Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 15151 - 15180 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์ Jan 2016

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย, อุรปรีย์ ประภาสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นวัตกรรมระบบจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการรับรู้ความรู้ด้านอาหารท้องถิ่นไทย เพื่อสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทยเป็นหมวดหมู่ เพื่อสร้างเว็บไซต์รองรับการเผยแพร่ข้อมูลด้านอาหารท้องถิ่นไทย และเพื่อนำเว็บไซต์อาหารท้องถิ่นไทยออกสู่เชิงพาณิชย์ โดยวิธีการวิจัยประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิเคราะห์จากความต้องการของลูกค้าโดยใช้เครื่องมือการกระจายการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อประเมินปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบเทคนิคเชิงคุณภาพ และทำการออกแบบระบบจัดเก็บข้อมูลอาหารท้องถิ่นไทย ทำการทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และการศึกษาเชิงพาณิชย์ จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการสืบค้นมากสุดของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.95 อันดับที่ 2 วิธีการปรุง 2.18 อันดับทื่ 3 รูปภาพอาหาร 1.78 อันดับที่ 4 ความเป็นมาของอาหาร 1.59 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.78 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ตำรับอาหาร 2.04 อันดับที่ 2 ประเภทของอาหาร (คาว/หวาน/ว่าง) 1.87 อันดับที่ 3 วิธีการปรุง 1.79 อันดับที่ 4 วิธีการหาวัตถุดิบ 1.76 และอันดับที่ 5 ข้อมูลร้านอาหาร 1.61 จากผลการวิเคราะห์ลำดับความสำคัญของข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ของกลุ่มนักศึกษาด้านอาหาร โดยใช้คะแนนถ่วงน้ำหนัก อันดับที่ 1 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.28 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.27 อันดับที่ 3 ประกอบตำราเรียน 1.90 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร 1.74 และอันดับที่ 5 เขียนตำราอาหาร 1.31 ในส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยว อันดับที่ 1 ได้แก่ ดูแลสุขภาพ 2.22 อันดับที่ 2 ปรุงอาหาร 2.13 อันดับที่ 3 ใช้ประโยชน์ในการศึกษา 2.03 อันดับที่ 4 เทคนิคการปรุงอาหาร และประกอบตำราเรียน 1.78 ผลการศึกษาการพัฒนา Model …


การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ Jan 2016

การพัฒนาการเตรียมตัวอย่างแบบง่ายสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยวิธี High-Throughput Sequencing, อุกฤษฏ์ ทองภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะเร็งปากมดลูกมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาในกลุ่ม high risk genotype แต่สามารถพบการติดเชื้อในกลุ่ม low risk genotype ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกด้วย ซึ่งเทคนิคที่ใช้ในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบได้ ในขณะที่เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง high-throughput sequencing สามารถตรวจพบสายพันธุ์ของไวรัสได้คลอบคลุมมากกว่าแต่มีข้อเสียในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างนั้นค่อนข้างสูง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาโดยเทคนิค high throughput sequencing ที่ง่ายและใช้ต้นทุนต่ำกว่าการเตรียมตัวอย่างแบบเดิมรวมถึงเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์บนยีน L1 โดยใช้เทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้น ในการศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมานั้นจะใช้ความแตกต่างบนยีน L1 ในการจำแนกสายพันธุ์ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ปรับแต่ง primer MY09/11 ให้มีโครงสร้างของ sequencing primer, index และ adapter ที่จำเป็นสำหรับการศึกษาด้วยเทคนิค high-throughput sequencing ผลการศึกษาพบว่าเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนั้นมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาได้ทั้งสองกลุ่มโดยปริมาณสารพันธุกรรมน้อยที่สุดที่เทคนิคนี้สามารถตรวจพบคือ 100 copies/µl มีความไวเท่ากับ 100% และความจำเพาะเท่ากับ 87.23% โดยสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสส่วนใหญ่ที่พบในทุกระยะคือสายพันธุ์ 16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอุบัติการณ์สูงในประเทศไทย นอกจากนี้สามารถตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนขึ้นและอาจส่งผลให้เชื้อไวรัสสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันได้ โดยสรุปเทคนิคการเตรียมตัวอย่างที่พัฒนาขึ้นนี้นอกจากจะมีความสามารถในการตรวจพบสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาทุกสายพันธุ์และตรวจพบการกลายพันธุ์บนยีน L1 แล้วยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวอย่างสำหรับการตรวจหาสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมาลงได้อีกด้วย


การปรับปรุงกระบวนการออกแบบชุดสายไฟในรถยนต์, ทิวารัตน์ สวัสดี Jan 2016

การปรับปรุงกระบวนการออกแบบชุดสายไฟในรถยนต์, ทิวารัตน์ สวัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ ทำการศึกษาเกี่ยวกับบริษัท ออกแบบสายไฟในรถยนต์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุนี้บริษัท จึงใช้วิธีการทั้งหมดในการออกแบบกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบเป็นจำนวนมาก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการออกแบบชุดสายไฟในรถยนต์ที่มีผลต่อกำหนดการผลิตโดยใช้การวิเคราะห์ Fault Tree และ Failure Mode and Effect Analysis (FMEA) เป็นเครื่องมือหลัก FTA ใช้สำหรับการวิเคราะห์สาเหตุหลักและใช้ FMEA เพื่อจัดลำดับความสำคัญสูง (RPN) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยต่างๆในชุดสายไฟในรถยนต์ที่มีผลกระทบสูงต่อการออกแบบชุดสายไฟในรถยนต์ และหลังจากมีการปรับปรุงกระบวนการออกแบบและควบคุมปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อกระบวนการออกแบบจะพบการขอเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่ลดลงจาก 0.26 ครั้ง ต่อการออกแบบ 1 ครั้ง เป็น 0.06 ครั้ง ต่อการออกแบบ 1 ครั้ง แสดงถึงกระบวนการออกแบบที่ถูกปรับปรุงให้สามารถสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์มากขึ้น


Roles Of Nitric Oxide On Epithelial To Mesenchymal Transition And Cancer Stem Cell Phenotypes In Anoikis-Resistant Lung Cancer Cells, Phattrakorn Powan Jan 2016

Roles Of Nitric Oxide On Epithelial To Mesenchymal Transition And Cancer Stem Cell Phenotypes In Anoikis-Resistant Lung Cancer Cells, Phattrakorn Powan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The interconversion between epithelial and mesenchymal is proposed to be a key machinery responsible for metastasis-related deaths. Likewise, cancer stem cells (CSCs) have been proposed to be a key driver of tumor metastasis. The gaseous biological mediator nitric oxide (NO) is also reported to mediate metastasis. However, the linkage between the three events and their control mechanisms under detachment condition are unclear. Since an increase of E-cadherin was frequently found in mesenchymal to epithelial transition (MET) process, we used anoikis resistance H460 lung cancer cells (AR_H460) and a 3D tumor spheroid assay and other CSC-indicating assays to investigate the role …


