Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1621 - 1650 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn Jan 2024

My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Language plays a central role in counseling, yet its impact on counseling and psychotherapy remains insufficiently studied in Thailand. This research employed Interpretative Phenomenological Analysis (IPA) to address this gap by examining the lived experiences of professional Thai practitioners working with clients who do not share their mother tongue. Six practitioners were selected through purposive sampling, and in-depth interviews, reviewed with input from field experts, were conducted to capture their unique perspectives. The findings reveal four main themes: (1) Perceived Challenges: This theme uncovers internal struggles such as constant linguistic vigilance, competence anxiety, and hesitation to clarify, along with language …


การพัฒนามาตรวัดภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, พงศ์วิทย์ ศรีปิ่นแก้ว Jan 2024

การพัฒนามาตรวัดภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, พงศ์วิทย์ ศรีปิ่นแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed methods research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหมายและองค์ประกอบของภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพรวมถึงการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของมาตรวัดภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการดำเนินวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้บริหารทางการพยาบาล และพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมหลักสูตรบริหารทางการพยาบาล หรือหลักสูตรการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้บริหาร มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน 10 ปีขึ้นไป จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย ผู้วิจัย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน หาค่าร้อยละของความเห็นด้วย (agreement) เท่ากับ ร้อยละ 90 วิเคราะห์ข้อมูลตามแนวคิด Thematic Analysis Method ตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความอิ่มตัวของข้อมูลคุณภาพ โดยการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation methods) ระยะที่ 2 เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของมาตรวัด กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ 390 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multi-stage sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แบบสอบถามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง แบบสอบถามพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร และ แบบสอบถามประสิทธิผลของหอผู้ป่วย ผลการวิจัยในระยะที่ 1 พบว่า ภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักที่สำคัญ ดังนี้ 1) ความหมายของภาวะผู้นำใฝ่บริการคือ การปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี การบริการที่ดีเป็นการสร้างคุณค่าให้กับวิชาชีพพยาบาลและ การพัฒนาตนเองนำไปสู่การพัฒนาองค์กร 2) คุณลักษณะภาวะผู้นำใฝ่บริการมี 16 คุณลักษณะ และ 3) การสร้างเมล็ดพันธุ์ภาวะผู้นำใฝ่บริการให้เจริญเติบโตต้องเริ่มต้นที่ตนเอง และองค์กรต้องมีส่วนสนับสนุน พร้อมทั้งให้โอกาสในการพัฒนา ผลการวิจัยในระยะที่ 2 พบว่า องค์ประกอบของภาวะผู้นำใฝ่บริการของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีทั้งหมด 11 องค์ประกอบ …


การร่วมกันในธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, เพชรรพี ขาวผ่อง Jan 2024

การร่วมกันในธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, เพชรรพี ขาวผ่อง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับข้อยกเว้นสำหรับการร่วมกันในธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า และการส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคนิคหรือเศรษฐกิจตามมาตรา 56(2) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ว่าประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวมจะได้รับพิจารณาภายใต้บทบัญญัติมาตราดังกล่าวหรือไม่ จากการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป เนเธอร์แลนด์ และออสเตรีย พบว่าพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 56(2) มีข้อจำกัด และความไม่ชัดเจน ในการตีความประเด็นดังต่อไปนี้1) บทบัญญัติมาตราดังกล่าวยกเว้นความผิดให้เฉพาะการร่วมกันตามมาตรา 55 ส่งผลให้การร่วมกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งขันในตลาดเดียวกันในด้านราคา ปริมาณ การประมูล และการแบ่งตลาดตามมาตรา 54 ไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรานี้ แม้พฤติกรรมดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและผู้บริโภคเพียงใดก็ตาม2) การขาดนิยามที่ชัดเจนของคำว่า “การตกลงร่วมกันในธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า และการส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคนิคหรือเศรษฐกิจ” ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และอาจจำกัดขอบเขตของ “ประโยชน์ที่เกิดขึ้น” ให้เหลือเพียง “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม (objective economic efficiencies)” เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ประโยชน์ที่นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจ (non-economic benefits) อาทิ ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้โดยตรงจึงอาจไม่ได้รับการพิจารณาภายใต้กรอบการวิเคราะห์ของมาตรา 56(2) 3) บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้บริโภค” หมายถึงเฉพาะผู้บริโภคในตลาดที่เกี่ยวข้อง หรือครอบคลุมถึงสังคมโดยรวมด้วย ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลโดยตรงต่อการประเมินว่าประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมักจะขึ้นกับสังคมโดยรวมนั้น จะสามารถถือเป็นประโยชน์ที่สามารถนำมาชดเชยความเสียหายต่อผู้บริโภคตามมาตรานี้ได้หรือไม่วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าปรับปรุงแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการพิจารณาประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรา 56(2) อย่างเหมาะสม ซึ่งการปรับปรุงนี้จะช่วยส่งเสริมการร่วมกันในธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในภาพรวมได้


อิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี, มทินา ลิ่มวานิชรัตน์ Jan 2024

อิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี, มทินา ลิ่มวานิชรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม ตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี โดยตั้งสมมติฐานว่าความเกี่ยวพันบุคคลมีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม และความเกี่ยวพันบุคคลมีชื่อเสียงส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้าจุดหมายปลายทาง งานวิจัยนี้มุ่งเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของค่ายเพลงในการสร้างแบรนด์จุดหมายปลายทาง และสามารถประยุกต์ใช้กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแฟนคลับชาวไทยจำนวน 400 คน ที่ชื่นชอบศิลปินจาก SM หรือ YG และรู้จักสถานที่ KWANGYA@SEOUL หรือ The SameE โดยใช้แบบสอบถามปลายปิดผ่านออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ความเกี่ยวพันกับศิลปินและคุณค่าตราสินค้าจุดหมายปลายทางมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม โดยความผูกพันทางอารมณ์ของแฟนคลับเป็นแรงผลักดันสำคัญ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงแฟนคลับ และออกแบบแบรนด์จุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับศิลปินในระดับจิตใจ


กระบวนการสื่อสารในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ต่อสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย, ชญานนท์ ครองบุญชู Jan 2024

กระบวนการสื่อสารในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ต่อสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย, ชญานนท์ ครองบุญชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และศึกษารูปแบบกลยุทธ์ กระบวนการ และการสื่อสารที่ก่อให้เกิดอิทธิพลในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ในบริบทของสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและการตอบสนองต่อกลยุทธ์การสื่อสารของบริษัทนำเข้าสื่อการ์ตูนญี่ปุ่น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 30 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งต่อการสร้างอิทธิพลในการรวมกลุ่มของสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย จำนวน 9 คน และผู้รับชมสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่เกิดในปี พ.ศ. 2540-2549 จำนวน 21 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพดำเนินการด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แก่นสารผลการวิจัยพบว่า กระบวนการการรวมกลุ่มประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนการค้นพบ ขั้นตอนการเรียนรู้ ขั้นตอนการมีส่วนร่วม และขั้นตอนการสร้างอัตลักษณ์ วงการการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยมีการรวมกลุ่มแบบผสมผสานระหว่างสื่อออนไลน์และออฟไลน์ กลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องเน้นหลักการ 3T ได้แก่ ความจริงใจในการสื่อสารที่ซื่อสัตย์และไม่มีการปิดบัง ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการที่จำเป็น และความรวดเร็วในการตอบสนองและอัปเดตข้อมูลอย่างทันท่วงที ผลการวิจัยยังพบว่าผู้บริโภค Gen Z ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันมีพฤติกรรมและความต้องการในการรวมกลุ่มแตกต่างกัน การรวมกลุ่มมักเกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์แล้วจึงนำไปสู่การรวมกลุ่มแบบออฟไลน์ ผ่านแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นในโลกออนไลน์ที่มีบทบาทในฐานะผู้ร่วมผลิตที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรม


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, พรประภา เหล็กกล้า Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภท, พรประภา เหล็กกล้า

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองศึกษาแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ และเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อคัดกรองให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการศึกษาและควบคุมความแปรปรวน แล้วนำมาจับสลากหากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง หลังจากนั้นคัดเลือกผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า และจับคู่ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในด้านเพศ และ คะแนนทางบวก แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คน กลุ่มควบคุม 25 คน กลุ่มทดลองได้รับกิจกรรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว (KR-20 = .85) แบบวัดการแสดงความโกรธ (α = .81) และแบบประเมินความสามารถในการจัดการกับอาการทางบวก (α = .82) และแบบประเมินอาการทางบวก (α = .83) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 (CVI = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่ำกว่าก่อนได้รับการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่วยจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการควบคุมความโกรธต่ำกว่าผู้ป่วยจิตเภทที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat Jan 2024

The Effect Of A Protective Behavioral Strategies Program On Alcohol Use Among Adult Men With Hazardous Alcohol Use In The Community, Vietnam, Trieu Van Nhat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with a repeated-measures design aimed to compare changes in primary outcome which is alcohol use comprised of both amount (grams/week) and frequency (days/week), and secondary outcomes which are severity of alcohol-related problems and intention to use alcohol among men aged 35-44 with hazardous alcohol use who residing in the community. A total of 104 participants from a rural district in Vietnam who met the inclusion criteria were randomly assigned to either an intervention or control group using blocked randomization with stratification based on education levels, 52 participants for each group. The intervention group received a Protective …


การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น Jan 2024

การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์การพยาบาล กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ แล้วกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นเพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับ ทุติยภูมิ ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต 2) ด้านการบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 4) ด้านการป้องกันและจัดการกับภาวะแทรกซ้อน 5) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย 6) ด้านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 7) ด้านการจัดการ และควบคุมคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม ประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ที่มีสมรรถนะทั้ง 7 ด้าน แต่รายการสมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกันดังนี้ พยาบาลระดับปฏิบัติการ สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและปฏิบัติงานอื่นๆ ในระดับพื้นฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า พยาบาลระดับชำนาญการ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะซับซ้อนและปฏิบัติงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พยาบาลระดับชำนาญการพิเศษ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะยุ่งยากและซับซ้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพการพยาบาลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้


Association Of Genetic Polymorphisms With Clinical Characteristics And Survival Of Hepatocellular Carcinoma Patients With Or Without Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease (Masld), Theint Cho Zin Aung Jan 2024

