมถึงมีการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ยังไม่ประสบผลสำเร็จ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งศึกษาสภาพปัจจุบัน โอกาส และข้อจำกัดในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์เชิงอนุรักษ์ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ 7 กรณีศึกษา หน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อเสนอแนวทางอนุรักษ์ที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการจำนวน 5 ใน 7 รายมีความต้องการปรับปรุงอาคาร ขณะที่ 1 รายไม่ประสงค์ปรับปรุงเพิ่มเติมเนื่องจากได้ดำเนินการไปแล้ว และอีก 1 รายไม่มีความต้องการปรับปรุง โดยความต้องการหลักของผู้ประกอบการมุ่งเน้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารให้คงลักษณะดั้งเดิมควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน อาคารกรณีศึกษาทั้งหมด 4 หลัง ประกอบด้วยอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 หลัง และอาคารไม้ 1 หลัง ซึ่งพบว่ามีการใช้ประโยชน์พื้นที่ไม่เต็มศักยภาพ ทั้งในด้านพื้นที่และช่วงเวลาใช้งาน โดยพื้นที่ที่ถูกใช้งานหลักคือส่วนพาณิชยกรรมเพื่อประกอบกิจการ ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการเพียง 2 รายที่มีผลประกอบการต่ำกว่าเป้าหมาย เจ้าของอาคารทั้งหมดมีเครือญาติอาศัยอยู่ใกล้เคียงแต่ยังไม่มีแผนการสืบทอดอาคารหรือกิจการที่ชัดเจน ขณะที่ผู้เช่าพบว่ามีเพียง 1 รายที่มีเครือญาติอยู่ในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการทุกรายมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แม้ว่าวิธีการแสดงออกจะมีความหลากหลายแตกต่างกันไป ในด้านโอกาสและข้อจำกัด ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความต้องการปรับปรุงอาคาร และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการอนุรักษ์ แม้อาคารจะถูกใช้งานไม่เต็มศักยภาพ ทั้งด้านพื้นที่และเวลา ผู้ประกอบการมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างมั่นคง สะท้อนศักยภาพของทำเล แต่ข้อจำกัด คือ เจ้าของอาคาร ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาที่ชัดเจน และผู้เช่าอาคาร มีข้อจำกัดจากกระบวนการเช่าระยะสั้น ที่ไม่ชัดเจน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้จะมีบทบาทสนับสนุนในระดับนโยบาย แต่ยังขาดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในระดับท้องถิ่น ส่งผลให้กระบวนการมีส่วนร่วมไม่ต่อเนื่อง และภาคประชาชนยังขาดงบประมาณในการขับเคลื่อน ดังนั้น โอกาสในการปรับปรุงอาคารพาณิชย์ ในเมืองเก่านครราชสีมาจึงจำกัดอยู่ในระดับรายกิจการ มากกว่าระดับระบบหรือนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นวงกว้างและยั่งยืน จากการศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ของเมืองเก่าภูเก็ต แนวคิด “มาจิซึคึริ” (Machizukuri) จากญี่ปุ่น และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในเมืองเก่าน่าน พบว่า การรวมกลุ่มของภาคประชาชน และกลไก การสนับสนุนจากภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติและเชิงนโยบาย ที่เน้นการบูรณาการระหว่างกลไกจากภาครัฐและการขับเคลื่อนจากภาคประชาชน ในเชิงปฏิบัติควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดแนวทางการพัฒนาที่มาจากพื้นที่ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การอนุรักษ์เกิดความยั่งยืนและสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในอนาคต
การศึกษากระบวนการดำเนินงาน การตกแต่งภายในอาคารระหว่างที่มีการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการปรับปรุงอาคารส่วนให้บริการผู้ป่วยนอก, ประภาภรณ์ จงเชี่ยวชาญวิทย์
การศึกษากระบวนการดำเนินงาน การตกแต่งภายในอาคารระหว่างที่มีการใช้งาน กรณีศึกษาโครงการปรับปรุงอาคารส่วนให้บริการผู้ป่วยนอก, ประภาภรณ์ จงเชี่ยวชาญวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาคาร ภปร เป็นอาคารที่ต้องมีการเปิดใช้งานต่อเนื่องเพื่อรองรับการรักษาของผู้ใช้บริการ การใช้งานอาคารที่ยาวนานนั้นย่อมส่งผลให้อาคารนั้นเกิดความเสื่อมของอาคารที่ตามมา จึงทำให้มีโครงการจ้างปรับปรุงคลินิกผู้ป่วยนอกเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงให้ส่วนการให้บริการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลได้มาตรฐานและเป็นสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งในโครงการจ้างปรับปรุงคลินิกผู้ป่วยนอกนั้น เป็นโครงการปรับปรุงระหว่างที่อาคารยังมีการเปิดใช้งานรับรองการรักษาของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ส่งผลให้โครงการปรับปรุงอาคาร ภปร นี้อาจมีความแตกต่างจากโครงการปรับปรุงทั่วไป จากผลการศึกษาพบว่าโครงการปรับปรุงอาคารสถานพยาบาลที่มีลักษณะเป็นอาคารสูง ที่มีการใช้งานเป็นระยะยาว จำเป็นต้องมีการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายผู้บริหารโครงการ (PM) ฝ่ายผู้บริหารจัดการงานก่อสร้าง (CM) และฝ่ายผู้บริหารทรัพยากรอาคาร (FM) ซึ่งการทำงานนั้นต้องมีความสัมพันธ์กันและจำเป็นต้องมีความเข้าใจในการใช้งานพื้นที่ของอาคาร และมีความเข้าใจในปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการดำเนินงานปรับปรุงอาคารประกอบไปด้วย เสียงรบกวน การทำงานล่าช้า เหตุการณ์ไม่คาดคิด (Unforeseen factors) การติดขัดในทางสัญจร ฝุ่นละอองและกลิ่น ได้รับความไม่สะดวกต่อการใช้งานพื้นที่อาคารบางส่วน และงานเพิ่มเติมนอกเหนือสัญญา และพบว่าแนวทางการแก้ไข คือ การจัดเตรียมพื้นที่ งานระบบสำรอง ปรับแผนงานบางส่วนนอกเวลา จัดประชุมประสานงานอย่างต่อเนื่อง การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในงานปรับปรุง และการแบ่งพื้นที่ในการปฏิบัติงาน การศึกษานี้มีข้อสรุปและเสนอแนะ สำหรับการดำเนินงานโครงการปรับปรุงส่วนให้บริการผู้ป่วยนอกในระยะถัดไปนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงการก่อสร้าง และปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในงานปรับปรุงอาคารผู้ป่วยนอกระหว่างที่มีการใช้งาน เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินงาน และในการออกแบบอาคารสถานพยาบาลในอนาคต เนื่องจากอาคารมีลักษณะเป็นอาคารที่มีการใช้งานระยะยาว ส่งผลให้ต้องมีการปรับปรุงอาคารในอนาคต ทางผู้ออกแบบควรคำนึงถึงเรื่องการเตรียมเส้นทางการสัญจร สำหรับขนส่งวัสดุ อุปกรณ์ และพื้นที่สำรองสำหรับงานระบบ
การประเมินต้นไม้ถนนเพื่อความเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและส่งเสริมความหลากหลายของชนิดพันธุ์: กรณีศึกษาถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, นำโชค สุวรรณหงษ์
การประเมินต้นไม้ถนนเพื่อความเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและส่งเสริมความหลากหลายของชนิดพันธุ์: กรณีศึกษาถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร, นำโชค สุวรรณหงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการถนนสวย 50 เขตของกรุงเทพมหานครมุ่งเน้นการพัฒนาเมืองยั่งยืนในสามมิติ ได้แก่ ด้านกายภาพ การใช้งาน และสิ่งแวดล้อม ด้วยการปลูกต้นไม้ตามแนวถนนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเพิ่มต้นไม้ถนนจะส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมและสุนทรียภาพของเมือง แต่การเลือกชนิดพันธุ์ที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและขาดความหลากหลายของชนิดพันธุ์อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศเมืองโดยรวมได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความหลากหลายของชนิดพันธุ์ต้นไม้ถนนและสภาพแวดล้อมพื้นที่ปลูก โดยใช้ถนนพหลโยธินช่วงระหว่างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึงคลองบางซื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องของโครงการถนนสวยเป็นพื้นที่ศึกษากระบวนการวิจัยเป็นแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยการสำรวจความหลากหลายของชนิดพันธุ์ การประเมินสภาพต้นไม้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสถาปัตยกรรม พืชสวน วนศาสตร์ และพฤกษศาสตร์เพื่อทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ต้นไม้ถนนที่เหมาะสม ผลการสำรวจพบว่าต้นไม้ถนนของพื้นที่ศึกษาขาดความหลากหลายของชนิดพันธุ์ ภูมิทัศน์ถนนตลอดแนวพื้นที่ศึกษามีความแตกต่างกันแบ่งได้เป็น 5 รูปแบบ สภาพของต้นไม้มีความสมบูรณ์แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมแต่ละรูปแบบ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเสนอแนะแนวทางการเลือกชนิดต้นไม้ใหญ่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมถนนลักษณะต่างๆและสร้างความหลากหลายของชนิดพันธุ์ให้เกิดความยั่งยืน
พฤติกรรมการใช้พื้นที่สวนสาธารณะเชิงนิเวศในเขตเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ปลายฟ้า เอื้อเสรีวงศ์
