Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (865)
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Computer Sciences (463)
-
- Social and Behavioral Sciences (410)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Medicine and Health Sciences (354)
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Chemistry (251)
- Computer Engineering (242)
- Education (182)
- Business (169)
- Environmental Engineering (161)
- Life Sciences (143)
- Architecture (142)
- Materials Science and Engineering (118)
- Polymer Chemistry (117)
- Communication (105)
- Communication Technology and New Media (105)
- Mass Communication (105)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Economics (101)
- Engineering Mechanics (100)
Articles 631 - 660 of 4697
Full-Text Articles in Entire DC Network
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างและสื่อสารตราสินค้าบุคคล ของนักดนตรีกลางคืนเพื่อการต่อยอดทางอาชีพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มกับนักดนตรี 10 คน ที่แบ่งเป็นกลุ่มนักดนตรีในผับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ และ ผู้ทรงอิทธิพลระดับมาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ บนช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ สร้างแบรนด์ผ่าน ความเป็นมืออาชีพและทักษะการแสดงสดที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับ มาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ เน้นภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและจริงใจโดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐาน ทั้งสองกลุ่มใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การจ้างงาน มากกว่าสร้างรายได้โดยตรง การสร้างตราสินค้าบุคคลที่แข็งแกร่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดอาชีพของนักดนตรีกลางคืน ในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความสามารถทางดนตรี
การวิเคราะห์ประเภทรายการสารคดีและการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มยูทูบ, ซึง ดวงมณี
การวิเคราะห์ประเภทรายการสารคดีและการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มยูทูบ, ซึง ดวงมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะและประเภทของสารคดีบนแพลตฟอร์มยูทูบและ 2) เพื่อศึกษาแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สารคดีของผู้ผลิตบนแพลตฟอร์มยูทูบ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ช่องบนแพลตฟอร์มยูทูบ (Documentary analysis) ซึ่งผลิตโดยชาวไทยและมีจำนวนผู้ติดตามตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไป ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สารคดี ผลการศึกษาพบว่า สารคดีบนแพลตฟอร์มยูทูบสามารถจำแนกตามคุณลักษณะเชิงเนื้อหาได้ 9 เนื้อหา ได้แก่ 1) วิถีชีวิตประชาชน 2) การท่องเที่ยว กิจกรรม และแนะนำสถานที่ 3) เรื่องแปลกและการสืบสวน 4) ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญ 5) พืชและสัตว์ 6) วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม 7) เครื่องยนต์และยานยนต์ 8) กีฬา และ 9) ภาพยนตร์ และจำแนกตามคุณลักษณะเชิงรูปแบบได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) สารคดีเชิงการมีส่วนร่วม 2) สารคดีเชิงเปิดเผยเรื่องราว 3) สารคดีเชิงรวมเหตุการณ์ 4) สารคดีเชิงพรรณนา และ 5) สารคดีเชิงการแสดง โดยแพลตฟอร์มยูทูบส่งผลให้เกิดผู้ผลิตที่มีความแตกต่างด้านแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สารคดี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ผลิตมืออาชีพ ซึ่งอยู่ในบริบทของการสร้างสรรค์สารคดีอยู่แล้ว และ 2) ผู้ผลิตที่มาจากผู้ชม ซึ่งมีแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ที่ไม่ยึดติดตามขนบเดิมจนเกิดเป็นรูปแบบสารคดีที่สามารถดึงดูดใจผู้ชมในวงกว้าง มีบทบาทให้เกิดการปรับโครงสร้างของกระบวนการสร้างสรรค์ และส่งผลต่อการขยายขอบเขตนิยามสารคดีในประเทศไทย
ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล
ผลของโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมต่อทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียน, จุฑามาศ ตุ้มเฉลิมชัยสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมทันที และหลังได้รับโปรแกรม 2 สัปดาห์ และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ DSM-V ว่าเป็นโรคออทิสติก อายุ 3-6 ปี และครอบครัวที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล ประเภทผู้ป่วยใน จำนวน 40 คน โดยผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก และ 3) แบบประเมินการมีความสนใจร่วมกันสำหรับเด็กออทิสติก เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยเครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .91 และ .81 ตามลำดับ มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .98 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Planned Comparisons กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะการสื่อสารทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยก่อนเรียนที่ได้รับโปรแกรมการมีความสนใจร่วมกันร่วมกับการใช้เว็บแอปพลิเคชันและครอบครัวมีส่วนร่วมหลังการทดลองทันที และหลังการทดลอง 2 สัปดาห์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F= 68.22, p=
การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ
การประเมินวัฏจักรชีวิตอาคารแบบพลวัตเพื่อการทำนายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว: กรณีศึกษาบ้านเดี่ยวในประเทศไทย, เอกดนัย รถกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินวัฏจักรชีวิตเป็นกรอบความคิดในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการประเมินวัฏจักรชีวิตที่ใช้กันโดยทั่วไปหรือแบบคงที่เป็นการคำนึงถึงผลกระทบเฉพาะในปีปัจจุบันและใช้เป็นค่าคงที่ตลอดวัฏจักรชีวิต อาคารซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาว การประเมินวัฏจักรชีวิตจึงคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง งานวิจัยนี้จึงศึกษาการประเมินวัฏจักรชีวิตแบบพลวัต ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา โดยพิจารณา 4 ตัวแปร ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าในอนาคต, ไฟล์ข้อมูลอากาศในอนาคต, การพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอาคาร และการเสื่อมสภาพของอาคาร กรณีศึกษา คือ บ้านเดี่ยวในประเทศไทย การวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุพิจารณาการถอดปริมาณในโปรแกรม Revit และการใช้พลังงานจากโปรแกรม OpenStudio จากการศึกษาพบว่า เมื่อทำการประเมินแบบคงที่ อาคารกรณีศึกษามีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดสูงถึง 75.9% ขณะที่เมื่อทำการประเมินแบบพลวัต สัดส่วนจากการใช้พลังงานลดลงเหลือเพียง 49.8 – 67.0% ในทางกลับกัน สัดส่วนจากวัสดุเพิ่มขึ้นจาก 17.2% ในการประเมินแบบคงที่ เป็น 23.5% - 35.7% ในแบบพลวัต การกำหนดมาตรการจึงต้องให้ความสำคัญกับสัดส่วนวัสดุเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นำไปสู่มาตรการที่เปลี่ยนไป เช่น ความหนาที่เหมาะสมของฉนวนกันความร้อนลดลง, วัสดุเปลือกอาคารอย่างไม้จะมีบทบาทมากขึ้นจากศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากวัสดุ และการติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีการติดตั้งเพิ่มขึ้นเพื่อไปสู่อาคารปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร
การจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำสะแกกรังที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพในเขตเมืองเก่าอุทัยธานี, สุพิชญา สุรโชคสิริพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม่น้ำสะแกกรังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของเมืองเก่าอุทัยธานี มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนเรือนแพที่สอดคล้องกับพลวัตของแม่น้ำสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต เกิดเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางภูมิทัศน์วัฒนธรรม ปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงกับพื้นที่ชายน้ำ อันอาจส่งผลกระทบต่อลักษณะการตั้งถิ่นฐานและการดำรงชีวิตของชุมชน วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากายภาพของพื้นที่ชายน้ำตามแนวตลิ่งแม่น้ำสะแกกรัง ที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของเรือนแพ และจำแนกลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ เพื่อทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พืชพรรณสิ่งมีชีวิต และพลวัตของน้ำในบริเวณพื้นที่ชายน้ำที่เป็นรากฐานสำคัญในการคงอยู่ของภูมิทัศน์วัฒนธรรมเรือนแพสะแกกรัง การวิจัยทำโดยการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์องค์ประกอบของพื้นที่ชายน้ำ อันได้แก่ (1) ธรณีสัณฐานและภูมิประเทศ (2) อุทกวิทยาและพลวัตตามธรรมชาติ (3) สิ่งปกคลุมดิน รูปแบบลักษณะของตลิ่งที่เป็นพื้นที่ธรรมชาติและที่มีการจัดการโดยมนุษย์ และ (4) บริบทบนฝั่งบกที่มีผลต่อวิถีชีวิต ตำแหน่งของเรือนแพ โครงสร้างเรือนแพ และกิจกรรมของชาวแพที่สอดคล้องต่อลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำ ผลการวิจัยสามารถจำแนก ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ชายน้ำที่ส่งผลต่อการตั้งถิ่นฐานของชุมชนเรือนแพสะแกกรัง ได้เป็น 4 ประเภท คือ (1) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่อำนวยต่อการตั้งเรือนแพ (2) พื้นที่ชายน้ำธรรมชาติที่ตั้งเรือนแพได้อย่างจำกัด (3) พื้นที่เขื่อนป้องกันตลิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพ และ (4) พื้นที่โครงสร้างยกลอยและลานที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งเรือนแพอย่างมาก โดยพื้นที่แต่ละประเภทต้องการการจัดการด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาพื้นที่ชายน้ำที่แตกต่างกัน อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชนเรือนแพอย่างยั่งยืน
การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ
การยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะด้วยการมีส่วนร่วมของสถาปนิก, ปฏิพล บุญสุขโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลมหัต (Big Data) ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบในด้านที่อยู่อาศัย แนวคิดบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการใช้อาคารผ่านการผสานเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทย การประยุกต์ใช้ระบบบ้านอัจฉริยะยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการบูรณาการระบบ การจัดการข้อมูล และความเข้าใจเชิงพื้นที่ ส่งผลให้การใช้งานจริงไม่สามารถบรรลุศักยภาพได้อย่างแท้จริง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างดังกล่าว วิเคราะห์บทบาทของสถาปนิกในการแก้ปัญหา และนำเสนอแนวทางในการยกระดับระบบบ้านอัจฉริยะให้ตอบสนองการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะจำนวน 10 ราย และการวิเคราะห์เชิงกรอบ (Framework Analysis) เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้น รวมถึงออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้ (UI) เพื่อพัฒนาแบบจำลองเชิงแนวคิด (Conceptual Modeling) บนพื้นฐานระเบียบวิธีแบบจำลองสถานการณ์ (Simulation-Based Approach) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันการพัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะในไทยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (IoT Vendors) มีบทบาทสำคัญมากที่สุดผ่านการเลือกใช้ระบบบ้านอัจฉริยะซึ่งมีลักษณะเป็นระบบปิดและขาดความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Integration Performance) ขณะเดียวกันสถาปนิกในปัจจุบันที่มีศักยภาพของข้อมูลอาคาร (BIM) แต่ก็ไม่ได้นำไปใช้เพื่อเชื่อมโยงเข้ากับระบบ อีกทั้งยังขาดความเข้าใจในการนำองค์ความรู้เข้าร่วมในกระบวนการออกแบบระบบบ้านอัจฉริยะ ส่งผลให้ระบบบ้านอัจฉริยะกลายเป็นเพียง Gadget Home ซึ่งไม่สามารถตอบสนองชีวิตอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง (Pseudo-Smart) การผสานความรู้ทางสถาปัตยกรรมเข้าไปยังระบบอัจฉริยะบนพื้นฐานของข้อมูลอาคาร (BIM) จะนำไปสู่การควบคุมอุปกรณ์ให้ทำงานอย่างสอดคล้องและอัตโนมัติ (Smart Controlling) การบูรณาการดังกล่าวยังช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงพื้นที่บนระบบเวลาจริง (Real-time) สถาปนิกจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับสู่ Smart Architect ที่เข้าใจทั้งระบบและกระบวนการของการสร้างบ้านอัจฉริยะตั้งแต่ในระดับของการกำหนดเป้าหมายของระบบบ้านอัจฉริยะ (IoT Objective) ระดับของอุปกรณ์ (Physical) ระดับของการจัดการชุดข้อมูล (Database) ระดับของการจัดการฐานข้อมูลอาคาร (BIM) และระดับของกระบวนการทำงานของระบบ (Flowchart) ผ่านการเลือกใช้เครื่องมือในการออกแบบและความเข้าใจด้าน BIM ในฐานะของข้อมูลอาคาร อย่างไรก็ตามการยกระดับนี้ไม่ได้จำกัดเพียงสถาปนิก แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 3 ฝ่าย คือ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ให้บริการ จะต้องมีความเข้าใจร่วมกันถึงความสำคัญของข้อมูล เพื่อกำหนดเป้าหมายเดียวกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาบ้านอัจฉริยะในบริบทไทยที่สามารถบูรณาการข้อมูลและตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างยั่งยืน
การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ
การพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (Ottv) ภายใต้สถานการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, พีรพัฒน์ หริเลิศรัฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การประเมินค่าการส่งถ่ายความร้อนผ่านเปลือกอาคาร (OTTV) เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทรวงพลังงานมีข้อกำหนดและเกณฑ์การประเมินเอาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม วิธีการประเมินค่า OTTV โดยใช้สมการที่ใช้ในปัจจุบัน ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการ OTTV ซึ่งได้แก่ TDeq ∆T และ ESR ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ที่ต้องการพัฒนาสมการ OTTV และสมการคำนวณการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เพื่อปรับตัวเข้าสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยมีอาคารสำนักงานเป็นกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์สมการ OTTV ภายใต้แบบจำลองสภาพอากาศปี ค.ศ. 2050 หรือ สมการ OTTV2050 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 2.23 °C, 3.37 °C, และ 239.56 W/m2 ตามลำดับ ในขณะที่ค่าสัมประสิทธิ์ในสมการที่ใช้ในปัจจุบัน หรือสมการ OTTV2004 มีค่า TDeq ∆T และ ESR เท่ากับ 13.46 °C, 4.47 °C, และ 172.99 W/m2 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลให้สมการ OTTV อ่อนไหวต่อการแผ่รังสีของกระจกมากขึ้น และอ่อนไหวต่อการนำความร้อนจากผนังทึบและกระจกลดลง และการศึกษาเกณฑ์การใช้พลังงานในแผนอนุรักษ์พลังงานด้วยสมการ OTTV2050 พบว่า ค่า OTTV ที่จะทำให้อาคารมีประสิทธิภาพในระดับ Net zero energy building (NZEB) มีค่าลดลงจาก 15 W/m2 เหลือ 8.33 W/m2 แต่อย่างไรก็ตาม แม้อาคารจะสามารถใช้พลังงานได้ตามเกณฑ์ในแผนอนุรักษ์พลังงาน ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หากปราศจากการชดเชยพลังงานที่เพียงพอ
Biomimetic Kinetic Facade Design For Enhanced Daylighting: A Leed V4 Based Approach For A Reading Room Of A Dormitory In Chittagong, Bangladesh, Gourav Dey
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the role of biomimetic kinetic façades in improving the daylighting performance of a reading room in Chittagong, Bangladesh. This design is inspired by the thigmonastic behavior of Mimosa pudica plants which adapts to environmental changes. The design focuses on a kinetic façade that adjusts based on sunlight and environmental conditions, maximizing daylight access, while decreasing glare and heat gain to enhance occupant comfort. As the space performance addressed with relative standard, the study explores critical aspects including Spatial Daylight Autonomy (sDA) and Annual Sunlight Exposure (ASE) aligned with other vital parameters via LEED v4 rating system, confirms …
Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland
Du Din: Architecture’S Contact With The Ground Through A Theory Of The ‘Scape’, Joshua Beanland
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis is an investigation into architecture’s contact with the ground. What should this relationship enable, what kind of architecture can we make by looking down? This study is a set of questions about the ground discussed around the theory of the ‘scape’, which describes systems through the arrangement of many pieces of knowledge, where their relationship is more important than any individual idea. The scape acts as at theoretical framework, narrowing the problem of this thesis to what we know about the ground – how we perceive and relate to it, instead of mechanical issues related to ecology or …
Challenging Homogenization: Identity In The Design Concepts Of Contemporary High-Rise Architecture In Bangkok, Chalaka Wijenayake
Challenging Homogenization: Identity In The Design Concepts Of Contemporary High-Rise Architecture In Bangkok, Chalaka Wijenayake
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The dominance of high-rise architecture in globalized urban landscapes has arguably raised concerns about the homogenization of cities and the decline of local identity. As vertical structures become essential components of contemporary metropolises, they pose unique challenges in negotiating cultural and contextual relevance. While often critiqued for their perceived detachment from place, some high-rises attempt to assert localized identities without reverting to superficial mimicry. This research engages with these tensions by analyzing five high-rise buildings in Bangkok—a vibrant, cosmopolitan, and non-Western urban setting—through the lens of Critical Regionalism, despite its known limitations when applied to large-scale architecture. The study examines …
การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ
การจัดเตรียมและการใช้งานที่จอดรถยนต์ในโครงการผสมผสานการใช้งานสามย่านมิตรทาวน์, อรพัชร จูฬะติดตะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาและก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานการใช้งานจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมที่จอดรถยนต์ตามข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ.2517) และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องควบคุมอาคาร พ.ศ. 2544 แต่เนื่องด้วยข้อกำหนดกฎหมายที่บังคับใช้มานาน อาจไม่สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันที่มีการพัฒนาในรูปแบบโครงการผสมผสานการใช้งานมากขึ้นกว่าอดีต ดังนั้นการจัดสรรพื้นที่จอดรถยนต์จำเป็นต้องศึกษาจำนวนที่จอดรถยนต์ที่ต้องจัดเตรียม ศึกษาการใช้งานที่จอดรถของผู้ใช้บริการแต่ละพื้นที่ และวิเคราะห์หาสัดส่วนจำนวนการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาเทียบกับจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยงานวิจัยนี้เลือกโครงการสามย่านมิตรทาวน์ในการศึกษา มีขั้นตอนการศึกษา ได้แก่ ทบทวนวรรณกรรม กฎหมาย รวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) รวบรวมรายงานการใช้ที่จอดรถยนต์จำนวน 556,953 ข้อมูล และนำมาแยกประเภทการใช้งานทั้ง 5 ประเภท ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์และสร้างภาพข้อมูล (Power BI) จากนั้นทำการวิเคราะห์หาสัดส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์ด้วยการใช้โปรแกรมตารางคำนวณ (Excel) สรุปผลการศึกษาและอภิปรายผล จากการศึกษาพบว่าจำนวนการจัดที่จอดรถยนต์ของโครงการถูกจัดเตรียมอยู่ที่ 1,648 คัน และมีการจัดเพิ่มเติมซ้อนคันอยู่ที่ 131 คัน รวมทั้งหมดที่ทางโครงการได้จัดเตรียมคือ 1,779 คัน ซึ่งมีปริมาณมากกว่าข้อกำหนดกฎหมายคิดตามประเภทอาคารที่คำนวณได้ว่าต้องจัดเตรียมที่จอดรถอยู่ที่ 1,638 คัน ซึ่งการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันธรรมดาเกิดขึ้นที่ช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 81% จำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการต้องจัดเตรียมตามข้อกำหนดกฎหมายของแต่ละประเภทอาคาร โดยในช่วงเวลาดังกล่าวการใช้ที่จอดรถยนต์ของพื้นที่สำนักงานมีการใช้งานที่จอดรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่องแต่พื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้งานที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนการใช้งานที่จอดรถยนต์คงค้างเฉลี่ยสูงสุดในวันเสาร์อาทิตย์เกิดขึ้นช่วงเวลา 13.