การก่อสร้างและตกแต่งพลับพลาพิธี, พิมพ์สิริ เหมโสกะณะ Jan 2016

การก่อสร้างและตกแต่งพลับพลาพิธี, พิมพ์สิริ เหมโสกะณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พลับพลาพิธีเป็นที่ประทับ สําหรับรับรองพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชพิธีต่างๆ แม้จะใช้งานระยะสั้น แต่ก็ต้องมั่นคงแข็งแรงและสมพระเกียรติ โดยมีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จึงมีวัตถุประสงค์จะศึกษากระบวนการก่อสร้างและตกแต่งพลับพลาพิธี โดยใช้วิธีรวบรวมข้อมูล จากการสำรวจ สังเกตการณ์ บันทึกภาพ สัมภาษณ์ รวมทั้งค้นคว้าเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องพลับพลาพิธี ประกอบด้วยที่ประทับหรือที่นั่งประธานพิธี อาจมีอาสนสงฆ์ ผู้ติดตาม และผู้เข้าเฝ้าด้วย ซึ่งจะต้องเป็นไปตามลำดับชั้นหรือลำดับฐานะของประธานพิธี ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ สมณศักดิ์ของพระสงฆ์ หรือรัฐมนตรี จากการศึกษาพบว่า พลับพลาพิธีมีความกว้าง 4.00-6.00เมตร ความยาว 4.00-24.00เมตร โดยขนาดเล็กสุดคือ 4.00x4.00เมตร สำหรับเป็นที่ประทับเพียงพระองค์เดียว และขนาดใหญ่สุดคือ 6.00x24.00เมตร ประกอบด้วยที่ประทับ อาสนสงฆ์ ผู้ติดตาม 30 คนและผู้เข้าเฝ้า 91 คน แต่ละพลับพลาพิธีจะแบ่งได้เป็น ส่วนโครงสร้าง ส่วนตกแต่งและส่วนประกอบ กองออกแบบและก่อสร้างพลับพลาพิธีแบ่งส่วนงานเป็น ส่วนอำนวยการและประสานราชการ ส่วนออกแบบและโครงการพิเศษ และส่วนปฏิบัติการและก่อสร้างพลับพลาพิธีมีเจ้าหน้าที่รวม 188 คนทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าในการดำเนินการ มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานชัดเจน มีข้อกำหนดในการปฏิบัติงาน มีการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง มีการประชุมวางแผน มีการสำรวจพื้นที่ มีคลังพัสดุและครุภัณฑ์ที่มีความพร้อมและมีการตรวจสอบคุณภาพและการปฏิบัติงาน รวมทั้งการทำสำรวจความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการทำงานของกองออกแบบและก่อสร้างพลับพลามี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ระยะก่อนการจัดการ 2.ระยะจัดการ 3.ระยะหลังการจัดการ นอกจากนี้ยังมีงานก่อสร้างอาคารประกอบและงานตกแต่ง ซึ่งจะมีกระบวนการเหมือนกันเพียงแต่ไม่สร้างพลับพลาพิธี


การแตกสลายสีย้อมโดยใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ภายใต้การส่องสว่างด้วยแสงอาทิตย์, สุนิติ ไทยเจียมอารีย์ Jan 2016

การแตกสลายสีย้อมโดยใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ภายใต้การส่องสว่างด้วยแสงอาทิตย์, สุนิติ ไทยเจียมอารีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของตัวแปรต่างๆและหาภาวะที่เหมาะสมต่อประสิทธิภาพการแตกสลายสีย้อมรีแอคทีฟเรด 120 (RR120) ผ่านกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงบนตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์เชิงพาณิชย์ (Com TiO2) ตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์ (Syn TiO2) และตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์เจือไนโตรเจน (N-TiO2) ภายใต้การส่องสว่างด้วยแสงอาทิตย์ โดยตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ระยะเวลาการฉายแสง ชนิดตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์ แหล่งไนโตรเจน ปริมาณไนโตรเจน ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยา ความเข้มข้นเริ่มต้นของสีย้อมรีแอคทีฟเรด 120 และค่าความเป็นกรดด่าง จากผลการทดลองพบว่าภายใต้การฉายแสงอาทิตย์นั้นตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์เชิงพาณิชย์ไม่สามารถแตกสลายสีย้อมได้ ในขณะที่ตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์และตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์เจือไนโตรเจนร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก สามารถแตกสลายสีย้อมได้ แต่จะพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาไทเทเนียมไดออกไซด์สังเคราะห์เจือไนโตรเจนด้วยกัวนิดีน คาร์บอเนต ร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก มีประสิทธิภาพในการแตกสลายสีย้อมได้ดีในทุกภายใต้การฉายแสง ที่ปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาเท่ากับ 5 กรัม สารละลายสี 1 ลิตรที่ความเข้มข้นเริ่มต้น เท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อลิตร และค่าความเป็นกรดด่างเท่ากับ 3 จากนั้นทำการศึกษาแบบจำลองจลนพลศาสตร์ของกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงพบว่าสอดคล้องกับแบบจำลองแลงเมียร์-ฮินเชลวูด (Langmuir-Hinshelwood model) โดยแบบจำลองนี้สามารถอธิบายรูปแบบการเกิดปฏิกิริยาได้เป็นสองกระบวนการจากสองค่าคงที่ คือ ค่าคงที่การดูดติด (KLH) และค่าคงที่อัตราการเกิดปฏิกิริยา (kLH)


พอลิเมอร์ผสมของพอลิแล็กทิกแอซิดและเซลลูโลสแอซีเทตจากผักตบชวา, กรองกาญจน์ อมตาริยกุล Jan 2016

พอลิเมอร์ผสมของพอลิแล็กทิกแอซิดและเซลลูโลสแอซีเทตจากผักตบชวา, กรองกาญจน์ อมตาริยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เซลลูโลสอะซิเทดถูกสังเคราะห์โดยใช้เซลลูโลสผักตบชวาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งส่วนที่ใช้จะเป็นส่วนของก้านขั้นตอนแรกนำเส้นใยผักตบชวาไปกำจัดสิ่งสกปรกก้านแห้งและตามมาด้วยการฟอกสีไฮโปคลอไรเซลลูโลสให้เป็นสีขาวสีขาวแล้ว หลังจากนั้นเตรียมเซลลูโลสเจลโดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ / ยูเรีย / น้ำ (7:12:81 โดยน้ำหนัก) จากนั้นนำมาผสม ปริมาณของไวนิลอะซิเตทโดยมีอัตราส่วนต่างกันคือ 3.0, 5.0, 7.0, 9.0, 11.0% โดยน้ำหนักของเซลลูโลส หลังจากนั้นส่วนผสมที่ถูกเก็บไว้ในตู้แช่แข็งเป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาแอซิทิเลชันสมบูรณ์ เซลลูโลสอะซิเตทมีความสามารถในการปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิแล็กทิกแอซิดโดยการเปลี่ยนเป็นผลึกที่สมบัติเชิงกลและสมบัติทางความร้อน จุดมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้คือการสังเคราะห์ เซลลูโลสแอซิเทดจากผักตบชวาโดยใช้พอลิไวนิลอะซิเตตสารช่วยเพิมความเข้ากันได้ (Compatiblizer) จากนั้นพอลิแล็กทิกแอซิด / เซลลูโลสอะซิเทดนำไปผสมกันโดยใช้เครื่องอัดรีดเกลียว หลังจากนั้นนำไปวิเคราะผล ดังนี้ วิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันโดยใช้ฟูเรียทรานสฟอร์มสเปกโตรสโคปี (FTIR) วิเคราห์ความเป็นผลึกด้วยเครื่องเอกซ์เรย์ดิฟแฟรกโทรมิเตอร์(XRD) และ วิเคราะห์สัณฐานวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด(SEM) พบว่าพอลิแล็กทิกแอซิด / เซลลูโลสอะซิเตทโดยความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุดของเซลลูโลสอะซิเตทสำหรับการผสมกับพอลิแล็กทิกแอซิด เป็น 11% โดยน้ำหนักและสัดส่วนของพอลิแล็กทิกแอซิด/เซลลูโลสแอซิเทดคือ 95 : 5


