Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 571 - 600 of 4697

Full-Text Articles in Entire DC Network

โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ Jan 2024

โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดที่มององค์การระหว่างประเทศเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับ (International Organizations as Bureaucracies) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานของ WFP ภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนของซูดาน อันได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจที่ตกต่ำ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)จากการศึกษาพบว่า แม้ WFP จะสามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารได้ในเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริงไม่อาจสร้างผลกระทบในเชิงบวกที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในซูดานได้ และย่อมหมายถึง WFP ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ยุติความหิวโหย (SDG 2 Zero Hunger) ได้เช่นกัน เนื่องจากแนวทางที่กำหนดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานไม่ได้มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุแท้จริง อันเป็นผลมาจากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับ WFP ในการดำเนินงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ


การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ : การประยุกต์โมเดลซีเอ็นเอ็นร่วมกับอาร์เอ็นเอ็น, ธีรวิชญ์ คะรานรัมย์ Jan 2024

การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ : การประยุกต์โมเดลซีเอ็นเอ็นร่วมกับอาร์เอ็นเอ็น, ธีรวิชญ์ คะรานรัมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ภาษามือไทยที่ครูใช้สื่อสารกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียน 2) เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยเพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ภาษามือไทยที่ครูใช้สื่อสารกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียน ตัวอย่างวิจัยคือครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียนสอนคนหนูหนวก เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามความถี่การใช้งานประโยคภาษามือ และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ตอนที่ 2 การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก ตัวอย่างวิจัยคืออาสาสมัครที่มีความสามารถในการใช้ภาษามือ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึก convolutional neural network (CNN) ร่วมกับ recurrent neural network (RNN) จำนวน 4 โมเดล ในการพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยจำนวน 20 ประโยค โดยใช้ข้อมูลจากวิดีโอที่ถ่ายทำกับอาสาสมัคร จากนั้นเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลโดยพิจารณาจากความถูกต้อง ขนาดของโมเดล เวลาที่ใช้ในการฝึกสอนโมเดล และเวลาที่ใช้ในการทำนาย เพื่อนำโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกประโยคภาษามือในภาพรวมและในแต่ละประโยคโดยใช้ค่า accuracy precision recall และ F1-score ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ผลการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยเพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ตัวอย่างวิจัยคือนิสิตครู เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทย และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาษามือที่ใช้ในชั้นเรียนมักเป็นประโยคที่สั้นและกะทัดรัดมากกว่าภาษาพูด และภาษามือที่ใช้มากที่สุดจัดอยู่ในหมวดการเสริมแรง 2) การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้โมเดล EfficientNetB0 ร่วมกับ GRU สามารถจำแนกประโยคภาษามือได้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในด้านความถูกต้อง ขนาดของโมเดล เวลาที่ใช้ในการฝึกสอนโมเดล และเวลาที่ใช้ในการทำนาย และ 3) การประเมินประสิทธิภาพของโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้ข้อมูลชุดทดสอบ โมเดลมีค่า accuracy เท่ากับ 0.78 ค่าเฉลี่ย precision เท่ากับ 0.79 ค่าเฉลี่ย recall เท่ากับ 0.78 และค่าเฉลี่ย F1-score เท่ากับ 0.78 โดยประโยคที่โมเดลสามารถจำแนกได้ดี ได้แก่ พร้อมยัง เข้าใจ และรู้ไหม และประโยคที่โมเดลจำแนกได้ไม่ดี ได้แก่ งานสวย ทำได้ไหม และถูกหรือผิด 4) การใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยสามารถช่วยสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ในระดับปานกลาง


Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang Jan 2024

Effects Of Translanguaging In Reading Instruction On Chinese Undergraduate Students' English Reading Comprehension, Jingxuan Wang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study were to: 1) investigate the effects of translanguaging in improving English reading comprehension among Chinese undergraduate students, and 2) explore the opinions of Chinese undergraduate students towards the use of translanguaging in English reading instruction. The participants were 42 non-English major undergraduate students from a provincial university in Yunnan, China. The research instruments included pre- and post-tests of English reading comprehension, and semi-structured interviews. Results from the paired sample t-test at the .05 significance level revealed that students’ English reading comprehension improved significantly following the use of translanguaging in English reading instruction, especially among those …


การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์ Jan 2024

การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นสถานการณ์ที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต้องเผชิญกับปัญหา หลายรูปแบบ การมีความเข้มแข็งในการมองโลก ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการทำความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถในการให้ความหมาย ช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้ทุกเวลา โดยงานวิจัยได้ศึกษาระดับความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูรวมทั้งวิธีการจัดการกับปัญหาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ศึกษาบทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจากมุมมองของครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู แชตบอตถูกพัฒนาให้สามารถให้คำปรึกษาได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้แก่ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน นักเรียนไม่ส่งงาน การสอนแทน การจัดกิจกรรมของโรงเรียน งานที่ไม่เกี่ยวกับงานครู การไม่กล้าปรึกษาครูพี่เลี้ยง การนิเทศของอาจารย์นิเทศก์ และความรู้ในการทำวิจัยผลการวิจัยพบว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ใช้แชตบอตส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูได้รับคำปรึกษาจากครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับชั้นที่สอนและเกรดเฉลี่ยสะสมส่งผลต่อระดับความเข้มแข็งในการมองโลก โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษามีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับชั้นอนุบาลและระดับชั้นประถมศึกษา และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.50 ขึ้นไปมีคะแนนความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการให้ความหมายสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในช่วง 3.00-3.49 จากการศึกษาพบปัญหาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ทั้งหมด 10 ด้าน โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีวิธีการจัดการปัญหาที่หลากหลาย ทั้งการคิดหาแนวทางด้วยตนเอง รวมทั้งการปรึกษาครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และเพื่อน บทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีพื้นฐานมากจากแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก ทฤษฎีความสามารถในการฟื้นพลัง และทฤษฎีการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ผลการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูพบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความรู้สึกเชิงบวกและความรู้สึกเชิงลบที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นความรู้สึกเชิงบวกร้อยละ 54.55 และเป็นความรู้สึกเชิงลบร้อยละ 45.45


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้สะตีมศึกษา, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์ Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้สะตีมศึกษา, วัลย์ลดา ภวภูตานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา 2) เพื่อศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 340 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการ หัวหน้างานวิชาการหรือหัวหน้าหลักสูตร และครูผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ได้แก่ (1) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง (2) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และ (3) การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา อยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกการบริหารวิชาการ พบว่าความจำเป็นสูงสุงคือ การจัดการเรียนการสอน รองลงมาคือการพัฒนาหลักสูตร และการวัดและประเมินผล ตามลำดับ เมื่อจำแนกผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาได้กับชีวิตจริง รองลงมาคือการบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และการบูรณาการความรู้นำไปใช้ในการทำงานร่วมกันและการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ ส่วนด้านสภาพแวดล้อมภายนอก พบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุด ด้านนโยบายของรัฐ คือ การวัดและประเมินผล ด้านสภาพเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาหลักสูตร ด้านสภาพสังคม คือ การวัดและประเมินผล และด้านเทคโนโลยี คือ การวัดและประเมินผล 3) กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ (1) ขับเคลื่อนการพัฒนาหลักสูตรที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง (2) ยกระดับการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งผลลัพธ์การเรียนรู้ของสะตีมศึกษา ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์รอง …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …


Socio-Economic Challenges And Coping Strategies Of Displaced Myanmar Students In Bangkok, Myo Thiri Jan 2024

Socio-Economic Challenges And Coping Strategies Of Displaced Myanmar Students In Bangkok, Myo Thiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the complex economic challenges and coping strategies of Myanmar students who have fled to Bangkok, Thailand, primarily driven by the threat of the 2024 military conscription law. Addressing a critical gap in migration studies concerning this new layer of forced student migrants from urban and professional backgrounds, the research explores two central questions: “What kind of economic insecurities do Myanmar migrant students in Bangkok face as a result of forced displacement?” and “What coping strategies are adopted by these migrant students, and how do existing social services and support networks facilitate their challenges?” Employing a mixed-methods approach, …


Beyond The ‘Boy Crisis’: Reframing Gender Performativity In Belgian Classrooms, Marjolein Vanmaercke Jan 2024

Beyond The ‘Boy Crisis’: Reframing Gender Performativity In Belgian Classrooms, Marjolein Vanmaercke

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis challenges the dominant discourse surrounding the so-called "boy crisis" in education by critically examining gender performativity in Belgian classrooms. Rather than accepting the narrative that boys are inherently disadvantaged in contemporary schooling, this study interrogates how gender is constructed and performed within educational settings. Drawing on Judith Butler’s theory of performativity, the research explores how teachers, curricula, and peer interactions contribute to the reinforcement or subversion of traditional gender norms. Using qualitative methods, including classroom observations and interviews with educators and students, the study highlights the ways in which gendered expectations shape students' educational experiences and outcomes. The …


Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela Jan 2024

Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on the role of women participants in sustainable development projects in rural Indonesia, analyzing intricacies through Ecofeminism and intersectionality. More specifically, it examines the ACCESS Project implemented by UNDP in four provinces, aiming to address women’s engagement in the energy sector. ACCESS is a case study exploring empowerment within an institutionally gendered landscape—bounded by state quotas—for employment. Employing qualitative methods such as document analysis and semi-structured interviews with eight participants, the study draws from Ecofeminism and intersectionality to understand its central arguments. The findings depict progress toward gender inclusion in technical management for leadership roles, allowing women …


