Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 211 - 240 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

ต้นแบบระบบตรวจจับ คัดแยก และป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก, รักษ์ตะวัน พูลสุวรรณ Jan 2025

ต้นแบบระบบตรวจจับ คัดแยก และป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก, รักษ์ตะวัน พูลสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการออกแบบและความเป็นไปได้ของระบบกระบวนการหลายขั้นตอนแบบครบวงจรสำหรับการตอบโต้โดรน (UAV) โดยใช้แพลตฟอร์ม Software-Defined Radio (SDR) ในกระบวนการแรก การตรวจจับใช้วิดีโอเรดาร์แบบคลื่นต่อเนื่องปรับความถี่ (FMCW) ที่มีความถี่พาหะ 2.4GHz สำหรับการตรวจจับและติดตามเป้าหมายทางอากาศ ระบบย่อยนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อระบุระยะทางและความเร็วของวัตถุที่เข้ามา ขั้นตอนที่สองเกี่ยวข้องกับการจำแนกสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ (RF) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบคอนโวลูชัน (CNN) เพื่อวิเคราะห์สัญญาณควบคุมและการถ่ายโอนข้อมูลที่ส่งระหว่างโดรนและผู้ควบคุมภายในย่านความถี่ ISM (2.4GHz) ขั้นตอนสุดท้ายคือการทำให้ภัยคุกคามที่ได้รับการยืนยันเป็นกลางโดยใช้เทคนิคการตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์สองวิธี วิธีแรกคือการปล่อยสัญญาณรบกวนเพื่อขัดขวางการเชื่อมโยงคำสั่งและการควบคุมในย่านความถี่ ISM (2.4GHz) เพื่อแยกโดรนออกจากผู้ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ระบบจะทำการหลอก GPS ภายในย่านความถี่ L1 โดยการส่งสัญญาณ GPS L1 จำลองในย่านความถี่ 1.575GHz เพื่อทำให้ตำแหน่งของโดรนสับสน ระบบนี้ได้ทดสอบกับโดรน DJI Mini 4K ที่มีพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ 0.01 ตารางเมตร โดยมีผลลัพธ์คือระยะการตรวจจับ 20 เมตร และระยะการรบกวนและการหลอก GPS ที่ 50 เมตร ภายใต้ข้อจำกัดกำลังส่งที่ 20 dB ตามข้อจำกัดของย่านความถี่ ISM


การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์ Jan 2025

การผลิตละอองลอยที่มีลูกหลานเรดอนเกาะติดสำหรับการประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอด, รุ่งโรจน์ สกุลเนรมิตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการผลิตละอองลอยกัมมันตรังสีที่มีนิวไคลด์ลูกหลานเรดอนเกาะติดภายใต้สภาวะควบคุม เพื่อจำลองลักษณะทางกายภาพของอนุภาคในสิ่งแวดล้อมจริง และประเมินปริมาณรังสียังผลที่ปอดได้รับ โดยมุ่งเน้นการศึกษาในช่วงขนาดอนุภาค 10 ถึง 150 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงขนาดวิกฤตที่มีโอกาสตกสะสมในถุงลมปอดและส่งผลกระทบทางชีวภาพสูงสุด การศึกษาดำเนินการโดยใช้สารละลายตั้งต้น 3 ชนิด ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์, กลูโคส และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต ที่ระดับ ความเข้มข้นแปรผันตั้งแต่ 1,000 ถึง 10,000 ppm ร่วมกับการศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อม ได้แก่ อุณหภูมิ (25 และ 35 องศาเซลเซียส) และความชื้นสัมพัทธ์...


การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์ Jan 2025

การเปรียบเทียบขนาดของรอยฝ่าเท้าที่ได้จากเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า, วรัญญา รัตนสุมาวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความแม่นยำของเครื่องมือใหม่ที่ถูกพัฒนามาใช้ทดแทนเครื่องมือเดิม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือ ได้มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาเพื่อทดแทนการใช้โฟมพิมพ์เท้า และใช้ iPhone 12 mini เป็นอุปกรณ์สแกนรอยฝ่าเท้าเพื่อทดแทนเครื่อง 3D scanner เพื่อประเมินให้เห็นว่าสามารถนำเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติแบบพกพาและ iPhone 12 mini มาใช้ทดแทนได้ จึงได้มีการออกแบบการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) โดยศึกษาปัจจัยของประเภทเครื่องมือที่ใช้พิมพ์รอยฝ่าเท้า ได้แก่ โฟมพิมพ์เท้า และ เครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพา และประเภทเครื่องสแกน 3 มิติ ได้แก่ 3D scanner และ iPhone 12 mini การทดสอบได้เก็บข้อมูลเท้า 18 ข้าง จากผู้เข้าร่วมวิจัย 9 คน โดยพิมพ์ลงบนเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพาและโฟมพิมพ์เท้า และทำซ้ำ 3 ครั้ง รอยฝ่าเท้าที่ได้ถูกสร้างรูปร่างรอยฝ่าเท้าดิจิตอลด้วย iPhone 12 mini และ 3D scanner เพื่อเก็บข้อมูลตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ได้แก่ ความกว้างรอยฝ่าเท้า ความยาวรอยฝ่าเท้า ความสูงรอยฝ่าเท้าในพื้นที่บริเวณอุ้งเท้า 4 ตำแหน่ง และความสูง Metatarsal head ที่ 3 จากผลการวิเคราะห์ทางสถิติแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% พบว่าตัวชี้วัดทั้ง 7 ตัว ของเครื่องพิมพ์รอยฝ่าเท้า 3 มิติ แบบพกพากับโฟมพิมพ์เท้าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และการใช้ iPhone 12 กับ 3D scanner ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …


ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ Jan 2025

ปัญญาประดิษฐ์ในบทบาทนักวิเคราะห์ข้อมูล : กรอบแนวคิดสำหรับการวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และตัวแทนปัญญาประดิษฐ์, วิชญาดา เล้าสุบินประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิเคราะห์เชิงข้อมูลที่ดำเนินการโดยมนุษย์มีความท้าทาย เนื่องจากต้องใช้เวลา ทักษะเฉพาะทาง และทรัพยากรจำนวนมาก งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อค้นหาวิธีในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เพื่อทำให้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบอัตโนมัติ โดยปฏิบัติตามวิธี 6 ขั้นตอน ได้แก่ ถาม เตรียม ประมวลผล วิเคราะห์ แบ่งปัน และดำเนินการ โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาแทรกแซงตลอดกระบวนการวิเคราะห์ การดำเนินการเริ่มตั้งแต่ผู้ใช้ป้อนชุดข้อมูล วัตถุประสงค์ที่ต้องการ บริบทของข้อมูล และสมมติฐานที่มีอยู่ก่อน จากนั้นระบบจะสร้างคำสั่ง และดำเนินงานต่าง ๆ โดยอัตโนมัติผ่านตัวแทนปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบเฉพาะทาง โดยตัวแทนเหล่านี้มีบทบาทในการวางแผนและกำหนดการดำเนินงาน โดยอาศัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการสร้างแนวคิดและใช้เหตุผลเพื่อกำหนดแนวทางการวางแผนและการดำเนินการ ผลการทดลองจาก 5 ชุดข้อมูลในสาขาที่แตกต่างกัน ได้แก่ การศึกษา สุขภาพ ธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่า ผลการประเมินตามเกณฑ์คะแนนการวิเคราะห์เชิงข้อมูลเฉลี่ย 8.1 – 9.4 จากคะแนนเต็ม 10 โดยมีความสอดคล้องระหว่างผลการประเมินโดยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และมนุษย์เฉลี่ย 0.94 – 0.97 มีเวลาในการดำเนินงานเฉลี่ย 1.8 - 6.6 นาที มีข้อผิดพลาดเฉลี่ย 0.2 - 1.8 ครั้ง และมีความสามารถในการทำงานต่าง ๆ เช่น ประมวลผลโค้ด คำนวณสถิติหรือสร้างแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง และแสดงผลภาพได้ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ในการทำหน้าที่เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลเสมือน และสามารถต่อยอดระบบวิเคราะห์เชิงข้อมูลแบบอัตโนมัติในสาขาต่าง ๆ ได้ในอนาคต


แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย Jan 2025

แบบจำลองเชิงรูปนัยของกระบวนการจัดการโครงการในมาตรฐาน Iso/Iec29110 โดยใช้คัลเลอร์เพทริเน็ต, วรันณ์ธร ศิริกระจาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอแนวทางการตรวจสอบความถูกต้องเชิงรูปแบบ (Formal Verification) ร่วมกับกรอบการประเมินผลผ่านระบบเว็บแอปพลิเคชันสำหรับองค์กรขนาดเล็กประเมินตนเอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามกระบวนการบริหารโครงการ (Project Management: PM) ของมาตรฐาน ISO/IEC 29110 สำหรับองค์กรขนาดเล็กมาก (Very Small Entities: VSEs) โดยใช้แบบจำลอง Colored Petri Nets (CPNs) ในการนิยามและจำลองกระบวนการหลักของ PM ได้แก่ การวางแผน การดำเนินโครงการ การควบคุม และการปิดโครงการ พร้อมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติที่สำคัญของกระบวนการเหล่านี้อย่างเป็นระบบและระบบเว็บแอปพลิเคชันถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูล เรียกใช้การจำลอง และนำเสนอผลการประเมิน ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ใช้จะถูกแปลงให้อยู่ในรูปของโทเคน เพื่อนำไปประเมินผ่านแบบจำลอง CPN และเชื่อมโยงผลลัพธ์กับระดับการปฏิบัติตามมาตรฐานในแต่ละกระบวนการของ ISO/IEC 29110 PM การทดลองใช้งานระบบยืนยันถึงความถูกต้อง ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานของระบบที่นำเสนอ การผสานรวมระหว่างแบบจำลองเชิงรูปแบบกับระบบอัตโนมัติผ่านเว็บแอปพลิเคชันนี้ เป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ โดยช่วยเสริมสร้างความเข้มงวดในการตรวจสอบ การประเมินกระบวนการอย่างเป็นระบบ และรองรับการนำไปใช้งานจริงผ่านส่วนติดต่อผู้ใช้ที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับองค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กก่อนรับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบ


การปลูกและวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของฟิล์มแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมอาร์เซไนด์และฟิล์มอินเดียมฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมแอนติโมไนด์, สหรัฐ ชมเดช Jan 2025

การปลูกและวิเคราะห์ลักษณะสมบัติของฟิล์มแกลเลียมอาร์เซไนด์ฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมอาร์เซไนด์และฟิล์มอินเดียมฟอสไฟด์บิสไมด์บนแกลเลียมแอนติโมไนด์, สหรัฐ ชมเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการปลูกชั้นฟิล์ม GaAsPBi บนแผ่นฐาน GaAs เพื่อลดความบกพร่องของโครงผลึกในชั้นฟิล์ม และชั้นฟิล์ม InPBi บนแผ่นฐาน GaSb เพื่อให้เกิดการดึง Bi เข้ามาผสมในชั้นฟิล์มมากขึ้น ชิ้นงานถูกปลูกโดยเทคนิคเอพิแทกซีลำโมเลกุล (MBE) นอกจากนี้ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกนำไปอบที่อุณหภูมิสูง เพื่อศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิที่มีต่อคุณสมบัติของวัสดุ ชิ้นงาน GaAsPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) จุลทรรศน์แบบใช้แสง (OM) และ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD ถูกศึกษา oxidation state และองค์ประกอบของธาตุในชั้นฟิล์มด้วยเทคนิคการดูดกลืนรังสีเอกซ์ (XAS) และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL ชิ้นงาน InPBi ถูกศึกษาสัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม (AFM) ถูกศึกษาโครงสร้างผลึกด้วยเทคนิค XRD และถูกศึกษาคุณสมบัติเชิงแสงด้วยเทคนิค PL. ผลการวิเคราะห์ชิ้นงาน GaAsPBi แสดงว่าชิ้นงานที่ได้รับการปรับปรุงเงื่อนไขการปลูก ไม่มีความบกพร่องของโครงผลึกบนผิวหน้า เนื่องจากชั้นฟิล์มมีค่าคงตัวแลตทิซใกล้เคียงกับแผ่นฐาน มีปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์มเพิ่มขึ้น และมีปรับปรุงผลตอบสนองเชิงแสงให้ดีขึ้น การศึกษาผลของการอบชิ้นงานพบว่า การอบที่ 650°C เกิดการทำลายผิวหน้าของชิ้นงาน ทำให้คุณภาพผลึกแย่ลง การอบช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปล่งแสงได้เล็กน้อยในกรณีการอบที่อุณหภูมิ 450°C และ 550°C แต่การอบที่ 650°C ทำให้ประสิทธิภาพการเปล่งแสงลดลงไปอย่างมาก และการอบไม่ส่งผลต่อองค์ประกอบในชั้นฟิล์ม ชั้นฟิล์ม InPBi มีโครงผลึกที่มีการคลายความเครียด ทำให้ผิวหน้ามีความขรุขระ ความขรุขระของผิวหน้าและปริมาณของ Bi ในชั้นฟิล์ม ถูกพบว่าแปรผันกับอุณหภูมิปลูกและปริมาณของ Bi ในลำโมเลกุล ผลตอบสนองเชิงแสงของชิ้นงานแสดงยอดการเปล่งแสงหลายยอด ชิ้นงานที่มีปริมาณ Bi มากที่สุดถูกปลูกที่อุณหภูมิ 300°C โดยมีปริมาณ Bi ในลำโมเลกุลเป็น 2×10-8 Torr ซึ่งทำให้มี Bi ในชั้นฟิล์มเป็น 2.45% เมื่อเปรียบเทียบกับชั้นฟิล์มที่ปลูกด้วยเงื่อนไขเดียวกันบนแผ่นฐาน InP แล้ว พบว่ามีปริมาณ Bi ที่มากกว่าเล็กน้อยในชั้นฟิล์มที่ปลูกบน GaSb


การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์ Jan 2025

การผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพดที่ปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำโดยกระบวนการหมักแบบเชื้อผสม, อิฏฐนิตย์ อินทร์จันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จึงทำการศึกษาการใช้วัสดุประเภทลิดโนเซลลูโลส ซึ่งสามารถหาได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรโดยเลือกใช้ซัง(หรือแกน) ข้าวโพดซึ่งเป็นเศษวัสดุจากข้าวโพดซึ่งมีการเพาะปลูกในปริมาณมากในประเทศไทย ในการปรับสภาพเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการหมักเอทานอล โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะของการปรับสภาพโดยการระเบิดด้วยไอน้ำและประเมินศักยภาพของซังข้าวโพดบดที่ถูกปรับสภาพในการผลิตเอทานอลด้วยกระบวนการย่อยและหมักพร้อมกัน (Simultaneous Saccharification and Fermentation; SSF) แกนข้าวโพดถูกบดและร่อนให้มีขนาดอนุภาค 2.0 และ 0.5 มิลลิเมตร จากนั้นนำไปปรับสภาพด้วยการระเบิดด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 190, 210 และ 230 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 6, 13 และ 20 นาที จากนั้นศึกษาผลของสภาวะการปรับสภาพต่อการปลดปล่อยน้ำตาลและการผลิตเอทานอลโดยวัสดุที่ผ่านการปรับสภาพจะถูกนำไปย่อยด้วยเอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสเป็นน้ำตาลกลูโคสและไซโลส ก่อนเข้าสู่กระบวนการหมักแบบ โดยใช้เชื้อ Pichia stipitis TISTR 5806 ร่วมกับยีสต์ทางการค้า ผลการศึกษาพบว่า การปรับสภาพที่อุณหภูมิ 210 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 13 นาที ความเข้มข้นของกลูโคสสูงสุดเท่ากับ 19.5 กรัมต่อลิตร ที่การใช้ซังข้าวโพดที่มีขนาดอนุภาค 0.5 มิลลิเมตร ปรับสภาพที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 นาที ที่ความเข้มข้นของของแข็งร้อยละ 13 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ร่วมกับการเติม สามารถผลิตเอทานอลได้ที่ความเข้มข้นสูงสุด 29.4 กรัมต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.7 กรัมต่อลิตรเมื่อเทียบกับการใช้กากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการเลือกสภาวะที่ใช้ในการปรับสภาพด้วยไอน้ำอย่างเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดสารยับยั้งระหว่างการปรับสภาพ ส่งผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเอทานอลจากซังข้าวโพด รวมถึงมีศักยภาพที่ดีในการนำไปประยุกต์ใช้ในการกระบวนการหมักเพื่อผลิตสารชีวภาพอื่น ๆ


การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์ Jan 2025

การศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบจากการใช้เสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ของระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่, อัยรดา ทวียศศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ (Mobile Mapping System : MMS) ถูกนำมาใช้ในงานสำรวจกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่จะประกอบไปด้วยระบบหลัก 2 ระบบ คือ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System : GNSS) และระบบนำทางเฉื่อย (Inertial Navigation System : INS) เป็นระบบที่ช่วยให้การทำงานในภาคสนามสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานจำนวนมากในการสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งการนำมาใช้งานในประเทศไทยส่วนมากจะเป็นการนำระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เชิงพาณิชย์ที่เป็นระบบแบบสำเร็จรูปมาใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยว แต่ก็ยังมีหน่วยงานที่มีการติดตั้งเสาอากาศคู่ในระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่เพื่อใช้งาน รวมไปถึงในต่างประเทศก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้เสาอากาศคู่ ในงานวิจัยนี้ได้มีการนำข้อมูลที่ได้จากระบบจัดทำแผนที่แบบเคลื่อนที่ที่มีการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียมแบบเสาอากาศคู่ จาก 2 พื้นที่ ได้แก่พื้นที่เขตชุมชนเมืองแออัดที่มีสิ่งบดบังการรับสัญญาณดาวเทียม และพื้นที่เปิดโล่งง่ายต่อการรับสัญญาณดาวเทียมมาทำการประมวลผลแบบจลน์ภายหลังเพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการประมวลผลข้อมูลระบบจัดทำแผนที่แบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ โดยจะทำการศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ในส่วนของทิศทางในส่วนของค่า Yaw และตำแหน่งที่ได้จากไฟล์วิถีการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ รวมไปถึงเปรียบเทียบผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ที่ได้ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรทั้งในส่วนของเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยในพื้นที่ที่ 2 ได้มีการจัดทำจุดตรวจสอบเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งของผลลัพธ์พอยต์คลาวด์ ผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ที่ 1 พื้นที่เขตเมืองค่าความแตกต่างของค่า Yaw ที่ได้จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่มีค่าต่างกันสูงสุด 0.107° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.049° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดทางราบ (2D) แตกต่างกันได้สูงสุดถึง 1.931 เมตร ความแตกต่างของค่าพิกัดทั้งสามแกน (3D) สูงสุดถึง 2.245 เมตร ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 พื้นที่เปิดโล่งค่าความแตกต่างของค่า Yaw มีค่าต่างกันสูงสุด 0.008° มีค่าต่างกันเฉลี่ย 0.002° ตลอดเส้นทางการวิ่ง และความแตกต่างของค่าพิกัดแตกต่างกันสูงสุดเพียงหลักมิลลิเมตรเท่านั้น และความถูกต้องทางตำแหน่งเมื่อเทียบกับจุดตรวจสอบในพื้นที่ที่ 2 พบว่าการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวหรือเสาอากาศคู่ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันมาก มีค่า RMSE ทั้ง 3 แกนต่างกันเพียง 5 มิลลิเมตรเท่านั้น ในส่วนของความหนาแน่นพอยต์คลาวด์พบว่าทั้ง 2 พื้นที่ เมื่อประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่จะให้ปริมาณพอยต์คลาวด์ที่ใกล้เคียงกันมากหรือเท่ากันในแต่ละพื้นที่ และพบว่าพอยต์คลาวด์ที่ได้ในพื้นที่ที่ 1 จากการประมวลผลแบบเสาอากาศเดี่ยวมีการฟุ้งของพอยต์คลาวด์และเกิดความผิดพลาดทางตำแหน่งของพอยต์คลาวด์มากกว่าเสาอากาศคู่ ในขณะที่พื้นที่ที่ 2 ลักษณะของพอยต์คลาวด์ที่ได้จากการประมวลผลด้วยเสาอากาศเดี่ยวและเสาอากาศคู่ไม่เห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด


ศิลปะวิดีโอจัดวาง : มายาแห่งการก้าวผ่าน, อคราส พรขจรกิจกุล Jan 2025

ศิลปะวิดีโอจัดวาง : มายาแห่งการก้าวผ่าน, อคราส พรขจรกิจกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทคัดย่องานวิทยานิพนธ์ "ศิลปะวิดีโอจัดวาง: มายาแห่งการก้าวผ่าน" มีเป้าหมายหลักในการสำรวจความขัดแย้งระหว่าง "การเปลี่ยนแปลง" และ "การคงสภาพ" ในสังคมไทยระหว่างปี 2548 ถึง 2567 โดยใช้แนวคิดของ Thomas Samuel Kuhn และ Fernand Braudel ในการตีความว่า "วิกฤต" ของไทยเป็นทางแยกที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จาก “การไม่สามารถมีมาตรวัดใดมาตรวัดหนึ่งเป็นมาตรวัดหลัก” ระหว่างสองกระบวนทัศน์ได้ ทำให้สังคมไทยติดอยู่ใน "วัฏจักรของการเปลี่ยนไม่ผ่าน" ซึ่งเป็นสภาวะเรื้อรังที่เกิดจากการถูกแทรกแซงกระบวนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ทำให้เกิด "วิกฤตซ่อนเร้น" อยู่ภายใต้สภาวะปกติของสังคม สาเหตุหลักเกิดจาก "ความไม่ลงรอยกันของจังหวะเวลา" ระหว่าง โครงสร้างเมืองที่ช้า วิถีชีวิตที่ปรับตัว และเหตุการณ์การเมืองที่รวดเร็ว ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันไม่สามารถแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างได้ ผลงานศิลปะจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเปิดเผยสภาวะที่ถูกกดทับเหล่านี้ และตั้งคำถามว่าการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยเป็นเพียง "มายาภาพ" เท่านั้นหรือไม่ โดยการสร้างสื่อ Multi-Channel Video Installation Art เพื่อสะท้อน “"การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่อยู่ในระหว่างดำเนินการ" และใช้ประติมากรรมเรืองแสงเพื่อแสดงถึงสิ่งที่ซึมซับเสี้ยวส่วนของปรากฏการณ์ ที่ยังคงอยู่ในระหว่างการเดินทางที่ไม่มีจุดสิ้นสุด