Social Determinants And Oral Health Related Behaviors Among Thai Adolescents During 2003 - 2013, Araya Tienkon Jan 2015

Social Determinants And Oral Health Related Behaviors Among Thai Adolescents During 2003 - 2013, Araya Tienkon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: risk behaviors of chronic non-communicable diseases, i.e. unhealthy diet and tobacco use are related to oral health. Moreover, dental care utilization is one of the vital components for achieving optimal oral health. Objective: To describe the distributions of oral health related behaviors among Thai adolescents across the country, in addition to determining the association of social determinants and oral health related behaviors among Thai adolescents. Materials and methods: the data were taken from the nationally representative Health & Welfare Survey (HWS) conducted by National Statistical Office of Thailand in 2003, 2005, 2006, 2009, and 2013. The data of 37,293 …


Development Of Platinum-Based Catalysts On Polyimide Films For Alcohol Electro-Oxidation, Rungnahpa Ruangsariyanon Jan 2015

Development Of Platinum-Based Catalysts On Polyimide Films For Alcohol Electro-Oxidation, Rungnahpa Ruangsariyanon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research studied the preparation of highly dispersed platinum nanoparticles on polyimide films or Pt/PI by surface modification method. Firstly, polyimide film was hydrolyzed in basic solution, followed by being immersed in platinum-ion solution to allow ion exchange process. Platinum ions on the film were subsequently reduced using proper reducing agent to give Pt/PI. After that, morphological and other information of the Pt/PI was investigated by X-ray diffraction analysis, scanning electron microscopy-energy dispersive X-ray spectroscopy, transmission electron microscopy, and inductively coupled plasma-optical emission spectroscopy. Electrochemical performance of the Pt/PI for the electro-oxidation of alcohols was investigated by means of cyclic …


Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee Jan 2015

Development Of Dual-Bacterial Culture For Benzene Degradation And Biofilm Formation, Aiyarucht Techajindamanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Dual bacterial culture is the technique using the different characteristic of two bacteria for support the bacterial culture ability. This study developed the dual culture of benzene-degrading bacteria and biofilm-forming bacteria, and optimized the culture conditions promoting their benzene degradation and biofilm formation for increasing benzene-removal efficiency and bacterial stability in benzene treatment systems. Acinetobacter sp. B36 was a benzene-degrading and biofilm-forming bacterium isolated from petroleum wastewater. The bacterial biofilm was promoted by dual-culturing with Pseudomonas sp. BF6 isolated from the same source. The optimum culture conditions were studied focused on co-carbon source, nitrogen source, oxygen and metal ion. The …


The Effect Of Inventory, Government Policy, And Monopoly On The Asymmetric Price Transmission Of Gasoline And Diesel Price In Thailand, Phaisan Pattanakooha Jan 2015

The Effect Of Inventory, Government Policy, And Monopoly On The Asymmetric Price Transmission Of Gasoline And Diesel Price In Thailand, Phaisan Pattanakooha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The first part of dissertation tests whether the asymmetric price transmission exists for the unleaded gasoline price and the high speed diesel price in Thailand and then tests the hypothesis whether the government policy (the oil fund), the monopoly (the marketing margins), and the adjustment costs (the inventory) cause the price asymmetry. The study employs the monthly data of West Texas Instrument crude oil prices, unleaded gasoline prices and high speed diesel prices, the oil fund, the inventories of unleaded gasoline and high speed diesel. The test econometric model is the asymmetric error correction model. The results show that, in …


Polymorphism In And Humoral Immune Response To Thrombospondin-Related Adhesive Protein Of Plasmodium Vivax (Pvtrap), Rattiporn Kosuwin Jan 2015

Polymorphism In And Humoral Immune Response To Thrombospondin-Related Adhesive Protein Of Plasmodium Vivax (Pvtrap), Rattiporn Kosuwin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Although circumsporozoite (CSP)-derived immunogens could elicit immunity against malarial sporozoites, the subunit vaccines derived from this molecule has limited clinical efficacy in field studies. Meanwhile, experimental co-immunization of CSP with thrombospondin-related adhesive protein (TRAP) could confer complete protection against parasite challenge. Therefore, a more effective pre-erythrocytic vaccine requires incorporation of TRAP. Despite the functional importance of this molecule in gliding motility and host cell invasion of malarial sporozoites, sequence analyses revealed that TRAP of Plasmodium vivax (PvTRAP) was polymorphic among field isolates, an issue that could compromise vaccine efficacy. To further delineate the extent of diversity in PvTRAP, we analyzed …


Role Of Wnt Signaling On Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Stem Cells From Human Exfoliated Deciduous Teeth In Vitro, Panarat Rattanaworawipa Jan 2015

Role Of Wnt Signaling On Proliferation And Osteogenic Differentiation Of Stem Cells From Human Exfoliated Deciduous Teeth In Vitro, Panarat Rattanaworawipa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objectives: The purpose of this study was to investigate the effect of the canonical Wnt/β-catenin signaling pathway on the proliferation and osteogenic differentiation of stem cells from human exfoliated deciduous teeth in vitro. Methods: Stem cells from human exfoliated deciduous teeth (SHED) were stimulated with human recombinant Wnt3A at various concentrations (50, 100 and 200ng/ml) in basic growth medium and osteogenic medium. Cell proliferation was determined using colony forming unit assay. The mRNA expression levels of osteogenic-related genes were determined by quantitative real time polymerase chain reaction. The osteogenic differentiation was evaluated using mineralization assays. Values were expressed as mean …


Working-Life Enhancement Of The Underfill Adhesive, Cholthicha Varokorn Jan 2015

Working-Life Enhancement Of The Underfill Adhesive, Cholthicha Varokorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In flip-chip assembly process, the underfill is often dispensed into a package via a needle. Therefore, the viscosity of underfill adhesive has to be strongly controlled. The aim of this research is to study the methods for prolonging the working-life of an epoxy-based underfill. The underfill formulation process was modified and the effects of components in the underfill that cause the increase in viscosity of underfill at room temperature were studied. A rheometer was used to determine the viscosity-time relationship of underfill formulations. The results showed that the working-life of adhesive was extended from 2 hours to 6 hours with …


Thermal Conductivity Enhancement Of Epoxy-Based Adhesive Via Incorporating Inorganic Fillers, Chutiphong Sae-Sue Jan 2015

Thermal Conductivity Enhancement Of Epoxy-Based Adhesive Via Incorporating Inorganic Fillers, Chutiphong Sae-Sue