Beyond The 'Grand Line': One Piece’S Radical Reimagining Of Global Politics, Titipong Mahattanasin Jan 2024

Beyond The 'Grand Line': One Piece’S Radical Reimagining Of Global Politics, Titipong Mahattanasin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis explores how the long-running Japanese manga One Piece functions as a radical political archive that reflects, critiques, and reimagines global politics across three historical eras. Drawing from the fields of International Relations and Development Studies, this research analyzes how the manga stages fictional yet deeply resonant struggles over power, freedom, and justice. Through close readings of key narrative arcs—Alabasta, Skypiea, Enies Lobby, Marineford, Dressrosa, and Wano—this study situates One Piece within real-world political contexts including post–Cold War liberal triumphalism, the global War on Terror, and the protest movements of the 2010s. The thesis draws upon theoretical insights from …


การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ Jan 2024

การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์, เชาวเจตน์ แสงศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาบอร์ดเกมบิงโกเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบอร์ดเกมบิงโกในการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ศึกษาความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับอาชญากรรมดังกล่าว และศึกษาความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรม เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนและนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้แบบทดสอบก่อนและหลังเล่นเกม พร้อมแบบวัดทัศนคติผลการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมกลุ่มทดลองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น โดยสามารถจดจำรูปแบบการกระทำผิดและกลวิธีการหลอกลวงได้อย่างถูกต้องมากขึ้น รวมถึงสามารถระบุผลกระทบและแนวทางการป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจผิดของผู้เข้าร่วมลดลง และมีทัศนคติในเชิงบวกต่อการเรียนรู้ผ่านเกม โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นว่าเกมช่วยให้เรียนรู้ได้อย่างสนุกและเข้าใจง่ายขึ้นนอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบประเด็นด้านความพึงพอใจในการใช้บอร์ดเกมในการเรียนรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการเล่น 2) ความสนุกและลดความตึงเครียดขณะเรียนรู้ และ 3) ความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนผ่านสถานการณ์จำลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ 1) การส่งเสริมการนำบอร์ดเกมไปใช้ในบริบทการเรียนรู้ที่หลากหลาย 2) การพัฒนาเกมให้ครอบคลุมสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ใกล้เคียงกับชีวิตจริง และ 3) การพัฒนาเครื่องมือวัดผลที่สามารถประเมินทักษะการคิดวิเคราะห์และพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระยะยาวได้


Enhancing Resilience Through Public Policy: Lessons From Disaster Logistics In The Post-2011 Tohoku Earthquake In Sendai City, Megumi Okumura Jan 2024

Enhancing Resilience Through Public Policy: Lessons From Disaster Logistics In The Post-2011 Tohoku Earthquake In Sendai City, Megumi Okumura

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, the integration of resilience into disaster policy has gained global traction. Despite being widely adopted as a concept by international institutions such as the United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR) and the World Bank, resilience often remains underdeveloped at the operational level and is frequently seen as a “buzzword.” Even in Japan, although recognized for its disaster preparedness, there has been limited debate on how resilience is integrated in public policy. The 2011 Tohoku Earthquake prompted fundamental questions such as “Resilience to what?” and “Resilience for whom?”, highlighting the need to examine the purpose and …


แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร Jan 2024

แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน


"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ Jan 2024

"เรือมืด" กับอาชญากรรมทางน้ำ: ปัญหาและแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ, ธรากร เลิศพรเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและรูปแบบของการนำเรือของกลางไปใช้ในการประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" แสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาในกระบวนการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ และศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำเพื่อป้องกันการนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาและจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำจำนวน 15 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร และกำหนดกรณีศึกษาเป็นเรือของกลางในคดีอาญาที่ 102/2567 จำนวน 3 ลำ ซึ่งสูญหายไปจากจุดจอดทอดสมอ และถูกนำไปใช้ประกอบอาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" ผลการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า สภาพปัญหาการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ "เรือมืด" เกิดจากการอนุญาตให้ลูกเรือที่ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัวชั่วคราวพักอาศัยในเรือของกลาง โดยขาดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดเพียงพอ ส่งผลให้เกิดรูปแบบของของการนำเรือของกลางไปใช้ก่ออาชญากรรมทางน้ำในลักษณะ “เรือมืด” เพื่อลักลอบขนส่งน้ำมันเถื่อน สำหรับกระบวนการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ พบข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านเวลาในการทำงานยามวิกาล ด้านทรัพยากรเครื่องมือและเทคโนโลยี ด้านจำนวนทรัพยากรบุคคล ด้านระบบการเก็บรักษาเรือของกลาง ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร และด้านการประสานกับหน่วยงานภายนอก หากแต่กระบวนการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำประสบปัญหาความล่าช้า สำหรับแนวทางการพัฒนาการเก็บรักษาเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำ ควรจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน สนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยี เพิ่มบุคลากรและการจัดสรรงานที่เหมาะสม ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนแนวทางการจำหน่ายเรือของกลางของกองบังคับการตำรวจน้ำควรพิจารณาอนุญาตให้นำเรือของกลางไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของกองบังคับการตำรวจน้ำระหว่างรอดำเนินการจำหน่าย เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกลับลอบนำไปใช้ก่ออาชญากรรมซ้ำในลักษณะ "เรือมืด


การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ Jan 2024

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์


การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร Jan 2024

การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาที่มาของการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือนักเรียนช่าง ของไทย ในทางประวัติศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และที่มาในทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลต่อการก่อรูปความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทดังกล่าว จากในระดับไม่รุนแรงจนไปถึงการยกระดับความรุนแรงเป็นการประสงค์ต่อชีวิต โดยใช้การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพื่อค้นคว้าวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนช่างนับตั้งแต่ช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการก่อรูปของความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่าง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การใช้โรงเรียนช่างเป็นพื้นที่ในการสร้างอำนาจ และประลองกำลังกันของชนชั้นนำนับตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลทำให้โรงเรียนช่างเฉพาะทางตกทอดเป็นมรดกมาสู่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยแบ่งเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้าง และโรงเรียนช่างกล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกัน ซึ่งปูทางให้เกิดสถาบันทางความคิดในโรงเรียนเฉพาะทาง 2 แห่งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประการที่สอง การก่อตัวของรุนแรง และการทะเลาะวิวาทระหว่างโรงเรียนช่างเฉพาะทาง 2 แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้โรงเรียนช่างเฉพาะทางทั้ง 2 แห่งเป็นเครื่องมือในการผลักดันสถาบันทางเศรษฐกิจการเมือง คือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันชาวจีนออกจากวิชาชีพช่างโดยเฉพาะในวิชาชีพช่างกล และช่างก่อสร้าง จึงมีการสร้างความรัก และสามัคคี ความรักในสถานศึกษา และความรักในวิชาชีพช่างที่สถานศึกษาของตนเองเปิดสอน จนเกิดค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างกลในโรงเรียนช่างกลปทุมวัน และค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างก่อสร้างในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทในระดับที่ไม่รุนแรงครั้งแรกในปี 2495 ประการที่สาม การทะเลาะวิวาทถูกยกระดับเป็นการประสงค์ต่อชีวิตหลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการแยกสลายนักเรียนช่างออกจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาโดยชนชั้นนำ และมีการสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักเรียนช่าง ประกอบกับค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมที่มีอยู่เดิม จึงเกิดการแก้แค้นกันไปมาจนถึงปัจจุบัน


เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์ Jan 2024

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม


The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha Jan 2024

The Socio-Economic Impacts Of Sport Tourism Development In Buriram: Challenges And Opportunities For Equitable Growth, Wanwanat Phromdecha

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the socio-economic impacts and the challenges to equitable growth posed by sport tourism-led development in Buriram Province, Thailand. Over the past decade, Buriram has gained both national and international visibility by branding itself as a sport tourism destination, anchored by infrastructure such as the Chang Arena football stadium and the Buriram International Circuit. However, significant contradictions remain. According to the Thailand People Map (TPMAP), in 2022 Buriram had the highest number of people living in poverty in the northeastern region, totaling 45,356 individuals. Notably, the highest concentration of poverty is found in Mueang District, the same area …


Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi Jan 2024

Political Economy Of The Landbridge Project With A Focus On Ranong Development, Wipawadee Panyangnoi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the policy process of the Ao Ang–Laem Rio Landbridge project, with a focus on Ranong Province, to explore the institutional and power dynamics underpinning the formulation of infrastructure development policy in Thailand. The study draws upon the frameworks of institutional and power-centered political economy, environmental justice, and place-based development to analyze the relationships among the state, capital interests, political actors, and local communities. The findings reveal that the promotion of the Landbridge project operates within a centralized policy structure that prioritizes macroeconomic and corporate interests over local capacities and community needs. Although the state has framed the …


Effect Of Chitosan And Nano-Tio2 Coating On Postharvest Qualities Of ‘Nam Dok Mai Si Thong’ Mango, Simona Dangelo Jan 2024

Effect Of Chitosan And Nano-Tio2 Coating On Postharvest Qualities Of ‘Nam Dok Mai Si Thong’ Mango, Simona Dangelo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigated the individual and combined effects of chitosan (CH) and titanium dioxide (TiO₂), both with and without UV exposure, on delaying ripening, minimizing weight loss, and preserving the postharvest quality of mangoes stored at 25 ± 2 °C for up to 12 days. Key parameters assessed included physicochemical attributes, antioxidant content, in vitro antioxidant capacity, and microbial deterioration. The treatments applied were: (1) control (C), (2) chitosan (CH), (3) CH–TiO₂ composite (CT), (4) control with UV treatment (C-UV), (5) CH with UV (CH-UV), (6) CT with repeated UV exposure (CT-UV), and (7) CT with a single UV exposure …


