Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 15181 - 15210 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การดัดแปรพื้นผิวของผ้าไหมไทยด้วยพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไคโตซานสำหรับการต้านแบคทีเรีย, ศรายุทธ เข็มเงิน
การดัดแปรพื้นผิวของผ้าไหมไทยด้วยพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุร่วมกับไคโตซานสำหรับการต้านแบคทีเรีย, ศรายุทธ เข็มเงิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไคโตซานถูกดัดแปรขนาดโมเลกุลโดยการนำไปฉายรังสีแกมมาที่ปริมาณรังสีต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงนำไปทำเป็นสารละลาย แล้วนำไปกราฟท์ (graft) ลงบนผ้าไหมไทยที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยกระบวนการพลาสมาคลื่นความถี่วิทยุในสภาวะที่เหมาะสมมาแล้ว จากการศึกษาพบว่าอัตราการยึดเกาะของไคโตซานบนผ้าไหม (degree of grafting) จะแปรผันตรงกับมวลโมเลกุลของไคโตซาน ซึ่งกำลังพลาสมาที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 120 วัตต์ , ระยะเวลาในการดัดแปรผิวผ้าไหมด้วยพลาสมาที่เหมาะสมอยู่ที่ 4 นาที และจากการทดลองพบว่า ผ้าไหมที่ไม่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยเทคนิคพลาสมาจะมีการกราฟต์ติดของไคโตซานบนผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18.78 % ซึ่งต่ำกว่าผ้าไหมที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยเทคนิคพลาสมาที่มีการกราฟต์ติดของไคโตซานบนผ้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 19.18 % ทั้งนี้ยังพบว่าผ้าระบบที่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยพลาสมาจะมีค่าร้อยละแห่งการหลุดออกของไคโตซานจากเส้นใยต่ำกว่าผ้าอีกระบบที่ไม่ผ่านการดัดแปรผิวด้วยพลาสมา และที่มากกว่านั้นคือ เราสามารถมั่นใจได้เกินกว่า 90% ว่าผ้าระบบที่ใช้พลาสมาในการดัดแปรผิวจะสามารถผ่านการซักไปได้ถึง 155 ครั้ง และ 93 ครั้ง สำหรับเชื้อ E.coli และ S.aureus ตามลำดับ จึงจะหมดประสิทธิภาพในการต้านแบคทีเรีย ในทำนองกลับกัน ผ้าระบบที่ไม่ได้ใช้พลาสมาในการดัดแปรผิว แค่ผ่านการซักไปเพียง 67 ครั้ง และ 48 ครั้ง สำหรับเชื้อ E.coli และ S.aureus ตามลำดับ ก็ทำให้หมดประสิทธิภาพในการต้านแบคทีเรียแล้ว จึงกล่าวได้ว่า การใช้กระบวนการทาง RF-Plasma ด้วยเงื่อนไขของสภาวะดังตามที่ทดลอง จะสามารถทำให้ไคโตซานกราฟท์ติดกับเส้นใยได้ดีขึ้นและยังทำให้ไคโตซานดำรงอยู่บนเส้นใยได้ยาวนานขึ้น ผ้าไหมจึงต้านแบคทีเรียได้ยาวนานกว่าเดิม นั่นคือสามารถใช้งานได้ในระยะยาว
การใช้แบคทีเรียบนใบพืชสำหรับกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์, จิรารัตน์ พินทอง
การใช้แบคทีเรียบนใบพืชสำหรับกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์, จิรารัตน์ พินทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ ในปัจจุบันการบำบัดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยพืชกำลังได้รับความสนใจ เพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และราคาถูก โดยใบพืชเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียหลากหลายชนิด ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงสนใจศึกษาประสิทธิภาพของแบคทีเรียบนใบพืชในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ โดยศึกษาใบพืชทั้งพืชคลุมดิน และไม้พุ่ม จากบริเวณรอบคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าใบพลูด่างมีจำนวนแบคทีเรียทั้งหมด และแบคทีเรียที่ใช้ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นแหล่งคาร์บอนมากที่สุดถึง 7.99±0.2 และ 6.37±0.23 Log CFU/กรัมใบไม้ ตามลำดับ พบว่า Microbacterium paroxydans JP13 มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ นอกจากนั้นศึกษาประสิทธิภาพต้นพลูด่างและแบคทีเรียบนใบในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศ ที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 0.04 ppmV ในแบบจำลองตู้กระจกขนาด 40×40×60 ลูกบาศก์เซนติเมตร ทำการทดลอง 4 ชุดการทดลอง โดยทั้ง 4 ชุดการทดลองจะเปรียบเทียบกับชุดควบคุมซึ่งเป็นตู้กระจกที่ไม่มีพืช ดังนี้ 1) ต้นพลูด่างตามธรรมชาติ 2) ต้นพลูด่างที่ผ่านการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวใบ 3) ต้นพลูด่างที่พ่นสารอาหารที่ผิวใบ และ 4) ต้นพลูด่างที่พ่นด้วยแบคทีเรีย M. paroxydans JP13 พบว่าสามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ได้ถึง 87%, 79%, 94% และ 100% ตามลำดับ เมื่อระยะเวลาผ่านไป 96 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าต้นพลูด่างสามารถกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ด้วยกลไกการดูดซับของใบ เมตาบอลิซึมของใบ และการย่อยสลายฟอร์มาลดีไฮด์ของจุลินทรีย์บนใบ อย่างไรก็ดีการพ่นแบคทีเรียย่อยสลายฟอร์มาลดีไฮด์ชนิด M. paroxydans JP13 ลงบนใบพลูด่าง ทำให้มีการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์สูงกว่าในชุดการทดลองอื่นๆ การจัดจำแนกชนิดของแบคทีเรียที่คัดแยกจากใบต้นพลูด่างหลังการบำบัด พบว่าแบคทีเรียเด่นที่พบอยู่ในจีนัส Microbacterium แสดงให้เห็นว่า M. paroxydans JP13 ที่เติมบนใบสามารถเจริญเติบโตได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นงานวิจัยที่พบว่าการเติมแบคทีเรียบนใบสามารถเสริมประสิทธิภาพของพืชในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศต่อไป
การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง
การประเมินรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก, ชมพูนุท รุ่งทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมที่ทำการผลิตเม็ดพลาสติกในประเทศไทย ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง (high density polyethylene : HDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ (low density polyethylene : LDPE) พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (linear low density polyethylene : LLDPE) พอลิไวนิลคลอไรด์ (polyvinyl chloride : PVC) พอลิพรอพิลีน (polypropylene : PP) พอลิสไตรีน (polystyrene : PS) และพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (polyethylene terephthalate : PET) โดยใช้ข้อมูลในปี พ.ศ. 2556 ในการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบรอยเท้าคาร์บอนขององค์กร และอ้างอิงวิธีการคำนวณตามวิธีมาตรฐานของ ISO14064-1:2006 และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยพิจารณาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากขอบเขตที่ 1 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ประกอบไปด้วย การใช้สารทำความเย็น การใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตและยานพาหนะ และการรั่วไหลจากการเผาทิ้ง และขอบเขตที่ 2 การใช้ไฟฟ้าและไอน้ำเท่านั้น เพื่อนำไปสู่การระบุแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญพร้อมทั้งสามารถนำข้อมูลในงานวิจัยนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายกลุ่มพลาสติกได้ จากการศึกษาพบว่า ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำมากที่สุดโดยอยู่ในช่วงร้อยละ 39-99 ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ความเข้มก๊าซเรือนกระจกอยู่ในช่วง 0.153-0.473 tonCO2eq./ton product โดย LDPE มีความเข้มก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.473 tonCO2eq./ton product และความเข้มพลังงานอยู่ในช่วง 1.238-3.508 GJ/ton product จากผลการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2013 ถึง 2050 ในลักษณะการดำเนินการปกติ (Business as usual) โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2020 2030 และ 2050 มีค่าเท่ากับ 2,117, …
นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์
นวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย, ปราลี มณีรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา เป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thailand Qualification Framework: TQF) ขึ้นมาบังคับใช้ แต่ไม่ได้อธิบายกระบวนงานจัดการหลักสูตรไว้อย่างชัดเจน มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงดำเนินการโดยพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลลงในแบบฟอร์มตามที่สกอ.กำหนดขึ้น เช่น มคอ 2 ถึง มคอ 7 อาจารย์ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการหลักสูตร งานวิจัยนี้ได้สร้างนวัตกรรมแบบจำลองการบริหารจัดการหลักสูตรแบบบูรณาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้แนวคิดการจัดการกระบวนงานที่มีความสามารถ (Capability process) ของแบบจำลอง Capability Maturity Model Integration (CMMI) ที่พัฒนาโดยสถาบันวิศวกรรมซอฟต์แวร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน เพื่อให้กระบวนงานจัดการหลักสูตรมีระดับความสามารถ (Capability level) ที่ระดับ 3 และมีหัวข้อปฏิบัติด้านจัดการที่จำเป็นครบถ้วนและสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ การวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชน จำนวน 12 คน เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องการการบริหารจัดการหลักสูตรประกอบด้วย กระบวนงานแต่งตั้งคณะกรรมการ กระบวนงานวางแผนและจัดทำหลักสูตร กระบวนงานการสื่อสารหลักสูตร กระบวนงานรับนักศึกษา กระบวนงานวางแผนการสอนประจำปีการศึกษา กระบวนงานพัฒนาอาจารย์ กระบวนงานจัดการเรียนการสอน กระบวนงานสอนและรายงานผลการสอน และกระบวนงานรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตร ผลจากงานวิจัยนี้ ทำให้ได้กระบวนงานบริหารจัดการหลักสูตรที่มีคุณภาพและสามารถปรับปรุงกระบวนการสอนได้อย่างต่อเนื่อง ผลการยอมรับคู่มือและแบบจำลองต้นแบบให้อาจารย์ทดลองใช้ปฏิบัติงานจริง ยอมรับในระดับมากที่สุด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาในการทำงาน
ประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบของกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากดินตะกอนอ่าวไทย, ปิยะนุช อยู่คล้ำ
ประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบของกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากดินตะกอนอ่าวไทย, ปิยะนุช อยู่คล้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อ่าวไทยจัดเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ จึงมีแนวโน้มในการปนเปื้อนของปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกกลุ่มแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบจากตัวอย่างดินตะกอนบริเวณอ่าวไทย ทดสอบประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียในการย่อยสลายน้ำมันในสภาวะแวดล้อมต่างๆ และศึกษาบทบาทของแบคทีเรียในกลุ่ม โดยจาก 45 สถานีตัวอย่าง ตรวจนับจำนวนแบคทีเรียย่อยสลายน้ำมันดิบได้มีค่าอยู่ในช่วง 2.3x105 - 1.10x107MPN /g น้ำหนักเปียก และแบ่งตัวอย่างตามลักษณะพื้นที่และลักษณะทางกายภาพได้เป็น 14 กลุ่มตัวอย่าง คือ G1-G14 ผลการทดลองพบว่าสามารถเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ย่อยสลายน้ำมันดิบได้จากทั้ง 14 กลุ่มตัวอย่างด้วยเทคนิคเอนริชเมนท์ โดยกลุ่มแบคทีเรีย G11 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายน้ำมันดิบได้สูงที่สุด สามารถย่อยสลายน้ำมันดิบ 0.5% (v/v) ได้ 80 % ภายในระยะเวลา 5 วัน นอกจากนี้พบว่า G11 มีเปอร์เซ็นต์ความไม่ชอบน้ำของเซลล์สูงที่สุดประมาณ 74% และยังตรวจพบยีนที่เกี่ยวข้องในการย่อยสลายน้ำมันดิบได้หลากหลาย และการทดสอบประสิทธิภาพของ G11 ที่สภาวะต่างๆ พบว่า G11 สามารถย่อยสลายน้ำมันประเภทต่างๆ ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซลกึ่งสังเคราะห์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซินสังเคราะห์ น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 91 (E91) น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 (E95) ที่ความเข้มข้น 4,000 มิลลิกรัม/ลิตรได้ดี สามารถย่อยสลายน้ำมันดิบในช่วงความเข้มข้น 4-32 กรัม/ลิตรได้เกือบ 100% ระยะเวลา 12 วัน โดยมีอัตราการกำจัดน้ำมันดิบได้สูงสุด 6.75 กรัม/ลิตร/กรัมเซลล์/วัน ที่ความเข้มข้นน้ำมันดิบ 24 กรัม/ลิตร สามารถย่อยสลายเตตระเดกเคน เฮกซะเดกเคน และ PAHs ผสม ซึ่งได้แก่ แอนทราซีน ฟีแนนทรีน ฟลูออแรนทีน และไพรีนได้ นอกจากนี้ยังพบว่า G11 ยังสามารถย่อยสลายน้ำมันดิบ 0.5 % (v/v) ได้ดีในสภาวะที่มีการแปรผันค่าความเค็มในช่วง 20 - >100 ppt ช่วงพีเอชตั้งแต่ 3-9 และอุณหภูมิ 30-37 oซ ซึ่งจากการวิเคราะห์ประชาคมแบคทีเรียโดยการเพาะเลี้ยงและการไม่เพาะเลี้ยงพบว่าในทุกช่วงการย่อยสลายในทุกสภาวะ มี …
การศึกษาสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางชีวภาพบางประการของโครงร่างแบบก้อนซับที่ทำจากอะซีแมนแนนและเคลือบด้วยโพลีแอลไลซีน, รวิสุต จรรยพงษ์
การศึกษาสมบัติทางกายภาพ และสมบัติทางชีวภาพบางประการของโครงร่างแบบก้อนซับที่ทำจากอะซีแมนแนนและเคลือบด้วยโพลีแอลไลซีน, รวิสุต จรรยพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อะซีแมนแนนเป็นสารพอลิแซ็คคาไรด์ที่สกัดจากส่วนวุ้นว่านหางจระเข้ เมื่อนำอะซีแมนแนนมาเชื่อมขวางทางเคมีกับกรดอะดิปิกและคาร์บอนิลไดอิมิดาโซลให้มีลักษณะเป็นโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับ โดยใช้อัตราส่วนระหว่างอะซีแมนแนน:กรดอะดิปิก:คาร์บอนิลไดอิมิดาโซล ในปริมาณต่างๆ และใช้โซเดียมคลอไรด์เป็นสารก่อให้เกิดรูพรุน ผลจากอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี แสดงให้เห็นว่าปริมาณสารคู่ควบมีผลต่อระดับการเชื่อมขวางของชิ้นงาน เมื่อทดสอบสมบัติทางกายภาพพบว่าระดับการเชื่อมขวางมีผลต่อการละลาย และค่าโมดูลัสแรงกดของชิ้นงาน เมื่อเพาะเลี้ยงเซลล์เอสทีทูบนโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับ พบว่าไม่มีความเป็นพิษเมื่อทดสอบด้วยเทคนิคเอ็มทีที และเมื่อเคลือบโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับด้วยพอลิแอลไลซีน พบว่าเมื่อนำมาเพาะเลี้ยงกับเซลล์เอสทีทูสามารถเพิ่มคุณสมบัติการยึดเกาะและการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงเซลล์เอสทีทูบนโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับที่ไม่ได้เคลือบด้วยพอลิแอลไลซีน แสดงให้เห็นว่าโครงร่างอะซีแมนแนนแบบก้อนซับที่สังเคราะห์ขึ้นมีศักยภาพนำไปประยุกต์ใช้สำหรับงานด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ
นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย
นวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์, องอาจ ชาญประสิทธิ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน เพื่อพัฒนานวัตกรรมตัวแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน การทดลองใช้นวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน และการประเมินผลการยอมรับและนำนวัตกรรมระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ไปใช้งาน โดยการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนทางด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 15 ราย ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำมาวิเคราะห์ด้วย Nvivo10 เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและขั้นตอนในการออกแบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือน ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสภาพความต้องการและแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย จากนิสิตแพทย์แผนไทยประยุกต์ จำนวน 303 ราย และทดสอบการยอมรับระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนด้วยทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี พร้อมทั้งศึกษาความเป็นไปได้เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ผลการศึกษาองค์ประกอบและขั้นตอนระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ คน พื้นที่การเรียนรู้ ศาสตร์การสอน เทคโนโลยี และขั้นตอน 5 ขั้น คือ การเตรียมความพร้อม การสร้างกรอบความคิด การตรวจสอบความจริง การหาข้อสรุปและการอภิปรายจากนำระบบไปทดลองใช้พบว่า ผู้เรียนที่เรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาและการทำงานร่วมกันของผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทย โดยภาพรวมมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาแยกความสามารถแต่ละด้าน พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของนิสิตทุกด้านมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการประเมินความสามารถในการทำงานร่วมกัน พบว่า มีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับดี ผลการทดสอบการยอมรับพบว่ามีเหมาะสมง่ายต่อการใช้งาน มองเห็นประโยชน์และต้องการนำระบบชุมชนแห่งการสืบสอบเสมือนเพื่อเสริมสร้างความสามารถผู้ศึกษาการแพทย์แผนไทยไปใช้งาน จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางด้านการเงิน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ได้จากการลงทุนเท่ากับ 7,583,549.86 บาท และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) จากการลงทุนเท่ากับร้อยละ 32.54% จะคืนทุนภายในปีที่ 4 จากเงินลงทุนเริ่มแรกที่ 7,325,000 บาท
ประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียจากดินตะกอนบริเวณอ่าวไทยในการย่อยสลายเชิงชีวภาพของพอลิไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอนแบบผสม, พลอยชนก จันทร์เอี่ยม
ประสิทธิภาพของกลุ่มแบคทีเรียจากดินตะกอนบริเวณอ่าวไทยในการย่อยสลายเชิงชีวภาพของพอลิไซคลิกแอโรแมติกไฮโดรคาร์บอนแบบผสม, พลอยชนก จันทร์เอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อ่าวไทยเป็นจัดเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความสำคัญในด้านการคมนาคมทางน้ำ การขุดเจาะน้ำมัน การทำประมง รวมไปถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ทำให้มีโอกาสเกิดการปนเปื้อนและการตกค้างของ PAHs ในดินตะกอน งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อทดสอบประสิทธิภาพกลุ่มแบคทีเรียที่คัดแยกจากตัวอย่างดินตะกอนอ่าวไทยในการย่อยสลาย PAHs ผสม โดยเริ่มจากตรวจนับจำนวนแบคทีเรียโดยวิธี MPN พบจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดและแบคทีเรียย่อยสลาย PAHs ใน 22 ตัวอย่าง พบว่ามีค่าอยู่ในช่วง 1.77x108 - 8.30x109 และ 3.00 x104 ถึง 1.10x107 MPN/กรัมดินเปียก ตามลำดับ เมื่อรวมตัวอย่างดินตะกอนตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่และดินตะกอน ได้เป็น 7 ตัวอย่าง (G1-G7) และเพิ่มจำนวนแบคทีเรียย่อยสลาย PAHs ผสมด้วยวิธีเอนริชเมนท์ พบว่ากลุ่มแบคทีเรีย G7 มีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย PAHs ผสมได้สูงที่สุด โดยย่อยสลาย PAHs ผสม 4 ชนิด ได้แก่ ฟีแนนทรีน แอนทราซีน ฟลูออแรนทีน และไพรีน ความเข้มข้นชนิดละ 50 มิลลิกรัม/ลิตรได้ 82, 92, 62 และ 50% ตามลำดับ ใน 14 วัน นอกจากนี้ในการย่อยสลาย PAHs 5 ชนิด กลุ่มแบคทีเรีย G7 ยังสามารถย่อยสลายเบนโซ[เอ]ไพรีนซึ่งมีความเป็นพิษสูง ได้ถึง 38% จากความเข้มข้นเริ่มต้น 10 มิลลิกรัม/ลิตร ในขณะที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการย่อยสลาย PAHs ผสม 4 ชนิดเดิมไว้ได้ อีกทั้งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลาย PAHs ผสม 7 ชนิด ได้แก่ อะซีแนพธีน อะซีแนพธิลีน ฟลูออรีน ฟีแนนทรีน แอนทราซีน ฟลูออแรนทีน และไพรีน ซึ่งเพิ่ม PAHs ชนิดมวลโมเลกุลต่ำที่ความเข้มข้นสุดท้ายชนิดละ 30 มิลลิกรัม/ลิตรได้ นอกจากนี้ กลุ่มแบคทีเรีย …
ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณยีน Pnpla3 และยีน Ncan กับการเกิดมะเร็งตับ, มณีรัตน์ รักษายศ
ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมบริเวณยีน Pnpla3 และยีน Ncan กับการเกิดมะเร็งตับ, มณีรัตน์ รักษายศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งตับมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นในประเทศไทย เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชายไทย และเป็นอันดับสามในผู้หญิงไทย การสะสมไขมันในตับเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งตับ และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยจากไขมันสะสมในตับเพิ่มขึ้น ปัจจุบันเชื่อว่าความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีนต่างๆ ส่งผลต่อการสะสมไขมันในตับ การวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน PNPLA3 ตำแหน่ง rs738409 และยีน NCAN ตำแหน่ง rs2228603 ในผู้ป่วยมะเร็งตับ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาประกอบด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี จำนวน 302 ราย กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี จำนวน 153 ราย กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH จำนวน 116 ราย และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี จำนวน 200 ราย งานวิจัยนี้ใช้เทคนิค TaqMan probe real-time PCR หาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความถี่จีโนไทป์ GG ของยีน PNPLA3 ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเป็น 32 (10.6%) กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซีเป็น 17 (11.1%) กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH เป็น 23 (19.8%) และกลุ่มควบคุมสุขภาพดี เป็น 22 (11.0%) โดยจีโนไทป์ GG ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH สูงกว่ากลุ่มควบคุมสุขภาพดี (OR (95%CI) = 2.24 (1.12-4.47), P=0.022) นอกจากนั้นจีโนไทป์ GG ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจาก ASH/NASH เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบี และกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี พบว่ามีค่าสูงกว่า (OR (95%CI) = 0.45(0.24-0.86) P= 0.015 และ OR (95%CI) = 0.43(0.21-0.9), P= 0.025 ตามลำดับ) ส่วนยีน NCAN ความถี่จีโนไทป์ CC, CT และ TT ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบบีเป็น 282 …
Conductive Patterns By Spray Pyrolysis Of A Self-Reducing Copper-Amine Complex Ink, Phenfar Benjapongvimon
Conductive Patterns By Spray Pyrolysis Of A Self-Reducing Copper-Amine Complex Ink, Phenfar Benjapongvimon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A conductive pattern prepared by spray pyrolysis of copper-amine complex ink on glass and polyimide (PI) substrates in nitrogen atmosphere. The complex ink was prepared by mixing copper (II) formate, diethanolamine, 25% ammnonia solution and distilled water. The effects of concentration of copper ion, spray pyrolysis temperature, annealing time, type of substrate, rate of deposition and benzimidazole coating were investigated. Concentration of copper ion affected size of copper particles generated. The patterns fabricated at 200 OC had higher packing density than those fabricated at lower temperature. The rate of deposition determined the thickness of well-sintered layer. Therefore, volume resistivity of …
การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ
การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการประยุกต์ใช้ข้อมูลตัวชีวัดผลการดำเนินงาน (KPI) ปี 2558 ร่วมกับวิธีการล้อมกรอบข้อมูล (Data Envelopment Analysis : DEA) โดย DEA นั้นเป็นการวัดค่าประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบซึ่งเป็นการวัดอัตราส่วนของปัจจัยนำเข้าและปัจจัยผลผลิต DEA เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำให้ DEA ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้จาก DEA เรียกว่า ค่าประสิทธิภาพ โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 ถ้าค่าประสิทธิภาพเชิงเเปรียบเทียบ ยิ่งมีค่ามาก ยิ่งแสดงถึงความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้น สำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ขอบเขตงานวิจัยคือ สำนักงานหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติและภาควิชาทั้ง 12 ภาควิชา งานวิจัยชิ้นนี้ได้แบ่งการวัดประสิทธิภาพออกเป็น 3 แบบ คือ การวัดประสิทธิภาพด้านการเรียน การวัดประสิทธิภาพด้านการสอน และการวัดประสิทธิภาพโดยรวม เมื่อทำการวัดประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ทราบว่าแต่ละหน่วยงาน มีประสิทธิภาพการทำงานเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังสามารถบอกได้ถึงค่าปัจจัยต่างๆที่ควรลดหรือเพิ่มเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการล้อมกรอบข้อมูลพบว่า เมื่อวัดประสิทธิภาพด้านการสอน พบว่า 7 ภาควิชา (คิดเป็น 53.85%) มีประสิทธิภาพด้านการสอน สำหรับด้านการวิจัย 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%) มีประสิทธิภาพในด้านการวิจัย และเมื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวม ภาควิชาที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งสิ้น 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%)
A Study Of Uplift Capacity Of Pipeline In Soils, Khamnoy Kounlavong
A Study Of Uplift Capacity Of Pipeline In Soils, Khamnoy Kounlavong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis aims to analyze the uplift capacity of a burial pipeline in two types of soil namely cohesionless soils and cohesive-frictional soils. Finite element analysis with two dimensional plain strain condition were employed to model and determine the limit load of this problem. Cohesionless and cohesive-frictional soils were model as Mohr-coulomb materials in the drained condition while a pipeline was modeled as plate element with an elastic material with high axial and bending stiffness to ensure its rigid behavior. Parametric studies of cohesionless soils and cohesive-frictional soils were performed to study effects of dimensionless variables, including 1) embedment depth …
The Extra-Regional Dynamic Of Maritime Security In The South China Sea: A Case Study Of Vietnam And The Philippines From 1974 To The Present, William Fountain Kennedy
The Extra-Regional Dynamic Of Maritime Security In The South China Sea: A Case Study Of Vietnam And The Philippines From 1974 To The Present, William Fountain Kennedy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Philippines and Vietnam valued their maritime connections with great powers during the Cold War and have continued to do so after if ended. In the bipolar context of the Cold War, both Manila and Hanoi eventually permitted Washington and Moscow to station naval forces on their coasts. As tension between Washington and Moscow diminished significantly in the early 1990s, maritime security interests of the Philippines and Vietnam changed. The withdrawal of US and Russian naval forces from the South China Sea left China without rivals. Beijing then emerged as an un-checked naval power in the South China Sea. US-China …
วัสดุปูพื้นสำหรับโครงการคอมมูนิตี้มอลล์, ณัฐวดี อยู่เรือนงาม
วัสดุปูพื้นสำหรับโครงการคอมมูนิตี้มอลล์, ณัฐวดี อยู่เรือนงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุปูพื้นในโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ในเรื่องสภาพทั่วไป ขั้นตอนการดูแลรักษา และปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูล จากการสำรวจ สังเกตการณ์ ถ่ายภาพ และสัมภาษณ์ผู้ดูแลโครงการ และเลือกคอมมูนิตี้มอลล์โครงการเควิลเลจ เดอะไนน์เนเบอร์ฮู้ด เสนาเฟส พอร์โตชิโน่ ศาลายามอลล์ และท่ามหาราช เป็นกรณีศึกษา เพราะบริษัทผู้ดูแลโครงการเป็นบริษัทเดียวกัน จากการศึกษาพบวัสดุปูพื้นหลายชนิด ได้แก่ ซีเมนต์ขัดหยาบ ซีเมนต์ขัดมัน คอนกรีตพิมพ์ลาย หินขัด กรวดล้าง ทรายล้าง กระเบื้องเซรามิค หินแกรนิต ไม้ธรรมชาติ และไม้เทียม ซึ่งแต่ละโครงการมีการใช้วัสดุปูพื้นหลายชนิด วัสดุปูพื้นที่พบบริเวณทางรถยนต์และลานจอด คือ ซีเมนต์ขัดหยาบ บริเวณทางเดินและพื้นที่ภายนอกอาคาร คือ ซีเมนต์ขัดมัน คอนกรีตพิมพ์ลาย กรวดล้าง และกระเบื้องเซรามิค บริเวณทางเดินและพื้นที่กึ่งภายนอกอาคาร คือ กระเบื้องเซรามิคและคอนกรีตพิมพ์ลาย ในพื้นที่กว้างพบพื้นคอนกรีตพิมพ์ลาย และในพื้นที่เล็กพบพื้นไม้ธรรมชาติและไม้เทียม นอกจากนี้ยังพบว่าวัสดุพื้นประเภทหินขัดและกระเบื้องเซรามิค มีสภาพดีมาก ซึ่งอยู่ในสภาพที่สะอาด ไม่ชำรุดแตกร้าวหรือแตกหัก คอนกรีตพิมพ์ลายและซีเมนต์ขัดมัน มีสภาพดี อยู่ในสภาพที่สะอาดปานกลาง มีการแตกร้าวบ้างบางส่วน และกรวดล้างและทรายล้าง มีสภาพพอใช้ อยู่ในสภาพที่พบการแตกร้าวและหลุดร่อน ส่วนในด้านการดูแลรักษาที่แบ่งออกเป็นงานประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน สามเดือนและหกเดือนนั้น พบว่าวัสดุที่มีรอบการดูแลรักษาน้อย คือ ซีเมนต์ขัดหยาบ กรวดล้าง ทรายล้างและไม้เทียม วัสดุที่ต้องมีการดูแลรักษาปานกลาง คือ ซีเมนต์ขัดมัน หินขัด และกระเบื้อง และวัสดุที่ต้องมีการดูแลรักษามาก คือ ไม้ธรรมชาติ หินแกรนิต และคอนกรีตพิมพ์ลาย ซึ่งเมื่อใช้งานไปแล้ว สภาพของวัสดุจะเปลี่ยนแปลง มีคราบสกปรก วัสดุเสียหายจากการใช้งานและเสื่อมสภาพ ทำให้ต้องมีการดูแลรักษาเพิ่มขึ้น กล่าวโดยสรุปแล้ว วัสดุปูพื้นในคอมมูนิตี้มอลล์ที่พบ 10 ชนิดจาก 6 โครงการ มีการใช้งานแตกต่างกันตามลักษณะความนิยม จากการพบเห็นและจากปริมาณพื้นที่ใช้งาน ตามลักษณะการใช้งานที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโครงการ และตามลักษณะขั้นตอนการทำงานดูแลรักษา
นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร
นวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก, สาหร่าย เพชรอักษร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันBrighter Daysเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยนำเอาความรู้ทางด้านจิตวิทยามาประยุกต์กับวิทยาศาสตร์ในด้านของเทคโนโลยี เพื่อที่จะพัฒนาเครื่องมือแอปพลิเคชันที่ช่วยเหลือจิตใจซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ผิดหวังจากความรักในการใช้งาน ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและวัดความพึงพอใจในนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก อีกทั้งยังวางแผนนำนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย เป็นชายและหญิงที่มีประสบการณ์การผิดหวังจากความรักจำนวน 436 คน อายุ 18 – 29 ปี และมีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะและมีผลการวิจัยดังนี้ การวิจัยระยะที่ 1 เป็นการศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 400 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.25 ต้องการใช้แอปพลิเคชันเพื่อช่วยการฟื้นฟูจิตใจของตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยกลุ่มตัวอย่างต้องการให้แอปพลิเคชันมีคุณลักษณะหลากหลายรูปแบบ ต่อมาการวิจัยระยะที่ 2 พัฒนาแอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อฟื้นฟูจิตใจตนเองสำหรับผู้ที่ผิดหวังจากความรัก โดยให้มีลักษณะตรงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่าง และการวิจัยระยะที่ 3 ศึกษาจากผู้ที่ผิดหวังจากความรักจำนวน 36 คน ที่ได้ทดลองใช้แอปพลิเคชัน Brighter Days เพื่อศึกษาการยอมรับนวัตกรรมแอปพลิเคชันและการนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และการยอมรับเทคโนโลยีก็อยู่ในระดับการยอมรับที่มากเช่นกัน นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแผนการตลาดในการนำนวัตกรรมนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Brighter Days ออกสู่การใช้งานในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเสนอการวางแผนงบการเงินสำหรับการลงทุน ซึ่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี
Numerical And Experimental Studies Of Undercut Slopesinclined Along A Bedding Plane, Rithy Ouch
Numerical And Experimental Studies Of Undercut Slopesinclined Along A Bedding Plane, Rithy Ouch
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Slope failures along a bedding plane were critical issues and mostly happened in an open pit mining project such as the Mae Moh Mine, Thailand. The prediction of maximum width to which the slope remains stable after an excavation process is required. The aim of this research is to investigate the stability and failure mechanisms of undercut slopes with and without shear pins resting on a bedding plane by means of physical and numerical models. Physical models of slip tests and undercut slopes were made of the humid silica sand No. 6 with 10% of water content and rested on …
Biosystematics Of Monochoria C. Presl (Pontederiaceae) In Thailand, Duangjai Tungmunnithum
Biosystematics Of Monochoria C. Presl (Pontederiaceae) In Thailand, Duangjai Tungmunnithum
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Monochoria C. Presl, an extreme morphological variable genus, belongs to an aquatic plant family, Pontederiaceae. According to the Flora of Thailand, there are 3 monotypic species, i.e. M. elata Ridl., M. hastata (L.) Solms and M. vaginalis (Burm.f.) C. Presl ex Kunth. Previously, their morphological plasticity led to ambiguous identification and classification of the species members. This research was designed to clarify taxonomic status and species boundary of the genus. Morphological, phenetic, anatomical, palynological, chromosome and phylogenetic studies were carried out on 25 Monochoria’s populations The morphological study showed high morphological variations among the studied populations. The variation in leaf …
Antiproliferative Activity Against Cancer Cells Of Stingless Bee Products From East Kalimantan Province, Indonesia, Paula Mariana Kustiawan
Antiproliferative Activity Against Cancer Cells Of Stingless Bee Products From East Kalimantan Province, Indonesia, Paula Mariana Kustiawan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Bee products have been used in traditional medicine for decades. As known bioactivity of bee products were depended on geography, plant as food sources, bee species, etc. Thus, in this research, honey, bee pollen, and propolis from four stingless bee (Trigona incisa, T. apicalis, T. fuscobalteata and T. fuscibisca) from Indonesia were primarily screened for antiproliferative activity. The initial methanol extract (IME) was partitioned to obtain crude methanol extract (CME), crude ethyl acetate extract (CEE), and crude hexane extract (CHE). The 3-(4,5-dimethyl-thiazol-2-yl)-2,5-diphenyl-tetrazolium bromide (MTT) assay was used to guide antiproliferative activity in five cell lines which were BT474 (breast cancer …
การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของ น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ที่ห่อหุ้มวิตามินอีสำหรับการใช้เป็นเครื่องสำอาง, ปภิชญา ตั๋นคำ
การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของ น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ที่ห่อหุ้มวิตามินอีสำหรับการใช้เป็นเครื่องสำอาง, ปภิชญา ตั๋นคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาการเตรียมน้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชันบรรจุวิตามินอีอะซิเตท สำหรับการประยุกต์ใช้เป็นเครื่องสำอาง องค์ประกอบหลักทางเคมีของเมล็ดถั่วอินคาประกอบด้วย น้ำมัน (42.55 เปอร์เซ็นต์), คาร์โบไฮเดรต (32.38 เปอร์เซ็นต์) และโปรตีน (18.40 เปอร์เซ็นต์) สารประกอบหลักของน้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันแอลฟ่าไลโนเลอิค (42 เปอร์เซ็นต์), กรดไขมันไลโนเลนิค (40 เปอร์เซ็นต์), แกมมา โทโคฟีรอล (0.095 เปอร์เซ็นต์) และ เดลต้า โทโคฟีรอล (0.068 เปอร์เซ็นต์) ความสามารถในการต้านออกซิเดชันของน้ำมัน ตรวจวัดด้วยวิธี DPPH และ ABTS พบว่า มีความสามารถต้านออกซิเดชัน คือ 24.91 ไมโครกรัมเทียบกับสารโทล็อกซ์ และ 41.13 ไมโครกรัมเทียบกับสารโทล็อกซ์ ตามลำดับและปริมาณฟีโนลิครวมเท่ากับ 6.43.มิลลิกรัมเทียบเท่าสารมาตรฐานกรดแกลลิคต่อน้ำหนัก 100 กรัมของน้ำมัน น้ำมันถั่วอินคานาโนอิมัลชัน ถูกเตรียมได้ด้วยวิธีการกลับวัฏภาคในสภาวะต่างๆ เพื่อประเมิณอิทธิพลของปัจจัยที่มีต่อลักษณะทางเคมีฟิสิกส์และความคงตัว สูตรตำรับที่ดีที่สุด ประกอบด้วยน้ำมันถั่วอินคา 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้สารลดแรงตึงผิวผสม (Span80 และ CremophorH40) 7 เปอร์เซ็นต์ ที่ค่า HLB (ค่าสมดุลการชอบน้ำและการชอบไขมัน) เท่ากับ 9 วิตามินอี อะซิเตท 1 เปอร์เซ็นต์ และน้ำ 88 เปอร์เซ็นต์ นาโนอิมัลชันที่ได้ มีลักษณะค่อนข้างโปร่งแสง และมีความคงสภาพสูง ด้วยขนาดหยดอนุภาคเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 52 ถึง 58 นาโนเมตร และ มีค่าศักย์ไฟฟ้าอยู่ระหว่าง -45 ถึง-38 มิลลิโวลต์ ประสิทธิภาพการกักเก็บ เท่ากับ 87.37 เปอร์เซ็นต์ วิตามินอี อะซิเตทที่บรรจุ ในตำรับที่เหมาะสม พบว่ามีความคงตัวภายหลังกระบวนการผลิต และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส 30 องศาเซลเซียส และ 45 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 60 …
การพัฒนาเครื่องมือสําหรับคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสําเร็จในธุรกิจเครือข่าย, รัตนา หิรัญพงศ์
การพัฒนาเครื่องมือสําหรับคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสําเร็จในธุรกิจเครือข่าย, รัตนา หิรัญพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วยทั้งในเรื่องของยอดขายและจำนวนคนที่เข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่เข้าสู่ธุรกิจนี้และประสบความสำเร็จนั้นมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งสาเหตุหนึ่งของความล้มเหลว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่นักธุรกิจเครือข่ายไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จเข้าสู่เครือข่ายของตนได้ ดังนั้นเพื่อช่วยให้นักธุรกิจเครือข่ายและบริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายสามารถสรรหาบุคคลเข้าสู่ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น งานศึกษานี้จึงมุ่งที่จะพัฒนาเครื่องมือคัดกรองบุคคลที่มีศักยภาพประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย โดยแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างถูกพัฒนาขึ้นเพื่อศึกษาและยืนยันเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองที่จะนำไปใช้การคัดกรอง จากนั้นกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อคัดกรองผู้มุ่งหวังบนฐานเกณฑ์หลักและเกณฑ์รองที่พัฒนาขึ้น ผลการวิเคราะห์จากแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง พบว่า แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยในแบบจำลองประกอบด้วยตัวแปรแฝงจำนวน 3 ตัวแปร คือ 1) การไม่ยอมรับช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ปรารถนา และ ความไม่มีประสิทธิภาพของทางเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมดในการลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีกับสิ่งที่ปรารถนา 2) พลานุภาพ และ 3) การยืนหยัดในการตัดสินใจแม้บุคคลสำคัญรอบข้างเป็นอุปสรรค จากนั้นนำเกณฑ์ที่ได้ไปวิเคราะห์ต่อโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่ ซึ่งจากการทดสอบจะเห็นว่ากระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นแบบฟัซซี่นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดี
Enhancing Safety Management System In An Offshore Aviation Company, Nazmus Saqib
Enhancing Safety Management System In An Offshore Aviation Company, Nazmus Saqib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The main aim of the research is to enhance the safety management system through the introduction and tracking of safety performance indicator “non-compliance per flight hour”. All the non-compliances related to the main operational departments were gathered from the data base of the case study company for the year 2014. It was found that the non-compliances per flight hour were highest from the Aircraft Maintenance Department with the exact number being 3.30 non-compliances per flight hour. The scope of this research was therefore focused on the Aircraft Maintenance Department. Aircraft maintenance is a large department so the next step in …
Improvement Of Flat Concrete Roof Tile Manufacturing Process, Korkiat Wiratkapan