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 63% และการใช้งานที่จอดรถยนต์เฉลี่ยสูงสุดในวันหยุดตามประเพณีเกิดขึ้นช่วงเวลา 14.00 น. คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 57% โดยการใช้ที่จอดรถยนต์ของวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดตามประเพณี พื้นที่สำนักงานและพื้นที่พาณิชยกรรมมีการใช้ที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้นและลดลงอย่างต่อเนื่องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ข้อค้นพบในการศึกษาครั้งนี้สะท้อนและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานที่จอดรถยนต์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละพื้นที่หรือยังใช้งานไม่เต็มตามจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียม สนับสนุนแนวคิดการใช้ที่จอดรถยนต์ร่วมกันที่ให้สามารถลดจำนวนที่จอดรถยนต์ที่โครงการจัดเตรียมลงได้ ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานพื้นที่และรองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างเหมาะสม
Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo
Climate Responsive Daylighting Design Strategies Of Co-Owned Shophouse In Phnom Penh, Cambodia, Kungkea Veasna Keo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of Cambodia’s rapid urbanization and climate challenges, the integration of climate-responsive design into residential architecture has become increasingly important. Currently, contemporary housing developments in Cambodia often neglect passive design principles, prioritizing aesthetics over energy efficiency. Many urban homes suffer from poor daylighting and glare conditions and rely heavily on artificial lighting. This thesis, therefore, explores climate-responsive daylighting strategies to improve lighting performance. First, the research surveyed thirteen residential buildings in Phnom Penh and Siem Reap to identify passive design strategies, such as building orientation and natural lighting techniques. A co-owned shophouse in Phnom Penh, Cambodia, was selected …
แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง
แนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรณีศึกษาโครงการสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, รัชภคิน ห่วงสีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงการสวางคนิเวศภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทยเริ่มเปิดทำการระยะที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2539 นับเป็นโครงการที่พักอาศัยผู้สูงอายุต้นแบบของประเทศไทย แต่จากบริบทที่เปลี่ยนไปของสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้สูงอายุ ทำให้ในปัจจุบันแม้จะมีผู้สูงอายุบริจาคเงินเพื่อสิทธิ์ในการเข้าพักอาศัยถึงร้อยละ 90 แต่เข้าอยู่อาศัยประจำในโครงการเพียงร้อยละ 42 เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดที่จำเป็นต้องทบทวนความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและการบริการของโครงการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ประเด็นข้างต้นจึงกลายเป็นที่มาและความสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ข้อจำกัด และความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อวิเคราะห์วิธีการจัดการที่พัก สภาพแวดล้อม และรูปแบบพื้นที่จัดกิจกรรมของโครงการสวางคนิเวศ โดยเปรียบเทียบกับโครงการที่พักผู้สูงอายุประเภทอยู่อิสระที่อื่นอีกหนึ่งแห่ง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการจัดการที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในโครงการสวางคนิเวศ ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบการเข้าพักอาศัยของทั้ง 3 โครงการมีแนวโน้มคล้ายกัน โดยกลุ่มพักประจำในโครงการสวางคนิเวศให้ความสำคัญกับบริการน้อยกว่ากลุ่มอื่น ปัญหาพื้นที่ใช้งานส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สะดวก และขาดการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขาดบุคลากรที่เพียงพอ ข้อค้นพบคือ การปรับพื้นที่กิจกรรมช่วยกระตุ้นให้กลุ่มพักไม่ประจำสนใจเข้าพักบ่อยขึ้น ต่างจากกลุ่มไม่พักอาศัยที่ไม่ได้รับผลจากการปรับปรุง อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมประจำ โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ พร้อมข้อเสนอให้เพิ่มกิจกรรมแบบมีสันทนาการและจัดหาอุปกรณ์ออกกำลังกายให้ครบทุกด้านส่วนการบริหาร โครงการสวางคนิเวศมีแนวทางปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางงบประมาณ และมีแนวคิดประสานความร่วมมือภายนอกเพื่อเสริมกิจกรรม กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์
การตัดสินใจลงทุนเพื่อพัฒนาคลังสินค้าให้เช่า : กรณีศึกษาบริษัทพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ, ธนิศรา เลื่อนสุขสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คลังสินค้าให้เช่าเป็นหนึ่งในอสังหาริมทรัพย์ภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาศึกษาการตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ดังกล่าว โดยรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กรณีศึกษาจำนวน 4 ราย และบริษัทที่ปรึกษาจำนวน 3 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบเพื่อศึกษาการตัดสินใจลงทุนและการจัดลำดับความสำคัญของปัจจัย ผลการศึกษาพบว่า 1) แนวคิดและนโยบายการลงทุน ผู้พัฒนามีมุมมองสอดคล้องกันว่าคลังสินค้าให้เช่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว ทั้งจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการเป็นศูนย์กระจายสินค้าระดับภูมิภาค 2) กระบวนการในการพัฒนามี 4 ขั้นตอนหลัก คือ 1. สำรวจตลลาด 2. สรุปกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 3. หาที่ดิน 4. ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ 3) ปัจจัยในการตัดสินใจลงทุนที่ทั้งกลุ่มผู้พัฒนาในและนอกตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประกอบด้วย 8 ปัจจัย ได้แก่ ศักยภาพทำเลที่ตั้ง การเข้าถึงที่ตั้ง ความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ทำเลที่ตั้งใกล้กลุ่มการผลิต สภาวะอุปทานคลังสินค้าให้เช่าในพื้นที่ ต้นทุนที่ดิน และอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในจังหวัดสมุทรปราการได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน โดยปัจจัยระดับจุลภาคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะศักยภาพทำเลที่ตั้ง ความสะดวกในการเข้าถึง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และข้อกำหนดทางกฎหมายและผังเมือง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ปัจจัยระดับมหภาค เช่น นโยบายภาครัฐ และภาวะเศรษฐกิจ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แม้อาจไม่ได้เป็นตัวกำหนดหลัก ทั้งนี้ แนวโน้มการพัฒนาคลังสินค้าให้เช่าในอนาคตมุ่งเน้นการออกแบบโครงการที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และรองรับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เช่าในยุคปัจจุบัน
การศึกษาและรวบรวมแนวทางการใช้เคลือบกลู๊ปในงานสร้างสรรค์เครื่องปั้นดินเผาในช่วงปี พ.ศ.2556 ถึง พ.ศ.2566, รวีวรรณ รังษีธนะศักดิ์
การศึกษาและรวบรวมแนวทางการใช้เคลือบกลู๊ปในงานสร้างสรรค์เครื่องปั้นดินเผาในช่วงปี พ.ศ.2556 ถึง พ.ศ.2566, รวีวรรณ รังษีธนะศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เคลือบกลู๊ปได้รับความนิยมในงานเครื่องปั้นดินเผาร่วมสมัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและอธิบายลักษณะรูปลักษณ์ของเคลือบกลู๊ปหลังการเผา และศึกษาปัจจัยที่ส่งผล ได้แก่ การใช้เคลือบและการจัดเรียงชิ้นงานก่อนเผา แบ่งการศึกษาออกเป็นสองส่วนคือ การตั้งเกณฑ์เพื่อจัดกลุ่มรูปลักษณ์และการตั้งสมมติฐานการใช้เคลือบ การจัดเรียงชิ้นงานเพื่อเผา โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงของเคลือบในการอธิบายและพิจารณาความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยเริ่มจากการรวบรวมผลงานศิลปิน 6 ท่าน รวม 389 ภาพ คัดเลือกเหลือ 97 ภาพ แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มรูปลักษณ์หลัก ก่อนสุ่มเลือก 23 ชิ้นมาศึกษารายกรณี สร้างแบบจำลองเพื่อทดลองการใช้เคลือบและจัดเรียงก่อนเผา และวิเคราะห์ผลการทดลองเพื่อวัดผลสมมติฐาน สุดท้ายอภิปรายความสัมพันธ์ระหว่างรูปลักษณ์หลังเผา การใช้เคลือบ การจัดเรียงชิ้นงาน และตัวแปรสำคัญอื่นๆ ที่จะเป็นแนวทางพัฒนาต่อยอดงานวิจัยในอนาคต
การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์
การศึกษาความแม่นยำของการจำลองเสียงในอาคารสถานศึกษาด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์, สินธุ์ แสงอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เสียงในสถาปัตยกรรม (Architectural Acoustic) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้งานอาคารโดยตรง องค์กรต่างๆ ด้านการกำหนดมาตรฐานและข้อบังคับในการออกแบบและก่อสร้างเช่น LEED และ WELL ได้ทำการบรรจุหัวข้อด้านการสร้างสุขภาวะและลดมลภาวะทางเสียงในอาคาร เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางเสียงที่ดีภายในอาคารที่มีการใช้งานที่มีความอ่อนไหวทางเสียง โดยเฉพาะอาคารสถานศึกษา ในขณะเดียวกัน สำหรับอาคารบางแห่งที่ไม่มีการทำแบบจำลอง 3 มิติ มาก่อน จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยแรงงานและเวลาหากต้องมีการรังวัดสภาพของอาคารจริงเพื่อจัดทำแบบจำลอง 3 มิติเพื่อทำการจำลองเสียงงานวิจัยนี้จึงต้องการศึกษาความแม่นยำของผลจำลองเสียงแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ (Point Cloud) โดยการเปรียบเทียบกับผลการจำลองเสียงจากแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์กับผลการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) โดยมีตัวแปรของเสียงที่เป็นตัวชี้วัดทั้งหมด 4 ตัวแปร ได้แก่ ระยะเวลาก้องกังวาน (RT60) เวลาสลายตัวเร็ว (EDT) ความชัดเจน (C80) และดัชนีการส่งผ่านเสียงพูด (STI)หลังจากที่ได้ทำการจำลองเสียงด้วยแบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ แบบจำลอง 3 มิติ แบบ Voxel และแบบจำลอง 3 มิติ แบบ Bounding Box ของห้องที่แตกต่างภายในอาคารสถานศึกษาทั้งหมด 3 ห้อง และชุดวัสดุที่มีค่าสัมประสิทธิ์การดูดซับเสียงที่ต่างกัน 2 ชุด พบว่า ผลการจำลองเสียงด้วยด้วยแบบจำลอง 3 มิติ ที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์นั้นมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยในตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ร้อยละ 0.663 ถึง 17.034 นอกจากนี้ การจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติ Bounding Box ยังสามารถทำการจำลองได้รวดเร็วกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการจำลองด้วยแบบจำลอง 3 มิติจากแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้แบบจำลอง 3 มิติที่สร้างจากข้อมูลพอยต์คลาวด์ในการจำลองเสียง
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แสงสว่างมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเมืองเก่าเชียงใหม่ที่มีการพัฒนากิจกรรมด้านมรดกวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจระบบแสงสว่างของพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา พบว่าการใช้แสงเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมยังมีการศึกษาอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา และพัฒนาแนวคิดและกระบวนการออกแบบ โดยใช้กรณีศึกษาวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนงานวิจัยนี้ทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่ภาคสนามและกรณีศึกษาตัวอย่างรูปแบบและการติดตั้งระบบแสงสว่างสำหรับวัดที่เป็นโบราณสถาน รวมถึงทำการสัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นปัจจัยและข้อเสนอแนะกับการออกแบบแสงสว่าง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้พัฒนาเกณฑ์และแนวคิดในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา วัดสวนดอก รวมถึงทำการจำลองสภาพแสงสว่างเพื่อประเมินความส่องสว่าง และค่าความสว่างที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้วยโปรแกรม DIALux evo 12.1 นอกจากนี้ยังได้ทำการเสนอแนะรูปแบบการใช้งานและประเมินค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงาน รวมถึงการพิจารณาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ในการติดตั้งจริงงานวิจัยนี้เสนอ แนวทางการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้พื้นฐาน ด้านแสงสว่าง การอนุรักษ์ และการท่องเที่ยว 2) การกำหนดเกณฑ์และแนวคิดการออกแบบ ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และบริบทของสถานที่ 3) การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เข้าใจคุณค่าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน การออกแบบแสงที่เหมาะสมนี้จะช่วย สื่อความหมายทางสถาปัตยกรรม คติความเชื่อ และสร้างบรรยากาศ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยามค่ำคืนได้อย่างยั่งยืน
Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how living conditions, housing choices, and education issues affect low-income youth who move to urban areas in Kamayut Township, Yangon. It uses interviews with 22 participants to understand how poor housing and limited access to public facilities impact these young migrants' education and personal growth. Most migrants live in hostels or shared apartments because they cannot afford better options. These housing situations include overcrowding, noise, and unreliable utilities. Such challenges make it hard for them to focus on their studies, but they try to overcome this by managing their time well and finding other places to study.Additionally, …
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารที่ส่งผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำที่สุด จากการประเมินสัดส่วนการลดการใช้พลังงานตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร และการเพิ่มขึ้นของวัสดุอาคารของแต่ละแนวทางเลือกจากการเลือกใช้เปลือกอาคาร 4 ประเภท ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนผนังทึบ ฉนวนหลังคา กระจกเปลือกอาคาร และแผงบังแดด โดยมีอาคารกรณีศึกษาเป็นอาคารเรียน ปริมาณวัสดุก่อสร้างถูกถอดจากโปรแกรม Autodesk Revit และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุอาคาร 60 ปีด้วยโปรแกรม OneClickLCA ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานถูกจำลองและปรับเทียบด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากผลการศึกษาทางเลือกทั้งหมด 73 รูปแบบ พบว่าฉนวนกันความร้อนผนังอาคารประเภทเซลลูโลสสามารถลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้ 4.40% และมีการเพิ่มการปล่อยจากวัสดุน้อยที่สุดเพียง 0.9% สำหรับกระจก Low-E แม้จะลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้สูงสุดที่ 8.75% แต่มีค่าการปล่อยจากวัสดุสูงถึง 7.41% ส่วนแผงบังแดดอลูมิเนียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์บังแดด โดยลดค่าการปล่อยรวมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารได้ 2.67% หากออกแบบให้มีระยะยื่นที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้การปรับปรุงเปลือกอาคารควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าจะช่วยลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 13.8% ต่อปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแนวทาง CRREM ได้ หากเพิ่มระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมด้วย จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67.95% เหลือเพียง 11.74 kgCO₂e/m²/ปี ซึ่งเพียงพอต่อเป้าหมายของ CRREM ภายในปี ค.ศ. 2030
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์เป็นส่วนประกอบหลัก แต่เนื่องจากชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์สาธารณะในปัจจุบัน มีความหลากหลายทั้งเรื่องของประเภทของชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งตำแหน่งของสถานีตรวจวัด ซึ่งมักจะมีระยะห่างจากพื้นที่ที่ต้องการจำลองประสิทธิภาพอาคาร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศได้ งานวิจัยนี้ศึกษาการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เมื่อใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศต่างแหล่งที่มา ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ CU มาเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์ ได้แก่ 1) Energyplus (EPW) 2) ClimateOneBuilding (COB) 3) Photovoltaic Geographical Information System (PVGIS) ประเภท Typical Year และ 4) Integrated Environmental Solutions (IES) ประเภท Actual Year จึงเปรียบเทียบข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มรังสีดวงอาทิตย์แบบตรง และแบบกระจาย ทำการคำนวณ Cooling Degree Days (CDD) และทำการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นในอาคารด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้อาคารจามจุรี 5 เป็นอาคารกรณีศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีตรวจวัดอากาศ CU รวมทั้งทำการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร ได้แก่ อัตราส่วนของหน้าต่างต่อผนังทึบ (WWR) ค่า U-value ของกระจก และการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อหาอัตราร้อยละของการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน (Percentage Improvement) ผลการวิจัยพบว่า จากการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นภายในอาคารกรณีศึกษา มีเพียงชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศของ PVGIS ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ CU และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าการใช้พลังงานของอาคาร พบว่า การใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ PVGIS, EPW และ IES มีอัตราร้อยละการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU เช่นกัน โดยที่ตัวแปรอุณหภูมิของ PVGIS มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU และมีค่าเฉลี่ยห่างจากชุดข้อมูล CU มากที่สุด ตัวแปรอุณหภูมิจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
การออกแบบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวที่มีพื้นผิวธรรมชาติ โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ (Lidos), ทะวีพอน หอมสมบัด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการเสนอแนะแนวทางการออกแบบการส่องสว่างแก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัว เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะของประติมากรรมดังกล่าวให้โดดเด่นและดึงดูดใจ อีกทั้งยังคำนึงถึงการอนุรักษ์วัตถุจัดแสดงร่วมด้วย โดยใช้แนวทางการออกแบบการส่องสว่างตามวัตถุประสงค์ LiDOs - Lighting Design Objectives การศึกษาได้ดำเนินการทดลอง 3 ขั้นตอน ในการทดลองที่ 1 ทำการทดสอบการส่องสว่างประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระพุทธรูปปางรำพึง ทั้งในห้องทดลองและการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อพิสูจน์ว่าการจำลองการส่องสว่างด้วยคอมพิวเตอร์สามารถทดแทนการส่องสว่างในห้องทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการทดลองที่ 2 