Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 931 - 960 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

Fertility In Chin State, Myanmar: An Insight From Demographic And Health Survey, Win Zaw Myo Jan 2023

Fertility In Chin State, Myanmar: An Insight From Demographic And Health Survey, Win Zaw Myo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chin State has one of the highest fertility rates in Myanmar, which imposes significant pressure on both families and the state's resources. This study investigates the socio-economic factors influencing the number of children ever born (CEB) among ever-married women in Chin State, Myanmar. Using a subsample of 392 women aged 30 years and above from the female samples in Chin State in the Myanmar Demographic and Health Survey (MDHS), data were analyzed through five Poisson regression models. The findings indicate that older women tend to have more children. Women residing in rural areas show higher CEB compared to their urban …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์ Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 2) เพื่อศึกษาระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 278 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 3,336 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 564 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะได้แก่ ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) ความฉับไวทางความคิด (Mental Agility) ความฉับไวทางผู้คน (People Agility) ความฉับไวทางการเปลี่ยนแปลง (Change Agility) และ ความฉับไวทางผลลัพธ์ (Results Agility) 2) ระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายคุณลักษณะ พบว่า ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และความฉับไวทางผู้คน (People Agility) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว พบว่า ด้านการวัดและประเมินผลมีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด และด้านการจัดการเรียนรู้มีค่าความต้องการจำเป็นต่ำสุด 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว …


เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร Jan 2023

เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เนื่องจากเยาวชนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเยาวชนโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการขัดเกลาจะสามารถส่งเสริมการเห็นคุณค่าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองอันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสื่อสารการแสดงออกอย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เทคโนโลยีฯ 4) เพื่อนำเสนอการใช้เทคโนโลยีฯ โดยงานวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาของเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 479 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาเทคโนโลยีฯ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการการแสดง ด้านรูปแบบเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริง ด้านการสื่อสารและด้านมนุษยศาสตร์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีฯ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิเชิงนโยบายในการนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้สถานศึกษา ผลการทดลอง พบว่า การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้เรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p


การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย ภาระงานสำหรับนักเรียน (Task) ตามองค์ประกอบของความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ และเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) สำหรับประเมินภาระงานของนักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ 2) แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางดิจิทัล เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ3) แบบประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience: UX) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล และแบบประเมินส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface: UI) สำหรับตัวอย่างวิจัยใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ในด้านความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) การวิเคราะห์จําแนกประเภท (Discriminant Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ทดสอบค่าที (Independent samples t-tests) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1.แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ครอบคลุมองค์ประกอบความฉลาดทางดิจิทัล ในระดับพลเมืองดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วยภาระงาน 1 ชุด จำนวน 27 ข้อ คะแนนเต็ม 135 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) เป็นแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubric) สำหรับกรรมการประเมินจำนวน จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบวัดสามารถใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ …


การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ Jan 2023

การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …


หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์ Jan 2023

หลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์, พิมพกานต์ มีไพฑูรย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางและพัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตร จากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แก่ 1) ผู้เรียนระดับปริญญาตรี สาขาวิชาศิลปกรรมและศิลปศึกษา จำนวน 25 คน 2) ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัย 24 - 40 ปี จำนวน 20 คน และ3) ผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน จำนวน 15 คน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างงานจิตรกรรมดิจิทัล 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบหลักสูตร 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ประกอบการ 5) ผู้เชี่ยวชาญด้านการการสอนศิลปกรรม ระยะที่ 2 การพัฒนาหลักสูตร โดยการสังเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษาระยะที่ 1 และทดลองใช้หลักสูตรกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3-5 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เรียนระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้บริโภค และแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 ได้แก่ แบบประเมินความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อหลักสูตร แบบสะท้อนความคิด และแบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียน โดยการพัฒนาหลักสูตรครั้งนี้มีการประเมินรับรองคุณภาพหลักสูตร โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ ได้แนวทางเป็นหลักสูตรระยะสั้นรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended leaning) ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบและการจัดวางตำแหน่งสินค้า งานวิจัยนี้จึงได้พัฒนาหลักสูตรจิตรกรรมดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้


สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ Jan 2023

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ องค์ประกอบและตัวชี้วัดของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ และองค์ประกอบและตัวชี้วัดของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 4) เพื่อนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาระบบ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คน และครู 10 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษา 1,250 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วพื้นที่ 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพระบบ แบบประเมินรับรองระบบ กลุ่มทดลองใช้ระบบ ได้แก่ นักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวัดทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินผลงานนวัตกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เป็นคนช่างสังเกตและตั้งคำถาม ในลำดับความต้องการมากที่สุด (PNI modified = 0.4098) รองลงมาคือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้แสดงความคิดและศักยภาพของตนเอง (PNI modified = 0.3690) และผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะ พบว่าโมเดลการวัดค่าองค์ประกอบเชิงยืนยันมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2/df (546.32 /163) = 3.35, P = 0.000, CFI = 1.00, GFI = 0.96, AGFI = 0.95, RMSEA = 0.043) ซึ่งระบบสภาพแวดล้อมการเรียนอัจฉริยะฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) ระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เนื้อหาการเรียนรู้ 3) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 4) ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และ 5) …


ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง Jan 2023

ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, มนัสวี แขดวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมายสร้างเสริมจริยธรรมการกีฬาและความสามารถการจัดการตนเองของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยในกระทรวงการอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นิสิตนักศึกษาปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และทดสอบก่อนเรียนเพื่อทำการจับคู่ (Matching) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย (2) แบบทดสอบวัดความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬา (3) แบบประเมินจริยธรรมการกีฬา และ (4) แบบประเมินความสามารถการจัดการตนเอง คุณภาพเครื่องมือวิจัยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 0.98 1.00 และ0.99 ตามลำดับ สถิติที่ใช้เก็บข้อมูล คือ หาค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เปรียบเทียบค่าคะแนนค่าเฉลี่ยคะแนนด้วยการทดสอบ t-test โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired Samples t-test เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนและหลังการทดลอง และ Independent t-test เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง และวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ด้วย Chi-Square ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดการเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้ทฤษฎีอูต้าร่วมกับทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ (1) ชื่อชุดการเรียนรู้ (2) หลักการตามแนวคิดทฤษฎีที่ (3) วัตถุประสงค์ของชุดการเรียนรู้ (4) คําชี้แจงหรือคู่มือการใช้ชุดการเรียนรู้ (5) ระยะเวลาที่ใช้ชุดการเรียนรู้ (6) เนื้อหาสาระของชุดการเรียนรู้ (7) กิจกรรมประกอบการปฏิบัติเพื่อการเรียนรู้ (8) การประเมินผล 2. ประสิทธิผลของชุดการเรียนรู้ฯ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 2.1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการกีฬาและความสามารถในการจัดการตนเองกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ2.2) ค่าเฉลี่ยคะแนนจริยธรรมการกีฬาและความรู้เกี่ยวกับความสามารถในการจัดการตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง …


การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร Jan 2023

การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ 2) พัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค 3) ประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 449 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรม คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นและประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นโดยการทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) การลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (2) ด้านระบบกล้ามเนื้อ (3) ด้านระบบกระดูก (4) ด้านระบบประสาท โดยพบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบกระดูก มีค่า PNI modified เท่ากับ .40 (2) ด้านระบบประสาท มีค่า PNI modified เท่ากับ .39 (3) ด้านระบบกล้ามเนื้อ มีค่า PNI modified เท่ากับ .34 และ (4) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด มีค่า PNI modified เท่ากับ .31 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและความเป็นมาของหลักสูตรอบรม (2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตรอบรม (3) หน่วยการเรียนรู้ของหลักสูตรอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรอบรม …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 331 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน แบบวัด แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) ความรู้ทางการเงิน (2) เจตคติทางการเงิน (3) พฤติกรรมทางการเงิน และ (4) การตัดสินใจทางการเงิน 2) ระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความรู้ทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านเจตคติทางการเงิน ส่วนด้านการตัดสินใจทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยรวมมีค่า PNImodified = 0.168 เรียงลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ ด้านการจัดการเรียนการสอน มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านการวัดและประเมินผล ส่วนด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด และ 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน …


กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์ Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประชากร คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขตพื้นที่ กลุ่มตัวอย่าง คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 54 เขตพื้นที่ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในกรวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การบริหารกระบวนการ ผลการดำเนินงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม และกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะส่วนบุคคล ทักษะคนและสังคม ทักษะคิดสร้างสรรค์ ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้และ ทักษะที่ใช้ในที่ทำงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม แยกเป็นวิเคราะห์ 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ด้านสภาพแวดล้อมภายใน พิจารณาการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภาพรวมเป็นจุดอ่อน โดยเป็นจุดอ่อน 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารกระบวนการ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลการดำเนินงานการมุ่งเน้นบุคคากร การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ เมื่อพิจารณาทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ 35 คน กลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.98 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจคตติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพ มีความดัชนีความสอดคล้อง 0.96, 0.95, 0.95 และ 0.95 มีความเที่ยง 0.70, 0.77, 0.80 และ 0.75 รวมระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที่ ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา, จุฑาทิพย์ เงินบำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนที่ไม่ได้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ วิชาเอกดนตรีไทย ที่สอนทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าในระดับประถมศึกษา ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา และคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การฝึกอบรมและการใช้เทคโนโลยีผ่านเว็บไซต์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นเตรียม เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับครูผู้สอนเพื่อทำความเข้าใจการเข้าใช้งานรูปแบบ (2) ขั้นดำเนินการ ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเรียนรู้และเข้าใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยการทำแบบวัดสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่า ก่อนเรียน และเข้าเรียนรู้ตามด้านต่าง ๆ จนครบ 3 ด้าน พร้อมทำคำถามท้ายคลิปแต่ละคลิป หลังจากนั้นทำแบบวัดฯ หลังเรียนที่มีลักษณะเป็นแบบทดสอบคู่ขนาน โดยผลการทดสอบจะแสดงเป็นร้อยละของคะแนนทั้งหมด และสามารถตรวจสอบคำตอบหลังทำแบบทดสอบทันที รวมถึงสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการใช้งานรูปแบบฯ ได้ (3) ขั้นประเมินและสรุปผล เป็นการทำแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ผลการประเมิน ถอดบทเรียนและสรุปผล 2. ผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษาตามมาตรฐานการประเมินของ Stufflebeam 4 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินคุณภาพคู่มือการใช้งานรูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้รูปแบบการสร้างสมรรถนะของครูในการประเมินทักษะปฏิบัติดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า โดยรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก และผลการประเมินสมรรถนะในการประเมินทักษะดนตรีไทยประเภทเครื่องเป่าของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมาก


การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล Jan 2023

การพัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับการจับคู่ชื่อสินค้าที่มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลายโดยใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ, สหฤษฎ์ เจียมสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในขอบเขตของการซื้อขายสินค้าระหว่างองค์กร ความท้าทายที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อต้องจับคู่คำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูล ซึ่งชื่อสินค้าเหล่านี้มีรูปแบบการตั้งชื่อที่หลากหลาย วิทยานิพนธ์นี้จะกล่าวถึงความซับซ้อนของการจับคู่ชื่อสินค้าภายในบริษัท เจนบรรเจิด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการขายสินค้าสำหรับธุรกิจบริการ ปัจจุบันวิธีการที่ใช้แก้ปัญหานี้คือการใช้พนักงานเปรียบเทียบคำสั่งซื้อของลูกค้ากับชื่อสินค้าในฐานข้อมูลทีละรายการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองแรงงานและเวลาเป็นอย่างมาก วิทยานิพนธ์นี้จึงนำเสนอการใช้เทคนิคการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มจากการใช้ Pointwise Mutual Information (PMI) ในการคัดเลือกคำสำคัญในพจนานุกรมแบบกำหนดเอง เพื่อการตัดคำภาษาไทยที่เหมาะสมกับชุดข้อมูล จากนั้นนำระบบตัดคำที่ปรับปรุงแล้วมาใช้ในการออกแบบขั้นตอนวิธีสำหรับการสกัดคำหลัก รวมถึงการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความหมายแฝง (LSA) เพื่อค้นหาคำที่คล้ายกับคำค้นหา สุดท้ายจึงนำส่วนต่างๆ มารวมเข้ากับการใช้เทคนิคการจับคู่ข้อความโดยประมาณ จนเกิดเป็นขั้นตอนวิธีสำหรับจับคู่รายชื่อสินค้า ขั้นตอนวิธีที่นำเสนอสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีความแม่นยำในการระบุผลลัพธ์มากถึง 93.80% และมีความครอบคลุมมากถึง 91.67% ในการทดสอบจับคู่กับชุดตัวอย่างคำสั่งซื้อจริงจากลูกค้า


ศิลปะการจัดวางภาพเคลื่อนไหว: ผัสสะสัมผัสสรรพสิ่งในมนุษยสมัย, จรรยา เหตะโยธิน Jan 2023

ศิลปะการจัดวางภาพเคลื่อนไหว: ผัสสะสัมผัสสรรพสิ่งในมนุษยสมัย, จรรยา เหตะโยธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มนุษยสมัย (The Anthropocene) คือแนวคิดเกี่ยวกับยุคสมัยที่มนุษย์ได้เร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จนส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งและการดำรงอยู่ของมนุษย์ ในยุคมนุษยสมัยนี้ มนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่รายล้อมร่วมกันกับธรรมชาติ สิ่งนี้ได้นำไปสู่การถอดถอนมนุษย์ออกจากศูนย์กลาง การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งจากแนวตั้งเป็นแนวนอน ด้วยการอธิบายผ่านโครงสร้างเครือข่ายรากแง่งและศักยภาพในการเชื่อมรวม เพื่อให้เห็นการปะทะประสานกับสรรพสิ่งอื่นในระบบนิเวศ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยภววิทยาแนวราบที่บ่งบอกการเชื่อมต่อกันไปอย่างไร้จุดจบ จากแนวคิดดังกล่าว ผู้วิจัยนำเสนอผลงานสร้างสรรค์เพื่อขับเน้นการถอดถอนมนุษย์ออกจากความเป็นศูนย์กลาง ผ่านองค์ประกอบต่อไปนี้ 1) การขับเน้นสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-Human) เป็นองค์ประธาน 2) สร้างความเชื่อมโยง (Linkage) ของเนื้อหาบนฐานของความแตกต่างเพื่อแสดงถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งในธรรมชาติในแนวราบโดยเชื่อมต่อกันไปอย่างไร้จุดจบ 3) การใช้โครงสร้างของเครือข่ายรากแง่งในการจัดวาง ประกอบด้วย การใช้ชิ้นส่วนแยกย่อย (Fragmentation) เพื่อเผยให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ที่ทบทวีคูณ ความแตกต่างหลากหลาย และ การเกิดซ้ำ (Repetition) ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชิ้นส่วนแอนิเมชันในแต่ละครั้งของการวนลูป การปะทะประสานชิ้นส่วนแยกย่อยแต่ละชิ้นทั้งหมดบนจอภาพในช่วงเวลาเดียวกันทำให้เกิดบทสนทนาของแต่ละชิ้นส่วน


จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์ Jan 2023

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่ คือความพยายามสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะจิตรกรรมที่เผยเรื่องราว เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาว และการสะสมวัตถุทางความทรงจำต่าง ๆ ดังนี้ ผ้าถุงแม่ ภาพวาดในวัยเด็ก สมุด หนังสือเรียน และหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน เพื่อถ่ายทอดความทรงจำส่วนบุคคลให้คลี่ออกในขณะที่ถูกโอบรัดด้วยสภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปตามวันเวลา สิ่งเหล่านี้ยังได้นำเสนอความทรงจำส่วนบุคคลให้แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำร่วมแล้ว ก็ยังทำให้ชีวิตและความสัมพันธ์ของแม่และลูกสาวถักทอร่องรอยแห่งอดีตให้ปรากฏขึ้น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอร่องรอยเหล่านั้นผ่านวัตถุความทรงจำดังกล่าว การประดิษฐ์สร้างใหม่ของวัตถุความทรงจำให้เป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ ได้นำเสนอภาพแทนประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาวให้ปรากฏอีกครั้ง และยังได้กระตุ้นเร้าผัสสารมณ์ให้รู้สึกถึงสิ่งที่ซึมซับอดีต แบ่งปันการรับรู้ร่วมต่อวัตถุทางความทรงจำ และสนองตอบต่อประสบการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นในความทรงจำให้ ทุก ๆ ห้วงขณะที่ชมงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ โดยทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์กับความทรงจำ กล่าวคือ ประสบการณ์ คือ อดีต ในขณะความทรงจำคือสิ่งปรากฏในปัจจุบัน โดยมีวัตถุทางความทรงจำเป็นสื่อในการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตและปัจจุบัน


อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง สำหรับคนเมืองกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม กรณีศึกษากลุ่มร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร, ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล Jan 2023

อัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง สำหรับคนเมืองกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม กรณีศึกษากลุ่มร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร, ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methodology) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) วิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ร่วมกับการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ต้นแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิเคราะห์การลดมลพิษสิ่งแวดล้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง เพื่อนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ 2) เพื่อหาแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง และ3) เพื่อหาแนวทางในการออกแบบอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่ช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมสีย้อมจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้งสำหรับกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม และแนวทางการตลาดผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับวางจำหน่ายในร้าน Healthy juice bar เขตกรุงเทพมหานคร ด้วยแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) จนขยะเหลือเป็นศูนย์ (Zero Waste) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคเปเปอร์ดอลล์ดาต้าเซท(Paper Doll Data Set) เพื่อหาองค์ประกอบทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภค เครื่องมือวิจัยเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคกลุ่มประชากรคนเมืองเจนเนอเรชั่นเอ็ม (Generation M) อายุระหว่าง 29 – 44 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ค่าความถี่ และค่าร้อยละ สรุปผลการวิจัยได้ว่า ปริมาณกากเหลือทิ้งจากร้าน Healthy Juice Bar ในเขตกรุงเทพมหานคร เฉลี่ยต่อวัน 10 – 50 กิโลกรัม งานวิจัยนี้ดำเนินการรับกากจากร้านเฉลี่ยต่อครั้ง 5 – 10 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณกากที่ทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำ การวิเคราะห์ค่าสีพบว่าเส้นด้ายที่ย้อมร้อนส่วนใหญ่จะได้ค่าความสว่างและค่าความเป็นสีเหลือง และย้อมเย็นจะมีค่าความมืดและค่าความเป็นสีน้ำเงิน ภาพรวมของผ้าทอด้วยเส้นด้ายฝ้ายย้อมสีจากจากกากผักผลไม้สกัดเย็นเหลือทิ้ง มีความคงทนของสีต่อความคงทนของสีต่อแสงและการซักล้าง ความคงทนของสีต่อแสง การซัก การซักแห้ง เหงื่อ และการเปลี่ยนแปลงหลังการซัก อยู่ในระดับปานกลาง มีการตกติดสีเล็กน้อยถึงปานกลาง ในส่วนการสร้างสรรค์ผลงานต้นแบบจากแนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R) จนขยะเหลือเป็นศูนย์ (Zero Waste) เพื่อช่วยลดมลพิษสิ่งแวดล้อม มีแนวทางความเป็นไปได้ว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้ขยะที่เหลือทิ้ง และสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ และนำไปสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน ผู้บริโภคกลุ่มคนเมืองเจนเนอเรชั่นเอ็มมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์สินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ภายใต้ตราสินค้าพาธ วอร์โดบ (PRATH wardrobe) ที่ใช้แนวคิดการนำกลับมาใช้ใหม่ (3R : …


คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง, ขจิตธรรม พาทยกุล Jan 2023

คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง, ขจิตธรรม พาทยกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คราส: ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ต่อแรงบันดาลใจจากเตือน พาทยกุล และแตรวง เป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านปฏิบัติการภัณฑารักษ์ที่ต้องการถ่ายทอดความเป็นมาของแตรวงควบคู่ไปกับเรื่องราวของนายเตือน พาทยกุล ด้วยการผจงถ้อยร้อยเรียงความเกี่ยวเนื่องทั้งสองให้ผนวกรวมกันในแต่ละจังหวะก้าวการพัฒนาของแตรวง รวมทั้งยังนำเสนอการสร้างสรรค์ปฏิบัติการภัณฑารักษ์ ผ่านการจัดแสดงแตรวง โดยจัดวางทุกจังหวะก้าวของพัฒนาการของแตรวงให้ดูเหมือนรอยต่อของแต่ละตอนการแสดงให้ซ้อนทับแต่กลับคลี่คลายออก และเคลื่อนออกทุกทิศทุกทาง คุณลักษณะเชิงอุปลักษณ์นี้ช่วยอธิบายการขยายตัวของแตรวงคือการผนวกรวมทุกความเป็นไปได้ ที่แตรวงเป็นไว้ข้างในพัฒนาการของแตรวง จนดูราวกับว่ากลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่มีข้างนอกหรือนอกเหนือความลื่นไหลของแตรวง นอกจากนี้ คุณลักษณะเชิงอุปลักษณ์ในผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้ได้นำเสนอการตีความ ‘คราส’ ใหม่ จากเดิมซึ่งหมายถึง ‘การซ้อนทับ’ มาเป็น ‘การผนวกรวม’ นัยยะและความหมายใหม่นี้คือการเปิดความคิดเชิงพื้นที่ที่สิ่งที่ประกอบขึ้นนั้น ๆ จะเชื่อมโยงเข้าหากันในทุก ความเป็นไปได้ที่ปรากฏขึ้น


