Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (865)
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Computer Sciences (463)
-
- Social and Behavioral Sciences (410)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Medicine and Health Sciences (354)
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Chemistry (251)
- Computer Engineering (242)
- Education (182)
- Business (169)
- Environmental Engineering (161)
- Life Sciences (143)
- Architecture (142)
- Materials Science and Engineering (118)
- Polymer Chemistry (117)
- Communication (105)
- Communication Technology and New Media (105)
- Mass Communication (105)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Economics (101)
- Engineering Mechanics (100)
Articles 601 - 630 of 4697
Full-Text Articles in Entire DC Network
Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi
Synthesis And Biophysical Properties Of Zwitterionic Pyrrolidinyl Peptide Nucleic Acid, Wachiraya Pinthongnoi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Pyrrolidinyl peptide nucleic acid (pyrrolidinyl PNA) is a synthetic DNA mimic featuring a conformationally constrained backbone comprising alternating proline and cyclic b-amino acid dipeptide subunits. AcpcPNA is a typical example of pyrrolidinyl PNA that demonstrates excellent binding specificity to DNA targets along with high chemical and biological stability. Although pyrrolidinyl PNA holds strong promises for biological applications, it also has limitations due to its hydrophobic nature, which leads to poor water solubility and non-specific binding to hydrophobic molecules such as proteins, lipids, plastics, or even other PNA molecules. To address these issues, the pyrrolidinyl PNA backbone was modified to become …
การศึกษาเปรียบเทียบแบบจำลองโครงข่ายปฏิปักษ์เชิงกำเนิดในการสร้างภาพความละเอียดสูงเพื่อการตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก, ภัทรชนน สกุลคู
การศึกษาเปรียบเทียบแบบจำลองโครงข่ายปฏิปักษ์เชิงกำเนิดในการสร้างภาพความละเอียดสูงเพื่อการตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก, ภัทรชนน สกุลคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตรวจจับวัตถุขนาดเล็ก (Small Object Detection) เป็นหนึ่งในความท้าทายด้านคอมพิวเตอร์วิทัศน์ เนื่องจากภาพที่มีความละเอียดต่ำมักมีข้อจำกัดด้านการระบุขอบเขตและรายละเอียดของวัตถุ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแบบจำลอง Super-Resolution GAN คือ SRGAN ESRGAN Real-ESRGAN และ BSRGAN กับวิธีการสร้างภาพความละเอียดสูงแบบดั้งเดิม คือ Bilinear และ Bicubic เพื่อศึกษาว่าการเพิ่มความละเอียดของภาพสามารถช่วยให้การตรวจจับวัตถุขนาดเล็กมีความแม่นยำสูงขึ้นหรือไม่ โดยการทดลองดำเนินการกับภาพต้นฉบับขนาด 160 × 160 พิกเซล และสร้างภาพความละเอียดสูงขนาด 640 × 640 พิกเซลก่อนนำไปประเมินผลการตรวจจับวัตถุผ่านตัวชี้วัด mAP@50 และ mAP@50-95 ในสามชุดข้อมูล ได้แก่ ภาพสายเคเบิล Microglia และวัชพืช Ridderzuring ผลการทดลองพบว่า SRGAN ให้ค่า mAP@50 สูงสุดในทุกชุดข้อมูล ในขณะที่ Real-ESRGAN และ BSRGAN มีค่าต่ำกว่าวิธีอื่นในบางกรณี อย่างไรก็ตาม แม้ว่า SRGAN จะมีความแม่นยำสูงสุด แต่ใช้เวลาในการสร้างภาพมากกว่าวิธี Bicubic ประมาณ 4-7 เท่า ทำให้ต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างความเร็วและความแม่นยำ ทั้งนี้ ภาพต้นฉบับความละเอียดสูง (HR) ยังคงให้ค่าคะแนนสูงสุดในทุกชุดข้อมูล ซึ่งสะท้อนว่าการใช้ Super-Resolution สามารถลดช่องว่างระหว่างภาพความละเอียดต่ำและภาพต้นฉบับได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานเกี่ยวกับการตรวจจับวัตถุจากภาพความละเอียดต่ำได้จริง
Parameter Tuning Of Information Directed Sampling In Credit Scoring Problems Under Ungeneralizable Contextual Logistic Bandit Model, Sorawit Panjapiyakul
Parameter Tuning Of Information Directed Sampling In Credit Scoring Problems Under Ungeneralizable Contextual Logistic Bandit Model, Sorawit Panjapiyakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the tuning parameter of Information Directed Sampling (IDS) in credit scoring problems under an ungeneralizable contextual logistic bandit framework. Decision-making scenarios, such as credit scoring and underwriting, involve balancing the tradeoff between exploration and exploitation, which is essential for optimizing learning efficiency in the environment while minimizing costs. The IDS algorithm offers a principled framework that leverages mutual information to enhance the decision-making process. However, its learning performance is dependent on the tuning parameter, denoted as gamma, which plays a key role in balancing information gain and expected regret. Extensive simulation experiments were conducted to identify the …
ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์
