Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 631 - 660 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
Effects Of Digital Pen With Tablet And Standard Mouse On Emg, Discomfort, And Rula In Prolonged Computer-Based Tasks, Nion Yaemsanguansak
Effects Of Digital Pen With Tablet And Standard Mouse On Emg, Discomfort, And Rula In Prolonged Computer-Based Tasks, Nion Yaemsanguansak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction – The digital pen with tablets (DPT) effectively modifies the disadvantages of the standard mouse (SM) more prominently than any other alternative pointing devices. However, previous studies lack sufficient evidence to confirm its ability to prevent work-related musculoskeletal disorders (WMSDs). Consequently, our research aimed to prove the DPT as a prevention strategy for the neck-shoulder and upper extremity WMSDs on mouse side by evaluating pathogenesis-related variables. Method – Our study employed a single-subject design with 35 healthy female office workers whose primary workstyle depends on the SM. We assessed muscle activity pattern, fatigue rate, postural risk, perceived discomfort, and …
Responsiveness Of The Thai Version Ofthe Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (Pass-20),The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Anxiety 8a (Promis-Anx-8),And The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression-8a (Promis-D-8a)In Individual With Chronic Low Back Pain, Nuttapong Phongsaphakjarukorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To evaluate the responsiveness, estimate minimal clinically important difference (MCID), and examine correlations between anxiety and depression measures of the Thai versions of the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (T-PROMIS-D-8a), Anxiety 8a (T-PROMIS-Anx8a), and Pain Anxiety Symptoms Scale-20 (PASS-20) measures in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The study sample comprised of 144 participants with CLBP. Responsiveness was evaluated by calculating the change scores, effect size (ES), standardized response mean (SRM), area under the curve (AUC), and correlations between the change scores and the Thai version of Global Perceived Effect (T-GPE). We …
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To cross-culturally adapt the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (PROMIS SF v1.0 - Depression 8a) into Thai and evaluate its psychometric properties in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The PROMIS SF v1.0 – Depression 8a was translated and cross-culturally adapted into Thai using the Functional Assessment of Chronic Illness Therapy translation methodology. Two hundred and sixty-nine individuals with CLBP completed the Thai version of PROMIS SF v1.0 – Depression 8a (T-PROMIS-D-8a) scale and a set of measures assessing validity criterion domains. Unidimensionality, internal consistency, and test-retest reliability at a 7-day interval …
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Musculoskeletal Disorders, Perceived Stress, And Ergonomic Risk Factors Among Pakistani Smartphone Esports Athletes, Muhammad Athar Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Smartphone eSports athletes face various health risks due to prolonged sitting and poor posture.Objective: To investigate the frequency of musculoskeletal disorders, perceived stress levels, health risks and ergonomic risk factors among smartphone eSports athletes and determine the association between levels of perceived stress and MSDs.Methods: A cross-sectional study was conducted on 145 participants. Nordic Musculoskeletal Questionnaire, Perceived Stress Scale (PSS-10), questionnaire on health risks and rapid upper limb assessment (RULA) were used to collect data. The chi-square test determined the association between MSDs and perceived stress.Results: The study revealed that neck pain was the most prevalent issue, affecting 41.4% …
ข้อพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, อัณศยา พรภัทรนันท์
ข้อพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งโรงเรียนอนุบาลเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, อัณศยา พรภัทรนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สภาพแวดล้อมกลางแจ้งของโรงเรียนอนุบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอข้อควรพิจารณาที่จำเป็นในการออกแบบพื้นที่กลางแจ้งที่มีประสิทธิภาพของโรงเรียนอนุบาลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย กระบวนการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ การสืบค้นข้อมูลจากภาคเอกสาร ใช้การเลือกแบบเจาะจง และการเก็บข้อมูลจากกรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาล 3 แห่ง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลใช้การเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสังเกต การสำรวจพื้นที่ และการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ประเด็นการศึกษา ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การนับความถี่ จัดกลุ่มข้อมูล และวิเคราะห์เนื้อหาผลการศึกษา พบว่า โรงเรียนอนุบาลทั้ง 3 แห่ง มีศักยภาพและเงื่อนไขในการออกแบบ พื้นที่ที่แตกต่างกัน แต่สามารถวิเคราะห์ปัจจัยการออกแบบร่วมกัน ได้ดังต่อไปนี้ 1) ปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้งานภายนอกของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ความปลอดภัย การใช้งานพื้นที่ และการวางแผนพื้นที่สำหรับความยืดหยุ่นในการใช้พื้นที่ทำกิจกรรม 2) การเลือกใช้สนามหญ้าและลานทรายในการออกแบบสภาพแวดล้อมกลางแจ้งของพื้นที่โรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 3) การเลือกใช้ต้นไม้บริเวณพื้นที่กลางแจ้งของโรงเรียนอนุบาลสามารถส่งเสริมการออกมาใช้งานภายนอกของเด็กได้ การศึกษานี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมกลางแจ้งที่ออกแบบเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญาของเด็ก ข้อมูลจากการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นแนวทางสำหรับสถาปนิก นักศึกษา และผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพของสภาพแวดล้อมของโรงเรียนอนุบาล
กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร
กลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชญานิศ ริเริ่มสุนทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หันมาออกแบบกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากสถาบันการเงิน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด รูปแบบ วิธีการ ผลการดำเนินกลยุทธ์ รวมถึงข้อจำกัดและอุปสรรคจากการดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้การรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารข้อมูลประจำปี พ.ศ. 2565 (แบบ 56-1 One Report) เว็บไซต์ และ Facebook Page ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 33 บริษัท และข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 6 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเปรียบเทียบการดำเนินงานระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็กผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายโดยเพิ่มโอกาสและศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ซื้อ บริษัทฯ มุ่งใช้กลยุทธ์การขายนี้กับกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพพนักงานประจำ กลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มนักลงทุน 2) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินกลยุทธ์การขายเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 8 รูปแบบกลยุทธ์ 17 วิธีการขาย ได้แก่ (1) กลยุทธ์การให้ความรู้เกี่ยวกับการกู้ซื้อบ้าน (2) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการค้นหาข้อมูล (3) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายเงินดาวน์ (4) กลยุทธ์การลดภาระค่าใช้จ่ายงวดเงินผ่อนธนาคาร (5) กลยุทธ์การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ (6) กลยุทธ์การมีบริการที่ปรึกษาทางการเงินและสินเชื่อ (7) กลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และ (8) กลยุทธ์การลดข้อจำกัดในการขอสินเชื่อ โดยใช้ทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการก่อสร้างโครงการ มักใช้ในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด โดยเฉพาะ 3-6 เดือนก่อนโครงการก่อสร้างเสร็จ บริษัทฯ เลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันตามรูปแบบที่อยู่อาศัยและราคา ซึ่งสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายของโครงการ รวมถึงแผนการขยายตัวของบริษัทฯ ในปีนั้นๆ 3) การใช้กลยุทธ์การขายดังกล่าวช่วยกระตุ้นให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น นำไปสู่การปิดการขาย สร้างยอดขายและรับรู้รายได้ได้ตรงตามแผนงานในที่สุดผลการศึกษาชี้ให้เห็นความสำคัญในการส่งเสริมผู้ซื้อให้เข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยผ่านการใช้กลยุทธ์การขายโดยสรุปได้เป็น 4 ประเด็นคือ 1) การให้ความรู้ทางด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial Literacy) 2) การลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ 3) การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ และ 4) การเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อผ่านวิธีการต่างๆ งานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยก่อนซื้อบ้านตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการซื้อจะช่วยให้ผู้ซื้อเตรียมความพร้อมก่อนซื้อบ้านและเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
แนวทางการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ, เบญญาภา ศรีอุทธา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) และสถานสงเคราะห์คนชรา โดยจากรายงานของ ศ.ระพีพรรณ คำหอม (2563) ระบุว่า สมรรถภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เสื่อมถอย เป็นหนึ่งในปัญหาด้านการบริการของศพส. ส่วนรายงานของ ผศ.ดร. ภุชงค์ เสนานุช (2563) ระบุว่าสถานสงเคราะห์คนชรามี “มาตรฐานการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ” แต่จากการตรวจสอบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2562 รายงานว่าที่พักอาศัยยังมีลักษณะไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกจากนี้ การประกาศ “กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563” ของกระทรวงสาธารณสุข ยังส่งผลต่อลักษณะด้านสถานที่ของสถานสงเคราะห์ฯ ประเด็นข้างต้นจึงเป็นที่มาสำคัญของการศึกษาในครั้งนี้จากการศึกษา เปรียบเทียบลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับมาตรฐานฯ พบว่า หมวดห้องน้ำ ควรปรับปรุงมากที่สุด อย่างไรก็ดี มาตรฐานฯ หมวดห้องน้ำ เป็นลักษณะสำหรับห้องน้ำแบบส่วนตัว ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะห้องน้ำรวมของสถานสงเคราะห์คนชราภาครัฐ ดังนั้นมาตรฐานฯจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดให้สอดคล้องเหมาะสมกับรูปแบบห้องน้ำรวม ทั้งนี้ ความท้าทายหลักทางกายภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ฯ พบว่า คือ ความเสื่อมสภาพของอาคารและลักษณะอาคารที่ไม่สอดคล้องกับการเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ผู้วิจัยจึงเสนอแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซม โดยการปรับผังเรือนนอนจากเดิมที่มีลักษณะโล่งกว้าง ให้มีความกระชับขึ้น เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุดำเนินกิจวัตรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นนอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เสนอแนะแนวคิดการจัดสภาพแวดล้อมส่วนบุคคล เพื่อตอบสนองความเป็นส่วนตัว (Right to privacy) ของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชรา รวมทั้งเสนอแนะการจัดสรรพื้นที่เรือนนอนสำหรับภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุในอนาคต
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครนิยมการอยู่อาศัยในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น อีกทั้งการเริ่มให้ความสำคัญด้านการอยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นศึกษากระบวนการดำเนินงาน(Process) และลักษณะทางกายภาพ(Physical) ของโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ได้การรับรอง WELL Building Standard ระดับทอง (Gold Certified) เป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ซึ่งในปี พ.ศ.2565 มีเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน WELL ประเภทอาคารพักอาศัยรวม (Multi-Family Residential) คือ โครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม จำนวน 42 ชั้น 222 หน่วยพักอาศัย ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเอกสารข้อมูลของโครงการ ศึกษาด้วยวิธีการสังเกตกายภาพอาคาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับการรับรอง WELL Building Standard เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ไม่ได้การรับรองรวม 8 ขั้นตอน ซึ่งการนำเกณฑ์ WELL มาใช้ในโครงการ แม้จะมีผลกับงานออกแบบเพียงเล็กน้อย หรือ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่จากการวางแผนที่ดีของโครงการกรณีศึกษาจึงไม่ส่งผลกระทบกับระยะเวลารวมของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และหน่วยพักอาศัยทั้งหมด 7 หมวด จะมีลักษณะที่ปรากฏในโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะกายภาพ เช่น การมีหน้าต่างที่เปิดได้ ขนาดของอ่างล้างจาน หรือ รูปแบบของตู้เย็น เป็นต้น และ 2) งานระบบ เช่น การใช้ตัวกรองอากาศ(Air Filtration) MERV13 ขึ้นไป รูปแบบประเภทดวงโคมที่ให้เกิดความสบายตากับผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งหมวดอากาศเป็นหมวดที่ต้องดำเนินการมากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้าน WELL ผู้บริหารงานโครงการ และ ผู้ออกแบบให้ความเห็นถึงข้อดี และข้อจำกัดสอดคล้องกัน ดังนี้ 1) ข้อดี คือ การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยภายใต้เกณฑ์ WELL ทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมั่นใจได้ว่าจะได้รับสุขภาวะที่ดี และ 2) ข้อเสีย คือปัจจัยด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากการขอการรับรอง WELL และจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตามเกณฑ์ WELL
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
ทัศนคติด้านสุขภาวะในการอยู่อาศัยของผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, เนาวรัตน์ วิวัฒน์บวรวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แนวคิดเรื่องสุขภาวะที่ดี หรือ Well-being Living ได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในแนวสูง ในขณะเดียวกันอาคารชุดหลายแห่งในปัจจุบันมีขนาดพื้นที่ห้องชุดที่เล็กลงกว่าในอดีต ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาทัศนคติด้านสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย และวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพขององค์ประกอบของอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้อยู่อาศัยจำนวน 470 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (descriptive statics) และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดระดับราคา 1-3 ล้านบาทมีระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับปานกลางถึงมาก 2) ลักษณะผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70) มีอายุอยู่ในช่วง 25-39 ปี (ร้อยละ 62.98) สถานภาพโสด (ร้อยละ 84.89) รายได้ต่อเดือนเฉลี่ย 10,001-20,000 บาท (ร้อยละ 25.74) สถานภาพการเป็นเจ้าของห้องชุดผู้ซื้อมีสัดส่วนมากที่สุด (ร้อยละ 49.15) อาศัยอยู่คนเดียว (ร้อยละ 40.85) และใช้เวลาในอาคารชุด 6-12 ชั่วโมงต่อวัน (ร้อยละ 38.30) 3) องค์ประกอบของอาคารชุดที่สำคัญและส่งผลต่อสุขภาวะมากที่สุด ได้แก่ ห้องชุด ซึ่งคุณสมบัติภายในห้องชุดที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศ อุณหภูมิที่ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป และการป้องกันเสียงรบกวน เป็นคุณสมบัติที่ผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญและยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง หากได้รับการปรับปรุงจะสามารถเพิ่มระดับสุขภาวะในการอยู่อาศัยได้มากยิ่งขึ้น 4) ลักษณะอาคารชุดที่ส่งผลต่อสุขภาวะในการอยู่อาศัย ประกอบด้วย ระยะห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS MRT อายุอาคารชุด ประเภทของห้องชุด 5) ผู้ที่มีสุขภาวะในการอยู่อาศัยระดับมาก มักอาศัยอยู่ในโครงการที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ อาคารชุดประเภท Low Rise ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าในระยะไม่เกิน 500 เมตร ที่มีอายุอาคารน้อยกว่า 5 ปี และห้องชุดมีขนาดพื้นที่ 30-34 ตร.ม. 6) ปัจจัยหลักที่ทำให้คนเกิดสุขภาวะในการอยู่อาศัยสามารถสรุปได้สองมิติ คือ (1) คุณลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้อยู่อาศัย (2) ลักษณะที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาโครงการอาคารชุดโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย อาทิ คุณภาพอากาศ แสงสว่าง น้ำใช้ที่สะอาด และความเป็นส่วนตัว มีร้านค้าที่ขายอาหารสะอาดถูกสุขลักษณะในโครงการ อยู่ในทำเลที่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ครบครันจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้ว่าอาคารชุดไม่ได้เข้าร่วมการประเมินมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากล และไม่ได้นำแนวคิดมาตรฐานออกแบบอาคารเพื่อสุขภาวะระดับสากลมาใช้ในการพัฒนาโครงการ …
การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล
การติดตามผลการดำเนินงาน “บ้านเคหะสุขประชา” โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมอาชีพ :กรณีศึกษา กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง, แพรวพัชร วิรัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากแต่การมีที่อยู่อาศัยกลับไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำกันได้ในทุกครัวเรือน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงมีการจัดทำ แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ด้วยวิสัยทัศน์ คือ “คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่ว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายใน พ.ศ. 2579” ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติ ได้มีการพัฒนาโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย “บ้านเคหะสุขประชา” เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย หรือข้าราชการเกษียณ และประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงผู้บุกรุก ในพื้นที่สาธารณะให้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีความต้องการที่จะศึกษาโครงการฯดังกล่าว เพื่อนำมาติดตามผลการดำเนินงานของโครงการฯ รวมถึงการศึกษา วิเคราะห์ และติดตามการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการบ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้าและฉลองกรุง ซึ่งจะช่วยเป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงการฯ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการในรูปแบบที่อยู่อาศัยรายได้น้อยพร้อมอาชีพ และสามารถเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการจัดการโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนพิการรายได้น้อยสำหรับภาครัฐต่อไปผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุและคนพิการในโครงการที่อยู่อาศัยเกิน 6 เดือน ส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ไม่เกิน 5,000-10,000 บาทต่อเดือน เป็นกลุ่มที่พอช่วยเหลือตนเองได้ (Independent Living for Elderly) เลือกเข้าอยู่อาศัยในโครงการเนื่องจากค่าเช่าที่อยู่อาศัยอยู่ในช่วงราคาที่สามารถเข้าถึงได้(Affordable Housing) และมีรูปแบบที่อยู่อาศัยของโครงการมีรูปสอดคล้องต่อสภาพการดำรงชีวิต เมื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการเปรียบเทียบที่อยู่อาศัยของตนเองก่อนและหลังเข้าอยู่อาศัยในโครงการ พบว่าสภาพการอยู่อาศัยในโครงการทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในเกณฑ์มีความพึงพอใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย คือ 4.37) ในส่วนของอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาที่โครงการจัดเตรียมให้ผลการสัมภาษณ์พบว่าผู้สูงอายุและคนพิการ ไม่ได้ประกอบอาชีพเศรษฐกิจสุขประชาเนื่องจากขาดเงินทุน ขาดความสามารถในการประกอบอาชีพ และมีสภาพร่างกายที่เสื่อมลงทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ บางส่วนที่มีการสนับสนุนค่าเลี้ยงดูให้จึงไม่ประกอบอาชีพ จากผลสรุปข้างต้นพบว่าโครงการสามารถตอบสนองความพึงพอใจในรูปแบบการอยู่อาศัยผู้สูงอายุและคนพิการได้ดี แต่ยังคงต้องมีการปรับปรุงการออกแบบทั้งหน่วยการอยู่อาศัย และภาพรวมของโครงการ ในส่วนของเศรษฐกิจสุขประชาด้านอาชีพด้านอาชีพไม่ประสบผลสำเร็จในกลุ่มของผู้สูงอายุและคนพิการ เนื่องจากหลักสูตรและอาชีพไม่สอดคล้องกับผู้สูงอายุและคนพิการทั้งนี้ข้อเสนอแนะในด้านการออกแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุและคนพิการ ต้องคำนึงถึงความต้องการพิเศษและการใช้งานที่ปลอดภัย ความสะดวกสบาย เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควรมีการจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการพยุงตัวในห้องน้ำของที่อยู่อาศัยทั้งโครงการ เนื่องจากมีแนวโน้มที่ผู้อยู่อาศัยที่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในอนาคต ด้านการออกแบบโครงการควรมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถให้ผู้สูงอายุและคนพิการออกมาใช้งานแล้วเกิดศักยภาพแก่ร่างกายและจิตใจ ควรมีการจัดเช่าพื้นที่จัดสรรประโยชน์ เพื่อให้ในโครงการฯมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การมีตู้กดน้ำดื่ม จุดซักผ้าหยอดเหรียญ และสมควรมีพื้นที่สำหรับสถานพยาบาลหรือหน่วยฉุกเฉินขนาดเล็ก เพื่อดูแลผู้สูงอายุและคนพิการในกรณีฉุกเฉิน ด้านเศรษฐกิจสุขประชาควรมีการสนับสนุนอาชีพที่มีความเฉพาะมากขึ้นสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ โดยควรมีลักษณะที่คำนึงถึงข้อจำกัดทางกายภาพและสุขภาพ ทั้งนี้อาจเสนออาชีพที่ผู้สูงอายุและคนพิการสามารถจัดทำได้เมื่ออาศัยอยู่ในที่พักอาศัย หรือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของโครงการให้รองรับการสร้างอาชีพ เช่น พื้นที่ลานมีหลังคาสำหรับการประกอบอาชีพสามารถรองรับการปรับเปลี่ยนอาชีพส่วนกลางที่มีความหลากหลาย
ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล
ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ญาณิน พิชยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มวัยเริ่มทำงานคือกลุ่มบุคคลที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน มีอายุอยู่ในช่วง 21 – 30 ปี มักเพิ่งจบการศึกษา ปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในเจเนอเรชั่นแซดซึ่งมีทัศนคติต่างไปจากเจเนอเรชั่นก่อน ๆ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ล้วนมีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่ความสามารถในการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มนี้ลดลง และมีแนวโน้มความนิยมเช่าเกิดขึ้น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะที่เช่าอยู่อาศัยในปัจจุบัน เหตุผลของการเช่าอยู่ในปัจจุบัน ทัศนคติต่อการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยสอบถามกลุ่มวัยเริ่มทำงานผู้เช่าอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 399 คนผลการศึกษาพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างวัยเริ่มทำงานส่วนใหญ่มักเป็นโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชน ไม่มีอาชีพที่สอง มีรายได้ส่วนบุคคล 10,000-25,000 บาทต่อเดือน รายได้ครัวเรือนมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน และชื่นชอบการเล่นโซเชียลมีเดีย 2) ลักษณะที่เช่าในปัจจุบัน มักตั้งอยู่ในปริมณฑล รูปแบบอะพาร์ตเมนต์ ส่วนพื้นที่เช่าคือ 21-25 ตารางเมตร และมักเช่า 5,001-7,000 บาทต่อเดือน โดยเลือกเช่าเพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานได้สะดวกเป็นสำคัญ 3) กลุ่มตัวอย่างอยู่อาศัยในที่เช่าทุกวันและอาศัยอยู่คนเดียว เดินทางไปทำงานด้วยรถจักรยานยนต์ โดยใช้เวลาเดินทาง 15-30 นาที ใช้พื้นที่ที่พักในการประกอบอาหารและออกกำลังกาย และบางส่วนมีการเลี้ยงสัตว์ 4) ความพึงพอใจในการอยู่อาศัยอยู่ในระดับปานกลางถึงปานกลางค่อนมาก โดยพอใจด้านทำเลที่สุด และไม่ค่อยพบปัญหาจากการเช่าอยู่อาศัย 5) ความต้องการที่อยู่อาศัยในอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องการซื้อร้อยละ 67.9 ต้องการเช่าร้อยละ 30.8 และอื่น ๆ โดยต้องการซื้อบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด ส่วนราคาที่อยู่อาศัยที่ต้องการคือ 1-2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความมั่นคงในชีวิต ส่วนกลุ่มที่ต้องการเช่าเลือกจะเช่าคอนโดมิเนียม โดยค่าเช่าที่ต้องการคือ 4,001-7,000 บาทต่อเดือน เพราะสามารถโยกย้ายได้ง่าย กลุ่มวัยเริ่มทำงานส่วนมากกำลังวางแผนทางการเงินและยังไม่มีแผนกลับภูมิลำเนาผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวัยเริ่มทำงานที่เป็นผู้เช่าในปัจจุบันส่วนมากต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมีความสามารถในการจ่ายในไม่เกิน 1.3 ล้านบาท โดยคำนึงถึงทำเลที่ตั้งที่ใกล้ที่ทำงานหรือเดินทางไปทำงานสะดวก ดังนั้นจึงมีข้อเสนอแนะต่อการเคหะแห่งชาติ รัฐบาลและบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พิจารณาเร่งเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัยในรูปแบบเช่าและเช่าซื้อ รวมถึงพัฒนาคุณภาพบ้านเช่าเพื่อบุคคลกลุ่มนี้ในช่วงแรกของการทำงาน จากนั้นจึงเพิ่มอุปทานบ้านราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เน้นการออกแบบบรรยากาศที่ดีภายในที่พัก มีส่วนกลางตามสำคัญ โดยมุ่งเน้นทำเลที่ใกล้แหล่งงานหรือสามารถเดินทางได้สะดวก และร่วมกับสถาบันการเงินส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มวัยเริ่มทำงาน
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ, พัณณิตา ศรีกุมาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัย” ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 กล่าวคือ มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด โดยใน พ.ศ. 2565 ประชากรไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในอีกไม่เกิน 20 ปี ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้สูงอายุจะขึ้นมาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ประเทศไทยยังขาดการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารที่ซึ่งเป็นพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้คนในชุมชนได้มาปฏิสัมพันธ์กัน การที่หลายชุมชนยังขาดพื้นที่ดังกล่าวหรือจัดการพื้นที่ได้ไม่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน เกิดความเสี่ยงต่อการแยกตัวจากสังคมและนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจของผู้สูงอายุในเวลาต่อมา การพัฒนาพื้นที่เหล่านี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมที่สร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพทางกายและทางใจของผู้สูงอายุ จึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ที่เป็นงานวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสำรวจและการสัมภาษณ์ และการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสัมภาษณ์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ วิเคราะห์ความต้องการ ปัญหา และข้อจำกัด พร้อมนำเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ โดยมีกรณีศึกษาทั้งหมด 4 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนคลองพลับพลา ชุมชนทรัพย์สินใหม่ ชุมชนเลิศสุขสม และชุมชนบึงยี่โถ (หมู่บ้านปิยวรารมย์) ผลการศึกษาพบว่าทุกชุมชนมีการพัฒนาสภาพแวดล้อมภายนอกสำหรับผู้สูงอายุ โดยสามารถจำแนกพื้นที่ตามรูปแบบการใช้งานได้ 4 ประเภท ได้แก่ พื้นที่นันทนาการ พื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่พักผ่อน และพื้นที่แปลงผักสวนครัว โดยพื้นที่แต่ละประเภทมักตั้งอยู่รวมกันบริเวณส่วนหน้าถึงส่วนกลางของชุมชนที่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ทั้งนี้บางชุมชนอาจจะมีการกระจายพื้นที่แต่ละประเภททั่วชุมชน ผลคือชุมชนต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการดูแลรักษาและไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ปัญหาหลัก ๆ ของแต่ละชุมชนคือพื้นที่บางส่วนมีการความทรุดโทรม ขาดร่มเงา บางส่วนถูกทิ้งร้างเนื่องจากขาดงบประมาณและการดูแลรักษา จึงเสนอให้จัดตำแหน่งของพื้นที่ส่วนกลางรวมอยู่จุดเดียวเพื่อลดภาระในการดูแลรักษา กำหนดเวลาเปิดปิดพื้นที่ที่มีทรัพย์สินของชุมชนและมอบหมายคนดูแล เพิ่มม้านั่งแบบถาวรพร้อมราวพยุงตัวในพื้นที่ส่วนกลางและทางเดิน จัดการพื้นที่ทางเท้าให้ปลอดภัย และเพิ่มร่มเงาจากต้นไม้
แนวทางการพัฒนาที่พักอาศัยของกิจการการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงที่มีหลายสาขา กรณีศึกษา บ้านลลิสา สาขาลำปาง ป่าแดดเชียงใหม่ และ บางนา, สิริณัฐชา จาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประเทศไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างประชากรสู่สังคมที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น โดยมีการพยากรณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2573 ประชากรสูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์และการยืดอายุขัย ซึ่งนำไปสู่ความต้องการบริการดูแลสำหรับผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของโอกาสทางธุรกิจในด้านนี้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดนโยบายและวางแผนการที่เหมาะสมเพื่อรองรับและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและประชากรนี้อย่างมีประสิทธิผล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการของผู้สูงอายุ ลักษณะทางกายภาพทั้งภายในและภายนอก ปัญหาจากการใช้งาน และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาต่อไป โดยใช้วิธีการสำรวจกรณีศึกษาทั้ง 3 สาขา มีการลงพื้นที่สำรวจทั้ง 3 สาขา การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง 30 ท่าน คือผู้ประกอบการ ผู้จัดการสาขา รวมถึง ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ มีระเบียบวิธีวิจัย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล สร้างเครื่องมือวิจัย และวิเคราะห์ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้เผยว่าสุขภาพผู้สูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์ดูแลในโครงการบ้านลลิสาทั้งสาขาลำปาง, ป่าแดดเชียงใหม่ และบางนาการปรับปรุงอาคารเดิมเพื่อใช้งานเป็นศูนย์ดูแลมีความท้าทายเนื่องจากพื้นที่จำกัดและค่าใช้จ่ายในการต่อเติมหรือปรับปรุงที่สูงผู้ประกอบการจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม ในการพัฒนาศูนย์ดูแลที่มีหลายสาขา ควรพิจารณามาตรฐานเฉพาะของโครงการและออกแบบพื้นที่ให้ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคความจำเสื่อมหรือมะเร็ง ซึ่งอาจต้องการการออกแบบพิเศษเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยทั้งนี้จึงได้มีการนำเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้งอายุที่มีหลายสาขา รวมถึงการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้งานพื้นที่ โดยมีมาตรฐานของทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และแนวคิดอื่นๆ การพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มีหลายสาขาควรมีมาตรฐานภายในองค์ทั้งด้านการบริการ และด้านกายภาพอาคาร เพื่อจุดเด่น และมาตรฐานของแบรนด์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย อาการและสภาวะการทำหน้าที่กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เคยเข้ารับการรักษาในระบบบริการทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 113 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินอาการ แบบประเมินสภาวะการทำหน้าที่ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .83, .83, และ .81 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้าและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.55 2. สภาวะการทำหน้าที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .257) 3. อาการมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยอาการที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอก/ใจสั่น อาการมึนงง/คิดไม่ออก อาการอ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ อาการปวดศีรษะ/เวียนศีรษะ อาการหายใจลำบาก/หอบเหนื่อย อาการปวดเจ็บในข้อ และปัญหาด้านอารมณ์ (r = -.363, -.295, -.292, -.281, -.250, -.247, -.229 และ -.198) ตามลำดับ 4. อายุ เพศ โรคร่วมและดัชนีมวลกายไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ
ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, กฤษภุมรินทร์ จงอบกลาง
ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, กฤษภุมรินทร์ จงอบกลาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งสิ้น จำนวน 272 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้า เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 7 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล 5) แบบสอบถามความหวัง 6 ) แบบสอบถามการมองโลกในแง่ดี 7) แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.95, 1, 0.97, 0.88, 0.96 และ 0.98 ตามลำดับ และผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของ เครื่องมือเท่ากับ 0.74, 0.73, 0.81, 0.74, 0.72 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. บุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า คิดเป็นร้อยละ 93.75 มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 6.25 และบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ( Mean = 64.99, SD= 13.11) 2. ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ การมองโลกในแง่ดี (Beta = .203) การรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย (Beta = -.143) การสนับสนุนทางสังคม (Beta = -.117) ความวิตกกังวล (Beta = .311) เป็นปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คิดเป็นร้อยละ 38.1 (Adjusted R2 = .381, p
Effectiveness Of The Stage Of Change And Learning Resources In Educational Institutions (Sclr) For Reducing Alcohol Consumption Among University Students: A Quasi Experimental Study, Rangsima Passara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to test the effectiveness of an alcohol prevention program, SCLR (S = stage, C = change, L = learning, and R = resources), on the knowledge about alcohol and alcohol consumption of moderate drinkers who were Rajabhat University students in Bangkok. A quasi-experiment was implemented in two Rajabhat universities. One hundred eighty-four moderate drinkers voluntarily participated in the program (Intervention, n = 92; Control, n = 92). Knowledge about alcohol and alcohol consumption was assessed four times: at baseline, at exit point (6 weeks after baseline), 1 month, 3 months, and 6 months post-intervention. Data were analyzed …
Effectiveness Of Lower Balancing Exercise (Modified Maneevej Program) Through Facebook Reducing Pms Among Undergraduate Students In Kasetsart University, Sakon Nakhon Campus, Thailand, Apiradee Wangkahart
Effectiveness Of Lower Balancing Exercise (Modified Maneevej Program) Through Facebook Reducing Pms Among Undergraduate Students In Kasetsart University, Sakon Nakhon Campus, Thailand, Apiradee Wangkahart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Premenstrual Syndrome (PMS) is a worldwide public health issue which is present in all cultures of women. This is a chronic disorder that affects more than over a million women around the world among those who have started their period of menstruation. Adolescence is a phenomenon which is a sign of reproductive maturity and might not be seen as a health problem or condition. World Health Organization reported that approximately 199 million women have premenstrual syndrome. Studies showed that about 20% of women of reproductive age find these premenstrual symptoms distressing. Experiencing such symptoms is cited as affecting women’s interpersonal …
ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย
ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงคุณภาพแบบบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลบุตรของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ดูแลซึ่งเป็นมารดาของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร่วมกับมีภาวะปอดอักเสบระดับปานกลางหรือรุนแรง เข้ารับการรักษาในห้องแยก เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จนข้อมูลอิ่มตัวด้วยจำนวนผู้ให้ข้อมูล 7 ราย นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาเกิดเป็นประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ 1) ดูแลอย่างใกล้ชิด และเป็นคนทำทุกอย่าง 2) ความยากและลำบาก และ 3) ความรู้สึกขณะที่อยู่กับบุตรตลอดเวลาออกจากห้องแยกไม่ได้ ผลการศึกษาก่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสามารถนำข้อมูลการวิจัยนี้ไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม และตรงตามความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคอุบัติใหม่ที่ต้องได้รับการรักษาภายในห้องแยก
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภท, ศจิกา ขุนบำรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยจิตเภท จำนวน 40 คน ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์โดยได้รับการจับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันด้านเพศ และระยะเวลาการเจ็บป่วย จากนั้นสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คนเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การกระตุ้นทางอารมณ์ 2) การใช้ตัวแบบ 3) ประสบการณ์ความสำเร็จ 4) การใช้คำพูดชักจูง เครื่องมือที่ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยจิตเภทและแบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน แบบประเมินทักษะการทำหน้าที่ทางสังคมมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทหลังเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2. การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนแบบบูรณาการสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
A Causal Model Of Health-Related Quality Of Life Among Persons With Colorectal Cancer Post-Surgery In Vietnam, Thi Hong Hanh Tran
A Causal Model Of Health-Related Quality Of Life Among Persons With Colorectal Cancer Post-Surgery In Vietnam, Thi Hong Hanh Tran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This cross-sectional correlation study aimed to develop and test a causal relationship among self-efficacy, social support, fatigue, pain, functional status, and health-related quality of life (HRQL). The hypothesized model was constructed based on Ferrans’ conceptual model of HRQL and the review of the literature. A multi-stage sampling technique was utilized to recruit 256 persons with colorectal cancer (CRC) post-surgery aged between 20 to 59, who visited three hospitals in Northern Vietnam. Research instruments included a the demographic information form, The Functional Assessment of Cancer Therapy - Colorectal (FACT-C), The New General Self-Efficacy Scale (NGSES), The Multidimensional Scale of Perceived Social …
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This correlational study aimed to 1) describe health promoting behaviors among Myanmar migrants and 2) examine direct and indirect paths of relationships among acculturation, perceived stress, perceived benefits, perceived barriers, perceived self-efficacy, perceived social support and health promoting behaviors of Myanmar migrants in Thailand. The hypothesized model was constructed based on Pender’s revised Health Promotion Model and the literature reviewed. A multistage random sampling approach was utilized to recruit 400 Myanmar migrants. They were recruited if they aged of 30 to 50 years old, are registered Myanmar migrants, have been working in factories, are living in Thailand for at least …
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, ชุติมา โสตะโม
