Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 961 - 990 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

ความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ภัทริกา ปรีดาศักดิ์ Jan 2023

ความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ภัทริกา ปรีดาศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเป้าหมายการเรียนรู้ 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ และ 3) ด้านบทบาทครู ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1-3 จำนวน 476 คน จากโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อของครูอนุบาลเกี่ยวกับการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ โดยภาพรวมมีความเชื่ออยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.48) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นสูงที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ (x̄ = 4.50) รองลงมาคือ ด้านบทบาทครู (x̄ = 4.49) และ ด้านเป้าหมายการเรียนรู้ (x̄ = 4.46) ตามลำดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า 1) ด้านเป้าหมายการเรียนรู้ พบว่า ครูอนุบาลมีความเชื่อ อยู่ที่ระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นสูงที่สุด คือ ด้านการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ (x̄ = 4.55) รองลงมาคือ ด้านการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (x̄ = 4.45) และด้านการเขียนโค้ดอย่างง่ายโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ (x̄ = 4.37) ตามลำดับ 2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูอนุบาลมีความเชื่ออยู่ที่ระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นสูงที่สุด คือ ด้านการจัดสื่อและสภาพแวดล้อมสูงที่สุด (x̄= 4.67) รองลงมาคือ ด้านการจัดกิจกรรม (x̄ = 4.43) และด้านการประเมินผลการเรียนรู้ (x̄ = 4.39) …


แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร Jan 2023

แนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู, นิษฐ์รตี โชติวัฒน์คุณาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู 2) เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมหลักสูตรในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่แตกต่างกัน 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ลักษณะของหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ เอกสารหลักสูตรโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครูที่สถาบันคุรุพัฒนาให้การรับรอง ปีการศึกษา 2561 – 2562 ได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 44 หลักสูตร ผู้วิจัยใช้แบบวิเคราะห์เอกสาร ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย ระยะที่ 2 การวิเคราะห์การเรียนรู้ของครูจากการเข้าร่วมในโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ตัวอย่าง คือ ครูประจำการระดับชั้นปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) รวมจำนวนตัวอย่าง 400 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ระยะที่ 3 ร่างแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ใช้ข้อมูลที่ได้จากระยะ 1 และ 2 นำมาเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน โดยการสนทนากลุ่มเพื่อปรับแก้ไขแนวทางการพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสำหรับโปรแกรมพัฒนาวิชาชีพครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ลักษณะหลักสูตรการพัฒนาครู พิจารณาใน 3 ประเด็น คือ 1) เนื้อหาหลักสูตร ในปีการศึกษา 2561 ส่วนใหญ่เป็นสาระวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 59.09) แตกต่างกับปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นสาระบูรณาการสาระ จำนวน 13 หลักสูตร (ร้อยละ 45.46) 2) ด้านรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ประเภทหลักสูตร โดยปีการศึกษา 2561 เป็นหลักสูตรประเภทปกติทั้งหมดจำนวน 22 หลักสูตร (ร้อยละ 100) ปีการศึกษา 2562 ส่วนใหญ่เป็นประเภทปกติ จำนวน 16 หลักสูตร …


พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม Jan 2023

พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย


รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ Jan 2023

รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตจำนวนทั้งหมด 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ แบบสอบถามสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการสร้างสรรค์ผลงาน จำนวน 3 ท่าน ด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 2 ท่าน ด้านเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 2 ท่าน รวมจำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ 2) แบบประเมินรับรองรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 52 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) คำถามนำสำหรับการสะท้อนคิด 4) แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงาน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยกำหนดเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า ความต้องการจำเป็นในการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เมื่อนำมาจัดลำดับความต้องการจำเป็น คือ ด้านที่ 1 ด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ ด้านที่ 2 ด้านการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมผลงานในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 2. รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) กิจกรรมการเรียนรู้ 4) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การประเมินผล …


การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ Jan 2023

การเปรียบเทียบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง, กัญฐิมาภรณ์ นุตระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์ตัวแปรแทนประสิทธิภาพการใช้ครูที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในปัจจุบัน 2) เพื่อออกแบบเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูโดยใช้ตัวแปรแทน และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตัวแปรแทนและการรายงานตนเอง โดยวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ศึกษาด้วยการสัมภาษณ์สภาพการทำงานของครูในปัจจุบันกับครูจำนวน 8 คน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ศึกษาด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครู และผู้อำนวยการโรงเรียน และวัตถุปะสงค์ข้อที่ 3 ศึกษาด้วยการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพการใช้ครูระหว่างการรายงานตนเองและตัวแปรแทนกับครู 23 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) หลักฐานของการเป็นตัวแปรแทนแบ่งได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ หลักฐานรูปธรรมสามารถจับต้องได้ เช่น คำสั่งปฏิบัติงานและภาพถ่ายการทำงาน หลักฐานแบบพฤติกรรม เช่น การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและการเข้าห้องสอนตรงเวลา และหลักฐานนามธรรม เช่น ความรู้สึก/พฤติกรรมเกี่ยวกับความสำเร็จของครู และเป้าหมายในชีวิต 2) ตัวแปรแทนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น วิธีการมอบหมายงานและเป้าหมายในการเป็นครู ข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น จำนวนครั้งที่ทำงานสอนและงานอื่น ๆ ได้ถูกต้อง ครบถ้วน และส่งตรงเวลา ส่วนระบบเก็บรวบรวมข้อมูลของตัวแปรแทนแบ่งเป็น 3 หน้าหลักได้แก่ หน้ากรอกข้อมูลของครู ประกอบด้วย ปุ่มเชื่อมหน้า ช่องกรอกข้อมูลแบบต่าง ๆ และตัวนำทาง ฯลฯ หน้าแสดงข้อมูลของครูรายบุคคลและหน้าแสดงข้อมูลของครูในภาพรวม ประกอบด้วย แถบเมนู ปุ่มเข้าสู่ระบบ และส่วนแสดงผลแบบต่าง ๆ ฯลฯ 3) ผลการเปรียบเทียบผลของการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตัวแปรแทนและการรายงานตนเองแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองสอดคล้องกันและสามารถใช้แทนกันได้ กลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองความสอดคล้องกันบางส่วน ซึ่งการนำตัวแปรไปใช้จำเป็นต้องพิจารณาความต้องการใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ และกลุ่มที่ข้อมูลจากตัวแปรแทนกับการรายงานตนเองไม่สอดคล้องกัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้เป็นตัวแปรแทน หรือใช้แทนกัน


การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา Jan 2023

การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม :กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร, ธนพร สายวงศ์ปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดกำแพงเพชรสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา จังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญ 12 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนแบบใช้ทีมเป็นฐาน จำนวน 2 ท่าน ด้านศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 3 ท่าน ด้านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ จำนวน 2 ท่าน และด้านการเห็นคุณค่าและการสร้างความซาบซึ้ง จำนวน 5 ท่าน 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20 คน โรงเรียนราษฎร์ปรีชาวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อใช้ทดลองนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลก่อนและหลังเรียน แบบประเมินการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนระหว่างการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนหลังเข้าร่วมกิจกรรม “นำเที่ยวเมืองเก่า เล่าเรื่องกำแพงเพชร” วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลวิจัยพบว่า นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 2 แผน ประกอบไปด้วย กิจกรรมการนำเที่ยวและออกแบบกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางการประชาสัมพันธ์โบราณสถาน จากการสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ “PATE Model” โดยใช้หลักการของขั้นตอนการจัดกิจกรรมได้มาจากการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (P,E) สอดแทรกการเห็นคุณค่าและสร้างความซาบซึ้งในขั้นตอนการปฏิบัติงานศิลปะจากทฤษฎีการสร้างความซาบซึ้ง (A) การแบ่งกลุ่มและการทำแบบวัดก่อนและหลังทำกิจกรรมจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทีมเป็นฐาน (T) สิ่งที่จะได้รับคือ ทักษะหลัก ได้แก่ 1) ทักษะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ 2) ทักษะการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ และทักษะรอง ได้แก่ 1) ทักษะการทำงานเป็นทีม และ 2) ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นักเรียนผู้เข้าร่วมการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรม : กรณีศึกษาจังหวัดกำแพงเพชร มีความรู้ความเข้าใจสูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีระดับการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร สูงกว่าก่อนการใช้นวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมที่แสดงออกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าด้านการตอบสนองอยู่ในระดับมากที่สุด …


การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ ตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ 1) ครูวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินรูปแบบการสอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบจำนวน 3 แผน 3) เว็บไซต์ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบการสอนฯ 3) แบบทดสอบการรู้วิทยาศาสตร์ 4) แบบสำรวจความคิดเห็นต่อการเรียนตามรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และการทดสอบค่าที่ (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบการสอนฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อการสอนและสื่อปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง 2) กิจกรรมการเรียนรู้ 3) กลยุทธ์เสริมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นกระตุ้นคิดด้วยคำถาม 2) ขั้นวางแผนปฏิบัติการ 3) ขั้นปฏิบัติการเสมือนจริง 4) ขั้นนำเสนอผลปฏิบัติการ 5) ขั้นสรุปผล 2. ผลของการใช้รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 2.1) นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯที่พัฒนาขึ้น มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้วิทยาศาสตร์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์ Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศระหว่างการทดลองของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำนวน 1 โรงเรียน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) และใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi- experimental design) เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสัมภาษณ์ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที (Paired samples t-test) วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจำแนกรายองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึง 2) การประเมินค่า และ 3) การสร้าง พบว่านักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศโดยภาพรวมดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือก่อนเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ระดับต่ำมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 20 แต่หลังเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับดี คิดเป็นร้อยละ 80 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง มีพัฒนาการการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการหรือแนวคิดเกี่ยวกับการสอน 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการเรียนการสอน 4. การวัดและประเมินผล โดยองค์ประกอบด้านการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสำรวจ 2) ขั้นเรียนรู้ 3) ขั้นประเมินผล 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นประยุกต์ความรู้และเผยแพร่ผลงาน 2) ผลของการเสริมสร้างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -23.55 และผลของการสอบถามวัดความตระหนักในความเป็นไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนรตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -13.78 3) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่า (x ̅= 4.72, S.D. = 0.10) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียน มีค่า .434 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ


การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม Jan 2023

การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินและรับรองรูปแบบฯ แผนการจัดการเรียนรู้ เว็บไซต์ตามรูปแบบฯ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามวัดความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบพหุคูณภายหลังการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้น มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อเทคโนโลยีและกิจกรรม 2) กระบวนการเรียนการสอน 3) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเข้าสู่บทเรียนด้วยบริบท 2) ขั้นเสริมประสบการณ์ 3) ขั้นเรียนรู้แนวคิดสำคัญ 4) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ เป็นดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องหลังเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่มีระดับความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน เมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด


การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งหมด 30 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินและรับรองรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) แผนการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 4) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ One-way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการฝึกอบรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การฝึกอบรม 2) ผู้ดำเนินการฝึกอบรมและผู้เข้าอบรม 3) สื่อเทคโนโลยี 4) กระบวนการฝึกอบรม 5) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมความพร้อมในการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 2) ระหว่างการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 3) หลังการฝึกอบรมแบบผสมผสาน และแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน (1) เกริ่นนำและให้ความรู้ (2) ศึกษาสถานการณ์เรียนรู้ตามสภาพจริง (3) ศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหา (4) เสริมความรู้ (5) แบ่งปันข้อมูลในสังคมเครือข่ายการเรียนรู้ (6) อภิปรายและสรุปผล (7) วัดและประเมินผล พบว่า พนักงานที่ฝึกอบรมโดยใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ มีสมรรถนะทางวิชาชีพหลังฝึกอบรมสูงขึ้นกว่า ก่อนฝึกอบรมและระหว่างฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล Jan 2023

การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและเพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสำหรับนิสิตศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยระยะที่ 1 ระยะศึกษาเอกสารและรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์งานเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การลงภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบเชิงลึก 2 ด้าน จำนวน 10 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปศึกษา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา การวิจัยระยะที่ 2 ระยะพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยระยะที่ 3 ระยะทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 30 คน สาขาวิชาศิลปศึกษาในรายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาคเรียนที่ 1/2566 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย 2. เนื้อหากิจกรรม ประกอบไปด้วย เนื้อหาพื้นฐานทางประวัติความเป็นมาของงานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทของงานสถาปัตยกรรมไทย แนวความคิดและคติความเชื่อในการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทย องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทย และตัวอย่างงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง 3. การจัดกิจกรรม โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ขั้นเตรียมความรู้พื้นฐาน ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นวางแผนกิจกรรม ขั้นสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นสรุปผลและนำเสนอผลงาน และขั้นประยุกต์ใช้และประเมินผล 4. สื่อการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้จริงเสมือนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5. การวัดและประเมินผล โดยประเมินจากความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.50, SD. = .61) และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ และอยากจะสืบหาความรู้ต่อยอดด้วยตนเองส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาปัตยกรรมไทยมากยิ่งขึ้น


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย Jan 2023

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ครูมีระดับการปฏิบัติมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติน้อยที่สุด เนื่องจากครูละเลยการนำผลลัพธ์หรือนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงการพิจารณาผลลัพธ์ ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าผลลัพธ์ ในขณะที่ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากครูส่วนใหญ่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนเพื่อเอื้อให้นักเรียนสะดวกต่อการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ขยายขอบข่ายแนวคิดของตนเองอย่างไม่จำกัด 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1 การเตรียมการสอน คัดเลือกเนื้อหาและสอดแทรกสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองในการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและอิสระ 2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคัดเลือกวิธีการสอนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการนวัตกรรม เปิดโอกาสในนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2.3) สื่อการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลลัพธ์หรือนวัตกรรม 2.4) การวัดและประเมินผล วัดและประเมินผลโดยพิจารณาความสามารถในการสร้างแนวคิดและพัฒนาแนวคิดสู่ผลลัพธ์หรือนวัตกรรมตามกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ


Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai Jan 2023

Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …


Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong Jan 2023

Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The gold standard for measuring anti-SARS-CoV-2 neutralizing antibody is a live-virus neutralization test (VNT). However, VNT is rather complex and must be performed in a biosafety level 3 facility. Therefore, a gene-encoding spike protein of the original SARS-CoV-2 variant was designed to develop a lentivirus-based SARS-CoV-2 pseudotype in this study to replace the live virus, which can be conducted in a biosafety level 2 facility. The 2nd generation lentiviral pseudotype with green fluorescent protein (GFP) and the 3rd generation lentiviral pseudotype with luciferase as a reporter system, respectively, provided a sufficient titer (TCID50/mL) for a neutralization test. However, the 3rd …


Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang Jan 2023

Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of the Chinese creative industries and the digital age, this study derived a definition of theater IP from the general point of view and the context of the Internet: 1) the theater original work, which is protected by IP law for its creativity and originality, where the protected interests include ownership of rights and interests ; 2) having a high degree of market recognition and exhibiting both cultural communication value and commercial worth ; and 3) as a core factor that increases the integration and expansion activity of the theater with other creative industries and media communication …


The Investigation Of Using Dynamic Assessment To Enhance English Academic Vocabulary Knowledge Of Thai Low Proficiency Undergraduate Students, Duangkamon Klungthong Jan 2023

The Investigation Of Using Dynamic Assessment To Enhance English Academic Vocabulary Knowledge Of Thai Low Proficiency Undergraduate Students, Duangkamon Klungthong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Students in university settings require English academic vocabulary to succeed in academic English (Phoocharoensil, 2015). Vocabulary learning strategies (VLS) are tools to help learners acquire and improve vocabulary knowledge (Nation, 2001), and an examination of the dynamic nature of employing VLS should be conducted (Gu, 2020). Dynamic assessment (DA) is an alternative assessment that consistently and systematically combines assessment and instruction to help learners reach their zone of proximal development (ZPD) by using mediation from more competent others (Lantolf & Poehner, 2004). Thus, this study used DA to equip learners with VLS to learn academic vocabulary. The study aimed to …


The Effects Of Speaking Portfolios On Speaking Ability And Interactional Competence Of Thai Efl Undergraduate Students, Pirada Anuwech Jan 2023

The Effects Of Speaking Portfolios On Speaking Ability And Interactional Competence Of Thai Efl Undergraduate Students, Pirada Anuwech

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Interactional competence has been in the lime light of L2 instruction and assessment over the recent decades as well as the use of portfolio assessment in language classrooms to provide students with opportunities to monitor their own progress as well as enhancing their language skills. This present study was thus conducted to examine the effects of using speaking portfolios on speaking ability and interactional competence of Thai EFL undergraduate students in order to serve three major objectives as follows: 1) to examine the effects of using speaking portfolios on students’ speaking ability ; 2) to examine the effects of using …


การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน Jan 2023

การแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws For Gryffindor ของ Brian Boone, เพ็ญสิริ บุญแสนแผน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปลการเล่นคําจากหนังสือ The Unofficial Harry Potter Joke Book: Great Guffaws for Gryffindor ของ Brian Boone จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ตัวบทเป็นการนำเสนอมุกตลกหลากหลายรูปแบบในบริบทของหนังสือและภาพยนตร์ชุดเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งการนำเสนอมุกตลกนั้นมีการใช้การเล่นคำที่โดดเด่น การแปลการเล่นคำในคู่ภาษาที่มีลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันนั้นมีความท้าทายและไม่อาจทำได้ง่าย ผู้วิจัยนำแนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา มาใช้เป็นแนวทางในการแปลการเล่นคำในตัวบท ประกอบกับการศึกษาโครงสร้างและบทบาทการเล่นคำในภาษาอังกฤษและภาษาไทย และแนวทางการนำเสนอความตลกในบริบทภาษาไทย เพื่อให้เข้าใจลักษณะการเล่นคำและสามารถถ่ายทอดบทแปลที่รักษาไว้ซึ่งการเล่นคำและความตลกได้อย่างเหมาะสม ผลการวิจัยพบว่า การแปลเพื่อรักษาการเล่นคำในตัวบทมุกตลกซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของสารนิพนธ์เล่มนี้ สามารถทำได้โดยใช้แนวทางการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา และคำนึงถึงลักษณะการเล่นคำที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในภาษาไทย รวมถึงสร้างสรรค์ความตลกในบทแปลตามแนวทางการนำเสนอความตลกที่รวบรวมโดยนารีรัตน์ บุญช่วย จึงทำให้สามารถถ่ายทอดบทแปลที่คงไว้ซึ่งการเล่นคำที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับและสร้างความตลกสนุกสนานให้กับผู้อ่านบทแปลได้


Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan Jan 2023

Does Esg Matter In Corporate Takeover?, Sann Wai Lhyan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As Environmental, Social, and Governance scores (ESG) are increasingly becoming aware to the public, it is imperative to understand the impact of ESG on firm values, especially in the Asia-Pacific region, as it is home to a diverse and rapidly growing economy, including emerging markets. Therefore, the purpose of this study is to investigate the relationship between ESG and firm value using the takeover market as an empirical setting. The primary focus of the study involves examining the influence of ESG on the occurrence of takeovers through binary logistic regression. Subsequently, the study explores the association between ESG and target …


Exploring The Link Between Esg Scores And Downside Risks Of Stock Returns During Periods Of Negative Shock : Evidence In Apac, Nattakij Summakarawa Jan 2023

Exploring The Link Between Esg Scores And Downside Risks Of Stock Returns During Periods Of Negative Shock : Evidence In Apac, Nattakij Summakarawa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the empirical association between Environmental, Social, and Governance (ESG) factors and downside risks in stock returns during negative shocks focusing on 13 countries within the Asia-Pacific (APAC) region. The study assesses ESG performance using combined ESG scores, E pillar, S pillar, G pillar and controversy scores, examining their impact on downside risk measured by Value at Risk (VaR) and Maximum Drawdown (MDD). The sample includes publicly traded companies across diverse APAC countries from 2012 to 2021. The research contextualizes the global significance of ESG practices, emphasizing their role in mitigating financial risks and contributing to sustainable financial …


The Effect Of Earning Surprise On Market Reaction At Various Free Float Levels: An Event Study In Thailand, Netchanok Thongplod Jan 2023

The Effect Of Earning Surprise On Market Reaction At Various Free Float Levels: An Event Study In Thailand, Netchanok Thongplod

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the complex relationship between free float and market reactions to earnings surprises within the context of the Thai stock market, casting light on the role of free float in influencing market efficiency and investor behavior. The study examines the Efficient Market Hypothesis (EMH), which states that stock prices reflect all available information, making consistent market outperformance difficult. However, it acknowledges that market inefficiencies can occur, with earnings surprises as one possible source. The study investigates how the level of free float or the number of shares available for trading impact the speed and precision of market adjustments …


The Impact Of Green House Gas Emission On Firm's Performance In Japan, Chanikan Veerachadsakulchai Jan 2023

The Impact Of Green House Gas Emission On Firm's Performance In Japan, Chanikan Veerachadsakulchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of greenhouse gas (GHG) emissions on corporate financial performance in Japan, with a particular focus on the role of environmental regulations. We hypothesize that while lower GHG emissions generally enhance financial performance, the benefits diminish beyond a certain point. Additionally, we examine how stringent environmental regulations influence this relationship. We use total GHG emissions and total GHG emissions per company’s enterprise value including cash (EVIC) as the proxies. The results indicate that GHG emissions negatively impact corporate financial performance, as measured by ROA and Tobin's Q. However, the regulatory environment, whether stringent or not, does …


The Influence Of Esg Performance On The Cost Of Debt: Evidence From Asia Pacific Countries: The Moderating Role Of Economic Policy Uncertainty, Wiraya Nillaorsrisakul Jan 2023

The Influence Of Esg Performance On The Cost Of Debt: Evidence From Asia Pacific Countries: The Moderating Role Of Economic Policy Uncertainty, Wiraya Nillaorsrisakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper examines the influence of ESG performance on the cost of debt (CoD) in Asia-Pacific firms from 2010 to 2022. It is among the first to explore how ESG performance scores affect the cost of debt against different economic conditions and market maturity levels.The study finds that companies with higher ESG ratings, particularly environmental and social dimensions, correlate with lower borrowing costs. Governance scores also matter, but they don't seem to influence borrowing costs as much. Additionally, the paper reveals that ESG's impact on borrowing costs is stronger in developed countries than in emerging ones. The research also indicates …


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์, ศุภรา จิตนิยมศิลป์ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์, ศุภรา จิตนิยมศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แพทย์แผนไทยประยุกต์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่เริ่มได้รับความสนใจ และนิยมมากขึ้น คลินิกแพทย์แผนไทยจึงเป็นธุรกิจที่เริ่มมีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดนี้เพิ่มสูงขึ้นด้วย การให้บริการของคลินิกจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความประทับใจให้กับผู้ป่วย และตัดสินใจกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และเพื่อนำเสนอแนวทางในการนำเทคโนโลยีมายกระดับการให้บริการของผู้ป่วย โดยการออกแบบต้นแบบของเว็บแอปพลิเคชันที่ช่วยสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ให้สามารถแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล โครงการนี้ได้นำหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้วิเคราะห์ และออกแบบต้นแบบของระบบผ่านการทำความเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังนำระบบแนะนำมาใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้นในด้านการค้นหาสื่อและ ยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และเกมิฟิเคชันเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และแรงจูงใจในการใช้งาน ต้นแบบที่ได้รับจากการพัฒนาโครงการนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทยประยุกต์ เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน กระบวนการมีความทันสมัย และเข้าถึงผู้ป่วยได้มากขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจค้าปลีกกระเบื้อง, ภควดี ขุนโยธา Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจค้าปลีกกระเบื้อง, ภควดี ขุนโยธา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการซื้อขายสินค้าและบริการได้เปลี่ยนไปเนื่องจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคนั้นมีการใช้ชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้นแต่ยังต้องการความสะดวกสบาย สามารถค้นหาและได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง ดังนั้นการซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากการเติบโตของการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นสำหรับหลายองค์กร การจัดทำเว็บแอปพลิเคชันขององค์กรเองเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดธุรกิจออนไลน์ได้ การมีเว็บแอปพลิเคชันสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรและเป็นช่องทางการขายที่สำคัญซึ่งสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้าได้อย่างมากขึ้น ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาของโครงการนี้สามารถช่วยให้การดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกกระเบื้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานในธุรกิจ อีกทั้งยังปรับภาพลักษณ์ขององค์กรให้มีความทันสมัย มีความน่าเชื่อถือ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ รวมไปถึงการเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายและมากยิ่งขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจนายหน้าศุลกากร, วิชมล อุดมฤทธาวุธ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจนายหน้าศุลกากร, วิชมล อุดมฤทธาวุธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาคอุตสาหกรรมการนำเข้า-ส่งออก มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในด้านการค้าระหว่างประเทศ ตัวแปรที่สำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมนี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์ คือ ธุรกิจนายหน้าศุลกากรมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ซึ่งจะทำหน้าที่ดำเนินการพิธีการศุลกากรแทนผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินค้า ในปัจจุบันพบว่าธุรกิจนายหน้าศุลกากร มีการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีจำนวนบริษัทนายหน้าศุลกากร เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมา จึงได้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและโอกาสในทางเดียวกัน สิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจนี้ คือ การส่งมอบสินค้ารวดเร็ว ซึ่งต้องเกิดจากการจัดการและการดำเนินงานเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการการคิดเชิงออกแบบพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของนายหน้าศุลกากร นำหลักการการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และแนวคิดเกี่ยวกับการประยุกต์เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition หรือ OCR) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ เพื่อที่สามารถนำผลของการออกแบบระบบต้นแบบไปพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันได้ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานภายในบริษัท และตอบสนองความต้องการของธุรกิจและกลุ่มผู้ใช้งานทุกกลุ่ม สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด ระบบต้นแบบของโครงการการคิดเชิงออกแบบพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของนายหน้าศุลกากรสามารถเป็นระบบที่ถูกนำไปพัฒนาและใช้งานได้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจในด้านการดำเนินงาน และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้จริง