Improvement Of Flat Concrete Roof Tile Manufacturing Process, Korkiat Wiratkapan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this research is to improve the manufacturing process of a concrete roof tile manufacturing company to solve its problems of low labour productivity, rising labour costs and scarcity of labour. Initial analysis established that press forming was a bottleneck in the overall process and used the most manpower. Process activity mapping and Work study were used as tools to analyse the problems to identify non-value-added activities. The seven wastes technique was then applied to define the wastes in the manufacturing process. Improvement alternatives were identified with the aid of the ECRS technique and Lean tools, and these …
Development Of Loop-Mediated Isothermal Amplification Combined With Colorimetry Using Nanogold Probe For Chlamydia Trachomatis Detection, Ilada Choopara
Development Of Loop-Mediated Isothermal Amplification Combined With Colorimetry Using Nanogold Probe For Chlamydia Trachomatis Detection, Ilada Choopara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Chlamydia trachomatis จัดเป็นแบคทีเรียที่ก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบมากที่สุดทั่วโลกทั้งในเพศหญิงและชาย ถึงแม้ว่าโรคติดเชื้อนี้จะไม่ทําให้ผู้ติดเชื้อถึงตายและไม่แสดงอาการเริ่มต้นหรือแสดงเพียงเล็กน้อยนั้น การติดเชื้อนี้ในระยะยาวมีส่วนทําให้เป็นหมันหรือมีบุตรยาก และส่งเสริมการเกิดมะเร็งปากมดลูกจากไวรัสเอชพีวีได้ จึงเป็นที่น่าเสียดายที่การตรวจสุขภาพประจําปียังไม่มีการตรวจเชื้อนี้รวมอยู่ด้วย และยังไม่มีวิธีการตรวจเชื้อนี้ในคลินิกหรือสถานีอนามัยต่างๆ ที่การตรวจเชื้อนี้มีความสําคัญ ปัจจุบันวิธีมาตรฐานที่ใช้ตรวจคือการวิเคราะห์อาการโดยแพทย์ หรือการวิเคราะห์ลําดับเบสของยีน ompA (วิธีนี้ประกอบด้วยขั้นตอนการสกัดดีเอ็นเอด้วยชุดสกัดสําเร็จรูป การทําปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส การรันเจลอิเล็กโตรโฟริซิส และการหาลําดับเบส) ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาวิธีที่ไม่ซับซ้อนและประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้นจากเทคนิคลูปเมดิเอเตดไอโซเทอร์มอลแอมพลิฟิเคชัน (LAMP) ร่วมกับการวัดสีโดยใช้โพรบติดอนุภาคทองระดับนาโน (AuNP) พบว่าวิธีที่พัฒนาขึ้นให้ผลความจําเพาะและความไวเทียบเท่าวิธีมาตรฐาน และใช้เวลาเพียง 24.5 นาที ขณะที่วิธีมาตรฐานใช้เวลามากกว่า 24 ชั่วโมง เมื่อรวมกับวิธีสกัดดีเอ็นเออย่างหยาบที่เหมาะสมกับชนิดของตัวอย่างพบว่าใช้เวลารวมทั้งสิ้นเพียง 29.5 นาที และมีค่าใช้จ่ายเพียง $3.6 ขณะที่วิธีมาตรฐานราคา $13.8 นอกจากนี้เมื่อทําการสุ่มตรวจในกลุ่มคนไข้และกลุ่มคนปกติ จํานวน 130 คน พบว่าวิธีที่พัฒนาขึ้นให้ผลตรงกับวิธีมาตรฐาน
The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai
The Effect Of Types Of Alcohol Upon A Support Of Zieglernatta Catalyst To Catalytic Performance, Molecular Weight And Comonomer Composition Distribution, Kanokporn Sinchai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigated the effect of types of alcohol upon a support of Ziegler-Natta catalyst on ethylene polymerization and ethylene/ 1-hexene copolymerization. Alcohols are the Lewis base, which are used during catalyst preparation. The types of alcohol were divided into two systems. First system is the using ethanol as a Lewis base. Second system is the use of a mixture of ethanol with other alcohols such as isopropanol, 1-butanol, 2-butanol, isobutanol, 1-hexanol, 2-hexanol and cyclohexanol. The results showed that the mixture of alcohols did not change the morphology of catalyst. Moreover, these catalysts exhibited the higher activity than the catalyst …
เสถียรภาพแบบไม่ระบายน้ำของกำแพงกันดินเสาเข็มในดินเหนียว, กานต์ ถีระวงษ์
เสถียรภาพแบบไม่ระบายน้ำของกำแพงกันดินเสาเข็มในดินเหนียว, กานต์ ถีระวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้เสนอการศึกษาเสถียรภาพแบบไม่ระบายของกำแพงกันดินเสาเข็มสำหรับงานขุดในดินเหนียว ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์สองและสามมิติ กำแพงกันดินและดินเหนียวถูกจำลองเป็นชิ้นส่วนแบบปริมาตร ชิ้นส่วนเชื่อมต่อระหว่างดินและโครงสร้างถูกนำมาใช้ที่ผิวสัมผัสระหว่างกำแพงและดินโดยรอบ ดินเหนียวถูกแบ่งเป็นสองชั้น คือ ดินเหนียวชั้นบนจะมีความลึกจากผิวดินจนถึงความลึกงานขุด และดินเหนียวชั้นล่างจะอยู่ตั้งแต่ความลึกงานขุดลงไป การศึกษานี้พิจารณาลักษณะการค้ำยันกำแพงในแนวระดับสี่ประเภทคือ กำแพงไม่มีการค้ำยัน กำแพงมีการค้ำยันที่จุดบนสุดของกำแพง กำแพงมีการค้ำยันที่จุดบนสุด และจุดกึ่งกลางที่ระยะครึ่งหนึ่งของความลึกงานขุดจากจุดบนสุดของกำแพง และกำแพงมีการค้ำยันต่อเนื่องตลอดฝั่งด้านเสาเข็มที่ขุดดินออก กำแพงกันดินเสาเข็มถูกจำลองเป็นวัสดุอิลาสติก ดินเหนียวถูกจำลองด้วยวัสดุมอห์ร-คูลอมบ์ที่สภาวะไม่ระบายน้ำ การจำลองสภาพวิบัติของระเบียบวิธีไฟไนต์อิลิเมนต์ใช้หลักการลดทอนกำลัง ผลการศึกษาถูกเสนอเป็นแผนภูมิออกแบบของตัวเลขเสถียรภาพที่สัมพันธ์กับพารามิเตอร์ไร้มิติของขนาดรูปร่างของกำแพงกันดิน งานขุด และคุณสมบัติดิน การเปรียบเทียบผลเฉลยกรณีกำแพงมีการค้ำยันต่อเนื่องแบบสองมิติของการศึกษานี้กับผลเฉลยจากวิธีวิเคราะห์ในอดีตแสดงความสอดคล้องกัน นอกจากนั้นยังได้เสนอสมการผลเฉลยเพื่อความสะดวกในการใช้งานผลการศึกษาจากแผนภูมิออกแบบ
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามและการรับรู้ความงามของผู้บริโภค, ชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามและการรับรู้ความงามของผู้บริโภค, ชุติมา ลิ้มเจริญรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงาม และการรับรู้ด้านความงามของผู้บริโภค ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารจากการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามทั้ง 6 ประเภท ได้แก่ 1. การโฆษณา 2. การประชาสัมพันธ์ 3. การส่งเสริมการขาย 4.การขายโดยบุคคล 5. การตลาดทางตรง 6.การสื่อสารออนไลน์ และวิเคราะห์การนำเสนอความงามทั้ง 6 รูปแบบ ได้แก่ 1. ความสวยคลาสสิคและดูเป็นผู้หญิง 2. ความสวยอย่างยั่วยวน 3. ความสวยเซ็กซี่และดูขี้เล่น 4. ความสวยน่ารัก 5. ความสวยเรียบดูเป็นธรรมชาติ 6. ความสวยทันสมัย ประกอบกับวีธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม ในการเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคผู้หญิง และผู้ชาย อายุ 18 ปีขึ้นไปที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามทั้ง 3 ตราสินค้า ได้แก่ ตราสินค้านิวทริไลท์ แบรนด์ และสก๊อต มีการใช้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการครบทั้ง 6 ประเภท และมีการนำเสนอความงามครบทั้ง 6 รูปแบบ นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าผู้บริโภคเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงามประเภทการสื่อสารออนไลน์มากที่สุด และแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการซื้อมากที่สุด คือแหล่งทดลองและแหล่งการค้า และมีการรับรู้ความงามในรูปแบบความสวยทันสมัยมากที่สุด ผลจากการทดสอบสมมติฐานพบว่าการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความงาม และยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและแหล่งข้อมูลที่มีอิทธิพลต่อการซื้ออีกด้วย
การลดสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจรในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าชนิดอ่อน, ปิยะนันท์ สยนานนท์
การลดสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจรในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าชนิดอ่อน, ปิยะนันท์ สยนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณของเสียที่เกิดจากปัญหาสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจรในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าชนิดอ่อน โดยการประยุกต์ใช้แนวคิด ซิกซ์ ซิกมา งานวิจัยเริ่มจากการนิยามปัญหาสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการสร้างเส้นลายวงจร การวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาได้เลือกปัจจัยนำเข้าหลักมาพิสูจน์ความมีนัยสำคัญ การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาโดยการประยุกต์ใช้การออกแบบการทดลองเชิงแฟคทอเรียลแบบ 2 ระดับ (2k Factorial Design) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อการทำให้เกิดของเสีย โดยพบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับของเสียที่เกิดขึ้น คือ ความเข้มของแสง UV ในกระบวนการถ่ายเส้นลายวงจร ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และอุณหภูมิของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ในกระบวนการลอกลายเส้นลายวงจร ซึ่งเมื่อทําการทดลองเพื่อหาระดับปัจจัย สรุปได้ว่าระดับของปัจจัยที่เหมาะสมในการลดปัญหาสิ่งแปลกปลอม คือ ความเข้มของแสง UV 50 mJ/cm2 ในกระบวนการถ่ายเส้นลายวงจร อุณหภูมิของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 48°C และ ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ 3.5%wt ในกระบวนการลอกลายเส้นลายวงจร จากนั้นจึงกำหนดแผนการควบคุมตัวแปรต่างๆ โดยจัดทำเป็นมาตรฐานวิธีการปฏิบัติงาน ผลหลังการปรับปรุงพบว่าค่าเฉลี่ยของเสียลดลงจาก 0.27% เหลือเพียง 0.004% โดยการประเมินปริมาณการผลิตคาดว่ามูลค่าความสูญเสียจะลดลงได้ถึง 336,770 บาทต่อเดือน
Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy
Development Of Phthalocyanine-Based Electrocatalytic Systems For Reduction Of Carbon Dioxide, Kattarinya Jaisabuy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research focuses on method development for utilizing and evaluating metal phthalocyanine-based complexes as electrocatalysts for carbon dioxide reduction. Metal phthalocyanine-based complexes containing iron, cobalt, nickel, copper, and zinc ions as central metal ions were successfully synthesized, characterized, and applied as homogeneous electrocatalysts for the electro-reduction of carbon dioxide in non-aqueous media. The efficiency of phthalocyanine-based electrocatalysts as well as the effects of phthalocyanine structures and the central metal ion were discussed. Cobalt(II) phthalocyanine derivative showed the best electrocatalytic efficiency for the electro-reduction of carbon dioxide with the highest percentage of current enhancement (299.98%) Hence, the effect of light on …
Effect Of Curcumin On Tnf-Α-Induced Cyclooxygenase-2 Gene Expression And Prostaglandin E2 Synthesis In Bone Marrow Stromal Cell Line, Varittha Thongtan
Effect Of Curcumin On Tnf-Α-Induced Cyclooxygenase-2 Gene Expression And Prostaglandin E2 Synthesis In Bone Marrow Stromal Cell Line, Varittha Thongtan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study was to investigate the effect of curcumin on TNF-α-induced expression of COX-2 and PGE2 synthesis in mouse ST2 bone marrow-derived stromal cells. ST2 cells were treated with TNF-α to determine the optimum concentration and treatment duration for inducing COX-2 expression. Then, ST2 cells were treated with TNF-α in the absence or presence of various concentration of curcumin. COX-2 expression was determined using reverse transcriptase polymerase chain reaction and PGE2 level in culture medium was measured using ELISA. TNF-α at concentrations of 1-50 ng/mL significantly increased COX-2 expression, with the maximum induction at 20 ng/mL. The …
การคัดค้านผู้พิพากษาในคดีอาญา, ณัฏฐ์ ภัคคภัทรกุล
การคัดค้านผู้พิพากษาในคดีอาญา, ณัฏฐ์ ภัคคภัทรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ มุ่งเน้นศึกษาถึงมาตรฐานของกฎหมายที่ใช้คัดกรองผู้พิพากษาซึ่งมีอาจมีอคติหรือความเอนเอียงออกจากการทำหน้าที่ว่ามีประวัติความเป็นมาและหลักการใดมาสนับสนุนการคัดกรองผู้พิพากษา รวมทั้งเปรียบเทียบระหว่างมาตรฐานของไทยกับเยอรมัน ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา โดยใช้วิธีวิจัยแบบเอกสาร มีการรวบรวมข้อมูลจากตำรา บทความ และคำพิพากษาต่างๆ เพื่อนำมาสรุปให้ได้ผลวิจัยที่แม่นยำ ผลการวิจัย พบว่ามาตรฐานคัดกรองโดยการตั้งรังเกียจผู้พิพากษาของไทยยังคงมีปัญหาเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากไทยยังมีระดับการคุ้มครองคู่ความให้ได้รับการพิจารณาอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษาได้ไม่มากเท่ากับต่างประเทศ ทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลจากผู้พิพากษาที่ถูกยื่นคัดค้าน จนทำให้มาตรฐานคัดกรองผู้พิพากษาของไทยยังไม่สามารถรักษาไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือในความเป็นกลางขององค์กรตุลาการเมื่อพิจารณาจากมุมมองของสาธารณชนได้ดีนัก ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมายโดยพัฒนาให้เหตุร้ายแรงตามกฎหมายให้กลายเป็นการตัดผู้พิพากษาออกจากการทำหน้าที่โดยอัตโนมัติ เพื่อยกระดับความคุ้มครองสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นกลางและขจัดความเอนเอียงในการตัดสินคดี ทั้งยังแสดงให้เห็นความเหมาะสมและประโยชน์ของการคัดค้านผู้พิพากษาแบบเด็ดขาดอย่างที่สหรัฐอเมริกาในบางมลรัฐได้นำมาใช้เป็นมาตรฐานคัดกรองผู้พิพากษาอยู่อีกด้วย