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสารการสืบค้นข้อมูลจากสื่อสารสนเทศ การสัมมนา การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยและเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก มีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดงแบ่งออกเป็น 3 องก์ ประกอบด้วย องก์ที่ 1 อดีต องก์ที่ 2 ปัจจุบัน และองก์ที่ 3 อนาคต 2) ผู้วิจัยแสดงเดี่ยว ด้วยการผสมผสานทักษะการเต้นรวมทั้งนาฏยศิลป์ไทยประเพณี และนาฏยศิลป์สมัยใหม่ 3) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday movement) การด้นสด (Improvisation) ตามหลักนาฏยศิลป์สมัยใหม่ และนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าให้สอดคล้องกับบทการแสดง 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงใช้วัสดุที่เหลือใช้ 6) เสียงและดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ เสียงธรรมชาติ และดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ใช้สถานที่จริงที่มีความสอดคล้องกับบทการแสดง 8) แสงใช้แสงธรรมชาติให้มีความสอดคล้องกับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในครั้งนี้ 6 ประการ ได้แก่ 1) การคำนึงถึงความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก 2) การคำนึงถึงการสื่อสารกับกลุ่มผู้ชม 3) การคำนึงถึงความหลากหลายของรูปแบบการแสดง 4) การคำนึงถึงการใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) การคำนึงถึงแนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฎยศิลป์และดุริยางคศิลป์ 6) การคำนึงถึงความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้เป็นวิทยานิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงอื่น ๆ เพื่อก่อเกิดความรู้และสามารถเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่จะศึกษางานทางด้านนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต


พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์ Jan 2023

พัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย, ธราดล แก้วทิพย์รักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเรื่องพัฒนาการของกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของแนวความคิดและกระบวนการสร้างสรรค์การแสดงหุ่นกระบอกไทยของคณะบ้านตุ๊กตุ่นหุ่นกระบอกไทย ศึกษาจากการแสดงของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2552 - 2564 และยังมีการศึกษาด้วยวิธีการสืบค้นข้อมูลจาก หนังสือ เอกสาร งานวิจัยต่างๆ การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย การลงพื้นที่สังเกตการณ์การแสดง ผู้วิจัยมุ่งศึกษาคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยซึ่งก่อตั้งโดย อาจารย์ ดร. นิเวศ แววสมณะ ในปี พ.ศ 2540 เป็นคณะหุ่นกระบอกที่มีความหลากหลายในด้านของงานการแสดง และด้านองค์ประกอบของการแสดง ในระยะเวลา 13 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 - 2564 คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย มีการแสดงทั้งหมด 19 เรื่อง ผู้วิจัยได้แบ่งแนวคิดการแสดงเป็น 2 ส่วน คือ 1.การแสดงหุ่นกระบอกไทยโดยการนำเรื่องมาจากวรรณคดีและวรรณกรรมท้องถิ่น 2.การแสดงหุ่นกระบอกโดยการนำเรื่องมาจากเนื้อหาที่ถูกแต่งขึ้นใหม่ การแสดงหุ่นกระบอกของคณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทยนั้นมิได้มีเพียงการแสดง หุ่นกระบอกไทยแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการพัฒนารูปแบบของการแสดง เนื้อเรื่อง รวมถึง ตัวหุ่นกระบอกให้มีความหลากหลาย และดึงดูดผู้ชมได้ ทำให้คณะบ้านตุ๊กกะตุ่นหุ่นกระบอกไทย โดยอาจารย์ ดร.นิเวศ แววสมณะได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย ได้แก่ 1. รางวัลศิลปินผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2550 2. รางวัลศิลปินวัฒนคุณาธร กระทรวงวัฒนธรรม 2555 3. รางวัลดีเด่นด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม 2558 4. รางวัลศิลปินผู้ประกอบวิชาชีพอนุรักษ์วัฒนธรรมดีเด่น กรุงเทพมหานคร สมาคมโรตารี่แห่งประเทศไทย 2559 5. รางวัล Mention Award การแสดงหุ่นกระบอกไทยเรื่องพระเนมิราช งานเทศกาลละครกรุงเทพ 2560 6. รางวัลครูช่างศิลปหัตกรรม โดยกรมส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ 2561 7. รางวัลผู้อนุรักษ์วัฒนธรรมยอดเยี่ยมโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประจำปี 2561 8. รางวัล Silver awards & The Best beautiful costume puppet งานเทศกาลหุ่นนานาชาติฮานอย …