Association Of Genetic Polymorphisms With Clinical Characteristics And Survival Of Hepatocellular Carcinoma Patients With Or Without Metabolic Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease (Masld), Theint Cho Zin Aung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The influence of single-nucleotide polymorphisms (SNPs) on hepatocellular carcinoma (HCC) in terms of etiological factors remains to be explored. This study evaluated the distribution of PNPLA3 rs738409, TM6SF2 rs58542926, and HSD17B13 rs6834314 and overall survival of HCC patients with metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease (MASLD-HCC) and viral-related HCC (VIRAL-HCC). In this study, 564 patients with HCC were included: 254 with MASLD-HCC and 310 with VIRAL-HCC. The SNPs were determined by real-time PCR using TaqMan assays. Results: The mean ages of patients with MASLD-HCC and VIRAL-HCC were 68.4 vs. 60.9 years (p < 0.001), with a significant difference between groups. The prevalence of PNPLA3 genotype GG in MASLD-HCC was significantly higher in MASLD-HCC than in VIRAL-HCC (24.0 % vs. 15.5%; OR = 1.86; 95% CI = 1.14–3.05; p = 0.009). Similarly, the prevalence of TM6SF2 genotype TT in MASLD-HCC and VIRAL-HCC was 7.1% vs. 2.6% (OR = 3.39; 95% CI = 1.36–9.21; p = 0.003), while HSD17B13 genotype GG in the corresponding groups was 7.1% vs. 12.6% (OR = 0.53; 95 % CI = 0.27–1.01; p = 0.039). The overall median survival of MASLD-HCC was significantly shorter than the VIRAL-HCC group (42 vs. 66 months; p = 0.035). In Cox regression hazard analysis, HSD17B13 GG genotype was significantly associated with a lower mortality rate in MASLD-HCC (HR = 0.38 ; 95% CI = 0.18–0.81; p = 0.011). In contrast, PNPLA3 and TM6SF2 were not associated with overall survival in patients with MASLD-HCC or VIRAL-HCC. Conclusions: These data demonstrated that the prevalence of the studied SNPs significantly differed between MASLD-HCC and VIRAL-HCC. The HSD176B13 GG genotype was also associated with a survival benefit in Thai patients with MASLD-HCC.


Crosstalk Between Cytokines And The Diverse Pattern Of Tumor Immune Microenvironment (Time) In Egfr Mutant Advanced Stage Non-Small Cell Lung Cancer Receiving Egfr Tyrosine Kinase Inhibitor, Sorawich Kuendee Jan 2024

Crosstalk Between Cytokines And The Diverse Pattern Of Tumor Immune Microenvironment (Time) In Egfr Mutant Advanced Stage Non-Small Cell Lung Cancer Receiving Egfr Tyrosine Kinase Inhibitor, Sorawich Kuendee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Although EGFR-TKI therapy significantly improves outcomes in patients with EGFR-mutant advanced NSCLC, inter-individual variability in treatment response remains a major challenge. One potential contributing factor is the tumor immune microenvironment (TIME), which plays a critical role in tumor behavior and may influence therapeutic efficacy. However, the relationship between baseline cytokine profiles and TIME features in this patient population remains unclear. Methods: Prospective observational study involving patients with advanced EGFR-mutant NSCLC receiving first-line EGFR-TKI therapy. Baseline cytokine levels were measured using the Bio-Plex Pro™ Human 27-Plex Cytokine Assay. Immunohistochemistry was used to evaluate CD8⁺ TILs and PD-L1 expression. The primary …


Scalp Fast Oscillation As A Predictor For Epilepsy In Critically Ill Patients With Periodic Discharges, Kongpop Sutantikorn Jan 2024

Scalp Fast Oscillation As A Predictor For Epilepsy In Critically Ill Patients With Periodic Discharges, Kongpop Sutantikorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Periodic discharges (PDs) in critically ill patients due to diverse pathologies are not uncommon and carry varied prognosis. Scalp fast oscillations (SFOs) have been increasingly studied its association with clinical outcomes in many conditions. However, none has assessed its values in prognostication of the critically ill patients. Objectives: To assess the prognostic values of SFOs in prediction of short and long-term clinical outcomes in critically ill patients with PDs. Materials and Methods: All patients aged > 15 years with detection of PDs during 2014-2022 were recruited. Converted electroencephalography (EEG) files to the standard format were used for analysis. Time-frequency analysis …


Roles Of Mtor Complex 2 Signaling In The Sphingolipid Production Of Brain Cancer Cell Lines, Nuanwan Songcharoen Jan 2024

Roles Of Mtor Complex 2 Signaling In The Sphingolipid Production Of Brain Cancer Cell Lines, Nuanwan Songcharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Gliomas, which include low- and high-grade types, represent a particularly aggressive form of primary brain tumor, especially glioblastoma (GBM). Metabolic reprogramming in lipid metabolism supports cell proliferation; alterations in the sphingolipid pathway, elevated glucosylceramide (GlcCer) levels through glucosylceramide synthase (GCS), promote the production of glycosphingolipids, which serve as building blocks for cancer cells. Furthermore, mTORC2, which is a kinase protein, contributes to lipid metabolism. Thus, the study aims to investigate the roles of mTORC2 signaling in lipid metabolism through lipid accumulation, which was reduced with AZD8055 treatment as the mTORC2 inhibitor. Additionally, p-AKT (S473), which is downstream of mTORC2, was …


ปัญหาและอุปสรรคของการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562ในชั้นการสอบสวนคดีอาญา: กรณีศึกษากองบัญชาการตำรวจนครบาล, วิชญ์ภาส กตัญญูทิตา Jan 2024

ปัญหาและอุปสรรคของการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562ในชั้นการสอบสวนคดีอาญา: กรณีศึกษากองบัญชาการตำรวจนครบาล, วิชญ์ภาส กตัญญูทิตา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา อุปสรรค และข้อขัดข้องในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ในชั้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยมุ่งเน้นศึกษาบริบทของกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยค้นคว้าข้อมูลเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ซึ่งเป็นเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ พนักงานสอบสวนที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ไกล่เกลี่ยที่มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยในคดีอาญา พนักงานอัยการ และคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ผลการวิจัยพบว่า ถึงแม้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มีเจตนารมณ์ในการลดภาระของระบบยุติธรรม ลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาล และลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่ปัญหาที่พบคือพนักงานสอบสวนกลับไม่นำมาใช้จริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากกระบวนการมีความซับซ้อนมากกว่าการดำเนินคดีโดยทั่วไป พนักงานสอบสวนขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินสำนวนการไกล่เกลี่ย อีกทั้งประชาชนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดังนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงควรแก้ไขปัญหาโดยการให้ความรู้ประชาชน เพิ่มค่าตอบแทนให้กับพนักงานสอบสวน และจัดให้มีผู้ช่วยพนักงานสอบสวนเพื่อช่วยดำเนินการแทนพนักงานสอบสวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป


การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ Jan 2024

การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย ผ่านกรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น 16 โดยใช้แนวคิดเรื่องสื่อและนโยบายต่างประเทศ (Media and Foreign Policy) สำหรับวิเคราะห์บทบาททางการทูตของสื่อจีนผ่านนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลจีน และการศึกษาสาร (message) ที่รัฐบาลจีนส่งมายังผู้รับสารชาวไทยผ่านเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16 ผลจากการศึกษาพบว่า 1) สื่อมวลชนจีนมีบทบาททางการทูตสาธารณะในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง “Tell China's Story Well” ในการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศจีน 2) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนผ่านเนื้อหาด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมจีนโบราณ 3) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตอบโต้ภาพลักษณ์ด้านลบจากชาติตะวันตก พร้อมสื่อสารว่าประเทศจีนเป็นประเทศทันสมัย เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและรับผิดชอบต่อสังคมโลก ไม่ใช่ภัยคุกคาม 4) ความร่วมมือด้านสื่อระหว่างเครือมติชน-ข่าวสดกับสำนักข่าวซินหัว และทีเอ็นเอ็น 16 กับกลุ่มสื่อจีน สะท้อนให้เห็นว่าสื่อไทยบางส่วนเกิดการเซนเซอร์ตนเองเมื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลจีนหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน


Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen Jan 2024

Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Air pollution poses a significant public health threat to urban populations worldwide. Mobile groups such as international students face unique vulnerabilities, but their risk adaptation capacity remains understudied. This study assessed awareness, perception, and protective measures of PM2.5 among Chinese international students in Bangkok and its vicinity. This study used a validated scale to conduct a cross-sectional survey of 393 participants. The results revealed that while students exhibited a high level of risk perception regarding air pollution (mean score: 48.0 ± 7.6), their awareness was relatively low (mean score: 6.3 ± 2.9), with only 3.8% of respondents demonstrating "high awareness". …


Effectiveness Of Parent-Focused Switch Program For Increasing Fruit And Vegetable Consumption Among Elementary School Students In Yangon, Myanmar: Quasi-Experimental Study, Htet Myat Aung Jan 2024

Effectiveness Of Parent-Focused Switch Program For Increasing Fruit And Vegetable Consumption Among Elementary School Students In Yangon, Myanmar: Quasi-Experimental Study, Htet Myat Aung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Fruit and vegetable consumption will enhance human health because of their nutritional composition. A balanced diet should consist of at least 400g (5 servings) of fruits and vegetables per day according to the World Health Organization (WHO). Inadequate consumption of fruits and vegetables was linked to 19% of gastrointestinal cancer, 31% of ischemic heart disease, and 11% of strokes globally. Additionally, there were 26.7 million (1.8%) DALYs and 2.7 million (4.9%) deaths due to poor fruit and vegetable intake. This study assessed the effectiveness of Switch program on increasing fruit and vegetable consumption among elementary school students in Yangon, …


Effects Of Water Chemistry On Interaction Between Organic Contaminants And Microplastics And Their Passage In Microfiltration Membrane, Chutiporn Inchana Jan 2024

Effects Of Water Chemistry On Interaction Between Organic Contaminants And Microplastics And Their Passage In Microfiltration Membrane, Chutiporn Inchana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The agricultural activity is a critical source of organic contaminants and microplastics (MPs). Typically, the agricultural soil is contaminated by an abundance of MPs, leaching chemicals during weathering process, and pesticides, which subsequently end up in surface water through agricultural runoff. Polymers that are most frequently used in crop production and detected in surface water are PE and PET MPs. Bisphenol (A) and atrazine are frequently detected in surface water. Nevertheless, the fate and distribution of organic pollutants in water treatment as a consequent on MP-aided transport is constrained by little knowledge on photoaged PE and PET MPs. In this …


Determination Of Nutrients Digestibility In Commercial Dry Dog Food Containing Various Protein Sources, Phuong Anh Ta Jan 2024

Determination Of Nutrients Digestibility In Commercial Dry Dog Food Containing Various Protein Sources, Phuong Anh Ta

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study evaluated the nutritional adequacy and digestibility of commercial dry dog foods formulated with different protein sources (animal versus plant) and market tiers (premium versus economy). Eight commercial dog foods were analyzed for nutrient composition and amino acid profiles using proximate analysis and high-performance liquid chromatography (HPLC). Of these, four representative products were selected to assess digestibility through in vivo total fecal collection in Beagle dogs and in vitro digestion assays. All products exceeded 18% crude protein (the minimum crude protein requirement by AAFCO). However, deficiencies were examined in essential amino acids, particularly leucine, isoleucine, methionine, lysine, tryptophan, valine …


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการจับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธรรมทัศน์ สิงห์กา Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการจับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธรรมทัศน์ สิงห์กา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการ จับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จากครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 390 คน 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 34 คน ผลการวิจัยพบว่า . 1) สภาพความเป็นจริงในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้สอนมีการแสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่ ให้คำชมเชย และเสริมแรงให้กับผู้เรียน (x̄ = 4.17, SD = 0.72) สภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้สอนนำอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และผู้สอนมอบหมายงานได้สอดคล้องกับเนื้อหาบทเรียน (x̄ = 4.67, SD = 0.54) และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ ลำดับที่ 1 คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาผ่านสื่อวิดีโอนอกชั้นเรียนก่อนทำกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน (PNIModified = 0.23) 2) รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ คือ ระบบจัดการเรียนรู้ที่สนับสนุนการเรียนผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เทคโนโลยีสนับสนุน ผู้อำนวยการเรียนรู้ ผู้เรียน กิจกรรมการเรียนรู้สืบสอบร่วมด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง และการประเมินผล โดยมี 5 ขั้นตอน คือ (1) กระตุ้นความสนใจร่วมกับกิจกรรมคิดเดี่ยว (2) สำรวจและค้นคว้าร่วมกับกิจกรรมคิดเป็นคู่ด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (3) อธิบายและลงข้อสรุปร่วมกับกิจกรรมคิดเป็นกลุ่มด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างและกิจกรรมแบ่งปัน (4) ขยายความรู้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (5) ประเมิน . 3) ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการจับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า คะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05. .


การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย, ไฮยาน หยาง Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย, ไฮยาน หยาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 2) ศึกษาสภาพและแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 3) วิเคราะห์องค์ประกอบของทักษะเพื่อการจ้างงานและการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 4) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานสัญชาติจีนจาก 5 บริษัทไทย-จีนในกรุงเทพฯ และระยอง รวม 30 คน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนนักศึกษาจีน รวม 25 คน และนักศึกษาจีนชั้นปีที่ 4 รวม 322 คนจาก 5 สถาบันอุดมศึกษา เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน T-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดน ประกอบด้วย 12 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร 2) ทักษะเฉพาะทาง 3) ทักษะการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม 4) ทักษะด้านการคิด 5) ทักษะการแก้ปัญหา 6) ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ 7) ทักษะการใช้โปรแกรมและเทคโนโลยี 8) ทักษะการขาย 9) ทักษะการประกอบการ 10) มีวิสัยทัศน์ระดับโลก 11) ทักษะแบบผสมผสาน 12) ทักษะส่วนบุคคลและทักษะทางสังคม 2. สภาพการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาจีนพบว่า หลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดงานไทย-จีน นักศึกษาจีนขาดทักษะภาษาและการปรับตัว อาจารย์ขาดประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ขาดทักษะภาษาจีน งบประมาณสำหรับนักศึกษาจีนมีจำกัด และมีความท้าทายในการประเมินผลเนื่องจากนักศึกษาใช้ AI ทำการบ้าน และมีข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา 9 ด้านเพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยด้านทักษะ 10 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 23.079 (df=1.538, p-value=0.0825) องค์ประกอบการจัดการศึกษา 11 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 28.423 (df=1.137, p-value=0.2888) ซึ่งค่าดัชนีชี้วัดความเหมาะสมในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ เมื่อบูรณาการพบว่ามีทักษะ 14 ด้าน และองค์ประกอบการจัดการศึกษา 10 …


ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี และ 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจี ที่มีต่อการการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี โดยทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 60 คน โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้วิจัยนำเครื่องมือแบบวัดระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ และแบบประเมินโครงการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเป็นตัวชี้วัดผลสะท้อนจะการจัดกิจกรรม มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α=0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้แนวคิด Andragogy ของ Knowles (1970) และ Action Learning ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อม โดยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและการใช้สื่อออนไลน์เพื่อขายสินค้า รวมถึงการพัฒนาทักษะการขายสินค้าออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับการค้นหาทางเลือกและการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้ Social Media และการเลือกสินค้าออนไลน์ ในการดำเนินกิจกรรม ผู้เรียนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเพื่อฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเต็มที่ การดำเนินกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติในด้านการเลือกสินค้า การทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงการฝึกปฏิบัติผ่านการทำคอนเทนต์ขายสินค้าผ่าน TikTok ซึ่งช่วยเสริมทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมการทำงาน เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง จะมีการสรุปผลร่วมกันระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้เรียน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผล โดยผู้เรียนจะถูกประเมินจากผลงานที่นำเสนอผ่าน TikTok ซึ่งสะท้อนถึงการนำความรู้และทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.และ 2) ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเข้าการร่วมกิจกรรมมีความรู้เพิ่มขึ้น จากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา กิจกรรมนี้สามารถเพิ่มพูน และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี


กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, ณัฐิกา นิตยาพร Jan 2024

กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, ณัฐิกา นิตยาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาและกรอบแนวคิดสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบาย 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3)เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ขั้นตอนที่ 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 347 คน ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 57 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 25 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมและปลายเปิด แบบสอบถามและปลายเปิด และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้และข้อคิดเห็นจากการการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถาม/แบบประเมินความเหมาะสมและหรือความเป็นไปได้ปลายเปิด การสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ (1) การพัฒนาระหว่างเวลาการปฏิบัติงาน (2) การพัฒนานอกเวลาการปฏิบัติงาน 2) กรอบแนวคิดสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบาย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ (1) การคิดเชิงนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย (2) การทำงานกับข้อมูล หลักฐาน และใช้หลักฐานสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาและหรือไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ (3) การมีส่วนร่วมกับพลเมืองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย (4) การประสานและร่วมมือในการดำเนินการกำหนดนโยบาย (5) การสื่อสารในการกำหนดนโยบาย 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า 2.1) องค์ประกอบที่เป็นจุดแข็งสูงสุด ได้แก่ องค์ประกอบด้านการประสานและร่วมมือในการดำเนินการกำหนดนโยบาย 2.2) องค์ประกอบที่เป็นจุดอ่อนสูงสุด ได้แก่ องค์ประกอบด้านการคิดเชิงนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย รองลงมาคือ การทำงานกับข้อมูล หลักฐาน และใช้หลักฐานสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาและหรือไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ 2.3) ด้านการเมืองและนโยบายของรัฐและด้านเศรษฐกิจ เป็นภาวะคุกคาม ส่วนด้านสถาพสังคมและด้านเศรษฐกิจ เป็นโอกาสต่อการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในภาพรวม กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 2 …