บทบาทของฝ่ายงานบริหารทรัพยากรกายภาพในโครงการจัดการขยะ: กรณีศึกษา 4 โครงการสำนักงานในโครงการ Care The Whale, ไพรัช รัตตัญญู Jan 2025

บทบาทของฝ่ายงานบริหารทรัพยากรกายภาพในโครงการจัดการขยะ: กรณีศึกษา 4 โครงการสำนักงานในโครงการ Care The Whale, ไพรัช รัตตัญญู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้คือการศึกษาแนวทางการจัดการขยะสู่เป้าหมายขยะไปหลุมฝังกลบสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จ และบทบาทหน้าที่ของงานบริหารทรัพยากรกายภาพ (Facility Management: FM) ในการขับเคลื่อนโครงการจัดการขยะ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการขยะในอาคารสูงอย่างยั่งยืน การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยได้ศึกษากรณีศึกษาหลัก โครงการความร่วมมือขนาดใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดการขยะ (Large-Scale Cooperative Initiative in Sustainability) ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านกรณีศึกษาย่อยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่พิเศษ จำนวน 4 แห่ง บนถนนรัชดาภิเษก ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งโครงการ Care the Whale ได้แก่ CW Tower, AIA Capital Center, SET และ Fortune Town ร่วมกับการสังเกตการณ์กระบวนการจัดการขยะในพื้นที่จริง และการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากรายงานผลการดำเนินงานผลการศึกษาพบว่า ความสำเร็จของการดำเนินโครงการมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร (Executive Engagement) โดยกรณีศึกษาที่มีการกำหนดนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงที่ชัดเจนและมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างประสิทธิภาพการคัดแยกขยะได้สูงสุดถึงร้อยละ 100 ในขณะที่อาคารที่มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสานและขาดการกำกับดูแลเชิงรุก มีสัดส่วนการคัดแยกขยะเพียงร้อยละ 1-5 ในขณะเดียวกันก็พบว่าปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายเพียงการตั้งเป้าหมายเท่านั้น แต่ต้องมีการบูรณาการบทบาทงานของ FM เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้เกิดการผลักดันจากระดับนโยบายมาสู่แนวทางการปฏิบัติงานได้จริงเมื่อพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาการจัดการขยะในอาคารสูงอย่างยั่งยืน องค์กรควรกำหนดนโยบายการจัดการขยะให้เป็นวาระสำคัญที่ต้องมีการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งส่งเสริมให้หน่วยงานบริหารทรัพยากรกายภาพพัฒนาทักษะด้านการจัดการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และสร้างภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาขยะโดยการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions


อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อและความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่มีต่อสุขภาวะทางจิตในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน, กนกนันท์ เหลี่ยมไธสง Jan 2025

อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อและความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าที่มีต่อสุขภาวะทางจิตในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน, กนกนันท์ เหลี่ยมไธสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อ และความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า ที่สามารถร่วมกันอธิบายสุขภาวะทางจิตในกลุ่มวัยผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปินและเข้าร่วมกิจกรรมของแฟนคลับ อายุ 18-29 ปี จำนวน 202 คน ผ่านการตอบแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม ที่แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอารมณ์และข้อมูล ด้านความรู้สึก และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเชิงบวก ทั้งในรูปแบบความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อ และความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า และแบบสอบถามสุขภาวะทางจิต ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าทั้งสามด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมด้านความรู้สึกในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าเป็นตัวแปรที่สามารถอธิบายสุขภาวะทางจิตได้ดีที่สุด ในส่วนการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบทางเดียวผ่านสื่อไม่สัมพันธ์กับสุขภาวะทางจิต และไม่สามารถอธิบายสุขภาวะทางจิตได้มากขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับการรับรู้การสนับสนุนแบบเผชิญหน้า การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าต่อสุขภาวะทางจิตของผู้ใหญ่วัยเริ่มที่ชื่นชอบศิลปิน ซึ่งการสนับสนุนทางสังคมจากความสัมพันธ์แบบทางเดียวยังไม่สามารถทดแทนการสนับสนุนทางสังคมในความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าได้ทั้งหมด แต่อาจช่วยผู้ใหญ่วัยเริ่มเหล่านี้ปรับอารมณ์โดยลดอารมณ์ทางลบ และเพิ่มอารมณ์ทางบวกได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงบุคคลอื่น ๆ ที่อาจจะมีภารกิจไม่สามารถให้การสนับสนุนทางสังคมได้ทันที


อนาคตภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ กรณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก, อิทธิกร บุนนาค Jan 2025

อนาคตภาพของหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ กรณีศึกษาโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก, อิทธิกร บุนนาค

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันของการใช้หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ 2. สังเคราะห์อนาคตภาพของการใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ภายใต้กรอบการวิจัยเชิงอนาคต กลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 420 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ขณะที่ข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 9 คน นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างฉากทัศน์อนาคต การสังเคราะห์ภาพอนาคตของการใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสามารถจำแนกออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ (1) ฉากทัศน์ของการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป (incremental change scenario) ซึ่งสะท้อนการปรับการดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเชิงระบบ (2) ฉากทัศน์ของโรงเรียนที่สามารถพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม (transformative scenario) ซึ่งโรงเรียนสามารถขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้อย่างชัดเจนเมื่อได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม และ (3) ฉากทัศน์ของโรงเรียนที่ยังคงรูปแบบเดิมเป็นหลัก (business as usual scenario) ซึ่งการดำเนินงานด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจำกัด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นความจำเป็นของการพัฒนากลไกสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก เพื่อให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะในระยะยาว


ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, อนุสร นิลละออ Jan 2025

ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, อนุสร นิลละออ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง โดยทำการเก็บข้อมูลจาก อาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 2)เพื่อนำเสนอแนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาจากกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ในการเก็บข้อมูล คือ นักศึกษาอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ 1)แผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 2)แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 3)แบบประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1)ผลการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์พบว่าคะแนนที่ได้จากการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์รวมทุกด้าน นักศึกษาส่วนใหญ่มีทักษะการคิดวิเคราะห์อยู่ในระดับดีมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านการวิเคราะห์ความสำคัญ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์หลักการพบว่าการวิเคราะห์หลักการมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ((X) = 4.60 , S.D. = 0.56) และการวิเคราะห์ความสำคัญค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ((X) = 3.14 , S.D. = 0.63) ผู้วิจัยจึงนำผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร พบว่านักศึกษาอาชีวศึกษามีทักษะการคิดวิเคราะห์หลังจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เพิ่มขึ้นทุกด้าน แสดงว่ากิจกรรมเสริมหลักสูตรนี้มีเนื้อหาและกระบวนการถ่ายทอดทักษะความรู้ที่เหมาะสมในการเสริมสร้างนักศึกษาให้เกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ 2)แนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาประกอบด้วย 5 แนวทางดังนี้คือ 1)แนวทางระดับสถานศึกษาและหลักสูตรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เปิดกว้างการเปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระช่วยให้กล้าคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้จากประสบการณ์ 2)แนวทางระดับครูผู้สอนควรบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เข้ากับกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยการส่งเสริม “การลงมือปฏิบัติจริง” และมีการสะท้อนคิดเพื่อให้ได้ฝึกการคิด วิเคราะห์ โดยเฉพาะในสาขาวิชาที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพ โดยครูมีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความรู้” มากกว่าการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ 3)แนวทางระดับนักศึกษาจัดกิจกรรมที่ให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี 4)แนวทางการประเมินผลใช้การประเมินจากผลงานจริงการสังเกตพฤติกรรม 5)แนวทางการประยุกต์ใช้ในระดับผู้บริหารนโยบายการศึกษาสนับสนุนการบูรณาการเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลให้นักศึกษาใช้เทคโนโลยีในการค้นคว้า วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลโดยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริงพร้อมโครงการนำร่องเพื่อเป็นแนวทางให้ครูและผู้บริหารสามารถนำมาปรับใช้ต่อยอดในบริบทของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศิริวิช เกษรากุล Jan 2025

การพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ศิริวิช เกษรากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ 2. ศึกษาผลของโปรแกรมที่มีต่อสุขภาพจิตของนักเรียน โดยเปรียบเทียบคะแนนสุขภาพจิตก่อนและหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ระยะตามลำดับ ระยะที่ 1 เป็นการมุ่งทำความเข้าใจนักเรียนอย่างรอบด้านผ่านการสัมภาษณ์ครูแนะแนว จำนวน 10 คน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ดำเนินการโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เพื่อสำรวจประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต การจัดการอารมณ์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และอุปสรรคที่นักเรียนพบเจอ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่ครูแนะแนวและนักเรียนพบเจอประกอบด้วย 1. นักเรียนมีความเครียดสูงและขาดทักษะจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม 2. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่มีอยู่ยังไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นระบบ 3. ครูและนักเรียนต้องการโปรแกรมที่มีบรรยากาศที่ปลอดภัย 4. โรงเรียนมีข้อจำกัดด้านเวลา บุคลากร งบประมาณ และความแตกต่างของนักเรียน จึงจำเป็นต้องใช้โปรแกรมที่ยืดหยุ่นและนำไปใช้ได้จริง และ 5. ครูและนักเรียนต้องการให้โปรแกรมบูรณาการอยู่ในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตในระยะยาว ระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลัง โดยสังเคราะห์กรอบแนวคิดจากผลการศึกษาระยะที่ 1 และการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พบว่า องค์ประกอบของความสามารถในการฟื้นพลัง ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเอง 2. ความยืดหยุ่นทางอารมณ์ 3. ความยืดหยุ่นทางความคิดและทัศนคติเชิงบวก 4. ความเชื่อมั่นในตนเองและการกำกับชีวิต 5. ทักษะระหว่างบุคคลและสังคม และ 6. แหล่งสนับสนุนภายนอก ต้นแบบโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลัง ประกอบด้วย 8 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวม 4 สัปดาห์ ระยะที่ 3 เป็นการทดสอบผลของโปรแกรมการฝึกความสามารถในการฟื้นพลังนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลอง …


กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง Jan 2025

กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา, สุทธิศักดิ์ จานทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการของผู้เรียนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา 2) เพื่อการนำเสนอกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตที่เป็นนักกีฬา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปัจจุบันที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 1-ชั้นปีที่ 4 หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) และบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือ ศึกษาศาสตรบัณฑิต (หลักสูตร 4 ปี) ซึ่งจบปีการศึกษา 2565-2568 จำนวน 385 คนสำหรับแบบสอบถาม และผู้ให้สัมภาษณ์ คือ นักศึกษาปัจจุบัน 1 คน และที่สำเร็จการศึกษาแล้วหรือศิษย์เก่า 1 คน รวม 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNImodified และค่า Pearson correlation coefficient สำหรับแบบสอบถาม และเทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา โดยการจำแนกชนิดข้อมูล สำหรับแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นและพัฒนาความเป็นเลิศด้านกีฬา มีปัญหาการทับซ้อนด้านการเรียนและเวลาในการซ้อม ส่วนใหญ่ต้องการการเรียนออนไลน์ตามเวลาที่สะดวก สภาพปัญหาของนักกีฬา คือ การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ความต้องการการเรียนรู้แบบผสมผสาน พบว่า ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ ปัญหาที่พบของการเรียนรู้แบบผสมผสานที่นำเสนอ คือ ด้านจิตพิสัย ด้านรายวิชา การจัดการเวลาเรียนแบบผสมผสาน ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนออนไลน์ อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และกลยุทธ์การเรียนรู้แบบผสมผสาน คือ เน้นการปฏิบัติจริงและการมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ หลักสูตรที่ยืดหยุ่น และพัฒนาทักษะที่จำเป็น


การจัดการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์เพื่อเสริมสร้างการอ่านสะท้อนคิดและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศุภณัฐ เดชรักษา Jan 2025

การจัดการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์เพื่อเสริมสร้างการอ่านสะท้อนคิดและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศุภณัฐ เดชรักษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติก เซมินาร์ 2) ศึกษาผลการใช้กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์ในการเสริมสร้างการอ่านสะท้อนคิดและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประชากร ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขนาดกลาง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 คน ในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการอ่านสะท้อนคิด และแบบวัดการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามขั้นของกิจกรรม การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น สถิติวิเคราะห์ที่ใช้ ได้แก่ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยหลายกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กันแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้การอ่านบันเทิงคดีตามกลยุทธ์โซเครติกเซมินาร์ ประกอบด้วย 2 ขั้นหลัก ได้แก่ ขั้นการเตรียมบทอ่านและคำถามก่อนสัมมนา และขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการวิเคราะห์บทอ่านรายบุคคล ขั้นการสัมมนาบทอ่าน ขั้นการเชื่อมโยงสู่ประสบการณ์ของตนเอง และขั้นการประเมินผลเพื่อสะท้อนการเรียนรู้และพัฒนา ผลการนำไปใช้กับตัวอย่างพบว่า คะแนนการอ่านสะท้อนคิดของนักเรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีพัฒนาการระหว่างจัด การเรียนรู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทุกช่วงเวลา ส่วนคะแนนการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีพัฒนาการระหว่างจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดทุกช่วงเวลา


การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี Jan 2025

การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง, อวัสดากานต์ ภูมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง "การถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาประวัติและพัฒนาการของการถ่ายทอดการขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475 – 2531) 2) สังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการสอนขับร้องแบบตะวันตกจากเอกสารการสอนในสถาบันการศึกษาภาครัฐ จำนวน 20 เล่ม และ 3) ศึกษาบริบทนโยบายการศึกษาของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนดนตรีและขับร้อง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผสานวิธีการทางประวัติศาสตร์ ตามขั้นตอนการศึกษาทางประวัติศาสตร์ 6 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบวิเคราะห์เนื้อหาเอกสาร จากเอกสารการในสถาบันการศึกษาภาครัฐ ครอบคลุมตำรา หนังสือ แบบเรียน คู่มือการสอน และเอกสารราชการ และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ที่ผ่านการคัดเลือกตามเกณฑ์คัดเข้าและเกณฑ์คัดออก จำนวน 2 กลุ่ม รวม 22 คน ข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เนื้อหา วิธีการสอน และเทคนิคการขับร้อง เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและนโยบายรัฐที่มีต่อพัฒนาการการจัดการเรียนการสอนวิชาขับร้อง ผลการวิจัยพบว่า พัฒนาการขององค์ความรู้ด้านการถ่ายทอดวิธีการสอนขับร้องแบบตะวันตกในประเทศไทย มิได้เป็นพัฒนาการเชิงวิชาการที่เกิดขึ้นอย่างอิสระ แต่เป็นผลผลิตที่ถูกกำกับโดยอุดมการณ์และนโยบายของรัฐในแต่ละยุคสมัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ ได้แก่ 1) ยุคก่อร่างแห่งการวางรากฐาน (พ.ศ. 2475 – 2500) ภายใต้อิทธิพลของแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2478 ที่รัฐมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานพลเมืองแบบ “พุทธิศึกษา” ส่งผลให้เกิด “กระบวนทัศน์เน้นทฤษฎี” โดยมีพระเจนดุริยางค์เป็นตัวแทนหลัก เนื้อหาจึงมุ่งเน้นการอ่านเขียนโน้ตและทฤษฎีดนตรีมากกว่าเทคนิคการขับร้องเพื่อตอบสนองการวัดผลที่ชัดเจน 2) ยุคเข้าสู่ระบบการศึกษา (พ.ศ. 2501 – 2515) เป็นยุคแห่งการขยายตัวตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503 ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการผลิตครู ทำให้เกิดช่องว่างทางวิธีสอนที่องค์ความรู้เดิมไม่สามารถตอบสนองได้ นำไปสู่ 3) ยุคพัฒนาการ (พ.ศ. 2516 – 2531) ซึ่งเป็นยุคที่สถาบันอุดมศึกษาเข้มแข็งและมีการตอบสนองต่อแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 ที่เน้นทั้งความเป็นเลิศและความเท่าเทียม ก่อให้เกิดการขยายตัวขององค์ความรู้เป็น 2 ทิศทาง คือ …


การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันตามแนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัย ตันติวิชญ์โกศล Jan 2025

การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันตามแนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัย ตันติวิชญ์โกศล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ 2) เพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันฯ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ และ 4) เพื่อนำเสนอโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 646 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูผู้สอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา กลุ่มทดลองใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 34 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โมไบล์แอปพลิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามโมไบล์แอปพลิเคชันฯ 3) เกณฑ์การประเมินการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 4) แบบประเมินความพึงพอใจการใช้โมไบล์แอปพลิเคชัน 5) แบบประเมินรับรองระบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การจัดลำดับความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way ANOVA with Repeated Measure Analysis) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความต้องการจำเป็นในการไฮไลต์ข้อความระหว่างอ่านเพื่อหาสาระสำคัญ (PNImodified = 0.42) มากที่สุด รองลงมาคือ การได้สะสมเหรียญตรารางวัลจากการร่วมกิจกรรมการอ่านบทความบนโมไบล์แอปพลิเคชัน (PNImodified = 0.39) และการได้ร่วมกิจกรรมการอ่านบทความบนโมไบล์แอปพลิเคชันที่มีการแข่งขันกับสมาชิกในชั้นเรียน (PNImodified = 0.36) ซึ่งรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) เนื้อหาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 2) กลยุทธ์แนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ 3) การใช้เกมิฟิเคชัน 4) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 5) การประเมินผลการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจก่อนอ่าน 2) …


ความสัมพันธ์ระหว่างการกีดกันในที่ทำงานกับความตั้งใจลาออก โดยมีความเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่านและความต้องการพื้นฐานด้านการเป็นส่วนหนึ่งเป็นตัวแปรกำกับ, กุลสตรี ภูชงค์ Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการกีดกันในที่ทำงานกับความตั้งใจลาออก โดยมีความเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่านและความต้องการพื้นฐานด้านการเป็นส่วนหนึ่งเป็นตัวแปรกำกับ, กุลสตรี ภูชงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการถูกกีดกันทางสังคมกับความตั้งใจจะลาออก โดยศึกษาบทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงาน และบทบาทการเป็นตัวแปรกำกับของความต้องการพื้นฐานด้านการเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่ทำงานในองค์กรปัจจุบันเกิน 6 เดือน จำนวน 262 คน ตอบแบบสอบถามออนไลน์วัดตัวแปรทั้งสี่ตัวแปร ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐานด้วยโมเดลการส่งผ่านที่ถูกกำกับ (Moderated mediation model) โดยใส่ตัวแปรอายุซึ่งสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออกเป็นตัวแปรควบคุมในการวิเคราะห์ ผลพบว่าหลังจากควบคุมตัวแปรอายุแล้ว การถูกกีดกันในที่ทำงานมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจลาออก โดยการรับรู้ความเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงานเป็นตัวส่งผ่านความสัมพันธ์นี้ ส่วนความต้องการพื้นฐานด้านการเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มเป็นตัวแปรกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการถูกกีดกันในที่ทำงานกับการรับรู้ความเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงาน แต่ไม่ได้กำกับความสัมพันธ์ของการถูกกีดกันในที่ทำงานกับความตั้งใจลาออก และความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเป็นส่วนหนึ่งกับความตั้งใจลาออก


ความสัมพันธ์ระหว่างความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน และสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, จีระนุช รัชโพธิ์ Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน และสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, จีระนุช รัชโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำงานนอกเวลางาน (Leaveism) หมายถึงการที่พนักงานใช้วันลา เวลาส่วนตัว หรือช่วงเวลานอกเหนือจากเวลาทำงานปกติในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะของพนักงาน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาอิทธิพลของความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป และความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน ต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามกับพนักงานบริษัทเอกชนในประเทศไทย จำนวน 199 คน ซึ่งมีชั่วโมงการทำงานตามสัญญาที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้บริหารระดับกลาง ผลการวิจัยพบว่า การทำงานนอกเวลางานไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน (β = –.043, p = .520) อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการทำงานนอกเวลางานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .364, p < .01; β = .603, p < .001) ขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว (β = –.065, p = .197) การทดสอบตัวแปรส่งพบว่า ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงานโดยไม่ผ่านการทำงานนอกเวลางาน ในขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยค่าผลทั้งหมดมีช่วงความเชื่อมั่นที่คร่อมศูนย์ ได้แก่ a1b = –.0155, a2b = –.0258, และ a3b = –.0035 จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยเชิงพฤติกรรมของพนักงาน เช่น ความทุ่มเทและความมุ่งมั่นเกินพอดี มีบทบาทต่อสุขภาวะมากกว่าพฤติกรรมการทำงานนอกเวลางานโดยตรง องค์การจึงควรพิจารณาออกแบบกลยุทธ์การดูแลพนักงาน ผ่านการออกแบบนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานให้ครอบคลุมปัจจัยเชิงพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้น


ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อการกํากับอารมณ์ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอาการออทิสติก, กนกนาฎ โค้วอารีย์ Jan 2025

ผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อการกํากับอารมณ์ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอาการออทิสติก, กนกนาฎ โค้วอารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมต่อการกำกับอารมณ์ในผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอาการออทิสติก กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคคลที่ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีอาการออทิสติก กลุ่มตัวอย่างมีอายุ 18 – 29 ปี มีคะแนนการกำกับอารมณ์ทางความคิดด้านที่เหมาะสมตามเกณฑ์คัดเข้า โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 20 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 10 คน และกลุ่มควบคุม 10 คน กลุ่มทดลองเข้ากลุ่มการปรึกษากลุ่มเชิงจิตวิทยาแนวปัญญาพฤติกรรมนิยมเพื่อเสริมสร้างการกำกับอารมณ์ทางบวกรวม 8 ครั้งๆ ละ 90 นาที และทั้งสองกลุ่มตอบแบบสอบถามการกำกับอารมณ์ทางความคิดก่อนและหลังการเข้าร่วมการวิจัย เพื่อทดสอบสมมติฐานว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ด้านที่เหมาะสมในช่วงหลังการทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในช่วงหลังการทดลองนี้ กลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ด้านที่เหมาะสมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยสนับสนุนผลการศึกษาที่วางไว้ กล่าวคือภายหลังการเข้ากลุ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวทางปัญญาพฤติกรรมนิยม กลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ด้านที่เหมาะสมเพิ่ม ขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(9) = 2.87, p = .009) และภายหลังการเข้ากลุ่ม กลุ่มทดลองมีคะแนนการกำกับอารมณ์ทางความคิดด้านที่เหมาะสมสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(18) = 2.31, p < .05)


ประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่ประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด, ทิฆัมพร เสาร์วิบูลย์ Jan 2025

ประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่ประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด, ทิฆัมพร เสาร์วิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประสบกับการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิดก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางอารมณ์และต่อความมั่นคงของอัตลักษณ์ทางวิชาชีพของผู้ให้คำปรึกษา แต่ยังมีงานวิจัยที่อธิบายประสบการณ์ดังกล่าวค่อนข้างจำกัด งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ให้คำปรึกษาที่เผชิญการเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิด โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกในผู้ให้คำปรึกษา 4 ราย และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis: IPA) ผลการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ใจความสำคัญหลัก ได้แก่ 1) ความสั่นคลอนตัวตนจากการสูญเสีย 2) การเยียวยาตนเองเพื่อฟื้นคืนความสามารถในการให้บริการ และ 3) การมีทรัพยากรรองรับเพื่อรับมือกับความสูญเสีย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของผู้รับบริการโดยไม่คาดคิดก่อให้เกิดอารมณ์ทางลบอย่างรุนแรงและการโทษตนเอง แต่ผู้ให้คำปรึกษาสามารถฟื้นคืนความมั่นคงทางใจผ่านการดูแลตนเอง การตระหนักว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว และการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง ทั้งยังตอกย้ำความสำคัญของการมีทรัพยากรและสวัสดิการที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความสูญเสีย โดยได้นำเสนอการอภิปรายผลผ่านทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างการดูแลใจของผู้ให้คำปรึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร Jan 2025

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา, อภิวัฒน์ กุมภิโร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยการวิจัยนี้ประกอบด้วย 2 ระยะ คือ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาประเมินประสิทธิผล ซึ่งตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 32 คน โดยวิธีการส่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพและทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต จำนวน 8 แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิต โดยแบ่งเป็น 6 องค์ประกอบ มีความสอดคล้อง 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.67, 0.67, 0.77, 0.91, 0.93 และ 0.90 ตามลำดับ และค่าอำนาจจำแนกเท่ากับ 0.25-0.80, 0.27-0.63, 0.34-0.66, 0.54-0.85, 0.68-0.91 และ 0.63-0.86 มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ บทบาทผู้สอน บทบาทผู้เรียน และ 4) การประเมินผล 2. ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษา ที่พัฒนาขึ้น 2.1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนกลุ่มทดลองภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตภายหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลได้ว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้การแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพ และทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางสุขภาพจิตของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, ภัทราพร เศรษฐวงศ์ Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่านและการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ, ภัทราพร เศรษฐวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาวะของพนักงาน โดยมีการรับรู้ภาระงานเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้อง และอาจเกิดจากการมีพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ขณะที่การรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นทรัพยากรที่ช่วยลดผลกระทบเชิงลบดังกล่าว งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำเป็นตัวแปรกำกับ จากการศึกษาพนักงานประจำในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนในประเทศไทย จำนวน 149 คน เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลแบบถดถอยเชิงพหุคูณผ่าน PROCESS Macro Model 8 ใน SPSS ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ภาระงานมีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วน (partial mediation) ในความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและภาวะหมดไฟในการทำงาน อย่างไรก็ตามการรับรู้ภาระงานไม่พบอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่การรับรู้ความเห็นอกเห็นใจของผู้นำมีบทบาทกำกับเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาระงานและพฤติกรรมการมาทำงานด้วยร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่พบอิทธิพลกำกับความสัมพันธ์จากการรับรู้ภาระงานไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงานที่มีตัวแปรกำกับแบบครบโมเดล (moderated mediation model) งานวิจัยครั้งนี้ช่วยช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะของพนักงานและตอกย้ำความสำคัญของภาวะผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ เพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนานโยบายด้านสุขภาวะและการบริหารภาระงานในองค์การ


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, มนันชยา คงแก้ว Jan 2025

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, มนันชยา คงแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ การเห็นคุณค่าในตนเอง การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม ความถี่การมีส่วนร่วมทางสังคม ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และการจัดการกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าปัจจัยที่สัมพันธ์ทั้งหมดดังกล่าวสามารถร่วมทำนายความสุขของผู้สูงอายุได้ การวิจัยนี้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุตอนต้นอายุ 60-69 ปี ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบนำตัวแปรเข้าทุกตัวแปร ผลการวิเคราะห์พบว่า จากตัวแปรทำนายทั้งหมดจำนวน 6 ตัวแปร มี 4 ตัวแปรที่สามารถร่วมกันทำนายความสุขของผู้สูงอายุได้ร้อยละ 56 โดยการเห็นคุณค่าในตนเอง สามารถทำนายได้มากที่สุด (β=.419, p < .01) รองลงมาคือ ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม (β = .211, p < .01) การมองโลกในแง่ดี (β = .178, p < .01) และ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคม (β = .167, p < .01) ตามลำดับ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเห็นคุณค่าในตนเอง ความพึงพอใจการมีส่วนร่วมทางสังคม การมองโลกในแง่ดี และการรับรู้การสนับสนุนจากสังคม มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุตอนต้นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงควรมีการส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างการเห็นคุณค่าในตนเอง การมองโลกในแง่ดี รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมกับบุคคลในครอบครัว เพื่อนฝูง และชุมชน โดยไม่เน้นที่การออกไปทำกิจกรรมบ่อย ๆ แต่ควรเป็นการได้ทำกิจกรรมที่ตนเองพึงพอใจโดยไม่ต้องฝืนใจ


ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ธีมาพร ฉิมหลวง Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ธีมาพร ฉิมหลวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระหว่างกลวิธีการเผชิญปัญหาและปัญหาสุขภาพจิตของนักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก โดยมีการฟื้นคืนพลังเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาแพทย์ชั้นคลินิก ที่มีอายุตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป จำนวน 246 คน เครื่องมือในการวิจัย คือแบบประเมินกลวิธีในเผชิญกับความเครียดแบบสั้นฉบับภาษาไทย (α = 0.70) แบบประเมินการฟื้นคืนพลัง (α = 0.90) และแบบประเมิน Thai General Health Questionnaire-12 (α = 0.84) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่าน ด้วยโปรแกรม PROCESS Macro for SPSS (Model 4) โดยใช้เทคนิค Bootstrapping จำนวน 5,000 ครั้ง และกำหนดช่วงความเชื่อมั่นที่ 95%ผลการวิจัย พบว่า กลวิธีการเผชิญปัญหาโดยมุ่งเน้นที่อารมณ์ที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหา ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อปัญหาสุขภาพจิต (β = 0.069, p =.338) แต่มีอิทธิพลทางอ้อมต่อปัญหาสุขภาพจิตผ่านการฟืนคืนพลัง (β = -0.174, p


แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม, อัศวิน ลิ้มชัยเจริญ Jan 2025

แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม, อัศวิน ลิ้มชัยเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม 3) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางในการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิจัยเอกสาร และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณค่าของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ประกอบด้วยคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ จริยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณศิลป์ และสหบท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ตามวิถีทางมนุษยศาสตร์ เชื่อมโยงความเป็นศิลป์และศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อหล่อหลอมบุคคลให้เกิดทั้งความรู้ทางสติปัญญา และยังสร้างพลเมืองที่มีจริยธรรมและมีจิตสำนึกต่อความเป็นประวัติศาสตร์ 2. ความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์มีบทบาทในการเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมในรูปแบบที่เรียกว่าอุดมการณ์ชาตินิยมเชิงมนุษยศาสตร์ที่เป็นการรักชาติบนพื้นฐานของสติปัญญา ความเข้าใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และจิตสำนึกในคุณค่าความเป็นมนุษย์ อุดมการณ์ดังกล่าวมุ่งสร้างความจงรักภักดีและความผูกพันต่อชาติอย่างมีเหตุผลและมีวุฒิภาวะ มิใช่ความรักชาติที่ตั้งอยู่บนความหลงใหลหรือแนวคิดสุดโต่ง หากแต่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงชะตากรรมร่วมของชาติ เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และธำรงรักษาอัตลักษณ์ของตนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย 3. การสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมดำเนินการผ่านองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ (1) ผู้สืบทอด ได้แก่ ภาครัฐและหน่วยงานในกำกับของรัฐ ครูหรือบุคลากรทางการศึกษา นักเขียน สำนักพิมพ์ นักวิจารณ์ ผู้ผลิตสื่อบันเทิงที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ครอบครัวและชุมชม (2) ผู้รับการสืบทอด ได้แก่ ผู้อ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ผู้ชมสื่อบันเทิงที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เยาวชนไทย สังคม และประชาคมโลก (3) องค์ความรู้ที่สืบทอด ได้แก่ องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยและมรดกทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมและความเป็นพลเมือง และ (4) วิธีการสืบทอด ได้แก่ วิธีการแบบเป็นทางการ วิธีการแบบไม่เป็นทางการ และวิธีการผ่านสื่อผสม 4. แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมดำเนินการผ่านระบบการศึกษา คือ (1) การศึกษาในระบบ ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน การออกนโยบายและหลักสูตรที่เอื้ออำนวย และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ (2) การศึกษานอกระบบ ผ่านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน การเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทจริงของท้องถิ่น และเน้นการต่อยอดพัฒนาอาชีพหรือคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ และ (3) การศึกษาตามอัธยาศัย ผ่านการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และเครือข่ายทางสังคม การสร้างแหล่งเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ และการใช้สื่อและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อขยายการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของแนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม คือการจัดการความรู้เกี่ยวกับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ …


การพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก เพื่อทำนายสุขภาวะทางจิตและปัญหาทางจิตใจในนิสิตนักศึกษา, ศุภลักษณ์ เศรษฐวัชราวนิช Jan 2025

การพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก เพื่อทำนายสุขภาวะทางจิตและปัญหาทางจิตใจในนิสิตนักศึกษา, ศุภลักษณ์ เศรษฐวัชราวนิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกในนิสิตนักศึกษา โดยมีการศึกษาดังนี้ การศึกษาที่ 1 เป็นการพัฒนาดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกกับสุขภาวะทางจิต และปัญหาทางจิตใจ โดยวิเคราะห์ผ่านสมการตัวแบบเส้นทางกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน ภายใต้โครงสร้างลำดับสูงแบบสะท้อน-ก่อรูป การศึกษาที่ 2 เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก ความหวัง การมองโลกในแง่ดี และการเห็นคุณค่าแห่งตน ในการทำนายสุขภาวะทางจิต โดยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น ผลการศึกษาที่ 1 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน (n = 316) อายุเฉลี่ย 20.54 ปี (SD = 1.39) เป็นเพศหญิง 211 คน เพศชาย 94 เพศทางเลือก 10 คน และไม่ระบุเพศ 1 คน พบว่า ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก มีความตรงเชิงเนื้อหา คุณภาพเบื้องต้น ความตรงเชิงภาวะสันนิษฐาน และความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ โดยตัวแปรบ่งชี้ ได้แก่ การมีสติ (β = .590, p < .001) หิริ-โอตตัปปะ (β = .248, p < .01) ศรัทธา (β = .234, p < .01) ความซื่อตรงแห่งจิต (β = .173, p < .05) และความเข้าใจในไตรลักษณ์ (β = .124, p > .05) ซึ่งมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (.571, p < .001) สะท้อนคุณภาพในการเป็นตัวแปรบ่งชี้ของดัชนี ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิต (β =.677, p < .001) และเชิงลบกับปัญหาทางจิตใจ (β = -.429, p < .001) รวมถึงสามารถอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 45.8 และปัญหาทางจิตใจได้ร้อยละ 18.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาที่ 2 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน (n = 244) อายุเฉลี่ย 20.83 ปี (SD = 1.48) เป็นเพศหญิง 174 คน เพศชาย 63 คน และเพศทางเลือก 7 คน พบว่า ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวกมีความสามารถอธิบายความแปรปรวนของสุขภาวะทางจิตเพิ่มขี้นร้อยละ 3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ΔR2=.03, p < .001) เพิ่มจากตัวแปรควบคุม ได้แก่ ความหวัง การมองโลกในแง่ดี และการเห็นคุณค่าแห่งตน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ดัชนีเจตสิกการรู้คิดเชิงบวก มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปใช้ทำนายสุขภาวะทางจิต และปัญหาทางจิตใจในนิสิตนักศึกษา


การสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ของรายการเล่าเรื่องราวสยองขวัญ, กฤษฎา ทองมี Jan 2025

การสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ของรายการเล่าเรื่องราวสยองขวัญ, กฤษฎา ทองมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงปริมาณเรื่อง การสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ของรายการเล่าเรื่องราวสยองขวัญ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ (Relationship Marketing Communication) และพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วมของผู้รับฟัง รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้กับลักษณะทางประชากร โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างผู้ติดตามรายการอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ติดตามรับฟังมีความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย=3.36) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ความเชื่อใจ (Trust) ได้รับความคิดเห็นในระดับมากสูงสุด (ค่าเฉลี่ย =3.56) ในขณะที่ระดับพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วมโดยรวมกลับอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย = 2.45) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทั่วไป (การคอมเมนต์ แชร์) จะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงการตลาดที่มีค่าใช้จ่ายกลับอยู่ในระดับน้อยมาก จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์มีความสัมพันธ์สูงกับพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วม แต่เป็นเพียงความสัมพันธ์ในระดับน้อย (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ =0.167) นอกจากนี้ ลักษณะทางประชากรยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มผู้ติดตามที่มีอายุแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์แตกต่างกัน และผู้ที่มีอาชีพ (ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ) และรายได้ต่อเดือน (10,001–30,000 บาท) แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ติดตามมีความเชื่อมั่นในเนื้อหาและการสื่อสารของรายการในระดับสูง แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความอ่อนแอในการเปลี่ยนไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงธุรกิจที่ต้องใช้ต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่รายการควรพิจารณาเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายในอนาคต


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา Jan 2025

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ โดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษแบบสอนสด จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยใช้โปรแกรม Process Macro ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอารมณ์เชิงบวก และอารมณ์เชิงบวกมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบอิทธิพลทางตรงของการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อีกทั้งไม่พบอิทธิพลส่งผ่านของอารมณ์เชิงบวกภายใต้เงื่อนไขของการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวก กล่าวคือ การรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนและอารมณ์เชิงบวก แต่เมื่อวิเคราะห์แบบไม่รวมตัวแปรกำกับ พบว่าอารมณ์เชิงบวกมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ ผลการศึกษาสะท้อนว่า อารมณ์เชิงบวกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ แม้ว่าการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกในบริบทการเรียนออนไลน์อาจยังไม่สามารถเพิ่มอิทธิพลของกลไกการส่งผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของผู้เรียน กระตุ้นอารมณ์เชิงบวก และพัฒนาการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมพนักงาน