Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1591 - 1620 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

L1 Thai Learners’ Sensitivity To The Form-Meaning Link Between English Negative Word Pairs Containing Un- And Dis- Prefix Variation, Natcha Limpapattana Jan 2024

L1 Thai Learners’ Sensitivity To The Form-Meaning Link Between English Negative Word Pairs Containing Un- And Dis- Prefix Variation, Natcha Limpapattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

English negative prefix variation occurs when different negative prefixes get paired with the same base, hence deriving word pairs (e.g. un/dis-armed). Amidst the blurry consensus on their meaning difference, cognitive semantics (CS), the approach to studying meaning that highlights the mind-context interaction, provides a systematic explanation. Each word is born from its own context-based conceptualization. Different prefixes highlight different facets of the same base, resulting in different meanings (Hamawand, 2009). However, due to their similar appearance (negative prefix + same base), one interesting question arises: Will L2 English learners recognize these nuanced differences? Therefore, the present study investigated L1 Thai …


Perception, Prefered Channels And Content Of Youth In Bhutan Towards Waste Separation And Management, Thinley Lhendup Jan 2024

Perception, Prefered Channels And Content Of Youth In Bhutan Towards Waste Separation And Management, Thinley Lhendup

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores Bhutanese youth's perceptions, communication preferences, and engagement with waste separation and management, focusing on students at Yangchenphu Higher Secondary School (YHSS) in Thimphu. Using a mixed-methods approach, it combines surveys of 185 students with interviews from teachers and administrators to examine knowledge, attitudes, behaviors, and systemic challenges. Findings reveal high awareness and positive attitudes among students, with social media and video content preferred for communication. However, barriers such as time constraints, inadequate infrastructure, and reliance on extrinsic motivators limit effectiveness. Key themes include Shared Responsibility, Challenges in Sustaining Engagement, System Effectiveness, Civic Education, and Policy Support. The …


ผลการใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริง ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิชชาภา หารไชย Jan 2024

ผลการใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริง ที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิชชาภา หารไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษากระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริงที่มีต่อความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริง 2) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ในแต่ละองค์ประกอบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 38 คน โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่เรียนวิชาสังคมศึกษา สาระภูมิศาสตร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยการเลือกแบบเจาะจง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกึ่งทดลอง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริง แบบบันทึกหลังกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที รวมทั้งวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาแยกองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การใช้แนวคิดเกี่ยวกับพื้นที่ 2) การใช้ตัวแทนความคิด และ 3) การใช้กระบวนการให้เหตุผล นักเรียนมีความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการทางภูมิศาสตร์ร่วมกับเทคนิคการเรียนรู้เสมือนจริงมีการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถในการคิดเชิงพื้นที่ในลักษณะที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบ


Effective Data Augmentation Techniques For Time Series Classification: An Empirical Evaluation, Pongpanod Sankosik Jan 2024

Effective Data Augmentation Techniques For Time Series Classification: An Empirical Evaluation, Pongpanod Sankosik

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Time series classification is crucial in fields such as healthcare, finance, and industrial processes, but it faces challenges like temporal data ordering, class im-balance, noise, and limited data. This research explores data augmentation techniques to improve classification performance, focusing on the MiniRocket classifier across 85 UCR datasets. The study identifies conditions under which augmentation techniques, like wDBA, enhance accuracy, though overall performance may vary. A dataset-specific approach is essential for effective augmentation. The research also examines the impact of augmentation on datasets with different characteristics, providing insights into when specific strategies are most benefi-cial. Future work includes optimizing augmentation methods …


Development Of New Radiotracers For Positron Emission Tomography Targeting C-X-C Chemokine Receptor Type 4 In Cancers, Piyapan Suwattananuruk Jan 2024

Development Of New Radiotracers For Positron Emission Tomography Targeting C-X-C Chemokine Receptor Type 4 In Cancers, Piyapan Suwattananuruk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to develop novel positron emission tomography (PET) tracers for C-X-C chemokine receptor type 4 (CXCR4) imaging. [68Ga]Ga-TD-01 and [18F]PICO-F were designed as PET tracers based on the molecular scaffolds of two potent CXCR4 antagonists, TIQ15 and PICO. TIQ15 was used to prepare a bifunctional (BFC) to facilitate 68Ga-labeling while structural modification of PICO was made to obtain a precursor, PICO-Br for 18F-labeling. The BFC, TD-01 was obtained in a moderately high yield (61%) via the conjugation of TIQ15 with a chelator derivative and successfully radiolabeled with 68Ga to yield [68Ga]Ga-TD-01, a PET tracer. For 18F-based tracer, the …


คุณค่าของสวนสราญรมย์ในฐานะสวนประวัติศาสตร์, ณิชา เกษตรเกรียงไกร Jan 2024

คุณค่าของสวนสราญรมย์ในฐานะสวนประวัติศาสตร์, ณิชา เกษตรเกรียงไกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

“สวนสราญรมย์” เป็นสวนที่มีความเก่าแก่และประวัติศาสตร์ยาวนาน ปัจจุบัน (พ.ศ. 2567) สวนแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะเพื่อการพักผ่อนและการออกกำลังกาย แม้บริเวณที่ตั้งของพระราชวังสราญรมย์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี พ.ศ. 2545 แต่สวนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอุทยานยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ประกอบกับความเสื่อมโทรมขององค์ประกอบทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมภายในสวน ส่งผลให้ความสำคัญในฐานะสวนประวัติศาสตร์กลับถูกละเลยงานวิจัยฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าของสวนสราญรมย์ในฐานะการเป็นสวนประวัติศาสตร์ ผ่านการศึกษาองค์ประกอบของภูมิทัศน์วัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบทางกายภาพ ในประเด็นของแผนผังและภูมิประเทศ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบตกแต่ง และพืชพรรณ ทั้งนี้ยังได้พิจารณากิจกรรมการใช้งานของสวนควบคู่ไปด้วย โดยทำการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลของพื้นที่ศึกษา เพื่อทำการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าตามเกณฑ์ในกรอบแนวคิดของสวนประวัติศาสตร์สากลผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าองค์ประกอบบางส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่องค์ประกอบที่หลงเหลือยังสะท้อนถึงความเป็นสวนประวัติศาสตร์ของสวนสราญรมย์ องค์ประกอบทางกายภาพส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมและควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดยมุ่งเน้นการเก็บรักษาสิ่งที่มีคุณค่าให้ได้มากที่สุด เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของสวนที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ควรกำหนดกิจกรรมการใช้งานให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ทำลายคุณค่าของสวนประวัติศาสตร์ และส่งเสริมกิจกรรมที่ทำให้สวนสราญรมย์เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม งานวิจัยฉบับนี้จะช่วยสนับสนุนการดูแลและอนุรักษ์สวนสราญรมย์ รวมถึงการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในอนาคต อีกทั้งยังช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนถึงความสำคัญของสวนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาสวนประวัติศาสตร์อื่น ๆ ต่อไป


แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว Jan 2024

แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับ หนังสือเดินทาง เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ระดับบริหารและ ระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งสิ้น 23 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่ 1) รูปแบบการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางที่พบได้ทั่วไป 2) การกระทำผิดของแรงงาน 4 สัญชาติ 3) การใช้หนังสือเดินทางไทยโดยมิชอบ 4) การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง 5) ผลกระทบของการกระทำผิดต่อประเทศไทย และ 6) แนวโน้มการกระทำผิดและพฤติกรรมปกปิดตัวตนในประเทศไทย และเมื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย พบสภาพปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ 1) มุมมองของรัฐ 2) กฎหมาย 3) การบังคับใช้กฎหมาย 4) งบประมาณ 5) เทคโนโลยี 6) ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 7) บุคลากร ซึ่งภาพสะท้อนเหล่านี้นำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย โดยผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจัดให้มีการฝึกอบรมแก่บุคลากร จัดตั้งศูนย์ข้อมูลหนังสือเดินทางอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องมีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนอยู่เสมอ อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ที่เกี่ยวกับหนังสือเดินทางและงานตรวจคนเข้าเมืองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคง มากขึ้น รวมถึงการขยายผลการจับกุมที่จะช่วยป้องกันการกระทำความผิดซ้ำต่อไป


การพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน, ภุชงค์ ในพิมาย Jan 2024

การพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน, ภุชงค์ ในพิมาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในการพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินลักษณะความเป็นนวัตกร 3) แบบประเมินผลงาน 4) แบบสังเกตลักษณะความเป็นนวัตกร 5) แบบบันทึกหลังสอนของครู และ 6) แบบบันทึกการเขียนอนุทินสะท้อนความคิดของนักเรียน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติคือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีลักษณะความเป็นนวัตกร เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (2) แนวทางในการจัดการเรียนรู้ คือ (2.1) ให้นักเรียนสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนความรู้ (2.2) ให้นักเรียนสร้างข้อตกลงร่วมกันในการถามคำถาม (2.3) การเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงานทำให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมและนำเสนอผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2.4) ครูควรมีบทบาทเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรมอย่างมีส่วนร่วม (2.5) กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดที่สร้างสรรค์และบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ มาประยุกต์ในการสร้างผลงานที่เป็นนวัตกรรมจากการยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหาแนวทาง การแก้ปัญหาที่เคยมีผู้คิดไว้ก่อนหน้า และใช้คำถามที่ล้วงประสบการณ์เดิมของนักเรียน


การพัฒนาคู่มือรายการตรวจสอบใช้ประกอบแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ประเภทอาคารอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร, เวธินี พูลเพิ่มพันธ์ Jan 2024

การพัฒนาคู่มือรายการตรวจสอบใช้ประกอบแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ประเภทอาคารอยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร, เวธินี พูลเพิ่มพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาทบทวนแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของกรุงเทพมหานคร 3. เพื่อเสนอแนะคู่มือรายการตรวจสอบ (Check list) แผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารของกรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพที่มีการรวบรวมข้อมูล จัดกลุ่มกฎหมาย จัดทำคู่มือรายการตรวจสอบ (Check list) และสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างแล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลและสรุปผล ผลการศึกษาพบว่า 1. การพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายร่วมกันหลายฉบับ โดยในแผนผังแบบแปลนที่ประกอบด้วยข้อกฎหมายหลายหัวข้อมากที่สุดคือ แผนผังบริเวณ 2. จากการสัมภาษณ์ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารจำนวน 9 คน ในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร พบว่าในกลุ่มผู้ปฏิบัติวิชาชีพพบปัญหาการค้นหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ, ปัญหาข้อกฎหมายซ้ำซ้อนหรือขัดแย้งกัน, และปัญหาความเข้าใจของผู้พิจารณาคำขออนุญาตและผู้ยื่นขออนุญาตไม่ตรงกัน ขณะที่กลุ่มผู้พิจารณาอนุญาตพบปัญหาการค้นหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาอนุญาต, ปัญหาความเข้าใจของผู้พิจารณาอนุญาตและผู้ยื่นขออนุญาตไม่ตรงกัน, และปัญหาในการอ่านแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 3. ในส่วนคู่มือรายการตรวจสอบ (Check list) แผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยเป็นจำนวน 12 ความคิดเห็นและมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแผนผังแบบแปลนในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ควรนำไปพัฒนาเพิ่มเติมและทดสอบการใช้งานจริงต่อไป


Strategies Of Utilizing Sex-Sorted Semen To Improve Beef Cattle Herd Production And Using Lasia Spinosa Thw. And Zinc Supplementation To Improve Semen Quality Of Bulls And Boars With Poor Semen Profile, Supitcha Kaewma Jan 2024

Strategies Of Utilizing Sex-Sorted Semen To Improve Beef Cattle Herd Production And Using Lasia Spinosa Thw. And Zinc Supplementation To Improve Semen Quality Of Bulls And Boars With Poor Semen Profile, Supitcha Kaewma

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of the thesis were i) to improve the success of using sex-sorted semen and ii) to enhance the semen quality in low semen quality bulls and boars. Four experiments were conducted to test the hypothesis as 1) on-farm factors influence the success of sexed semen artificial insemination (AI) in cattle herds, 2) estrus synchronization protocols can be integrated in sex-sorted semen AI in cattle herd, 3) Lasia spinosa Thw. (LST) supplementation for improving semen quality in bull and boar sires with poor semen quality, 4) zinc supplementation for improving semen quality in subfertile boar. Study 1: Experiment 1, …


แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วิรชา วุฒิเสน Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วิรชา วุฒิเสน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน อุปสรรคและปัญหา ขององค์กรปครองส่วนท้องถิ่น ในการดำเนินงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุ และ (2) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมเสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาการที่ใช้ในการวิจัยในการวิจัย ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สังกัดในส่วนงาน ฝ่ายหรือกองที่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบงานด้านผู้สูงอายุจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 7,850 แห่ง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแนวคิดของ Yamane (1973) โดยยินยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสุ่มตัวอย่างร้อยละ 10 และใช้วิธีการสุ่มอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 99 คน และ ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด 9 ท่านในการประชุมสนทนากลุ่ม เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบบันทึกสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการวิเคราะห์สาระในการสรุปนวทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัย พบว่า (1) ระดับการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 3.67 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.98 และมีอุปสรรคและปัญหาในการปฏิบัติงานด้านการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังในผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 3.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.11 (2) แนวทางทางการส่งเสริมความสามารถในการเสริมสร้างภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ความสามารถในการจัดกิจกรรมโดยการจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพตามความถนัดของผู้สูงอายุ พร้อมจัดหาตลาดและพื้นที่กระจายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และชมรมผู้สูงอายุเพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ปัญหาร่วมกันและส่งเสริมการทำงานเพื่อสังคม ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรโดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่พัฒนาตนเองผ่านการอบรม สัมมนา และเวิร์กช็อปที่สนับสนุนการส่งเสริมภาวะพฤฒิพลังของผู้สูงอายุ สนับสนุนการเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มทักษะการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ 2) ความสามารถในการวางแผนงาน กำหนดนโยบายและแผนงานให้ชัดเจน พัฒนาแผนงานด้วยการถอดบทเรียน สรรหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: จัดหาและคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ด้านสุขภาพจิตและโรคเรื้อรังของผู้สูงอายุ พร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ประชุมแบบมีส่วนร่วม 3) ความสามารถในการสร้างเครือข่ายโดยการสร้างความร่วมมือกับสถานพยาบาลด้านการจัดหาวิทยากร ร่วมมือกับหน่วยงาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุขและ 4) ความสามารถในการวัดผลประเมินผล สนับสนุนการประเมินและติดตามผลการทำงานและมอบรางวัลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน


Preliminary Remote Identification Of Unstable Zone On Large-Scale Waste Dump At Mae Moh Mine Using Insar Technique, Chitra Buth Jan 2024

Preliminary Remote Identification Of Unstable Zone On Large-Scale Waste Dump At Mae Moh Mine Using Insar Technique, Chitra Buth

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Mae Moh Mine is one of the largest lignite mine in Southeast Asia, operated by the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT). It is located in the northern part of Thailand, in Mae Moh district, Lampang province. In March 2018, a significant sliding incidence occurred at a waste dump site with sliding area of 1.56 km2 approximately, highlighting the pressing issue of instability within this large-scale waste dump area. This study aims to address this concern in the future and demonstrate an innovative method for investigating the failure by employing Interferometric Synthetic Aperture Radar (InSAR) technology. The methodology involves the …


ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพในประเทศไทย, วุฒิภัทร คำพิทักษ์ Jan 2024

ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพในประเทศไทย, วุฒิภัทร คำพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

กีฬาอีสปอร์ต เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่นำเกมหรือเกมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการแข่งขัน ซึ่งมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และถือเป็นจุดกำเนิดของอาชีพรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ที่หลาย ๆ ประเทศให้การรับรองว่าเป็นกีฬาอาชีพ ทำให้นักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพเป็นอาชีพที่ควรได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมเฉกเช่นเดี่ยวกับกีฬาอาชีพประเภทอื่นและอาชีพปกติทั่วไป จากการศึกษาพบว่า กฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. 2556 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปในการคุ้มครองนักกีฬาอาชีพ ซึ่งไม่อาจนำมาปรับใช้กับการจ้างงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นเหตุให้ต้องนำความในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานมาบังคับใช้เท่าที่ไม่ขัด อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจไม่สนองต่อลักษณะเฉพาะของการทำงานของนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะ 4 ประการสำหรับการจ้างงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ประกอบด้วย ระยะเวลาการจ้าง การกำหนดวันเวลาทำงาน ค่าตอบแทนการทำงาน และมาตรการด้านความปลอดภัยและชีวอนามัย ที่สอดคล้องกับลักษณะของงานนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพต่อไป


Research On The Soft Power Of Thai Traditional Food Culture Under The Process Of Globalization, Lu Han Jan 2024

Research On The Soft Power Of Thai Traditional Food Culture Under The Process Of Globalization, Lu Han

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research explores the role of Thai traditional food culture as a form of soft power in the context of globalization. According to Joseph S. Nye, Soft power operates through the resources of culture, political ideals, and foreign policies. Influenced by factors such as history, geography, climate, and social development, Thai traditional food culture has integrated the characteristics of multiple cultures with its inclusive and innovative ideas to form a unique culture. Through globalization, Thai food culture has gained widespread popularity. This research analyzes the mechanisms by which Thai food culture promotes Thailand’s soft power, including nation branding, gastro-diplomacy, tourism, …


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านไลน์แอพพลิเคชั่นต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านไลน์แอพพลิเคชั่นต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ปทุมวดี พัฒนเรืองกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบ 1) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน 2) พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 46 ครอบครัว ของครอบครัวผู้ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์คัดเข้า โดยจับคู่ผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน ด้วยอายุและระดับของพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาใกล้เคียงกัน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 23 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชัน 2) แบบประเมินพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา 3) แบบประเมินการจัดการตนเองเพื่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทชุมชน และ4) แบบประเมินการมีส่วนร่วมของครอบครัวเพื่อการจัดการตนเองของผู้ป่วยจิตเภทชุมชน ได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .85, .80 และ .80 ตามลำดับ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองแบบครอบครัวมีส่วนร่วมผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ Jan 2024

ผลของโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลต่ออาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียน, พีรวิทย์ พันธ์ฤทธิ์ดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแลกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลเด็กออทิสติกวัยเรียนที่มีอายุ 6-12 ปี ได้แก่ บิดา มารดา จำนวน 40 คน มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก สถาบันราชานุกูล โดยได้รับการจับคู่ระยะเวลาการดูแลและระดับอาการออทิสติก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวน 20 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินอาการออทิสติกของโรคออทิสซึม โปรแกรมการจัดการความรู้สึกถูกตีตราร่วมแบบกลุ่มโดยการสนับสนุนทางอินเทอร์เน็ตของผู้ดูแล และแบบประเมินความรู้สึกถูกตีตราร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการออทิสติกของเด็กออทิสติกวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ


A Study Of Developing Artificial Coral Innovation In Line With The Context Of Promoting Thailand’S Economy And Society, Chawin Poomee Jan 2024

A Study Of Developing Artificial Coral Innovation In Line With The Context Of Promoting Thailand’S Economy And Society, Chawin Poomee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to develop innovative artificial reef technology to align with the context of promoting the Thai economy and society. The objectives were to understand the development direction of artificial reefs to meet the needs of tourists and conservationists, explore the feasibility of introducing new technology into artificial reef production, and study methods to reduce environmental destruction caused by reef deployment. The research employed exploratory and qualitative research methods, including in-depth interviews with a target group of 10 individuals and questionnaire surveys to study consumer behavior and product acceptance among a general consumer group of 100 individuals. Data analysis …


Sales Forecasting For Retail Business Using Xgboost Algorithm And Timesfm, Prathana Dankorpho Jan 2024

Sales Forecasting For Retail Business Using Xgboost Algorithm And Timesfm, Prathana Dankorpho

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The retail industry is continuously evolving with the expansion of sales channels and the diversification of product assortments. However, current forecasting methods, relying on simplistic statistical models, frequently encounter difficulties in adjusting to the dynamic environment. This limitation leads to challenges in accurately predicting sales. Consequently, there is a critical need to improve the accuracy and frequency of sales predictions to enable timely decision-making for business strategies. Through a comprehensive analysis of datasets from 2019 to 2023, this study illustrates the advantages of integrating XGBoost and TimesFM to gain deeper insights into sales patterns. Results demonstrate a significant enhancement in …


การศึกษารูปแบบการจ้างงานภายนอก (Outsource) ที่เหมาะสมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษา ฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, ณัฐกานต์ ลิ้มรุ่งโรจน์ Jan 2024

การศึกษารูปแบบการจ้างงานภายนอก (Outsource) ที่เหมาะสมกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ: กรณีศึกษา ฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่, ณัฐกานต์ ลิ้มรุ่งโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ รายละเอียดการดำเนิน รวมถึงปัญหา และอุปสรรคในกระบวนการดำเนินการเกี่ยวกับการจ้างงานภายนอก (Outsource) ของฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ พร้อมทั้งสามารถนำผลการศึกษาไปเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพในการจ้างงานภายนอก (Outsource) ของฝ่ายการพัสดุ ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ในอนาคตต่อไป โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) อาศัยวิธีการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินงาน และการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า การจ้างบริหารจัดการคลังพัสดุมีรูปแบบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก ตามมาตรา 56 (1) (ข) ของพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นการให้บริการ โดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือเฉพาะ มีความชำนาญ หรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด รวมทั้งคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือกใช้เกณฑ์ราคาประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นการเปิดให้กลไกตลาดเข้าทำงาน โดยบริษัทเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ให้บริการด้าน Warehouse for e-commerce หรือคลังสินค้าสำหรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการจ้างบริหารจัดการคลังพัสดุ ประกอบด้วยสาเหตุหลัก 1) การออกแบบรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) ของหน่วยงานไม่รัดกุมเพียงพอ 2) โครงสร้างองค์กรและระบบรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ ของธนาคารมีลำดับขั้นบังคับบัญชาและมีชั้นความลับสูง รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลและการจัดการข้อมูลต้องจัดเก็บที่ Server และต้องติดตั้งภายในธนาคารออมสินเท่านั้น 3) การสูญเสียทรัพยากร เนื่องจากมีพนักงานของบริษัทเอกชนผู้ได้รับการคัดเลือกทุกจริต ลักขโมยทรัพย์สินของธนาคาร


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, กฤติยา วงศ์ใหญ่ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, กฤติยา วงศ์ใหญ่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ และสาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบกระดาษ ณ สรรพากรพื้นที่สาขา 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางทางการพัฒนาระบบการยื่นแบบฯ ผ่านระบบออนไลน์ และส่งเสริมให้ประชาชน ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ โดยการวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งได้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 400 คน ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่ได้อาศัยทฤษฎีความน่าจะเป็น ด้วยวิธีการสุ่มแบบโควตา กลุ่มผู้เสียภาษียื่นแบบฯ ผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 378 ตัวอย่าง และกลุ่มผู้เสียภาษียื่นแบบฯ กระดาษ จำนวน 22 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านประชากรและสังคมได้แก่ ช่วงอายุ อาชีพ 2) ปัจจัยด้านพฤติกรรมการยื่นแบบฯ 3) ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยี ได้แก่การรับรู้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในเรื่องทำให้ได้รับเงินคืนภาษีเร็วขึ้นและทำให้รู้สึกประหยัดเวลา การรับรู้ความง่ายต่อการใช้งาน และ 4) ปัจจัยความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ได้แก่ ปัจจัยด้านคุณภาพระบบ ปัจจัยด้านคุณภาพของข้อมูล ปัจจัยคุณภาพ ส่งผลต่อการเลือกวิธีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคธรรมดาแตกต่างกัน


การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย, ปิยราษฎร์ สุขราษฎร์ Jan 2024

การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย, ปิยราษฎร์ สุขราษฎร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “นโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ในประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดของนโยบาย ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามนโยบาย และเพื่อนำผลการศึกษามากำหนดแนวทางการส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยมากขึ้น โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคลากรของกรมการจัดหางาน ที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติทั้งระดับอำนวยการและระดับปฏิบัติการรวมถึงผู้รับบริการจากนโยบาย การศึกษานโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เป็นการศึกษาโดยใช้แนวคิดวงจรนโยบาย (Policy Cycle) มีขั้นตอนการก่อตัวของนโยบายจากแนวคิดพหุกระแส ได้แก่ กระแสปัญหาที่เกิดจากความไม่เหมาะสมของเนื้อหาภาพยนตร์ การเข้ามาแย่งงานคนไทย กระแสนโยบาย จากอุดมการณ์แบบชาตินิยมของรัฐบาล และกระแสการเมืองจากการกดดันของสื่อมวลชนที่มีอิทธิพล หลังจากนั้นจะเป็นกระแสปัญหาจากความไม่ชัดเจนของขั้นตอนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระแสนโยบายคือการมีคณะกรรมการภาพยนตร์และวิดีทัศน์แห่งชาติคอยผลักดันมาตรการต่าง ๆ และกระแสการเมืองคือการกำหนดนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นนโยบายระดับชาติ ในส่วนของขั้นตอนการนำนโยบายไปปฏิบัติพบว่ามีลักษณะของตัวแบบทางกระบวนของระบบราชการที่ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตามภูมิภาคสามารถเลือกที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการหรือแนวทางที่ส่วนกลางกำหนด สำหรับขั้นตอนการประเมินผลนโยบายพบว่านโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ของกรมการจัดหางานไม่เป็นการส่งเสริมให้มีการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เป็นเพียงมาตรการเชิงรับเพื่ออำนวยความสะดวกหรือลดภาระให้แก่กองถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ โดยผู้รับบริการจากนโยบายมีความพึงพอใจต่อมาตรการหรือแนวทางที่กรมการจัดหางานกำหนด ในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย ได้แก่ การยกเว้นหรือผ่อนปรนมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ และการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


The Comparison Of Pomelo Brand’S Image Between Generation Y And Generation Z Consumers In Thailand, Kiranapat Buranapatpakorn Jan 2024

