Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1711 - 1740 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ Jan 2024

แนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญา, อนัญญา แสงรุ่งเรืองกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา เนื่องด้วยทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่นานาประเทศต่างให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ผู้เขียนทำการศึกษาโดยการวิจัยทางเอกสาร โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลกฎหมาย และมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตจากแหล่งที่เชื่อถือและอ้างอิงได้ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางในการประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย ปัจจุบันการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนของประเทศไทยมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ แต่อัตราการยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญากลับอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับสองปีที่ผ่านมา ภาพรวมการจัดอันดับโลกด้านปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยก็ต่ำลงติดต่อกันสองปีซ้อน สะท้อนให้เห็นว่านโยบายของภาครัฐยังไม่สามารถดึงดูดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนตัดสินใจลงทุนพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญามีดังนี้ (1) การขาดความพร้อมด้านเงินทุนของผู้ประกอบการ (2) การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการบริหารจัดการงานวิจัยและพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ (3) งานวิจัยและพัฒนาส่วนมากไม่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม (4) การส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เพียงพอ (5) ผู้ประกอบการขาดความเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง และ (6) มาตราการส่งเสริมทางภาษียังไม่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันมุ่งเน้นการให้สิทธิประโยชน์สำหรับค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา และไม่ครอบคลุมช่วงที่การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาสำเร็จและนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งสิทธิประโยชน์ทางภาษีปัจจุบันเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 598) พ.ศ. 2559 คือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่มีการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปีตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จากการศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสิงคโปร์และประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงและสามารถนำงานวิจัยและพัฒนามาปรับใช้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างโดดเด่น พบว่าทั้งสองประเทศมีนโยบายทางภาษีที่สนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาจนถึงภายหลังระยะเวลาที่ทรัพย์สินทางปัญญาถูกสร้างสำเร็จแล้ว โดยการลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจต่อผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ในประเทศได้นอกเหนือจากการสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเพียงอย่างเดียว ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์รายได้ที่สามารถใช้สิทธิได้จะเป็นไปตามสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวิจัยและพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญานั้น โดยเป็นไปตามแนวทางสากล Nexus approach ที่ประกาศโดย OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ทำให้นโยบายการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญานี้มีความโปร่งใสและไม่เป็นภัย ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้โดยการพิจารณาลดอัตราภาษีสำหรับรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สอดคล้องกับแนวทางสากล จะสามารถช่วยบรรเทาภาระภาษีของผู้ประกอบการและจูงใจให้เกิดการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและนวัตกรรมในภาคธุรกิจ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก


แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยล่วงหน้าในประเทศไทย, อารียา ตระการภาสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า (Advance Ruling) ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในกระบวนการศุลกากร โดยผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าสามารถช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและทำให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินต้นทุนก่อนการดำเนินการนำเข้าสินค้าได้ และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ท่าที่ตรวจปล่อยสินค้า แต่กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของประเทศไทยนั้น ยังคงมีความจำกัดในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าของศุลกากรไทยไม่ครอบคลุมการอำนวยความสะดวก ด้านศุลกากร ปัญหาภาระการดำเนินการต่ออายุคำวินิจฉัยล่วงหน้า และปัญหาการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบกระดาษ ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ปฏิบัติงานจากการศึกษาหลักการเกี่ยวกับการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าจากความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Agreement: TFA) อนุสัญญาว่าด้วยพิธีการศุลกากรที่เรียบง่ายและสอดคล้องกัน (International Convention on the Simplification and Harmonization of Customs Procedure) ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) โดยความตกลงและอนุสัญญาข้างต้นเน้นให้ประเทศภาคีจะต้องกำหนดเรื่องการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากร และ/หรือ ถิ่นกำเนิดสินค้า และ/หรือ ราคาศุลกากร เป็นอย่างน้อย มีการกำหนดว่าระยะเวลาผูกพันของผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีระยะเวลาที่สมเหตุสมผลและชัดเจน โดยในความตกลง ATIGA และ RCEP กำหนดให้ผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าต้องมีผลบังคับใช้อย่างน้อย 3 ปีนับจากวันที่ออกคำวินิจฉัย และไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบในการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าเมื่อศึกษากฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ แล้วพบว่าขอบเขต การให้คำวินิจฉัยของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าที่มีความหลากหลายและครอบคลุมเรื่องทางศุลกากร การไม่กำหนดระยะเวลาผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกาและข้อกำหนดที่สามารถขอต่ออายุผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าได้ของมาเลเซียและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของการให้ความยืดหยุ่นของกฎหมายศุลกากรที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ และการสนับสนุนการออกผลคำวินิจฉัยล่วงหน้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับกับข้อกฎหมายเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดอุปสรรคทางการค้าดังนั้นหากประเทศไทยดำเนินการปรับปรุงระบบการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้า โดยขยายขอบเขตของการให้คำวินิจฉัยให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร และขยายระยะเวลาผลผูกพันของคำวินิจฉัยล่วงหน้าหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถต่ออายุผลคำวินิจฉัยลวงหน้าได้ รวมถึงปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกคำวินิจฉัยให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบพิธีการศุลกากรอื่น ๆ ได้ แนวทางเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับหลักการอำนวยความสะดวกทางการค้า สนับสนุนการค้าเสรีของอนุสัญญาและความตกลงระหว่างประเทศแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบศุลกากรของประเทศไทยในเวทีสากล และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในฐานะประเทศที่มีระบบการดำเนินพิธีการศุลกากรที่มีมาตรฐาน โปร่งใส สะดวก ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพ


ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์ Jan 2024

ผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย, ไอลดา ศิริสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมไทย โดยศึกษาผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมผู้มีส่วนได้เสียต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและเศรษฐกิจภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการ สภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่โรงแรมต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงวัตถุดิบอาหาร ตลอดจนพลังงานและต้นทุน operation การดำเนินกิจการ และการเติบโตของอุตสาหกรรมทั้งหมดประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวชั้นนำของโลกที่มีธรรมชาติ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ การบริการต้อนรับ และทำเลที่เหมาะสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 10 ของโลก และมีรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวมากเป็นอันดับ 4 ในปี พ.ศ.2561 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยว 38.27 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 จากปี พ.ศ.2560 ในปี พ.ศ. 2559 รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 17.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นแหล่งงานมากกว่า 4.2 ล้านงาน หรือร้อยละ 11 ของการจ้างงานในประเทศทั้งหมดจากการศึกษาพบว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเข้ามามีบทบาท ทั้งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ และข้อกำหนด ในการรายงานการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเภทก๊าซที่นำมาประเมินการปล่อย การตรวจวัดปริมาณการปล่อย การทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำส่งรายงานก๊าซเรือนกระจก กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นการปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กในประเทศไทย หรือผู้ประกอบการในระดับ SMEs แต่จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยปรับตัวสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตแม้ว่ากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนตามกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นควรให้รัฐ กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวมขององค์กรที่ถูกควบคุมทั้งหมด เพื่อช่วยให้องค์กรอุตสาหกรรม และธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว


มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย Jan 2024

มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย, รัสรินทร์ ตันตราชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการภาษีในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความซับซ้อนของกฎหมายและกระบวนการยื่นแบบภาษี ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดและความเสี่ยงในการถูกลงโทษทางกฎหมาย ปัจจุบัน ระบบภาษีของไทยยังขาดมาตรการที่ส่งเสริมและควบคุมตัวแทนภาษีในระดับบุคคลที่ชัดเจน การพัฒนาระบบตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนจึงมีความสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบภาษี โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียภาษีต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการจัดการภาษีอย่างถูกต้องและครบถ้วนงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับการเพิ่มความน่าเชื่อถือของตัวแทนภาษี ศึกษามาตรการตัวแทนภาษีที่ใช้ในประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรการตัวแทนภาษีในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นระบบขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษี แบ่งเป็น 3 ประเภท (1) ตัวแทนที่ลงทะเบียน โดยผ่านการสอบหรือมีประสบการณ์การทำงานกับกรมสรรพากรตามกำหนด (2) ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต และ (3) ทนายความ มีสิทธิในการเป็นตัวแทนต่อหน้ากรมสรรพากรได้อย่างไม่จำกัด (Unlimited representation rights) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่มีคุณสมบัติเหล่านี้สามารถเป็นตัวแทนลูกค้าในเรื่องใดก็ได้ ตั้งแต่การยื่นแบบ การให้คำปรึกษา รวมทั้งการตรวจสอบ ปัญหาการชำระเงิน/การจัดเก็บ การอุทธรณ์ และการเป็นตัวแทนในศาล ผลการศึกษาพบว่าในประเทศไทยแม้ว่ากรมสรรพากรจะมีการกำหนดบทบาทของสำนักงานบัญชีตัวแทนที่ได้รับอนุญาตให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีในนามของผู้เสียภาษี แต่บทบาทดังกล่าวยังคงจำกัดอยู่ในรูปแบบองค์กร โดยไม่มีการรับรองตัวแทนภาษีที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับบุคคลที่ครอบคลุมและเป็นมาตรฐาน การเพิ่มระบบการขึ้นทะเบียนตัวแทนภาษีสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวแทนภาษี ช่วยลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบภาษี อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีเพื่อเป็นทางเลือกในการยื่นแบบผ่านตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียน และสร้างความมั่นใจในกระบวนการจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพบทสรุปจากการวิเคราะห์มาตรการส่งเสริมการมีตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนในประเทศไทย ผู้เขียนเห็นว่า รัฐควรสนับสนุนออกประกาศคำสั่งกรมสรรพากรโดยอาศัยอำนาจตามความในประมวลรัษฎากร โดยเหตุที่การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้การควบคุมและกำกับดูแลการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ตัวแทนภาษีขึ้นทะเบียนซึ่งมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดสามารถยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระ หรือดำเนินการอื่นใดตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดในนามของผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้


การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล Jan 2024

การจำแนกและการประเมินประสบการณ์ผู้ใช้จากบทวิจารณ์ของผู้ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง, จิราพร รามจุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทำความเข้าใจประสบการณ์ของผู้ใช้ เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโมไบล์แอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอวิธีการจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้ตามลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ที่มีต่อโมไบล์แอปพลิเคชัน โดยใช้ทั้งอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่อง และการเรียนรู้เชิงลึก บทวิจารณ์ของผู้ใช้ถูกจำแนกตามมิติของประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านการปฏิบัติและประสบการณ์ผู้ใช้ในด้านความเพลิดเพลิน ซึ่งประกอบด้วยลักษณะของประสบการณ์ผู้ใช้ทั้งหมด 8 รายการ ตามที่นิยามไว้ในแบบสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้แบบสั้น ผลลัพธ์การจำแนกบทวิจารณ์ของผู้ใช้สามารถนำไปใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ความรู้สึกจากบทวิจารณ์ เพื่อประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันได้อย่างอัตโนมัติ จากการทดลองประเมินประสิทธิภาพของโมเดลพบว่าเบิร์ต มีประสิทธิภาพดีกว่าซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชีน แรนดอมฟอเรสต์ และ ลอจิสติกรีเกรสชัน โดยมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 80%, ค่าเรียกคืน เท่ากับ 74%, ค่าเอฟวัน เท่ากับ 76%, ค่าความแม่น เท่ากับ 78% และค่าเอยูซี เท่ากับ 0.94 นอกจากนี้ค่าคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้โดยรวมของโมไบล์แอปพลิเคชันที่คำนวณได้มีค่าสหสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางถึงสูงเป็น 0.68 กับค่าคะแนนการจัดอันดับบนแอปสโตร์ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการวิเคราะห์และประเมินคะแนนประสบการณ์ผู้ใช้อย่างอัตโนมัติในการเสริมสร้างคุณภาพของโมไบล์แอปพลิเคชันและความพึงพอใจของผู้ใช้


การพัฒนาส่วนแบ็กเอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กโหนดเจเอสแบบอิงแบบจำลอง, วีรยุทธ กันภัย Jan 2024

การพัฒนาส่วนแบ็กเอนด์ของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้เฟรมเวิร์กโหนดเจเอสแบบอิงแบบจำลอง, วีรยุทธ กันภัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบอิงแบบจำลอง ได้กลายเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งใช้แบบจำลองเป็นองค์ประกอบหลักในการสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน งานวิจัยนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้แนวคิดของการพัฒนาแบบอิงแบบจำลองกับการพัฒนาแบ็กเอนด์ด้วยโหนดเจเอสโดยเน้นทั้งกระบวนการวิศวกรรมไปข้างหน้า และวิศวกรรมย้อนกลับ โดยได้พัฒนายูเอ็มแอลโพรไฟล์สำหรับโหนดเจเอสที่รองรับทั้งฐานข้อมูลแบบซีเควลและโนซีเควลเพื่อใช้ในการสร้างแบบจำลองการออกแบบของเว็บแอปพลิเคชัน และมีเครื่องมือสำหรับการแปลงแบบจำลองเป็นโค้ดและโค้ดเป็นแบบจำลอง ผลการประเมินแนวทางที่นำเสนอผ่านกรณีศึกษา 3 กรณี พบว่ากระบวนการวิศวกรรมไปข้างหน้ามีผลของอัตราการแปลงแบบจำลองเป็นโค้ดที่สูง โดยเฉพาะในส่วนของ Model (86.18-94.53%) และ Route (70.73-90.52%) โดยมีประสิทธิภาพที่ดีสอดคล้องกันทั้งในกรณีของซีเควล (มายซีเควล) และ โนซีเควล (มองโกดีบี) ขณะที่กระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับให้ผลลัพธ์ความถูกต้องของการแปลงโค้ดเป็นแบบจำลองถึง 100% สำหรับโค้ดแบ็กเอนด์ในแต่ละรูปแบบการพัฒนา การดำเนินการนี้ช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาโค้ดอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งคงไว้ซึ่งเอกสารประกอบระบบผ่านการสร้างแบบจำลองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งานได้จริงสำหรับการพัฒนาและบำรุงรักษาแบ็กเอนด์ด้วยโหนดเจเอส