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง, โอม วรรณะ Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง, โอม วรรณะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง” มีรูปแบบในลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดหลังการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง โดยศึกษากลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง นาฏยศิลป์สร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีต่องานวิจัย เพื่อเป็นพื้นฐานประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ จากนั้นผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงเอกสาร สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย สื่อสารสนเทศอื่น ๆ ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล และนำเสนอผลงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ที่สะท้อนถึงกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง สามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้งหมด 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ภายใต้ลักษณะของกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง แบ่งออกได้ทั้งหมด 9 องก์ โดยนำเสนอกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดงที่ปรากฏขึ้นจริงในสังคม 2) นักแสดง มีความรู้ ความสามารถทางด้านนาฏยศิลป์และศิลปะการแสดง 3) ลีลานาฏยศิลป์ นำเสนอผ่านรูปแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ โดยใช้การเคลื่อนไหวแบบด้นสด การใช้ท่าทางในชีวิตประจำวัน ประกอบกับการเล่าเรื่องและการสลับบทของตัวละคร 4) เครื่องแต่งกาย ใช้การออกแบบจากหลักศิลปะมินิมอลลิสม์ (Minimalism) หลักทฤษฎีน้อยดีกว่ามาก (Less is more) และเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน 5) เสียงและดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้เสียงที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติทั้งหมด 6) อุปกรณ์ประกอบการแสดง ใช้แนวคิดสัญลักษณ์ มุ่งเน้นความเรียบง่าย และสื่อสารการแสดงได้ง่าย 7) พื้นที่การแสดง นำเสนอการแสดงบนพื้นที่แบบเปิดและมีความหลากหลายทางด้านสภาพแวดล้อม 8) แสง ใช้แสงธรรมชาติในแต่ละช่วงเวลาที่มีความแตกต่างกัน อีกทั้งมีแนวคิดหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 6 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดเรื่องกลลวงในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง 2) แนวคิดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในผลงานทางด้านศิลปะการแสดง 3) แนวคิดความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ 4) แนวคิดความหลากหลายในงานนาฏยศิลป์ 5) แนวคิดทฤษฎีทางด้านศิลปกรรมศาสตร์ 6) แนวคิดของนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ ซึ่งผลการวิจัยทั้งหมดนี้มีความสอดคล้องและตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยทุกประการ


การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท Jan 2023

การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาคุณค่าชุมชนในย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยแนวคิดการออกแบบเชิงบวก 2) เพื่อสร้างหลักการออกแบบภาพประกอบในการส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมืองโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาชุมชน จำนวน 8 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ จำนวน 5 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน จำนวน 6 คน 4) กลุ่มผู้ประเมินผลการออกแบบจากกลุ่มคนที่อาศัยในชุมชนและนักท่องเที่ยว จำนวน 30 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก อภิปรายกลุ่ม และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้คะแนนตามแนวคิดการออกแบบเชิงบวกมากที่สุด มีดังนี้ 1) ป้อมพระสุเมรุและสวนสันติชัยปราการ 2) มูลนิธิดุริยประณีต 3) พิพิธบางลำพู 4) วิธีการทำพานเงิน 5) วิธีการปักชุดโขน 6) มัสยิดจักรพงษ์ 7) ต้นลำพู 8) การทำข้าวต้มน้ำวุ้น 9) วัดบวรนิเวศวิหาร 10) การตีทองคำเปลว จากนั้นจึงนำมรดกวัฒนธรรมมาใช้ในการออกแบบภาพประกอบเพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน โดยการหาองค์ประกอบการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ ซึ่งผลการวิจัยได้เป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพ 2) รูปแบบ 3) เทคนิค 4) สื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ที่มีส่วนช่วยในการสื่อสารเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และคุณค่าชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงหาพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมในการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยการอภิปรายกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน ต่อไปจึงนำผลการวิจัยประยุกต์ใช้ในการออกแบบ แล้วจึงนำไปวัดประสิทธิภาพผลงานภาพประกอบเชิงบวก โดยการจัดนิทรรศการในชุมชนเพื่อประเมินความพึงพอใจและวัดประสิทธิภาพโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งได้รับผลประเมินจากผู้ชมนิทรรศการว่า ภาพประกอบสามารถกระตุ้นทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวกที่มีต่อชุมชนได้เป็นอย่างดี


การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร Jan 2023

การพัฒนารูปแบบมาตรฐานการออกแบบสื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์, ภัทระ สุขสิริกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ของไทยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) ซึ่งนิยามตาม (สสว. ฉบับที่ 3, 2563) วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) หมายถึงธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วน MBTI หมายถึงแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์ (Myers-Briggs Type Indicator) เป็นเครื่องมือประเมินบุคลิกภาพที่แบ่งคนออกเป็น 16 ประเภท ถูกพัฒนาโดย Katharine Cook Briggs และ Isabel Briggs Myers โดยอ้างอิงทฤษฎีของ Carl Jung งานวิจัยนี้มุ่งแบ่งประเภทบุคลิกภาพของวิสาหกิจรายย่อยไทยโดยประยุกต์ใช้แนวคิด MBTI ผ่านวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยแบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แม่ค้ามือทอง พ่อค้าหน้าหยก พ่อค้าอินดี้ และแม่ค้าปากแจ๋ว โดยมีการพรรณนาคุณสมบัติของแต่ละประเภทเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้กับตนเองได้ ผลการวิจัยนี้นำไปสู่การพัฒนารูปแบบมาตรฐาน (เทมเพลต) สื่อดิจิทัลสำหรับวิสาหกิจรายย่อยไทย และมีประโยชน์ในการช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจตนเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการออกแบบนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม ตลอดจนสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายของบุคลิกภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจรายย่อยไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพและบุคลิกภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย


การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล Jan 2023

การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยที่เหมาะสมกับแนวคิดจักรราศีตะวันตกแต่ละราศี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานโดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องบุคลิกภาพของแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยและบุคลิกภาพของแต่ละราศีเพื่อนำไปสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ผลหาความเชื่อมโยงโดยการสนทนากลุ่มเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างการออกแบบแบรนด์โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบแล้วจึงนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาสร้างเครื่องมือวิจัยด้วยการสนทนาแบบกลุ่ม เพื่อคัดเลือกตัวอย่างแบรนด์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคลิกภาพของแต่ละราศี จากนั้น ผู้วิจัยนำผลของกลุ่มตัวอย่างแบรนด์มาวิเคราะห์แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ เพื่อสร้างเป็นคู่มือแนวทางการออกแบบแบรนด์สำหรับนักออกแบบ ผลสรุปของงานวิจัยพบว่าบุคลิกภาพของแต่ละราศี สามารถเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งโดยตรงและสอดคล้องกัน จนทำให้เกิดความแตกต่างกันทางบุคลิกภาพอย่างมีนัยยะสำคัญในแต่ละราศี นำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการออกแบบแบรนด์ โดยในบางกลุ่มราศีมีความแตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยยะสำคัญ และบางกลุ่มราศีมีความคล้ายกันของคำตอบในบางด้านทางการออกแบบ ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางใหม่ทางการออกแบบแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการด้านสินค้าฟุ่มเฟือยที่มองหาแนวทางที่สร้างสรรค์แปลกใหม่สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า โดยแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละราศียังสามารถสร้างการสื่อสารเรื่องราวทางการตลาด คุณค่าของสินค้า ความเป็นมาแบรนด์ ได้อย่างมีทิศทางที่แปลกใหม่ สามารถนำเสนอแนวทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์จากแนวทางการออกแบบได้มากขึ้นอีกด้วย


แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง Jan 2023

แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบรนด์ที่มีเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่ชัดเจน รวมถึงเลือกการใช้วิธีดำเนินการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์ส่วนใหญ่ยังขาดวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม วิจัยเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อระบุเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมในการสร้างข้อมูลเชิงภาพ (2) เพื่อหาวิธีดำเนินการเล่าเรื่องที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ และ (3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ โดยผู้วิจัยชิ้นนี้ดำเนินการในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มในรูปแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลสรุปงานวิจัยพบว่า 6 เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ ได้แก่ (1) เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์เพื่อให้องค์ความรู้ (2) เพื่อการอธิบาย (3) เพื่อให้ความบันเทิง (4) เพื่อแสดงความเอาใจใส่ หรือ การเห็นอกเห็นใจ (5) เพื่อให้สำรวจและสืบค้นเอง และ (6) เพื่อรับรองและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อหาแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพที่หลายหลายและเหมาะสมกับข้อมูลนั้นๆ ของแบรนด์ได้ โดยในขั้นตอนการออกแบบจำเป็นตั้งต้นจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์และอัตลักษณ์ของแบรนด์ โดยผลของงานวิจัยครั้งนี้สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักออกแบบและผู้รับผิดชอบแบรนด์ในการออกแบบข้อมูลเชิงภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของแบรนด์ต่อไป


นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิสในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวานจังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน, ฮายานี มะลี Jan 2023

นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิสในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวานจังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน, ฮายานี มะลี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) หาแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอจากนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี 2) เพื่อหาแนวทางการออกแบบสร้างสรรค์รูปแบบเครื่องแต่งกายสตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายรีดักชั่นนิส (Reductionists) ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี ใช้ในรูปแบบวิจัยเชิงทดลอง ด้วยแนวคิดความยั่งยืนที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG การวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีขั้นตอนการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ, ศึกษาข้อมูลปฐมภูมิ รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลการทดลอง จากการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี ด้วยแนวคิดความยั่งยืน พบว่า เมื่อสกัดสีจากทรัพยากรในนาเกลือหวาน จังหวัดปัตตานี จะให้สีที่มีความอ่อนละมุน และค่อนไปทางตุ่นมาก เนื่องจากแร่ธาตุในดินมีความเจือจางกว่านาเกลือในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งพืชที่พบมากในบริเวณนาเกลือหวานปัตตานี คือ พืชสเป๊ะ (ผักเบี้ย) เมื่อสกัดสีมาแล้ว มีค่า PH อยู่ที่ 4.5 จะให้สีเหลืองอ่อนอมครีม และโคลนในนาเกลือหวานปัตตานี เมื่อนำมาสกัดแล้ว มีค่า PH อยู่ที่ 6.5 จะได้สีเหลืองตุ่นอมส้ม และหมักน้ำเกลืออีกครั้งหลังจากนำไปแช่ในสารช่วยย้อม (Mordant) ส่งผลให้สีมีความอิ่มตัวที่ต่างกัน และระดับของสีทีต่างกัน ซึ่งการพัฒนาเส้นใยในนาเกลือ จังหวัดปัตตานี นอกจากจะเป็นทรัพยากรที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแบบแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนด้วยโมเดลเศรษฐกิจความยั่งยืน BCG ที่มุ่งเน้นยกระดับการสร้างสิ่งแวดล้อมด้วยแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข Jan 2023

รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู, ธิติ ธาราสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบจากความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครู 2.เพื่อศึกษาผลการนำรูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครูกับกลุ่มเป้าหมายและ 3. เพื่อนำเสนอข้อเสนอแนะแนวทางการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ สมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษากรุงเทพ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. องค์ประกอบของความฉลาดรู้ทางการเงินที่ส่งผลต่อการเป็นหนี้ของครูด้านความรู้ทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านนโยบายคุ้มครองเงินฝาก (PROTECT) ด้านเครดิตบูโร (BUREAU) ด้านการคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อ (INTEREST) ด้านการหาร (DEVIDE) ด้านพฤติกรรมทางการเงิน ประกอบด้วย ด้านเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ (COMPARE) ด้านจัดทำบัญชี (ACCOUNT) ด้านไตร่ตรองก่อนซื้อ (PONDER) ด้านจ่ายเงินตรงเวลา (ONTIME) ด้านการบริหารจัดการเงินเมื่อเงินไม่พอใช้ (MANAGE) ตามลำดับ และ ด้านทัศนคติทางการเงิน ประกอบด้วยด้านการออม (SAVING) ด้านการใช้เงิน (SPENT) 2. รูปแบบการเสริมสร้างความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 2) ผู้เรียน 3) ผู้จัดการเรียนรู้ 4) เนื้อหาสาระ 5) กิจกรรมการเรียนรู้ 6) ระยะเวลา 7) แหล่งความรู้และสื่อการสอน 8) สภาพแวดล้อม และ 9) การประเมินผลการเรียนรู้ กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับครู ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของ Kolb (1982) แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประสบการณ์เชิงรูปธรรม ขั้นที่ 2 การสังเกต ไตร่ตรอง และทบทวน 3) สรุปหลักการและสร้างแนวคิดเชิงรูปธรรม และ ขั้นที่ 4 ขั้นลงมือปฏิบัติ ระยะที่ 2 ฝึกปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้และส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเงิน ระยะที่ 3 นำเสนอผลงานของการจัดการแผนการเงินของตนเองทั้งระยะสั้น กลาง …


รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์ Jan 2023

รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัจจุบันและผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)วัดระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3)นำเสนอรูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลที่พึงประสงค์ โดยมีตัวอย่าง คือ 1)นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐทั้ง 4 ภูมิภาค จำนวน 464 คน แบ่งออกเป็น นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 12 คน นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการวัดระดับความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 402 คน และนิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผล และความพึงพอใจ จำนวน 50 คน 2)ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คนใช้ในการสัมภาษณ์ และ 3)ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คนใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล แบบประเมินความเหมาะสมของ (ร่าง) รูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านสถิติ อาทิ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบความต่าง โดยใช้การทดสอบที (t-test) ร่วมกับการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบัน และผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า นิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตใช้งานสื่อดิจิทัลในวันที่มีเรียน และไม่มีเรียน ไม่แตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มใช้งานอยู่ระหว่าง 10-16 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือในการเข้าถึงสื่อดิจิทัลมากกว่า 1 ชนิด โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เข้าถึงมากที่สุด เมื่อพิจารณาประเภทการใช้งาน พบว่า มุ่งเน้นใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกัน ใช้เพื่อความบันเทิง ใช้เพื่อการศึกษา ใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน ใช้แสดงความคิดเห็น และใช้สร้างรายได้ ด้านประโยชน์ของสื่อดิจิทัล พบว่า มีทั้งประโยชน์ทางตรง และทางอ้อม ส่วนผลกระทบของสื่อดิจิทัล พบว่า มีผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้านความเสี่ยงในการใช้งานสื่อดิจิทัล …


กลยุทธ์การนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน, กมลชนก ดวงคำ Jan 2023

กลยุทธ์การนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน, กมลชนก ดวงคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรคของการการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การดำเนินงานนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยผสานวิธี ประชากรคือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประชากร 170 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง 120 โรงเรียน ได้สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยใช้สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเป็นเกณฑ์ และมีผู้ให้ข้อมูลแต่ละโรงเรียน 5 คน ดังนี้ ครูใหญ่ จำนวน 1 คน และผู้ช่วยครูใหญ่หรือหัวหน้างาน 4 ฝ่าย จำนวน 4 คน รวม 600 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังภาพรวมของการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในระดับมาก ซึ่งด้านการวางแผนการนิเทศภายใน มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดและดัชนีความต้องการจำเป็นของการนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจ ตระเวนชายแดน มีค่าสูงสุด คือ ด้านการสร้างสื่อและเครื่องมือการนิเทศ เมื่อทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมพบว่า จุดแข็ง จำนวน 17 ประเด็น จุดอ่อน จำนวน 3 ประเด็น โอกาส จำนวน 6 ประเด็น และภาวะคุกคาม จำนวน 6 ประเด็น กลยุทธ์การนิเทศภายในของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก 5 กลยุทธ์รอง และ 20 วิธีดำเนินการ ซึ่งมีกลยุทธ์หลัก คือ 1) ขับเคลื่อนให้มีการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการการนิเทศภายใน 2) พัฒนาการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และโรงเรียนเครือข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการนิเทศภายใน และ 3) ยกระดับการกำกับติดตามผลการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียน