Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 601 - 630 of 2655

Full-Text Articles in Entire DC Network

การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง Jan 2023

การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและความเข้าใจแนวคิดนิยามความงามที่หลากหลายในบริบทสังคมไทย 2) ตรวจสอบบทบาทของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ซึ่งส่งผลในการลดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา และ 3) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย การศึกษาขั้นต้นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาหญิงที่รับรู้รูปลักษณ์ของตนเองทางบวกระดับสูง 17 คน ผลการวิเคราะห์สาระสำคัญเชิงสะท้อน พบว่า นิยามความงามที่หลากหลายในบริบทไทยประกอบด้วย 3 สาระสำคัญหลัก ได้แก่ ความงามทางกายที่หลากหลาย ความงามจากคุณลักษณะภายใน ความงามจากคุณลักษณะทางสังคมที่น่าพึงพอใจ และข้อค้นพบนี้ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรวัดนิยามความงามที่หลากหลายฉบับภาษาไทยสำหรับใช้ในการศึกษาต่อมา การศึกษาที่ 1 เป็นการทดสอบโมเดลอิทธิพลกำกับของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาการส่งผ่านอิทธิพลของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ที่ส่งผลต่อไปยังการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาหญิงระดับปริญญาตรี 285 คนที่ร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของตัวแปรแฝงของโมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม Mplus พบว่า โมเดลอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาต่อการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาก่อนทดสอบปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลายสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ดีกว่าโมเดลอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลาย สะท้อนว่านิยามความงามที่หลากหลายไม่มีบทบาทกำกับการส่งผ่านในโมเดลตามสมมติฐาน แต่มีอิทธิพลหลักลดความรู้สึกไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาได้โดยตรง การศึกษาที่ 2 เป็นการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบตามแนวคิดการบำบัดด้วยการเขียนบรรยายความคิดความรู้สึกร่วมกับการเขียนเชิงบวก และทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมด้วยการทดลองกับนักศึกษาหญิง 130 คน ซึ่งได้รับการสุ่มเข้าสู่ 2 เงื่อนไข ได้แก่ กลุ่มทดลองร่วมโปรแกรมการเขียนเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ส่วนกลุ่มควบคุมร่วมกิจกรรมการเขียนเล่าเรื่อง ทั้งสองกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 3 วัน ผู้ร่วมการทดลองตอบมาตรวัดตัวแปรที่ศึกษา 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนร่วมโปรแกรม หลังร่วมโปรแกรม และอีกหนึ่งสัปดาห์หลังร่วมโปรแกรม ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วยโปรแกรม SPSS เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเงื่อนไข พบว่า หลังร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยนิยามความงามที่หลากหลาย การชื่นชมเห็นค่าของร่างกาย ความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อควบคุมคะแนนพื้นฐานของแต่ละตัวแปรตาม การติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์พบว่าค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นยังสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความต่างของค่าเฉลี่ยการซึมซับอุดมคติความงามระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ทั้งหลังร่วมกิจกรรมและระยะติดตามผล


ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบผสานวิธีแบบข้อมูลบรรจบกันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณเป็นผู้สูงอายุ 557 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภค 304 คน และแบบลงมือทำ 253 คน) การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นผู้สูงอายุ 16 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภคและลงมือทำกลุ่มละ 8 คน) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square = 23.27, df = 17, p = .14, CFI = 0.999, GFI = 0.992, และ RMSEA = 0.026 ตัวแปรอิสระทั้ง 2 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามความสุขเชิงอัตวิสัยได้ คิดเป็นร้อยละ 54.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ ความหมายในชีวิต ตามมาด้วย ความผูกพันกับดนตรี ส่วนผลการตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรทั้งสามที่ศึกษา 2 โมเดล (โมเดลที่ 1 ในผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภค และ โมเดลที่ 2 ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบลงมือทำ) พบว่าทั้ง 2 โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีแบบแผนความสัมพันธ์ไม่แตกต่างกัน งานเชิงคุณภาพพบว่า แก่นสาระประสบการณ์ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภคและแบบลงมือทำ ครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีของผู้สูงอายุในฐานะส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตน (2) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อความสัมพันธ์ทางสังคม โดยกิจกรรมดนตรีเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์หรือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง (3) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อการมีสุขภาวะกายใจ ด้วยการปรับอารมณ์และการฟื้นฟูกายและใจ และ (4) ดนตรีมีส่วนในการพัฒนาตนเชิงบวก และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าความหมายของผู้สูงอายุ


Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti Jan 2023

Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigated the effects of music-activity intervention on stress reduction and the enhancement of social skills in autistic children. Utilizing a multiple baseline research design to systematically assess the intervention's impact, the investigation focused on three autistic children aged 7-9 years who exhibited no impairments in vision, hearing, mobility, or endocrine gland disorders. These participants scored in the mild to moderate range on the Autistic Treatment Evaluation Checklist (ATEC-Thai version). Each child participated in 30-minute musical activity sessions, totaling 10 sessions. Salivary cortisol levels served as indicators of stress, while social skills were evaluated using the parent-report Social Skills …


ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช Jan 2023

ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ที่มีผลต่อความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 2 จำนวน 76 คน แบ่งเด็กเข้ากลุ่มด้วยวิธีการจับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมใกล้เคียงกัน แล้วสุ่มแยกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทีละคู่ โดยให้เด็กกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในขณะที่เด็กกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมตามปกติในชั้นเรียน หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มควบคุมลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 75 คน วัดผลและเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และประเมินแต่ละองค์ประกอบของ EF ด้วยชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ช่วยเพิ่มคะแนนความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) ของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งคะแนน EF โดยรวม และสามองค์ประกอบของ EF ดังนี้ 1. EF โดยรวม : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนน EF โดยรวม (Mean = 32.24, SD =6.11) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 3.53, SD =6.22) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean =11.14, SD =12.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2. การยืดหยุ่นทางความคิด : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.55, SD = 4.48) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 1.79, …


ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล Jan 2023

ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่มีการฝึกสติเป็นประจำต่อเนื่อง จำนวน 6 คน มีอายุระหว่าง 24-36 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) อารมณ์ความรู้สึกและสภาวะทางลบที่ประสบระหว่างฝึกงาน กล่าวคือ ผู้ให้ข้อมูลประสบกับความรู้สึกหนักหน่วงจากการรับฟังเรื่องราวผู้รับบริการ ตำหนิตนเอง กลัวกังวล ไม่มั่นใจในการเดินต่อในสายอาชีพ และมีความเหนื่อยล้าทางกาย 2) การใช้สติในการรับมือกับผลกระทบทางลบจากการฝึกงาน ในการใช้สติรับมือกับผลกระทบทางลบนั้นมีบางช่วงเวลาที่ผู้ฝึกหัดมีกำลังสติไม่เพียงพอจนเสียศูนย์และไม่สามารถใช้การฝึกสติได้ ผู้ให้ข้อมูลจึงใช้ปัจจัยช่วยอื่นในการกลับสู่การมีสติอีกครั้ง และผู้ให้ข้อมูลระบุถึงประสิทธิภาพในการใช้สติว่าขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการฝึกสติ 3) ผลของการฝึกสติ กล่าวคือ การฝึกสติส่งผลต่อการดูแลตนเองจากผลกระทบทางลบ ต่อการทำงานกับผู้รับบริการ และต่อชีวิตส่วนบุคคล 4) การส่งต่อการฝึกสติ ผู้ให้ข้อมูลระบุถึงการฝึกสติให้กับผู้รับบริการและสิ่งที่เรียนรู้จากการฝึกสติให้กับผู้รับบริการ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการฝึกสติให้กับนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัด ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาในการพัฒนาแนวทางการดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมบริการที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน ได้ทำการตอบคำถามผ่านแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ, มาตรวัดพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ และมาตรวัดการคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปSPSS ชุดคำสั่ง PROCESS (Model 4) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .09, p = .175), การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .68, p


Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya Jan 2023

Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Job Crafting involves individuals reshaping their work to align with their values and strengths, making work life more meaningful. While it reduces stress, studies also note drawbacks like increased stress and work disruption. This research uses polynomial hierarchical multiple regression to exhibit where job crafting shifts from positive to negative effects. Drawing on the conservation of resources theory and the too-much-of-a-good-thing effect, this research includes two studies. The first, with hotel group employees in Thailand (N = 405), examines job crafting's four dimensions and their impact on burnout. Results reveal that only 'increasing challenging job demands' has a curvilinear relationship …


หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม Jan 2023

หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี อายุเฉลี่ย 20.90 ปี จำนวน 341 คน จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) สถานะทางอัตลักษณ์การปักหลักตัวตนตามผู้อื่น 2) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน 3) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน 4) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้ง 5) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่กังวล และ 6) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่ไม่กังวล และมีการพัฒนามาตรวัดหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ฉบับภาษาไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการศึกษาในบริบทประเทศไทย จำนวนข้อกระทง 34 ข้อ และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบสถานะทางอัตลักษณ์ และหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ พบว่ากลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งและกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนที่มีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษานี้ พบผลที่เพิ่มเติมจากสมมติฐานงานวิจัยที่ระบุว่ากลุ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนจะมีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เนื่องจากบุคคลที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบตัวตนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าบุคคลมีการดำเนินการทำหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในประเด็นต่าง ๆ ได้สำเร็จเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เพิ่งค้นพบตัวตนเป็นครั้งแรก


ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ Jan 2023

ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …


อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี Jan 2023

อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล


การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์ Jan 2023

การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของการกลอกตา การชี้นิ้ว และการรับรู้การจดจ่อต่อการระบุแหล่งที่มาของเสียงแนวตั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 33 ปี (M = 25.57 ปี, SD = 4.28) และมีการได้ยินปกติ ผลการศึกษา พบว่า ในทุกเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ได้แก่ เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว รวมถึง เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว) เมื่อได้สัญญาณเสียงที่ถูกต้อง (valid) ทำให้ระบุตำแหน่งของเสียงได้เร็วกว่าได้สัญญาณที่ผิด (invalid) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง พบว่า การกลอกตามีอิทธิพลต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง ในขณะที่ ไม่พบอิทธิพลของการชี้นิ้ว และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง สำหรับความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียง พบว่า การจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วไม่มีอิทธิพลและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียงในแนวตั้ง


การเปิดเผยตัวตน บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทํางาน และการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทํางาน ในกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ, สุชานรี ศรีวิลัย Jan 2023

การเปิดเผยตัวตน บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทํางาน และการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทํางาน ในกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ, สุชานรี ศรีวิลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ชายข้ามเพศ เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่มีเพศกำเนิดเป็นผู้หญิง แต่รับรู้อัตลักษณ์ทางเพศของตนเองเป็นเพศชาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน โดยมีการเปิดเผยตัวตนทำหน้าที่เป็นอิทธิพลกำกับ และเพื่อสำรวจระดับการเปิดเผยตัวตนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศที่แตกต่างกัน โดยทำการเก็บข้อมูลในผู้ชายข้ามเพศ ทำงานในองค์การที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย จำนวน 128 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัย พบว่า (1) บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางลบกับการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = - .719, p < .001) (2) การทดสอบอิทธิพลกำกับของการเปิดเผยตัวตน โดยได้แบ่งการเปิดเผยตัวตน ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเปิดเผยตัวตนโดยไม่ได้ตั้งใจและการเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า การเปิดเผยโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอิทธิพลกำกับ ระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานกับการถูกเลือกปฏิบัติ (β = .067, p = .268) รวมถึงการเปิดเผยอย่างชัดเจน ก็ไม่มีอิทธิพลกำกับระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานและการถูกเลือกปฏิบัติ (β = -.010, p = .858) (3) ศึกษาความแตกต่างในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ ต่อระดับการเปิดเผยตัวตนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน โดยผลการวิเคราะห์ พบว่า การเปิดเผยตัวตนไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ (F = 0.52, p = 0.96) และการเปิดเผยตัวตนไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มรสนิยมทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ (F = 0.92, p = 0.57) ส่วนการถูกเลือกปฏิบัติในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย มีระดับที่สูงมากกว่ากลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศผู้ชาย (t = - 2.98, p < .001) และกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย มีค่าคะแนนการถูกเลือกปฏิบัติทางอ้อมมากกว่ากลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศผู้ชาย (t = -3.37, p < .001) ส่วนรสนิยมทางเพศแบบหลากหลายทางเพศ ถูกเลือกปฏิบัติทางตรงมากกว่ากลุ่มรสนิยมทางเพศแบบรักต่างเพศ (t = -2.06, p = .041) และรสนิยมทางเพศแบบหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติทางอ้อมมากกว่ากลุ่มรสนิยมทางเพศแบบรักต่างเพศ (t = -2.15, p = .033) ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาใช้ เพื่อให้องค์การออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุน เพื่อลดการถูกเลือกปฏิบัติและแม้จะไม่มีอิทธิพลกำกับของการเปิดเผยตัวตน แต่องค์การสามารถนำผลไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทผู้ชายข้ามเพศในสังคมไทยถึงความสำคัญและรับรู้การมีอยู่ของกลุ่มผู้ชายข้ามเพศในสถานที่ทำงาน ทำได้โดยเน้นการสร้างบรรยากาศองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ


อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ Jan 2023

อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้


Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol Jan 2023

Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Fear of cancer recurrence was among the strongest challenges encountered by cancer patients and survivors. However, there were very limited studies in Thailand that examined the factors that predicted this psychological construct. Therefore, the current research examined the possible associations and predictive roles that illness perception, psychological resilience, and age had with fear of cancer recurrence. The participants were 134 Thai cancer patients and survivors who responded to a set of questionnaires that measured these factors. Study invitations were circulated via social media platforms commonly frequented by cancer patients or survivors (e.g., cancer support groups). The Pearson correlation coefficient and …


Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej Jan 2023

Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Memory can be influenced by various factors, particularly stress and depressed mood. Studies show that stress enhances memory before encoding but diminishes it before retrieval. Depressed moods are also linked to reduced memory competence, and retrieval-induced forgetting (RIF) can further affect memory. Event-related potential (ERP) research has identified patterns such as the FN400 and N2pc components during memory retrieval. EEG studies have noted changes in beta and theta waves in the anterior temporal cortex due to stress and significant activity across various brain regions in depressed moods. This study investigated the effects of stress induced by the Cold Pressor Test …


ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์ Jan 2023

ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและขอบเขตการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางการการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร และการแสวงหาพยานหลักฐานในการสอบสวนได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตามกฎหมายทหารของประเทศไทยนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเริ่มจากการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏ จากนั้นจึงดำเนินการสอบสวนวินัยและอาญา แต่พยานหลักฐานในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นหากปล่อยระยะเวลาให้ล่าช้า พยานหลักฐานอาจถูกทำลายหรือสูญสลายไป แต่กระบวนการในการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตั้งแต่การสอบสวน การจับ หรือการค้น ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ซึ่งมิได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหาร ต่างจากกฎหมายทหารของต่างประเทศที่ได้บัญญัติฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในกฎหมายทหารของตนเอง เมื่อเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทหาร จึงทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและชอบด้วยกฎหมาย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้


สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา Jan 2023

สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย


การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ Jan 2023

การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป


Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen Jan 2023

Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tourism plays a vital role in Thailand’s economy, especially in the aftermath of COVID-19, which led the Tourism Authority of Thailand (TAT) to implement strategies to increase foreign visits. This study examines homestay tourism, known for its community engagement and cultural immersion, focusing on its attractiveness to young Chinese tourists seeking serene experiences in the post-pandemic era. Employing both quantitative and qualitative methodologies, the research evaluates the demographic profiles, behaviors, motivations, and satisfaction levels of young Chinese tourists in Thai homestays, primarily through descriptive analysis. Findings show that security and hospitality are the top factors influencing these tourists’ decisions to …


ทัศนะแบบอนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ของไมเคิล ไทย์, วีรวุฒิ เหรียญมณี Jan 2023

ทัศนะแบบอนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ของไมเคิล ไทย์, วีรวุฒิ เหรียญมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อถกเถียงเรื่องสภาวะความรู้สึกตัวของสัตว์แบ่งได้เป็นสองแนว ได้แก่ แนวที่ใช้ การอ้างเหตุผลแบบไม่อนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ เชื่อว่าสภาวะจิตของสัตว์สามารถรับรู ้ได้โดยตรง เนื่องจากสภาวะจิตของสัตว์สามารถสังเกตได้จากการเคลื่อนไหวและการมีปฏิสัมพันธ์ของสัตว์ต่อสิ่งอื่น และแนวที่ใช้การอ้างเหตุผลแบบอนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ เชื่อว่า สภาวะจิตของสัตว์สามารถอนุมานได้จากพฤติกรรม ไมเคิล ไทย์ (2017) สนับสนุนแนวการอ้างเหตุผลแบบที่สองเชื่อว่า จิตของสัตว์สามารถอนุมานได้จากพฤติกรรมการเรียนรู ้ เนื่องจากพฤติกรรมการเรียนรู้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองแบบยืดหยุ่น ในวิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และปกป้องทัศนะของไทย์ด้วยการการอ้างเหตุผลสองประการหลัก ได้แก่ หนึ่ง ความรู้สึกตัว คือ การรับประสบการณ์ ไม่ใช่การคิด และสอง แม้มีกรณีการเรียนรู้แบบปราศจากความรู้สึกตัว (เช่น การเรียนไวยากรณ์) กรณีดังกล่าวยังคงไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ว่าความรู้สึกตัวของสัตว์ไม่สามารถอนุมานได้จากพฤติกรรมการเรียนรู ้


The Scale Development Of Quality Of Care In Nursing Home, Chaowarit Ngernthaisong Jan 2023

The Scale Development Of Quality Of Care In Nursing Home, Chaowarit Ngernthaisong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study is an exploratory sequential mixed methods consisting of two phases. The first phase employed qualitative descriptive research and the second phase was descriptive research for scale development. There are three research objectives, methods, and results as follows: Objective 1: To describe the major themes of outcomes of quality of care in nursing home. Qualitative descriptive research was conducted by interviewing 10 registered nurses working in nursing homes. Data was analyzed by using content analysis. The results showed six major themes of outcomes of quality of care in nursing home consisting of; 1) Physical well-being, 2) Psychological well-being, 3) …


การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริง” มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, มัชฌิมา ร่มรุกข์ Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริง” มาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, มัชฌิมา ร่มรุกข์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาล” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของการค้นหาความจริงในกระบวนการสอบสวน ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาในกองบัญชาการตำรวจนครบาลและศึกษาแนวทางในการพัฒนากระบวนการสอบสวนเพื่อแสวงหาความจริง โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน จากพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ และนักวิชาการด้านงานยุติธรรม รวมถึงวิเคราะห์กรณีศึกษา จำนวน 5 คดีที่ประสบความสำเร็จจากการนำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้สอบสวนคดี และการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาของการแสวงหาความจริงในกระบวนการสอบสวนคดีอาญาเกิดจากสภาพปัญหาหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้ปฏิบัติหน้าที่ 2) ด้านการรวบรวมพยานหลักฐาน 3) ด้านระบบการทำงาน ในส่วนของการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกฎหมายและนโยบาย 2) ด้านทัศคติของผู้ปฏิบัติ 3) ด้านกำลังพล 4) ด้านงบประมาณ และ 5) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า นวัตกรรมการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม สามารถสร้างดุลยภาพในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องในคดี อีกทั้งยกระดับการให้ความสำคัญกับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะด้านงานสืบสวนสอบสวนที่จะต้องปฎิรูประบบการทำงานให้พัฒนาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว


ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร Jan 2023

ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อ 1 ) ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการวัคซีนของประชาชนไทยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ 2) ศึกษาและวิเคราะห์การกระจายวัคซีนที่รัฐจัดสรรตามความเชื่อมั่นวัคซีนของประชาชน และ 3) พิสูจน์ความแตกต่างในการได้รับวัคซีนจากภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ระดับจังหวัด จากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการวัคซีน คือ ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในครัวเรือนส่วนบุคคลทั่วประเทศ จำนวน 46,600 คน จากแบบสอบถาม โครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (วัคซีน) ที่เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการได้รับวัคซีน คือ ประชากรไทย 69,556,204 คน จากรายงานผลการให้บริการวัคซีนโควิด-19 โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสถิติถดถอยพหุคูณจากผลการศึกษาพบว่าความต้องการวัคซีน ความเชื่อมั่นวัคซีน และการได้รับวัคซีน ได้แก่ เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 มีการกระจายวัคซีนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ภูมิภาค โดยความต้องการวัคซีนและความเชื่อมั่นวัคซีนมีความสัมพันธ์กันและการได้รับวัคซีนส่งผลต่อพื้นที่ภูมิภาคที่แตกต่างกัน ผลการทดสอบโดยสถิติถดถอยพหุคูณ ทำให้ทราบว่าความต้องการวัคซีนเพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้จังหวัดได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 0.278 , 0.362 และ 0.401 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และความเชื่อมั่นวัคซีนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็ม นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่เป็นตัวแปรสำคัญ โดยในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็มน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ที่มีความต้องการวัคซีนและการได้รับวัคซีนสูงที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนความเชื่อมั่นวัคซีนสูงที่สุด คือ พื้นที่ภาคใต้ แต่พบว่าในพื้นที่มีการได้รับวัคซีนต่ำ โดยผลจากการศึกษานี้ใช้เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารของภาครัฐเพื่อการได้รับวัคซีนของประชาชนในการรับมือโรคโควิด-19 ได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงในแต่ละพื้นที่


การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด Jan 2023

การพัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนโดยประยุกต์ใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล, พิริยพงศ์ หริ่งรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ที่เรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม 2(1) ค31208 จำนวน 387 คน โดยใช้การเรียนรู้แบบเอนเซมเบิล ซึ่งใช้พฤติกรรมการเรียนในชั้นเรียนของนักเรียนเป็นตัวแปรทำนาย และเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกข้อมูล 5 วิธี ได้แก่ Elastic – net regularized generalized linear model (GLM), Random Forest (RF), Gradient Boosting with XGBoost (XGBoost), Artificial Neural Network (ANN) และการเรียนรู้แบบเอนเซมเบิลด้วยเทคนิค Stacking (stack) และ 2) พัฒนาแดชบอร์ดวิเคราะห์และทำนายความสำเร็จในการเรียนของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) จากการพิจารณาค่า F1 score, recall และ precision โดยผลจากการศึกษาพบว่าโมเดล RF และ XGBoost เป็นโมเดลที่มีค่าประสิทธิภาพสูงที่สุดใกล้เคียงกัน (F1 score = .904, recall = .891, และ precision = .920) นอกจากนี้ตัวแปรแทนคือสัดส่วนของคะแนนสอบย่อยเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนมากที่สุด (importance = 153.818) และสัดส่วนของการนำหนังสือเข้าชั้นเรียน เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการเรียนของนักเรียนน้อยที่สุด (importance = 1.660) และ 2) ความพึงพอใจต่อการใช้แดชบอร์ดที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนได้แก่ ส่วนการวิเคราะห์เชิงพรรณนาส่วนการวิเคราะห์เชิงทำนาย และส่วนการวิเคราะห์เชิงวินิจฉัย ในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อการใช้งานแดชบอร์ด


การพัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา : การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ, พิชชานันท์ มหันตกาสี Jan 2023

การพัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา : การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ, พิชชานันท์ มหันตกาสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ2) ประเมินคุณภาพวิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคิชฌกูฏวิทยา ที่เรียนในรายวิชาดนตรีจำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัย คือ 1) แบบประเมินเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) แบบประเมินตนเองจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยเกณฑ์การให้คะแนนรูบริก 3) แบบสอบถามการเขียนข้อความสะท้อนคิด 4) แบบประเมินคุณภาพวิธีการประเมินตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การวิเคราะห์คุณภาพด้านความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. วิธีการประเมินตนเองโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ คือ 1) การประเมินตนเองเพื่อตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเองด้วยข้อคำถาม จำนวน 5 ข้อ 2) การประเมินตนเองจากการบันทึกวิดีโอด้วยเกณฑ์การให้คะแนน 3) แบบสอบถามการเขียนข้อความสะท้อนคิด และ 4) การบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับ ผู้เรียนได้สะท้อนสิ่งที่ต้องการพัฒนาทักษะของตนเองผ่านวิธีการประเมินเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง ทำให้ผลที่ได้กลับมาจากการแก้ไขและปรับปรุงมีผลลัพธ์ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ผลจากการใช้วิธีการประเมินตนเองทำให้นักเรียนมีพัฒนาการทางด้านทักษะที่เพิ่มขึ้น 2. วิธีการประเมินตนเองเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดย การประยุกต์ใช้แนวคิดการประเมินเป็นการเรียนรู้ด้วยการสะท้อนคิดจากการบันทึกวิดีโอเพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับมีคุณภาพทุกด้านโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การเปรียบเทียบคะแนนพัฒนาการทักษะการปฏิบัติเครื่องเป่าของนักเรียนจากการประเมินด้วยเกณฑ์การให้คะแนนรูบริกครั้งที่ 1 , 2 และ 3 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันระหว่างการประเมินของนักเรียนกับผู้สอน พบว่า มีความสัมพันธ์ทางบวก มีค่าเท่ากับ .821 ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนการประเมินครั้งที่ 1 ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และการประเมินตนเองครั้งที่ 2, 3 ระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001


การพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม, พิสิษฐ บรรจง Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม, พิสิษฐ บรรจง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อพัฒนาแบบวัดสถานการณ์แบบออนไลน์สำหรับประเมินสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโดยประยุกต์ใช้แนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรม และ2. เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดที่สร้างขึ้น ตัวอย่างวิจัยคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 604 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบวัดสถานการณ์วัดสมรรถนะระหว่างวัฒนธรรมตามแนวคิดความต่อเนื่องของการพัฒนาระหว่างวัฒนธรรมรูปแบบออนไลน์โดยใช้เว็บไซต์ SurveyMonkey มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน และการตรวจสอบคุณสมบัติทางจิตมิติ ประกอบด้วย หลักฐานความตรงด้านเนื้อหา หลักฐานความตรงด้านโครงสร้างภายในด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โดยใช้โมเดลการให้คะแนนแบบลำดับขั้น และหลักฐานความตรงด้านความสัมพันธ์กับตัวแปรอื่น โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ซึ่งมีผลการวิจัยดังนี้ 1. แบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 20 ข้อ ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหารายข้อ (I-CVI) เท่ากับ 1.00 และค่าความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ( α = 0.912) 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( χ2 = 142.072, df = 118, p = 0.065, GFI = 0.977, CFI = 0.998 SRMR = 0.024 และ RMSEA = 0.0184) เมื่อพิจารณาจากตาราง พบว่า ค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐาน (β) มีค่าเป็นบวก มีขนาดตั้งแต่ 0.497 ถึง 0.718 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกองค์ประกอบ 3. ผลการวิเคราะห์ โดยใช้โมเดลการให้คะแนนแบบลำดับขั้นพบว่า คำถามทุกข้อสอดคล้องกับกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยแต่ละข้อมีการกระจายของผลการตอบที่หลากหลายในแต่ละระดับสมรรถนะ ( β = -1.681 ถึง 1.651) เมื่อพิจารณาค่าเทรชโฮลด์พารามิเตอร์ทั้งหมด และค่าความชัน เป็นไปตามเกณฑ์ ( α = 1.222 ถึง 2.445) นั่นคือข้อคําถามมีความเหมาะสมและสามารถจำแนกสมรรถนะของผู้ตอบได้ในระดับดี …


การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี Jan 2023

การพัฒนาต้นแบบการส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง, นันทนา สาลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.วิเคราะห์ประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้คณิตศาสตร์และความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียน 2.ออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ 3.เปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 4.ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงของกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยแบ่งขั้นตอนการดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ การวิจัยระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Empathize) และการระบุปัญหาของผู้เรียน (Define) ในระยะนี้ ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้แบบฟอร์มสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของผู้เรียนเกี่ยวกับการเรียนคณิตศาสตร์มีหลายด้าน ได้แก่ 1) ด้านความเข้าใจเนื้อหาคณิตศาสตร์ 2) ด้านอุปสรรคในการเรียนคณิตศาสตร์อุปสรรคที่เกิดจากตัวผู้เรียน 3) ด้านการเห็นประโยชน์ของการเรียน 4) ด้านความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเรียนคณิตศาสตร์ และ 5) ด้านความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ ในระยะที่ 2 ผู้วิจัยได้ผู้วิจัยทําการออกแบบต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่ส่งเสริมความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้ในระยะที่ 1 กรอบแนวคิดได้รับการพัฒนาจากการระดมความคิดผ่านการสนทนากลุ่มโดยมีผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน คือ ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีประสบการณ์ในการสอนอย่างน้อย 3 ปี จำนวน 3 ท่าน นักจิตวิทยาการศึกษา และผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับนาโนเลิร์นนิง ตลอดจนสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 15 ชุด ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น 15 ครั้ง ครั้งละ 50 นาที ระยะที่ 3 ขั้นทดสอบ (Test) ผู้วิจัยทำการทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง ที่มีต่อความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์ของกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างในระยะนี้เป็นผู้เรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในระยะนี้ ประกอบด้วย 1) ต้นแบบการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิง 2) แบบวัดความสุขในการเรียนคณิตศาสตร์ และ 3) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ความสุขและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนคณิตศาสตร์หลังได้รับการการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการทฤษฎีภาระทางปัญญาร่วมกับนาโนเลิร์นนิงในกลุ่มทดลอง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ …


การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์ Jan 2023

การศึกษาภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, สุวิจักขณ์ พานิชรักษาพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะหมดไฟของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของอาจารย์ดนตรีในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้ระเบียบวิจัยผสมวิธี ขั้นแรกได้สำรวจข้อมูลจากอาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 87 คน โดยใช้แบบสอบถามเพื่อศึกษาลักษณะงานและภาวะหมดไฟ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และจากนั้นสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 9 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับคะแนนภาวะหมดไฟที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) อาจารย์ประจำด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความเสี่ยงต่อการหมดไฟในการทำงาน สามารถจำแนกลักษณะอาการของภาวะหมดไฟของผู้ให้ข้อมูล แบ่งเป็น 5 ลักษณะ คือ ผู้ที่พลังในการทำงาน (N = 64, 73.6%) ผู้ที่มีอาการภาวะหมดไฟด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (N = 7, 8%) ผู้ ด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 4, 4.6%) ด้านการลดค่าความสำเร็จส่วนบุคคล (N = 4, 4.6%) ผู้ที่มีภาวะหมดไฟสองด้านร่วมกัน ได้แก่ ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (N = 8 = 9.2%) และไม่พบผู้ที่มีภาวะหมดไฟสามด้าน 2) ด้านปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหมดไฟ พบว่า ปัจจัยสถานะส่วนบุคคลที่มีผลต่อภาวะหมดไฟ ได้แก่ ช่วงอายุ สถานภาพสมรส รายได้ต่อเดือน อายุงาน ตำแหน่งทางวิชาการ ความเชี่ยวชาญกับวิชาที่สอน และด้านปัจจัยในการทำงาน 6 ด้าน ได้แก่ ภาระงาน การควบคุม สิ่งตอบแทน สังคมในการทำงาน ความเป็นธรรม และค่านิยม ปัจจัยในการทำงานดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันต่อการเกิดภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และด้านการหลีกเลี่ยงผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยการควบคุมส่งผลมากที่สุดด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ (R2 = .24, p < 0.001) และปัจจัยภาระงานส่งผลมากที่สุดด้านการหลีกเลี่ยงผู้คน (R2 = .13, p < 0.001)


ผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถการควบคุมความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟของนักกีฬาอีสปอร์ตชาย, เตชิต เลิศเอนกวัฒนา Jan 2023

ผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถการควบคุมความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟของนักกีฬาอีสปอร์ตชาย, เตชิต เลิศเอนกวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความตั้งใจเป็นทักษะที่สำคัญในการเล่นกีฬาอีสปอร์ตโดยส่งผลต่อการตัดสินใจ เวลาปฏิกิริยา และทักษะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถึงความสามารถในการเล่นเกมโดยรวม จึงเป็นไปได้ว่าการพัฒนาความสามารถด้านความตั้งใจอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเล่นกีฬาอีสปอร์ตได้การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะความสามารถความตั้งใจในกีฬาอีสปอร์ต โดยแบ่งเป็นสองการศึกษา ดังนี้การศึกษาที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถความตั้งใจระหว่างนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพและผู้เล่นอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย โดยทำการทดสอบความสามารถด้านความตั้งใจในนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพ 8 คนและผู้เล่นอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย 8 คนจากนักกีฬาอีสปอร์ตประเภทโมบา(MOBA) โดยใช้การทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ ทดสอบการค้นหาด้วยสายตา และการตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยา ผลการทดลองพบว่ากลุ่มนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ (p = .033) และมีเวลาปฏิกิริยาตอบสนองเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา (p = .002) ในส่วนของการทดสอบตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยาไม่พบว่ามีความแตกต่างกันการศึกษาที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบผสมผสานระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาต่อความสามารถด้านความตั้งใจและปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ โดยทำการทดลองในนักกีฬาอีสปอร์ตที่ผ่านการแข่งขันในรายการ CU Open จำนวน 32 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มฝึกผสมผสานการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญา (Physical-Cognitive Exercise ;PCE) กลุ่มฝึกออกกำลังกาย (Physical Exercise; PE),กลุ่มฝึกพุทธิปัญญา (Cognitive Exercise (CE),และกลุ่มควบคุม (C). โดยทำการฝึก 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทำการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ การค้นหาด้วยสายตา การตอบสนองต่อสัญญาณไฟปฏิกิริยา และวัดปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ ก่อนการทดลอง หลังการฝึกครั้งแรก และหลังการฝึก 4 สัปดาห์ ผลฉับพลันจากการฝึกพบว่า กลุ่ม PE และ CE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่ากลุ่ม PCE และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .017, = .020 และ p < .001, < .001 ตามลำดับ) ในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ และกลุ่ม CE มีเวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004) ในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา หลังการฝึก 4 สัปดาห์ กลุ่ม PCE PE และ CE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .028, .008, < .001 ตามลำดับ) ในการทดสอบความตั้งใจแบบกระพริบ และกลุ่ม PCE และ PE มีอัตราการตอบสนองถูกต้องมากกว่ากลุ่ม CE อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .021, .003 ตามลำดับ) ในการทดสอบการค้นหาด้วยสายตา แต่มีเวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองที่ช้ากว่ากลุ่ม CE (p = .003, .004) ในส่วนของปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟ หลังการฝึกครั้งแรกพบว่ากลุ่ม PE มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004) และหลังการฝึก 4 สัปดาห์พบว่ากลุ่ม PCE และ PE มีปริมาณเซรั่มบีดีเอ็นเอฟเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .004, .024 ตามลำดับ)จากผลการทดลองพบว่านักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพมีความสามารถความตั้งใจที่สูงกว่านักกีฬาอีสปอร์ตในระดับสมัครเล่น โดยการฝึกแบบผสมผสานการออกกำลังกายและการฝึกพุทธิปัญญาสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความตั้งใจของนักกีฬาอีสปอร์ตในระดับสมัครเล่นได้ จึงอาจใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความสามารถความตั้งใจ และอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการเล่นและแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตได้ทางหนึ่ง


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต Jan 2023

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร, บุญญิสา ชยันโต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตรวมไปถึงปัจจัยใดจะสามารถทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร จำนวน 562 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบไปด้วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) แบบวัดความเครียดกรมสุขภาพจิต (SPST-20) และแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าความสัมพันธ์ (Pearson's Correlation) และสถิติการวิเคราะห์สมการถดถอยโลจิสติค (Logistic Regression) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ผลการวิจัยพบว่า ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดี คุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์เชิงบวกที่ระดับต่ำกับการวิ่งงานเฉลี่ยรอบต่อวันและเวลาพักระหว่างการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารเฉลี่ยในแต่ละวัน แต่ความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยอื่นๆ เช่น เวลาในการประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร รายได้เฉลี่ยจากการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหาร ระยะเวลาเฉลี่ยในการทำงานขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารวันต่อสัปดาห์ และระยะเวลาเฉลี่ยในการขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารต่อวันมีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิต ความเครียดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้ กล่าวคือ ผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารที่มีความเครียดสูงและมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดีจะมีคุณภาพชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของผู้ขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับดี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความเครียดจากการทำงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตและสามารถทำนายคุณภาพชีวิตได้