ประสิทธิภาพการพยากรณ์ของการวิเคราะห์เชิงฟังก์ชันและการเรียนรู้เชิงลึก, บุณฑริกา พรหมสถิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ของตัวแบบ Functional Principal Component Regression (FPCR) กับตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก (Recursive Neural Network: RNN, Long Short-term Memory: LSTM, Gated Recurrent Unit: GRU) ภายใต้สถานการณ์ที่มีความผันผวนแตกต่างกัน โดยใช้ชุดข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ (อุณหภูมิเฉลี่ยรายวัน), ปานกลาง (ปริมาณ PM 2.5 รายชั่วโมง) และสูง (อัตราการแลกเปลี่ยน Bitcoin รายนาที) ศึกษาการพยากรณ์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ตัวชี้วัด Mean Squared Error (MSE) และ Mean Integrated Squared Error (MISE) ผลการศึกษาพบว่า สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ FPCR ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึก โดยเฉพาะในการพยากรณ์ระยะกลางและระยะยาว ในทางกลับกัน สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนสูง FPCR เหนือกว่าการเรียนรู้เชิงลึกเฉพาะการพยากรณ์ระยะกลางเท่านั้น สำหรับข้อมูลที่มีความผันผวนปานกลางและสูง ขนาดของชุดข้อมูลฝึกไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพของตัวแบบทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของข้อมูลที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อมีชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า FPCR ในขณะที่ FPCR มีความแม่นยำสูงกว่าหากใช้ข้อมูลจำนวนน้อยและทำการพยากรณ์ในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ในการพยากรณ์ระยะสั้น FPCR มักให้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าตัวแบบการเรียนรู้เชิงลึกในทุกกรณี
การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ กรณีศึกษาดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พงษ์พล ยิ่งประทานพร
การเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ กรณีศึกษาดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พงษ์พล ยิ่งประทานพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการใส่ค่าสูญหายสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ และประเมินผลเพื่อเลือกวิธีการใส่ค่าสูญหายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอนุกรมเวลาเชิงพหุ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิดัชนีราคากลุ่มอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 8 กลุ่มอุตสาหกรรม จากฐานข้อมูล SETSMART ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 ถึง 1 มกราคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 4877 วัน ซึ่งได้มีการกำหนดรูปแบบการสูญหายออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การสูญหายรูปแบบสุ่ม การสูญหายรูปแบบช่วงตามลำดับ และการสูญหายรูปแบบบล็อก และกำหนดสัดส่วนการสูญหายของข้อมูลที่ร้อยละ 5 10 20 30 40 และ 50 ตามลำดับ โดยจำแนกวิธีการใส่ค่าสูญหายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเชิงสถิติ ประกอบไปด้วย ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ข้อมูลสุดท้ายก่อนการสูญหาย (LOCF) ข้อมูลล่าสุดหลังการสูญหาย (NOCB) และการประมาณค่าช่วงเส้นตรง (Linear Interpolation) การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง ประกอบไปด้วย ค่าคาดหวังสูงที่สุด (EM) การใส่ค่าสูญหายด้วยการทดแทนแบบพหุคูณด้วยสมการลูกโซ่ (MICE) เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่สุด (KNN) และป่าสุ่ม (Random Forest) และการใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีการเรียนรู้เชิงลึก ประกอบไปด้วย GP-VAE USGAN และ SAITS นอกจากนี้ผู้วิจัยใช้ค่ารากที่สองของค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองโดยเฉลี่ย (RMSE) ค่าความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์โดยเฉลี่ย (MAE) และค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์โดยเฉลี่ย (MAPE) ในการวัดประสิทธิภาพการใส่ค่าสูญหาย ผลการศึกษาพบว่าที่รูปแบบการสูญหายทั้ง 3 รูปแบบ และสัดส่วนการสูญหายที่น้อยกว่าร้อยละ 50 การใสค่าสูญหายด้วยการประมาณค่าช่วงเส้นตรง (Linear Interpolation) มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ในขณะที่สัดส่วนการสูญหายร้อยละ 50 ของรูปแบบการสูญหายทั้ง 3 รูปแบบ การใส่ค่าสูญหายด้วยวิธีป่าสุ่ม (Random Forest) มีประสิทธิภาพสูงที่สุด
ผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์, จินจุ เจริญยิ่งไพศาล
ผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์, จินจุ เจริญยิ่งไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์เป็นหนึ่งในแนวทางที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ผลลัพธ์ทางทฤษฎีจากการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์ที่มีข้อจำกัด กับ เครือข่ายประสาทเทียมแบบผลลัพธ์เดียว และผลลัพธ์เชิงปฏิบัติจากการเปรียบเทียบเครือข่ายประสาทเทียมแบบหลายผลลัพธ์ กับเครือข่ายประสาทเทียมแบบผลลัพธ์เดียวยังคงมีความแตกต่างกัน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลกระทบของฟังก์ชันกระตุ้นในชั้นซ่อนที่มีต่อประสิทธิภาพการใช้ข้อมูลของเครือข่ายประสาทเทียมในการจำแนกประเภทแบบไบนารี โดยทำการศึกษาในฟังก์ชันกระตุ้น 4 ชนิด ได้แก่ ฟังก์ชัน Sigmoid, ReLU, Leaky ReLU (LReLUs) และ Exponential Linear Units (ELUs) ภายใต้โครงสร้างประสาทเทียม 2 ประเภทที่ใช้เกณฑ์ในการกำหนดโหนดซ่อนแตกต่างกัน โดยจากผลการวิจัยพบว่า ฟังก์ชัน sigmoid เป็นฟังก์ชันกระตุ้นที่สามารถทำให้ประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติมีค่าใกล้เคียงกับผลลัพธ์เชิงทฤษฎีมากที่สุดในโครงสร้างทั้ง 2 ประเภท
Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul
Effect Of Data Visualization On Users' Running Performance On Treadmill, Thanaphon Amattayakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the effect of real-time data visualization on user performance and experience during treadmill running. Traditional treadmill displays usually present information in plain text, which may limit user engagement and motivation. To address this, the study introduced redesigned displays using data visualization techniques aligned with human perception, such as line graphs and progress bars, to make performance feedback more meaningful and easier to understand. The experiment compared three display conditions: a traditional treadmill display and two improved designs. A within-subjects design was used with 18 participants. Performance metrics such as time to exhaustion, heart rate, distance covered, and …
ประสิทธิภาพของแบบจำลองแบบผสมของการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการพยากรณ์ราคาหุ้น, กิตติคุณ ทัดประดิษฐ
ประสิทธิภาพของแบบจำลองแบบผสมของการเรียนรู้เชิงลึกสำหรับการพยากรณ์ราคาหุ้น, กิตติคุณ ทัดประดิษฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสิทธิภาพและระยะเวลาที่ใช้ของแบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกแบบผสม (Hybrid Deep Learning Models) ได้แก่ RNN, LSTM และ GRU ในรูปแบบการใช้โครงสร้างแบบผสม (Stacked layer) และเครือข่ายประสาทเทียมแบบซ้อนกัน (Cascaded neural network) ในการพยากรณ์ราคาปิดหุ้น รวมถึงศึกษาผลกระทบของการสลับลำดับของแบบจำลองภายใน Hybrid model เพื่อพิจารณาความแตกต่างของประสิทธิภาพการพยากรณ์ ทั้งในระยะสั้น 7 วัน และ ระยะยาว 30 วัน โดยมีการใช้ข้อมูลราคาหุ้นทั้งหมด 5 อุตสาหกรรม เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมละ 3 หุ้นตามระดับความผันผวนของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด (Beta) รวมทั้งหมด 15 ชุดข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมการพยากรณ์ระยะสั้น 7 วันและระยะยาว 30 วัน การสร้างแบบจำลองผสมด้วยวิธี Cascaded neural network มีประสิทธิภาพที่ไม่แตกต่างกับวิธี Stacked layers อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าหากพิจารณาด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการสร้างแบบจำลองจะพบว่า การสร้างแบบจำลองผสมด้วยวิธี Stacked layers ใช้เวลาสร้างแบบจำลองน้อยกว่าวิธี Cascaded neural network อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยประหยัดทรัพยากรในการสร้างแบบจำลองในการพยากรณ์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้การสลับลำดับของแบบจำลองที่ใช้ในการผสมแบบจำลอง ด้วยวิธี Cascaded neural network และ Stacked layers ในการพยากรณ์ระยะสั้น 7 วันและระยะยาว 30 วัน ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของ Hybrid Deep Learning Models อย่างมีนัยสำคัญ จึงสามารถสรุปได้ว่าการสร้าง Hybrid Deep Learning Models ด้วยวิธี Stacked layers ให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่มากกว่าการผสมด้วยวิธี Cascaded neural network ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
Enhanced Realism In Virtual Try-On Tasks Using Diffusion Methods, Saris Kiattithapanayong
Enhanced Realism In Virtual Try-On Tasks Using Diffusion Methods, Saris Kiattithapanayong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Virtual try-on technology is revolutionizing online retail by enabling customers to visualize garments on their bodies before purchasing. Traditional methods, often based on Generative Adversarial Networks (GANs), face challenges such as misalignment and visual artifacts, especially in complex poses. We present a virtual try-on framework leveraging diffusion models to enhance realism, accuracy, and garment detail preservation. Our approach integrates Vector Quantized Variational Autoencoders (VQ-VAEs) for precise feature matching within a diffusion U-Net architecture. By adopting image-based conditioning with the CLIP image encoder, our system utilizes visual features directly from clothing images for more faithful garment representations. Additionally, an Additional Feature …
การประเมินประสิทธิภาพของการเรียนรู้เชิงรุกโดยวิธีการเลือกแบบละโมบและวิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันกับข้อมูลรูปแบบข้อความ, อานนท์ พรหมจรรย์
การประเมินประสิทธิภาพของการเรียนรู้เชิงรุกโดยวิธีการเลือกแบบละโมบและวิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันกับข้อมูลรูปแบบข้อความ, อานนท์ พรหมจรรย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งเน้นการประเมินประสิทธิภาพของวิธีการเรียนรู้เชิงรุกสำหรับการคัดเลือกข้อมูลที่มีประโยชน์สูงสุดในการทำป้ายกำกับ โดยเปรียบเทียบวิธีการเลือกข้อมูลแบบสุ่ม วิธีการเลือกข้อมูลโดยวิธีละโมบ และวิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันด้วยการประมาณค่าแบบลาพลาซ ผ่านการทดลอง 100 รอบในการเลือกทวีตเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานครเพื่อฝึกโมเดลการถดถอยโลจิสติก ผลการทดลองพบว่าวิธีการเลือกข้อมูลโดยวิธีละโมบให้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการทดลอง เนื่องจากสามารถปรับปรุงโมเดลได้อย่างรวดเร็ว แต่ประสิทธิภาพลดลงในช่วงท้ายเมื่อจำนวนทวีตที่มีประโยชน์ลดลง ขณะที่วิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันด้วยการประมาณค่าแบบลาพลาซใช้เวลาในการคัดเลือกข้อมูลมากที่สุดและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนรอบการทดลองเพิ่มขึ้น ความแม่นยำของโมเดลก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้น ส่วนวิธีการเลือกข้อมูลแบบสุ่มใช้เวลาน้อยที่สุด แต่ไม่มีการเรียนรู้หรือปรับปรุงโมเดล ทำให้ประสิทธิภาพไม่ดีขึ้น จากผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่าวิธีการเลือกข้อมูลโดยวิธีละโมบเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงในสถานการณ์ที่ต้องการการเรียนรู้ที่รวดเร็ว ในขณะที่วิธีการสุ่มตัวอย่างของทอมป์สันด้วยการประมาณค่าแบบลาพลาซยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับศักยภาพในการเรียนรู้ในระยะยาว งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์ข้อมูลข้อความ เช่น การจำแนกประเภทความรู้สึกของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย หรือการประเมินความคิดเห็นของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ
A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai
A Customized Compartmental Epidemiological Model With Vaccination Groups For Covid-19 And Its Application To Pricing Pandemic Insurance Policies, Om Kanchanasakdichai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents an agent-based modeling framework designed to evaluate epidemic-responsive insurance mechanisms under behavioral and supply-side constraints. The model does not rely on empirical calibration or external datasets; instead, it explores how stylized agent behavior and systemic pressures jointly influence insurance uptake, coverage efficiency, and policy outcomes. The simulation integrates a stochastic SEIR+ disease progression structure with individual-level decision making shaped by perceived risk salience, scarcity sensitivity, and delayed response behavior. A two stage evaluation process is implemented: first, a global sensitivity analysis identifies the key drivers of agent and system behavior; second, a strategic policy simulation compares the …
Capm With Independent Regimes For The Alpha And Beta And An Application In Portfolio Optimization, Suwapith Payakapong
Capm With Independent Regimes For The Alpha And Beta And An Application In Portfolio Optimization, Suwapith Payakapong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
We develop a regime-dependent Capital Asset Pricing Model (CAPM), in which alpha and beta follow independent regime-switching processes, and use it in the mean-variance optimization (MVO) framework. Although the model does not significantly improve predictive metrics, we find that the predicted returns from the model have a larger rank correlation with the realized future returns than those from the historical mean and the common-regime CAPM, which assumes shared regime shifts between alpha and beta. The mean-variance portfolio derived from our model yields a superior out-of-sample risk-adjusted return compared to the portfolios derived from the equal-weight strategy, market index replication, the …
การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของพฤติกรรมการแวะชมและการใช้จ่ายที่เว็บไซต์แอมะซอน: ผลของโรคโควิด 19, ลภัสรดา บำรุงจิตต์
การวิเคราะห์เชิงประจักษ์ของพฤติกรรมการแวะชมและการใช้จ่ายที่เว็บไซต์แอมะซอน: ผลของโรคโควิด 19, ลภัสรดา บำรุงจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการแวะชมและการซื้อสินค้าของผู้บริโภคบนเว็บไซต์อเมซอน ในช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะในหมวดหมู่สินค้าประเภทเวชภัณฑ์และเครื่องแต่งกาย การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูล Comscore ของ Wharton Research Data Services ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งานเว็บไซต์อเมซอน ในปี 2019 และ 2021 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมในสองช่วงเวลาดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ตัวแปรสำคัญ ได้แก่ จำนวนหน้ามีหน่วยคือหน้า ระยะเวลาการแวะชมเว็บไซต์มีหน่วยคือนาที และมูลค่าการซื้อสินค้ามีหน่วยคือดอลลาร์ โดยผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการแวะชมและการซื้อสินค้าบนเว็บไซต์อเมซอน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด19 กล่าวคือความต้องการซื้อสินค้าในหมวดหมู่สินค้าประเภทเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาพ ในขณะที่หมวดเครื่องแต่งกายมีการแวะชมน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปลอดโรคในชีวิตประจำวันมากกว่าการซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ส่งผลให้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ข้อมูลที่ได้รับจากการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ และการปรับปรุงการดำเนินงานของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong
The Association Between Academic Stress, Parental Academic Pressure And Depression In Adolescents, Ngoc Anh Truong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional study investigates the relationships among parental academic pressure, academic stress, and depression in adolescents. Specifically, examining the mediating role of academic stress and analyzes the potential moderating effects of contextual factors, including peer pressure, teacher support, and stressful life events. Besides, investigating the prevalence of depression in Vietnamese adolescents. A total of 624 students aged 11 to 18 participated in the study, with 42.15% male. The participants were drawn from a secondary school and a high school in Ho Chi Minh City. Data were gathered using a questionnaire that included 6 scales to measure: depression, parental academic pressure, …
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเมาเรือของกำลังพลประจำเรือ กองทัพเรือไทย, ลีลาวดี เพ็งสุทธิ์
ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเมาเรือของกำลังพลประจำเรือ กองทัพเรือไทย, ลีลาวดี เพ็งสุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการเมาเรือจากการทำงานและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมกับการเกิดอาการเมาเรือในกำลังพลประจำเรือของกองทัพเรือไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกำลังพลประจำเรือสังกัดกองเรือยุทธการ ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านแบบสอบถามที่ออกแบบเพื่อประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเมาเรือ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเชิงคุณภาพกับการเมาเรือดำเนินการโดยใช้การทดสอบไคสแควร์และการทดสอบฟิชเชอร์ ผลการวิจัยพบความชุกของการเมาเรือที่ร้อยละ 40.8 โดยปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กับการเมาเรือ ได้แก่ การใช้ยาป้องกันการเมาเรือและคะแนนความไวรับต่อการ เมาเหตุเคลื่อนไหวที่สูงกว่า 11.3 สำหรับปัจจัยด้านการท างานและสิ่งแวดล้อม พบว่าขนาดของเรือ ระยะเวลาทำงานเฉลี่ยต่อวัน ตำแหน่งของห้องนอน และสภาพอากาศที่มีพายุขณะเดินเรือ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p < 0.05) กับการเกิดอาการเมาเรือ ดังนั้นจึงควรกำหนดนโยบายการคัดกรองและประเมินความเสี่ยง ต่อการเมาเรือสำหรับกำลังพลก่อนการปฏิบัติหน้าที่ พิจารณาใช้คะแนนความไวรับต่อการเมาเหตุเคลื่อนไหวใน การวางแผนมาตรการป้องกันและการมอบหมายหน้าที่ที่เหมาะสม จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและ จัดการการเมาเรือแก่กำลังพลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในเรือเพื่อลดปัจจัยกระตุ้นการ เมาเรือ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและจัดการปัญหาการเมาเรือในกำลังพลประจำเรือของกองทัพเรือไทย
Tumor Prognosis In Nasopharyngeal Carcinoma Using Deep Transfer Learning With Radimagenet From Ct Images, Parida Petiraksakul
Tumor Prognosis In Nasopharyngeal Carcinoma Using Deep Transfer Learning With Radimagenet From Ct Images, Parida Petiraksakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nasopharyngeal carcinoma (NPC) is a common malignant tumor in Southeast Asia. It is characterized by complex anatomical features and aggressive behavior. Accurate prognosis prediction plays a crucial role in the optimization of treatment strategies and improvement of patient outcomes. Although recent advances in deep learning, particularly convolutional neural networks (CNNs), have demonstrated promising results in medical image analysis, the limited availability of annotated medical imaging datasets remains a significant challenge. Transfer learning (TL), particularly using domain-specific pretrained datasets, such as RadImageNet, offers a practical solution to this limitation. This study aimed to evaluate the effectiveness of deep transfer learning models …
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวน 706 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ 143.56±10.54 คะแนน จัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิง (β= - 3.52; 95%CI: -6.19 ถึง -0.85) อายุงานมากกว่า 11 ปีขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับอายุงาน 11-20 ปี (β= 9.68; 95%CI: 8.15 ถึง 11.21) อายุงาน 21-30 ปี (β= 15.45; 95%CI: 13.73 ถึง 17.16) และ และอายุงานมากกว่า 31 ปี (β= 19.43; 95%CI: 17.77 ถึง 21.09) แผนกโรงซ่อม (Hangar) เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก Shop maintenance (β= - 4.34; 95%CI: -6.53 ถึง -2.15) และแผนกลานจอด (β= -9.17; 95%CI: -10.59 ถึง -7.76) และการรับทราบนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่รับทราบนโยบายฯ (β= -2.78; 95%CI: -5.50 ถึง -0.06) (p < 0.05) จากผลการศึกษา การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กลุ่มช่างซ่อมบำรุงอากาศยานควรเน้นทักษะการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรับทราบและมีความเข้าใจเนื้อหาและแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกัน เพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้มากขึ้นไปอีก
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : ภาวะอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญและมีความสัมพันธ์กับโรคทางเมตาบอลิกรวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในกรณีที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และการใช้ยาลดน้ำหนักโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง โกรทดิฟเฟอเรนชิเอชันแฟกเตอร์ 15 (GDF-15) และไฟโบรบลาสต์โกรทแฟกเตอร์ 21 (FGF-21) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความอยากอาหารและเมตาบอลิซึม โดยมีระดับสูงขึ้นในภาวะอ้วน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับ GDF-15 และ FGF-21 ที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหาร และความสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการหายของโรคเบาหวาน Method : การศึกษานี้เป็นการศึกษาติดตามไปข้างหน้าในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงอายุ 18–70 ปี (ดัชนีมวลกาย ≥ 30 กิโลกรัม/ตร.ม.) ที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจระดับพลาสมาของ GDF-15 และ FGF-21 ร่วมกับพารามิเตอร์เมตาบอลิกอื่นๆ รวมไปถึงน้ำหนักและดัชนีมวลกายเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เมตาบอลิกและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนการผ่าตัด และที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก Result: ในผู้ป่วย 47 รายที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ระดับ GDF-15 ที่หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่ 6 เดือนไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก้อนผ่าตัด แต่มีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนผ่าตัด ส่วนระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน โดยไม่มีความแตกต่างที่ 6 เดือน การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารแบบรู-เอ็น-วายผ่านกล้อง (RYGB) พบมีการเปลี่ยนแปลงของ GDF-15 และ FGF-21 มากกว่าการผ่าตัดกระเพาะอาหารแบบสลีฟผ่านกล้อง (LSG) โดยระดับ GDF-15 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน และระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ …
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้
Development Of Cannabis Extract Active Coating On Granules With Taste Masking Polymer Via Fluidized Bed, Samuel Wirajaya Prawinata
Development Of Cannabis Extract Active Coating On Granules With Taste Masking Polymer Via Fluidized Bed, Samuel Wirajaya Prawinata
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Abstract Cannabis extract, one of the herbal medicine products on the national list of essential medicines, offers various therapeutic benefits; however, it has unpleasant taste, and the products are available as liquid preparation which can significantly reduce patient compliance and drug effectiveness. The objectives of this study were to develop film formulations and characterizations composed of tetrahydrocannabinol and taste-masking polymers and develop tetrahydrocannabinol-coated granules via a fluidized bed-coating. Eudragit E100 (E100) and Kollidon VA64 (KVA64) were used as taste-masking polymers. Plasticizers with different chemical structures, including polyethylene glycol (PEG-400), triacetin, and diethyl phthalate, were used to modify various film characteristics. …
Thermally Conductive Adhesive Based On Carbon Quantum Dots/Graphene Nanoplatelets-Epoxy Composites For Electronic Packaging, Thanayuth Jongrungrotbaworn
Thermally Conductive Adhesive Based On Carbon Quantum Dots/Graphene Nanoplatelets-Epoxy Composites For Electronic Packaging, Thanayuth Jongrungrotbaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Conventional bottom-up synthesis of carbon quantum dots (CQDs) often requires extended reaction times, high energy input, and specialized equipment, limiting scalability and sustainability. In this study, we present an eco-friendly and energy-efficient method for synthesizing CQDs using H₂CO₃ as a carbon precursor at just 72 °C for 1 hour—representing one of the lowest reported synthesis temperatures and shortest reaction times using simple apparatus. Graphene oxide vacancies act as catalytic and nucleation sites, promoting the formation of CQDs under these mild conditions. The resulting CQD solution exhibits strong yellow photoluminescence, with a maximum emission at 533 nm and excitation-independence across the …
Identification Of Carpaine In Carica Papaya Leaf Products Using Direct Analysis In Real Time Mass Spectrometry (Dart-Ms), Piyawadi Khaoiam
Identification Of Carpaine In Carica Papaya Leaf Products Using Direct Analysis In Real Time Mass Spectrometry (Dart-Ms), Piyawadi Khaoiam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Carpaine, a major alkaloid present in Carica papaya leaves, has been shown to increase platelet counts in patients suffering from thrombocytopenia. Numerous commercial papaya leaf products are available, but few provide proper bioactive ingredient information. We present herein a technique for rapid screening of carpaine in these products using DART-MS. The results indicate that carpaine was detected in various forms (powder, solution) of papaya leaves. Its presence was confirmed by examining the mass pattern when conducted on a standard solution at both low and high voltages (+10 V and +90 V), using MS1 and MS2 data obtained from LC-QTOF-MS/MS. The …
Safety And Efficacy Of Bispecific Antibodies In Hematologic Neoplasms: A Systematic Review, Khanittha Lommuang
Safety And Efficacy Of Bispecific Antibodies In Hematologic Neoplasms: A Systematic Review, Khanittha Lommuang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: The global burden of hematologic neoplasms is rising. Despite advances in therapy, relapse, resistance, and limited options persist. Bispecific antibodies (BsAbs) offer a novel approach by targeting multiple antigens. This systematic review assesses their efficacy and safety. Methods: We conducted this systematic review following the PRISMA 2020 guidelines. Articles published up to 1 February 2025 were searched across PubMed, Scopus, Web of Science, and Embase. The clinical trials, focusing on SAEs, grade ≥ 3 AEs, hematologic and non-hematologic toxicities, and efficacy outcomes (ORR, CR, OS, and PFS), were included. Results were summarized qualitatively. Results: Twenty-three studies evaluating fifteen different …
การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน
การประเมินการต้านทานการแตกหักในฟันหน้าที่ผ่านการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอและได้รับการเสริมความแข็งแรงของคลองรากฟัน: การศึกษาในห้องทดลอง, ธัญพฤฒ อุตมวาทิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแตกของรากฟันเป็นความล้มเหลวที่พบได้บ่อยในฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุเสริมความแข็งแรงที่เหมาะสมภายหลังการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอภายใต้สภาวะจำลองในช่องปาก โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1: เพื่อศึกษาผลของความหนาของเนื้อฟัน ฟันจำนวน 24 ซี่ (n=8) ถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ กลุ่มที่จำลองให้มีความหนาเนื้อฟัน 2.0 มม. และ 1.5 มม. โดยใช้ Peeso reamer ขยายโพรงรากจนได้ความหนาตามที่กำหนด ตอนที่ 2: เพื่อศึกษาผลของวัสดุเสริมความแข็งแรง รากฟันจำนวน 40 ซี่ถูกเตรียมให้มีลักษณะรากอ่อนแอโดยจำลองความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. และปิดปลายรากด้วยเอ็มทีเอจากนั้นแบ่งเป็น 5 กลุ่ม (n=8) ได้แก่ กลุ่มกัตทาเพอร์ชา, เอ็มทีเอ, เรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วม, เดือยฟันเสริมเส้นใย และเดือยฟันเสมือนรากฟัน ทุกกลุ่มตัวอย่างผ่านกระบวนการเปลี่ยนอุณหภูมิร้อนเย็นแบบเป็นจังหวะและการลงแรงแบบเป็นวัฏจักร ก่อนทดสอบการรับแรงกดจนแตก บันทึกลักษณะการแตกและแรงสูงสุดก่อนการแตก วิเคราะห์ข้อมูลด้วย one-way ANOVA และ Tukey’s test รวมถึง Weibull regression เพื่อวิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการอยู่รอด พบว่ากลุ่มที่มีความหนาเนื้อฟัน 1.5 มม. มีความทนต่อแรงแตกหักต่ำกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่มีความหนา 2.0 มม. อย่างมีนัยสำคัญ พบการแตกของรากในแนวเฉียงในตัวอย่างทั้งหมด สำหรับกลุ่มเดือยฟันเสริมเส้นใย พบการแตกบ่อยที่บริเวณรอยต่อระหว่างเอ็มทีเอกับเดือยฟัน ขณะที่กลุ่มเรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวร่วมมีค่าความทนต่อแรงแตกหักและความน่าจะเป็นในการอยู่รอดใกล้เคียงกับกลุ่มควบคุมที่มีรากฟันสมบูรณ์ ดังนั้นภายใต้ขอบเขตของการศึกษานี้ พบว่าสามารถใช้เรซินคอมโพสิตแบบบ่มตัวร่วมในการเสริมความแข็งแรงของฟันที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้ปลายรากฟันปิดด้วยเอ็มทีเอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์
การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติด้วยแม่เหล็กของเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์และศักยภาพในการนำไปใช้ในทันตกรรมฟื้นฟู, นิก้า จอร์เจีย ซาลาซ่าร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้พัฒนาระบบไฮโดรเจลอัลจิเนตที่ถูกออกซิไดซ์ เพื่อส่งผ่านปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาททั้งแบบต่อเนื่องและทางอ้อม เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ประสาทของสเต็มเซลล์ที่ได้จากจากเนื้อเยื่อในฟันของมนุษย์ โดยได้ทำการวิเคราะห์ลักษณะของไฮโดรเจลในด้านระดับการออกซิไดซ์ การดูดซับน้ำ การย่อยสลาย และการปลดปล่อยโปรตีน ผลแสดงให้เห็นถึงการปลดปล่อยโปรตีนต้นแบบและ ปัจจัยกระตุ้นการเจริญของเซลล์ประสาทได้ตามช่วงเวลา ในการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ สองมิติ การร่วมเลี้ยงแบบทางอ้อมกับไฮโดรเจลที่พัฒนา พบว่าการแสดงออกของยีนและโปรตีนของตัวบ่งชี้เซลล์ประสาท (เนสติน, ดีซีเอกซ์และ เบต้าทรี ทุบูลิน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความมีชีวิตของเซลล์ยังคงสูงตลอดการทดลอง แสดงถึงความเข้ากันได้ทางชีวภาพของไฮโดรเจลนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ประสาทในระบบ สามมิติ ได้มีการสร้างสเฟียร์รอยด์ที่มีชีวิตและมีโครงสร้างแน่นหนาสำเร็จด้วยเทคนิค การปรินต์สามมิติด้วยแม่เหล็กผลการทดลองพบว่าสเฟียร์รอยด์ที่ใช้จำนวน10,000 เซลล์จะมีรูปร่างและความมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ผลการทดลองปัจจุบันแสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพของไฮโดรเจลในฐานะเป็นแพลตฟอร์มในการส่งผ่านโปรตีนเพื่อกระตุ้นการพัฬนาไปเป็นเซลล์ประสาทโดย ไม่ต้องใช้โครงร่างและสนับสนุนการประยุกต์ใช้งานในอนาคตกับงานวิจัยสเต็มเซลล์ระดับสามมิติและในระดับคลินิกในเชิงเวชศาสตร์ฟื้นฟูในสาขาทันตกรรมเอนโดดอนต์
ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร
ความแตกต่างของความต้านทานความสึกของเฝือกสบฟันที่ใช้มุมการพิมพ์แบบสามมิติที่ต่างกัน, จรินทร์ทิพย์ สุวรรณบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากแนวโน้มในปัจจุบันของวัสดุทางทันตกรรมมุ่งเน้นไปที่การนำกระบวนการทางดิจิทัลมาใช้ในทางคลินิกอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติในการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการประเมินความทนต่อการสึกหรอของชิ้นงานที่ผลิตจากวัสดุสำหรับอุปกรณ์เฝือกสบฟัน (occlusal splint) โดยการพิมพ์สามมิติที่มุมการพิมพ์ต่างกัน เพื่อตรวจสอบมุมที่เหมาะสมที่สุดในการต้านทานการสึกหรอ เนื่องจากความทนต่อการสึกหรอและความแข็งของผิววัสดุเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออายุการใช้งานของอุปกรณ์เฝือกสบฟัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมาเกี่ยวกับการพิมพ์สามมิติมักมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติอื่น เช่น ความหยาบผิวขณะพิมพ์ (as-built surface roughness) หรือชนิดของวัสดุที่ใช้เป็นหลัก ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้จึงให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าว ตัวอย่างการทดลองจำนวน 6 ชิ้นต่อกลุ่มถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 14569-2 โดยชิ้นงานแต่ละชิ้นถูกกดด้วยเครื่องไฮดรอลิกด้วยแรงประมาณเท่ากับแรงบดเคี้ยวสูงสุดของผู้ป่วย bruxism (225 นิวตัน) ที่ความถี่ 1 เฮิรตซ์ จำนวน 840 ครั้ง ความหยาบผิวของชิ้นงานก่อนและหลังการทดสอบวัดด้วยเครื่องโปรฟิโลมิเตอร์แบบสัมผัส (contact profilometer) จากนั้นจึงทำการทดสอบความแข็งผิวด้วยเครื่องทดสอบไมโครฮาร์ดเนส (microhardness testing machine) ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าชิ้นงานที่พิมพ์ด้วยมุม 90 องศามีค่าความลึกของการสึกหรอต่ำที่สุด โดยค่าการสึกหรอเพิ่มขึ้นตามลำดับที่มุม 60, 30 และ 0 องศา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลการทดสอบความแข็งของผิววัสดุ อย่างไรก็ตาม ในการนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้จริง ควรพิจารณาคุณสมบัติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อการใช้งานในแต่ละมุมการพิมพ์ร่วมด้วยอย่างรอบคอบ