พัฒนาการทางกฎหมายอาญาเพื่อคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนในประเทศไทย, ภูวิศ พุพันธ์ Jan 2024

พัฒนาการทางกฎหมายอาญาเพื่อคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนในประเทศไทย, ภูวิศ พุพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา รัฐ และกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอาญาในการคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนที่ได้รับผลจากความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา รัฐ และกฎหมายของประเทศไทยและอิทธิพลจากต่างประเทศและเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดความผิดอาญาในการคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนของประเทศไทยในอนาคตต่อไป ความสัมพันธ์ของศาสนา รัฐและกฎหมายของต่างประเทศสามารถพิจารณาในเชิงของการกำหนดกฎหมายเพื่อคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนได้ 2 ลักษณะคือพัฒนาการในรัฐโลกวิสัยและพัฒนาการในรัฐศาสนา โดยในรัฐโลกวิสัยจะพบการกำหนดความผิดอาญาโดยมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองสังคม และผู้มีอำนาจมานับแต่ยุคโบราณ และพัฒนามาตามลำดับทางประวัติศาสตร์จนกลายเป็นการกำหนดความผิดอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก แต่ในทางกลับกันในประเทศที่เป็นรัฐศาสนาในที่นี้พิจารณารัฐอิสลามมีการกำหนดความผิดอาญาที่อ้างอิงจากอัลกุรอาน พัฒนาการของการกำหนดความผิดไม่ได้มีมากนักดังนั้นความผิดอาญาจึงมีวัตถุประสงค์การคุ้มครองผู้มีอำนาจโดยเฉพาะมิติทางศาสนาและวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองสังคมมุสลิมมากกว่าที่พบในรัฐโลกวิสัย ซึ่งเมื่อพิจารณาพัฒนาการของประเทศไทยแล้วพบว่ามีความโน้มเอียงไปทางรัฐศาสนามากกว่ารัฐโลกวิสัยเนื่องจากความสัมพันธ์ของรัฐ ศาสนาและกฎหมายที่มีต่อกันอย่างใกล้ชิดและการกำหนดความรับผิดบางฐานที่ยังมุ่งคุ้มครองผู้มีอำนาจโดยอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นหลักอยู่เช่นกัน อย่างไรก็ดีในประเทศไทยยังมีการกำหนดความผิดอาญาที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักในการคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนเพิ่มมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา รัฐและกฎหมายพบว่ามี 3 ปัจจัย คือ ความเชื่อของคนในสังคม, คติในการปกครองของรัฏฐาธิปัตย์ และการเข้ามาของอิทธิพลจากต่างประเทศ และเมื่อพิจารณาการคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชนโดยกฎหมายอาญาสามารถพิจารณาได้เป็น 10 องค์ประกอบคือ การคุ้มครองสถาบันทางศาสนา, ความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์, คำสอน, ประมุขทางศาสนา, นักบวช, ศาสนสถาน, สัญลักษณ์, เสรีภาพในการนับถือศาสนา, เสรีภาพการเผยแผ่ศาสนา และเสรีภาพการปฏิบัติตามความเชื่อในทางศาสนา ดังนั้น การกำหนดความผิดอาญาในการคุ้มครองศาสนาและศาสนิกชน ควรที่จะพิจารณาปัจจัยทางด้านความเชื่อของคนในสังคม คติที่รัฏฐาธิปัตย์ที่ใช้ในการปกครอง และการเข้ามาของอิทธิพลจากต่างประเทศ ประกอบกันเพราะในแต่ละปัจจัยไม่สามารถที่จะกำหนดถึงการบัญญัติ การปรับปรุง การแก้ไข หรือเพิ่มเติม เป็นความผิดในกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันหรือในกฎหมายฉบับอื่นได้เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งอย่างเป็นเอกเทศ หากแต่เป็นปัจจัยที่จะต้องพิจารณาร่วมกัน เพราะระดับของความคุ้มครององค์ประกอบของศาสนาและศาสนิกชนอาจมีระดับความคุ้มครองที่หนักเบาไม่เท่ากัน


ประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลศูนย์, พชร พีระพัฒนพงษ์ Jan 2024

ประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลศูนย์, พชร พีระพัฒนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานบริหารทรัพยากรสุขภาพ ในกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผ่านการอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรสุขภาพ และมีความยินดีในการเข้าร่วมการวิจัย จำนวนทั้งสิ้น 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept interview) ร่วมกับการสังเกต (Observation) และการจดบันทึกภาคสนาม (Field notes) วิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระตามวิธีการของ Braun and Clarke และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba and Lincoln ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์การบริหารทรัพยากรสุขภาพของพยาบาลกลุ่มงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลศูนย์ ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก และ 19 ประเด็นย่อย ดังต่อไปนี้ 1. การบริหารองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากร ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) การเรียนรู้และเข้าใจเกณฑ์กองทุนต่าง ๆ 1.2) การใช้ความรู้ความชำนาญด้านการพยาบาล 1.3) การพัฒนาทักษะการให้รหัสโรคและหัตถการ และ 1.4) การติดตามความรู้ด้านนโยบายและการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ 2. การทบทวนการใช้ทรัพยากรสุขภาพ ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) การทบทวนความสมบูรณ์ของข้อมูลเพื่อการเบิกจ่าย 2.2) การทบทวนความสมเหตุสมผลของการใช้ทรัพยากร และ 2.3) การจัดทำรายงานและบันทึกผลการทบทวน 3. การบริหารงบประมาณและความคุ้มค่าของทรัพยากรสุขภาพ ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ 3.1) การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน 3.2) การควบคุมงบประมาณ 3.3) การบริหารมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้สอดคล้องกับสิทธิ 3.4) การพัฒนากระบวนการให้เอื้อต่อการเบิกจ่าย และ 3.5) การสร้างนวัตกรรมหรือบริการใหม่ที่คุ้มค่า 4. การประสานงานเพื่อสร้างความร่วมมือใช้ทรัพยากรสุขภาพอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) การประสานงานภายในองค์กร 4.2) การประสานงานกับหน่วยงานภายนอก และ 4.3) การประสานงานกับผู้รับบริการ 5. …


ความเหลื่อมล้ำที่รู้สึกได้: ความหนืดพรุนของกลิ่นเหม็นและความร้อนจากการประกอบร่วมในกรุงเทพมหานคร, ปิยเทพ ตันมหาสมุทร Jan 2024

ความเหลื่อมล้ำที่รู้สึกได้: ความหนืดพรุนของกลิ่นเหม็นและความร้อนจากการประกอบร่วมในกรุงเทพมหานคร, ปิยเทพ ตันมหาสมุทร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเมืองเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในระดับมหภาค นักวิชาการเรื่องเมืองต่างพยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเมืองที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย ฝั่งสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมืองทำความเข้าใจพื้นที่ด้วยการกำหนดสเกลเป็นหย่อมย่าน เช่น เขต จังหวัด แขวง ชุมชน ฯลฯ ขณะที่งานศึกษาทางสังคมศาสตร์ยังมองเมืองในฐานะการประกอบสร้างทางสังคม มุมมองเหล่านี้อาจละเลยการดำรงอยู่ของวัตถุสภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ งานศึกษานี้เสนอว่าการอยู่อาศัยในเมืองสามารถทำได้ด้วยกระบวนการคิดเชิงประกอบร่วม (assemblage thinking) ผ่านการใช้พื้นที่บ้าน-ย่านที่เผชิญกับกลิ่นเหม็นและความร้อน กรณีศึกษานี้จะช่วยสะท้อนให้เห็นความหนืดและปรุพรุนที่ทำให้วัตถุสภาวะไหลเวียนคร่อมข้ามไปมาระหว่างพื้นที่ได้ ผู้ศึกษามองกลิ่นเหม็นและความร้อนในฐานะการประกอบร่วมจากผู้กระทำการที่หลากหลายของเมือง สถานที่ที่ผู้ศึกษาใช้เป็นตัวแทนของ “บ้าน” คือ ตึกแถว รูปแบบของการอยู่อาศัยที่เติบโตมาพร้อมกับการกลายเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร เพื่อชี้ให้เห็นถึงการรับมือกลิ่นเหม็นและความร้อนภายใต้ข้อจำกัดเชิงพื้นที่และวัตถุ สำหรับการเก็บข้อมูล ผู้ศึกษาใช้วิธีวิทยามานุษยวิทยาสถาปัตยกรรมผ่านการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมที่บ้านของผู้ให้ข้อมูลและใช้การทำผังบ้านและย่าน เพื่อใช้ทั้งข้อมูลเชิงพรรณนาและทัศนาในการวิเคราะห์กระบวนการประกอบร่วมและการไหลเวียนของกลิ่นเหม็นและความร้อน การศึกษาการประกอบร่วมของกลิ่นเหม็นและความร้อนที่ไหลเวียนบนเส้นแบ่งอันหนืดพรุนของบ้าน-ย่านช่วยให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจผัสสะของเมือง (sentient urbanity) ที่ทำงานข้ามไปมาระหว่างสเกลย่านและบ้าน ความเป็นเมืองลักษณะนี้เปิดเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นกับย่านภูธเรศและจอมทอง ดังนั้นงานศึกษานี้ได้เปิดเผยความเหลื่อมล้ำที่มากไปกว่าบริบททางสังคม-เศรษฐกิจ แต่เกิดจากการประกอบร่วมของเมืองที่ส่งผลให้กลิ่นเหม็นและความร้อนไหลเวียนไปยังตึกแถวและย่านทั้งสอง


Analysis Of Translanguaging In English Learning Of Thai Secondary Students, Dalton Le Jan 2024

Analysis Of Translanguaging In English Learning Of Thai Secondary Students, Dalton Le

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This mixed-methods study was conducted to develop a questionnaire that explores students’ translanguaging practices and translanguaging perceptions in Thai secondary school English language instruction. The study was conducted in two phases. In the first phase, classroom observations and teacher interviews were used to frame and categorize students’ translanguaging practices, which were then used to construct the Translanguaging Practices and Perceptions Questionnaire. In the second phase, the questionnaire was distributed to 430 Thai students from M4 to M6 at a public government school in Thailand. After distribution, a confirmatory factor analysis revealed that the proposed factors in the questionnaire had a …