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Owing to a poor thermal conductivity of epoxy resin, the requirement of high heat dissipation in electronic packaging is not overcome. In this research, aluminium oxide (Al2O3) and silicon nitride (Si3N4) filled epoxy-based underfill adhesive were prepared by varying filler loading in the range of 0-5% by volume. Additionally, the epoxy composites were also incorporated with silane-treated particles. For the silane surface treatment of filler particles, N-(2-aminoethyl)-3-(trimethoxysilyl) propylamine (AETMP) was used as coupling agent to achieve good dispersion of particles in the polymer matrix. The results showed that when filler loading was increased, thermal conductivity of composites tended to be …


Autotrophic Ammonia Oxidation Activity Of Ammonia Oxidizing Archaea And Bacteria In Recirculating Aquaculture System, Iftita Rahmatika Jan 2015

Autotrophic Ammonia Oxidation Activity Of Ammonia Oxidizing Archaea And Bacteria In Recirculating Aquaculture System, Iftita Rahmatika

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ammonia oxidation is the important biological step in nitrogen removal in aquaculture system of shrimp production. This process is driven by the ammonia oxidizing bacteria (AOB) and the newly discovered ammonia oxidizing archaea (AOA). In this study, the abundances, communities and autotrophic ammonia oxidation activity of AOA and AOB in the recirculating aquaculture system (RAS) were investigated. Bioballs were sampled from the low and high salinity RAS (0 and 20 PPT, respectively). The abundance of AOA and AOB amoA genes were monitored for 5 months with qPCR. The abundance of AOA amoA genes was 2-700 times higher than AOB in …


Development Of Bacterial Cellulose Membrane For Separation Of Ethanol-Water Mixtures, Theerawat Suratago Jan 2015

Development Of Bacterial Cellulose Membrane For Separation Of Ethanol-Water Mixtures, Theerawat Suratago

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

A bacterial cellulose (BC) hydrogel was modified via impregnation by diffusion of sodium alginate and cross-linking with CaCl2 solution. BC/alginate (BCA) membranes were configured, characterized, and used for pervaporation of mixtures of ethanol–water. The alginate molecules penetrated into the BC fibril network and filled the pores. The FTIR spectra indicated that there might have some interactions between the hydroxyl groups of the BC fibers and carboxyl groups of alginate molecules. The BCA membrane had a denser structure and better hydrophilicity than the unmodified BC membrane. The BET analysis results showed that the average pore size decreased with increasing alginate content …


การผลิตอนุภาคไขมันแข็งด้วยสารสกัดของเมล็ดในมะม่วง, กรอุมา กู้เกียรตินันท์ Jan 2015

การผลิตอนุภาคไขมันแข็งด้วยสารสกัดของเมล็ดในมะม่วง, กรอุมา กู้เกียรตินันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จุดมุ่งหมายของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาอิทธิพลของสภาวะกระบวนการเตรียมที่ส่งผลต่อลักษณะอนุภาคนาโนไขมันแข็ง(SLNs) ซึ่งถูกนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการนำส่งสารต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วง (MSKE) อย่างมีประสิทธิภาพ สภาวะที่เหมาะสมของการสกัด คือ การใช้เวลาการสกัด 12 ชั่วโมง อุณหภูมิห้อง ขนาดอนุภาค 0.841-0.595 มิลลิเมตร อัตราส่วนตัวทำละลาย : ของแข็ง เป็น 3 : 1 และใช้เอทานอลเป็นตัวทำละลายฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดถูกวัดด้วยวิธีการวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยของปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดเท่ากับ 5.747 มิลลิกรัมGAE ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ สำหรับวิธี ABTs assay มีค่าเป็น 7.330 มิลลิโมลลาร์ ของสารมาตรฐานโทรล็อค ส่วนการวิเคราะห์ด้วยวิธี FRAP assay มีค่า FRAP value เป็น 4.096 มิลลิโมลลาร์ เมื่อคำนวณเทียบต่อน้ำหนักแห้งของสารสกัด ส่วนค่า IC50 ของสารสกัดมีค่าเท่ากับ 3.726 ± 0.12 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร สารละลายของอนุภาคนาโนไขมันแข็งเตรียมโดยการใช้โฮโมจิไนซ์ความเร็วสูง ที่ปัจจัยในกระบวนการที่ค่าต่างๆกัน โดยอนุภาคนาโนไขมันแข็งที่ห่อหุ้มสารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วง มีขนาดอนุภาคเฉลี่ยอยู่ในช่วง 139.3 ถึง 1109.8 นาโนเมตร ค่าศักย์ซีต้าร์มีค่าระหว่าง -14.2 ถึง -36.3 มิลลิโวลต์ และค่า polydispersity index มีค่าตั้งแต่ 0.155 ถึง 1อนุภาคนาโนไขมันแข็งมีลักษณะเป็นทรงกลม มีค่าความสามารถการห่อหุ้มยาสูงสุดเป็น 99.92% ซึ่งมีปริมาณตัวยาที่ถูกห่อหุ้มเป็น 16.65% ส่วนการศึกษาความเสถียรทางกายภาพของอนุภาคนาโนไขมันแข็งที่ห่อหุ้มสารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วงที่ศึกษาที่อุณหภูมิแตกต่างกันเป็นเวลา 1 เดือน พบว่า มีความเสถียรภาพที่ดี ส่วนการศึกษาการปลดปล่อยสารในสารละลายฟอสเฟตบัฟเฟอร์ซาลีน ที่ค่าความเป็นกรดด่าง 7.4 พบว่า สารสกัดเมล็ดอ่อนในมะม่วงที่ห่อหุ้มในอนุภาคนาโนไขมันแข็ง จะถูกปลดปล่อยอย่างช้าๆ เท่ากับ 36.71 % เมื่อเวลาผ่านไป 202 ชั่วโมง ซี่งแสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยสารที่นานขึ้น


การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและวิเคราะห์แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม กรณีศึกษาโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย, จิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์ Jan 2015

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและวิเคราะห์แนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม กรณีศึกษาโรงงานปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย, จิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและประเมินแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งเสนอแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมกับโรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางในประเทศไทย งานวิจัยได้ศึกษาโรงงานตัวแทนทั้งหมด 6 โรงงาน ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 9 ผลิตภัณฑ์ (เอทิลีนออกไซด์ เอทิลีนไกลคอล ไวนิลคลอไรด์มอนอเมอร์ คิวมีน ฟีนอล แอซีโทน บิสฟีนอล เอ อีพิคลอโรไฮดริน และกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์) รวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555-2557 และแบ่งแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกออกเป็น 2 ประเภท คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงและทางอ้อม ผลการวิจัยพบว่าขนาดคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรของโรงงานตัวแทน มีค่าอยู่ในช่วง 70,253-570,307 t CO2eq ต่อปี ส่วนใหญ่มาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูดสุดมาจากการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 40 ของการปล่อยเรือนกระจกทั้งหมด รองมาด้วยการใช้ไอน้ำและการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต ค่าความเข้มคาร์บอนมีค่าอยู่ระหว่าง 0.269-1.101 t CO2eq/t product มีค่าความเข้มคาร์บอนเฉลี่ยเท่ากับ 0.425 t CO2eq/t product จากการวิเคราะห์มาตรการอนุรักษ์พลังงาน พบว่า มีศักยภาพในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ 166,820 t CO2eq คิดเป็นร้อยละ 3.89 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของกลุ่มโรงงานตัวแทน โดยมาตรการประหยัดไอน้ำเป็นมาตรการที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุด คิดเป็นร้อยละ 82.89 ของมาตรการที่ดำเนินการทั้งหมด สำหรับแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกมีความเหมาะสมและสามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง แนะนำทั้งหมด 5 แนวทาง ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแหล่งพลังงานทางอ้อม (2) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากมาตรการอนุรักษ์พลังงาน (3) การจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปฏิกิริยาในกระบวนการผลิต (4) การปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต และ (5) การปรับเปลี่ยนการใช้สารทำความเย็น


