Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 991 - 1020 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ระบบบำรุงรักษาอัจฉริยะสำหรับการจัดการการดำเนินงานโรงแรม, ธนเศรษฐ์ โอชาญสิริ
ระบบบำรุงรักษาอัจฉริยะสำหรับการจัดการการดำเนินงานโรงแรม, ธนเศรษฐ์ โอชาญสิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างระบบบำรุงรักษาสำหรับการจัดการการดำเนินงานโรงแรมในประเทศไทย ผ่านการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทดสอบต้นแบบ ประเมินการยอมรับจากผู้ใช้งาน และวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการตลาด งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงพัฒนาผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากวรรณกรรมและข้อมูลปฐมภูมิจากการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เริ่มต้นจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 15 คน และเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม 455 ชุด ร่วมกับการวิเคราะห์สายคุณค่าและการหารากสาเหตุของปัญหา ปัจจัยสำคัญที่พบ ได้แก่ การออกแบบระบบ คุณลักษณะของใบสั่งงาน การจัดสรรงาน การวางแผนงาน คุณภาพบุคลากร และความพร้อมของเครื่องมือ ส่วนตัวชี้วัดประสิทธิภาพ ได้แก่ ระยะเวลา ต้นทุน การจัดการข้อมูล และคุณภาพบริการ ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาพัฒนาต้นแบบระบบบำรุงรักษา โดยใช้หลักการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดแบบหลายวัตถุประสงค์และการเรียนรู้ด้วยเครื่อง เพื่อช่วยจัดกลุ่มข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบทของโรงแรม จากนั้นนำไปทดสอบในโรงแรมต้นแบบ 5 แห่ง และปรับปรุงตามคำแนะนำของผู้ใช้งาน 15 คน เมื่อทดลองใช้งานจริง ผู้ใช้งาน 36 คนให้การยอมรับระบบสูงถึงร้อยละ 94.44 การศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่าระบบมีศักยภาพในตลาด โดยมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 2 ปี 1 เดือน
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสระแห่งตน ภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงาน และบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1 ปีขึ้นไป 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผาสุกของพยาบาล แบบสอบถามการมีอิสระแห่งตน แบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .88, .96 และ .99 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .93, .80, .97 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร มีความผาสุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.79, S.D. = .41) โดยบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การมีอิสระแห่งตน และภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .504, .493 และ .426 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกกับพยาบาลวิชาชีพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและธำรงรักษาให้พยาบาลวิชาชีพมีความผาสุกที่ดี อันจะส่งผลถึงคุณภาพการบริการพยาบาลที่ดี
การศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, รินรดา วรรณวิจิตร
การศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, รินรดา วรรณวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้กำหนดนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข/กองการพยาบาล จำนวน 3 คน กลุ่มผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐ/ผู้บริหารการเงินการคลังของโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 4 คน กลุ่มหัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 5 คน กลุ่มอาจารย์พยาบาลที่มีประสบการณ์การสอนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรสุขภาพ จำนวน 3 คน และ กลุ่มผู้ปฏิบัติการพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพภาครัฐ จำนวน 5 คน ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และกลุ่มพยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ 3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการศึกษาพบว่า บทบาทพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วยบทบาท 6 ด้าน ได้แก่ 1) ผู้พิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ป่วย 2) ผู้บริหารจัดการข้อมูลประกันสุขภาพ 3) ผู้ประสานงาน 4) ผู้ทวนสอบการใช้ทรัพยากรสุขภาพ 5) ผู้วิเคราะห์ทรัพยากรสุขภาพ และ 6) ผู้จัดการรายกรณี พยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ มีบทบาททั้ง 6 ด้านเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในบทบาทย่อย ดังนี้ 1) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเน้นบทบาทเชิงนโยบาย กำหนดทิศทาง วางแผน กำกับ ติดตาม และประเมินผลการบริหารทรัพยากรสุขภาพในระดับจังหวัด โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบและการประสานงานระหว่างเครือข่ายบริการ 2) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป บริหารจัดการระบบบริการในภาพกว้าง จัดการกรณีซับซ้อน เป็นศูนย์ข้อมูลด้านประกันสุขภาพ และเชื่อมโยงการดูแลผู้ป่วยระหว่างระดับบริการ และ 3) พยาบาลที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน มีบทบาทตรงในพื้นที่ ดูแลผู้ป่วยรายกรณี ใช้และควบคุมทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ประสานกับชุมชน และ ปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชนในระดับปฐมภูมิ ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรหรือสมรรถนะพยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพในหน่วยงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในการปฏิบัติงานต่อไป และผู้บริหารสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมให้พยาบาลบริหารทรัพยากรสุขภาพปฏิบัติงานตามบทบาท และ …
ความสัมพันธ์ของผลผลิตการประมงจับในอ่าวไทยกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, วิธวินท์ พลลาภานันท์
