Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1021 - 1050 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์ Jan 2024

อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ในยุคดิจิทัลส่งผลให้รูปแบบการตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ และความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers สายความงาม ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจว่าจ้าง Micro-Influencers จากแบรนด์และเอเจนซี่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาวิธีการที่ Micro-Influencers สื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของตนและศึกษาการว่าจ้าง Micro-Influencers ของแบรนด์และเอเจนซี่ (จำนวน 6 ราย) และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจระดับคะแนนของผู้บริโภคที่ติดตาม Micro-Influencers ต่อปัจจัยดังกล่าว ตลอดจนวิเคราะห์ความแตกต่างตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ การศึกษา และรายได้ จำนวน 402 คนผลวิจัยเชิงคุณภาพชี้ว่า Micro-Influencers ที่แสดงถึงความรู้จริง ความจริงใจ และบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ มักได้รับความไว้วางใจจากผู้ติดตาม และสามารถจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าดึงดูดใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.33) รองลงมาคือความเชี่ยวชาญ (3.70) และความไว้วางใจ (3.68) โดยผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณยืนยันว่าความน่าดึงดูดใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างในการรับรู้ของผู้บริโภคบางกลุ่มตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิด Source Credibility Theory และ Source Attractiveness Model ซึ่งเน้นว่า บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และความรู้ที่น่าเชื่อถือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการตลาด ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การคัดเลือก Influencers ที่มีคุณลักษณะเหมาะสม ตลอดจนการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมความงามได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในกิจการโทรคมนาคม : กรณีศึกษาเชิงรูปแบบความไม่เป็นระบบของกระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ, นิติกุล พิจารณ์สรรค์ Jan 2024

การกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในกิจการโทรคมนาคม : กรณีศึกษาเชิงรูปแบบความไม่เป็นระบบของกระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ, นิติกุล พิจารณ์สรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงจากการเปิดเสรีทางธุรกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การรวมธุรกิจจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของผู้ให้บริการในกิจการโทรคมนาคมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ดี การรวมธุรกิจอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันในตลาด ด้วยเหตุนี้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันจึงกำหนดมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น สำหรับงานเขียนฉบับนี้ได้ศึกษากรณีการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 ถึง 2566 โดยมุ่งเน้นการพิจารณาตรวจสอบการรวมธุรกิจที่ดำเนินการโดย คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 5 กรณี เพื่อเปรียบเทียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตลอดจนกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันในต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีการพิจารณากระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ ทั้งในกรณีที่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบและไม่มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน เพื่อประเมินว่ากระบวนการพิจารณาของ กสทช. มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนมาตรฐานสากลหรือไม่ผลการศึกษาพบว่า มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยเป็นมาตรการป้องกันเชิงรูปแบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดียังมีประเด็นความไม่คงเส้นคงวาหรือความไม่เป็นระบบของกระบวนการตรวจสอบการรวมธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของการกำกับดูแล


การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร Jan 2024

การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น และเพื่ออธิบายกระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เจาะลึก และการสัมภาษณ์กลุ่ม ประชากรคือวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างคือวงที่เดบิวต์ระหว่าง พ.ศ. 2560-2564 และยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 8 วง โดยสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรม 6 ท่าน และตัวแทนผู้ติดตามวงไอดอล 9 ท่าน เพื่อวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาวงในมุมมองของผู้ผลิตและผู้บริโภคการศึกษาพบว่าคุณลักษณะของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นประกอบด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ที่โดดเด่น 4 รูปแบบ ได้แก่ ระบบ 48 Group ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากกระแสหลัก ภาพลักษณ์แบบยืดหยุ่น และภาพลักษณ์แบบมีธีมเฉพาะ รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดและค่านิยมความเป็นญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับบริบทไทย องค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ ผลงานเพลง สมาชิกวงหรือไอดอล เอกลักษณ์ของวง กิจกรรมของวง และการสนับสนุนจากแฟนคลับ กระบวนการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จประกอบด้วยการผลิตผลงานเพลงที่มีคุณภาพ ซึ่งครอบคลุมกระบวนการสร้างสรรค์ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การวิจัย การแต่งเพลง การบริหารจัดการการเผยแพร่ผลงาน การจัดการลิขสิทธิ์ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกม ซึ่งครอบคลุมการสร้างความสัมพันธ์แบบพี่น้องหรือครอบครัวระหว่างทีมงานและศิลปิน การบริหารจัดการสัญญาอย่างเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของศิลปิน การสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และการวางแผนพัฒนาระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งผลงาน ศิลปิน และองค์กร


บทบาทของความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงในกฎหมายระหว่างประเทศ, กัณภัค ตัณฑสิทธิ์ Jan 2024

บทบาทของความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงในกฎหมายระหว่างประเทศ, กัณภัค ตัณฑสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของหลัก “ความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริง” (Genuine Link) ที่มีความสัมพันธ์กับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมุ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับบุคคล นิติบุคคล และเรือ รวมถึงการใช้อำนาจของรัฐภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการกำหนดสถานะและสังกัดของบุคคลหรือวัตถุต่าง ๆ ภายใต้เขตอำนาจของรัฐ ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่าง “ความเกี่ยวโยง” ทั่วไป กับ “ความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริง” ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงต้องสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง มีข้อเท็จจริงรองรับ และก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างรัฐกับบุคคลหรือวัตถุอย่างแท้จริง งานชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ข้อความในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตำรา และบทความวิชาการ โดยเสนอแนะให้รัฐต่าง ๆ นำหลักความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงไปใช้ในการจัดการสังกัดของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และเรือ การควบคุมการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ตลอดจนการตีความผู้มีสิทธิและใช้สิทธิในข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน และข้อตกลงทางการเปิดเสรีทางการค้า ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน ผู้เขียนเสนอว่า หลักความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริงได้พัฒนามาจากแนวปฏิบัติของรัฐ กลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและในบางบริบทอาจถือได้ว่าเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่รัฐจำต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะในการกำหนดสัญชาติ การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหรือการลงทุนข้ามพรมแดน ตลอดจนการให้หรือปฏิเสธสิทธิตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หากรัฐดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงหลักความเกี่ยวโยงอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่การปฏิเสธการยอมรับของรัฐอื่น และรัฐเจ้าของสัญชาติไม่สามารถใช้ยันกับบุคลภายนอกได้


การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์ Jan 2024

การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับและทัศนคติต่อแบรนด์ ทัศนคติต่อส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี โดยการเลือกกระเป๋าสองแบรนด์นี้เพราะมีจุดร่วมในด้านราคา ภาพลักษณ์และความนิยมในกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันแต่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน แบรนด์ Goyard เป็นแบรนด์ที่ใช้ กลยุทธ์การตลาดแบบ Silence Marketing ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ต่างจากแบรนด์ Dior ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเชิงรุก ผู้วิจัยจึงได้นำทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันเพื่อทำความเข้าใจถึง ผลลัพธ์และแนวโน้มที่แตกต่างกัน รวมไปถึงหาแนวทางในการสร้างคุณค่าตราสินค้า และพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์หรูในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไปการวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่มและสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Goyard, ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Dior, และ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋าทั้งสองแบรนด์ ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อแบรนด์ทั้งสอง แม้ว่าจะอยู่ในระดับแบรนด์หรูเหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะของกลุ่มผู้บริโภคที่เฉพาะและแตกต่างกัน โดยแบรนด์ Goyard มีภาพลักษณ์ที่ลึกลับและเข้าถึงยาก และสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ในเชิงเรียบหรู จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Authentic Self ส่วนของแบรนด์ Dior มีภาพลักษณ์ที่เรียบหรูเหมือนกัน แต่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งจากการโฆษณาหรือการเลือกพรีเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังมีการสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ให้มีความอ่อนหวาน คลาสสิก จึงตอบโจทย์แฟชั่นของผู้หญิงยุคใหม่ จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Performance เพราะฉะนั้น ทั้ง Goyard และ Dior แสดงให้เห็นถึง “ความแตกต่างที่สมดุล”


อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์ Jan 2024

อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจด้านเนื้อหา (ประกอบด้วย มิติของการแสวงหาข้อมูล การเข้าสังคม การให้ความเพลิดเพลิน และการแสวงหาสถานะทางสังคม) แรงจูงใจด้านแหล่งสาร (ประกอบด้วย คุณลักษณะของความคล้ายคลึงกัน ความนิยม ความมีอิทธิพล ความนำสมัย และความใกล้ชิดกับผู้อื่น) ในการรับชม Vlog Week และพฤติกรรมผู้บริโภค (ประกอบด้วย ตัวแปรย่อยในเรื่องของการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง) 2) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านแหล่งสารต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี จำนวน 450 คน ซึ่งเคยรับชม Vlog Week ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา จากช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดและเผยแพร่ Vlog Week ในปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 10 วิดีโอขึ้นไป 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง @Bowkanyaratp, @Flukkaron และ @PONGKOOL24 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจด้านเนื้อหา ในมิติการแสวงหาข้อมูล มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกตัวแปรย่อย มิติการเข้าสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค มิติการให้ความเพลิดเพลิน มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจซื้อ และมิติการแสวงหาสถานะทางสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของแรงจูงใจด้านแหล่งสาร ในคุณลักษณะความคล้ายคลึงกัน และความใกล้ชิดกับผู้อื่น มีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะความนิยม มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ และทัศนคติต่อสินค้าและบริการ และคุณลักษณะความนำสมัย มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง


อิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรมและความเป็นสากลนิยมที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์”, พีรวิชญ์ เสนประดิษฐ์ Jan 2024

อิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรมและความเป็นสากลนิยมที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์”, พีรวิชญ์ เสนประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรม ความเป็นสากลนิยม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” 2) ศึกษาอิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรม ความเป็นสากลนิยม และภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” รวมถึง 3) พัฒนาแบบจำลองปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” และตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย 400 คน และวิเคราะห์ด้วย SEM พบว่าแบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Relative Chi-Square = 1.24, CFI = 0.98, NFI = 0.91, NNFI = 0.98, IFI = 0.98, RMSEA = 0.02) ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 คนถูกใช้เพื่อขยายความผลการวิจัยเชิงปริมาณ ผลพบว่า ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า มีอิทธิพลโดยรวมต่อความตั้งใจซื้อสูงที่สุด (β = 0.45, p < 0.001) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า และการผสานมุมมองท้องถิ่นกับแนวคิดสากลของผู้บริโภค ผลวิจัยเสนอแนวทางการสื่อสารตราสินค้า “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” ผ่านการออกแบบประสบการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะด้านอารมณ์ การผสานความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ท้องถิ่น และภาพลักษณ์ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ


อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และบรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค, ชญานิศ สาลีผล Jan 2024

อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และบรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค, ชญานิศ สาลีผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคล และความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้อ อาร์ตทอยของผู้บริโภค โดยใช้วิธีวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและ ใช้แบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 400 ชุด ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่ 1) ผู้บริโภคอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ผู้บริโภคมีอายุระหว่าง 18-40 ปี 3) รู้จักและเคยซื้ออาร์ตทอยอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่ออยู่ในระดับปานกลางการรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคล และความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก สำหรับการทดสอบสมมติฐานพบว่า การเปิดรับสื่อ (β = 0.166) การรับรู้คุณค่า (β = 0.441) ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย (β = 0.509) และบรรทัดฐานส่วนบุคคล (β = 0.281) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการรับรู้คุณค่าอาร์ตทอยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าการใช้งานในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.34) ศิลปินและนักออกแบบอาร์ตทอยควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สร้างสรรค์ ประณีต และมีฟังก์ชันหลากหลาย เพื่อเพิ่มคุณค่าการใช้งานที่หมาะสมที่จะนำไปสู่ความตั้งใจซื้อในที่สุด


กลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี (Rov) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย, ภัทรภร เสือม่วง Jan 2024

กลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี (Rov) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย, ภัทรภร เสือม่วง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบ และเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีของสตรีมเมอร์ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้วิธีการ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผ่านวิดีโอคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมอาร์โอวีบนยูทูบ จากสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี จำนวน 3 ช่อง ได้แก่ 1. กาย หงิด 2. กิต งายย 3. Doyser ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการจัดประเภทของเนื้อหา (Genre categorization) โดยใช้เครื่องมือลงรหัส (Coding Sheet) เพื่อเก็บข้อมูลจากวิดีโอที่มียอดเข้าชมมากที่สุดในปี พ.ศ. 2566 จำนวนช่องละ 20 คลิป รวมทั้งสิ้น 60 คลิป อีกทั้ง 2) เพื่อศึกษากลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวีที่ประสบความสำเร็จ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) ผ่านวิดีโอคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมอาร์โอวีในช่องยูทูบของสตรีมเมอร์ กาย หงิด โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากวิดีโอที่มีผู้ชม 5 แสนคนขึ้นไป และอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 จำนวน 10 คลิป ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบ และเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีเป็นประเภทรายการ (Genre) ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีรูปแบบและเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การเล่นเกมกับผู้อื่น (Reaction videos) คิดเป็นร้อยละ 75 และร้อยละ 90 ของคลิปวิดีโอในช่องกายหงิดและกิตงายตามลำดับ และมีลักษณะเนื้อหาแบบการแข่งขันเกม (Game tournaments and competitions) ร่วมกับสตรีมเมอร์ช่องอื่น (Collaboration) ในขณะเดียวกันก็มีรูปแบบเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีที่ได้รับความนิยมรองลงมาและเป็นกระแสรอง คือ การสอนเทคนิคการเล่น (Walk-throughs and tutorials) คิดเป็นร้อยละ 85 ของคลิปวิดีโอในช่อง Doyser และมีลักษณะเนื้อหาแบบการวิเคราะห์เกมอย่างละเอียดลึกซึ้ง (Game Analysis) นอกจากนี้ ยังพบว่า 2) …