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจฟูดทรัก, ปัณณธร คุ้มครองธรรม Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันของธุรกิจฟูดทรัก, ปัณณธร คุ้มครองธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ธุรกิจฟูดทรักในปัจจุบันการดำเนินงานต่าง ๆ ของผู้ประกอบการหรือกลุ่มรถฟูดทรักได้รับความนิยม มีการเข้ามาเริ่มดำเนินการเป็นผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น เพราะสามารถดำเนินงานโดยใช้เงินลงทุนไม่มากนัก พร้อมทั้งยังมีช่องทางประชาสัมพันธ์โดยอาศัยโซเชียลมีเดียที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมาย นอกเหนือไปจากนั้นรถฟูดทรักยังสามารถเปลี่ยนที่หมายในการขายได้ง่าย ทำให้เกิดการเข้าถึงการจัดงานต่าง ๆ โดยใช้ฟูดทรักเริ่มมีหลากหลายมากขึ้นตั้งแต่รูปแบบการจัดงานใหญ่ ๆ ไปจนถึงงานขนาดเล็ก ๆ จำนวนคนไม่มากนัก พร้อมทั้งช่วยสร้างลูกเล่นต่าง ๆ ให้กับงานได้ดี ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการเข้าไปหาพื้นที่จอดใหม่นอกเหนือจากงานอิเวนต์ เช่น รถฟูดทรักที่ให้บริการตามหมู่บ้าน และคอนโดมิเนียม ปั๊มน้ำมัน รวมไปถึงฟูดทรักที่เป็นฟูดซัปพอร์ตในกับกลุ่มดารานักแสดงต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างไรก็ดีในปัจจุบันยังมีช่องว่างในการติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าของรถฟูดทรักกับผู้ที่ต้องการใช้บริการรถฟูดทรักเพื่อไปออกงานตามสถานที่ต่าง ๆ โดยรถฟูดทรักที่ต้องการไปออกงานอาจมีหลากหลายช่องทางติดต่อ ไม่มีศูนย์รวม จึงเกิดความต้องการรวบรวมเป็นศูนย์รวมแหล่งหา และการจ้างฟูดทรักไปออกงานระหว่างเจ้าของรถฟูดทรักตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการจ้างรถฟูดทรักไปออกงานตามที่ต่าง ๆ ได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และเป็นมาตรฐานใหม่ในการจอง ระบบต้นเเบบที่ได้จากการดำเนินโครงการนี้จะช่วยให้การดำเนินงานของธุรกิจฟูดทรักเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเว็บแอปพลิเคชันจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจเเละสะดวกสบายตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของการซื้อขายหนังสือมือสอง, พรชนิตว์ ธรรมร่มดี Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของการซื้อขายหนังสือมือสอง, พรชนิตว์ ธรรมร่มดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันสื่อดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทและทดแทนสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ แต่หนังสือเล่มก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่ไม่ต่างจากในอดีต อันเนื่องมาจากประสบการณ์ที่ได้รับในขณะอ่านที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ในปัจจุบันตลาดสินค้ามือสองกำลังเติบโต อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจและกระแสความยั่งยืนที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น จึงส่งผลให้ตลาดมือสองเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหนังสือเป็นสินค้ามือสองประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โครงการนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการซื้อและขายหนังสือโดยเฉพาะกลุ่มหนังสือมือสอง และสร้างต้นแบบของโมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้การคิดเชิงออกแบบ เพื่อให้ได้ต้นแบบของแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด โครงการพิเศษนี้นำหลักการคิดเชิงออกแบบมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบ ผ่านการทำความเข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังนำแนวคิดระบบแนะนำมาช่วยเสริมเพื่อให้ระบบแสดงข้อมูลที่เหมาะสมและตรงใจผู้ใช้งานแต่ละคนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาส่วนติดต่อผู้ใช้งานด้วยเครื่องมือสร้างต้นแบบและดำเนินการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจการใช้งานระบบและได้มาซึ่งข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปพัฒนาและปรับปรุงการออกแบบระบบได้อย่างรวดเร็ว ระบบต้นแบบที่ได้จากการพัฒนาโครงการนี้จะสามารถใช้เป็นแนวทางในการนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายหนังสือมือสอง เพื่อช่วยแก้ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้