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, ชุติมา โสตะโม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาลของพยาบาลวิชาชีพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยาย (Descriptive qualitative research) ผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลวิชาชีพที่เป็นผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 12 คน โดยการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คัดเลือก ได้แก่ 1) พยาบาลวิชาชีพที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนบริบาลที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ 2) ดำเนินธุรกิจมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 3) ได้รับคัดเลือกเป็น “โรงเรียนบริบาลต้นแบบ” จากสมาคมโรงเรียนบริบาลแห่งประเทศไทย และ 4) ยินดีเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และเอกสารต่าง ๆ ข้อมูลทั้งหมดนำมาวิเคราะห์ข้อมูล (Content analysis) และตีความหมายข้อมูลตามวิธีการวิเคราะห์แบบแก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษาประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล สามารถแบ่งเป็น 6 ประเด็นหลักและ 22 ประเด็นย่อยดังนี 1. เหตุผลในการเป็นผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) เห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจจากประสบการณ์สอนในโรงเรียนบริบาล 2) เป็นงานที่สามารถให้เวลาดูแลบุตรและครอบครัวได้ 3) ช่วยเพิ่มอัตรากำลังคนด้านสุขภาพและสร้างโอกาสทางการศึกษา และ 4) ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง 2. การเตรียมความพร้อมในการเปิดธุรกิจ ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การเตรียมเอกสาร 2) การเตรียมทรัพยากร 3) การเตรียมและตรวจประเมินเพื่อขอรับอนุญาตจัดตั้งโรงเรียน และ 4) การประชาสัมพันธ์โรงเรียน 3. การดำเนินธุรกิจโรงเรียนบริบาล ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) การจัดการเรียนการสอน 2) กระบวนการดูแลนักเรียน และ 3) การควบคุมมาตรฐาน 4. ปัญหานานาประการต้องจัดการและแก้ไข ประกอบด้วย 5 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1) นักเรียนมีความสนใจและตั้งใจเรียนน้อย 2) ผลกระทบจากสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด 3) นักเรียนชำระค่าธรรมเนียมการศึกษาล่าช้าและไม่ครบถ้วน 4) ความไม่ซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจของทีมการตลาด และ …
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก จำนวน 93 คน ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย พ.ศ. 2542 แบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบประเมินความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย หาความเที่ยงของแบบประเมินแบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย โดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .84, .85, .87, .80 และ .93 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=73.49, SD=7.145) 2. ระดับการศึกษา ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs=.659, rs=.265, rxy=.620 ตามลำดับ) 3. ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=-.310, rxy=-.603 ตามลำดับ) 4. เพศ สถานภาพสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ที่มีอายุน้อยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง, สาธิตา วัชรดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอายุน้อย และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับความรุนแรงของโรค อาการเหนื่อยล้า ภาวะซึมเศร้า และความทุพพลภาพทางร่างกายกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-45 ปีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 150 คน จากโรงพยาบาลขนาดตติยภูมิในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งสุ่มเลือกจาก 3 โรงพยาบาล เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคหลอดเลือด แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการซึมเศร้า แบบประเมินระดับทุพพลภาพทางร่างกาย และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง .93-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้อยู่ระหว่าง .842-.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson‘s Correlation ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และพบว่า ระดับความรุนแรงของโรค ความทุพพลภาพทางร่างกาย ภาวะซึมเศร้า อาการเหนื่อยล้า และดัชนีมวลกาย มีความสัมพันธ์ด้านลบกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอายุน้อยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.753, -.736, -.708, -.658 และ -.561 ตามลำดับ)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2, อุมาพร โกปิยนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับกับอาการนอนไม่หลับ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 141 คน ที่มารับบริการคลินิกเบาหวาน โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ 4 แห่งซึ่งสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ในจังหวัดจันทบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและการเจ็บป่วย แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบประเมินความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ แบบประเมินสุขวิทยาการนอนหลับ และแบบประเมินอาการนอนไม่หลับ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิห้าคน และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.80, 0.73, 0.81 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยอาการนอนไม่หลับของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระยะเริ่มแรกของการมีอาการนอนไม่หลับ (M = 9.83, SD = 4.73) และภาวะซึมเศร้า ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการนอนหลับ และสุขวิทยาการนอนหลับ มีความสัมพันธ์กับอาการนอนไม่หลับในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r เท่ากับ .451, .289, .273, .471 และ .568 ตามลำดับ)
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้านอนไม่หลับ และวิตกกังวลในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม, อรุณศรี สารธิมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่อความเหนื่อยล้า นอนไม่หลับและอาการวิตกกังวล ในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมเพศหญิงที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะที่ 1-3 อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ได้รับยาเคมีบำบัดเสริม จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่ให้มีความคล้ายคลึงกันของ อายุ ระยะของโรคมะเร็ง ยาเคมีบำบัดสูตรเดียวกัน และจำนวนรอบของการได้รับเคมีบำบัด โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ซึ่งพัฒนาขึ้นจากแบบจำลองการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) และแนวคิดการบริหารกาย-จิตแบบชี่กง ของ นพ. เทอดศักดิ์ เดชคง (2545) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินอาการเหนื่อยล้า แบบประเมินอาการนอนไม่หลับ แบบประเมินอาการวิตกกังวล วิเคราะห์หาค่าความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์ครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .96, .81, และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Wilcoxon signed ranks test และ Independent t-test ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดแบบเสริมหลังได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยอาการเหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ และอาการวิตกกังวลของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิต แบบชี่กงต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร
อิทธิพลของการใช้อินเทอร์เน็ตต่อสุขภาวะของแรงงานนอกระบบในกรุงเทพมหานคร, สุดารัตน์ กันทะเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบต่อสุขภาวะด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน การศึกษานี้ใช้ข้อมูลข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการนวัตกรรมเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้กับแรงงานนอกระบบที่เป็นผู้สูงอายุสำรองและผู้สูงอายุโดยการส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ผ่านแฟลตฟอร์มดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้คัดเลือกเฉพาะแรงงานนอกระบบที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ต จำนวน 705 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุสำรอง (อายุ 45-59 ปี) จำนวน 526 คน และกลุ่มผู้สูงอายุวัยต้น (อายุ 60-69 ปี) จำนวน 179 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยแบบ โลจิสติกทวิภาค ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสุขภาวะของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ได้แก่ อายุ ปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคม ได้แก่ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส รายได้ ปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความถี่ ระยะเวลา และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน และปัจจัยด้านความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้การใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง ความสามารถในการสืบค้นข้อมูล ความสามารถในการเข้าใจเนื้อหาหรือข้อมูลต่าง ๆ และความสามารถในการแก้ไขปัญหาในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของแรงงานนอกระบบให้มีความเหมาะสม ทั้งความถี่ ระยะเวลา และรูปแบบการใช้งาน อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบมีความสามารถในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตนเอง เพื่อให้แรงงานนอกระบบเกิดสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม ปัญญา และการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานนอกระบบของประเทศไทยต่อไป
รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์
รูปแบบการอยู่อาศัยและการออมของผู้สูงอายุไทย, พิฤดา พยัคฆ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีผลต่อการออมของผู้สูงอายุไทย โดยมีตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคม โดยใช้ข้อมูล การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ มาทำการวิเคราะห์เชิงปริมาณแบบสองทางเลือกด้วยวิธี Probit model ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางจะมีโอกาสออมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง และมีโอกาสออมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับรูปแบบการอยู่อาศัยแบบอื่น ซึ่งมีผลมาจากภาวะหนี้สินของตนเอง หรือ หนี้สินของครัวเรือน โดยจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลแบบไขว้ ชี้ให้เห็นว่า เกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนแหว่งกลางมีหนี้สินของครัวเรือนอยู่ ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังและมีหนี้สิน มีจำนวนไม่ถึง ร้อยละ 20 นอกจากนี้การมีเงินออมของผูู้สูงอายุมีความสัมพันธ์กับเพศของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่า ผู้สูงอายุหญิงส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่ไม่มีหนี้สิน และมีสัดส่วนของการได้รับการเกื้อหนุนจากบุตรสูง จึงมีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุชาย ทั้งนี้ผู้สูงอายุช่วงตอนปลายส่วนใหญ่อยู่ในครัวเรือนปลอดหนี้ ทำให้มีโอกาสในการออมมากกว่า เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุช่วงอื่น สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในทุกระดับการศึกษา จะทำให้มีโอกาสออมมากกว่า ผู้สูงอายุที่ไม่มีการศึกษา โดยสะท้อนให้เห็นว่า รูปแบบการอยู่อาศัย มีผลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุ รวมถึงการเกื้อหนุนจากบุตรในครัวเรือนและนอกครัวเรือน ที่เป็นอีกหนึ่งทางในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมี ออมมากขึ้น เมื่อเทียบกับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากบุตร หรือ ไม่มีบุตร อีกทั้งภาวะหนี้สินของผู้สูงอายุ เช่น หนี้สินของตนเอง และหนี้สินของครัวเรือน เป็นประเด็นท้าทายที่ผู้สูงอายุต้องเผชิญ อันส่งผลต่อการออมโดยตรง
Women’S Educational Attainment And Sexual Coercion By Intimate Partners In Vietnam: Ethnic Differences In 2020-2021, Hang Thi Thuy Do
Women’S Educational Attainment And Sexual Coercion By Intimate Partners In Vietnam: Ethnic Differences In 2020-2021, Hang Thi Thuy Do
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vietnam, a lower-middle-income nation in Southeast Asia, has recorded an increase in sexual assault in intimate relationships in recent years. Research about the ethnic differences associated with this issue is rarely explored. This quantitative study aims to investigate the relationship between women’s level of education and intimate partner sexual coercion in Vietnam through the lens of ethnic differences. The nationally representative dataset from the Vietnam Multiple Indicator Cluster Survey (MICS) 2020-2021 and multivariate logistic regression model for the sample of 6,187 women of reproductive age are employed. Findings illustrate that women acquiring education from the upper secondary level and above …
The Effectiveness Of "Teach To Say-No" Intervention On Teacher's Knowledge, Attitude, Feasibility, And Acceptability Towards Child Sexual Abuse Prevention Program In Phnom Penh City, Cambodia: A Mixed Methods Study, Swarnamala Kantipudi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Child sexual abuse is a highly debated issue worldwide. Protecting children from sexual abuse and implementing primary prevention approaches is a crucial task for LMICs. The objective of this research is to evaluate the effectiveness of a CSA prevention program “teach to say-NO". The evaluation includes measuring knowledge and attitudes, as well as analyzing the feasibility and acceptability of the intervention among primary school teachers in a school environment.A total of 146 primary school teachers from 22 public schools in Phnom Penh, Cambodia were involved in the study. Additionally, 29 teachers participated in a qualitative study. The research design consisted …