พฤติกรรมการใช้พื้นที่สวนสาธารณะเชิงนิเวศในเขตเมืองของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ปลายฟ้า เอื้อเสรีวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สวนสาธารณะเชิงนิเวศ (Ecological Parks) คือรูปแบบสวนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศตะวันตกตั้งแต่ต้นสหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา คุณลักษณะสำคัญคือมีการออกแบบที่เน้นความยั่งยืนของระบบนิเวศและการเรียนรู้ธรรมชาติ ในปัจจุบันมีการสร้างสวนสาธารณะเชิงนิเวศขึ้นบ้างแล้วในประเทศไทย แต่ยังไม่มีการศึกษาพฤติกรรมการใช้สวนรูปแบบนี้มาก่อนว่ามีความแตกต่างจากการใช้สวนสาธารณะรูปแบบเดิมที่เน้นประโยชน์ใช้สอยและสุนทรียภาพอย่างไร ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สวนสาธารณะเชิงนิเวศ โดยพิจารณาความเชื่อมโยงกับลักษณะการออกแบบสวน พื้นที่ศึกษามีทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ 1) สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา คุ้งบางกะเจ้า 2) สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระชนมพรรษา 7 รอบ เขตบางบอน และ 3) สวนเบญจกิติ ในแต่ละสวนจะกำหนดพื้นที่สำหรับสังเกตพฤติกรรมผู้ใช้ 3 จุด ที่มีลักษณะการออกแบบภูมิทัศน์แตกต่างกัน โดยจะบันทึกข้อมูลในรูปของแผนที่พฤติกรรม (Behavioral mapping) งานวิจัยนี้ใช้แบบจำลอง The Stimulus-Organism-Response (SOR) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สวนสาธารณะเชิงนิเวศนั้นสัมพันธ์กับลักษณะการออกแบบภูมิทัศน์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการออกแบบให้มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีคุณค่าด้านระบบนิเวศกลายเป็นสิ่งเร้าที่ส่งผลต่อกระบวนการรับรู้ ตลอดจนการตอบสนองด้านพฤติกรรมการใช้งานอย่างชัดเจน กล่าวคือ พื้นที่ที่ปลูกพืชพรรณหนาแน่นจะมีการใช้งานเบาบางที่สุดและมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นการออกแบบภูมิทัศน์ควรคำนึงถึงความสมดุลของพฤติกรรมการใช้งานของมนุษย์และความยั่งยืนของระบบนิเวศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติมากขึ้นตามวัตถุประสงค์สำคัญของสวนสาธารณะเชิงนิเวศ
โครงการพัฒนาการออกแบบเปลือกทุเรียนเพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุในการตกแต่งภายใน, วาสิตา หนูอิ่ม
โครงการพัฒนาการออกแบบเปลือกทุเรียนเพื่อนำไปใช้เป็นวัสดุในการตกแต่งภายใน, วาสิตา หนูอิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกมุ่งค้นหาวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเปลือกทุเรียนซึ่งมีปริมาณของเสียสูงและก่อปัญหามลพิษ ถูกมองว่าเป็นวัสดุที่มีศักยภาพเนื่องจากมีปริมาณเส้นใยเซลลูโลสสูงและสามารถพัฒนาเป็นวัสดุทางเลือกใหม่ได้ อย่างไรก็ตามวัสดุจากเปลือกทุเรียนยังมีข้อจำกัดด้านรูปลักษณ์และคุณค่าทางสุนทรียะ จากผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่าผู้ใช้มีทัศนคติในเชิงบวกแต่เห็นว่าควรมีการปรับปรุงด้านการออกแบบและคุณสมบัติเชิงใช้งานเพื่อให้เหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้ในบริบทจริงงานวิจัยนี้จึงมุ่งหวังเติมช่องว่างในการพัฒนาวัสดุในด้านการออกบบให้เกิดสุนทรียะแก่วัสดุ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางในการสร้างสรรค์วัสดุทางเลือกใหม่จากเปลือกทุเรียนมาใช้ในงานตกแต่งภายใน ซึ่งใช้การวิจัยผ่านการปฏิบัติ เริ่มจากการศึกษาคุณสมบัติของเปลือกทุเรียน โดยใช้แนวคิดจากหลักการ Material Driven Design (MDD) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคนิคหัตถกรรมการเคลือบเลคเกอร์ประยุกต์ (การลงรัก) และหาวิธีถ่ายทอดลักษณะเฉพาะตัวของเปลือกทุเรียนผ่านการตัดตกแต่งใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การตัดปลายหนามทำให้เกิดรูปทรงที่มีหลากหลายขนาด การตัดตามแนวเรียงหนามทำให้เกิดโครงสร้างทรงสามเหลี่ยม และการกดอัดเผยให้เห็นเส้นใยของเปลือก จากนั้นนำมาประยุกต์สร้างพื้นผิวด้วยเทคนิคการลงรัก โดยใช้เปลือกทุเรียนแทนกระบวนกาผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ลวดลายวาดมือหรือการฝังเปลือกหอย และทดลองใช้เจสโซ่ (Gesso) แทนวัตุดิบอย่างยางรัก เพื่อหาแนวทางใหม่ในการสร้างลวดลาย โดยยังคงรักษาขั้นตอนดั้งเดิมของการฝัง ทา ขัด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการแปรรูปเปลือกทุเรียนด้วยการตัดตกแต่งสามารถใช้เป็นวัสดุทดแทนในการสร้างลวดลายและพื้นผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้รูปแบบที่หลากหลาย มีเอกลักษณ์ และสะท้อนความงามตามธรรมชาติอย่างชัดเจน อีกทั้งการประยุกต์ใช้เจสโซ (Gesso) ยังช่วยเพิ่มมิติด้านสีสัน ลดขั้นตอนการผลิต และลดต้นทุนได้ในเวลาเดียวกัน เหมาะสมในการผลิตในระดับหัตถอุตสาหกรรม จากการประเมินความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมาย พบว่าวัสดุที่พัฒนาขึ้นได้รับการยอมรับในฐานะวัสดุทางเลือกใหม่ที่มีความแปลกใหม่ มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว และนำเสนองานหัตถกรรมที่ประณีตและร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการค้นพบแนวคิด “Natural Craft” ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่ผสานบทบาทของธรรมชาติและมนุษย์เข้าด้วยกัน มุ่งเน้นการขับเน้นคุณค่าความงามของวัสดุธรรมชาติผ่านกระบวนการหัตถกรรมอย่างกลมกลืน
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด
กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบโดยการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้ง Leed Bd+C และ Well Core & Shellในเขตกรุงเทพมหานคร, รัตติกาล สุขสะอาด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายงาน Global Risks Report ค.ศ. 2025 ระบุว่าครึ่งหนึ่งของความเสี่ยงในช่วง 10 ปีข้างหน้าเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของการนำเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL มาปรับใช้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อยกระดับคุณภาพอาคารด้านความยั่งยืนและสุขภาวะ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสำคัญของปัจจัยและกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบที่มีผลต่อการพัฒนาโครงการสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกตามเกณฑ์ทั้ง LEED BD+C และ WELL Core & Shell โดยใช้การสำรวจ สัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้างในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยสำคัญของเกณฑ์ LEED ได้แก่ กระบวนการเชิงบูรณาการ (IP) คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร (EQ) พลังงานและบรรยากาศ (EA) ตามลำดับ ส่วนเกณฑ์ WELL ให้ความสำคัญกับหมวดความสบาย (Comfort) อากาศ (Air) และน้ำ (Water) ที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าของโครงการ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น อัตราค่าเช่า รวมถึงการยอมรับต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนภาพลักษณ์องค์กรที่ดี ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน ผลวิจัยชี้ว่าต้นทุนการก่อสร้างเฉลี่ยของโครงการที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสองสูงกว่าอาคารทั่วไปประมาณร้อยละ 3.31-9.76 ของอาคารสำนักงานพร้อมพื้นที่ค้าปลีกขนาดพื้นที่ 98,244 – 125,519 ตารางเมตร ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยสูงกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปประมาณร้อยละ 23 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าต้นทุนและค่าเช่าสูงขึ้น แต่ด้วยแนวโน้มอุปสงค์ของตลาดอาคารพรีเมียมและนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอาคารยั่งยืน ทำให้ทั้งเกณฑ์ทั้ง LEED และ WELL กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างเชิงคุณค่า เพิ่มมูลค่าอาคาร และสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของโครงการในระยะยาว
การปรับตัวของศูนย์การค้าไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ภายหลัง พ.ศ. 2540, วนัสนันท์ ประเสริฐศรี
การปรับตัวของศูนย์การค้าไทยในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ภายหลัง พ.ศ. 2540, วนัสนันท์ ประเสริฐศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศูนย์การค้ามีวิวัฒนาการและปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ศูนย์การค้าถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญและมีบทบาทเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นการวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการเชิงพื้นที่และการปรับตัวของศูนย์การค้าในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเมือง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายหลัง พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองในอนาคต ในการศึกษานี้มีการใช้เครื่องมือการวิจัยแบบผสมผสาน (Quantitative & Qualitative) โดยวิเคราะห์จากตำแหน่งที่ตั้งและการกระจายตัวเชิงพื้นที่ ของศูนย์การค้า 155 แห่ง ตามขอบเขตการวิจัยที่กำหนด ควบคู่กับการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาและสำรวจภาคสนาม จากการศึกษาวิวัฒนาการศูนย์การค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล (พ.ศ. 2470 – 2567) พบว่า 1) วิวัฒนาการของศูนย์การค้าในเชิงการเติบโตของจำนวน และรูปแบบวงจรชีวิตของศูนย์การค้า พบว่า มีความสัมพันธ์อย่างมากกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม 2) วิวัฒนาการของศูนย์การค้าในเชิงพื้นที่ พบว่า รูปแบบการกระจายตัวขยายจากศูนย์กลางจากบริเวณเขตปทุมวัน และเขตราชเทวี ไปสู่บริเวณรอบนอก และ 3) ปัจจุบันศูนย์การค้าได้ปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงของเมืองจากการเป็นพื้นที่การค้าสู่การเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่สำคัญ โดยมีการพัฒนาอย่างเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนและตอบสนองนโยบายภาครัฐในการเพิ่มพื้นที่สาธารณะและส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างเป็นโครงข่าย