ความสัมพันธ์ของผลผลิตการประมงจับในอ่าวไทยกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ, วิธวินท์ พลลาภานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารจัดการทรัพยากรประมงในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย แม้จะมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด ทว่าผลผลิตทางการประมงยังคงแสดงความแปรปรวนสูงในแต่ละปี ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของปัจจัยแวดล้อมที่ซับซ้อนเหนือกว่าการควบคุมโดยมนุษย์ ปรากฏการณ์สมุทรศาสตร์ขนาดใหญ่ เช่น Pacific Decadal Oscillation (PDO), Indian Ocean Dipole (IOD), เอลนีโญ และลานีญา มีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างของระบบนิเวศทางทะเล อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยทางธรรมชาติแล้ว กิจกรรมของมนุษย์ถือเป็นองค์ประกอบที่อาจส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำในระยะยาว เช่นกัน งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ความแปรปรวนของผลผลิตประมงโดยใช้ ค่าปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยการลงแรงประมง (CPUE) และปริมาณการจับขึ้นท่า (Landing Catch) ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปรากฎการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและความชุกชุมของประชากรปลา โดยใช้ Non-Metric Multi-Dimensional Scaling (NMDS) ผลการศึกษาพบว่า PDO มีความสัมพันธ์เชิงสถิติที่มีนัยสำคัญ (P = 0.004) กับปริมาณการจับปลาผิวน้ำในอ่าวไทยตอนบน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ระหว่างดัชนี Oceanic Niño Index (ONI) และผลผลิตปลาทูเผยให้เห็นแนวโน้มเชิงลบที่มีนัยสำคัญ ขณะที่ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของ Demersal CPUE ในอ่าวไทยตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงของวงจร PDO ที่มีอุณหภูมิต่ำและในช่วงลานีญา (P < 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อผลผลิตประมง และชี้ถึงความจำเป็นในการบูรณาการข้อมูลสมุทรศาสตร์และภูมิอากาศในการวางแผนบริหารจัดการ เพื่อประเมินแนวโน้มผลผลิตได้แม่นยำและกำหนดนโยบายที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทะเล โดยงานวิจัยนี้ช่วยเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการประมงในประเทศไทย สนับสนุนการวางแผนใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและการออกแบบมาตรการปรับตัวในระยะยาว
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา, ชาญธวัช จันทร์กล่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและของนักเรียนกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มควบคุมกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คนที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง และนักเรียนกลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ไม่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเอง ประกอบด้วย 7 กิจกรรม ประเมินตนเอง รับรู้ปัญหา ร่วมกันวางแผน สู้ปัญหา จิตใจเข้มแข้ง แรงเสริมทางบวก และเรียนรู้ไปด้วยกัน 2) แบบประเมินการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ ซึ่งประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้ข้อมูลและสถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แบบประเมินการเผชิญปัญหาและตอบสนอง และแบบประเมินความสามารถในการฟื้นพลังทางจิตใจหลังเผชิญปัญหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจ โดยการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยของการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผลการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจโดยใช้ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคร่วมกับการกำกับตนเองสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาส่งผลให้การจัดการภาวะวิกฤตทางจิตใจของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study articulates the importance of the audience in Buzan’s securitization framework by analyzing the case of climate securitization in the United States under the Biden Administration between 2021 and 2025. The role of the audience is demonstrated as a coequal piece of the securitization framework through a new process of analysis in which securitizing speech acts are examined and paired with an analysis of audience acceptance to determine the extent to which those acts were successful. A qualitative analysis of securitizing speech acts was conducted on executive orders and multiple policy documents produced by the Administration and was then …
The Management Of Khon Performance For Foreign Audiences : A Case Study Of The Khon Performance At Sala Chalermkrung Royal Theatre, Haruna Suzuki
The Management Of Khon Performance For Foreign Audiences : A Case Study Of The Khon Performance At Sala Chalermkrung Royal Theatre, Haruna Suzuki
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study explores the management strategies implemented at Sala Chalermkrung Royal Theatre to adapt the traditional Thai masked dance drama, Khon, for foreign audiences. Khon, recognized as a UNESCO Intangible Cultural Heritage, faces challenges in maintaining relevance amidst globalization and changing audience preferences. The primary objectives of this research were 1) To identify the methods and approaches used in Khon performances at Sala Chalermkrung for foreign audiences; 2) To investigate the management strategies implemented to balance cultural authenticity with accessibility; and 3) To explore the perceptions of theatre producers, performers, and artists regarding the effectiveness and cultural importance of …
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์นโยบายกลาโหมมาเลเซียระหว่างปี ค.ศ. 2022 ถึง 2024 โดยวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติที่ปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาใช้กรอบทฤษฎี โดยมองจากทฤษฎีสัจนิยมใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนและลักษณะพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย บริบทระหว่างประเทศลักษณะเด่นคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อในทะเลจีนใต้ การเสริมสร้างกำลังทหารของประเทศเพื่อนบ้าน การเพิ่มขึ้นของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นต่อเนื่องในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากมุมมองของทฤษฎีสัจนิยมใหม่ นโยบายกลาโหมมาเลเซียสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลต่อระบบอนาธิปไตยระหว่างประเทศ และสภาวะทางแพร่งด้านความมั่นคงในภูมิภาค การแสดงบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของมหาอำนาจ โดยเฉพาะกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะและการอ้างอธิปไตยของมาเลเซีย ผลักดันให้มาเลเซียให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของชาติและกลไกการพึ่งพาตนเอง ซึ่งปรากฏชัดในความมุ่งมั่นปรับปรุงกลาโหมมาเลเซียให้ทันสมัย การเพิ่มงบประมาณกลาโหม สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นตามแนวคิดสัจนิยมใหม่ในการสร้างขีดความสามารถในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง การให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนยังคงมีความสำคัญสูงสุด
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของสหรัฐฯ จนถึงยุคสมัยของประธานาธิบดีดูเตอร์เต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งผลให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของดูเตอร์เต อันเนื่องมาจากการที่ดูเตอร์เตได้พยายามสร้างระยะห่างระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ โดยเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โดยมีปัจจัยหลักสองประการเป็นแรงขับเคลื่อน ปัจจัยแรกคือความท้าทายภายนอก เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายข้ามชาติ และผลกระทบในระดับโลกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการยอมรับ ปัจจัยที่สองคือความท้าทายภายใน ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกอย่างแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ ภายในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองของฟิลิปปินส์ กองทัพ สถาบันของรัฐ และสังคมโดยรวม แม้ว่าดูเตอร์เตในช่วงแรกแสดงท่าทีที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แต่การเกิดขึ้นของภัยคุกคามจากภายนอกและแรงกดดันภายในประเทศ ในท้ายที่สุดก็ทำให้ดูเตอร์เตต้องปรับจุดยืนของตนใหม่และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกครั้ง สิ่งนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและยั่งยืนของความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดที่มององค์การระหว่างประเทศเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับ (International Organizations as Bureaucracies) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานของ WFP ภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนของซูดาน อันได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจที่ตกต่ำ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)จากการศึกษาพบว่า แม้ WFP จะสามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารได้ในเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริงไม่อาจสร้างผลกระทบในเชิงบวกที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในซูดานได้ และย่อมหมายถึง WFP ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ยุติความหิวโหย (SDG 2 Zero Hunger) ได้เช่นกัน เนื่องจากแนวทางที่กำหนดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานไม่ได้มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุแท้จริง อันเป็นผลมาจากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับ WFP ในการดำเนินงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ
ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ไปสู่การสมัครเป็นสมาชิกนาโต และวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมุมมองและรู้สึกว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคาม โดยในการศึกษาครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก มาประกอบการวิเคราะห์จากการศึกษาพบว่า ฟินแลนด์พยายามและมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายความเป็นกลาง เพื่อความอยู่รอด รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และปรารถนาที่จะอยู่นอกเหนือผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันของมหาอำนาจ โดยสืบทอดแนวนโยบายความเป็นกลางผ่านบทบาททางการเมืองของผู้นำฟินแลนด์มาหลายรุ่น ตามแนวทาง Paasikivi-Kekkonen ในปี 2022 หลังจากเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ฟินแลนด์วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งชี้ว่าฟินแลนด์ตกอยู่ในความเสี่ยงอาจถูกคุกคามความมั่นคง ผู้นำฟินแลนด์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ ปัจจัยแรก การรับรู้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเกี่ยวกับรัสเซียว่าเป็นภัยคุกคามทางทหาร ได้แก่ รัสเซียสามารถที่จะโจมตีเพื่อนบ้านของตน การระบาดของสงครามแสดงให้เห็นข้อจำกัดที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศอื่นๆ และการโจมตีของรัสเซียตอกย้ำว่ารัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์สามารถสร้างพื้นที่สำคัญสำหรับการซ้อมรบได้ ปัจจัยที่สอง การเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดเห็นของสาธารณชนที่สนับสนุนการเข้าร่วมนาโต ชาวฟินแลนด์แสดงความพึงพอใจและสนับสนุนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตและต้องการความมั่นคงในรูปแบบพันธมิตรทางทหารอย่างมาก ผลการสำรวจฯพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 76 เห็นด้วยและสนับสนุนการเป็นสมาชิกนาโต และร้อยละ 12 ไม่เห็นด้วย ปัจจัยดังกล่าวได้นำฟินแลนด์มุ่งสู่การสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตสำเร็จสมบูรณ์ (สมาชิกลำดับที่ 31) เมื่อ 4 เมษายน 2023
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการขยายอิทธิพลของ TNLA ในรัฐฉานเหนือและกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาในช่วงต้นทศวรรษ 2550 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและ TNLA ในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ ว่ามีผลต่อพลวัตการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของ TNLA อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิดรัฐล้มเหลว (failed states) ในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของ TNLA มิได้เป็นผลจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นผลจากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2552 TNLA ได้พัฒนาศักยภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในด้านศักยภาพทางการทหาร โครงสร้างการปกครองในพื้นที่ควบคุม และเครือข่ายเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ส่งผลให้เมียนมาเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวอย่างชัดเจน รัฐบาลทหารเมียนมาสูญเสียความสามารถในการควบคุมพื้นที่ชายแดน การจัดบริการสาธารณะ และความชอบธรรมทางการเมือง เปิดโอกาสให้ TNLA สถาปนาอำนาจควบคุมพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ในบริบทดังกล่าว จีนซึ่งมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในรัฐฉานเหนือ ได้ดำรงความสัมพันธ์กับ TNLA ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ผ่านกลไกเศรษฐกิจชายแดน การค้า การลงทุน และการสนับสนุนทางทหารทางอ้อม ซึ่งช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของ TNLA ทั้งในมิติทางทหารและการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจีนก็ได้ใช้กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธอย่าง TNLA เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและคุ้มครองผลประโยชน์ของตนในรัฐฉานเหนือ ดังนั้น พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ TNLA จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา รวมทั้งต่อการเติบโตของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดน และทิศทางของรัฐล้มเหลวในอนาคตว่าจะสามารถฟื้นฟู สู่ความเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม หรือจะดำรงอยู่ในสถานะรัฐเปราะบางซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจต่อไปxx
บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง
บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งนี้วิเคราะห์บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980–1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาและส่งผลต่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องบทบาท (Role Theory) และคุณลักษณะเฉพาะของผู้ตัดสินใจ (Idiosyncratic Variables) พบว่าพลอากาศเอกสิทธิฯ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทนำในการผลักดันให้ไทยใช้เวทีอาเซียนสร้างความเป็นเอกภาพ แสวงหาแนวร่วมระหว่างประเทศ และยึดหลักสันติวิธีในการจัดการกับวิกฤตกัมพูชา พร้อมทั้งสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลผสมเขมรสามฝ่ายได้รับการยอมรับจากนานาชาติ นอกจากนี้ บุคลิกภาพ ความซื่อสัตย์ ประสบการณ์ทางทหาร และทักษะการทูตของเขา ล้วนส่งผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของปัจเจกบุคคลในฐานะผู้ตัดสินใจ และบทบาทของไทยในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคที่ส่งเสริมสันติภาพในอินโดจีน
กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล
กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของกองทัพอากาศไทยในการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ และเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติการและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายของภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมมุติฐานหลักของงานวิจัยนี้เสนอว่า การพัฒนาสมรรถนะของการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บริบทที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์วิกฤต กรอบกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการอพยพคนในภาวะสงครามและความขัดแย้ง บทเรียนของกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมา และแนวทางปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา สารนิพนธ์นำปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ผ่านแผนภาพก้างปลา (Fishbone Diagram) โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด 4M1E (Man, Machine, Material, Method, Environment) และกรอบการจัดการวิกฤต (Crisis Management) ผลการศึกษาตามกรอบดังกล่าวพบว่า กองทัพอากาศไทยสามารถวางแนวทางพัฒนาปฏิบัติการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยภายใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร อากาศยาน อุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ แบบแผนวิธีการปฏิบัติงานที่มีการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการกำหนดแนวทางสำหรับปฏิบัติการแต่ละครั้ง สารนิพนธ์ยังเน้นความสำคัญของมาตรฐานระหว่างประเทศและปัจจัยในสถานการณ์วิกฤตต่างประเทศในกระบวนการวางแผนภารกิจและการประสานงานกับหน่วยงานภายในและภายนอก จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยจัดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่ 1) พัฒนากลไกการประสานงาน 2) พัฒนาคู่มือการปฏิบัติการอพยพคนไทยในต่างประเทศ 3) เตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอยู่เสมอ 4) ส่งเสริมระบบการฝึกซ้อมให้เพียงพอ และ 5) มีระบบประเมินผลที่มีคุณภาพ
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยการเมืองภายในประเทศในอาเซียน ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าหรือความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค ภายใต้บริบทของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิด Neoclassical Realism ซึ่งนอกจากปัจจัยภายนอกของรัฐแล้ว ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในของรัฐ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง วิธีการตัดสินใจของผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการ และแรงสนับสนุนจากภายในประเทศในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากการศึกษากรณีตัวอย่างจำนวน 4 โครงการ ในความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน ทั้งที่แล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ พบว่าระดับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของโครงการต่าง ๆ มีผลมาจากปัจจัยทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ โครงการความร่วมมือกับจีนผ่านระบบรางจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนทางนโยบาย และการสนับสนุนในระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง หากขาดปัจจัยเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความล่าช้า แม้จะมีเจตนาดีที่จะร่วมลงทุนหรือมีความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศแล้วก็ตาม
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 - 2566 โดยศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย กรณีศึกษาแรงงานเมียนมา และความ ท้าทายในการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเผชิญความท้าทายต่อการจัดการแรงงานงานข้ามชาติเมียนมา ด้านแรงงานของไทยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 อย่างไร ภายใต้ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มาเป็นการส่วนประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยเป็นไปตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งกำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องออกนโยบายหรือมาตรการในการจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ในแต่ละปี โดยมักเป็น ในรูปแบบการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนของแรงงานผิดกฎหมาย หรือผ่อนผันกลุ่มแรงงานเดิม ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงให้สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ตามที่มติกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาด โดยเฉพาะในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และแรงงานในบ้าน และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและในระยะสั้นเท่านั้น รวมทั้งยังไม่สามารถลดจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้มากเท่าที่ควร ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้อาจก่อนให้เกิดขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากนายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ไม่ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศที่ไทยกำลังดำเนินอยู่
The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob
The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article examines the problem of copyright infringement in the context of Text and Data Mining (TDM) under Thailand’s Copyright Act B.E. 2537 (1994), comparing it with the legal frameworks of the United States, the United Kingdom, Japan, and China. TDM, a key process in extracting insights from large datasets, often requires reproducing copyrighted materials, raising copyright infringement concerns. While countries like Japan and the U.S. have adopted flexible or specific exceptions facilitating TDM, Thailand’s current legal structure, particularly Section 32 and its interpretation by the Supreme Court, offers limited scope for such activities. This restrictiveness hinders innovation and places …
Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin
Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The nominee shareholding agreement, as a flexible investment arrangement, caters to the specific needs of the Chinese commercial environment, such as safeguarding privacy, circumventing investment restrictions, and facilitating the intergenerational transfer of family businesses. While such agreements have played a positive role in broadening investment channels and promoting the development of a market-oriented economy, their inherent secrecy and lack of regulatory clarity have also introduced instability and legal uncertainty into the market. Despite the widespread use of nominee shareholding agreements in China, there is still no comprehensive and explicit legal framework to define their nature or to regulate their use. …
Legal Issues Of Consumer Rights Protection In China’S Cross-Border E-Commerce Under The Rcep Framework, Peilin Zhang
Legal Issues Of Consumer Rights Protection In China’S Cross-Border E-Commerce Under The Rcep Framework, Peilin Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research examines legal shortcomings in China’s cross-border e-commerce consumer protection regime under the RCEP framework. It identifies key issues including fragmented jurisdiction, inadequate Online Dispute Resolution (ODR) mechanisms, insufficient personal information safeguards, and weak regulatory coordination. Although China’s E-Commerce Law and related statutes have established a foundation, they fall short in addressing cross-border complexities. Drawing on RCEP’s consumer protection provisions, the study proposes targeted reforms: improving jurisdictional clarity through party autonomy and denationalization principles; clarifying the legal status of ODR and unifying procedural standards; strengthening personal information protection through tiered consent and clear withdrawal mechanisms; and enhancing inter-agency coordination …
การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์
การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในภาคธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดขยะอาหาร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 2 และ SDG 12) โดยใช้การวิจัยเอกสารเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) และแคนาดา ร่วมกับการประมวลทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อศึกษาทางกฎหมายด้านความรับผิดของผู้บริจาค แรงจูงใจทางภาษี มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำเครื่องมือคาร์บอนเครดิตมาใช้ในบริบทไทย ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองผู้บริจาค ขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังไม่มีแนวทางกลางด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการบริจาคจากภาคธุรกิจ ผู้วิจัยเสนอให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริจาคอาหารและลดการสูญเสียอาหาร กำหนดนิยาม หลักเกณฑ์ และความคุ้มครอง จัดตั้งกองทุนเยียวยาและสนับสนุนระบบประกันภัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนา ระบบ e-Donation ควบคู่การตรวจสอบย้อนกลับ ออกแนวทางกลางด้านความปลอดภัย และนำการบริจาคอาหารเข้าสู่โครงการ T-VER มาตรการเหล่านี้จะสร้างกรอบกฎหมายที่ส่งเสริมการบริจาคอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ประโยชน์สาธารณะ และความยั่งยืนของประเทศ
การคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา, วิทิต แทบทาม
การคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา, วิทิต แทบทาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยเกณฑ์ (benchmarks) จากการกระทำที่เป็นการหลอกลวงให้เข้าใจผิดตามกฎเกณฑ์กลางของสหภาพยุโรป Unfair Commercial Practices Directive (DIRECTIVE 2005/29/EC) และการประยุกต์ใช้ของประเทศที่อนุวัติการกฎเกณฑ์กลางของสหภาพยุโรปดังกล่าว โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสารศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เช่น กฎหมายของประเทศไทย กฎหมายของต่างประเทศ คำพิพากษาของศาล ตำราทางกฎหมาย บทความทางกฎหมาย รวมทั้งข้อมูลเอกสารทางกฎหมายที่ปรากฏอยู่ในรูปแบบของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์หาแนวทางของข้อพิจารณาเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคและข้อพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางจากการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผลการวิจัยพบว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดทัศนคติของผู้บริโภคในการให้ความคุ้มครองด้านการโฆษณา เพื่อเป็นจุดอ้างอิงในการพิจารณาการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม แต่ไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานทัศนคติสูงเทียบเท่าสหภาพยุโรปและการนิยามผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางแบบสหภาพยุโรปไม่มีความจำเป็นสำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา เนื่องจากท้ายที่สุดนำมาซึ่งการคุ้มครองความเสียหายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้เช่นเดียวกันกับแนวทางที่ประเทศไทยปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน แต่สามารถนำมาเสริมเป็นหลักการเบื้องหลังในการพิจารณาช่วยคัดกรองประเภทของข้อความที่ควรควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ผลการวิจัยพบว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดทัศนคติของผู้บริโภคในการให้ความคุ้มครองด้านการโฆษณา เพื่อเป็นจุดอ้างอิงในการพิจารณาการโฆษณาด้วยข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม แต่ไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานทัศนคติสูงเทียบเท่าสหภาพยุโรปและการนิยามผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางไม่มีความจำเป็นสำหรับการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณาในบริบทของประเทศไทย เนื่องจากท้ายที่สุดนำมาซึ่งการคุ้มครองความเสียหายที่จะเกิดกับผู้บริโภคได้เช่นเดียวกันกับแนวทางที่ประเทศไทยปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน แต่สามารถนำมาเสริมเป็นหลักการเบื้องหลังในการพิจารณาช่วยคัดกรองประเภทของข้อความที่ควรควบคุมเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางได้ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการเพิ่มเติมเรื่องทัศนคติของผู้บริโภคโดยกำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งเป็นกลไกที่กฎหมายได้บัญญัติรองรับไว้แล้วและในการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้านการโฆษณา ให้นำกระบวนการตาม Article 5(3) ของ UCPD ใช้เป็นหลักการเบื้องหลังในการพิจารณาข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ “อาจ” เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค เพื่อช่วยคัดกรองประเภทของข้อความที่ควรควบคุม ในกรณีที่ข้อความนั้นอาจกระทบต่อการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการต่อผู้บริโภค 3 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่มีข้อจำกัดอายุ ผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายหรือจิตใจ ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านวิจารณญาณ พร้อมข้อพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางด้วยแนวทางที่ยึดตามกลุ่ม (Class based approach) และแนวทางที่ยึดตามสภาวะ (State based approach)
มาตรการทางกฎหมายกรณีคู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, ธมนวรรณ พันธุ์สาย
มาตรการทางกฎหมายกรณีคู่สัญญาไม่ได้กำหนดกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ, ธมนวรรณ พันธุ์สาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ไม่ได้บัญญัติเรื่องหลักเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการไว้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดคำถามและปัญหาในการตีความว่าอนุญาโตตุลาการจะมีวิธีเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศอย่างไร บทความนี้กล่าวถึงปัญหาบางประการของการพิจารณาเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ ได้แก่ ปัญหาความไม่ชัดเจนในบทบัญญัติว่าด้วยหลักเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 และปัญหาการเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญาอนุญาโตตุลาการในประเทศไทยกับต่างประเทศ อันจะเป็นแนวทางในการแก้ไขพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ต่อไป
กฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, มุก จันทร์ศรี
กฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, มุก จันทร์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ตามคำแนะนำขององค์กรด้านประชาธิปไตย เพื่อศึกษาวิธีการเลือกตั้งและกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา (รัฐฟลอริดา รัฐหลุยส์เซียน่า รัฐจอร์เจีย และรัฐโอคลาโฮม่า) ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย (เขตปกครองนครหลวงออสเตรเลีย) และประเทศเอสโตเนีย เพื่อเสนอแนะหลักเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบังคับใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า การเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องเคารพหลักการสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ได้แก่ หลักการเลือกตั้งโดยทั่วไป โดยตรง เสมอภาค เสรีและลับ และหลักเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมายสำหรับการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ควรประกอบด้วยเนื้อหาสาระ ดังนี้ การรับรองการจัดการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การรับรองหลักการสำคัญของเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย รูปแบบการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ บทนิยามศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงคะแนนเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ การทดสอบและรับรองเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์ การมีเครื่องบันทึกกระดาษสำหรับตรวจสอบโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter Verifiable Paper Audit Trail - VVPAT) ขั้นตอนการลงคะแนนและการนับคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การรักษาความปลอดภัยของการลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง การคัดค้านการเลือกตั้ง การนับคะแนนใหม่ การเก็บรักษาข้อมูลการลงคะแนน บทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนการเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเข้าถึงของผู้มีส่วนได้เสีย และความรับผิดชอบของผู้ขายอุปกรณ์การเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อเสนอแนะของการวิจัย ได้แก่ ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยยกเลิกความในมาตรา 83 วรรคสอง และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งหรือโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ” และควรแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 โดยเพิ่มหมวด 5/1 การออกเสียงลงคะแนนและการนับคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ประเด็นปัญหาวัคซีนโควิด-19 ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551, สุขัณ ถิรวรานันท์
ประเด็นปัญหาวัคซีนโควิด-19 ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551, สุขัณ ถิรวรานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้วัคซีนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ผลิตและผู้นำเข้าวัคซีน ในกรณีที่เกิดผลข้างเคียงหรือความเสียหายต่อผู้รับวัคซีน งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาทางกฎหมายของวัคซีนโควิด-19 ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 รวมทั้งเปรียบเทียบกับแนวทางของกฎหมายต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และญี่ปุ่น จากการศึกษา พบว่า แม้พระราชบัญญัติฯ ของไทยจะกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ามีความรับผิดโดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (strict liability) แต่ยังขาดข้อยกเว้นที่สำคัญ เช่น หลัก “สถานะความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ” (State of the Art Defense) และระบบการชดเชยความเสียหายแบบไม่ต้องพิสูจน์ความผิด (No-Fault Compensation System) ที่มีในกฎหมายของประเทศเปรียบเทียบ การขาดข้อยกเว้นดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคและการส่งเสริมนโยบายสาธารณสุข โดยเฉพาะในกรณีที่วัคซีนมีความเสี่ยงโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้วิจัยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ โดยบัญญัติข้อยกเว้น “สถานะความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาการ” (State of the Art Defense) ให้ชัดเจน จัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายจากวัคซีนแบบ No-Fault และพัฒนาระบบการแจ้งเตือนและการยินยอมโดยชัดเจน (Informed Consent) เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีความซับซ้อนสูงและมีผลกระทบในระดับสาธารณสุขอย่างกว้างขวาง
การปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน, ดรินรัก การธราชว์
การปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน, ดรินรัก การธราชว์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และเปรียบเทียบปัญหาความรับผิดทางอาญากรณีปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของประเทศไทยกับกฎหมายต่างประเทศ เนื่องจาก การดำเนินคดีอาญาส่วนใหญ่กระทบสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศไทย มีเพียงโทษทางอาญาที่นำมาใช้กับผู้ต้องหาที่ปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของผู้ต้องหาในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินสมควรแก่เหตุ จึงเห็นสมควรให้บัญญัติมาตรการบังคับทางปกครอง นอกเหนือจากการลงโทษทางอาญาเพิ่มเติมไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย
ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก, ภัทรานิษฐ์ พรหมอารักษ์
ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก, ภัทรานิษฐ์ พรหมอารักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก โดยเป็นการศึกษาด้วยวิธีวิจัยทางเอกสารด้วยวิธีพรรณนาและวิเคราะห์โดยทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากบทบัญญัติกฎหมาย คำพิพากษาศาล หนังสือตำรา และบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ การจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสามารถพบได้ทั่วไป โดยมีผลทางกฎหมายให้บริษัทแม่กับบริษัทลูกเป็นคนละนิติบุคคลกัน และความรับผิดแยกต่างหากจากกันตามหลักการแบ่งแยกความเป็นนิติบุคคลของบริษัทและหลักการจำกัดความรับผิดของผู้ถือหุ้น ตามลำดับ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายจะเรียกให้รับผิดได้ก็แต่บริษัทลูกเท่านั้น อย่างไรก็ดี บางครั้งการเรียกร้องกับบริษัทลูกไม่เป็นผล หรือมีบางสถานการณ์ที่บริษัทแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้เสียหายจึงมีความพยายามเรียกร้องค่าเสียหายกับบริษัทแม่ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ยังไม่มีบทบัญญัติให้บริษัทแม่เข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก หากบริษัทแม่มีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดมลพิษหรือกำกับดูแลบริษัทลูก แต่ขาดการยึดถือแหล่งกำเนิดมลพิษทางกายภาพหรือเจตนาครอบครองเพื่อตนเองอย่างใดอย่างหนึ่งไป อันไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ครอบครอง หากบริษัทแม่มีการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด แต่เป็นการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกในทางมิชอบ และหากบริษัทแม่มีส่วนในการเลิกกิจการของบริษัทลูกโดยมีเจตนาแอบแฝง ดังนั้น วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แก้ไขเพิ่มนิยามของผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และกำหนดบทบัญญัติความรับผิดทางแพ่งขึ้นมาโดยเฉพาะในพระราชบัญญัติเดียวกันนี้เกี่ยวกับการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด และการเลิกกิจการของบริษัทลูกโดยมีเจตนาแอบแฝง เพื่อเรียกให้บริษัทแม่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก
สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์, วรรณกานต์ สิทธิสุข
สิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์, วรรณกานต์ สิทธิสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินำงานอันมีลิขสิทธิ์ของตนไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในประเทศไทย ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดมักจะต้องประสบปัญหาการถูกละเมิดลิขสิทธิ์และได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องลงทุนและเสียค่าตอบแทนจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิแบบเด็ดขาดภายใต้ขอบเขตที่จำกัด แต่กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติคุ้มครอง อีกทั้งแนวคำพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงมีความไม่ชัดเจน จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ที่มุ่งศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้กับกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดและการอนุญาตให้ใช้สิทธิในลิขสิทธิ์ อาทิ การกำหนดบทนิยามของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดอำนาจฟ้องของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ การกำหนดสิทธิประการต่าง ๆ ของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดแบบของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด ในขณะที่กฎหมายลิขสิทธิ์ของสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกานั้นมีบทบัญญัติกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน เช่น การกำหนดบทนิยามของการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด การกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดมีอำนาจดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ในนามของตนเอง มีสิทธิในการได้รับค่าเสียหายที่ศาลสั่งให้ชดใช้ และมีสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้ระงับหรือละเว้นการกระทำละเมิด การกำหนดให้การอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงลายมือชื่อ เป็นต้น ผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสอดรับกับสมมติฐานของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ซึ่งกำหนดไว้ว่า ประเทศไทยยังขาดบทบัญญัติกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาด ทำให้เกิดปัญหาการตีความเรื่องสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ จึงควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนจึงเห็นควรให้มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งสามารถดำเนินการได้สองแนวทาง ได้แก่ แนวทางแรก คือ การนำหลักการของกฎหมายต่างประเทศในเรื่องการอนุญาตให้ใช้สิทธิแบบเด็ดขาดและสิทธิในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์มาพัฒนาและปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดทำต้นแบบสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่มีข้อกำหนดเรื่องสิทธิในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิประการอื่น ๆ ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาทหรือความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่สัญญาในภายหลัง
การคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิเลิกสัญญาในสัญญาประกันวินาศภัย, ณัฐณิชา พรหมหอม
การคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิเลิกสัญญาในสัญญาประกันวินาศภัย, ณัฐณิชา พรหมหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำสัญญาประกันวินาศภัยเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่มนุษย์ใช้เป็นวิธีปกป้องตนเองจากผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงภัยต่างๆ ซึ่งอาจเกิดจากเหตุการณ์ธรรมดาอย่างอุบัติเหตุ ไปจนถึงเหตุการณ์รุนแรงอย่างเช่นโรคระบาด โดยการโอนความเสี่ยงภัยนั้นเข้าสู่การรวมกลุ่มของความเสี่ยงภัยที่จะถูกบริหารจัดการโดยผู้ประกอบธุรกิจประกันภัย ด้วยกรมธรรม์อันเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันวินาศภัยมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ฝ่ายผู้รับประกันภัยโดยอาศัยความเชี่ยวชาญทางธุรกิจจัดทำขึ้นไว้แล้ว ซึ่งมิได้เปิดโอกาสอย่างแท้จริงให้ผู้เอาประกันภัยซึ่งเข้าทำสัญญาในฐานะผู้บริโภคสามารถต่อรองเงื่อนไขของสัญญาได้ จึงมักมีปัญหาว่ามีข้อสัญญาที่ผู้รับประกันภัยเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่าอยู่มาก หรือมีข้อมูลที่ผู้บริโภคไม่ได้รับอย่างถูกต้องในเวลาที่เข้าทำสัญญา วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิเลิกสัญญาประกันวินาศภัยในประเด็นศึกษาสองประการ ได้แก่ มีความเหมาะสมที่จะกำหนดข้อสัญญาซึ่งให้สิทธิผู้รับประกันภัยเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการมีสิทธิเลิกสัญญาไว้ในสัญญาหรือไม่ และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่อาจเสียเปรียบในการเข้าผูกพันตามสัญญาสำเร็จรูปให้ได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างถูกต้องและทำความเข้าใจตัวสัญญา มีความเหมาะสมในการกำหนดระยะไตร่ตรองในสัญญาประกันวินาศภัยเพื่อเป็นสิทธิเลิกสัญญาของผู้บริโภคในสัญญาประกันวินาศภัยหรือไม่ โดยทำการศึกษาผ่านลักษณะของสัญญาประกันวินาศภัย แนวคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัญญาและการคุ้มครองผู้บริโภค มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในสัญญาประกันวินาศภัยในต่างประเทศและประเทศไทย จากการศึกษาได้ผลการวิเคราะห์ว่า 1) ข้อสัญญาซึ่งให้สิทธิผู้รับประกันภัยเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ระบุเหตุแห่งการใช้สิทธิเลิกสัญญาไว้ไม่เหมาะสมที่จะถูกกำหนดให้อยู่ในสัญญาประกันวินาศภัย 2) ควรกำหนดให้สิทธิเลิกสัญญาภายในระยะเวลาไตร่ตรองแก่ผู้บริโภคไว้ในสัญญาประกันวินาศภัย โดยไม่จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นจากการเสนอขายที่คู่สัญญาอยู่ห่างกันโดยระยะทาง แต่ก็มีข้อจำกัดการให้สิทธิแก่สัญญาประกันวินาศภัยบางลักษณะ ทั้งนี้ วิทยานิพนธ์นี้ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นศึกษาทั้งสองประการ จากการศึกษาพบว่ามาตรการดังกล่าวมีปัญหาที่ทำให้ผู้บริโภคยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นศึกษาเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ข้อพิจารณาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล, อวัสดา วุฒิชนม์
ข้อพิจารณาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล, อวัสดา วุฒิชนม์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในความเป็นจริงมีหลากหลายกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหลายรายได้แบ่งปันและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน เนื่องจากการนำส่ง การใช้ และการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างองค์กรเป็นการดำเนินการตามปกติธุระเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ อยู่แล้ว เช่น การจัดกิจกรรม สัมมนา และแคมเปญ (Campaign) เป็นต้น ซึ่งการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกันในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมดังกล่าวมีฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วมได้ ขณะที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ยังไม่ได้กำหนดหลักการและหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลร่วม และหลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลว่า ข้อพิจารณาสำคัญของการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกันอันได้แก่ การจัดทำข้อตกลงการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการระบุวัตถุประสงค์และวิธีการในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และการระบุสถานะของแต่ละฝ่าย รวมถึงการจัดทำแผนงานของการใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน (Data Sharing) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยจากการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างหน่วยงานที่มีการใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันกับองค์กรอื่นพบว่า การจัดทำข้อตกลงการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกัน และการจัดทำแผนการดำเนินงาน มีส่วนช่วยในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยทำให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละรายที่เกี่ยวข้องทราบถึงบทบาทและความรับผิดชอบของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะมีผลให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละรายที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมดังกล่าวสามารถพิจารณาถึงความรับผิดที่เกี่ยวข้องได้
การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์
การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า” ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ในรูปแบบเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ทั้งหมด 6 คน ได้แก่ นักการตลาด นักการวางแผนกลยุทธ์ และครีเอเทีฟ ในส่วนของเชิงปริมาณใช้วิธีเชิงสำรวจด้วยการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากผู้ที่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน จากการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า องค์กรมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสามารถสร้างความแตกต่างทางการตลาด ควบคุมได้ง่าย ยืดหยุ่นในการออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหา คุ้มค่าในระยะยาว และควบคุมภาพลักษณ์ได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นซีและอัลฟา อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องต้นทุน ความสมจริง และความน่าเชื่อถือ โดยมีแนวโน้มการใช้งานในอนาคตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่น ความงาม เทคโนโลยี และความบันเทิง จากการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ความบันเทิงในระดับมาก ขณะที่การรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ทัศนคติโดยรวมอยู่ในเชิงบวก โดยมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงเป็นนวัตกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจและสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในตราสินค้า ส่วนการยอมรับอยู่ในระดับสูง ที่มาจากสมมติฐานที่ว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการยอมรับ (ค่าเพียร์สัน = 0.73) แต่พฤติกรรมการใช้งานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการสมมติฐานพบว่า การยอมรับและพฤติกรรมการใช้มีความสัมพันธ์กันแต่อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเพียร์สัน = 0.52) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการยอมรับในเชิงความคิดและการปฏิบัติจริงของผู้บริโภค