การดัดแปรและการนำไปใช้ของซิลิกาที่ได้จากดินไดอะตอมไมท์ธรรมชาติ, จิราภา ไกรสิทธิ์ Jan 2015

การดัดแปรและการนำไปใช้ของซิลิกาที่ได้จากดินไดอะตอมไมท์ธรรมชาติ, จิราภา ไกรสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการปรับปรุงคุณภาพไดอะตอมไมท์ธรรมชาติ ในแหล่งอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ด้วยกระบวนการทางความร้อนและทางเคมี โดยแปรผันปัจจัยต่างๆ จากนั้นทำการสลับลำดับกระบวนการ พบว่า ไดอะตอมไมท์ธรรมชาติมีโครงสร้างทรงกระบอก ผนังมีรุพรุนโดยรอบ องค์ประกอบหลักคือ ซิลิการ้อยละ 70.7 โดยน้ำหนัก และสิ่งปนเปื้อนอื่นสูง คือ อะลูมินาร้อยละ 14.7 โดยน้ำหนัก เหล็กออกไซด์ร้อยละ 5.76 โดยน้ำหนัก และสารอินทรีย์ จากนั้นทำการปรับปรุงคุณภาพไดอะตอมไมท์ด้วยความร้อน พบว่าการเผาที่ 700 °C เวลา 3 ชั่วโมง กำจัดสารอินทรีย์ได้ดี ยังคงโครงสร้างชัดเจน ถัดมาเป็นการปรับปรุงคุณภาพทางเคมีด้วยการชะละลายไดอะตอมไมท์ พบว่าชะละลายด้วยกรดไฮโดรคลอริกที่ความเข้มข้น 10 โมลาร์ อุณหภูมิ 100 °C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนหลักได้ดี ต่อมาสลับลำดับกระบวนการ พบว่าการเผาและตามด้วยการชะละลายด้วยกรดไฮโดรคลอริกให้ไดอะตอมไมท์ที่มีความบริสุทธิ์สูงสุด และมีคุณภาพใกล้เคียงไดอะตอมไมท์จากประเทศต่างๆและทางการค้า จากนั้นนำไดอะตอมไมท์ดัดแปรไปใช้เป็นแหล่งซิลิกาเพื่อสังเคราะห์วัสดุซิลิกาเมโซพอร์ MCM41 และ SBA15 ด้วยกระบวนการโซลเจล พบว่าวัสดุ MCM41 จากไดอะตอมไมท์ มีพื้นที่ผิว 701.70 m2/g ปริมาตรรูพรุน 0.48 cm3/g และ ขนาดรูพรุน 2.77 nm ลักษณะโครงสร้างเป็นอนุภาคทรงกลม ส่วนวัสดุ SBA15/DE จากไดอะตอมไมท์ มีพื้นที่ผิว 705.48 m2/g ปริมาตรรูพรุน 0.58 cm3/g และ ขนาดรูพรุน 5.53 nm ลักษณะโครงสร้างเป็นเส้นชือกในแนวยาว มีการกระจายตัวของขนาดรูพรุนในช่วงแคบ โครงสร้างผลึกเป็นแบบเฮกซะโกนอล ถัดมาปรับปรุงพื้นผิววัสดุทั้งสองด้วยสารก่อฟังก์ชั่นเอพีทีเอส (3-อะมิโนโพรพิลไตรเอทอกซีไซเลน) เพื่อให้มีคุณสมบัติพื้นผิวที่ดี จากนั้นนำวัสดุสังเคราะห์ SBA15 ทดสอบเป็นตัวดูดซับโลหะคอปเปอร์ พบว่าเพิ่มความเข้มข้นเริ่มต้น ความสามารถในการดูดซับเพิ่มขึ้น ไอโซเทอมการดูดซับสอดคล้องทั้งสมการแลงเมียร์และฟรุนดิช ซึ่งปริมาณสูงสุดการดูดซับเท่ากับ 26.3168 mg/g ส่วนวัสดุสังเคราะห์ MCM41 นำมาใช้เป็นวัสดุนำส่งยาไอบูโพรเฟน พบว่าปลดปล่อยสูงในช่วงแรกและช้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคงที่ ซึ่งจลนศาสตร์ของการปลดปล่อยสอดคล้องกับสมการ Korsmeyer-peppas ในรูปแบบไม่เป็นไปตามกฎการแพร่ของฟิค(Non-Fickian …


การเตรียมฟองน้ำนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากชานอ้อย, ชนกานต์ อินทร์แสง Jan 2015

การเตรียมฟองน้ำนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากชานอ้อย, ชนกานต์ อินทร์แสง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการเตรียม และศึกษาคุณสมบัติของเซลลูโลสจากชานอ้อยที่เหลือทิ้งทางการเกษตร เส้นใยเซลลูโลสจากชานอ้อยถูกสกัดด้วยสารละลายด่าง และถูกย่อยสลายกรดที่อุณหภูมิต่าง ๆ (35 และ 45 องศาเซลเซียส) และช่วงเวลา (30 45 60 90 และ 120 นาที) สภาวะที่เหมาะสมของการย่อยสลายให้ผลึกนาโนเซลลูโลสที่มีค่าความเป็นผลึกสูงถึง 73.36 เปอร์เซ็นต์ และค่าผลได้อยู่ในช่วง 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ จากการสกัดชานอ้อยด้วยสารละลายกรดซัลฟูริกที่ความเข้มข้น 63.5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก ที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที ผลึกนาโนเซลลูโลสที่ได้ถูกวิเคราะห์คุณลักษณะด้วยวิธี SEM, TEM, XRD และ FT-IR สเปกโทรสโคปี ผลึกนาโนเซลลูโลสจากชานอ้อยถูกคัดเลือกเพื่อนำมาปรับหมู่ฟังก์ชั่นของผิวด้วยปฎิกริยาคาร์บอกซี่เมทิลเลชั่น และปฏิกิริยาเปอร์ไอโอเดตออกซิเดชั่น ผลึกนาโนเซลลูโลส และไคโตซานถูกนำมาขึ้นรูปเพื่อผลิตฟองน้ำคอมโพสิตชีวภาพด้วยกระบวนการทำแห้งเยือกแข็งแบบสูญญากาศ ทำการศึกษาอิทธิพลของชนิดไคโตซาน และอัตราส่วนผลึกนาโนเซลลูโลสต่อไคโตซานที่ส่งผลต่อสมบัติทางกายภาพของฟองน้ำคอมโพสิต ฟองน้ำคอมโพสิตถูกเตรียมจากนาโนเซลลูโลสที่ไม่ได้ผ่านกระบวนปรับปรุงพื้นผิวอัตราส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ และไคโตซานมวลโมเลกุลปานกลางอัตราส่วน 40 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักของสารสะลายฟองน้ำ แสดงค่าการดูดซับน้ำมากที่สุด และมีความคงรูปดี ค่าต้านทานแรงกด, ค่าโมดูลัสความยืดหยุ่น และการดูดซับน้ำของฟองน้ำคอมโพสิตมีค่า 0.0553 เมกะปาสคาล, 0.3009 เมกะปาสคาล, และ 1071 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อิทธิพลขององค์ประกอบต่อโครงสร้างทางเคมี และสัณฐานวิทยาของฟองน้ำคอมโพสิตถูกศึกษาโดย FTIR และ SEM สารสกัดเซริซินถูกนำมาใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในฟองน้ำคอมโพสิต นาโนฟองน้ำคอมโพสิตที่มีความเข้มข้นของสารสกัดเซริซิน 0.84 กรัมต่อกรัมฟองน้ำ มีค่าการปลดปล่อยสะสมของเซริซินเท่ากับ 64 เปอร์เซ็นต์


การศึกษาการลงทุนในการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์, ชาญศักดิ์ ตั้งสันติกุลานนท์ Jan 2015

การศึกษาการลงทุนในการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์, ชาญศักดิ์ ตั้งสันติกุลานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการศึกษาการลงทุนในการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์ โดยจะแบ่งงานวิจัยออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนของการวิเคราะห์มูลค่าในการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และส่วนของการวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุน การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เริ่มจากการศึกษาและวิเคราะห์กิจกรรมในการดำเนินการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโรงงาน และข้อกำหนดตามมาตรฐานบริหารคุณภาพเครื่องมือแพทย์ ISO13485:2003 เพื่อนำข้อมูลกิจกรรมที่ได้จากการศึกษา มาทำการวิเคราะห์และคำนวณหาปริมาณการใช้ทรัพยากร ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด หลังจากนั้นทำการคำนวณหาค่าใช้จ่ายในการลงทุน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์หาต้นทุนในการผลิตขาเทียมต่อหน่วย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่ามูลค่าในการลงทุนผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์เท่ากับ 230,836,300.00 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโดยเฉลี่ยเท่ากับ 55,682,388.89 บาทต่อปี และต้นทุนในการผลิตขาเทียมต่อหน่วยเท่ากับ 21,306.32 บาทต่อหน่วย การวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุน เริ่มจากการศึกษาปริมาณความต้องขาเทียมประเภทเหนือเข่า ชนิดหลายจุดหมุน ภายในระยะเวลา 10 ปี และศึกษารายได้ทางตรงที่ได้รับจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขาเทียม เมื่อทำการวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุนภายในระยะเวลา 10 ปี ด้วยอัตราส่วนลดที่ร้อยละ 8 และอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 พบว่าการลงทุนผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 233,341,780.44 บาท อัตราผลตอบแทนภายในร้อยละ 25.86 และมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 4ปี 5เดือน จากนั้นทำการวิเคราะห์ความไวของปัจจัยและจุดคุ้มทุนของการลงทุน พบว่าราคาขายสามารถลดลงได้สูงสุดร้อยละ 29จากราคาขายกรณีฐาน มูลค่าในการลงทุนสามารถเพิ่มได้สูงสุดร้อยละ 102 จากมูลค่าการลงทุนเดิม และจำนวนหน่วยที่ส่งผลให้เกิดความคุ้มทุนเท่ากับ 2,111 หน่วยต่อปี จากผลการวิเคราะห์ข้างต้นสามารถคำนวณช่วงของราคาขายขาเทียมที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 21,600.00 ถึง 30,000.00 บาทต่อหน่วย


การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์มคอมโพสิตเซริซิน ไคโตซาน และผงบุกกลูโคแมนแนน สำหรับเวชสำอาง, ณัฏฐ์ญาธิป สุขสวัสดิ์ Jan 2015

การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์มคอมโพสิตเซริซิน ไคโตซาน และผงบุกกลูโคแมนแนน สำหรับเวชสำอาง, ณัฏฐ์ญาธิป สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการสกัดเซริซินจากไหมสายพันธุ์จุล 1/1 และนำมาผสมกับไคโตซานและบุกกลูโคแมนแนนเพื่อผลิตเป็นคอมโพสิตฟิล์ม โดยการสกัดเซริซินสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดคือ อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ระยะเวลาในการสกัด 1 ชั่วโมง โดยมีอัตราส่วนรังไหมต่อน้ำบริสุทธิ์เท่ากับ 1:30 ร้อยละการกำจัดกัมสูงสุดมีค่าเท่ากับ 27.87±1 ฟิล์มคอมโพสิตเตรียมจากเซริซิน ไคโตซาน และบุกกลูโคแมนแนน จาการศึกษาพบว่า อัตราส่วนของเซริซิน/ไคโตซาน/บุกกลูโคแมนแนน และค่าความเป็นกรด-ด่างในการขึ้นรูปฟิล์มส่งผลต่อสมบัติเชิงกล และการละลายน้ำ โดยฟิล์มคอมโพสิตที่อัตราส่วน 1:0.167:0.5 และค่าความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 5.5 ได้นำไปศึกษาในขั้นต่อไป สารสกัดสละได้ถูกนำมาใส่ในฟิล์มเพื่อ เป็นสารต้านจุลินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาติ และสารต้านอนุมูลอิสระ โดยแผ่นฟิล์มแสดงฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลมโดยใช้วิธี agar diffusion การเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดทำให้ลดค่าต้านทานแรงดึงขาด และเพิ่มค่าความสามารถการยืดตัว การละลาย และการปลดปล่อยเซริซินจากแผ่นฟิล์ม ส่วนการเติมนาโนเซลลูโลสจากนุ่นความเข้มข้นร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก ทำให้ฟิล์มมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และ ค่ายืดตัว ณ จุดขาด ค่าการละลาย และการปลดปล่อยเซริซินมีค่าลดลง ส่วนอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ และอัตราการซึมผ่านออกซิเจนมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเติมสารสกัดและมีค่าลดลงเมื่อเติมนาโนเซลลูโลสร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก


การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการวางท่อขนส่งน้ำมันบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย, ณัฐชัย กอเผ่าพาณิช Jan 2015

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการวางท่อขนส่งน้ำมันบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย, ณัฐชัย กอเผ่าพาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยจะแบ่งงานวิจัยออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในแต่ละภูมิภาคโดยใช้วิธีลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (The Analytic Hierarchy Process; AHP) ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกเส้นทางจำนวน 6 ปัจจัย ประกอบด้วย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พื้นที่ว่างเปล่าและพื้นที่สารธารณะ ความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ ระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และ ต้นทุนการก่อสร้าง โดยจากผลการศึกษาพบว่าเส้นทางจากจังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร ถึงจังหวัดลำปาง มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคเหนือ โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.608 และ เส้นทางจากจังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.525 สำหรับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เริ่มจากการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในอนาคตและปริมาณน้ำมันผ่านท่อ จากนั้นวิเคราะห์ต้นทุนการก่อสร้างและค่าบริหารจัดการท่อน้ำมัน และ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการซึ่งประกอบด้วย รายได้จากค่าบริการระบบท่อ ผลประโยชน์จากการลดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน ผลประโยชน์จากการลดการปลดปล่อยมลพิษ ผลประโยชน์จากการลดการสูญเสียน้ำมันระหว่างการขนส่ง และ ผลประโยชน์จากการการลดต้นทุนการขนส่ง เมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์ผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefits-Costs Analysis; BCA) โดยใช้อัตราส่วนลดที่ 8% พบว่า อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนของทั้ง 2 เส้นทาง เท่ากับ 1.60 และ 1.99 ตามลำดับ