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่ได้ยาวาร์ฟารินที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, รติยา รุ่งเรือง Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่ได้ยาวาร์ฟารินที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน, รติยา รุ่งเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์ที่สูงเกินเป้าหมายในผู้ป่วยที่รักษาด้วยวาร์ฟารินและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และ (2) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของค่าไอเอ็นอาร์ขณะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน เมื่อแบ่งกลุ่มตามค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย วิธีการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังจากเหตุไปหาผลในผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินที่แผนกผู้ป่วยใน เข้ารับรักษาด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2566 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดค่าไอเอ็นอาร์มากกว่า 4 ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติคพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p


วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5: รูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่, พฤฒิชา นาคะผิว Jan 2024

วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5: รูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่, พฤฒิชา นาคะผิว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 ในประเด็นรูปแบบ แนวคิด และความสัมพันธ์กับสังคมสยามสมัยใหม่ กลุ่มข้อมูลที่นำมาศึกษา คืองานเขียนที่แต่งขึ้นเพื่อบำรุงจรรยาและบำรุงปัญญาสตรีที่พิมพ์เผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์สมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองผลการศึกษาพบว่า วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นในบริบทของวัฒนธรรมหนังสือ อันเป็นการสั่งสมและสืบทอดความรู้ผ่านหนังสือในสังคมสมัยใหม่ รูปแบบที่เด่นที่สุดของวรรณกรรมกลุ่มนี้ คือสารคดี ร้อยแก้วแบบใหม่ซึ่งมีกลวิธีการสอนหลากหลายที่มุ่งสร้างความเข้าใจสาระคำสอน และสร้างความน่าสนใจให้แก่ผู้อ่าน ในช่วงเวลาที่สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ กำลังทวีความสำคัญ ส่วนเรื่องแนวคิดพบว่า วรรณกรรมกลุ่มนี้เสนอทั้งแนวคิดที่สืบทอด มาจากวรรณกรรมคำสอนสตรีแนวขนบ ได้แก่ แนวคิดเรื่องกุลสตรี แนวคิดเรื่องแม่ศรีเรือน และแนวคิดเรื่องศรีภรรยา และพัฒนาแนวคิดขึ้นใหม่ ได้แก่ แนวคิดเรื่องแม่เรือนสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องสตรีมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศด้วยการพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และแนวคิดเรื่องสตรีเป็นเครื่องแสดงความเจริญของบ้านเมืองวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีกับสังคมสยามสมัยใหม่มีอิทธิพลต่อกัน กล่าวคือ การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยและการรับอิทธิพลจากวรรณกรรมและวัฒนธรรมตะวันตก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางประการที่มีต่อสตรี ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการสร้างและถ่ายทอดวรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสิ่งพิมพ์อย่างแพร่หลายเพื่อแสดงค่านิยมใหม่ ทำให้วรรณกรรมแนวนี้ขยายตัว มีทั้งงานเขียนที่ยังคงรูปแบบและแนวคิดตามขนบเดิม และงานเขียนที่พัฒนารูปแบบและแนวคิดขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ขณะเดียวกัน วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีก็มีบทบาทต่อสังคมสยามสมัยใหม่ในหลายมิติ ทั้งบทบาทในการชี้แนะสตรีให้ครองตนได้อย่างเหมาะสม บทบาทในการสร้างและสั่งสม ทุนทางวัฒนธรรมของชนชั้นนำ และบทบาทในการยกระดับศักยภาพสตรี จึงกล่าวได้ว่า วรรณกรรมเพื่อสอนสตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นผลผลิตทางปัญญาที่มีคุณค่าและความสำคัญ โดยเฉพาะช่วยขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของวรรณกรรมคำสอนสตรีในสมัยรัตนโกสินทร์ และเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่แสดงให้เห็นความสำคัญของสตรีในบริบทแห่งการพัฒนาบ้านเมืองให้มีอารยะ


การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รายการโหนกระแสเป็นรายการสัมภาษณ์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมแล้วเป็นกระแส รวมถึงบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือในประเด็นต่าง ๆ มานั่งเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร และเพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากช่องยูทูบ “โหนกระแส [Hone-krasae] official” ครั้งที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ครบสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 มีจำนวนทั้งหมด 12 ครั้ง รวมความยาว 13 ชั่วโมง 54 นาที 44 วินาทีผลการศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารพบว่าองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสที่สำคัญและมีผลต่อกลวิธีทางภาษาที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ในการสัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส คือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ กล่าวคือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ทำให้คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ถามบุคคลสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามนอกจากจุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์แล้ว ผู้วิจัยยังพบว่าน้ำเสียงยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีความสำคัญที่ส่งผลให้การสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มแตกต่างกันผลการศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส แบ่งเป็น 2 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีการถาม พบว่ากลวิธีการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 13 กลวิธี และ 2) กลวิธีเสริมการถาม พบว่ากลวิธีเสริมการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 14 กลวิธี เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบพบว่ากลวิธีที่ปรากฏในการสัมภาษณ์บุคคลทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีทั้งกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสามกลุ่ม กลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสองกลุ่ม และกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลกลุ่มเดียว ซึ่งมีความถี่ในการปรากฏที่แตกต่างกัน โดยสัมพันธ์กับบทบาทของผู้ให้สัมภาษณ์ที่แตกต่างกัน และการคาดหวังคำตอบจากบุคคลทั้งสามกลุ่มที่แตกต่างกันของผู้สัมภาษณ์


ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติt – test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 7.35 ,df = 21 ,p = .000 ) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 1.75 ,df = 42 ,p = .04 )