แนวทางการพัฒนาซีรีส์วายเพื่อขยายฐานผู้รับชม, ยงค์ยุทธ เติมต่อ Jan 2024

แนวทางการพัฒนาซีรีส์วายเพื่อขยายฐานผู้รับชม, ยงค์ยุทธ เติมต่อ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาทัศนคติ การใช้ประโยชน์ และความพึงพอใจของผู้รับชมกลุ่มใหม่ที่มีต่อซีรีส์วาย และ (2) เพื่อศึกษาแนวทางในการขยายฐานผู้รับชมไปยังกลุ่มผู้รับชมซีรีส์วายกลุ่มใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้ชมซีรีส์วายจำนวน 400 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักวิชาการ ผู้จัด ผู้กำกับ นักสิทธิมนุษยชน และผู้ชมซีรีส์วาย รวมจำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมซีรีส์วายให้ความสำคัญกับเคมีของนักแสดง ความสมจริงของเนื้อหา และการสะท้อนประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศและบทบาททางเพศที่ไม่ตายตัว นอกจากนี้ยังพบว่าอุตสาหกรรมซีรีส์วายมีแนวโน้มปรับตัวเพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงจริยธรรม ความเหมาะสมกับผู้ชมเยาวชน และการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่หลากหลายของกลุ่ม LGBTQIA+ ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาเชิงคุณภาพยังชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนาซีรีส์วายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งในด้านบท การแสดง และกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถขยายฐานผู้ชมสู่กลุ่มใหม่ได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้กับตัวละครที่มีภูมิหลังหลากหลาย ทั้งในด้านอายุ พื้นที่ทางสังคม และวัฒนธรรม เพื่อหลุดพ้นจากภาพจำแบบเหมารวมของกลุ่มเพศหลากหลาย นอกจากนี้ ยังเสนอให้ขยายแนวเรื่องในลักษณะ Mix Genre เช่น แนวสืบสวน แฟนตาซี หรือดราม่าสะท้อนสังคม เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา และตอบสนองความสนใจของผู้ชมยุคใหม่ที่แสวงหาความสดใหม่และความลึกซึ้งในประเด็นที่นำเสนอ


กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม, ญาณกร อุ่ยสมพงศ์ Jan 2024

กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม, ญาณกร อุ่ยสมพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารเมื่อเผชิญการวิจารณ์ ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม และเพื่อศึกษารูปแบบการแสดงออกทางเนื้อหาเมื่อเผชิญ การวิจารณ์ร่างกายในสื่อสังคมของตนเอง การศึกษาได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม ในกลุ่มความสวยความงามและแฟชั่น จำนวน 6 กรณีศึกษา ที่มีผู้ติดตามอย่างน้อย 10,800 คน รวมถึงวิเคราะห์เนื้อหา ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากข้อความ รูปภาพ และวิดีโอในสื่อสังคม ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกจากความอับอายเมื่อเผชิญ การวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ไม่มีการตระหนักถึงความอับอายแต่มีการสื่อสาร เพื่อสร้างความปกติใหม่ และ เพื่อการรักษาและการใช้เครือข่ายการสื่อสาร 2) การตระหนักถึงความอับอาย เพื่อสร้างความปกติใหม่ เพื่อรักษาและใช้เครือข่าย การสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และ เพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก 3) การรับรู้เชิงวิเคราะห์ เพื่อสร้างตรรกะทางเลือก และเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ 4) การเข้าถึง เพื่อรักษาและใช้เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และ เพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก 5) การพูดถึงความอับอาย เพื่อรักษาและใช้เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และเพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก นอกจากนี้ผลการศึกษารูปแบบการแสดงออกทางเนื้อหาเชิงบวกของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกาย (รวม 2,881 เนื้อหา) สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ (1) การแสดงอารมณ์ (39.5%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและการพูดถึงความอับอายเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ (2) การแสดงตัวอย่าง (36.3%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึง (3) การให้คำแนะนำและข้อเท็จจริงทั่วไป (23.9%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและการพูดถึงความอับอาย และ (4) การรณรงค์ (0.3%) ที่ส่งเสริมการพูดถึงความอับอายเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์


ความชื่นชอบต่อรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด, จันจิรา ลิ้นทอง Jan 2024

ความชื่นชอบต่อรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด, จันจิรา ลิ้นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและเนื้อหาการสื่อสารสุขภาพที่ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดให้ความสนใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก 20 ราย และการสนทนากลุ่ม 4 กลุ่ม ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาร (Thematic Analysis) เพื่อสกัดรหัสและประเด็นที่สะท้อนความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้สารเสพติดให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ และสอดคล้องกับชีวิตจริง โดยนิยมการพูดคุยตัวต่อตัว การสนทนากลุ่มย่อย และการสื่อสารผ่านเพื่อนร่วมประสบการณ์ ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และวิดีโอมักถูกมองว่าไม่ดึงดูดหรือไม่ตรงกับพฤติกรรมจริง ด้านเนื้อหา ผู้ใช้สารสนใจประเด็นในชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลแผล อาการถอนยา การป้องกันการใช้ยาเกินขนาด การเจรจากับตำรวจ และประสบการณ์เลิกยา มากกว่าเนื้อหาเรื่องเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบซี หรือวัณโรค ซึ่งมักถูกมองว่าไกลตัวและซ้ำซาก แม้ยังคงเข้ารับบริการด้านสุขภาพเหล่านี้ นอกจากนี้ยังพบความสนใจในเนื้อหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคเรื้อรัง สุขภาพช่องปาก และการนอนหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องทางอ้อมกับพฤติกรรมการใช้สาร ข้อค้นพบสะท้อนถึงความสำคัญของการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมที่ยึดบริบทชีวิตของผู้ใช้สารเป็นศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยง ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย


ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร Jan 2024

ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติและศึกษากระบวนการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติเพื่อนำเสนอความเป็นไทย ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) พิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร และพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (in-dept interview) ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่า 1. มีการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 จำนวน 9 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) การละเล่นพื้นบ้านแบบไทย 7) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย 8) กีฬาไทย และ 9) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยเพียงหมวดหมู่เดียวคือหมวดหมู่ประเพณีไทย และการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 จำนวน 7 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย และ 7) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยในหมวดหมู่ถึง 3 หมวดหมู่ คือ …


การวิเคราะห์ประเภทรายการสารคดีและการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มยูทูบ, ซึง ดวงมณี Jan 2024

การวิเคราะห์ประเภทรายการสารคดีและการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มยูทูบ, ซึง ดวงมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะและประเภทของสารคดีบนแพลตฟอร์มยูทูบและ 2) เพื่อศึกษาแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สารคดีของผู้ผลิตบนแพลตฟอร์มยูทูบ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ช่องบนแพลตฟอร์มยูทูบ (Documentary analysis) ซึ่งผลิตโดยชาวไทยและมีจำนวนผู้ติดตามตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไป ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สารคดี ผลการศึกษาพบว่า สารคดีบนแพลตฟอร์มยูทูบสามารถจำแนกตามคุณลักษณะเชิงเนื้อหาได้ 9 เนื้อหา ได้แก่ 1) วิถีชีวิตประชาชน 2) การท่องเที่ยว กิจกรรม และแนะนำสถานที่ 3) เรื่องแปลกและการสืบสวน 4) ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญ 5) พืชและสัตว์ 6) วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม 7) เครื่องยนต์และยานยนต์ 8) กีฬา และ 9) ภาพยนตร์ และจำแนกตามคุณลักษณะเชิงรูปแบบได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) สารคดีเชิงการมีส่วนร่วม 2) สารคดีเชิงเปิดเผยเรื่องราว 3) สารคดีเชิงรวมเหตุการณ์ 4) สารคดีเชิงพรรณนา และ 5) สารคดีเชิงการแสดง โดยแพลตฟอร์มยูทูบส่งผลให้เกิดผู้ผลิตที่มีความแตกต่างด้านแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สารคดี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ผลิตมืออาชีพ ซึ่งอยู่ในบริบทของการสร้างสรรค์สารคดีอยู่แล้ว และ 2) ผู้ผลิตที่มาจากผู้ชม ซึ่งมีแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไม่ยึดติดตามขนบเดิมจนเกิดเป็นรูปแบบสารคดีที่สามารถดึงดูดใจผู้ชมในวงกว้าง มีบทบาทให้เกิดการปรับโครงสร้างของกระบวนการสร้างสรรค์ และส่งผลต่อการขยายขอบเขตนิยามสารคดีในประเทศไทย


กลยุทธ์การสร้างสรรค์โฆษณาและการพัฒนานักโฆษณาเพื่อเข้าประกวดงานโฆษณา Cannes Lions, ศิรณัฐ สิริยากรนุรักษ์ Jan 2024

กลยุทธ์การสร้างสรรค์โฆษณาและการพัฒนานักโฆษณาเพื่อเข้าประกวดงานโฆษณา Cannes Lions, ศิรณัฐ สิริยากรนุรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างสรรค์งานโฆษณาที่ถูกส่งเข้าประกวดโฆษณาใน Cannes Lions จุดที่ต้องได้รับการพัฒนาและจุดแข็งของโฆษณาจากประเทศไทย และข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์งานโฆษณาของนักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทย ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารเกี่ยวกับโฆษณาที่ได้รับรางวัลเพื่อเป็นชุดข้อมูลในเรื่องของรางวัลที่นักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยได้รับในช่วงระหว่างปี ค.ศ.2017 - 2022 จำนวน 34 ชิ้นงาน รวม 52 รางวัล ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การสร้างสรรค์ที่ปรากฏในงานโฆษณาจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลในงานประกวดโฆษณา Cannes Lions ระหว่างปี 2017-2022 สามารถจำแนกออกได้เป็น 8 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์การดึงดูดใจผ่านการสร้างความเชื่อถือด้วยการอธิบายคุณสมบัติของสินค้าและบริการ กลยุทธ์เกี่ยวกับสัญวิทยาเพื่อสื่อความหมายเกี่ยวกับข้อความหลักของโฆษณา กลยุทธ์การดึงดูดใจผ่านอารมณ์ขัน กลยุทธ์ด้านความแปลกใหม่ในการนำเสนอ กลยุทธ์ด้านการเล่าเรื่องที่มีความโดดเด่น กลยุทธ์เกี่ยวกับการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า กลยุทธ์เกี่ยวกับการสร้างอารมณ์ร่วม และกลยุทธ์เกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม โดยนักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยมีจุดเด่นเกี่ยวกับการเล่าเรื่องที่มีความหลากหลาย สามารถประยุกต์ใช้วัฒนธรรมและสิ่งใกล้ตัวมานำเสนอ สามารถดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ชมและแฝงอารมณ์ขันที่มีเสน่ห์ สามารถด้านการสื่อสารผ่านความหมายแฝงในภาพ แต่ในขณะเดียวกันจุดที่นักสร้างสรรค์จากประเทศไทยยังต้องได้รับการพัฒนา คือ การพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ไปสู่บริบทสากลรวมถึงเพิ่มความแปลกใหม่ พัฒนาทักษะด้านภาษา รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับชิ้นงานเพื่อความทันสมัยมากขึ้น โดยนักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยควรได้รับการพัฒนาทักษะตามหลัก “ทักษะไม้ที” หรือการพัฒนาตามหลักพหุทักษะ เพื่อให้นักสร้างสรรค์โฆษณาจากประเทศไทยมีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีและทักษะเฉพาะบุคคลที่ช่วยสร้างความโดดเด่นทัดเทียมกับนักสร้างสรรค์งานโฆษณาระดับโลก


ผลของโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแลต่อภาระการดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน, ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล Jan 2024

ผลของโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแลต่อภาระการดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน, ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล และ2) ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักในครอบครัวที่ให้การดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทที่อาศัยอยู่ในชุมชน ซึ่งมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ จำนวน 50 คน จากนั้นได้รับการจับคู่ด้วยระยะเวลาในการดูแล แล้วสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล แบบวัดภาระในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน หลังเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล น้อยกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในชุมชน ที่เข้าร่วมโปรแกรมการสร้างพลังสำหรับผู้ดูแล น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ภาพยนตร์และพุทธปรัชญากับศักยภาพของภาพยนตร์ในการตื่นรู้ของผู้ชม, ธีรพงศ์ เสรีสำราญ Jan 2024

ภาพยนตร์และพุทธปรัชญากับศักยภาพของภาพยนตร์ในการตื่นรู้ของผู้ชม, ธีรพงศ์ เสรีสำราญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง ภาพยนตร์และพุทธปรัชญากับศักยภาพของภาพยนตร์ในการตื่นรู้ของผู้ชม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิด ภาพยนตร์วิปัสสนา (Vipassanā Cinema) เพื่อใช้ในการศึกษาภาพยนตร์แนว Slow Cinema ในฐานะภาพยนตร์ที่มีศักยภาพในการกระตุ้นการตื่นรู้ของผู้ชม งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์ 4 เรื่อง ได้แก่ Dream of Light (Víctor Erice, 1992), Shirin (Abbas Kiarostami, 2008), ลุงบุญมีระลึกชาติ (Apichatpong Weerasethakul, 2010) และ Inside the Yellow Cocoon Shell (Phạm Thiên Ân, 2023) โดยพิจารณาองค์ประกอบการเล่าเรื่องและสุนทรียภาพที่สอดคล้องกับพุทธปรัชญาและสำรวจศักยภาพในการกระตุ้นการตื่นรู้ในผู้ชม (2) การศึกษาประสบการณ์ของผู้วิจัยต่อการเจริญวิปัสสนาและการชมภาพยนตร์ Slow Cinema ทั้ง 4 เรื่อง โดยใช้วิธีอัตชาติพันธุ์วรรณนา (autoethnography) และ (3) การศึกษาประสบการณ์ของผู้ชมจริง (actual audiences) ผ่านการรับชม ลุงบุญมีระลึกชาติ โดยกลุ่มคนรักหนัง (cinephiles) จำนวน 6 คน ผ่านการจดโน้ตในความมืดและการสัมภาษณ์เชิงลึกผลการวิจัยพบว่า กรอบแนวคิด ภาพยนตร์วิปัสสนา สามารถนำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ตัวบทภาพยนตร์ ศึกษาประสบการณ์การชมภาพยนตร์ในเชิงอัตวิสัยของผู้วิจัย และประสบการณ์ของผู้ชมจริง โดยมองภาพยนตร์ในฐานะเครื่องมือแห่งการเจริญวิปัสสนาที่อาจนำไปสู่การตื่นรู้ของผู้ชม ทั้งนี้ภาพยนตร์สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแห่งการตื่นรู้ผ่านบริบทการรับชมที่เอื้อต่อภาวะการสังเกตภายใน และการจัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่ส่งเสริมภาวะการตื่นรู้ เช่น โครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเส้นตรง การนำเสนอความสามัญธรรมดาอย่างลึกซึ้ง การใช้จังหวะเชื่องช้าและช่วงเวลาที่ยืดยาว การออกแบบเสียงที่ส่งเสริมการฟังภายใน การนำเสนอความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง และการวางปริศนาธรรมทางภาพยนตร์ ผลการวิเคราะห์อัตชาติพันธุ์วรรณาของผู้วิจัยแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้วิจัยได้ใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกายและใจอย่างลึกซึ้ง ผ่านระดับของการเห็นโดยตรงซึ่งสะท้อนแก่นของการเจริญวิปัสสนา ผลการศึกษาประสบการณ์ของกลุ่มคนรักหนังพบว่า ผู้ชมมีประสบการณ์ที่สอดคล้องกับหลักสติปัฏฐาน 4 ได้แก่ การรับรู้ทางกาย (กายานุปัสสนา) ความรู้สึก (เวทนานุปัสสนา) จิตใจ (จิตตานุปัสสนา) และธรรมะภายใน (ธัมมานุปัสสนา) อีกทั้งยังสะท้อนถึงการตระหนักรู้ตามแนวคิดพุทธปรัชญา เช่น อนิจจัง ทุกขัง …


ภาพแทนของโรงเรียนและอุดมการณ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทย, ธนพล เชาวน์วานิชย์ Jan 2024

ภาพแทนของโรงเรียนและอุดมการณ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทย, ธนพล เชาวน์วานิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง "ภาพแทนของโรงเรียนและอุดมการณ์ของวัยรุ่นในโรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทย" เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่มุ่งวิเคราะห์การนำเสนอภาพโรงเรียน ภาพแทนและอุดมการณ์วัยรุ่นที่ปรากฏในซีรีส์วัยรุ่นไทยระหว่างปี พ.ศ. 2556 - 2566 จำนวน 15 เรื่อง โดยใช้แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทและการวิเคราะห์อิงบริบท ผ่านกรอบแนวคิดเรื่องพื้นที่ ภาพแทน และอุดมการณ์ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนในซีรีส์วัยรุ่นไทยถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่เชิงนามธรรม 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) พื้นที่แห่งความสัมพันธ์และอารมณ์ปรารถนา (2) พื้นที่ของความรุนแรงและอำนาจ (3) พื้นที่การต่อต้านของนักเรียน และ (4) พื้นที่ของความเหลื่อมล้ำ โดยเล่าผ่านพื้นที่ทางกายภาพในโรงเรียนที่ปรากฏในซีรีส์วัยรุ่นไทย ทั้งมิติของพื้นที่เชิงรูปธรรมและการเข้าถึงการใช้งาน ความผูกพันกับสถานที่ และ พื้นที่ออนไลน์ในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจของวัยรุ่น ภาพแทนของวัยรุ่นในซีรีส์วัยรุ่นไทย สามารถจำแนกได้เป็น 7 ประเภท ได้แก่ (1) วัยรุ่นผู้เปี่ยมด้วยอิสระและความสนุกสนาน (2) วัยรุ่นที่ไม่เป็นไปตามค่านิยมทางเพศของสังคม (3) วัยรุ่นผู้สับสนและปกปิดอัตลักษณ์ทางเพศ (4) วัยรุ่นเพศทางเลือก (5) วัยรุ่นในมิติความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ (6) วัยรุ่นที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงและไม่เท่าเทียมในโรงเรียน และ (7) วัยรุ่นผู้ท้าทายและต่อต้าน ซีรีส์วัยรุ่นไทยแสดงให้เห็นการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์กระแสหลักและอุดมการณ์ต่อต้านใน 3 ประเด็นหลัก (1) อุดมการณ์เรื่องเพศ (2) อุดมการณ์เรื่องอำนาจ และ (3) อุดมการณ์เรื่องความเหลื่อมล้ำ ซีรีส์วัยรุ่นไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญในการสะท้อนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะในการท้าทายอุดมการณ์กระแสหลัก ส่งเสริมการตระหนักรู้เรื่องสิทธิและความเท่าเทียม และเสริมพลังให้วัยรุ่นกล้าที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม แม้ในบางกรณีจะยังคงประนีประนอมกับค่านิยมดั้งเดิมอยู่บ้างก็ตาม


A Path Analysis Of Good Death As Perceived By Muslim Nurses Caring For End-Of-Life Patients At Intensive Care Unit In Indonesia, Ifa Hafifah Jan 2024

A Path Analysis Of Good Death As Perceived By Muslim Nurses Caring For End-Of-Life Patients At Intensive Care Unit In Indonesia, Ifa Hafifah

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional correlation study aimed: 1) to explore the level of good death as perceived by Muslim nurses caring for end-of-life patients at the Intensive Care Unit in Indonesia. and 2) to examine the direct and indirect effects of attitude, communication, work environment, empathy, caring behaviors, and spirituality on good death as perceived by Muslim nurses caring for end-of-life patients at Intensive Care Unit in Indonesia. The hypothesized model was developed based on the Human Caring Theory by Jean Watson and supported by a literature review. A multi-stage sampling technique was applied to recruit 359 Muslim ICU nurses in Kalimantan …


The Effect Of A Nurse-Led And Peer-Supported 5a’S Intervention On Smoking Cessation Among Adolescent Male Smokers In Pakistan, Fahad Ali Jan 2024

The Effect Of A Nurse-Led And Peer-Supported 5a’S Intervention On Smoking Cessation Among Adolescent Male Smokers In Pakistan, Fahad Ali

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cigarette smoking among adolescent is a significant public health issue in South Asia, especially in Pakistan. This randomized controlled trial with a repeated-measures design aimed to compare changes in smoking cessation (primary outcome) measured by both self-reported and carbon monoxide exhalation level quit rates, and smoking quit attempts as secondary outcome, among male adolescent smokers aged 16-19. A multistage sampling technique was used to recruit 160 eligible participants from two public schools in Karachi, they were school-wise pair-matched based on age, class, smoking frequency, and initiation age. One school was randomly assigned to the intervention group (n = 80) and …