ได้ใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 จำลองการส่องสว่างกับประติมากรรมไม้แกะสลักเดิม เพื่อศึกษาว่าตัวแปรใดที่ส่งผลให้ผ่านเกณฑ์การประเมินการออกแบบการส่องสว่างที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และในการทดลองที่ 3 นำผลการทดลองดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวพระสังกัจจายน์แบบจีนจากหอพิพิธภัณฑ์ศิลปะลาว เพื่อตรวจสอบแนวทางการออกแบบการส่องสว่างดังกล่าวเพิ่มเติม ผลการศึกษาพบว่า สามารถนำแนวทาง LiDOs มาปรับใช้กับการออกแบบการส่องสว่างให้แก่ประติมากรรมไม้แกะสลักแบบลอยตัวได้จริง ผ่านการจำลองการส่องสว่างโดยใช้ซอฟต์แวร์ DIALux evo 13.0 ทั้งนี้ การให้แสงหลักและแสงเสริมผ่านการประเมินมากกว่าการให้แสงหลักเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนแสงของพื้นผิวภายในห้องจัดแสดง ยังเป็นตัวแปรที่นักออกแบบควรให้ความสำคัญร่วมกับการออกแบบการส่องสว่าง อีกทั้ง ในกรณีที่ความส่องสว่างสูงสุดบนพื้นผิวประติมากรรม (Eสูงสุด) อยู่ระหว่าง 200-500 lux ควรพิจารณาการจัดการเวลาการจัดแสดงลง เพื่อควบคุมระดับความส่องสว่างสะสมสูงสุดแนวตั้ง (Hv, Year) ให้ยังคงอยู่ในเกณฑ์การอนุรักษ์วัตถุจัดแสดง
คุณค่าและการเปลี่ยนแปลงบ้านจีนดั้งเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร, สิตานันท์ เพชรกาฬ
คุณค่าและการเปลี่ยนแปลงบ้านจีนดั้งเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร, สิตานันท์ เพชรกาฬ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านจีนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและวิถีชีวิตของชาวจีนในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันบ้านจีนดั้งเดิมเหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาความเสื่อมสภาพ การถูกทิ้งร้าง และการรื้อถอนซึ่งส่งผลให้คุณค่าและความแท้ของมรดกทางวัฒนธรรมกำลังสูญหายไป งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านกายภาพ บริบทที่ตั้ง และการใช้งานของบ้านจีนดั้งเดิมเพื่อวิเคราะห์คุณค่า ความแท้ และความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียคุณค่า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาแนวคิดและหลักการอนุรักษ์ พร้อมสำรวจภาคสนามและรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ กรณีศึกษา 4 หลัง ได้แก่ โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ, บ้านโปษ์กี่, บ้านรัชต์บริรักษ์ และบ้านเอ๊งฮอกต๋อง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกด้านกายภาพ บริบทที่ตั้ง การใช้งาน และการเปลี่ยนแปลงของแต่ละกรณีศึกษา ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าของบ้านจีนดั้งเดิม คือ การปรับบ้านให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัย แม้จะได้รับอิทธิพลจากบ้านจีนดั้งเดิมที่เป็นต้นแบบในประเทศจีน ทั้งในด้านผังอาคาร การจัดวางพื้นที่ใช้สอย และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่ยังคงมีการปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและบริบทที่ตั้งของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบ้านจีนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การเสื่อมทางกายภาพ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการใช้สอย จนส่งผลให้คุณค่าและความแท้ของบ้านจีนดั้งเดิมลดน้อยลงไป โดยสรุป ในการอนุรักษ์บ้านจีนดั้งเดิมเพื่อรักษาคุณค่า ต้องมีการทำความเข้าใจตัวอาคารและที่ตั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อนำมาประเมินสภาพปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ จนนำไปสู่การประเมินคุณค่าในทุกด้าน ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ และจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เพื่อนำมากำหนดวัตถุประสงค์และเลือกวิธีการอนุรักษ์จนนำไปสู่การปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับอาคารต่อไปอย่างยั่งยืน
The Impact Of Artificial Intelligence On China’S Labor Market, Mayuree Santhadkitjakarn
The Impact Of Artificial Intelligence On China’S Labor Market, Mayuree Santhadkitjakarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the impact of artificial intelligence (AI) on the labor market in China, using provincial-level panel data from 2006 to 2022. To address the endogeneity problem and improve analytical accuracy, a fixed-effects model with lagged control variables is employed. The study focuses on three key dimensions: total employment, wages, and employment across different skill levels. Year and COVID-19 dummies are included to account for policy changes and economic fluctuations, and subsample analyses by industry and region are performed. The results indicate a significant relationship between the rising adoption of AI and lowering employment for low- to medium-skilled workers, …
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและประเทศไทยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950–2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาดังกล่าวผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการพัฒนา โดยใช้แนวคิด "รัฐพัฒนา" (Developmental State) เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของรัฐมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระยะยาว รัฐที่มีความเข้มแข็ง (strong state) มีแนวโน้มที่จะสามารถกำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้มากกว่ารัฐที่มีความเปราะบาง (weak state)แม้ทั้งไต้หวันและประเทศไทยต่างมีการจัดทำแผนพัฒนาเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างด้านความสามารถในการดำเนินนโยบายและกลไกของรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ โดยรัฐที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน มีกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยี และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว
กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยอาศัยกรอบแนวคิด “การสะสมทุนโดยการพรากสิทธิ” (Accumulation by Dispossession) ของ David Harvey เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารราชการ การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มย่อยกับประชาชนในพื้นที่ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย EEC เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐใช้กลไกพิเศษและกฎหมายเฉพาะกิจในช่วงรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ โดยมีการยกเว้นกฎหมายผังเมืองและกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างกว้างขวาง พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยของประชาชนถูกจัดสรรใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิม นโยบายนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐกับทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะทุนข้ามชาติที่ได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรของรัฐในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า “การพรากสิทธิ” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเชิงกายภาพของการเวนคืนหรือยึดครองที่ดินเท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของการเปลี่ยนกฎหมาย โครงสร้างสถาบัน และการสร้างความยินยอมทางอุดมการณ์ผ่านการโฆษณาว่านโยบายดังกล่าวจะนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งที่ในทางปฏิบัตินำไปสู่ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียอัตลักษณ์ชุมชน และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอจากการศึกษาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทบทวนนโยบายพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ภายใต้หลัก สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรในระยะยาว โดยเสนอให้มีการกำกับตรวจสอบเชิงนโยบายและการปฏิรูปกระบวนการวางแผนการพัฒนา เพื่อป้องกันการใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือสนับสนุนการสะสมทุนที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างถาวร
A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla
A Chai Story : The Interplay Of Food, Memory, And Identity In Contemporary Creative Practices, Thaksina Chawla
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This curatorial thesis positions masala chai as a living cultural artifact that embodies layered histories of intimacy, resistance, and transformation. Grounded in postcolonial theory, material culture studies, diaspora studies, and sensory ethnography, the research investigates how chai operates not merely as a beverage, but as a medium of embodied knowledge, culinary memory, and cultural negotiation.The outcome is A Chai Story, a digital exhibition that curates contemporary artworks, archival materials, soundscapes, poetry, and documentary footage into a reflexive and participatory experience. Rather than following a chronological format, the exhibition is structured around four thematic sections—colonial legacies, ritual performance, authenticity, and global …
ประวัติและนโยบายด้านศิลปะของกลุ่มอีเลิ้งในบริบทของศิลปะชุมชน, ธารินี รัตนเสถียร
ประวัติและนโยบายด้านศิลปะของกลุ่มอีเลิ้งในบริบทของศิลปะชุมชน, ธารินี รัตนเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจประวัติและนโยบายด้านศิลปะในบริบทของศิลปะชุมชนของกลุ่ม "อีเลิ้ง" (E-Lerng Artists Collective) ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานอยู่ในย่านนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 - 2567 ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายทางสังคมและวัฒนธรรมที่ชุมชนต้องเผชิญ และได้พัฒนาแนวทางจากการทำโครงการศิลปะชุมชนแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะชุมชนในประเทศไทยที่ริเริ่มโดยคนในชุมชนเพื่อตอบสนองต่อปัญหาของชุมชน โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบพรรณนา การทบทวนเอกสาร งานภาคสนาม และการวิเคราะห์บริบททางสังคมและการเมืองที่กลุ่มศิลปินดำเนินงานอยู่ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสรุปผลการศึกษา รวมถึงสำรวจวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์และยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในชุมชน กระบวนการคิดและการดำเนินงานของกลุ่มอีเลิ้งได้สร้างองค์ความรู้ที่มีคุณค่าในสาขาศิลปะชุมชน (Community Art) ที่มีประเด็นร่วมกับศาสตร์สาขาอื่น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสังคม การเมือง คุณภาพชีวิต ไปจนถึงประเด็นทางประวัติศาสตร์ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนานโยบายศิลปะในประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของศิลปะชุมชน (Community Art) ศิลปะที่มีส่วนร่วมทางสังคม (Socially Engaged Art) ศิลปะแห่งการมีส่วนร่วม (Participatory Art) และศิลปะแบบกิจกรรม (Activity-based art)
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 60 คน ที่ได้จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) แบ่งเป็นห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนนักเรียน 30 คนและห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบปกติ จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ
Academic Management Innovation To Foster Teacherpreneur Competency Of Normal University Students In Yunnan Province, China, Dihui Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to (1) study the conceptual framework of teacherpreneur competency and academic management and, (2) assess the level of teacherpreneur competency among Normal University Students, (3) analyze priority needs for academic management development to foster teacherpreneur competency, and (4) develop academic management innovation to foster teacherpreneur competency in Normal University Students. A multiphase mixed-methods research design was employed. Phase One evaluated the conceptual framework by 5 experts. Phase Two surveyed 400 students (with an additional 400 respondents: 30 for the pilot study and 370 for exploratory factor analysis). Phase Three collected institutional data from 70 programs (1 director …
Academic Management Innovation Based On The Concept Of Meta Skills For Private Higher Education Institutions In Sichuan, China, Chi Che
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and metaskills, 2) examine the level of meta-skills among students in Sichuan private higher education institutions (HEIs), 3) analyze the priority needs in developing academic management to enhance meta-skills, and 4) develop an academic management innovation to foster meta-skills in private HEIs. This study employed a multi-phase mixed-methods research design, integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved ten private HEIs across Sichuan Province. The instruments used included a meta-skills development questionnaire, academic management evaluation form, expert validation form, and structured interview protocols. Data were analyzed using …