Enzymatic And Ultrasound-Assisted Extraction Of Bioactive Triterpenoids From Centella Asiatica, Zue Zue Win Myat Jan 2024

Enzymatic And Ultrasound-Assisted Extraction Of Bioactive Triterpenoids From Centella Asiatica, Zue Zue Win Myat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Centella asiatica (L.) Urban, commonly known as gotu kola or bua-bok in Thai, is a medicinal herb valued for its rich content of pharmacologically active triterpenoids, notably asiaticoside, madecassoside, asiatic acid, and madecassic acid. These compounds contribute to a range of therapeutic effects, including wound healing, antioxidant, anti-inflammatory, antibacterial, and neuroprotective activities. However, conventional extraction methods such as maceration and Soxhlet extraction are often constrained by long processing times, high solvent usage, and low extraction efficiency. To address these limitations, this study investigates an integrated green extraction strategy that combines enzymatic pretreatment with ultrasound-assisted extraction (UAE) for the efficient recovery …


การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์ Jan 2024

การประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณและปัญญาประดิษฐ์สำหรับการออกแบบถังผสมของเหลวอุตสาหกรรม, ปฏิพล คล่องยุทธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การผสมของเหลวในถังกวนอุตสาหกรรมเป็นกระบวนการสำคัญของหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี อาหาร และกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีความต้องการความเป็นเนื้อเดียวกันของสารผสมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความท้าทายในเรื่องของเวลาการผสมที่นาน ถึงแม้จะเพิ่มความปั่นป่วน (turbulent) ก็อาจทำให้เกิดบริเวณโซนตาย (dead zone) หรือบริเวณที่สารไม่เกิดการเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากกระแสวน สาเหตุมาจากการขาดการออกแบบที่ไม่เหมาะสม งานวิจัยนี้ศึกษาการประเมินวิธีการออกแบบถังผสมโดยอาศัย การจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (Computational Fluid Dynamics: CFD) ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ด้วยการผสมแบบไม่ต่อเนื่อง (batch) ของของเหลวกับของเหลวโดยได้ใช้แบบจำลอง Large Eddy Simulation (LES) ในการจำลองพฤติกรรมการไหลภายในถังผสมที่ติดตั้ง ใบกวนใช้ใบกวน VISCOPROP ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และตรวจสอบผลกระทบของพารามิเตอร์ได้แก่ ความเร็วรอบของใบกวน จำนวนแผ่นกั้น จำนวนใบและชั้นของใบกวน ระยะห่างระหว่างใบกวนกับก้นถัง เส้นผ่านศูนย์กลางถังและใบกวน ระดับของเหลว และคุณสมบัติของของเหลว ต่อเวลาในการผสมให้ได้ความเป็นเนื้อเดียวกันที่ระดับ 95% การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความเร็วรอบของใบกวนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.0026) ปัจจัยรองลงมาคือจำนวนชั้นของใบกวน (p = 0.0223) ในขณะที่ปัจจัยอื่นมีที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ในขั้นต่อมา ผลการจำลอง CFD ถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลฝึกสำหรับแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) เพื่อทำนายเวลาในการผสม โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึม Levenberg-Marquardt และ Scaled Conjugate Gradient ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่า ANN สามารถทำนายค่าการผสมได้อย่างแม่นยำ และมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือช่วยออกแบบถังผสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้ CFD ร่วมกับ AI เพื่อออกแบบและพัฒนาถังผสมในระดับอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำและประหยัดทรัพยากรการทดลองในระยะยาว


พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ Jan 2024

พอลิอะคริลาไมด์/เจลาตินอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งคอมพอสิตสำหรับแบตเตอรี่สังกะสีไอออน, กัญญนันทน์ บุญส่งประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนับเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากมีความหนาแน่นพลังงานสูงและประสิทธิภาพในการชาร์จ-คายประจุที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังประสบข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ความไม่ปลอดภัยจากการใช้สารอิเล็กโทรไลต์อินทรีย์ ต้นทุนการผลิตที่สูง และข้อจำกัดด้านทรัพยากรลิเธียมในธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ทางเลือกที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หนึ่งในระบบที่ได้รับความสนใจคือแบตเตอรี่สังกะสีชนิดชาร์จซ้ำได้ซึ่งมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่สูง ต้นทุนต่ำ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงทรัพยากรสังกะสีที่สะดวก อย่างไรก็ดี แอโนดสังกะสีในระบบอิเล็กโทรไลต์น้ำยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการ เช่น การเกิดเดนไดรต์ การปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจน การก่อตัวของชั้นซิงก์ออกไซด์ที่ไม่ทำปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี และการกัดกร่อนของแอโนด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ลดทอนเสถียรภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่โดยรวม ด้วยเหตุนี้ งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็ง บนพื้นฐานของพอลิอะคริลาไมด์ ร่วมกับเจลาตินในอัตราส่วนร้อยละ 3, 5 และ 7 โดยน้ำหนักของอะคริลาไมด์ เพื่อยกระดับความเสถียรทางเคมีไฟฟ้าและสมรรถนะของขั้วแอโนดสังกะสี ผลการทดลองพบว่าเซลล์สังกะสีแบบสมมาตรที่ใช้อิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่เติมเจลาตินร้อยละ 5 แสดงค่าความต่างศักย์เกิน ระหว่างกระบวนการพอกพูนและละลายของสังกะสีได้อย่างมีเสถียรภาพสูงสุด พื้นผิวของขั้วแอโนดภายหลังการทดสอบยังคงความเรียบเนียน ไม่พบการเกิดเดนไดรต์ และแสดงร่องรอยการกัดกร่อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังให้ศักย์ไฟฟ้าสำหรับการเกิดปฏิกิริยาปลดปล่อยแก๊สไฮโดรเจนสูงที่สุด (-0.158 มิลลิโวลต์) และค่ากระแสต่ำที่สุดจากปฏิกิริยาดังกล่าว (-15 มิลลิแอมแปร์) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการยับยั้งปฏิกิริยาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงค่าการนำไฟฟ้าไอออนสูงถึง 0.966 มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร สำหรับระบบแบตเตอรี่สังกะสี-แมงกานีสไดออกไซด์ พบว่าอิเล็กโทรไลต์กึ่งแข็งฐานพอลิอะคริลาไมด์ที่มีเจลาตินร้อยละ 5 ให้ค่ากระแสพีคจากการวัดไซคลิกโวลแทมเมทรีสูงที่สุด และมีพื้นที่ใต้กราฟมากที่สุด บ่งชี้ถึงกระบวนการสอดแทรกและละลายของไอออนสังกะสีที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถให้ค่าความจุจำเพาะสูงสุดที่ 242 มิลลิแอมแปร์ชั่วโมงต่อกรัม ที่กระแส 0.025 แอมแปร์ต่อกรัม และแสดงเสถียรภาพต่อการชาร์จ-คายประจุในระยะยาวได้อย่างน่าพึงพอใจ


Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong Jan 2024

Thermoplastic Polyurethane Filled With Carbon From Bacterial Cellulose For Electric Heating Pad, Anawil Naksomsong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Bacterial cellulose-based carbon/TPU (BC-C/TPU) electric heating pads were prepared and properties evaluated. Firstly, humic acid dyed BC was carbonized at 900 °C for 2 h to obtain BC-C which subsequently was underwent size reduction and H2SO4 treatment process to obtain fine sulphonated carbon particles (BC-C-SO₃⁻) with good dispersibility in hydrophilic medium. To improve its compatibility with hydrophobic TPU, complexation with cationic surfactant (CTAB) was carried out to obtain BC-C-SO₃⁻+CTAB complex. Then, a flexible BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU heating pad containing up to 14, 25 and 33 wt% BC-C-SO₃⁻+CTAB/TPU was preparable using solvent casting technique. The electrothermal performance was evaluated by applying voltages of …


การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงโรเดียมโครเมียมออกไซด์/กราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์สำหรับการสลายสารมลพิษอินทรีย์และการผลิตไฮโดรเจน, ศุภาพิชญ์ ทวีผลสมเกียรติ Jan 2024

การสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงโรเดียมโครเมียมออกไซด์/กราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์สำหรับการสลายสารมลพิษอินทรีย์และการผลิตไฮโดรเจน, ศุภาพิชญ์ ทวีผลสมเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์ โดยการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมกลุ่มโลหะมีสกุลโรเดียมโครเมียมออกไซด์ (RhCrOx/g-C3N4) เพื่อใช้ในกระบวนการย่อยสลายสารมลพิษอินทรีย์ ซึ่งคือสีย้อมโรดามีนบี และกระบวนการผลิตไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาแยกน้ำ โดยใช้วิธีการสังเคราะห์ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงด้วยวิธีการแพร่ซึมและเผาแคลไซน์ร่วมที่อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาบทบาทของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx ได้แก่ ปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมและชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม ต่อประสิทธิภาพในการเกิดกระบวนการเร่งปฏิกิริยาเชิงแสงภายใต้การฉายแสงที่ตามองเห็น จากการศึกษาพบว่า การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมโรดามีนบีได้ โดยตัวอย่างของ g-C3N4 ที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx และ RhOx ให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมสูงที่สุด โดยมีประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมใกล้เคียงกัน แต่การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม CrOx เพียงชนิดเดียวให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมต่ำที่สุด และเมื่อเพิ่มปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx ในการสังเคราะห์ พบว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมเพิ่มขึ้นด้วย ภายใต้การฉายแสงที่ตามองเห็นในระยะเวลา 10 นาที ตัวอย่างของ RhCrOx/g-C3N4 ที่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม 0.30% โดยน้ำหนัก ให้ประสิทธิภาพในการสลายสีย้อมสูงถึง 93.82% เมื่อเทียบกับ g-C3N4 ที่ไม่มีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมที่มีประสิทธิการสลายสีย้อมเพียง 65.69% และจากการศึกษากลไกการสลายสีย้อมโรดามีนบีด้วยการทดสอบการดักจับสารอนุมูล พบว่าสารอนุมูลที่มีบทบาทในการสลายสีย้อมโรดามีนบี ได้แก่ ซูเปอร์ออกไซด์แอนไอออน (O2•-) นอกจากนั้น การศึกษาประสิทธิภาพการผลิตไฮโดรเจนจากการกระบวนการแยกน้ำ โดยมีการเติมสารเอื้อให้เกิดปฏิกิริยา TEOA พบว่าตัวอย่างของ g-C3N4 ไม่ทำให้เกิดการผลิตไฮโดรเจน เช่นเดียวกับตัวอย่างของ CrOx/g-C3N4 แต่สำหรับตัวอย่าง RhOx/g-C3N4 สามารถเกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนได้ และการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา RhCrOx/g-C3N4 จะให้ประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงที่สุด โดยเมื่อเพิ่มปริมาณของ RhCrOx ในการสังเคราะห์ขึ้น จะทำให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฮโดรเจนสูงขึ้นด้วย โดยจะมีค่าสูงที่สุดเมื่อใช้ปริมาณของ RhCrOx เท่ากับ 0.40% โดยน้ำหนัก มีอัตราการผลิตไฮโดรเจนเท่ากับ 886.19 ไมโครโมลต่อกรัมต่อชั่วโมง จากผลการศึกษาทำให้สามารถระบุได้ว่า การเติมตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม RhCrOx สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของ g-C3N4 ได้ โดยทำให้อัตรารวมกันของอิเล็กตรอนและโฮลลดลง และในปฏิกิริยาแยกน้ำ แม้ว่าตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม CrOx จะไม่สามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาการผลิตไฮโดรเจนได้โดยตรง มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการรวมตัวกลับของน้ำเมื่อใช้ร่วมกับ RhOx ทำให้มีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนสูงขึ้น


การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี Jan 2024

การคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาจากตัวทำละลายมอนอเอทาโนลามีนในหอไล่แก๊สแบบฟลูอิไดซ์, สาทิดา ดวงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์จากตัวทำละลาย มอนอเอทาโนลามีน (MEA) เชิงเร่งปฏิกิริยา โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบหอไล่แก๊สแบบเบดนิ่งและแบบฟลูอิไดซ์ รวมถึงวิเคราะห์ผลของพารามิเตอร์การดำเนินการที่สำคัญในระบบฟลูอิไดซ์ ได้แก่ ฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA อัตราส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อเส้นผ่านศูนย์กลางหอไล่แก๊ส และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของ ตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส โดยอาศัยการออกแบบการทดลองแบบสองระดับและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Design Expert เพื่อค้นหาสภาวะที่เหมาะสมที่สุด ผลการทดลองพบว่าพารามิเตอร์ดำเนินการที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ ฟลักซ์ป้อนเข้าของ ตัวละลาย MEA ที่ 0.013 m3/m2·s อัตราส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อ หอไล่แก๊สเท่ากับ 0.069 และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งต่อความสูงหอไล่แก๊สเท่ากับ 0.500 ภายใต้สภาวะดังกล่าวให้ค่าประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 12.24 % อัตราการคายกลับในช่วงแรกของกระบวนการเท่ากับ 0.208 mmol CO2/L·s และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยในระยะเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากับ 1.095 mol CO2 ซึ่งสูงกว่ากระบวนการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์เชิงเร่งปฏิกิริยาแบบเบดนิ่งอย่างมีนัยสำคัญเชิงสถิติ การวิเคราะห์แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ อัตราส่วนของ เส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง HZSM-5 ต่อหอไล่แก๊ส รองลงมาฟลักซ์ป้อนเข้าของตัวทำละลาย MEA และอัตราส่วนความสูงเริ่มต้นของตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ต่อความสูงหอไล่แก๊ส ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบฟลูอิไดซ์ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา HZSM-5 ในการเพิ่มประสิทธิภาพการคายกลับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและหมุนเวียนคาร์บอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น Jan 2024