A Path Analysis Of Work Engagement Among Nurses In General Hospitals, Magway Region, Myanmar, Ei Ei Mon Jan 2024

A Path Analysis Of Work Engagement Among Nurses In General Hospitals, Magway Region, Myanmar, Ei Ei Mon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This cross-sectional study aimed to examine work engagement and test the causal relationships among transformational leadership, organizational safety climate, psychological empowerment, job autonomy, and work engagement among nurses in general hospitals in the Magway Region, Republic of the Union of Myanmar. The conceptual framework was developed based on the Job Demands-Resources Theory and relevant literature. Stratified random sampling was employed. The sample consisted of 500 nurses who had worked for at least one year in general hospitals in the Magway Region, Republic of the Union of Myanmar. The research instruments included a demographic data form and questionnaires on transformational leadership, …


พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์ Jan 2024

พระพุทธเจ้าในวรรณกรรมของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2368-2455, อุทัย ปัดถาพิมพ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามีการปรับเปลี่ยนจากประเพณีพุทธศาสนาเดิมในยุคของธรรมยุติกนิกาย วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอพระพุทธเจ้าและวิเคราะห์พัฒนาการ โดยศึกษาจากวรรณกรรมของคณะธรรมยุติกนิกายพ.ศ. 2368 - 2455 ผลการศึกษาพบว่า การนำเสนอพระพุทธเจ้าทั้งพระพุทธคุณและพุทธประวัติเป็นวรรณกรรมภาษาไทยที่ยังคงขนบการนำเสนอตามประเพณีพุทธศาสนา รูปแบบมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง แต่คัดสรรเนื้อหาที่นำเสนอ ยึดหลักเหตุผล วิเคราะห์วิพากษ์ด้วยมุมมองของผู้เขียน เน้นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นพิเศษ ส่วนสำคัญที่แตกต่างจากประเพณี คือ วรรณกรรมช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าใหม่ คือทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งขนาดพระวรกาย พุทธลักษณะ ประวัติความเป็นมา ยึดข้อมูลจากพระไตรปิฎกเป็นหลักในการศึกษาอย่างมีวิจารณญาณ ในขณะเดียวกันก็มีการอ้างถึงพระพุทธเจ้าในบทสวดของพิธีสงฆ์และพิธีกรรมอื่น ๆ นอกพุทธศาสนาให้ถูกตรงตามหลักการพุทธศาสนา แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในวัฒนธรรมไทยให้เหมาะสม และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยในยุคนั้น


The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri Jan 2024

The Discursive Construction Of Thai Tom's Identities Via Interview: A Case Of Betty's Story Youtube Channel, Krongkwan Siri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The representation of Thai toms—individuals assigned female at birth who embrace a masculine identity and sexually attracted to women—become more visible in new media since it provides space for them to share their identity and desire. This research investigates the discursive construction of Thai toms’ identities in the “Talk with Betty” interview-based show broadcasted on YouTube, using Conversation Analysis as a framework. It aims to examine the discursive construction of Thai tom’s identities in interview show and gender ideologies that underpin this construction. The data were drawn from selected 14 video clips of “Talk with Betty” interview show from 2020 …


ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา Jan 2024

ความรักก่อนสมรสและการจัดการอารมณ์ในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม ทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530, พลอยสิริ คำโสภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อรูปแบบและคุณค่าของความรักก่อนสมรสของหนุ่มสาวชนบทที่อพยพเข้าสู่กรุงเทพมหานครในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 โดยใช้ข้อเขียนในนิตยสาร คู่สร้างคู่สม จำนวน 288 ฉบับ เพื่อวิเคราะห์การให้ความหมายและการให้คุณค่าต่อความรักในเชิงสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงบทบาทของความรักต่อการจัดการอารมณ์ และการสร้างความเป็นหญิงและความเป็นชาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ใช้แนวคิดประวัติศาสตร์อารมณ์ โดยอาศัยแนวคิดชุมชนทางอารมณ์ และประวัติศาสตร์เพศสภาพ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สำรวจ 4 ประเด็น ได้แก่ วิถีชีวิตในเมืองใหญ่ ความสัมพันธ์ของชายหญิงในช่วงแสวงหาความรัก ช่วงพัฒนาความสัมพันธ์ และช่วงผิดหวังในความรัก เพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์ เพศสภาพ และความเป็นมหานคร คำถามการวิจัยของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ คือ หญิงและชายชนบทในมหานคร ช่วงทศวรรษ 2520-2530 ให้คุณค่าและความหมายต่อความรักอย่างไร พวกเขาใช้ภาษาในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกในห้วงเวลาแห่งความรักอย่างไร นอกจากนี้หญิงและชายอพยพมีมโนทัศน์ความรัก และมีประสบการณ์ทางอารมณ์อย่างไร ตลอดจนปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลต่ออารมณ์ และความรักของชายหญิงอพยพอย่างไร วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เสนอว่า พัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2520 ถึงทศวรรษ 2530 ส่งผลให้ชายหญิงชนบทที่อพยพเจ้าสู่มหานครต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ห่างไกลจากครอบครัวและชุมชนเดิม ความอ้างว้างและเดียวดายที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตในมหานครกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความรักและคนรักได้รับคุณค่าในฐานะเพื่อนคู่คิด ซึ่งมีรสนิยมและทัศนคติที่สอดคล้องกัน และสามารถแสดงความปรารถนาส่วนบุคคลได้อย่างเท่าเทียม ความรักก่อนสมรสจึงทำหน้าที่บรรเทาความเหงาในเมืองใหญ่ และเปิดพื้นที่ให้คู่รักสามารถจินตนาการถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความภักดี และการเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน ความรักในบริบทนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แรงงานหนุ่มสาวชนบทต้องเผชิญในมหานคร


บทบาทของการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ภาษาที่สองของผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทย, พิมหทัย สอนสุภาพ Jan 2024

บทบาทของการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ภาษาที่สองของผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทย, พิมหทัย สอนสุภาพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ภาษาจีนกลางของผู้เรียนชาวไทยที่มีความสามารถทางภาษาระดับสูง และอิทธิพลของการกลมกลืนการรับรู้เสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ภาษาที่สอง ซึ่งมีสมมติฐานว่าเมื่อได้ยินคำพ้องเสียงที่มีเสียงวรรณยุกต์ที่ผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทยรับรู้ว่าคล้ายคลึงกับเสียงวรรณยุกต์ภาษาไทยจะส่งผลให้เกิดการเข้าถึงคลังศัพท์แบบไม่เลือกภาษา โดยศึกษากับผู้เรียนภาษาจีนกลางชาวไทยที่มีความสามารถทางภาษาระดับสูงจำนวน 30 คน ที่ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์อื่น ในการทดลองที่หนึ่ง ผู้เข้าร่วมการทดลองต้องฟังและให้คะแนนความเหมือนมากน้อยของคู่เสียงภาษาจีนกลาง-ไทยซึ่งมีเสียงเรียงที่เหมือนกัน ผลพบว่าคู่เสียงที่ได้รับคะแนนมากที่สุดคือคู่เสียงวรรณยุกต์หนึ่ง-สามัญ คู่เสียงวรรณยุกต์สอง-ตรี คู่เสียงวรรณยุกต์สาม-จัตวา และคู่เสียงวรรณยุกต์สี่-โท ซึ่งรูปแบบการกลมกลืนการรับรู้ข้างต้นเป็นไปตามความคล้ายคลึงของลักษณะการขึ้นลงของระดับเสียงหรือเป็นการกลมกลืนการรับรู้ในระดับสัทศาสตร์ ในการทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มเดียวกันได้ทำแบบทดสอบการตัดสินคำภาษาจีนกลางผ่านเสียง โดยมีการเตรียมการรับรู้ด้วยเสียงคำภาษาไทย ผลพบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองตอบสนองต่อคู่คำที่คำเตรียมและคำเป้าหมายเป็นคำพ้องเสียงระหว่างภาษาและมีเสียงวรรณยุกต์ที่การขึ้นลงของระดับเสียงคล้ายคลึงกันเร็วกว่าคำพ้องเสียงที่เสียงวรรณยุกต์ไม่มีความคล้ายคลึงกันและคู่คำที่ไม่ใช่คำพ้องเสียงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นถึงผลของการเตรียมการรับรู้ข้ามภาษา ซึ่งสนับสนุนแนวคิดการเข้าถึงคลังศัพท์แบบไม่เลือกภาษา นอกจากนี้ยังไม่พบความแตกต่างของค่าระยะเวลาการตอบสนองต่อคำพ้องเสียงที่เสียงวรรณยุกต์ไม่มีความคล้ายคลึงกันและคู่คำที่ไม่ใช่คำพ้องเสียง ซึ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลเสียงวรรณยุกต์ต่อการเข้าถึงคลังศัพท์ขณะประมวลผลภาษาที่สอง


การเปลี่ยนแปลงความแปลกเด่นของตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ที่ ซึ่ง และ อัน ในภาษาไทย, สธน ไทยกลาง Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงความแปลกเด่นของตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ที่ ซึ่ง และ อัน ในภาษาไทย, สธน ไทยกลาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของความแปลกเด่นของตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ที่ ซึ่ง และ อัน ในภาษาไทยในตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน การเก็บข้อมูลดำเนินการสุ่มตัวอย่างในแต่ละช่วงสมัยเท่า ๆ กัน การวิเคราะห์ใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกแบบพหุกลุ่มเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกใช้ตัวบ่งชี้ คุณานุประโยคกับปัจจัยด้านแวดวงความหมายและไวยากรณ์ของคำนามหลัก ผลการวิจัยพบว่า อัน ปรากฏ บ่อยที่สุดในช่วงสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น และมีสถานะเป็นรูปไม่แปลกเด่น ขณะที่ ซึ่ง กลายเป็น รูปไม่แปลกเด่นในช่วงสมัยอยุธยาตอนกลาง ก่อนที่ ที่ จะกลายเป็นรูปไม่แปลกเด่นตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการเลือกใช้ตัวบ่งชี้แต่ละคำด้วย ในด้านแวดวงความหมายของคำนามหลัก ที่ เคยจำกัดการใช้เฉพาะกับนามสถานที่ แต่ต่อมาได้พัฒนาเป็นตัวบ่งชี้ทั่วไป ที่สามารถขยายคำนามหลักได้ในหลากหลายแวดวงความหมาย ส่วนในแง่มุมหน้าที่ไวยากรณ์ของคำนามหลัก อัน เคยใช้ในฐานะกรรมของบุพบทได้ แต่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้ในหน้าที่นี้ได้ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงความแปลกเด่นซึ่งสังเกตได้จากการใช้จริงมีปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยทางความหมายและปัจจัย ทางวากยสัมพันธ์


แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์ Jan 2024

แนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์กับการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัย, ขชล แก้วประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ของแนวคิดทรานส์ฮิวแมนนิสม์และเพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชาน และที่อยู่อาศัย เพื่อขยายนิคมสู่อวกาศในงานบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคัดสรรจำนวนสี่เรื่อง ได้แก่ นวนิยาย Alphanauts (2006) โดย J. Brian Clarke ภาพยนตร์ Avatar (2009) กำกับโดย James Cameron ภาพยนตร์ Space Sweepers (2021) กำกับโดย Jo Sung-Hee และเกม Mass Effect: Legendary Edition (2023) กำกับโดย Casey Hudson ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการขยายนิคมสู่อวกาศในบันเทิงคดีและเกมแนววิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสัมพันธ์กับสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ กล่าวคือ พื้นที่อวกาศเป็นช่องทางสำหรับการธำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้เสริมสมรรถภาพทางกายและจิตใจเพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอันตรายและภัยคุกคามจากต่างดาว การใช้เทคโนโลยีสร้างสภาพการเปลี่ยนผ่านมนุษย์ให้พ้นข้อจำกัดพื้นฐานตามธรรมชาติและมนุษย์ภาวะเปรียบได้กับการวิวัฒนาการครั้งใหม่ของมนุษย์ การศึกษากลุ่มตัวบทเปิดเผยว่าความสำเร็จในการวิวัฒนาการนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านร่างกาย ประชานและที่อยู่อาศัยร่วมกัน กล่าวคือ การอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อบูรณาการร่างกายและจิตใจ เพื่อยกระดับมนุษย์เป็นผู้กระทำที่มีความสามารถในการรับรู้อย่างลึกซึ้ง ผู้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน การพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านเผ่าพันธุ์มนุษย์สู่สิ่งมีชีวิตเชิงนิเวศที่เรียนรู้และปรับตัวเพื่อให้ดำรงอาศัยในอวกาศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะปลีกแยกระหว่างร่างกายกับจิตใจ การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และการครอบครองระบบนิเวศอย่างเบ็ดเสร็จ


การศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง, เหว่ยเจิน หลิน Jan 2024

การศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง, เหว่ยเจิน หลิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัจนกรรมการตอบปฏิเสธเป็นการใช้ภาษาที่มีความละเอียดอ่อนทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในบริบทระหว่างวัฒนธรรม ผู้เรียนภาษาที่สองมักประสบความยากลำบากในการเลือกใช้กลวิธีที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ การศึกษาวัจนกรรมการตอบปฏิเสธจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ภาษาของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยเรื่องนี้มุ่งศึกษากลวิธีการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง เพื่อให้เข้าใจรูปแบบและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้กลวิธีในการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน โดยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา จากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีน กลุ่มละ 100 คน ผลการศึกษาพบว่า ในสถานการณ์ที่ต้องการตอบปฏิเสธคำเชิญของผู้ฟัง ทั้งผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน ผู้พูดภาษาไทย และผู้พูดภาษาจีนนิยมใช้กลวิธีอ้อมมากกว่ากลวิธีตรง สะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยและจีนเป็นสังคมบริบทสูงและเป็นสังคมอิงกลุ่ม ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้สนทนา (Hall,1976, 1981) ทั้งนี้ กลวิธีที่ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสามกลุ่มนิยมใช้มากที่สุด คือ การให้เหตุผล อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมีแนวโน้มใช้กลวิธีการตอบปฏิเสธแบบตรงมากกว่าผู้พูดภาษาไทยและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังใช้รูปภาษาบางรูปที่แตกต่างกับการใช้ภาษาของเจ้าของภาษา สันนิษฐานว่าความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติจากภาษาแม่ และข้อจำกัดในการใช้ภาษาไทยของผู้เรียนเอง การใช้ภาษาของผู้เรียนบางประการอาจส่งให้เกิดปัญหาในการสื่อสารกับเจ้าของภาษาได้ กล่าวคือ ผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนมีแนวโน้มใช้กลวิธีตรงในการตอบปฏิเสธคำเชิญมากกว่าผู้พูดภาษาไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ผู้รับสารชาวไทยมองว่าผู้เรียนขาดความรู้สึก “เกรงใจ” และไม่ให้ความสำคัญกับการรักษา “น้ำใจ” ของผู้อื่น อันอาจส่งผลต่อความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนาในบริบทของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมไทย–จีน นอกจากนี้ ลักษณะการใช้ภาษาบางประการที่แตกต่างกับผู้พูดภาษาไทย เช่น การใช้คำว่า “อย่าเลย” “ไม่ต้อง” “ไม่ต้องแล้ว” หรือ “ไม่เอาแล้ว” ซึ่งเป็นผลมาจากการถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติ หรือข้อจำกัดทางภาษาไทยของผู้เรียน อาจทำให้ไม่สามารถสื่อเจตนาการตอบปฏิเสธคำเชิญอย่างเหมาะสมได้ อีกทั้งยังพบว่าผู้เรียนใช้คำสรรพนามและคำลงท้ายไม่เหมาะสมกับบริบทและสถานภาพของผู้สนทนา ส่งผลให้ภาษาที่ผู้เรียนใช้ดูไม่สุภาพ ห่างเหินและไม่เป็นธรรมชาติ


มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช Jan 2024

มโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย, บูรณิณ สุพรรณราช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์บุญและบาปในพระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทย และเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ในสองกลุ่มข้อมูลดังกล่าวโดยใช้แนวคิดมโนอุปลักษณ์ตามแนวภาษาศาสตร์ ปริชาน โดยเก็บข้อมูลจากพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉพาะพระสุตตันตปิฎก จำนวน 25 เล่ม และจากหนังสือธรรมะร่วมสมัยภาษาไทยที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2551–2565 จำนวน 18 เล่ม ผลการวิจัยพบถ้อยคำอุปลักษณ์บุญและบาปรวมทั้งสิ้น 2,422 ถ้อยคำ จำแนกเป็นถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ จำนวน 1,577 ถ้อยคำ และถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาป จำนวน 845 ถ้อยคำ การวิเคราะห์มโนอุปลักษณ์พบมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบุญ 10 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 5 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บุญ คือ วัตถุสิ่งของ] 2. [บุญ คือ พืช] 3. [บุญ คือ พลัง] 4. [บุญ คือ น้ำ/ห้วงน้ำ] และ 5. [บุญ คือ อาหาร] สะท้อนแนวคิดร่วมว่าบุญเป็นสิ่งมีคุณค่า สามารถสะสม เจริญงอกงาม หล่อเลี้ยงจิตใจ และให้ผลเชิงบวกในชีวิต มโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในพระไตรปิฎก ได้แก่ [บุญ คือ ผู้สร้าง] [บุญ คือ พื้นที่สำหรับพักพิง] และ [บุญ คือ ยานพาหนะ] ซึ่งสะท้อนการมองบุญว่าช่วยนำพา สร้างสรรค์ และเป็นที่พึ่งในภพภูมิอื่น ส่วนมโนอุปลักษณ์บุญที่พบเฉพาะในหนังสือธรรมะร่วมสมัย ได้แก่ [บุญ คือ เงินทุน] [บุญ คือ พลังงาน] และ [บุญ คือ เครื่องชำระล้าง] ซึ่งสะท้อนการตีความบุญในบริบทของสังคมร่วมสมัยโดยอาศัยโครงสร้างทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และสุขภาวะจิตใจมาช่วยในการอธิบาย ส่วนมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับบาปมี 9 มโนอุปลักษณ์ โดยมี 3 มโนอุปลักษณ์ที่ปรากฏร่วมกันทั้งสองกลุ่มข้อมูล ได้แก่ 1. [บาป คือ วัตถุสิ่งของ] …


การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์ Jan 2024

การสั่นคลอนขั้วตรงข้ามในการ์ตูนโทรทัศน์ชุดโคนันเดอะซีรีส์, สุธาสินี ไชยธนะพัชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสั่นคลอนขั้วตรงข้าม (Binary Oppositions) 3 ขั้ว ได้แก่ ชาย-หญิง ความเป็นกลุ่ม-ความเป็นปัจเจก และผู้ใหญ่-เด็กที่ปรากฏในการ์ตูนโทรทัศน์ชุด โคนันเดอะซีรีส์ ปีที่ 1-5 ของบริษัททีเอ็มเอส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1996-1999) ฉบับพากย์ไทยรวมถึงศึกษาบริบทของสังคมญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับตัวบท จากการศึกษาพบว่าตัวบทพยายามนำเสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของขั้วอำนาจรองในการท้าทายและสั่นคลอนขนบวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนและบริบทวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมอันเป็นบรรทัดฐานที่มีอยู่ในสังคม กล่าวคือในขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเปิดรับอิทธิพลตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ทัศนคติที่มีต่อค่านิยมดั้งเดิมของคนในสังคมบางกลุ่มได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ แนวคิดเรื่องปัจเจกนิยม หรือ ทัศนคติที่มีต่อเด็ก ส่งผลให้เกิดการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบท ได้แก่ การพลิกขั้วของเพศหญิง แนวคิดปัจเจกนิยมและเด็ก อย่างไรก็ตามการพลิกขั้วที่ปรากฏในตัวบทมีทั้งการพลิกขั้วที่ล้มเหลวของเพศหญิงและแนวคิดปัจเจกนิยมเนื่องจากกระบวนการพลิกขั้วของตัวละครทำให้ตัวละครกลายเป็นอาชญากรที่เป็นอันตรายจึงต้องถูกกำจัดออกจากสังคม ในขณะเดียวกันตัวบทก็นำเสนอการพลิกขั้วของเด็กที่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นการพลิกขั้วอย่างเบ็ดเสร็จแต่ก็เป็นการเพิ่มพื้นที่ให้เด็กในวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนมากขึ้น การพลิกขั้วที่มีทั้งล้มเหลวและสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขนบและบริบททางวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นบางอย่างยังคงมีอิทธิพลอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้