Roles Of B-Cell Lymphoma 6 In Orthodontic Tooth Movement Of Rat Molars, Wasupol Sodsook
Roles Of B-Cell Lymphoma 6 In Orthodontic Tooth Movement Of Rat Molars, Wasupol Sodsook
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
B-cell lymphoma 6 (Bcl6) inhibits osteoclast differentiation in vitro; however, its role in orthodontic tooth movement (OTM) remains unclear. This study aimed to investigate the role of Bcl6 in OTM of rat molars.Materials and Methods: OTM was performed on the maxillary first molars of male rats using nickel-titanium coil springs (25 gf) for 14 days with or without local injection of FX1 (50 mg/kg), a Bcl6 inhibitor (n = 10 per group). Micro-computed tomography (CT) images were used to analyse OTM distance and bone morphometric parameters. Immunohistochemistry (IHC) determined Bcl6 expression and tartrate-resistant acid phosphatase staining (TRAP)staining assessed osteoclast differentiation. …
The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob
The Problem Of Copyright Infringement In Text And Data Mining (Tdm) Under The Copyright Act B.E. 2537: A Comparative Study Between Thailand, The United States, The United Kingdom, Japan And China, Pornpepat Suwannachairob
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article examines the problem of copyright infringement in the context of Text and Data Mining (TDM) under Thailand’s Copyright Act B.E. 2537 (1994), comparing it with the legal frameworks of the United States, the United Kingdom, Japan, and China. TDM, a key process in extracting insights from large datasets, often requires reproducing copyrighted materials, raising copyright infringement concerns. While countries like Japan and the U.S. have adopted flexible or specific exceptions facilitating TDM, Thailand’s current legal structure, particularly Section 32 and its interpretation by the Supreme Court, offers limited scope for such activities. This restrictiveness hinders innovation and places …
Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin
Legal Ambiguities Of Anonymous Shareholder Under A Nominee Shareholding Agreement In China, Meng Lin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The nominee shareholding agreement, as a flexible investment arrangement, caters to the specific needs of the Chinese commercial environment, such as safeguarding privacy, circumventing investment restrictions, and facilitating the intergenerational transfer of family businesses. While such agreements have played a positive role in broadening investment channels and promoting the development of a market-oriented economy, their inherent secrecy and lack of regulatory clarity have also introduced instability and legal uncertainty into the market. Despite the widespread use of nominee shareholding agreements in China, there is still no comprehensive and explicit legal framework to define their nature or to regulate their use. …
การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์
การพัฒนามาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในธุรกิจที่ประกอบกิจการเกี่ยวกับอาหาร, สุดจิรา เรืองทิพย์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษากฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินในภาคธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดขยะอาหาร เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 2 และ SDG 12) โดยใช้การวิจัยเอกสารเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) และแคนาดา ร่วมกับการประมวลทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อศึกษาทางกฎหมายด้านความรับผิดของผู้บริจาค แรงจูงใจทางภาษี มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นไปได้ในการนำเครื่องมือคาร์บอนเครดิตมาใช้ในบริบทไทย ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะในการคุ้มครองผู้บริจาค ขาดสิทธิประโยชน์ทางภาษี และยังไม่มีแนวทางกลางด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการบริจาคจากภาคธุรกิจ ผู้วิจัยเสนอให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริจาคอาหารและลดการสูญเสียอาหาร กำหนดนิยาม หลักเกณฑ์ และความคุ้มครอง จัดตั้งกองทุนเยียวยาและสนับสนุนระบบประกันภัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี พัฒนา ระบบ e-Donation ควบคู่การตรวจสอบย้อนกลับ ออกแนวทางกลางด้านความปลอดภัย และนำการบริจาคอาหารเข้าสู่โครงการ T-VER มาตรการเหล่านี้จะสร้างกรอบกฎหมายที่ส่งเสริมการบริจาคอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ประโยชน์สาธารณะ และความยั่งยืนของประเทศ