The Comparison Of Pomelo Brand’S Image Between Generation Y And Generation Z Consumers In Thailand, Kiranapat Buranapatpakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to explore the brand image of Pomelo among Generation Y and Generation Z consumers in Thailand and to study the generational differences and similarities in the brand image of Pomelo. The study is based on Keller’s (1993) Brand Image, which is a perception of a brand as reflected by the brand associations, including 3 dimensions, which are attributes composed of product-related attributes, and non-product-related attributes, benefits composed of experiential benefits, symbolic benefits, and functional benefits, and attitudes consisted of cognitive, affective, and conative. The research instrument of this study is an in-depth interview. The …


Organizational Gossip, Interpersonal Trust, And Communication Climates In Business Enterprises, Punrawee Nidhiutai Jan 2024

Organizational Gossip, Interpersonal Trust, And Communication Climates In Business Enterprises, Punrawee Nidhiutai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study were: 1) to explore the levels and bases of interpersonal trust among employees in the organizational gossip process, and 2) to explore the role of organizational gossip in fostering certain communication climates (i.e., defensive and supportive climates). Adopting an inductive, qualitative approach, 12 semi-structured in-depth interviews were conducted with four participants from small enterprises, four participants from medium-sized enterprises, and four participants from large enterprises in the creative industries in Thailand. Findings revealed that a high level of interpersonal trust among colleagues concerning work-related matters does not necessarily equate to the same level of trust …


Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert Jan 2024

Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper examines the packaging industries of Thailand and Japan, with a focus on their competitiveness and potential for success within the evolving US market. The research explores the size, structure, and comparative advantages of each country's packaging sector. Analyses, including the Revealed Comparative Advantage (RCA), Trade Specialization Index (TSI), Porter's Five Forces, Porter's Diamond Model, and SWOT analysis provide a comprehensive assessment of the strengths, weaknesses, opportunities, and threats faced by Thai and Japanese packaging firms. The study reveals that both Thailand and Japan possess unique advantages, with Thailand's cost-competitiveness and Japan's focus on innovation and quality offering distinct …


Linear Distance, Agreement Attraction, And Working Memory Effects On L1 Thai Learners' Processing Of L2 English Third-Person Singular Subject-Verb Agreement, Montira Berteau Jan 2024

Linear Distance, Agreement Attraction, And Working Memory Effects On L1 Thai Learners' Processing Of L2 English Third-Person Singular Subject-Verb Agreement, Montira Berteau

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the realm of second language (L2) processing, agreement processing has continued to attract a considerable amount of attention in the field (e.g., Jiang, 2004; Keating, 2009; Lim & Christianson, 2015). A wide range of factors have been speculated to modulate L2 agreement processing, including first-language (L1) influence, L2 proficiency, long-distance agreement/dependencies (LDDs), agreement attraction, working memory (WM), among others. The present study was carried out to investigate three of these modulating factors, including long-distance agreement, agreement attraction, and WM capacity, on L2 agreement processing of L1 Thai learners. According to Hypothesis 1, linear distance would increase a level of …


Analyzing Business Model Components For Solar Pv Adoption In Mexican Organizations, Erick Ruben Rascon Zapien Jan 2024

Analyzing Business Model Components For Solar Pv Adoption In Mexican Organizations, Erick Ruben Rascon Zapien

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The decarbonization of the energy sector is essential in the fight against climate change, making it important to analyze how to facilitate this transition towards renewable energy in society. This research focuses on Mexico, a country whose policies and initiatives demonstrate an interest in the deployment of solar energy, but with a scarcity of literature regarding its use in commercial organizations. This study aims to explore the relationship between Business Model Canvas (BMC) components and the adoption of solar photovoltaic (PV) rooftops by 45 private organizations in Mexico. The study focuses on zero generation or customer-owned PV system, where the …


กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์, ศิริพร วงค์ตาคำ Jan 2024

กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์, ศิริพร วงค์ตาคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ ตัวอย่างคือ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เขต 1 จำนวน 50 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 25 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 16 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การหาค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า1. กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหา (4) ขั้นตอน และ (5) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นดึงประสบการณ์ (2) ขั้นทดลองทำกิจกรรม (3) ขั้นเสริมต่อความรู้ทางภาษา และ (4) ขั้นทบทวนเสริมความมั่นใจ 2. หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารสูงกว่าก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 8.44 ระหว่างการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 12.12 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 17.003. หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การแสดงท่าทางเพื่อสื่อความหมาย การสนทนาโต้ตอบเพื่อสื่อความคิดความรู้สึก และการขีดเขียน ของกลุ่มทดลองสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนทั้ง 3 ด้าน ของกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Modified Priority Need Index หรือ PNI (modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นดังนี้ 1. สภาพการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้านในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร ทั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพ ในด้านความรู้ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ความรู้ด้านเกษตรกรรม และ ความรู้ด้านอุตสาหกรรม งานช่าง (PNI Modified = 0.17) ด้านทักษะที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถจัดการภาระงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม (PNI Modified = 0.19) ด้านเจตคติที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับ คุณธรรม ด้านความเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวม และ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับหลักการดำรงชีวิตและการทำงาน เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (PNI Modified = 0.07) ด้านการดำรงชีวิตและครอบครัว ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการทำงาน และใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า (PNI Modified = 0.16) และด้านการอาชีพ ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถอธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ และ ผู้เรียนเห็นความสำคัญและมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาชีพตามความถนัดหรือทำโครงงานสร้างอาชีพ (PNI Modified = 0.14) อีกทั้งการจัดการเรียนการสอนการงานอาชีพ พบว่าระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ การจัดการเรียนรู้ที่ควรเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเรียนรู้และทำงานร่วมกันที่มาจากต่างวัฒนธรรม ควรมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย การวัดและประเมินผลควรมีการบูรณาการเนื้อหาวิชาจากต่างกลุ่มงาน หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และในรายวิชาที่สอนมีการวัดและประเมินผลการคิดวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้สภาพปัญหาด้านภาระงานของครู จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนที่เกิน 20 คน ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพมีไม่ครบทุกกลุ่มงาน และความพร้อมของสถานที่สื่อการเรียนรู้ 2. รูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร เป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ รูปแบบดังกล่าวมีความครอบคลุมทั้งในมิติของ …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว และ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว ประชากร ได้แก่ (1) ผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวทั้ง 6 ภูมิภาคในประเทศไทย ภาคละ 5 จังหวัด ๆ ละ 10 ชุมชน รวม 300 ตัวอย่าง ที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ (2) ชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี รวม 5 หมู่ ที่เข้าร่วมอบรมโปรแกรมรวมจำนวน 30 คน (3) ผู้นำชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลมและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่มจำนวน 7 คน (4) ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมให้สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็นโดยใช้วิธี Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านการเข้าถึง 1.2) ด้านการวิเคราะห์ 1.3) ด้านการประเมินค่า 1.4) ด้านการสร้างสรรค์ และ 1.5) ด้านการใช้ประโยชน์ สื่อสารสนเทศและดิจิทัล โดยพบว่าส่วนใหญ่มีระดับความสามารถหรือทักษะอยู่ในระดับปานกลาง (=3.33, SD=0.15) และความต้องการทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (=3.77, SD=0.58) และ 2) โปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว มีกระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การวางแผน (2) การออกแบบโปรแกรมและการนำโปรแกรมไปฏิบัติ (3) การประเมินผลและความรับผิดชอบในการรายงานผล โดยองค์ประกอบของโปรแกรมประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระ 4) …


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน, สุพีรา ดาวเรือง Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน, สุพีรา ดาวเรือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods Design) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงเอกสารและเชิงคุณภาพเพื่อสร้างกรอบแนวคิด การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนากลยุทธ์ ประชากรคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ จำนวน 2,343 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างคือโรงเรียนที่ได้จากสุ่ม ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,782 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย ได้แก่ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของกลยุทธ์ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI Modified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล และการจัดสภาพแวดล้อม สื่อและแหล่งเรียนรู้ ส่วนแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียนประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การเห็นคุณค่าของชีวิต การมีเป้าหมายในการเรียนรู้ การมีอารมณ์เชิงบวก การมีความรู้ความเข้าใจและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ การมีส่วนร่วมในการเรียนและเลือกเรียนอย่างอิสระ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล 2) ระดับความต้องการจำเป็นโดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุดคือ ด้านการวัดและประเมินผล รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ และการจัดการเรียนการสอน จุดแข็งของการบริหารวิชาการตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ได้แก่ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจ การมีเป้าหมายในการเรียนรู้ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบุคคล ขณะที่จุดอ่อน ได้แก่ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเรียนและการเลือกเรียนอย่างอิสระ การเสริมสร้างอารมณ์เชิงบวก และการกำหนดแนวปฏิบัติในการวัดประเมินผล โอกาส ได้แก่ นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนคุณภาพชีวิตและความสุขของผู้เรียน ส่วนภาวะคุกคาม ได้แก่ ภาระงานของครูและข้อจำกัดเชิงทรัพยากร 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขของผู้เรียน ประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 10 กลยุทธ์รอง …