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบบริการสุขภาพของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นวิกฤต ทำให้สถานพยาบาลต้องรองรับผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา จึงเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะผู้สูงอายุ วิเคราะห์องค์ประกอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนำเสนอแนวทางการจัดการในอาคารผู้ป่วย 20 ชั้น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ และญาติผู้รับบริการ ผลการศึกษาพบว่า แผนกอายุรกรรมผู้ป่วยนอกชั้น 2 มีความแออัด พื้นที่พักคอยขาดความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยเปลนอน หอผู้ป่วยสามัญชั้น 12 และชั้น 14 มีอุปกรณ์กีดขวางทางสัญจร และป้ายทางหนีไฟไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความปลอดภัย ด้านสังคม และยังขาดพื้นที่กลางสำหรับปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับความสงบ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บริเวณพักฟื้นมีอุณหภูมิสูงและอากาศถ่ายเทน้อย ส่งผลลบต่อสุขภาวะ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยาแบบองค์รวม ทั้งกายภาพ สังคม และจิตใจ เป็นแนวทางสำคัญ จึงเสนอการปรับปรุงพื้นที่เปลนอน ระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ส่งเสริมการเข้าถึงห้องน้ำ และจัดทางสัญจรพร้อมป้ายหนีไฟมาตรฐาน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร เพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัยในอนาคต
การประเมินประสิทธิภาพการเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, สิริธร โบราณมูล
การประเมินประสิทธิภาพการเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, สิริธร โบราณมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของระบบทางเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีโครงสร้างเชิงพื้นที่ (Space Syntax Theory) ร่วมกับการประเมินสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน เพื่อศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาทางเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเสนอแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ 1,300 ไร่ ของวิทยาเขตขามเรียง ซึ่งรองรับประชากรกว่า 40,000 คน ประกอบด้วยนิสิต คณาจารย์ และบุคลากร โดยมีระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน มีการสำรวจภาคสนามเพื่อประเมินคุณภาพทางเดินเท้า 51 จุด ครอบคลุม 5 โซนหลักของมหาวิทยาลัย การประเมินพิจารณา 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การเชื่อมต่อ (2) การเข้าถึง (3) ความปลอดภัย และ (4) ความสะดวกสบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อคำนวณค่าการบูรณาการเชิงพื้นที่ จากการศึกษาและวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สรุปได้ว่า สภาพทางเดินเท้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับวิกฤต โดยองค์ประกอบด้านการเข้าถึง และความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด สะท้อนถึงการขาดการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้ทุกกลุ่ม การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าบูรณาการ กับ ประเมินความสามารถในการเดิน พบปรากฏการณ์ความขัดแย้งเชิงพื้นที่ คือพื้นที่ที่มีศักยภาพการเข้าถึงสูงกลับมีสภาพทางกายภาพที่ไม่เอื้อต่อการเดินและการจัดลำดับความสำคัญการปรับปรุง สามารถจำแนกพื้นที่เป็น 4 กลุ่ม ตามลำดับความสำคัญในการพัฒนา โดยกลุ่ม A (9 จุด) เป็นพื้นที่เร่งด่วนที่ต้องพัฒนาเป็นลำดับแรก การปรับปรุงประสิทธิภาพการเดินเท้าภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยใช้หลักการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินนี้ จะช่วยลดการพึ่งพายานพาหนะ ลดมลพิษ ส่งเสริมสุขภาพ และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา แต่ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การกำหนดรูปแบบชุดข้อมูลระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง (As-Built Bim) ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Bim-Fm) กรณีศึกษา อาคารสถานศึกษา, สุภัทรา จิตต์ธีรภาพ
การกำหนดรูปแบบชุดข้อมูลระบบปรับอากาศจากแบบจำลอง (As-Built Bim) ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ (Bim-Fm) กรณีศึกษา อาคารสถานศึกษา, สุภัทรา จิตต์ธีรภาพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประยุกต์ใช้แบบจำลอง As-Built BIM ในงานบริหารทรัพยากรกายภาพ (BIM-FM) เป็นหลักการที่เชื่อถือได้ว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่พัฒนาในระดับ Level of Development (LOD) ที่สอดคล้องกับกรอบความต้องการข้อมูล (Level of Information Need: LOIN) ของฝ่ายบริหารทรัพยากรกายภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการทดลองการจัดการข้อมูล As-Built BIM สำหรับสนับสนุนงาน BIM-FM ในอาคารสถานศึกษา จำนวน 3 อาคาร ซึ่งมีลักษณะพื้นที่ใช้งานและกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ พื้นที่หอพัก ห้องประชุม ห้องสมุด ห้องเรียน ห้องปฏิบัติการ และสำนักงาน โดยมุ่งเน้นในระบบปรับอากาศซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในการพิจารณาประสิทธิภาพการใช้งานของอาคารใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานจากการทบทวนมาตรฐานสากลด้าน Level of Development (LOD), Level of Information Need (LOIN) การจัดทำข้อมูลในแบบจำลอง As-Built BIM ระดับ LOD 400 และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารอาคาร เพื่อวิเคราะห์และกำหนดชุดข้อมูลที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโมเดลไปเป็น BIM-FM สำหรับการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศของผู้บริหารอาคาร ผลการทดลองพบว่า ผู้บริหารอาคารให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็นต่อการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ได้แก่ ค่าน้ำยาทำความเย็น (Refrigerant) ค่าแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ค่าความดันด้านแรงดันสูง (High Pressure Side) รวมถึงตัวชี้วัดด้านพลังงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการประเมินสภาพระบบ วางแผนบำรุงรักษา และใช้สำหรับเตรียมการก่อนดำเนินงานซ่อมบำรุงอย่างเป็นระบบอย่างไรก็ตาม การใช้กรอบ Level of Information Need (LOIN) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการกำหนดข้อมูล As-Built BIM ให้รองรับการใช้งานจริง จึงจำเป็นต้องผสานข้อมูลบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นจริงจากผู้บริหารอาคาร งานวิจัยนี้เสนอให้จัดเก็บบันทึกการบำรุงรักษาระบบปรับอากาศหลังเปิดใช้อาคาร และนำมาบูรณาการกับ As-Built BIM เพื่อพัฒนาเป็น BIM-FM ที่มีความเป็นปัจจุบัน เชื่อมโยงการใช้งานจริง และสนับสนุนการบริหารทรัพยากรกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
กระบวนการจัดการขยะมูลฝอย กรณีศึกษา โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อำนาจ อรภา
กระบวนการจัดการขยะมูลฝอย กรณีศึกษา โครงการ Chula Zero Waste จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อำนาจ อรภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการใช้พื้นที่อย่างหนาแน่นจากจำนวนนิสิตและบุคลากรจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปริมาณขยะมูลฝอยสูง มหาวิทยาลัยจึงดำเนินโครงการ Chula Zero Waste ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เพื่อพัฒนาระบบจัดการและลดปริมาณขยะภายในพื้นที่ โดยดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ การคัดแยกขยะที่ต้นทาง และการพัฒนาองค์ประกอบทางกายภาพ เช่น จุดคัดแยกขยะและ Zero Waste Hub ซึ่งส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2567 สามารถลดปริมาณขยะได้ 530.66 ตัน การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษากระบวนการทำงานด้าน การบริหารจัดการอาคารสถานที่ (Facility Management) ในมิติของโครงสร้างกายภาพและการใช้พื้นที่ที่รองรับระบบจัดการขยะของโครงการ Chula Zero Waste โดยไม่ครอบคลุมประเด็นด้านนโยบายหรือการเรียนรู้ของนิสิต การศึกษาดำเนินในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสำรวจ การสังเกตภาคสนาม และการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจาก 15 คณะ และ 1 หน่วยงานส่วนกลาง เพื่อวิเคราะห์กระบวนการทำงานและข้อจำกัดของพื้นที่ที่สนับสนุนระบบจัดการขยะของมหาวิทยาลัย ผลการศึกษาพบว่า ระบบจัดการขยะมูลฝอยของโครงการประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การจัดเก็บ การขนย้าย การคัดแยก การชั่งน้ำหนัก การขนย้ายไปยังจุดพักขยะ และการกำจัดหรือนำออกนอกพื้นที่ โดยพบความแตกต่างในการดำเนินงานของแต่ละคณะ ตัวอย่างเช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์มีปริมาณขยะที่คัดแยกสูงสุดเฉลี่ย 196 กิโลกรัมต่อวัน คณะแพทยศาสตร์มีความถี่ในการจัดเก็บสูงที่สุด 4 รอบต่อวันและดำเนินการบดอัดก่อนนำออก และคณะทันตแพทยศาสตร์มีระบบจุดพักขยะที่เป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายมากที่สุด ปัญหาที่พบประกอบด้วยการคัดแยกผิดประเภท ถังขยะชำรุด และจุดพักขยะที่ไม่เป็นมาตรฐาน แนวทางพัฒนา ได้แก่ การให้ความรู้ด้านการคัดแยกอย่างสม่ำเสมอ การบำรุงรักษาถังขยะเชิงป้องกัน และการปรับปรุงจุดพักขยะให้มีความพร้อมและเป็นไปตามมาตรฐานมากยิ่งขึ้น