การค้นหาค่าสัมประสิทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่, สุชานันท์ กระบวนยุทธ Jan 2024

การค้นหาค่าสัมประสิทธ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกบนพื้นฐานแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่, สุชานันท์ กระบวนยุทธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อวิจัยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่และเทคนิคต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของโมเดลเหล่านี้ รวมถึงวิศวกรรมที่รวดเร็วและการขยายความรู้เฉพาะ การศึกษานี้เกี่ยวข้องกับการออกแบบและพัฒนา AI agent เพื่อส่งคืนค่าสัมประสิทธ์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่ดูแลโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ของประเทศไทย งานวิจัยนี้จะใช้ RAG เพื่อค้นหาข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากที่สุดกับข้อมูลรับเข้า จากนั้น AI Agent จะส่งคืนค่าคำตอบเพียงคำตอบเดียวเดียวของค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่รับเข้ามา จากการประเมินประสิทธิภาพของ LLM ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ถูกเลือกทั้งห้าแบบจำลองนั้นมีแนวโน้มที่ดี


Curatorial Project For Art Exhibition: "Line", Yunjiao Ji Jan 2024

Curatorial Project For Art Exhibition: "Line", Yunjiao Ji

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The LINE exhibition is more than a display of artistic projects; it is a comprehensive exploration of rural development in China through artistic intervention, with an educational focus that transcends aesthetics. In recent years, art-driven rural development has gained attention in China, characterized by unique regional and cultural features. This research investigates its theoretical foundations and practical outcomes, aiming to enhance awareness and identify pathways adapted to rural communities, contemporary art, and societal needs. Rooted in Mao Zedong's "Art Serving the People" concept, the study emphasizes art’s connection to the lives of the masses, including rural communities. Case studies such …


Psychological Experience Of Buddhist Counselors When Encountered With Clients Of Conflicting Value, Kannop Kashemsant Jan 2024

Psychological Experience Of Buddhist Counselors When Encountered With Clients Of Conflicting Value, Kannop Kashemsant

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to explore the psychological experience of Buddhist counselors when encountered with conflicting value, through using Interpretative Phenomenological Analysis (IPA) research style as a tool to capture the details and experience of six experienced Buddhist counselors. The result of this study shows 3 themes: Initial, Process, and Implication. Initial theme is the reaction and response of informants when first encountering with conflicting value and consists of three subthemes (Initial interaction, effects on performance, and consequence) with eight subcategories. Process theme illustrates the awareness and development of informants in accordance with conflicting value, which consist of three subthemes (Initial …


ความเครียดจากเทคโนโลยีและภาวะหมดไฟในการทำงานแบบวิถีใหม่: การขยายมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม และความสำคัญของการปรับงาน, รัตนาวลี บุญยฤทธิ์ Jan 2024

ความเครียดจากเทคโนโลยีและภาวะหมดไฟในการทำงานแบบวิถีใหม่: การขยายมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม และความสำคัญของการปรับงาน, รัตนาวลี บุญยฤทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแบบวิถีใหม่ที่เทคโนโลยีกลายเป็นช่องทางหลักในการทำงานและติดต่อสื่อสาร สังเกตเห็นได้ว่ารูปแบบความเครียดจากเทคโนโลยีของบุคคลเปลี่ยนไปตามบริบทปัจจุบัน จึงนำมาสู่งานวิจัยที่มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและพัฒนามาตรวัดความเครียดจากเทคโนโลยี โดยนำมุมมองด้านการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่มมาพิจารณาร่วมด้วย 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรภาระงานในการทำงานออนไลน์ การขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม การปรับงาน ความเครียดจากเทคโนโลยี และภาวะหมดไฟ แบ่งเป็น 2 การศึกษา คือ การศึกษาที่ 1 ใช้การสัมภาษณ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แล้วจึงเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความเครียดจากเทคโนโลยีตามแนวคิดใหม่ มี 4 องค์ประกอบ คือ ด้านความท่วมท้นจากเทคโนโลยี ด้านความไม่มั่นคงทางจิตใจจากเทคโนโลยี ด้านการขาดความเหนียวแน่นจากเทคโนโลยี และด้านความไม่เสถียรของเทคโนโลยี โดยมาตรวัดมีความเชื่อมั่นระดับสูง ทั้งฉบับเต็ม (M = 3.2, SD = 0.8, 95% CI [3.09, 3.26], α = .963, CITC = .448–.707) และฉบับย่อ (M = 3.2, SD = 0.8, 95% CI [3.13, 3.30], α = .915, CITC = .463–.687) การศึกษาที่ 2 ใช้การเก็บข้อมูลในบุคคลเดียวกัน 3 ครั้ง เว้นช่วง 1 สัปดาห์ โดยจากการวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลพบว่า ภาระงานในการทำงานออนไลน์มีอิทธิพลทางบวกต่อความเครียดจากเทคโนโลยี ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .501, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .294, p < .001) โดยความเครียดจากเทคโนโลยีมีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะหมดไฟ ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .458, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .497, p < .001) อีกทั้งยังพบอิทธิพลทางอ้อมของภาระงานในการทำงานออนไลน์ต่อภาวะหมดไฟ โดยมีความเครียดจากเทคโนโลยีเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ ทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = .229, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = .142, p < .001) ในขณะที่การขาดความเหนียวแน่นในกลุ่มมีอิทธิพลต่อภาวะหมดไฟในทางตรง (β = .106, p = .013) และทางอ้อม (β = .087, p < .001) เพียงในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ในส่วนของปรับงาน พบว่ามีอิทธิพลทางลบต่อภาวะหมดไฟทั้งในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง (β = -.315, p < .001) และการวิเคราะห์ระยะยาว (β = -.308, p < .001) แต่มีอิทธิพลกำกับเพียงในการวิเคราะห์ภาคตัดขวาง โดยมีทิศทางอิทธิพลต่างกันตามตัวแปรต้นภาระงานในการทำงานออนไลน์ (β = -.090, p = .035) และการขาดความเหนียวแน่นในกลุ่ม (β = .093, p = .031)