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์, ธัญวรัตม์ สดคมขำ Jan 2015

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์, ธัญวรัตม์ สดคมขำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการนำแนวคิดของลีน ซิก ซิกมา มาประยุกต์ใช้ในการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์ โดยยึดหลักในการควบคุมทางสถิติเป็นสำคัญแนวทางซิกซ์ ซิกมา มีขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะนิยามปัญหา ระยะตรวจวัดปัญหา ระยะวิเคราะห์ปัญหา ระยะปรับปรุงกระบวนการ และระยะควบคุมกระบวนการ ในงานวิจัยนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของซิกซ์ ซิกมา 5 ระยะ ดังนี้ 1) ระยะนิยามปัญหา ศึกษาปัญหาปัจจุบันของโรงงานกรณีศึกษา กำหนดปัญหาขอบเขตในงานวิจัย 2) ระยะตรวจวัด เริ่มด้วยการวิเคราะห์ความแม่นและความเที่ยงของระบบการวัด ซึ่งได้ผลการทดสอบผ่านเกณฑ์ที่ยอมรับ และทำการวัดความสูญเปล่าโดยอาศัยเครื่องมือแผนภูมิการไหลของกระบวนการของชิ้นงาน 3) ระยะวิเคราะห์ปัญหา ทำการวิเคราะห์ความสูญเปล่า 7 ประการ จากนั้นระดมสมองวิเคราะห์หาข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดของเสียในแต่ละกระบวนการผลิตด้วยแผนภูมิก้างปลา นำปัจจัยที่ได้มาคัดกรองปัจจัยด้วยตารางแสดงเหตุและผลและการวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ ทดสอบความมีนัยสำคัญของปัจจัยด้วยการทำการทดลองแบบแฟคทอเรียล 2k-1 4) ระยะปรับปรุงกระบวนการ ในขั้นตอนนี้เป็นการหาวิธีการแก้ปัญหา ประกอบไปด้วย การออกแบบกระบวนการผลิตโดยใช้หลักการ ECRS การปรับปรุงการวางผังกระบวนการผลิต หลัก 5 ส และระบบคัมบัง มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และการลดของเสียในกระบวนการผลิตโดยการออกแบบการทดลอง จากนั้นนำวิธีการแก้ปัญหาไปปฏิบัติจริง 5) ระยะควบคุมกระบวนการ นำผลการทดลองในระดับปฏิบัติการมาทดลองจริงในกระบวนการผลิตระดับโรงงาน เพื่อยืนยันผลและวิเคราะห์ผลหลังปรับปรุง และกำหนดมาตรฐานวิธีการปฏิบัติงานกับพนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยสำหรับการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์พบว่า สัดส่วนของเสียในกระบวนการฉีดพลาสติก ลดลงจาก 36,361 DPPM เหลือ 4,503 DPPM สัดส่วนของเสียในกระบวนการเคลือบผิวลดลงจาก 22,547 DPPM เหลือ 3,211 DPPM และในกระบวนการประกอบจากข้อร้องเรียนจากลูกค้า การเคลมผลิตภัณฑ์ จำนวนสูงสุด 20 ครั้ง ลดเหลือ 0 ครั้ง สามารถลดต้นทุนการผลิต คิดเป็นมูลค่า 1,135,134 บาทต่อเดือน


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง โดยใช้แนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา, นนทกานต์ นิสภาพัฒน์ Jan 2015

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง โดยใช้แนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา, นนทกานต์ นิสภาพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการศึกษาปัญหาในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า มีความสูญเปล่าเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต 2 ประเภท คือ 1) การมีขั้นตอนในการทำงานมากเกินไปทำให้เกิดการรอคอยเนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่างอัตราการผลิตในแต่ละกระบวนการผลิต 2) การเกิดของเสียในลักษณะรอยกดกับผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ โดยมีสัดส่วนของเสียสูงถึง 2.83% ของสินค้าที่ผลิตได้ โดยการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง และขั้นตอนการศึกษาวิจัยนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมาทั้ง 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการนิยามปัญหา 2) ขั้นตอนการวัดเพื่อระบุสภาพของปัญหา 3) ขั้นตอนการวิเคราะห์สภาพของปัญหาและผลกระทบของปัญหา 4) ขั้นตอนการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา โดยใช้หลักการ ECRS และหลักการออกแบบการทดลอง (DOE) เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยคือ น้ำหนักที่กดทับลงบนงาน ระยะเวลาที่วางซ้อนทับกันและความสูงของตะกั่ว ซึ่งมีผลต่อการเกิดของเสียลักษณะรอยกด 5) ขั้นตอนการควบคุมปัจจัยนำเข้าและกำหนดมาตรฐานวิธีการทำงานใหม่ จากผลการปรับปรุงเพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น พบว่า มีอัตราการผลิตเพิ่มขึ้น 10,395 ชิ้นต่อกะทำงาน หรือเพิ่มขึ้น 50% มีสัดส่วนของเสียลักษณะรอยกด ลดลง 68.35% และมีสัดส่วนของเสียภาพรวม ลดลง 69.26%


การพัฒนาโฟมพลาสติกชีวภาพจากพอลิแลคติกแอซิด/ผงไม้ สำหรับชิ้นส่วนภายในรถยนต์, ปกเกศ สุวรรณกาศ Jan 2015

การพัฒนาโฟมพลาสติกชีวภาพจากพอลิแลคติกแอซิด/ผงไม้ สำหรับชิ้นส่วนภายในรถยนต์, ปกเกศ สุวรรณกาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความต้องการยกระดับการใช้งานพลาสติกชีวภาพพอลิแลคติก แอซิด (Poly(lactic acid), PLA) เป็นแรงผลักดันให้งานวิจัยนี้พัฒนาสารประกอบแต่งโฟมพลาสติกชีวภาพ PLA/พอลิเอทิลีน ไกลคอล (Poly(ethylene glycol), PEG)/ผงไม้ (Wood flour, WF) ที่มีน้ำหนักเบาและเป็นโฟมแบบกึ่งอ่อนตัว ให้มีสมบัติเหมาะเป็นชิ้นส่วนภายในรถยนต์ โดยใช้เอโซไดคาโบนาไมด์ (Azodicarbonamide, ADC) ปริมาณ 2 phr เป็นสารก่อโฟมทางเคมี งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกตรวจสอบอุณหภูมิการสลายตัวด้วยความร้อนของ PLA ADC และผงไม้ เพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การขึ้นรูปโฟมโดย PLA และผงไม้ไม่สลายตัว พบว่า PLA ADC และผงไม้เริ่มสลายตัว ณ อุณหภูมิ 318 165 และ 220 °C ตามลำดับ อุณหภูมิที่เหมาะสมแก่การขึ้นรูปไม้พลาสติกคือ 190-220 °C ส่วนที่สองศึกษาอิทธิพลของผงไม้ใน PLA และโฟม PLA สัดส่วนของผงไม้ที่ใช้คือร้อยละ 1-5 โดยน้ำหนัก การทำโฟมด้วย ADC ปริมาณ 2 phr ได้โฟม PLA และโฟม PLA/WF ที่มีความหนาแน่นลดลงถึงร้อยละ 49 โดยน้ำหนัก เมื่อเทียบกับ PLA และมีมอดูลัสภายใต้แรงกดจำเพาะลดลงจาก 0.69 เหลือ 0.24 GPa·cm3/g แสดงว่าการทำโฟมให้ชิ้นงาน PLA ที่มีน้ำหนักเบาและอ่อนตัวขึ้น การใส่ผงไม้เป็นสารเสริมแรง สามารถเพิ่มสมบัติเชิงกลภายใต้แรงดัดโค้งและแรงกระแทกให้สูงขึ้นได้ทั้งใน PLA/WF และ F-PLA/WF เนื่องจากมีการยึดเกาะที่ดีระหว่างผงไม้และเมทริกซ์ PLA ส่วนที่สามศึกษาอิทธิพลของสารเสริมสภาพพลาสติก PEG ที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่างกัน (น้ำหนักโมเลกุล 12K และ 20K) พบว่าน้ำหนักโมเลกุลและปริมาณของ PEG ส่งผลต่อความสามารถในการเสริมสภาพพลาสติก โดย PEG12K สามารถลดอุณหภูมิแปรสภาพแก้วของ PLA ได้ดีกว่า PEG20K …


การจัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับงานบริการหลังการขายในระบบอัดอากาศ, ปวีณา กุศลทิพย์เจริญ Jan 2015

การจัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับงานบริการหลังการขายในระบบอัดอากาศ, ปวีณา กุศลทิพย์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริการหลังการขาย กลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกเครื่องจักรเพราะความสามารถในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรมีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต ดังนั้นหลายบริษัทจึงใช้บริการการซ่อมบำรุงจากผู้จัดจำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชำนาญด้านความรู้และประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากกว่า ถึงกระนั้นแล้วบางธุรกิจอาจยังคงมีปัญหาด้านการผลิตเนื่องจากการซ่อมบำรุง ในงานวิจัยนี้เป็นการกล่าวถึงกรณีศึกษาผู้แทนจำหน่ายเครื่องอัดอากาศที่เริ่มธุรกิจใหม่และได้รับข้อร้องเรียนจากลูกค้าในเรื่องการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน เพื่อลดปัญหาเหล่านี้และเพื่อการเติบโตทางธุรกิจจึงประยุกต์การจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเข้ามาเป็นตัวชี้วัดปัจจัยความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์หลังการขายและกลยุทธ์การให้บริการ หลังจากได้ระบุปัจจัยความเสี่ยงหลักและตัวบ่งชี้ความเสี่ยงแล้ว แผนการจัดการความเสี่ยงได้ถูกนำมาใช้ ผลการประยุกต์แสดงให้เห็นว่าข้อร้องเรียนรายเดือนจากลูกค้าในระยะเวลา 6 เดือนลดลงเฉลี่ยจากร้อยละ 2.3 เป็น 0.5


การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้า, พัชรักษ์ ทองจรัส Jan 2015

การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้า, พัชรักษ์ ทองจรัส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ใช้การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารทิโอเลตเพื่อป้องกันเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้าที่เตรียมจาก 2 กระบวนการ คือ กระบวนการสเปรย์ไพโรไลซิส (spray pyrolysis) และกระบวนการอิเล็กโตรเลสเพลทติ้ง (electroless plating) โดยศึกษาการเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารเคลือบในกลุ่มทิโอเลตที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกันแต่โครงสร้างต่างกัน 3 ชนิด คือ ออคเทนทีออล (OTT) อีทิลเฮกเซนทีออล (2-EHT) และฟีนิลอีเทนทีออล (2-PET) พบว่า ทั้งสามชนิดที่ใช้จะยืดเกาะบริเวณผิวหน้าของเส้นลายทองแดงนำไฟฟ้าเท่านั้น ไม่มีผลต่อลักษณะของอนุภาคและขอบเกรนของทองแดง นอกจากนี้ การเคลือบผิวแบบเรียงตัวชั้นเดียวของสารเคลือบในกลุ่มทิโอเลตยังสามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทานไฟฟ้าได้ แต่ที่เวลา 0 วัน ค่าสภาพความต้านไฟฟ้าจะมีการเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกิดคอปเปอร์ซัลไฟด์ (CuS) หรือคอปเปอร์(II)ซัลเฟต (CuSO4) บริเวณผิวหน้า โดยสารที่สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นได้ดีที่สุด คือ ฟีนิลอีเทนทีออลซึ่งมีโครงสร้างเป็นอะโรมาติก รองลงมาคือ อีทิลเฮกเซนทีออลที่มีโครงสร้างเป็นโซ่กิ่ง และ ออคเทนทีออลที่มีโครงสร้างเป็นโซ่ตรง สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความต้านทานไฟฟ้าได้น้อยที่สุด


การนำแนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์, วุฒิชัย พรหมสุวรรณ Jan 2015

การนำแนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์, วุฒิชัย พรหมสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสามารถในการตรวจสอบที่ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยมีความสูญเปล่าในกระบวนการตรวจสอบ ในการปรับปรุงโดยใช้แนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อกำจัดความสูญเปล่าในกระบวนการตรวจสอบ ทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด แนวทางการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบชิ้นงาน โดยมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ ศึกษาขั้นตอนจับเวลาการทำงานเพื่อนำไปจัดทำเป็นแผนภาพภาระการทำงานของแต่ละคน เพื่อสามารถพบความสูญเปล่าของเวลาทำงาน ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมเพื่อลดความสูญเปล่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบชิ้นงาน จัดแบ่งภาระงานเพื่อให้พนักงานแต่ละคนใช้เวลาในการตรวจสอบใกล้เคียงกัน กำหนดวิธีการตรวจสอบชิ้นงาน โดยแบ่งภาพเป็นแต่ละส่วนเพื่อให้พนักงานตรวจสอบชิ้นงานได้ง่ายขึ้น และการปรับแผนผังกระบวนการเพื่อให้การไหลของงานสะดวกขึ้นสามารถลดพนักงานเคลื่อนย้ายลงได้ ผลการปรับปรุงพบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบเพิ่มขึ้น คือความสามารถของกระบวนการตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มขึ้น 16.27% และอัตราล็อตในการยอมรับชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.63% อีกทั้งยังส่งผลให้อัตราของเสียที่ลูกค้าพบลดลง 85.61% ซึ่งถือว่าผลที่ได้รับจากการปรับปรุงผ่านเป้าหมายที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นจึงได้นำวิธีการปรับปรุงไปขยายผลให้กับพื้นที่อื่นๆพบว่า ความสามารถในการตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มขึ้นจาก 2,895 pcs/hr เป็น 3,265 pcs/hr