การศึกษาฤทธิ์ผสมผสานของสารสกัดจากว่านหางจระเข้และโพรไบโอติกต่อการยับยั้งคุณสมบัติการก่อโรคฟันผุของเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Mutans ในหลอดทดลอง, ธีรภัทร ชะนะเมืองคล
การศึกษาฤทธิ์ผสมผสานของสารสกัดจากว่านหางจระเข้และโพรไบโอติกต่อการยับยั้งคุณสมบัติการก่อโรคฟันผุของเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Mutans ในหลอดทดลอง, ธีรภัทร ชะนะเมืองคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคฟันผุเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากความไม่สมดุลของจุลชีพในช่องปาก โดยเฉพาะ Streptococcus mutans (SM) ซึ่งสามารถผลิตกรด สร้างไบโอฟิล์ม และทนต่อสภาวะเป็นกรดได้ การใช้โพรไบโอติกถูกเสนอเป็นแนวทางใหม่ในการควบคุมเชื้อก่อโรค แต่อาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ จึงเกิดความสนใจในการใช้พรีไบโอติกร่วมกัน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลของสารสกัดว่านหางจระเข้ (Aloe vera; AV) ในฐานะพรีไบโอติก ร่วมกับ Lacticaseibacillus rhamnosus GG (LGG) และ/หรือ Lactiplantibacillus plantarum 299V (LP) ในการยับยั้งคุณสมบัติการก่อโรคของ SM UA159 ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบว่า AV ที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.25% ซึ่งอุดมด้วยพอลิแซ็กคาไรด์ แสดงคุณสมบัติของการเป็นพรีไบโอติก โดยสามารถยับยั้งการเจริญของ SM ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) และส่งเสริมการเจริญของโพรไบโอติกทั้งสองสายพันธุ์ (p < 0.05) การทำงานร่วมกันของ AV และโพรไบโอติกช่วยเพิ่มค่า pH ลดความเป็นกรด (p < 0.05) ลดการสร้างไบโอฟิล์ม (p < 0.05) และลดการแสดงออกของยีนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการก่อโรค ได้แก่ ยีนที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมและการสร้างสภาวะความเป็นกรด (eno, ldh, atpD) และยีนที่ควบคุมการสร้างไบโอฟิล์ม (gtfB, gtfC, dexA, และ dexB) ขณะเดียวกันเพิ่มการแสดงออกของ aguD (p < 0.05) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสร้างความเป็นด่าง ส่งผลให้เกิดสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการเจริญของ SM นอกจากนี้ AV ยังเพิ่มการอยู่รอดของโพรไบโอติกผ่านการเพิ่มระดับยีน rpoB และ 16S rRNA (p < 0.05) ผลการทดลองสรุปได้ว่า AV ร่วมกับ LGG และ LP มีฤทธิ์เสริมกันในการลดความรุนแรงของ SM ผ่านหลายกลไกเชิงโมเลกุล พร้อมทั้งสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการป้องกันโรคฟันผุในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่ง “การปรับสมดุลของชุมชนจุลินทรีย์ในช่องปาก” ตาม Ecological Plaque Hypothesis และชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของซินไบโอติกจากพืชสมุนไพรในการพัฒนาเป็นแนวทางใหม่เพื่อการป้องกันโรคฟันผุอย่างยั่งยืน
การพัฒนาชุดตรวจสารพันธุกรรมแบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วสําหรับตรวจเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis Complex และ Nontuberculous Mycobacteria, ภานุวัฒน์ เสถียรพิทยากุล
การพัฒนาชุดตรวจสารพันธุกรรมแบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็วสําหรับตรวจเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis Complex และ Nontuberculous Mycobacteria, ภานุวัฒน์ เสถียรพิทยากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัณโรค (TB) ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (MTB) และโรคติดเชื้อกลุ่ม Non-tuberculous mycobacteria (NTM) เป็นโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญซึ่งเกิดจากเชื้อกลุ่ม Mycobacteria ส่งผลกระทบต่อปอดและอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย แม้ว่าสาเหตุของการก่อโรคต่างกัน แต่อย่างไรก็ตามอาการแสดงมีความคล้ายคลึงกัน เช่น ไอ มีไข้ น้ำหนักลด และอ่อนเพลีย แนวทางในการรักษาวัณโรคและโรคติดเชื้อกลุ่ม NTM นั้นเป็นการรักษาโดยการใช้ยาต้านเชื้อ Mycobacteria หลายชนิดผสมผสานกัน แต่อย่างไรก็ตามแนวทางในการรักษาและระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาแตกต่างกันระหว่างโรคดังกล่าว ดังนั้นวิธีการวินิจฉัยที่มีความรวดเร็วและจำเพาะในการจำแนกการติดเชื้อระหว่างสองกลุ่มจึงมีความจำเป็น เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและการจัดการกับผู้ป่วยที่เหมาะสมต่อไป การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนา Primer ในการจำแนกเชื้อกลุ่ม NTM จาก MTB และพัฒนาชุดตรวจแถบตรวจสารพันธุกรรมต้นแบบที่สามารถอ่านผลการทดสอบได้ด้วยตาเปล่าจากการเพิ่มประมาณสารพันธุกรรมที่อุณหภูมิเดียวซึ่งจำเพาะต่อยีน IS1081 และ ku ของเชื้อ MTB และ NTM ตามลำดับ แถบตรวจที่ผลิตพัฒนาขึ้นซึ่งผลิตจาก Nitrocellulose MTB/NTM strip สามารถตรวจจับผลผลิต Multiplex-recombinase polymerase amplification (M-RPA) ได้ โดยผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า Primer ที่ออกแบบขึ้นมานั้นสามารถเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมและจำแนก DNA ที่สกัดได้จากโคโลนีของเชื้อ MTB และ NTM ได้อย่างถูกต้อง โดยปฏิกิริยาบ่มที่อุณหภูมิ 37 ˚C เป็นระยะเวลา 30 นาที และเวลาในการอ่านผลของแถบตรวจ MTB/NTM strip คือ 15 นาที โดยตรวจสอบความเข้มข้นของเชื้อที่น้อยที่สุดที่ตรวจวัดได้ด้วยเทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB/NTM strip สำหรับโคโลนีของเชื้อ MTB และ NTM คือ 1.97 x 104 CFU/mL และไม่พบปฏิกิริยาข้ามกลุ่มสำหรับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคทั่วไปสายพันธุ์อื่น รวมถึงเชื้อกลุ่ม Higher bacteria เทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB/NTM strip ได้นำมาประเมินกับ DNA …
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในแบบวิจัยปฏิบัติการ (Practice Research) ทางศิลปะการละคร มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาหลักและเทคนิคในการแสดงละครเล่าเรื่อง ของพอล ซิลส์ และเกมละคร ของไวโอลา สโปลิน และ (2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ชมปฐมวัยเรื่อง เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม ผู้วิจัยออกแบบการแสดงและเป็นนักแสดง ศึกษาแนวคิดละครเล่าเรื่อง นิทานภาพเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพื่อออกแบบการแสดงละครสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม ฝึกฝนการแสดงด้นสดและเกมละคร เพื่อพัฒนาทักษะการด้นสด การมีสมาธิ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ผู้วิจัยจัดการแสดง 2 รอบในห้องเรียน และจัดการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและครูเพื่อประเมินผล ผู้วิจัยค้นพบรูปแบบการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะ คือ “เล่า-นำ-เล่น-เป็นตัวละคร สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อม” รวมถึงพบว่าระหว่างการแสดงต้องพัฒนาทักษะการฟัง การสังเกต และด้นสด เนื่องจากละครเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วม ดึงดูดความสนใจของผู้ชมปฐมวัยผ่านอุปกรณ์การแสดง เพื่อให้ผู้ชมเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทั้งยังได้องค์ความรู้ว่า การสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมแก่เด็กปฐมวัยให้สัมฤทธิผล โครงเรื่องต้องเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรง และนักแสดงต้องมีสมาธิ ไหวพริบ และความเป็นมิตร เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ
การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ
การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง “การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย ผู้วิจัยเลือกวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของ เอช. จี. เวลส์ โดยผู้วิจัยได้นำวรรณกรรมสั้นเรื่องดินแดนคนตาบอดทั้งสองตอนจบฉบับแปลไทยจากสำนักพิมพ์สมมติ แปลโดย มโนราห์ มาทำการดัดแปลงข้ามสื่อเป็นบทละครเวที ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึงความเป็นอื่นในสังคมมาดัดแปลงเป็นบทละครเวทีเพื่อเป็นสื่อสะท้อนและวิพากษ์ประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย และสามารถสื่อสารแก่นความคิดเรื่อง มนุษย์ควรวิเคราะห์ความแตกต่างอย่างมีเหตุผลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ที่ปรากฏในวรรณกรรม ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้การลำดับเล่าเรื่องและบริบทของตามฉบับวรรณกรรมที่ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1939 ที่ได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติมตอนจบของเรื่องราวในวรรณกรรม โดยผู้วิจัยนำวรรณกรรม ดินแดนคนตาบอด ที่ถูกตีพิมพ์ทั้งสองครั้งมาวิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งในสังคม ทฤษฎีการเขียนบทละคร ทฤษฎีการดัดแปลงข้ามสื่อ และแนวคิดสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ปรากฏในวรรณกรรมต้นฉบับ นำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และดัดแปลงบทละคร และนำเสนอบทละครผ่านการแสดงในรูปแบบการอ่าน (Stage Reading) โดยเก็บข้อมูลผ่านกลุ่มตัวอย่างจากผู้ชมทั่วไปที่สมัครใจตอบแบบสอบถามแบบไม่ระบุตัวตน และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเขียนและดัดแปลงบทละคร จากการวิจัยผู้วิจัยพบว่าประเด็นความขัดแย้งทางความคิดเป็นสิ่งสากลที่สามารถเกิดขึ้นและเข้าใจได้แม้จะอยู่ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน และการนำเสนอแก่นความคิดผ่านการดัดแปลงบทละครเรื่องนี้จะพาให้ผู้ชมเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนทำให้เกิดการพูดคุยและถกเถียงกันภายหลังจากการรับชมการแสดงในรูปแบบของการอ่านได้ โดยผู้ชมส่วนใหญ่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวกับบริบทสังคมไทยได้ แม้จะมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงในประเด็นการพัฒนาตัวละคร การใช้ภาษาในบทละคร และการสร้างสมดุลในการนำเสนอมุมมองของทั้งสองฝ่าย
ภาพตัวแทนของอีสานในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่, เกศสุดา นาสีเคน
ภาพตัวแทนของอีสานในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่, เกศสุดา นาสีเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาภาพตัวแทนของอีสานในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่จากกลุ่มข้อมูลหนังสือกวีนิพนธ์ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงเวลา พ.ศ. 2475 - พ.ศ. 2565 โดยใช้ทฤษฎีภาพตัวแทนเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า ภาพตัวแทนของอีสานในกวีนิพนธ์ไทยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ภาพ ได้แก่ อีสานในฐานะพื้นที่แห่งความแห้งแล้งกันดาร อีสานในฐานะคนพลัดถิ่นในสังคมเมือง อีสานในฐานะท้องถิ่นที่ได้รับผลจากกระแสโลกาภิวัตน์ และอีสานในฐานะวิถีชนบทอันเรียบง่ายและอุดมสมบูรณ์ ภาพตัวแทนดังกล่าวประกอบขึ้นผ่านการเลือกสรรเนื้อหาและการใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์อันหลากหลายร่วมกัน เช่น การใช้ภาษาถิ่นอีสาน การอ้างถึงตำนานเรื่องเล่าพื้นบ้านอีสาน การใช้ภาพพจน์และสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเป็นอีสาน การใช้ ฉันทลักษณ์ท้องถิ่นอีสาน กลวิธีทางวรรณศิลป์ดังกล่าวทำให้เห็นทั้งการสืบทอดขนบวรรณศิลป์และ การนำวัฒนธรรมวรรณศิลป์จากท้องถิ่นมาถ่ายทอดความเป็นอีสานภาพตัวแทนของอีสานที่นำเสนอในกวีนิพนธ์มีลักษณะของการสืบเนื่องและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีพลวัตไปตามปัจจัยทางสังคม ได้แก่ การเข้ามาของอุดมการณ์สังคมนิยมที่ก่อให้เกิดวาทกรรมเพื่อชีวิตเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพอีสานในฐานะพื้นที่แห่งความแห้งแล้งกันดาร วาทกรรมการพัฒนาและลัทธิทุนนิยมเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพอีสานในฐานะคนพลัดถิ่นในสังคมเมือง วาทกรรมท้องถิ่นนิยมอันเป็นกระแสแนวคิดต่อต้านวาทกรรมการพัฒนาและกระแสโลกาภิวัตน์เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพอีสานในฐานะท้องถิ่นที่ได้รับผลจากกระแสโลกาภิวัตน์ นอกจากนี้ วิกฤติเศรษฐกิจในทศวรรษ 2540 ความขัดแย้งทางการเมืองในทศวรรษ 2550 และกระแสความตื่นตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้เกิดภาพอีสานในฐานะวิถีชนบทอันเรียบง่ายและอุดมสมบูรณ์ การวิเคราะห์ภาพตัวแทนของอีสานได้แสดงให้เห็นว่า ความเป็น “อีสาน” ไม่ได้มีลักษณะตายตัวและหยุดนิ่ง หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคมวัฒนธรรม ภาพตัวแทนของอีสานที่แปรเปลี่ยนไปตามบริบท แสดงให้เห็นว่า กวีนิพนธ์เกี่ยวกับอีสานเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ต่อรองเชิงอำนาจ รวมถึงกำหนดอัตลักษณ์ลาวอีสานขึ้นมาใหม่เพื่อโต้กลับภาพเหมารวมเชิงลบที่เกี่ยวกับอีสานที่ผลิตซ้ำมายาวนานหลายทศวรรษ
วชิรญาณ กับบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5, ชนะพล สมบูรณ์
วชิรญาณ กับบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5, ชนะพล สมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเด่นและบทบาทของ วชิรญาณ ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของหอพระสมุดวชิรญาณ ช่วง พ.ศ. 2427-2448 ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยศึกษาจาก วชิรญาณ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายเดือน วชิรญาณวิเศษ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายสัปดาห์ และสื่อสิ่งพิมพ์ของหอพระสมุดวชิรญาณในวาระพิเศษต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า วชิรญาณ มีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีกระบวนการคัดเลือกงานเขียนที่เน้นคุณค่าด้านสาระประโยชน์ ความถูกต้องของอักขระวิธี และความสุภาพเรียบร้อย ครอบคลุมทั้งความเรียงร้อยแก้ว บันเทิงคดี และร้อยกรอง 2) การเปิดโอกาสให้ผู้สร้างงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการสมัยใหม่ พระภิกษุสงฆ์ และสตรี ได้เข้ามาสร้างตัวตนนักเขียนในพื้นที่สาธารณะ และ 3) พลวัตของรูปแบบการนำเสนอที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท จากการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายในยุคแรก สู่การจัดระเบียบหมวดหมู่ที่ชัดเจน และพัฒนาไปสู่การเน้นตีพิมพ์วรรณกรรมเรื่องยาวเพื่อการอนุรักษ์ในช่วงท้าย ในด้านบทบาทต่อวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย วชิรญาณ มีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) บทบาทด้านการรวบรวมวรรณกรรมและการสืบทอดขนบวรรณศิลป์ โดยทำหน้าที่ตรวจสอบชำระวรรณคดีโบราณ สืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติ การเผยแผ่พุทธศาสนา และการรักษาฉันทลักษณ์และธรรมเนียมการประพันธ์ของไทย 2) บทบาทด้านการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมประเภทใหม่ โดยเป็นพื้นที่ทดลองงานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น บันเทิงคดีร้อยแก้วแนวใหม่ ข้อขำขัน ร้อยกรองขนาดสั้น และข้อเขียนเชิงวิพากษ์ และ 3) บทบาทด้านการสร้างชุมชนวรรณกรรม (literary community) ผ่านการสร้างระบบบรรณาธิการกิจ การเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ การจัดกิจกรรมปุจฉา-วิสัชนา การส่งเสริมการวิจารณ์ผ่านงานเขียน การสื่อสารภายในชุมชน และการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมและหนังสือ ซึ่งเปลี่ยนวิถีการสร้างเสพวรรณกรรมจากวงจำกัดมาสู่พื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ การศึกษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า วชิรญาณ มิได้เป็นเพียงสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ความรู้ แต่มีความสำคัญทางวรรณกรรมที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมจากอดีตเข้ากับโลกสมัยใหม่ และวางรากฐานสำคัญให้กับวัฒนธรรมหนังสือและวงวรรณกรรมไทย และเป็นส่วนหนึ่งของ “จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย” ที่ผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 5 ตื่นตัวและสนใจใฝ่รู้ในการเขียนและอ่านวรรณกรรมอย่างกว้างขวางในสังคม
รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในวรรณกรรมและภาพยนตร์ผีไทย, ธนวัฒน์ ปัญญานันท์
รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในวรรณกรรมและภาพยนตร์ผีไทย, ธนวัฒน์ ปัญญานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยภายใต้หัวข้อ รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในวรรณกรรมและภาพยนตร์ผีไทยมุ่งศึกษาการนำเสนอตัวละครกลุ่มคนชายขอบ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ปรากฏตัวในรูปแบบของภูตผีปีศาจจากตัวบทคัดสรร ผู้วิจัยตีความและวิเคราะห์ตัวบททั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์แนวแฟนตาซีสยองขวัญในฐานะพื้นที่ของการเล่าเรื่อง เรื่องเล่าที่ถูกนำเสนอทั้งหมดเป็นผลผลิตทางสังคมและถือเป็นปรากฏการณ์เฉพาะที่ผู้เล่าทั้งผู้ประพันธ์และผู้กำกับเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธ์กับภูตผีปีศาจภายใต้บริบทสังคมร่วมสมัย ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้สำรวจตรวจสอบและรวบรวมตัวบทเพื่อศึกษาโดยมองหาเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทในประเด็นข้างต้น คือการผูกโยงภูตผีปีศาจกับกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ ตุ๊กตา (2530) ของวาณิช จรุงกิจอนันต์ ตะเคียน (2546) กํากับโดยเฉลิม วงศ์พิมพ์ ห้าแพร่ง ตอน Backpackers (2552) กํากับโดยทรงยศ สุขมากอนันต์ หญิงเสา (2554) ของกล้า สมุทวณิช ลัดดาแลนด์ (2554) กํากับโดยโสภณ ศักดาพิศิษฏ์ Karma ตัดกรรมต่อตาย (2555) ของปองวุฒิ GTH Side Stories ตอนมะขิ่น (2556) กํากับโดยโสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ผีทวงคืน (2557) กํากับโดยอำนาจ แตงสมบูรณ์และศักดิ์ชาย ดีนาน บองสรันโอน (2558) กํากับโดยศิวาภรณ์ (หรือมนัสนันท์) พงษ์สุวรรณและ Tweet Trace ภาพลวงตาย (2559) ของธุวัฒธรรพ์ ตัวบทคัดสรรทั้ง 10 เรื่องช่วยชี้ให้เห็นความสำคัญของการเลือกสรรอัตลักษณ์ผีแต่ละชนิดเพื่อนำเสนอภาพแทนกลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม รวมถึงการสอดแทรกประเด็นปรากฏการณ์สังคมภายใต้กลวิธีการเล่าเรื่องอย่างเฉพาะเจาะจงที่ทั้งแตกต่างและสัมพันธ์กันระหว่างตัวบท นอกจากนี้ ตัวบทคัดสรรยังเผยให้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์บาดแผลที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์กระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ความรู้สึกและบทบาทของคนชายขอบกลุ่มชาติพันธุ์ท่ามกลางประวัติศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสู่ระบบทุนนิยมของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 จนถึงทศวรรษ 2550
การใช้เมทาเดทาเชิงบริหารสำหรับคลังสถาบันในห้องสมุดมหาวิทยาลัยของบรรณารักษ์งานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ, สุดารัตน์ พบถาวร
การใช้เมทาเดทาเชิงบริหารสำหรับคลังสถาบันในห้องสมุดมหาวิทยาลัยของบรรณารักษ์งานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ, สุดารัตน์ พบถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะและสภาพการใช้เมทาเดทาเชิงบริหารที่ปรากฏอยู่ในระเบียนข้อมูลของคลังสถาบันในห้องสมุดมหาวิทยาลัย และ 2) ปัญหาในการใช้เมทาเดทาเชิงบริหารของบรรณารักษ์งานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณโดยใช้การสำรวจ (Survey Research) ประกอบด้วยการวิเคราะห์ระเบียนเมทาเดทาจำนวน 400 ระเบียนจากคลังสถาบัน 8 แห่ง และการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์บรรณารักษ์งานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศจำนวน 22 คนจาก 15 สถาบัน เพื่อประมวลลักษณะการใช้เมทาเดทา ปัญหา และทักษะที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษา พบว่า เมทาเดทาเชิงบริหารด้านการจัดการสิทธิ์ และด้านเทคนิค ปรากฏในสัดส่วนสูงสุดในทุกคลังสถาบัน โดยข้อมูลผู้สร้าง ผู้มีส่วนร่วม ลิขสิทธิ์ รูปแบบไฟล์ และขนาดไฟล์ถูกบันทึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เมทาเดทาด้านการสงวนรักษา เช่น ประวัติการจัดทำระเบียน แหล่งที่มา และข้อมูลระยะเวลาการเก็บรักษา แม้จะปรากฏในระดับปานกลาง แต่ยังมีความไม่สม่ำเสมอระหว่างสถาบันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ รูปแบบการบันทึกเมทาเดทามักรวมอยู่ในเขตข้อมูลเมทาเดทาเชิงพรรณนาและเชิงโครงสร้าง มากกว่าการแยกเป็นหมวดเฉพาะ ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดทั้งด้านระบบและแนวปฏิบัติของบุคลากร ผลการวิเคราะห์ปัญหา พบว่า บรรณารักษ์ประสบปัญหาในระดับปานกลาง โดยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขาดการส่งเสริมจากหน่วยงานสังกัด การขาดความตระหนักรู้ต่อบทบาทของเมทาเดทาเชิงบริหารต่อการอนุรักษ์ข้อมูลระยะยาว และข้อจำกัดด้านระบบและทรัพยากร แม้บรรณารักษ์จะมีทักษะการอธิบายข้อมูลในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง แต่ยังขาดมาตรฐานกลางร่วมกันของสถาบัน ข้อเสนอแนะสำคัญจากการศึกษาครั้งนี้ คือ การจัดทำมาตรฐานกลางด้านเมทาเดทาเชิงบริหารสำหรับคลังสถาบันไทย การยกระดับบทบาทเชิงนโยบายของผู้บริหาร การพัฒนาศักยภาพบรรณารักษ์ด้านการอนุรักษ์ดิจิทัล และการปรับปรุงระบบคลังสถาบันให้รองรับเมทาเดทาเชิงบริหารเชิงลึก เพื่อเสริมคุณภาพการจัดการทรัพยากรสารสนเทศระยะยาวอย่างยั่งยืน
การวิเคราะห์การสร้างสรรค์และบทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ Youtube ในฐานะคติชนดิจิทัล, สริตา ปัจจุสานนท์
การวิเคราะห์การสร้างสรรค์และบทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ Youtube ในฐานะคติชนดิจิทัล, สริตา ปัจจุสานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube เป็นคติชนดิจิทัลของกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งก่อเกิดเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า “คนเจเนอเรชันซี” (Genaration C; C ย่อมาจาก Connectedness) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาเรื่องเล่ากลุ่มนี้โดยมีวัตถุประสงค์ ในการศึกษา 3 ประการ ได้แก่ 1. เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของ เรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube 2. เพื่อวิเคราะห์การสร้างสรรค์เรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube ในฐานะคติชนดิจิทัล 3. เพื่อวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากคลิปวิดีโอเรื่องเล่าในสื่อออนไลน์ YouTube ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2565 รวม 163 คลิป ประกอบด้วย 1) กลุ่มเรื่องเล่าคติชีวิตร่วมสมัย 2) กลุ่มเรื่องเล่าเสริมสร้างทักษะการบริหารจัดการตนเอง 3) กลุ่มเรื่องเล่าการเงิน และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ผลิตรายการ การตอบแบบสอบถามของผู้รับชมรายการ และการสังเกตการณ์ช่องรายการเรื่องเล่าในสื่อออนไลน์ YouTube ผลการศึกษาพบว่า 1. เนื้อหาของเรื่องเล่าแนวการสอนนำเสนอปัญหาและวิธีการจัดการกับปัญหาของคนในสังคมเมือง โดยสอนให้มีสติและรู้เท่าทันอันตรายต่าง ๆ 2. การสร้างสรรค์เรื่องเล่าแนวการสอนมีการดัดแปลงและสร้างเรื่องเล่าใหม่ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตสมัยใหม่และสังคมเมืองเรื่องเล่าผลิตขึ้นโดยยูทูบเบอร์ในรูปแบบของสื่อดิจิทัลและนำเสนอบนแพลตฟอร์ม YouTube โดยมีอินเทอร์เน็ตช่วยส่งต่อเรื่องเล่าข้ามสื่อ 3. บทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอน เรื่องเล่ามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะการสอนคติชีวิตสมัยใหม่และทักษะชีวิตที่จำเป็น ได้แก่ ทักษะสมอง EF (Executive Function) ทักษะความฉลาดรอบด้าน (7Q) ทักษะชีวิต (Life skills) และทักษะการเงิน ช่วยสร้างชุมชนแห่งการแบ่งปันเรื่องเล่าในพื้นที่เสมือนและการปฏิสัมพันธ์ในวิถีดิจิทัลของกลุ่มคนเจเนอเรชันซี การศึกษาเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube เป็นตัวอย่างในการศึกษาข้อมูลคติชนดิจิทัลและเป็นความท้าทายที่มีต่อมุมมองการศึกษาคติชนดิจิทัล และช่วยขยายขอบเขตการศึกษาข้อมูลคติชนบนอินเทอร์เน็ตที่สะท้อนให้เห็นการขยายกลุ่มชนใหม่ (folk) ข้อมูลคติชนใหม่ (lore) การปฏิสัมพันธ์ใหม่ของกลุ่มชนบนพื้นที่เสมือน (virtual space) พื้นที่ใหม่แห่งการศึกษาทางคติชน
การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์
การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง ที่เพิ่มโอกาสในการสื่อสารเนื้อเรื่องได้อย่างชัดเจน และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปการแสดงสำหรับผู้พิการทางการเห็น โดยมุ่งเน้นการศึกษาผลลัพธ์จากการใช้งานบทบรรยายเสียง (Audio Narration) จริงในสถานการณ์การแสดงสด โดยวัดผลในด้าน 1) ระดับความเข้าใจเนื้อเรื่อง 2) ความพึงพอใจต่อประสบการณ์การชม และ 3) การมีส่วนร่วมทางอารมณ์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงเทคนิคการสร้างบทบรรยายเสียง การวิจัยนี้มีวิธีการดําเนินงานวิจัยจากการศึกษา และวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และประสบการณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า จากการทดลองโดยใช้วิธีการหรือแนวคิดทฤษฎีการเข้าถึงสื่อและหลักการออกแบบสากล (Universal Design for Learning: UDL) ร่วมกับการสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสดช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปะการแสดงโดยการถ่ายทอดองค์ประกอบบนเวทีอย่างครบถ้วน ทั้งบุคลิกลักษณะ กริยา ท่าทางของตัวละคร ภาพฉาก การเคลื่อนไหว สัญลักษณ์และเทคนิคการการแสดงในละครเวทีรวมถึงการใช้เทคโนโลยีบรรยายสด ซึ่งทำให้ผู้พิการทางการเห็นสามารถเข้าใจแก่นเรื่องและนัยยะสำคัญของการแสดงได้อย่างชัดเจน และได้รับประสบการณ์การชมที่ครบถ้วนทั้งทางศิลปะและอารมณ์ใกล้เคียงกับผู้ชมทั่วไปคำสำคัญ : บทบรรยายเสียง, ผู้พิการทางการเห็น, การแสดงสด, ละครเวที
แม่กับลูกชายเควียร์ในวรรณกรรมของนักเขียนเควียร์เวียดนามพลัดถิ่น: บาดแผลกับการแสวงหา "บ้าน", อภิสิทธิ์ ตรั่น