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน, สุดารัตน์ โมสิกะ Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน, สุดารัตน์ โมสิกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจประสบการณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจที่เกิดขึ้นในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่วัยรุ่นระดับชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) บทบาทการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมบทบาทเชิงรับ บทบาทเชิงรุก และบทบาทการเป็นครู (2) ความท้าทายของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมความท้าทายด้านการทำงานและความท้าทายด้านอารมณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน (3) กระบวนการภายในจิตใจและสิ่งที่สนับสนุนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในบริบทโรงเรียน ครอบคลุมการกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง การยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภายนอก และการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง (4) การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อตนเอง ที่กล่าวถึงการเกิดความรู้สึกเชิงบวกต่อตนเองและการเห็นคุณค่าของตนเองในฐานะนักจิตวิทยาการปรึกษามากขึ้น ข้อค้นพบจากการศึกษานี้ช่วยให้เข้าใจประสบการณ์การทำงานรวมถึงกระบวนการภายในจิตใจที่เกิดขึ้นในการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่เด็กวัยรุ่นในบริบทโรงเรียน ซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสนับสนุนการทำงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ให้บริการแก่เด็กวัยรุ่นในบริบทโรงเรียนโดยช่วยให้พวกเขาเข้าใจความเฉพาะของบทบาทการทำงาน มีวิธีการในการรับมือกับความท้าทายและมองเห็นปัจจัยที่ช่วยเอื้อในการทำงานของตนเองได้


ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง Jan 2024

ประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่เป็นโรคซึมเศร้า, ศุภวิชญ์ วชิรบรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์วัยเด็กของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเผยให้เห็นแก่นสาระของประสบการณ์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การรับรู้ความไม่ปกติในชีวิต แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งรวมถึงการรับรู้ว่าพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้เข้าใจลักษณะของโรคอย่างแท้จริง ความกังวลและรู้สึกผิดว่าตนอาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย การรับรู้ว่าพ่อแม่ที่ป่วยจิตใจอ่อนไหว และพ่อแม่ที่ป่วยไม่อบอุ่นเหมือนที่เคยเป็น (2) รู้สึกท่วมท้นและไม่แน่ใจว่าจะต้องทำตัวอย่างไรในช่วงวิกฤติของพ่อแม่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่ที่ป่วย ลำบากใจเมื่อต้องรับมือกับพ่อแม่ที่ป่วยตอนอาการกำเริบ รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่สามารถพึ่งพาพ่อแม่ที่ป่วยได้ และรู้สึกสงสารเห็นใจพ่อแม่ที่เป็นผู้ดูแล (3) การปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้อยู่กับพ่อแม่ที่ป่วยได้ ซึ่งรวมถึงความพยายามในการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ที่ป่วย การกำหนดเป้าหมายในชีวิตและรับผิดชอบต่อตนเอง การทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลพ่อแม่ที่ป่วย และการมีบทบาทใหม่เป็นที่พึ่งทางใจให้พ่อแม่ ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สามารถช่วยทำความเข้าใจประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในการช่วยเหลือทางจิตใจให้กับผู้รับบริการที่มีพ่อแม่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยช่วยให้พวกเขาปรับตัวและลดผลกระทบจากประสบการณ์ดังกล่าวได้


ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์ Jan 2024

ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม, สุทธจิต บูรณกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนาม ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (IPA) โดยเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 6 รายจากนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ฝึกประสบการณ์ภาคสนามไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงและรับรู้ถึงความเครียด ความกดดันอันเกิดจากการฝึกประสบการณ์ ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลักดังนี้ 1) ผู้ให้ข้อมูลรับรู้ถึงความท้าทายในการฝึกประสบการณ์ ทั้งความท้าทายทางวิชาการ และความท้าทายในประเด็นส่วนบุคคล 2) ผลกระทบของการไม่ดูแลตนเองต่อการให้บริการ 3) รูปแบบในการดูแลตนเอง อาทิ การจัดลำดับความสำคัญของภาระงาน การทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการเติบโต และการทำกิจกรรมที่มุ่งเน้นการผ่อนคลาย การใช้การสนับสนุนทางสังคม 4) ผลทางบวกของการดูแลตนเองทั้งต่อตัวนักจิตวิทยาการปรึกษา และต่อการให้บริการ และ 5) ความสำคัญในการดูแลตนเอง โดยสรุป นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดส่วนใหญ่เห็นว่าการดูแลตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รับมือความท้าทายในช่วงฝึกประสบการณ์ภาคสนามได้ดีขึ้น หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการปรึกษาจึงควรอบรมและเน้นย้ำให้นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดมีการดูแลตนเองในช่วงดังกล่าว


ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรี, จิณณวัตร เกริกอาชาชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสติ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ ความเมตตากรุณาต่อตนเอง และความนิยมความสมบูรณ์แบบ รวมถึงบทบาทของการเป็นตัวแปรส่งผ่านความเมตตากรุณาต่อตนเองในความสัมพันธ์ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป มาตรวัดสติห้าองค์ประกอบ มาตรวัด Mindfulness Insight Scale มาตรวัดความเมตตากรุณาต่อตนเอง และมาตรวัดลักษณะยึดติดความสมบูรณ์แบบจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยในประเทศไทยช่วงอายุ 18 ถึง 25 ปี (M = 20.15, SD = 1.239) จำนวน 289 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์เส้นทางสำหรับการทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความนิยมความสมบูรณ์แบบมีความสัมพันธ์ทางลบกับสติ (r = -.164, p = .003) และความเมตตากรุณาต่อตนเอง (r = -.356, p < .001) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความสัมพันธ์กับความยืดหยุ่นทางจิตใจ (r = .000, p = .498) สำหรับการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านพบว่า โมเดลที่มีความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์สอดคล้องกับข้อมูลระดับดีมาก (χ2(1) = 1.798, CFI = .998, TLI = .987, RMSEA = .053) และพบว่า ความเมตตากรุณาต่อตนเองเป็นตัวแปรส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างสติและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.295, p < .001) และระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจและความนิยมความสมบูรณ์แบบ (β = -0.140, p < .001) ผลการวิจัยสนับสนุนถึงการส่งเสริมความเมตตากรุณาต่อตนเองในนักศึกษามหาวิทยาลัยเพื่อลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นจากความนิยมความสมบูรณ์แบบ


ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย, ชิษณุชา เลิศพัฒนกุลธร Jan 2024

ประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย, ชิษณุชา เลิศพัฒนกุลธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (interpretative phenomenological analysis: IPA) และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยบันทึกประเด็นสำคัญ ระบุใจความสำคัญ (theme) และจัดหมวดหมู่ใจความสำคัญ ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย จำนวน 5 คน มีอายุระหว่าง 25-40 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นหลักที่ 1 จุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รับรู้ความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 3 ใจความสำคัญรอง คือ 1) ความไว้วางใจต่อผู้ให้การปรึกษา 2) ความรู้สึกท่วมท้นของผู้รับบริการ 3) สัญญาณอันตรายนำไปสู่การตรวจสอบความคิดฆ่าตัวตาย ประเด็นหลักที่ 2 ความกลัวและไม่เชื่อมั่นในการรับมือกับความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) ความไม่เชื่อมั่นจากการคิดว่าตนเองด้อยความสามารถ 2) ความกลัวว่าจะไม่สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายได้ ประเด็นหลักที่ 3 การทำงานที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้รับบริการ ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) หลีกเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฆ่าตัวตาย 2) ความไม่ว่างขัดขวางพื้นที่ในการรับฟัง และประเด็นหลักที่ 4 การเรียนรู้เพื่อรับมือกับความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประกอบด้วย 2 ใจความสำคัญรอง คือ 1) การมองเห็นตามความเป็นจริง 2) การดูแลและพัฒนาตนเอง ซึ่งการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจและการฟื้นตัวของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่ต้องทำงานกับผู้รับบริการที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาการสนับสนุนและช่วยเหลือทางจิตใจของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดกลุ่มนี้ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป


บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่ Jan 2024

บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด ในความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า, ณัฐสุดา บุญอยู่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลส่งผ่านระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงซึ่งเป็นบุคลิกภาพของบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงในความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดและภาวะซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 201 คนเข้าร่วมงานโดยการสุ่มตามสมัครใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์และแบบกระดาษเขียนตอบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) มาตรวัดระดับบุคลิกภาพแบบละเอียดอ่อนสูง (α = .87) 2) มาตรวัดการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (α = .77) และ 3) มาตรวัดภาวะซึมเศร้า (α = .87) ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเป็นไปตามสมมติฐาน โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้ง 3 ตัวแปร โดยพบสหสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .36, p < .01) บุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงกับการกำกับอารมณ์แบบเก็บกด (r(199) = .19, p < .01) และการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดกับภาวะซึมเศร้า (r(199) = .28, p < .01) ในการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านอย่างง่าย ผลการศึกษาพบอิทธิพลการส่งผ่านของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้า (ab = 0.037, 95% bootstrap CI [0.003, 0.088]) ผลงานวิจัยนี้แสดงถึงอิทธิพลของการกำกับอารมณ์แบบเก็บกดต่อความสัมพันธ์ระหว่างความไวต่อการประมวลผลข้อมูลสูงและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูง อันเป็นประโยชน์ในการหาแนวทางการป้องกันหรือลดภาวะซึมเศร้าในบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนสูงต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญู และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง, ธชา เลิศประเสริฐเวช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจจากพ่อแม่ในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก และในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ความกตัญญูในการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน และในแบบอำนาจนิยม และความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 - 5 จำนวน 184 คน มีช่วงอายุระหว่าง 14-17 ปี การวิจัยนี้ตรวจสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) ผลการทดสอบการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ พบว่า มี 3 ตัวแปร ได้แก่ การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ และการรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระจากพ่อแม่ ร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวในวัยรุ่นตอนกลาง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความถดถอยมาตรฐาน คือ .272 และ.246 และ .202 ซึ่งโมเดลการถดถอยแบบพหุคูณของการรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์กับลูก การรับรู้การอบรมเลี้ยงดูแบบใส่ใจในมิติขัดเกลาอย่างมีสติ การรับรู้การสนับสนุนความมีอิสระของพ่อแม่ และความกตัญญูร่วมกันอธิบายความพึงพอใจในชีวิตครอบครัวของวัยรุ่นตอนกลางได้ร้อยละ 57


ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร Jan 2024

ประสบการณ์ของคนรักในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับวินิจฉัยโรคซึมเศร้า, ธันยพร ศิริอริยพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ในการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์แบบคู่รักกับบุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า จากการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับคนรักของบุคคลที่เป็นโรคซึมเศร้าจำนวนทั้งหมด 6 คน และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผลการวิจัยพบใจความสำคัญหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามโรคซึมเศร้า กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยมีความพึงพอใจในความสัมพันธ์และมองว่าความสัมพันธ์ของคู่ตนเองเหมือนคู่รักทั่วไป 2) การให้ความสำคัญกับอารมณ์ของคนรักก่อนตนเอง กล่าวคือผู้เข้าร่วมวิจัยจะมุ่งความสนใจไปที่คนรักก่อนตนเองเมื่อคนรักอยู่ในสภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวและพบว่ามีความระมัดระวังในการใช้คำพูดกับคนรัก และ 3) ความสัมพันธ์ที่เอาใจใส่สำคัญต่อการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ กล่าวคือการรับมือเกิดจากการเรียนรู้ที่อาศัยการสังเกตและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความฉับไวในการตระหนักรู้สภาวะอารมณ์ที่อ่อนไหวของคนรักและใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นพื้นฐานในการรับมือ ซึ่งท้ายที่สุดการสนับสนุนซึ่งกันและกันช่วยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปได้ ผลการวิจัยนำมาสู่การพัฒนาแนวทางในการปฏิบัติงานของนักจิตวิทยาการปรึกษาในการส่งเสริมการรับมือที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพความสัมพันธ์ของคู่รักที่เผชิญกับโรคซึมเศร้า


ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ Jan 2024

ผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3, ปฏิภาณ ตาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของการฝึกสติที่มีต่อสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 จำนวน 40 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างโดยการจับคู่เด็กที่มีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นที่ใกล้เคียงกัน แยกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เด็กทั้ง 2 กลุ่มได้เรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นในชั้นเรียนเป็นจำนวน 8 ครั้งเหมือนกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นก่อน แล้วจึงเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น ในขณะที่กลุ่มควบคุมเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพียงอย่างเดียว เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมการทดลอง โดยการใช้แบบทดสอบสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นครบทั้ง 8 ครั้ง เด็กทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นมากกว่าคะแนนก่อนเข้าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มของคะแนนแล้ว พบว่า คะแนนสัมฤทธิ์ผลที่เพิ่มขึ้นหลังการเรียน (gain scores) ของกลุ่มทดลองที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติ มีการเพิ่มของคะแนนมากกว่า กลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การฝึกสติช่วยให้เด็กเรียนดนตรีได้ดีขึ้น โดยการฝึกสติก่อนการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้น สามารถช่วยให้เด็กมีคะแนนสัมฤทธิ์ผลในการเรียนคีย์บอร์ดขั้นต้นเพิ่มขึ้นได้ดีกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการฝึกสติ


Moderating Effect Of Psychological Flexibility On The Relationship That Internalized Homophobia Has With Sexual Risk-Taking Behavior And Life Satisfaction In Young Adult Gay Men, Sivakorn Svetsomboon Jan 2024

Moderating Effect Of Psychological Flexibility On The Relationship That Internalized Homophobia Has With Sexual Risk-Taking Behavior And Life Satisfaction In Young Adult Gay Men, Sivakorn Svetsomboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research study investigated the moderating effect of psychological flexibility on the relationships that internalized homophobia had with sexual risk-taking behavior (Model 1) as well as with life satisfaction (Model 2). A total of 107 Thai gay men who exclusively had sex with men, aged 18 to 24, participated in the study. Data were collected via self-report questionnaires and subsequently analyzed using correlational and moderation analyses were conducted. The results did not show significant moderation effect of psychological flexibility in either model. However, correlation analyses revealed that psychological flexibility was negatively and significantly correlated with internalized homophobia (r = -.38, …


ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ Jan 2024

ประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาของผู้เคยถูกกระทำความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก, สาธิดา เต็มกุลเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์การรับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในผู้ที่เคยประสบกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ (IPA) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 4 คน ที่เคยเข้ารับบริการการปรึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันแบบเฉพาะเจาะจง (purposive homogeneous sampling) ร่วมกับการคัดเลือกแบบอ้างอิงด้วยบุคคล (snowball sampling) ผลการวิจัยประกอบไปด้วยสามประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การปรึกษาทำให้ตระหนักถึงสภาวะที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบไปด้วย 4 ประเด็นย่อยดังนี้ 1.1 การปรึกษาช่วยให้ตระหนักรู้มุมมองที่มีต่อปัญหา 1.2 การลดการกล่าวโทษตนเอง 1.3 การตระหนักรู้ถึงอุปสรรคในการออกจากความสัมพันธ์ และ 1.4 ความขัดแย้งในตนเองทำให้เลี่ยงการปรึกษาต่อ ประเด็นหลักที่ 2. ผู้ให้การปรึกษาควรยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 2.1 จุดเน้นของการปรึกษาควรอยู่ที่ผู้รับบริการ 2.2 การเคารพในความไม่พร้อมทำให้ไว้วางใจที่จะปรึกษาต่อ และ 2.3 การนัดหมายควรเป็นการตกลงร่วมกัน และประเด็นหลักที่ 3. การปรึกษาช่วยให้มั่นคงในการยืนหยัดเพื่อตนเอง ประกอบไปด้วย 3 ประเด็นย่อยดังนี้ 3.1 การปรึกษาช่วยสร้างขอบเขตในการอยู่ในความสัมพันธ์ 3.2 ความเปลี่ยนแปลงในใจจากการปรึกษาช่วยให้สามารถยุติความสัมพันธ์ได้ และ 3.3 การปรึกษาช่วยให้เกิดความมั่นคงในการยุติความสัมพันธ์ โดยสรุป ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการปรึกษาทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเกี่ยวกับการเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์แบบคู่รัก การยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางในการให้การปรึกษา และการพัฒนาความมั่นคงทางจิตใจในการยืนหยัดในการออกจากความสัมพันธ์ที่รุนแรง ซึ่งผู้ให้คำปรึกษาสามารถนำข้อค้นพบนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานวิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ที่เผชิญกับความรุนแรงได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อไป


The Effect Of Power And Status On Prosocial Behavior Mediated By Perspective Taking, Nattapat Simarangsarit Jan 2024

The Effect Of Power And Status On Prosocial Behavior Mediated By Perspective Taking, Nattapat Simarangsarit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Prosocial behavior is vital for human interaction and organizational success. While previous research has demonstrated the role of perspective-taking in promoting prosocial behavior, this research integrates social hierarchies, power and status, to explore their combined effect on perspective-taking and prosocial behavior in organizational contexts. Two studies were conducted: an experimental study (Study 1, n = 211) and a survey study (Study 2, n = 296). Results from Study 1 showed that although power and status did not significantly influence perspective-taking, their interaction had a significant effect on prosocial behavior; specifically, participants with high power and low status were least likely …


The Effect Of Systemic Antibiotics On Post-Surgical Complications And Patient-Reported Outcomes In Dental Implant Surgery With Simultaneous Sinus Floor Augmentation, Sutinee Tangamnuay Jan 2024

The Effect Of Systemic Antibiotics On Post-Surgical Complications And Patient-Reported Outcomes In Dental Implant Surgery With Simultaneous Sinus Floor Augmentation, Sutinee Tangamnuay

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Unnecessary antibiotic prescriptions can raise healthcare costs and affect the quality of life due to their related side effects. Objectives: Aim to assess the impact of antibiotic prophylaxis (AP) on the prevalence of postoperative complications in patients undergoing simultaneous implant placement with lateral sinus floor augmentation. Materials and Methods: A randomized, triple-blind, placebo-controlled trial was conducted involving 30 healthy patients. Participants were divided into two groups: one received 2g of amoxicillin before surgery and 500mg three times daily for three days post-surgery (antibiotic group, N=15), while the other received a placebo (N=15). Postoperative complications were evaluated at 2, 4, and …


The Influence Of Implant Thread Designs On The Secondary Stability Of Dental Implant, Rujira Charoenniwassakul Jan 2024

The Influence Of Implant Thread Designs On The Secondary Stability Of Dental Implant, Rujira Charoenniwassakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the secondary stability of aggressive thread design implant (BLX) comparing to nonaggressive thread design implant (BL) using Implant Stability Quotient (ISQ) values and Implant stability test (IST) values. Materials and Methods: Forty-five patients with healed edentulous areas were included and randomly allocated into test and control groups. Thirty-two BLX implants and thirty-two BL implants were used in the test and control groups, respectively. Dental implant stability was assessed using IST and ISQ values. IST values were measured immediately (T1), on day 2 (T2), and at 1 (T3), 2 (T4), 3 (T5), 4 (T6), 5 …


การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์ Jan 2024

การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรส, นัศรา อาวรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับใช้ไว้โดยเฉพาะ อันได้แก่ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แต่เมื่อผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์เป็นบุคคลผู้สมรสตามกฎหมาย หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสนั้นควรถือว่าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ เนื่องจากนิยามของคำว่าลิขสิทธิ์ซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา 4 หมายถึงสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะกระทำการใดตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น แต่หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสอาจถือเป็นสินสมรสได้ตามมาตรา 1474 ผู้เขียนได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายลิขสิทธิ์ และประมวลกฎหมายแพ่ง มลรัฐ Louisiana ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลกรณีของลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรส ประมวลกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และประมวลกฎหมายแพ่ง ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นผู้สมรส เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์และเสนอแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติกฎหมายและแนวทางการพิจารณาเรื่องการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ระหว่างการสมรสของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนและเหมาะสม การพิจารณานำเรื่องของอำนาจการจัดการสินสมรส และการแบ่งสินสมรสมาปรับใช้กับลิขสิทธิ์ในฐานะของสินสมรสกับกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์นั้นไม่มีความเหมาะสมและส่งผลให้เกิดปัญหาความยุ่งยากตามมาผู้เขียนจึงเสนอให้ลิขสิทธิ์ที่ได้มาระหว่างการสมรสเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ โดยให้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพิ่มเติม (5) ในมาตรา 1471 เกี่ยวกับสินส่วนตัว ได้แก่ “สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของโดยการสร้างสรรค์” ซึ่งจะหมายความรวมถึงลิขสิทธิ์ด้วย และเสนอแก้ไขโดยเพิ่มเติมมาตรา 15/1 ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 กำหนดให้สิทธิแต่ผู้เดียวตามมาตรา 15 เป็นสิทธิของคู่สมรสฝ่ายที่เป็นผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยการสร้างสรรค์ และไม่ถือเป็นสิทธิที่ได้มาระหว่างการสมรสในฐานะสินสมรส เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งการให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์


การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดี, พิมพ์ศุภางค์ ทองปาน Jan 2024

การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดี, พิมพ์ศุภางค์ ทองปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สืบเนื่องจากในปัจจุบันมีคดียื่นฟ้องต่อศาลปกครองเป็นจำนวนมาก และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ปริมาณคดีกับจำนวนตุลาการที่รับผิดชอบสำนวนของแต่ละศาลไม่มีความสมดุลกัน ซึ่งหากปล่อยให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสินคดีไปตามกระบวนวิธีพิจารณาคดีของศาลที่มีขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะก็จะส่งผลให้การตัดสินคดีเป็นไปด้วยความล่าช้า จากปัญหาดังกล่าวศาลจึงได้พยายามแสวงหาเครื่องมือเพื่อเป็นกลไกที่ใช้ในการระงับข้อพิพาทอันจะเป็นการคุ้มครองให้เกิดความสงบสุขในสังคม โดยให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของสังคมในปัจจุบันที่ต้องการความรวดเร็วและเป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ จึงได้นำการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยมาใช้ โดยได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ให้อำนาจศาลปกครองนำวิธีการไกล่เกลี่ยมาใช้ในการระงับข้อพิพาทคดีปกครองภายหลังจากที่ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ส่งผลให้ปริมาณคดีลดลงได้จำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ดี การระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยภายหลังจากที่ได้มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองดังกล่าว ยังไม่ถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือตรงตามเป้าประสงค์ที่แท้จริงตามหลักการของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแต่อย่างใด วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งทำการศึกษาถึงแนวทางหรือมาตรการทางกฎหมาย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในช่วงเวลาก่อนฟ้องคดีมาใช้กับข้อพิพาททางปกครอง ว่าจะสามารถดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้หรือไม่จากการศึกษาระบบกฎหมายต่างประเทศทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศเยอรมนี และประเทศฝรั่งเศส พบว่าในแต่ละประเทศล้วนแต่มีการนำเอาการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ยไปใช้ในการระงับข้อพิพาททางปกครองที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนฟ้องคดีต่อศาล โดยได้มีการบัญญัติกฎหมายออกมารองรับและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่ทั้งนี้ ในแต่ละประเทศอาจมีความแตกต่างกันในรายละเอียดบางประการ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของรูปแบบและวิธีการไกล่เกลี่ยที่แต่ละประเทศนำไปใช้ ประกอบกับเมื่อได้ทำการศึกษาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน พบว่า มีเพียงพระราชบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เท่านั้น ที่ได้บัญญัติรองรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดีไว้ อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกำหนดให้อำนาจในการไกล่เกลี่ยได้ก็เฉพาะแต่ข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงข้อพิพาททางปกครอง หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในระบบกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดีออกมารองรับเพื่อให้คู่กรณีผู้ซึ่งมีปัญหาข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งทางปกครองได้สามารถเลือกใช้วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในช่วงเวลาก่อนฟ้องคดีไว้แต่อย่างใดด้วยเหตุนี้ เพื่อให้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีความชัดเจนและเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรองรับให้แก่คู่กรณีได้มีทางเลือกในการเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือกด้วยวิธีการไกล่เกลี่ย อีกทั้ง ยังเป็นผลดีต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการพิจารณาคดีและการบริหารจัดการคดีของศาลปกครองไทย ผู้เขียนจึงเห็นควรเสนอให้มีการบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดีขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ โดยนำระบบกฎหมายต่างประเทศเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางปกครองก่อนฟ้องคดี ประกอบกับนำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาปรับให้มีความเหมาะสมกับบริบทกฎหมายปกครองไทย อันจะเป็นการอำนวยความยุติธรรมให้แก่คู่กรณีได้อย่างแท้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ของหลักการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และเป็นผลให้กระบวนการระงับข้อพิพาททางปกครองของไทยมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น


แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรม : ศึกษากรณีลูกจ้างในงานเพาะปลูก, อิทธิ วงษ์บุญธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงกรอบแนวคิด และหลักการทั่วไปเกี่ยวกับมาตรฐานการจ้างแรงงานภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานพิเศษเฉพาะตามฤดูกาล โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการรับรองสิทธิแรงงานและให้การคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า หลักการกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงาน และการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตรของประเทศสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย มีองค์ประกอบของการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยปัญหาที่พบจากการศึกษาในบริบทการจ้างแรงงานภาคเกษตรของประเทศไทย คือ การกำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงานภาคเกษตร เช่น งานเพาะปลูก ซึ่งมีลักษณะต้องผันแปรตามภูมิอากาศทั่วไป และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งบริบทเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สำคัญจำเป็น ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ เหตุปัจจัยที่กล่าวมาเป็นมาตรที่บ่งชี้เงื่อนไขการจ้างงานในเรื่อง เวลาการทำงาน เวลาพัก วันหยุด ค่าจ้าง สวัสดิการ ความปลอดและอาชีวอนามัย รวมทั้งแรงงานหญิงและเด็ก ดังนั้น ปัญหาของการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงาน อาจเกิดจากนายจ้างบางรายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสิทธิทางแรงงานที่ลูกจ้างพึงมี ซึ่งตามหลักการและทางปฏิบัติมักมีปัจจัยที่ทำให้ลักษณะการทำงานแตกต่างไปจากงานประเภทอื่น การนี้เองทำให้เงื่อนไขการจ้างงานเคร่งครัดเข้มงวดไปกับลักษณะของงานเกษตรบางประเภท เช่น งานเพาะปลูก ในส่วนของเงื่อนไขการคุ้มครองแรงงานภาคเกษตร มีพื้นฐานมาจากสิทธิแรงงาน ซึ่งสิทธิแรงงานยังไม่มีความเสมอภาคควรมีการแก้ไขในประการนี้ให้สอดคล้องกับหลักดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ กฎหมายแรงงานภาคเกษตรจึงควรได้รับการพัฒนาโดยการกำหนดมาตรฐานการจ้างแรงงานให้แตกต่างไปจากงานประเภทอื่น


การเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, รัชนี ทองเรือง Jan 2024

การเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, รัชนี ทองเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นสัญญาทางปกครอง โดยการคัดเลือกคู่สัญญาฝ่ายเอกชน หน่วยงานของรัฐจะใช้วิธีการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งในแต่ละวิธีอาจใช้เกณฑ์ราคา เกณฑ์เทคนิค หรือเกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์เทคนิคแล้วแต่กรณี เอกชนที่จะได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็นคู่สัญญานั้นต้องผ่านวิธีการและมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดมาก่อน คุณสมบัติของคู่สัญญาจึงถือว่าเป็นสาระสำคัญของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้น หากในระหว่างการดำเนินงานตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายเอกชนได้มีการโอนหน้าที่ตามสัญญาให้เอกชนรายอื่นอันเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่งเอกชนรายนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามที่กฎหมายกำหนด เป็นผลให้หน่วยงานของรัฐไม่ได้พิจารณาคุณสมบัติของเอกชนรายนั้นตามขั้นตอนของกฎหมาย กรณีดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญาจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ จากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีเพียงแนวทางซักซ้อมความเข้าใจของกรมบัญชีกลางเท่านั้น และนิติวิธีในการนำกฎหมายเอกชนมาปรับใช้กับกฎหมายปกครองยังขาดความชัดเจนอยู่มาก ผู้เขียนจึงเห็นควรตรากฎหมายบัญญัติหลักการทางกฎหมายในเรื่องดังกล่าวไว้ให้ชัดเจนโดยการนำบทบัญญัติเรื่องการห้ามเปลี่ยนตัวคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป มาปรับใช้เป็นแนวทางในการบัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ของประเทศไทยต่อไป


สิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุ, ภัทรกร การะพิมพ์ Jan 2024

สิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุ, ภัทรกร การะพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาประเด็นสิทธิได้รับค่าชดเชยของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีเกษียณอายุมาเป็นประเด็นในการศึกษา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2452 ได้ยกเว้นมิให้องค์การมหาชนอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน แต่ให้เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าสิทธิที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งยังมีประเด็นการตีความที่แตกต่างกันอยู่ทั้งคำพิพากษาของศาลปกครอง คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและการวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยใช้การศึกษาด้วยการวิจัยเอกสาร ผลจากการศึกษาหลักการการคุ้มครองแรงงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศและอนุสัญญาระหว่างประเทศเรื่องหลักการการเลิกจ้างพบว่า การจ่ายเงินค่าชดเชยไม่ว่าจะด้วยเหตุให้ออกจากงาน สิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเกษียณอายุนั้นมีความสำคัญในการคุ้มครองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในฐานะแรงงานภาครัฐ เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนจึงควรมีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยในกรณีสิ้นสุดสัญญาจ้างด้วยเหตุเกษียณอายุในการศึกษาคำพิพากษาของศาลปกครองพบว่า ศาลปกครองได้มุ่งผลประโยชน์ทั้งหมดที่เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนได้รับเมื่อเกษียณอายุเทียบกับอัตราเงินชดเชยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมเน้นเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับขององค์การมหาชนที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายผลประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่ในกรณีเกษียณอายุ และส่วนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า คณะกรรมการขององค์การมหาชนมีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานได้โดยไม่ต้องขออนุมัติต่อรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี การศึกษานี้ได้ข้อเสนอแนะให้องค์การมหาชนพิจารณาทบทวนระเบียบ ข้อบังคับที่มีอยู่ โดยให้มีการกำหนดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินสิทธิผลประโยชน์ของทั้งผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนในกรณีเกษียณอายุให้ไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์อันแท้จริงของพระราชบัญญัติองค์การมหาชน และในขณะเดียวกันก็เป็นการป้องกันการนำคดีขึ้นสู่ศาล อันจะกระทบต่อการจัดทำบริการสาธารณะขององค์การมหาชนด้วย ประกอบกับหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนั้นองค์การมหาชนควรมีกองทุนบำเหน็จบำนาญสำหรับพนักงานของรัฐทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นองค์การมหาชนที่จัดขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยในกำกับ และองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนบำเหน็จบำนาญของพนักงานของรัฐ อย่างในประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศเยอรมัน ที่กฎหมายบังคับให้หน่วยงานของรัฐในฐานะที่เป็นนายจ้างต้องจัดให้มีกองทุนบำเหน็จบำนาญ เพื่อให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐมีสิทธิได้รับบำนาญ ช่วยให้พนักงานสามารถมีเงินไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอย่างมั่นคงและเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินออมส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ครอบคลุม เช่น เงินสงเคราะห์และเงินชดเชย ซึ่งช่วยให้ครอบครัวของผู้รับบำเหน็จบำนาญที่ถึงแก่ความตายหรือทุพพลภาพได้รับเงินช่วยเหลืออีกด้วย


The Importance Of Protecting Depositors In The Banking Industry In Myanmar, Hnin Shwe Sin Htet Jan 2024

The Importance Of Protecting Depositors In The Banking Industry In Myanmar, Hnin Shwe Sin Htet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Economic shocks have been precipitated by financial instability, which has impeded economic advancement and adversely affected numerous emerging nations. The financial sector is considered indispensable to the growth of an economy due to the repercussions of financial instability. As a result, numerous nations have enhanced their regulatory and supervisory frameworks to ensure that banks operate in a stable economic environment and maintain the stability of the financial system. Furthermore, in order to bolster the prudential oversight and supervision that central banks provide, as well as their role as lenders of last resort, numerous countries have implemented deposit insurance schemes. In …