Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2221 - 2250 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Use Of Music As A Legacy Intervention In Palliative Care: A Scoping Review, Phuwadej Vorasowharid Jan 2023

The Use Of Music As A Legacy Intervention In Palliative Care: A Scoping Review, Phuwadej Vorasowharid

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This scoping review explores the integration of music and legacy interventions within palliative care settings. Legacy interventions, defined as methods focusing on creating personal memorabilia such as books, recordings, or storytelling, allow patients to express emotions and leave a legacy, thereby strengthening bonds with their loved ones. The review aimed to identify the types of music interventions used for conducting legacy work and to understand the experiences and perspectives of patients, families, caregivers, and healthcare providers. A systematic search of electronic databases yielded 14 studies meeting the inclusion criteria. The findings indicate the utilization of various music-based legacy interventions in …


การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม Jan 2023

การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวและอาคารสำนักงานทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประเมินค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานของระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศภายในอาคาร โดยดำเนินการตรวจวัดทั้งเชิงวัตถุวิสัยและตรวจวัดเชิงอัตวิสัย ภายในอาคารเขียว 3 อาคาร และอาคารสำนักงานทั่วไป 1 อาคาร โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารและแบบสอบถาม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันของผลการตรวจวัดอย่างมีนัยสำคัญหว่างอาคารเขียว และผลการตรวจวัดในบางอาคารเกินค่าเฝ้าระวังฯ โดยเฉพาะ PM2.5 (16.67-40.26 µg/m3) เนื่องจากมลพิษภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ผลจากแบบประเมินแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อาคารส่วนมากพึงพอใจกับคุณภาพของสภาวะแวดล้อมโดยรวม ส่วนข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพวิเคราะห์โดยใช้ Odd Ratio พบว่า ผู้ใช้อาคารที่มีระดับมลพิษสูงมีโอกาสเกิดอาการทางสุขภาพมากกว่าผู้ใช้อาคารที่ได้รับสัมผัสในระดับที่ต่ำกว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศ อาคารสำนักงานทั่วไปมีค่าสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารเขียว โดยการบริหารจัดการอาคารที่ไม่เหมาะสมและนโยบายการประหยัดพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกรทบต่อคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารให้แย่ลงได้ โดยสรุป คุณภาพอากาศภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของอาคารในด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวได้


A Study On Peer-To-Peer Energy Trading Market In Low-Voltage Distribution Systems By Considering System Operation Criteria, Pikkanate Angaphiwatchawal Jan 2023

A Study On Peer-To-Peer Energy Trading Market In Low-Voltage Distribution Systems By Considering System Operation Criteria, Pikkanate Angaphiwatchawal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation investigates the challenges and proposes solutions for enhancing the efficiency and resilience of power systems through peer-to-peer (P2P) energy trading markets, focusing on the context of Thailand. It emphasizes assessing P2P energy transactions to prevent overloading of distribution lines and voltage fluctuations. The study proposes a method to determine the allowable maximum trading power (MTP) for sellers and buyers, considering the operating conditions of the distribution system and forecast error data of photovoltaic (PV) generation and load consumption and leveraging real-time data and algorithms to adjust trading power based on network constraints, ensuring power exchange does not affect …


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม Jan 2023

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย วิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม จากครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 382 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 44 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบความเป็นพลเมืองดิจิทัล ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย มี 139 ตัวบ่งชี้ ครอบคลุมด้านพุทธิพิสัย (K) ด้านทักษะพิสัย (P) และด้านจิตพิสัย (A) 2) สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลในปัจจุบัน มีการส่งเสริมโดยภาพรวมในระดับปานกลาง โดยครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ได้มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย ไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหา ไม่ได้มีการกำหนดการวัดและประเมินผลในแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความเป็นพลเมืองดิจิทัล แต่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยในการส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา มี 4 แนวทาง ได้แก่ (1) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (2) รายวิชาเพิ่มเติม (3) บูรณาการร่วมกันระหว่างรายวิชา และ (4) บูรณาการในรายวิชา ผ่านการกำหนดจุดมุ่งหมาย การกำหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ตามองค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอน


การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิต, พิศิษฐ์ ชำนาญนา Jan 2023

การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิต, พิศิษฐ์ ชำนาญนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย 1.1) เพื่อสำรวจลักษณะของหลักสูตรเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย 1.2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการใน ประเทศไทย 1.3) เพื่อสังเคราะห์หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาลักษณะของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย 3) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย และ 4) เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้น การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย จากการสังเคราะห์หลักสูตรสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในต่างประเทศ ประกอบกับการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนด้านการเป็นผู้ประกอบการ ระยะที่ 2 ศึกษาลักษณะของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและอาจารย์ผู้สอนด้านการประกอบการทางสังคม และผู้ประกอบการทางสังคม ระยะที่ 3 พัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 นำมายกร่างหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย และระยะที่ 4 ตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 1.1 หลักสูตรที่เปิดสอนในสาขาการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยในระดับปริญญาตรี จำนวน 14 แห่ง ส่วนใหญ่ชื่อหลักสูตร (ภาษาไทย) เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต ทุกแห่งใช้ระยะเวลาเรียนตลอดหลักสูตร 4 ปี และใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอน วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นการให้ความรู้ ความสามารถ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ โดยโครงสร้างหลักสูตรมีหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 128 – 129 หน่วยกิต รายวิชาที่ปรากฏในหลักสูตรแบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ 1) หมวดวิชาศึกษาทั่วไป 2) หมวดวิชาแกนธุรกิจ และ 3) หมวดวิชาเฉพาะด้าน 1.2 สภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย ประกอบด้วย 5 ประเด็น ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอน ใช้วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2) สื่อการเรียนการสอน ใช้สื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วย ตำราเอกสารประกอบการสอนที่อาจารย์สอนเอง หนังสือจากต่างประเทศรวมถึงงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 3) การวัดและประเมินผล ใช้เครื่องมือเป็นข้อสอบทั้งในรูปแบบปรนัยและอัตนัย ประกอบกับการใช้กรณีศึกษาและการจัดทำแผนธุรกิจ ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้เป็นรูปแบบอิงเกณฑ์ โดยอาจารย์ผู้สอนจะมีการสร้าง …


รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู, จุฑามาศ คูฮุด Jan 2023

รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู, จุฑามาศ คูฮุด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวังและความต้องการจำเป็นในการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครูจากนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 446 คน 2) พัฒนารูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู จากนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 58 คน 4) นำเสนอรูปแบบโมชันกราฟิกที่ บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยศึกษาความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความเป็นจริงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ฉันสืบค้นข้อมูลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเองที่ต้องการได้ (M=3.31, SD=0.91) และสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.98, SD=0.02) ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ฉันออกแบบและสร้างสรรค์สื่อในลักษณะต่าง ๆ เพื่อนำเสนอความรู้และความคิดเห็นของตนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (M=5.00, SD=0.01) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู ลำดับที่ 1 คือ ด้านสร้างสรรค์ (PNImodified=1.79) 2) รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ สื่อการเรียนรู้ ภาระงานแบบร่วมมือ บทบาทผู้สอนและผู้เรียน โมชันกราฟิก การวัดและประเมินโดยมีขั้นตอน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมภาระงานร่วมมือ ขั้นร่วมมือปฏิบัติภาระงาน ขั้นหลังภาระงานร่วมมือ 3) ผลการใช้รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู พบว่า ค่าเฉลี่ยของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการประเมินรูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบฯ อยู่ในระดับดี


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน, วิทวัส แทนศิริ Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน, วิทวัส แทนศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multi – phase Mixed Method Design Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกันกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 395 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานฝ่ายบริหารวิชาการ และครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 20 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบย่อย คือ การรับรู้อย่างมีวิจารณญาณ การรับรู้ทางอารมณ์ การรับรู้ทางพฤติกรรม และ การรับรู้ในประสิทธิภาพตนเอง องค์ประกอบที่ (2) ความมุ่งมั่นและตั้งใจ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบย่อย คือ การมีความเชื่อ การมีความปรารถนา การมีทักษะ และ การมีความตระหนักในตนเอง องค์ประกอบที่ (3) การตัดสินใจเลือก ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบย่อย คือ การได้รับโอกาสในการเรียนรู้ การได้รับอิสระในการเรียนรู้ การกำกับตนเองในการเรียนรู้ และ การเป็นเจ้าของการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ (4) …


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ภควัฒน์ บุญวัย Jan 2023

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ภควัฒน์ บุญวัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)เพื่อเปรียบเทียบหาปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีประชากรคือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 950 คน ใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์และทางออนไลน์ ใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เพื่อยืนยันองค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .977 ถัดมาคือ การรับรู้ถึงประโยชน์ มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .956 และสุดท้ายคือ อิทธิพลทางสังคม มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .886 พบว่า โมเดลการวัดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้การพิจารณาค่า relativec 2 = 1.327 ค่า GFI = .994 ค่า CFI = .999 ค่า NFI =.996 ค่า RMSEA = .019 ค่า RMR = .005


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน Jan 2023

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธี และ 2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ที่ศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง ประชากรคือนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ในกรุงเทพ ฯ จำนวน 13 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนและอาจารย์ภาษาไทยยินดีให้ทดลองใช้นวัตกรรมที่จัดทำนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและแบบสะท้อนผลการอ่าน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามกิจกรมการเรียนรู้การอ่านที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยมัชฉิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล ผลการวิจัยพบว่ากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่พัฒนาขึ้นมี 2 ขั้นหลัก คือ ขั้นเตรียมชุดสื่อพหุวิธีที่มีเนื้อความสัมพันธ์กันประกอบด้วย คลิปวีดิทัศน์ หนังสือภาพหรือการ์ตูน และชุดบทอ่านแบบบรรยายที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน และขั้นการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นการดูและฟังคลิปวีดิทัศน์เพื่อสรุปความ ขั้นการอ่านวิเคราะห์สารหนังสือภาพ/การ์ตูน และขั้นการอ่านประเมินค่าบทอ่านแบบบรรยาย เมื่อนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ผลปรากฏว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจสูงกว่าก่อนการทดลอง


Design And Development Of Industrial Internet Of Things For Multi-Cloud Factory Vehicle Monitoring System, Patchapong Kulthumrongkul Jan 2023

Design And Development Of Industrial Internet Of Things For Multi-Cloud Factory Vehicle Monitoring System, Patchapong Kulthumrongkul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Material handling equipment, such as forklifts, is broadly used in many industries to increase production efficiency. However, if the equipment unexpectedly breaks down, it can potentially interrupt manufacturing. It's beneficial for the industry to monitor equipment usage data in real-time so that engineers can identify faults before they occur. In this thesis, a prototype for a factory vehicle monitoring system has been designed and implemented. The proposed solution is to acquire real-time usage data from the motor drive of the factory vehicle and send the data to the cloud via narrowband IoT. The received real-time data streams can be stored …


ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง


ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ Jan 2023

ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม Jan 2023

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา


Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli Jan 2023

Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

More than 85% of Indonesian adults with Type 2 diabetes (T2DM) do not meet glycemic targets. More effective support from family members on diabetes self-management may improve diabetes management and outcomes. The study aimed to 1) compare glycated hemoglobin (HbA1c) levels and health-related quality of life (HRQoL) before and after participating in individual and family self-management programs (IFSM) and 2) compare HbA1c levels and HRQoL between adults with uncontrolled T2DM who received the IFSM program and those who received usual care. This randomized controlled trial was conducted from December 2023 to March 2024 among participants recruited from 3 Public Health …


อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก Jan 2023

อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงประมาณค่าแนวโน้มความน่าจะเป็นในแต่ละข้อ และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านวางแผนการบริหารองค์การ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาระงานยุทธการด้านการแพทย์ทหาร 2) ด้านรูปแบบการบริการพยาบาล ได้แก่ การให้บริการเชิงรุกแก่ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงผู้ทำการในอากาศ 3) ด้านการจัดการความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ 4) ด้านนวัตกรรมและการพัฒนางานคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลและงานพัฒนาคุณภาพ 5) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง 6) ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะเชิงวิชาชีพเป็นไปตามความต้องการขององค์การพยาบาล และ 7) ด้านการเตรียมพร้อมรับภารกิจด้านการแพทย์ทหาร สถานการณ์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพยาบาลด้านการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน


ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์ Jan 2023

ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p


Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib Jan 2023

Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …


Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low Jan 2023

Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the demographic and socio-economic factors affecting labour productivity in service enterprises across Thailand, Vietnam, and Malaysia. Previous research primarily focuses on manufacturing firms, leaving a gap in understanding productivity in service firms. Given that the service sector is increasingly significant in ASEAN economies, contributing nearly half of the region's Gross Domestic Product (GDP) in 2022, this study targets this crucial sector (Secretariat, 2023).Rapid industrialisation, ageing populations, and shrinking workforces in these countries makes it necessary for enterprises to understand how to enhance labour productivity. This research utilizes data from the World Bank's 2015 and 2016 Enterprise Surveys …


Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo Jan 2023

Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …


Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon Jan 2023

Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the potential facilitation of economic convergence through policy across the Baltic Sea Region from two critical perspectives: (1) an analysis of the impacts of human capital flight and forced pendular migration from Ukraine on the economies included in the study, and (2) the impact of cultural dimensions and institutional arrangements on labor productivity in firms across the region. The study uniquely contributes to understanding how economic convergence can be facilitated in the Baltic Sea Region by considering both firm-level productivity factors and the current geopolitical context. The study utilizes World Bank Enterprise Survey data from 2019 and …


การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์ Jan 2023

การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 โดยใช้ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์ (Call Detail Record; CDR) จากผู้ใช้งานจำนวน 664,500 บัญชี คิดเป็นจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจุดหมายปลายทาง 7,115,986 ทริป ครอบคลุม 77 จังหวัดในประเทศไทย ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการวิจัยเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเดินทางท่องเที่ยว บทบาทของจังหวัดจุดหมายปลายทาง และศึกษากลุ่มจังหวัดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว ผ่านใช้วิธีการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม โดยวิเคราะห์ 3 วิธี ได้แก่ การวัดความเป็นศูนย์กลางตามระดับการเชื่อมต่อโดยคำนึงถึงค่าถ่วงน้ำหนัก จำนวนการเดินทางระหว่างจังหวัด และการหาชุมชนในเครือข่ายจากการศึกษาการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนและการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับ พบว่าเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง โดยมีกลุ่มการเดินทางท่องเที่ยว 15 กลุ่ม 9 คู่จังหวัดจุดหมายปลายทาง รูปแบบการท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางมีลักษณะแบบให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทาง (en route) เปรียบเทียบผลการศึกษากับเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพบว่าเขตพัฒนาการท่องเที่ยวยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว โดยสามารถนำผลลัพธ์ของการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดจากพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัด อย่างไรก็ตามงานวิจัยฉบับนี้มีข้อจำกัดในด้านระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งอาจส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวแตกต่างจากช่วงสถานการณ์ปกติ การศึกษาในอนาคตควรรวบรวมข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือหรือการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาสถานการณ์ปกติเพิ่มเติม


การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ Jan 2023

การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ช่างมัน และ แล้วแต่ เป็นถ้อยคำที่ชาวไทยนิยมใช้จนติดปาก ปรากฏในหลายสถานการณ์เพื่อสื่อความหมายและเจตนาที่แตกต่างกัน และน่าจะสะท้อนวิธีการมองโลกบางประการของชาวไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายตามปริบทและหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ รวมทั้งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม โดยใช้แนวทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์ (Ethnopragmatics) และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย (Emancipatory Pragmatics) ข้อมูลทั้งสิ้น 290 ตัวอย่างมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวัน บทสนทนาในสื่อ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ช่างมัน มีความหมายตามปริบท 7 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองปล่อยวาง 2) ผู้พูดให้อภัยผู้ฟัง 3) ผู้พูดต้องการปล่อยเรื่องนั้นไป 4) ผู้พูดปล่อยไป เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะไม่พอใจเรื่องนั้น 5) ผู้พูดไม่สนใจสิ่งนั้น 6) ผู้พูดยังไม่อยากคิดหรือทำเรื่องที่เอ่ยถึงในขณะนั้น และ 7) ผู้พูดไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 7 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อปลอบให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองคลายกังวล 2) เพื่อตอบรับคำขอโทษ 3) เพื่อยุติการสนทนาที่มีความขัดแย้ง 4) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่พอใจ 5) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่สนใจ 6) เพื่อแสดงว่าผู้พูดต้องการเลื่อนหรือหยุดเรื่องนั้นไปก่อน และ 7) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่ต้องการวุ่นวาย ความหมายแกนและหน้าที่หลักของ ช่างมัน คือ ผู้พูดและ/หรือผู้ฟังจะไม่นำเรื่องนั้นมากังวล ด้วยการปล่อยเรื่องเหล่านั้นไป ส่วน แล้วแต่ มีความหมายตามปริบท 4 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังตัดสินใจ 2) ผู้พูดให้ผู้ฟังพิจารณาด้วยตนเอง 3) ผู้พูดปล่อยไปตามใจผู้ฟัง แม้บางกรณีจะรู้สึกไม่พอใจ และ 4) ผู้พูดไม่พอใจ เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ จึงไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 4 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อแสดงว่าผู้พูดคำนึงถึงผู้ฟัง 2) เพื่อกันตนเองออกจากความรับผิดชอบต่อเรื่องนั้น 3) …


เจตจำนงเสรีในสำนักมาธยมิกะ, จิรายุ สหเวชชภัณฑ์ Jan 2023

เจตจำนงเสรีในสำนักมาธยมิกะ, จิรายุ สหเวชชภัณฑ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปรัชญาพุทธมีหลักการที่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันแล้วมีความขัดแย้งกันคือหลักการเรื่องอนัตตาและกรรม ความขัดแย้งของหลักการทั้งสองนี้อยู่ตรงที่หลักการเรื่องอนัตตาไม่ยอมรับอัตตาที่เป็นเจ้าของของการกระทำ แต่ในทางกลับกัน หลักการเรื่องกรรมได้เสนอว่ากรรมที่ได้กระทำไปแล้วย่อมมีผลตามมาเสมอโดยกรรมดังกล่าวนี้ย่อมส่งผลแก่ผู้ที่ได้กระทำกรรมนั้นเองซึ่งมีนัยยะถึงอัตตาที่เป็นเจ้าของการกระทำนั้น วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิเคราะห์แนวคิดของนาคารชุนผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญามาธยมิกะ เพื่อหาคำตอบว่าในระบบปรัชญาดังกล่าวนี้มีองค์ประกอบที่สามารถพัฒนาเป็นแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีได้หรือไม่ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อนำแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีมาช่วยในการอธิบายถึงความไม่เข้ากันของหลักการอนัตตาและกรรมที่ขัดแย้งกันในเรื่องอัตตาของมนุษย์ วิทยานิพนธ์เล่มนี้เสนอว่าในปรัชญามัธยมกะมีองค์ประกอบเรื่องเจตจำนงเสรีมากมาย ทั้งเรื่องเจตนา ผู้กระทำ ความเป็นนิยัตินิยม เจตนานั้นมีอำนาจในการสร้างผลและมีนัยยะของการเลือกอยู่ อีกทั้งแนวคิดเรื่องผู้กระทำนั้นยังสามารถเป็นเจ้าของการกระทำของตนเองได้โดยไม่ต้องใช้แนวคิดเรื่องอัตตามาประกอบ เนื่องจากทั้งสองอย่างนั้นอิงอาศัยกัน ทั้งหมดสามารถนำมาสร้างเป็นหลักการเรื่องเจตจำนงเสรีแบบเข้ากันได้กับนิยัตินิยม(compatibilism) อีกทั้งแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีดังกล่าวยังสามารถช่วยอธิบายและเติมเต็มส่วนที่ไม่เข้ากันระหว่างอนัตตาและกรรมได้บนฐานของความเป็นเจ้าของการกระทำที่ไม่อ้างอิงถึงอัตตา


Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook Jan 2023

Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The negative impacts of domestic cat overpopulation and the limitations of currently available methods to induce infertility in cats necessitate the development of novel targets for non-surgical contraception in this species. The recent discovery of IZUMO1-JUNO, a pair of sperm-oocyte proteins that are both indispensable for the fertilization process, inspires the targeting of them for contraception in cats. To gain insight into feline IZUMO1 and JUNO, this thesis aims to identify 1) the target organs expressing IZUMO1 and JUNO in domestic cats 2) the expression of feline IZUMO1 during epididymal sperm transit in the epididymis and feline JUNO during various …


Corneal Characterization Of Canine Keratoconjunctivitis Sicca By Optical Coherence Tomography, Kedsaraporn Ruangpanitchayakul Jan 2023

Corneal Characterization Of Canine Keratoconjunctivitis Sicca By Optical Coherence Tomography, Kedsaraporn Ruangpanitchayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Keratoconjunctivitis sicca (KCS), known as dry eye syndrome, indicates an imbalance in tear film stability and homeostasis. Quantitative KCS is well diagnosed while qualitative KCS is still underdiagnosed in routine veterinary practice. This study aimed to compare the ocular surface characteristics between experimental dogs (n=20) presented with low Schirmer tear test (STT) values (1-10mm/min) and control dogs (n=20) with normal STT values (≥15mm/min). Dogs with previous treatments or diseases which effect tear production were excluded. The experimental group showed significant increased KCS-related clinical signs score with mucopurulent ocular discharge, keratitis with corneal edema and vessels, and conjunctivitis with hyperemia and …


Small Objects Detection In Aerial Imagery For System-On-Chip Fpgas, Wimonthip Saenprasert Jan 2023

Small Objects Detection In Aerial Imagery For System-On-Chip Fpgas, Wimonthip Saenprasert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Unmanned aerial vehicles (UAVs) offer significant advantages in accessing remote or high-risk locations. Yet, they also present challenges concerning privacy and safety. Effective air traffic management is crucial for ensuring compliance with security regulations. The primary objective is to monitor the flight trajectories of target objects in the airspace, necessitating efficient object detection, especially for distant objects, to facilitate surveillance and preparedness for addressing potential threats. However, the current performance of existing models in detecting small objects is inadequate for real-time surveillance applications. This study advocates prioritizing object detection over precise prediction of object bounding box sizes. We propose a …


Utility Optimization Via Multi-Section Heat Integration Approach For Multi-Period Operations, Ariyachai Silprasert Jan 2023

Utility Optimization Via Multi-Section Heat Integration Approach For Multi-Period Operations, Ariyachai Silprasert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Heat Exchanger Network (HEN) optimization is essential for achieving utility conservation and minimizing the Total Annual Cost (TAC) by maximizing heat recovery between process streams. This study investigates on single and multi-section heat integration within a caprolactam (CPL) plant, conducted in collaboration with a petrochemical company. The investigation comprehensively addresses multi-period operations, considering production rate variability at 60%, 80%, and 100% loads. This variability is due to fluctuating operating conditions influenced by economic factors, as well as start-up and shut-down schedules. This work utilizes process simulation namely Aspen Plus and establishes HEN solutions using Aspen Energy Analyzer (AEA) and conventional …


ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างวัสดุครอบฟันชั่วคราวกับแบร็กเกตจัดฟันโลหะ, มนนภัส เลาหะอัญญา Jan 2023

ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างวัสดุครอบฟันชั่วคราวกับแบร็กเกตจัดฟันโลหะ, มนนภัส เลาหะอัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบกําลังแรงยึดเฉือนระหว่างแบร็กเกตจัดฟันโลหะกับครอบฟันชั่วคราวชนิดต่าง ๆ ที่ใช้การปรับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกัน เตรียมวัสดุบูรณะครอบฟันชั่วคราว 3 ชนิด ได้แก่ พอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเอง (Unifast™ Trad) พอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดแคดแคม (CADCAM VIPI Block) และเรซินคอมโพสิตชนิดบิสเอคริล (Protemp™ 4) จำนวน 4 กลุ่ม กลุ่มละ 11 ชิ้น นำวัสดุปรับสภาพพื้นผิวด้วยการทามอนอเมอร์เมทิลเมทาคริเลต การเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์ การใช้เข็มกรอกากเพชร และกลุ่มที่ไม่ได้ถูกปรับสภาพพื้นผิวเป็นกลุ่มควบคุม นำชิ้นงานตรวจความหยาบของพื้นผิวและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ทำการยึดติดแบร็กเกตจัดฟันโลหะด้วยเรซินแอดฮีซีฟทรานสบอนด์ เอ็กซ์ที นำไปทดสอบค่ากำลังแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์โดยใช้ความเร็วในการทดสอบที่ 1 มิลลิเมตรต่อนาที ศึกษาดัชนีส่วนเหลือของสารยึดติดด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดสเตอริโอ วิเคราะห์ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 และเปรียบเทียบแต่ละกลุ่มโดยใช้สถิติ Games-Howell test ผลการศึกษาพบว่าวัสดุบิสเอคริลการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุด ตามมาด้วยการใช้เข็มกรอกากเพชร และการทามอนอเมอร์ ตามลำดับ วัสดุพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดแคดแคมการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุด ตามด้วยการทามอนอเมอร์ และการใช้เข็มกรอกากเพชร ตามลำดับ และวัสดุพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเองการทามอนอเมอร์และการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์ มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุดโดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตามด้วยการใช้เข็มกรอกากเพชร ดังนั้นการปรับสภาพพื้นผิวด้วยการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีประสิทธิภาพในการเพิ่มแรงยึดติดแบร็กเกตจัดฟันมากที่สุด ในพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเองควรทามอนอเมอร์เมทิลเมทาคริเลตเพิ่มเติม และวัสดุบิสเอคริลมีแรงยึดติดกับแบร็กเกตจัดฟันมากที่สุดหลังปรับสภาพพื้นผิวเชิงกล


การนำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย, อรอุมา ภูมิบูรณ์ Jan 2023

การนำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย, อรอุมา ภูมิบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปพหุกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย 2) ศึกษาสภาพความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายในการส่งเสริมการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย 3) นำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทของความเป็นพลเมืองไทย 7 ประการ ได้แก่ (1) ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และกำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ (2) กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ (3) มีความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง (4) พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ (5) สามารถในการประเมินข้อมูลที่ได้รับจากการเรียนรู้ (6) กระตือรือร้นในการนำความรู้มาปรับใช้และ (7) มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 2) สภาพความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายทั้ง 2 พื้นที่ เน้นปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ โดยมีสถาบันพระปกเกล้าฯ มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมที่ 3) แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายฯ ประกอบด้วย ความเป็นมาและความสำคัญของแนวปฏิบัติ วัตถุประสงค์ และเนื้อหา ได้แก่ หลักการ บทบาท และวิธีการในการเสริมสร้างความร่วมมือฯ


การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรม และ 4) นำเสนอคู่มือการใช้โปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi methods Disign) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 19 คน ระยะที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ด้วยการใช้การวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบ Single Subject Design มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 11 คน และระยะที่ 4 พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะการจ้างงานผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 ลักษณะ คือ การจ้างงานคนพิการด้วยมาตรา 33 มาตรา 35 (3) และมาตรา 35 (7) โดยกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนพิการ ลักษณะงานมีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความสำเร็จในการจ้างงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ ความชอบ แรงจูงใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทักษะที่มีความจำเป็นมากที่สุดในการทำงานคือ ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะอาชีพ และทักษะพื้นฐานหรือทักษะวิชาการ ตามลำดับ ทักษะย่อยที่มีความจำเป็น ได้แก่ การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การรับข้อมูลและทำตามคำสั่ง และการสื่อสาร 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน เป้าหมายและผลลัพธ์ของโปรแกรม เนื้อหา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด กระบวนการเสริมสร้างทักษะการทำงานและแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนและบทบาทหน้าที่ เทคโนโลยี สื่อ และแหล่งทรัพยากร และ เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าและวัดผลความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้โปรแกรม …