ซิลิกาเจลดัดแปรด้วยเอมีนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในระบบฟลูอิไดซ์เบด, เพ็ชรพิชชา บุญมาตุ่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยในปี ค.ศ. 2023 พบว่าระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้นถึง 420 ppm ซึ่งนับว่าเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศโดยตรง หรือ Direct Air Capture (DAC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศในสภาวะที่พบในธรรมชาติ กระบวนการสำคัญในเทคโนโลยีดังกล่าวคือ “กระบวนการดูดซับ” ซึ่งใช้ตัวดูดซับในสถานะของแข็ง โดยได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณสูง ใช้พลังงานต่ำในการฟื้นฟูสภาพ และมีต้นทุนไม่สูง งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผ่านการปรับปรุงด้วยเอมีน โดยตัวดูดซับที่ใช้ในการศึกษา คือ ซิลิกาเจล ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ พื้นที่ผิวจำเพาะสูง หาง่ายในท้องตลาด และมีต้นทุนต่ำ ลักษณะของตัวดูดซับที่มีพื้นที่ผิวมากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และเมื่อซิลิกาเจลผ่านการปรับปรุงด้วย มอนอเอทาโนลามีน จะทำให้ความสามารถในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจาก 0.26 เป็น 24.52 มิลลิกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกรัมตัวดูดซับ ซึ่งสูงกว่าตัวดูดซับที่ไม่ได้ผ่านการปรับปรุงถึง 94 เท่า นอกจากนี้ยังสูงกว่าตัวดูดซับที่ผ่านการปรับปรุงด้วยไดเอทาโนลามีน อย่างไรก็ตาม ตัวดูดซับควรคงประสิทธิภาพในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้แม้ผ่านกระบวนการฟื้นฟูหลายรอบ เพื่อลดต้นทุนในการสังเคราะห์ซ้ำ และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้ เพื่อให้การฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยังจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการฟื้นฟู รวมถึงภาวะที่เหมาะสมในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำงานของตัวดูดซับ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง


การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน Jan 2024

การประเมินประสิทธิภาพการฟื้นฟูสภาพของตัวดูดซับซีโอไลต์ 13x สำหรับการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากอากาศ, ภคอร อมรสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก โดยในปี พ.ศ. 2562 มีการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องจัดการกับก๊าซที่มีความเข้มข้นต่ำมาก งานวิจัยนี้ศึกษาการฟื้นฟูสภาพตัวดูดซับซีโอไลต์ 13X ในระบบเบดนิ่ง โดยเปรียบเทียบวิธีฟื้นฟูสภาพ 3 วิธี ได้แก่ การให้ความร้อนด้วยรังสีไมโครเวฟ การให้ความร้อนแบบดั้งเดิม และการใช้ความดันสุญญากาศ ผลการทดลองพบว่า การฟื้นฟูสภาพด้วยรังสีไมโครเวฟที่กำลังไฟ 300 วัตต์ เป็นเวลา 10 นาที (ประมาณ 350 องศาเซลเซียส) ให้ประสิทธิผลการฟื้นฟูสภาพสูงสุดที่ร้อยละ 97.17 และใช้พลังงานเพียง 0.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อรอบ เทียบกับ 0.62 และ 0.34 กิโลวัตต์-ชั่วโมงของวิธีให้ความร้อนแบบดั้งเดิมและการใช้ความดันสุญญากาศ ตามลำดับ การประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์แสดงให้เห็นว่าวิธีการใช้รังสีไมโครเวฟให้ประสิทธิภาพสูงสุดต่อต้นทุนของตัวดูดซับ และมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการให้ความร้อนดั้งเดิมถึง 12 เท่า จึงแสดงศักยภาพในการเป็นกระบวนการฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าสำหรับระบบ DAC ในอนาคต


Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat Jan 2024

Modeling Of Solar Collector With Hybrid Nanofluids Utilizing Machine Learning And Computational Fluid Dynamics, Phongpapop Kitisomkiat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The rise in global energy consumption emphasizes the need for clean and renewable energy sources to tackle this problem. Solar collectors could harness energy while minimizing environmental impact, offering a potential solution by increasing efficiency without modifying the equipment’s topology using nanofluids. Hybrid nanofluid, created by dispersing 2 nanoparticles into conventional liquid, have shown improving in strengths and reduce the weaknesses of single particle nanofluid. However, it’s difficult to predict its properties due to the complex interaction between particles and the fluid. This study addresses this challenge by integrating machine learning for the prediction of hybrid nanofluids properties into computational …


Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara Jan 2024

Planning And Production Improvement In Original Equipment Manufacturer Company Using Odoo Erp, Pharadon Suwannatara

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Original Equipment Manufacturer (OEM) is one solution for starting a new business in this era due to the difficulties of managing the supply chain, manufacturing processes, and high startup costs. However, the majority of Thai industries operate relying on human labor and basic mechanization, leading to inefficiencies. This paper presents the implementation of Enterprise Resource Planning (ERP) systems using Odoo, an open-source ERP software, to address these inefficiencies. This research focuses on implementing the Odoo ERP system on the shop floor of an OEM company, addressing challenges in the planning and production departments. The current business process (As-is process) …