แม่กับลูกชายเควียร์ในวรรณกรรมของนักเขียนเควียร์เวียดนามพลัดถิ่น: บาดแผลกับการแสวงหา "บ้าน", อภิสิทธิ์ ตรั่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของแม่ผู้อพยพจากสงครามเวียดนามกับลูกชายเควียร์เวียดนามพลัดถิ่นในประเทศสหรัฐอเมริกาในตัวบทคัดสรร โดยมุ่งสำรวจให้เห็นบทบาทของบาดแผลที่เชื่อมร้อยคนสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน รวมทั้งการแสวงหาพื้นที่แห่งการเยียวยาสำหรับกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มตัวบทคัดสรรได้แก่ On Earth We’re Briefly Gorgeous (2019) ของ โอเชียน วอง (Ocean Vuong) The Magic Fish (2020) ของ จุง เล เหงวียน (Trung Le Nguyen) และ Things We Lost to the Water (2021) ของ เอริค เหงวียน (Eric Nguyen) จากการศึกษาพบว่า ตัวบทคัดสรรมิเพียงถ่ายทอดบาดแผลจากสงครามเวียดนามซึ่งทำให้ตัวละครแม่สูญเสียและถูกตัดขาดจากรากเหง้าในบ้านเกิด พร้อมทั้งต้องเผชิญกับอคติทางชาติพันธุ์ เพศ และชนชั้นเรื่อยมา แต่ในขณะเดียวกันก็นำเสนอกระบวนการเรียนรู้บาดแผลจากสงครามเวียดนามของลูกชายเควียร์ อันนำมาสู่การทำความเข้าใจสภาวะพลัดถิ่นของตนเองในฐานะชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนาม นอกจากนั้นตัวบทคัดสรรยังนำเสนอบาดแผลจากการมีเพศวิถีแบบเควียร์ของลูกชายอันนำมาซึ่งความรู้สึกผิดแผกในครอบครัวและชุมชนคนเวียดนาม และการถูกกดทับในสังคมอเมริกันที่ยังคงมีอคติต่อกลุ่มรักเพศเดียวกัน อย่างไรก็ดี แม้บาดแผลของแม่กับลูกชายเควียร์จะขับเน้นให้เห็นสภาวะ “ไร้บ้าน” อันเป็นประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่ตัวละครแบ่งปันร่วมกัน แต่การเรียนรู้บาดแผลซึ่งกันและกันของตัวละครยังเป็นพลังสร้างสรรค์อันนำไปสู่การแสวงหา “บ้าน” อันเป็นพื้นที่ของการเยียวยาและเอื้อให้อัตลักษณ์พลัดถิ่นที่มีความแตกต่างหลากหลายสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอีกด้วย
การจัดการท่องเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมอย่างมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน, ชลิตา ชัชวา
การจัดการท่องเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมอย่างมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน, ชลิตา ชัชวา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กรณีบ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อม จังหวัดกระบี่ 2) ศึกษาการจัดการท่องเที่ยวเชิงมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน และ 3) ศึกษาแนวทางการจัดการเพื่อความยั่งยืน โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวม 15 ราย โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ด้านสภาพพื้นที่ บ่อน้ำพุร้อนเค็มคลองท่อมมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เชื่อมโยงกับการบำบัดสุขภาพ และเป็นฐานรายได้แก่ชุมชน แม้สิ่งอำนวยความสะดวกยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม ภาครัฐมีบทบาทด้านมาตรฐานความปลอดภัย ส่วนเอกชนสนับสนุนด้านบริการ ฝึกอบรม และการตลาดร่วมกับชุมชน ด้านการจัดการ ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งคณะกรรมการบริหาร จัดทำกฎระเบียบ และอบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ภาครัฐและเอกชนพัฒนาการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ส่งเสริมการตลาดเชิงสุขภาพ และสร้างเวทีความร่วมมือ ด้านการมีส่วนร่วม ชุมชนมีบทบาทเชิงปฏิบัติ แบ่งหน้าที่ชัดเจน ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านความรู้และงบประมาณ แม้กระบวนการตัดสินใจบางส่วนยังขึ้นอยู่กับภาครัฐ และการแบ่งปันผลประโยชน์ยังไม่ทั่วถึง
การศึกษารูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, ปัญจรัตน์ เดชกุญชร
การศึกษารูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, ปัญจรัตน์ เดชกุญชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญและให้ความตระหนักในการบริหารจัดการ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเหตุวิกฤติที่เกินการรับมือ การศึกษาเรื่อง รูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาในภาคการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ย่านราชประสงค์ เขตปทุมวัน ภายใต้กรอบแนวคิดการร่วมมือทำงานกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนแบบเครือข่าย Networking มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึง 1) รูปแบบความร่วมมือเชิงนโยบายของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติ 2) นโยบายการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ย่านราชประสงค์ 3) การออกแบบแผนการรับมือเหตุวิกฤติ และ 4) เพื่อดูแนวโน้มการเป็นต้นแบบนำร่องไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองอื่นในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารกลุ่มภาคเอกชนกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ จำนวน 10 องค์กร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่อีก 2 องค์กร ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา พรรณนา พัฒนาแก่นสาระ ตรวจสอบด้วยวิธีเทคนิคสามเส้า ร่วมกับการศึกจากข้อมูลเอกสารและการลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบความร่วมมือเชิงนโยบายของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินในย่านราชประสงค์ ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่แบบเครือข่าย ระหว่างภาครัฐกับเครือข่ายภาคเอกชน บวกกับ Disaster Management และ Crisis Management (2) นโยบายการรักษาความปลอดภัยใช้การร่วมออกแบบ ร่วมคิด และขับเคลื่อนกลไกเชิงนโยบายมีปฏิสัมพันธ์ในระดับองค์กร และระดับบุคคลต่อบุคคล (3) การออกแบบแผนการรับมือเหตุวิกฤติฉุกเฉินจากภัยพิบัติในย่านราชประสงค์ ใช้วิธีการเตรียมความพร้อม ตามหลักการของ Disaster Management ร่วมกับ Crisis Management (4) แนวโน้มการเป็นต้นแบบนำไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองอื่นในกรุงเทพมหานคร ต้องพิจารณาร่วมด้วยกับความเข้มแข็งของความร่วมมือของรัฐและเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ แนวทางในการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ระบบการเงินส่วนกลางที่น่าเชื่อถือ มีการจัดปรับการใช้รูปแบบให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง
การประเมินผลการใช้น้ำเสียบำบัดในระบบไฮโดรพอนิกส์ : การเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน การเติบโตของผักกาดหอม และกลุ่มชุมชนของจุลินทรีย์บริเวณราก, พชร ป่ากว้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจากระบบเติมอากาศของอาคารหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมาใช้ในระบบไฮโดรพอนิกส์เพาะปลูกผักกาดหอม (Lactuca sativa) เพื่อส่งเสริมการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การทดลองออกเป็น 3 ระยะตามอัตราส่วนน้ำเสียบำบัด ได้แก่ 50% (ระยะที่ 1), 100% (ระยะที่ 2) และ 75% (ระยะที่ 3) เปรียบเทียบกับระบบควบคุมที่ใช้สารละลายปุ๋ยไฮโดรพอนิกส์ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน ได้แก่ แอมโมเนียม (NH4+), ไนไตร์ท (NO2-), ไนเตรต (NO3-), และ ไนโตรเจนคเจดาลห์ (TKN) และประเมินผลต่อการเจริญเติบโตและปริมาณไนโตรเจนของผักกาดหอม ตลอดระยะเวลาเพาะปลูก 28 วัน มีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำ และสุ่มเก็บตัวอย่างรากเพื่อศึกษาความหลากหลายของชุมชนจุลินทรีย์ ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของน้ำเสียบำบัดมีผลต่อการเจริญเติบโตของผักกาดหอมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระบบที่ใช้น้ำเสียบำบัด 100% ให้ผลผลิตสูงสุดทั้งในด้านน้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง และปริมาณไนโตรเจน ซึ่งแนวโน้มนี้สอดคล้องกับความเข้มข้นไนเตรตและ TKN ในน้ำ แสดงถึงความเพียงพอของธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจน ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ชุมชนจุลินทรีย์บริเวณรากพบว่าระบบน้ำเสียบำบัดมีความหลากหลายสูงกว่าระบบควบคุม โดยพบแบคทีเรียเด่นใน สกุล Altererythrobacter รวมถึงสกุล midas_g_859 ซึ่งอยู่ในอันดับ Thermomicrobiales และสกุลของแบคทีเรียในไฟลัม Armatimonadotaซึ่งเกี่ยวข้องกับการย่อยสลายอินทรียวัตถุและการเปลี่ยนรูปไนโตรเจน ส่วนระบบควบคุมพบแบคทีเรียเด่นในสกุลของวงศ์ Rhizobiaceae และสกุล Bosea ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรึงไนโตรเจนและช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหารของพืช ดังนั้นการนำน้ำเสียบำบัดกลับมาใช้ในระบบไฮโดรพอนิกส์จึงมีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักกาดหอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การปรับสมดุลธาตุอาหารและคุณภาพน้ำก่อนใช้งานจริงยังเป็นสิ่งจำเป็น ผลการศึกษานี้จึงสามารถเป็นแนวทางพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียแบบบูรณาการร่วมกับการเพาะปลูกไฮโดรพอนิกส์ภายในมหาวิทยาลัยต่อไป
ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์
ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออมและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เปรียบเทียบความคิดเห็นของของคน Gen y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และศึกษาพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยการวิจัยเป็นชิงปริมาณแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ความรู้ในการออมของคน Gen y และนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของทัศนคติในการออมนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า เพศ อายุ อาชีพ ค่าใช้จ่ายหลัก ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ความเพียงพอของรายรับ–รายจ่ายที่ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกนั้นมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และในด้านทัศนคติ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความรู้ในการออม มีผลต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจากผลการศึกษาอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางพัฒนานโยบายด้านการออมและสวัสดิการผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต
แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ, พลอยชนก ธนวิจิตรพันธ์
แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ, พลอยชนก ธนวิจิตรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษานโยบาย แนวทางยุทธศาสตร์ การบูรณาการ บทบาทและโครงสร้างองค์การ ของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับด้านการป้องกันและปราบปรามกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อขัดข้องในการดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามโจรสลัดฯ ภายใต้บทบาทของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ศรชล. เป็นกลไกหลักในการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลตาม พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 มีอำนาจสั่งการทั้งภาวะปกติและฉุกเฉิน แต่ยังเผชิญปัญหาโครงสร้างซ้ำซ้อน ขาดบุคลากรเฉพาะทาง และระบบข้อมูลไม่เป็นเอกภาพ จึงเสนอแนวทางพัฒนา 2 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับนโยบาย มุ่งเน้นจัดทำยุทธศาสตร์ปราบปรามโจรสลัด ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้าง พัฒนาระบบ MDA ด้วย Big Data และ ความร่วมมือระดับภูมิภาค 2) ระดับปฏิบัติ เน้นพัฒนาศักยภาพบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ใช้การจัดการความรู้ (KM) เทคโนโลยีสารสนเทศแบบเรียลไทม์ และการฝึกซ้อมร่วมต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามโจรสลัดอย่างยั่งยืน
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ในเส้นทางการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย ภายใต้วิกฤตการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทะเลแดง ซึ่งเกิดจากการโจมตีเรือพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2566 และส่งผลให้สายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะทางการเดินเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ถึง 4,000 ไมล์ทะเล และระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้นเฉลี่ย 15 ถึง 30 วัน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานรวมทั้งสิ้น 22 ราย ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ สมาคมและหน่วยงานการศึกษา ผู้นำเข้า ตัวแทนออกของ สายการเดินเรือ และผู้ให้บริการท่าเรือ ผลการศึกษาพบว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าควบคุมอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่งในช่วงร้อยละ 20 ถึง 40 จากค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยเส้นทางเสี่ยงสงคราม และต้นทุนเชื้อเพลิง ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวและผันผวนมากขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 20 ถึง 25 วันเป็น 35 ถึง 55 วัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้และภาวะตู้ไม่เพียงพอ ปัญหาด้านเอกสารและพิธีการนำเข้าที่ต้องแก้ไขจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเรือและกำหนดการเดินเรือ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการพลาดช่วงจำหน่ายของสินค้าอ่อนไหวต่อเวลาและอุณหภูมิ เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป และเวชภัณฑ์ รวมถึงการลดลงของความน่าเชื่อถือของโซ่อุปทานและบริการขนส่ง ซึ่งทำให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูลและการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์มากขึ้น ในด้าน แนวทางการปรับตัว ผู้นำเข้ามุ่งใช้กลยุทธ์เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการปรับระดับสินค้าคงคลัง การกระจายแหล่งนำเข้าและเส้นทางขนส่ง การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสำหรับสินค้าที่อ่อนไหวต่อเวลา การทำสัญญาค่าระวางระยะยาว และ การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐเพื่อบริหารจัดการเอกสารให้ทันต่อสถานการณ์ โดยสรุป งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการนำเข้าสินค้าควบคุมอุณหภูมิจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย และจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงบูรณาการด้านโลจิสติกส์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์เมืองและการวิเคราะห์แผนการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กรณีศึกษาเกาะสีชัง, วิศรุจน์ โรจน์ฤทธิไกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กิจกรรมในเขตเมืองมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 70 ของการปล่อยทั่วโลก การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ระดับเมืองจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุแหล่งปล่อยหลักและกำหนดนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม การศึกษาของประเทศไทยยังขาดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเฉพาะทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ เช่น เทศบาลตำบลเกาะสีชัง วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับเมืองในพื้นที่เทศบาลตำบลเกาะสีชัง และเสนอแนะแผนการพัฒนาเมืองตามแนวทางการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การศึกษาได้ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2566 โดยใช้แนวทาง GPC (Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Inventories) ครอบคลุมภาคพลังงาน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการจัดการของเสีย ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อหัวของเทศบาลอยู่ที่ 22.38 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคน ซึ่งมีค่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ แหล่งกำเนิดหลักมาจาก ภาคพลังงาน (เนื่องจากเครื่องปั่นไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล) และ ภาคการคมนาคมขนส่ง รวมถึงการจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่มีมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่เสนอเพื่อบรรลุเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ ได้แก่ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, การเปลี่ยนเรือโดยสารและรถจักรยานยนต์เป็นระบบไฟฟ้า, การส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลและผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว มาตรการเหล่านี้มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 104.2% ซึ่งจะช่วยให้เทศบาลตำบลเกาะสีชังสามารถเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ก่อนปี พ.ศ. 2593
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหล กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, ศตพร ใจสมคม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหล กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, ศตพร ใจสมคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดชลบุรี โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้นในการเปรียบเทียบความสำคัญของปัจจัยทีละคู่และจัดลำดับความสำคัญ ข้อมูลถูกรวบรวมและวิเคราะห์จากแบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความเปราะบางมากที่สุด คือ ปัจจัยความสามารถในการรับมือเมื่อเกิดเหตุ โดยผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับ (1) แผนตอบสนองและรับมือสถานการณ์ (2) ความรู้ ความสามารถ และทักษะของบุคลากร และ (3) อุปกรณ์และเครื่องมือในการขจัดคราบน้ำมัน ตามลำดับ สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายพบว่าประเด็นสำคัญที่สุด คือ การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ ได้แก่ (1) การมีแผนขจัดคราบน้ำมันในระดับต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแผนชาติ (2) การจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินเพื่อการตอบสนองและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (3) การจัดหาเครื่องมือในการขจัดคราบน้ำมัน (4) การให้ความรู้ การฝึกซ้อม และการฝึกปฏิบัติจริงแก่เจ้าหน้าที่ และ (5) การจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล ผลวิจัยนี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบางจากน้ำมันรั่วไหลในจังหวัดชลบุรี และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบาย การพัฒนากลไกการวางแผน และการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการจัดการปัญหาน้ำมันรั่วไหลร่วมกันต่อไป