Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1124)
- Medicine and Health Sciences (770)
- Education (485)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
-
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (436)
- Physical Sciences and Mathematics (395)
- Engineering (343)
- Medical Sciences (173)
- Chemistry (165)
- Life Sciences (165)
- Business (161)
- Sociology (150)
- Law (132)
- Computer Sciences (127)
- Economics (127)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (119)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (112)
- Political Science (109)
- Fine Arts (103)
- Veterinary Medicine (100)
- Public Health (99)
- Chemical Engineering (97)
- Educational Technology (91)
- International Relations (90)
- Educational Administration and Supervision (87)
- Art and Design (85)
- Dentistry (84)
- Technology and Innovation (76)
Articles 871 - 900 of 4029
Full-Text Articles in Entire DC Network
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas
The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Through a hydrosocial perspective, this research illustrates how political contestation between different networks of actors in the Ing River Basin produces different versions of water, which reflect divergent interests, different meanings and water ontologies that underpin the tensions and conflicts. This research employs ethnography to study networks of actors involved in water controversies and tensions over the hydraulic infrastructure project in the Ing River Basin. The network of project proponents, including a state-led hydraulic institution, experts, farmers, and other actors, see water as a source of economic activities due to its close association with modern irrigation schemes for rice-intensive and …
อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร
อาชญากรรมเศรษฐกิจ: การพัฒนาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบ, พันธุ์พิศณ์ วัชรินทร์พร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติกรรมของการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ศึกษาถึงปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย และศึกษาแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อจากการถูกหลอกให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบ จำนวน 5 ราย เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนในการ ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบจำนวน 10 ราย และผู้ที่เคยกระทำความผิดในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายจำนวน 3 ราย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงรูปแบบในการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมี 2 รูปแบบ คือ การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ได้รับเงินจริงแต่มีเงื่อนไขที่ผิดกฎหมาย และการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่กู้แล้วไม่ได้เงิน โดยผู้กระทำผิดสร้างเว็บไซต์หรือข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยแอบอ้างเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียง หรือสร้างแอปพลิเคชันปลอมเพื่อให้กู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ คดีการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายมักจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีอื่น ปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการดำเนิน เช่น ปัญหาความเข้าใจในเทคโนโลยี ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคในการสืบสวนสอบสวน ข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน อันเนื่องมาจากการมีข้อจำกัดในความรู้ความเข้าใจและ ความชำนาญทางกฎหมาย และปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำเนินการทางกฎหมาย แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ข้อเสนอแนะแนวทางป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของการให้กู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย เช่น การเพิ่มการตรวจสอบและเผยแพร่ข้อมูลการสร้างการตรวจสอบตนเอง การส่งเสริมการศึกษาทางด้านดิจิทัล การประชาสัมพันธ์และการเตือนภัย การปิดโอกาสหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การทำให้การกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมายหมดไปจากสังคม การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงต่ออาชญากรรมไซเบอร์ในเรื่องกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่ผิดกฎหมาย การสร้างกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ประสิทธิภาพต่อการป้องกัน และ การกำหนดแนวทางนโยบาย และมาตรการในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมการกู้เงินออนไลน์นอกระบบที่มีประสิทธิภาพ
การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์
การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบันความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นและพัฒนาเพื่อสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้แก่ รูปภาพ วิดีโอ เสียง งานเขียน และบทความ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการผลิตงานภาพบุคคลตามคําสั่งหรือข้อความที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทนี้ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการสร้างภาพบุคคลคือความผิดปกติจากส่วนของร่างกายหรืออวัยวะของมนุษย์เช่นอวัยวะที่ผิดรูปหรือองค์ประกอบอวัยวะขาดหายไป จากปัญหานี้ทำให้ผู้วิจัยเกิดแนวคิดที่จะออกแบบแบบจำลองสําหรับการคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างชุดข้อมูลภาพบุคคลประมาณ 100,000 ภาพที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และพัฒนาแบบจำลองต้นแบบสําหรับคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้ภาพปัญญาประดิษฐ์จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้น แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกนำมาใช้เพื่อแยกประเภทภาพปัญญาประดิษฐ์ โดยแบ่งออกเป็น2 ประเภท: ภาพปกติ (Normal)และ ภาพบกพร่อง (Defect) ชุดข้อมูลที่ใช้พัฒนาแบบจำลองนี้ประกอบด้วยข้อมูลประมาณ 100,000 ภาพเพื่อให้แบบจำลองมีความแม่นยําและประสิทธิภาพที่ดี งานวิจัยนี้ใช้แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก 4 ประเภทในการทดสอบเพื่อหาแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการคัดกรองความผิดปกติในภาพปัญญาประดิษฐ์ แบบจำลองนี้ใช้เป็นแบบจำลองต้นแบบในการคัดกรองคุณภาพของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และชุดข้อมูลทั้งหมดในงานวิจัยนี้จะถูกเผยแพร่โดยสาธารณะ
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis : IPA) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยผู้เข้าร่วมวิจัยคือ บุคคลวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และเคยมีประสบการณ์ในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ อย่างน้อย 2 sessions ขึ้นไป และสิ้นสุดการรับบริการแล้ว อีกทั้งยังเคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคลแบบพบหน้า จำนวนทั้งสิ้น 7 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 28-42 ปี ผลการศึกษาสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สิ่งที่คำนึงก่อนเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความพร้อมของผู้รับบริการในการเข้าสู่บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล 2) การรับรู้อารมณ์และความพยายามในการสื่อสารผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความรู้สึกแรกในการเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล และการปรับตัวให้เข้ากับระบบโดย ‘ไม่ให้วิดีโอคอลมาเป็นอุปสรรค’ 3) การรับรู้ถึงอรรถประโยชน์ของบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลสามารถทดแทนแบบพบหน้าได้ การรับรู้ความสัมพันธ์ผ่านวิดีโอคอลในมุมผู้รับบริการ ‘ความสะดวก รวดเร็ว ทันต่อเวลา’ ในบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การปรึกษาทางวิดีโอคอลตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลเป็น ‘ตัวช่วย’ ในการลดการตีตราทางสังคม ตลอดจนความสบายใจในการเปิดเผยตัวตนผ่านบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล 4) การรับรู้การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกหลังเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงภายในตน และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น 5) ความมุ่งหวังของผู้รับบริการต่อบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล ประกอบด้วย การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การออกแบบบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอลที่ยึดหัวใจของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง การขยายบริการปรึกษาทางวิดีโอคอลขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง สรุปผลการวิจัยช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของบุคคลวัยทำงานที่เคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในหลากหลายมิติ โดยผู้รับบริการสามารถนำผลการวิจัยดังกล่าวนี้ไปพัฒนาการมีส่วนร่วมของตนในบริบทออนไลน์ ในขณะที่นักจิตวิทยาการปรึกษา และบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวทางการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย โดยมุ่งเน้นศึกษาอิทธิพลของเจตคติและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อความตั้งใจในการทำพฤติกรรมโดยมีการระบุตัวตนระดับกลุ่มเป็นตัวแปรกำกับ ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีความหลากหลายทางเพศ 103 คน ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์และเก็บข้อมูลพฤติกรรมในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเจตคติต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ (β = .30, p < .05 หนึ่งหาง) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์สามารถทำนายพฤติกรรมโดยมีตัวแปรความตั้งใจที่จะเข้าร่วมเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .25, p < .05) อย่างไรก็ตามการระบุตัวตนในระดับกลุ่มไม่มีอิทธิพลกำกับ การวิเคราะห์รายข้อยังชี้ให้เห็นว่าเพศกำหนดชายมองว่าการเมืองและกฏหมายไม่เอื้อ และกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นปัจจัยต่อต้านเด่นชัด เพศกำหนดหญิงมีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์จะสามารถแก้ปัญหาและทำให้มีผู้สนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง
การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและความเข้าใจแนวคิดนิยามความงามที่หลากหลายในบริบทสังคมไทย 2) ตรวจสอบบทบาทของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ซึ่งส่งผลในการลดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา และ 3) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย การศึกษาขั้นต้นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาหญิงที่รับรู้รูปลักษณ์ของตนเองทางบวกระดับสูง 17 คน ผลการวิเคราะห์สาระสำคัญเชิงสะท้อน พบว่า นิยามความงามที่หลากหลายในบริบทไทยประกอบด้วย 3 สาระสำคัญหลัก ได้แก่ ความงามทางกายที่หลากหลาย ความงามจากคุณลักษณะภายใน ความงามจากคุณลักษณะทางสังคมที่น่าพึงพอใจ และข้อค้นพบนี้ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรวัดนิยามความงามที่หลากหลายฉบับภาษาไทยสำหรับใช้ในการศึกษาต่อมา การศึกษาที่ 1 เป็นการทดสอบโมเดลอิทธิพลกำกับของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาการส่งผ่านอิทธิพลของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ที่ส่งผลต่อไปยังการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาหญิงระดับปริญญาตรี 285 คนที่ร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของตัวแปรแฝงของโมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม Mplus พบว่า โมเดลอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาต่อการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาก่อนทดสอบปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลายสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ดีกว่าโมเดลอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลาย สะท้อนว่านิยามความงามที่หลากหลายไม่มีบทบาทกำกับการส่งผ่านในโมเดลตามสมมติฐาน แต่มีอิทธิพลหลักลดความรู้สึกไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาได้โดยตรง การศึกษาที่ 2 เป็นการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบตามแนวคิดการบำบัดด้วยการเขียนบรรยายความคิดความรู้สึกร่วมกับการเขียนเชิงบวก และทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมด้วยการทดลองกับนักศึกษาหญิง 130 คน ซึ่งได้รับการสุ่มเข้าสู่ 2 เงื่อนไข ได้แก่ กลุ่มทดลองร่วมโปรแกรมการเขียนเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ส่วนกลุ่มควบคุมร่วมกิจกรรมการเขียนเล่าเรื่อง ทั้งสองกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 3 วัน ผู้ร่วมการทดลองตอบมาตรวัดตัวแปรที่ศึกษา 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนร่วมโปรแกรม หลังร่วมโปรแกรม และอีกหนึ่งสัปดาห์หลังร่วมโปรแกรม ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วยโปรแกรม SPSS เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเงื่อนไข พบว่า หลังร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยนิยามความงามที่หลากหลาย การชื่นชมเห็นค่าของร่างกาย ความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อควบคุมคะแนนพื้นฐานของแต่ละตัวแปรตาม การติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์พบว่าค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นยังสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความต่างของค่าเฉลี่ยการซึมซับอุดมคติความงามระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ทั้งหลังร่วมกิจกรรมและระยะติดตามผล
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fear of cancer recurrence was among the strongest challenges encountered by cancer patients and survivors. However, there were very limited studies in Thailand that examined the factors that predicted this psychological construct. Therefore, the current research examined the possible associations and predictive roles that illness perception, psychological resilience, and age had with fear of cancer recurrence. The participants were 134 Thai cancer patients and survivors who responded to a set of questionnaires that measured these factors. Study invitations were circulated via social media platforms commonly frequented by cancer patients or survivors (e.g., cancer support groups). The Pearson correlation coefficient and …
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objective: Simvastatin, known for lipid-lowering, shows promise in modulating stem cell behavior. This research investigates simvastatin's impact on apical papilla stem cells (SCAPs) in vitro. Methods: SCAPs were isolated, characterized, and exposed to varying simvastatin doses. Viability and proliferation were assessed with LIVE/DEAD and MTT assays. Cell cycle and apoptosis were examined via flow cytometry, and migration capacity was evaluated through scratch tests. Alizarin Red S staining and qPCR were used for odonto/osteogenic differentiation analysis. Results: Simvastatin reduced SCAP proliferation on days 3 and 7 and decreased colony size and density. Enhanced apoptosis and increased G0 subpopulation were …
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่ระบาดของ Covid-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของโลก Covid-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และสาธารณสุขโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมป้องกันจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่อันเกิดจากการพยายามป้องกันและควบคุมโรคนี้ จนมีผู้กล่าวว่า “ภายในไม่กี่เดือนแรกของการแพร่ระบาดของ Covid -19 เป็นที่ชัดเจนว่ามีภัย 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่เกิดจากไวรัสร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อได้ค่อนข้างง่าย ผ่านกิจกรรมทางสังคมหรือในผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประการที่สอง เป็นภัยที่เกิดจากความพยายามในการปกป้องและควบคุม การแพร่ระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล ซึ่งกระทบทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม รัฐทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่าง จำกัดการเดินทาง กักกัน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว โดยอาศัยหลักการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี (Derogation clauses) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้เพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการยกเว้นกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกตินี้ วิทยานิพนธ์นี้พบว่าเป็น “การหลอกกฎหมาย” (pseudo-democratic or pseudo-legalist masquerade)” เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 ไปพร้อมกับประชาคมโลก และได้ใช้มาตรการควบคุมโรคโดยใช้อาศัยอำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการควบคุมความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีมาตรการหลายรูปแบบ อาทิ ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง กักบริเวณ ห้ามออกนอกบ้าน มีการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 อันไม่เป็นความจริง หรือเจตนาบิดเบือน มีการกำหนดเวลาออกนอกเคหะสถาน หรือช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีการบังคับให้สวมหน้ากาก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาใหม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การกระทำเหล่านี้ยังส่อไปทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาว่า หลักการ Derogation clauses ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเป็นมาและมีอยู่อย่างไร การกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมโรค ของรัฐต่าง ๆ และโดยเฉาะของประเทศไทย สอดคล้องกับหลัก Derogation clauses หรือไม่ โดยในบทที่ 2 จะศึกษา หลักการ ทฤษฎี รวมทั้งกฎหมาย ตราสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเห็น คำแนะนำ รายงาน ขององค์กรตามสนธิสัญญา ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับใช้กฎหมายของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย และบทที่ …
ปัญหาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 :ศึกษากรณีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา, ปพิชญา แจงจำรูญ
ปัญหาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 :ศึกษากรณีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา, ปพิชญา แจงจำรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและใช้กันโดยทั่วไป การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีจำนวนมากและสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้หลายประเทศตระหนักถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” หรือ “Rights to Privacy” สถานศึกษาเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องมีมาตรการในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีความมุ่งหมายที่จะศึกษาแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ปรากฏในสถานศึกษาและนำมาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ จากการศึกษาและการสัมภาษณ์สถานศึกษา พบว่า สถานศึกษามีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูล และมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งสถานศึกษายังปฏิบัติไม่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหลายประการ กล่าวคือ บางสถานศึกษามีการกำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูล (Privacy Notice) ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล ไม่มีการจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (RoPA) หรือบางสถานศึกษาไม่มีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น จากการศึกษาผู้เขียนจึงได้เสนอให้ต้นสังกัดของสถานศึกษากำหนดให้สถานศึกษาภายใต้สังกัดของตนปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยให้สถานศึกษาจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกำหนดเสนอให้ต้นสังกัดสถานศึกษากำหนดแนวทางในการปฏิบัติตาม นอกจากนี้ เห็นควรให้ต้นสังกัดของสถานศึกษามีโครงการหรือการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งรับทราบและมีแนวทางในการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะ, ภคพร ลาวัณย์ประเสริฐ
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะ, ภคพร ลาวัณย์ประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน มีการใช้ข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะอย่างแพร่หลาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแนวคิด ทฤษฎี กฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ การคุ้มครองข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชน โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในกรอบนโยบายด้านการเกษตร ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่ายังไม่ปรากฏว่ามีผู้ให้บริการระบบเกษตรอัจฉริยะรายใดที่ดำเนินการอย่างมีความชัดเจนและปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ได้ตามสมควรจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายและนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเป็นไปตามแนวทางสากล เข้ามากำกับดูแล โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการเข้าถึงและการใช้ข้อมูล ความเป็นเจ้าของข้อมูล วัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัย
In The Name Of The People: From Thai-Style Democracy To Thailism Democracy, Qiang Zhang
In The Name Of The People: From Thai-Style Democracy To Thailism Democracy, Qiang Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Existing studies have often situated Thailand within the context of the global middle class's retreat from democracy to understand democratization in Thailand. However, this approach fails to account adequately for the oscillating behavior of the Thai middle class between support for and opposition to democracy. This study argues that analyses of democratization benchmarked against Western democracy have long ignored changes in power structures and ideological discourses within Thailand's conservative forces. Therefore, this study undertakes a longitudinal analysis of Thai-style democracy, which has featured an anti-democratic face since 1932. By analyzing the discourses of conservative forces in three different historical periods—1932-1957, …
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการแปลวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition (2014) ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างบทสนทนาในเกมดังกล่าวของตัวละครทั้งสองพร้อมบริบทแวดล้อมทั้งหมด 30 หน้า และตั้งสมมติฐานในการวิจัยว่าปัญหาด้านวัจนลีลาอันประกอบด้วยการใช้โครงสร้างประโยคไม่สมบูรณ์ โวหารบุคลาธิษฐาน ถ้อยคำที่มีความกำกวมคลุมเครือ เลียนแบบจังหวะหนักเบาของกาพย์กลอน เล่นสัมผัสอักษร และเลือกสรรถ้อยคำที่มีระดับภาษาสูงกว่าบทสนทนาปกติ ออกมาเป็นบทบรรยายภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม มีอรรถรสเทียบเคียงได้กับต้นฉบับนั้นสามารถแก้ไขด้วยการวิเคราะห์วัจนลีลาตามแนวทางการวิเคราะห์และการแปลตัวบทประเภทวิดีโอเกมที่มินาโกะ โอ’เฮเกน (Minako O’Hagan) และการ์เมนแมนจิรอน (Carmen Mangiron) (2013) รายงาน กรอบวิเคราะห์ Systemic functional linguistics (SFL) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday, 2014) แนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบส-ไบเออร์ (Jean Boase-Beier, 2019) ข้อจำกัดและกลวิธีการแปลบทบรรยายภาพยนตร์ที่เสนอโดยฆอร์เฆ ดิอัซ-ซินตัส (Jorge Díaz-Cintas) และอาลิเนอ รีมาเอล (Aline Remael) (2020) ร่วมกับการศึกษาโครงสร้างประโยคที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาไทยผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ตามที่ได้ศึกษามีประโยชน์ต่อการแปลเป็นอย่างยิ่ง สามารถใช้แก้ไขปัญหาการถ่ายทอดวัจนลีลาให้มีสมมูลภาพใกล้เคียงกับต้นฉบับ ทั้งยังทำให้ผู้วิจัยตระหนักและใส่ใจเรื่องกลวิธีที่ใช้เพื่อถ่ายทอดวัจนลีลาในภาษาอังกฤษให้ออกมาอย่างเหมาะสมในภาษาไทยด้วยความต่างทางภาษา สรรหาวิธีทดแทนหรือชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับหน้าที่บทบรรยายได้อย่างเหมาะสม
การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด
การสร้างสรรค์ละครแบบร่วมสร้างเพื่อพัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง: กรณีศึกษาเรื่องเงือกในวรรณกรรมและสื่อหลากมิติ, วรเชษฐ์ มูฮัมหมัดสอิ๊ด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงสร้างสรรค์เน้นการค้นคว้าปฏิบัติการทางศิลปะ ผ่านการทำละครแบบร่วมสร้างที่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะเงือก” หรือภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของร่างกายเงือก งานวิจัยจึงได้ศึกษาตัวละครเงือกซึ่งเป็นตัวละครครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณกรรมหลายเรื่องและสื่อต่างรูปแบบ จากนั้นตีความและเทียบเคียง กับสภาวะทางจิตใจของผู้ใหญ่วัยเริ่ม ที่ขาดความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตนเอง เพราะเติบโตในสังคมที่มีค่านิยมที่แตกต่าง จากสิ่งที่เป็นทั้งในชาติพันธุ์ เพศสภาพ และวิถีชีวิตจากความเข้าใจเบื้องต้นผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการละคร 3 คน เพื่อพัฒนาละครร่วมสร้างเรื่อง “ภาวะเงือก” ขึ้นจากการรวบรวมผู้วิจัยเรียนรู้ว่าตัวละครเงือกเป็นตัวอย่างของการเปิดโอกาสให้ตนเองได้ทำตามความปรารถนาหรือความฝัน ผู้วิจัยคาดหวังว่าการสร้างสรรค์และนำเสนอละครเวทีเรื่อง“ภาวะเงือก” จะทำให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมในละครร่วมสร้างที่สนใจในตัวละครเงือกและสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของตัวละคร ได้พัฒนาความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้ ทั้งในด้านศักยภาพการแสดง และการใช้ชีวิตงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้เป็นการค้นคว้าเชิงปฏิบัติการ ด้วยกระบวนการฝึกซ้อมละครร่วมสร้าง โดยผู้วิจัยร่วมสร้างผลงานในฐานะกระบวนกร และผู้มีส่วนร่วมในฐานะนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า การได้พัฒนาละครในพื้นที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วม รวมถึงทีมงานเบื้องหลัง เกิดความความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง จากการที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด แบ่งปันประสบการณ์ ร่วมแสดงผลงาน และร่วมสะท้อนทัศนะ ในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ละครร่วมสร้างกระบวนการพัฒนาละครร่วมสร้างในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่การเคารพความแตกต่าง การแสดงความคิดเห็น ทัศนคติ และประสบการณ์ของผู้มีส่วนร่วม สนับสนุนการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาผลงานการแสดงให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้ ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมจึง สามารถสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองได้จากการร่วมงานกันในครั้งนี้ กระบวนการละครร่วมสร้างนี้สามารถประยุกต์ใช้กับประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ รวมถึงประเด็นทางสังคมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตต่อไป
ทรงผมกับความเป็นหญิงในสังคมไทย ทศวรรษ 2460 – ทศวรรษ 2480, ชลธร เจียมใจเมืองแก้ว
ทรงผมกับความเป็นหญิงในสังคมไทย ทศวรรษ 2460 – ทศวรรษ 2480, ชลธร เจียมใจเมืองแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการไว้ทรงผมของผู้หญิงกับการนิยามความเป็นหญิงในสังคมไทยในทศวรรษ 2460 - ทศวรรษ 2480 ในบริบทของการเข้าสู่ภาวะความเป็นสมัยใหม่และการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ของไทย และเสนอว่า การถกเถียงกันเรื่องทรงผมของผู้หญิง การพยายามจูงใจหรือบงการการจัดการกับผมของผู้หญิง และการพยายามนิยามความเป็นหญิง ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเวลาที่ศึกษา วางอยู่บนฐานความคิดหลัก 3 ประการ คือ ความเป็นสมัยใหม่ คุณค่าทางสังคม และวาระทางการเมือง จากการวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ร่วมสมัย งานวรรณกรรม บันทึกส่วนบุคคล รวมไปถึงภาพและภาพถ่ายเก่า พบว่า ในช่วงสามทศวรรษดังกล่าว การไว้ทรงผมแบบจารีตของผู้หญิงในสังคมไทยได้เสื่อมคลายไป และหันไปนิยมทรงผมแบบใหม่ที่รับมาจากตะวันตก โดยเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงประเทศเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่เริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ไปจนถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งทำให้มีการเกิดขึ้นของสื่อสมัยใหม่อย่างสื่อสิ่งพิมพ์และภาพยนตร์ การเข้ามาของเทคโนโลยีและการเกิดธุรกิจความงามรูปแบบใหม่ และที่สำคัญคือการเกิดคนแบบใหม่ที่มีการศึกษา การมองโลก และการใช้ชีวิตแบบตะวันตกผลการศึกษาพบว่า ทรงผมแบบใหม่ คือ “ผมยาวเกล้ามวย” “ผมบ๊อบ” “ผมดัด” รวมถึง “ผมยาว-สวมหมวก” ได้กลายเป็นพื้นที่ของการแย่งชิงกันนิยามความเป็นหญิง เป็นสนามปะทะความคิดระหว่างหญิงและชาย เป็นโอกาสในการสร้างตัวตนแบบสมัยใหม่ของผู้หญิง อีกทั้งแสดงว่าผู้หญิงและทรงผมของผู้หญิงยังมีความสำคัญในฐานะที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการแสดงความเจริญและเอกภาพของชาติ และยังพบด้วยว่า สถานภาพของผู้หญิงและความหมายของความเป็นหญิงในสังคมไทยในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้ถูกกำหนดและควบคุมโดยผู้ชายหรือชนชั้นนำแต่เพียงอย่างเดียว แต่ผู้หญิงเองก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมสถานภาพของตนและนิยามความเป็นหญิงด้วยเช่นกัน
The Effects Of Pictorial-Based Homophones In English On Thai Consumer Judgements, Sijaporn Jenjirawattana
The Effects Of Pictorial-Based Homophones In English On Thai Consumer Judgements, Sijaporn Jenjirawattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of the study are 1) to investigate the effect of pictorial-based homophone priming on the purchasing decisions of Thai consumers for products advertised in English; and 2) to examine the effectiveness of pictorial-based homophones as primes in a non-native context among Thai speakers of English, compared to native English speakers. Three homophone pairs selected for the study were “sail-sale”, “deer-dear”, and “hole-whole.” These pairs were presented in two forms including pictorial and textual. Each homophone pair, in each form, was utilized in the experiment to explore their distinct meanings and attributes. Two groups of participants consisted of 30 …
การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์
การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเน้นปฏิบัติการสร้างการแสดงลำหมู่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งลำหมู่เป็นการแสดงหมอลำประเภทหนึ่งในภาคอีสานของประเทศไทย และในประชาชนลาว เป็นมหรสพประชานิยม หรือหมอลำกระแสหลัก ที่มุ่งนำเสนอความยิ่งใหญ่อลังการของเวที ฉาก แสง สี เสียง และโชว์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ในขณะที่ การแสดงลำหมู่แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มที่ผู้ชมจะให้ความสนใจลดน้อยลง เพราะการฟังเรื่องราว ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ผู้วิจัยเห็นว่า แก่นสำคัญของการแสดงลำหมู่ คือ เรื่องราว กลอนลำ การลำ และการแสดง เป็นคุณค่าหลักของการแสดงประเภทนี้ จึงสนใจที่จะหากลวิธีสร้างการแสดงลำหมู่ร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารความคิดทั้งด้านคติธรรม และวิถีชีวิตจากวรรณกรรมอีสานเรื่อง ผาแดง-นางไอ่ รวมถึง รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมกับผู้ชมอีสานรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางของละครดีไวซ์ เป็นเครื่องมือทำงานแบบร่วมสร้างกับศิลปินมือสมัครเล่นที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอลำ และใช้องค์ประกอบของการแสดงลำหมู่ผสานกับศิลปะการละครตะวันตกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในลักษณะ ‘ปฏิบัติ-นำ-วิจัย’ และการบูรณาการศาสตร์ภายใต้แนวทางละครดีไวซ์ นำไปสู่กระบวนการทดลองสร้าง และลงมือค้นหาวิธีสร้างการแสดงที่มุ่งตอบโจทย์วิจัยเป็นหลัก จนเกิดเป็นการแสดงลำหมู่ร่วมสมัยแนวทางใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. หมอลำอินเธียเตอร์ และ 2. หมอลำลูกผสม โดยทั้งสองรูปแบบให้ความสำคัญกับแก่นของการแสดงลำหมู่ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่อง และรูปแบบ การนำเสนอที่เน้นการสื่อสารความคิดจากเรื่องเดิมไปยังผู้ชม กลอนลำที่สื่อสารเรื่องราว และการกระทำตัวละคร การลำที่สัมพันธ์ความรู้สึกภายในของผู้แสดง การแสดง (acting) ที่มุ่งเสนอความสมจริง และเป็นธรรมชาติ รวมถึง การใช้ลีลาร่วมสมัยที่เน้นสื่อสารเรื่องราวแทนการเต้น และภาพอลังการของมหรสพประชานิยม ผ่านกระบวนการทำงานที่ใช้หลักการกำกับการแสดงในการตีความเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แก่นความคิด และสื่อสารผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที การแสดงทั้ง 2 รูปแบบ สามารถเข้าถึง กลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษา และคนอีสานรุ่นใหม่ ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่การแสดงหมอลำแนวใหม่ เพื่อขยายมิติของศิลปะการแสดงหมอลำให้มีความหลากหลาย และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ชม ที่สนใจศิลปะการแสดงหมอลำ
การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง
การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทร้องคำพรัดโนรา ถอดองค์ความรู้และหาแก่นสาระหลักคำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติที่โนรายึดถือในการดำเนินชีวิต และออกแบบและสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยเพื่อสื่อสารหลักคำสอนที่แฝงฝังอยู่ในวิถีของโนรา อันมีความโดดเด่นในเรื่องการให้คติสอนใจ คุณธรรมจริยธรรม หลักการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของโนรา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะการแสดงที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Practice as Research) ด้วยกระบวนการละครแบบร่วมสร้างเป็นส่วนสำคัญ โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นนิสิตสาขาวิชาศิลปะการแสดง มีกระบวนการสร้างงานแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ การพัฒนาประเด็น พัฒนาเรื่อง/บท พัฒนาการแสดง และนำเสนอผลงาน เพื่อนำเสนอแก่นสาระหลักของเรื่องคือ ความกตัญญู นำเสนอในรูปแบบละครลูกผสม (Hybrid Performance) ขนาดสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ บ้าน ครู และธรรมชาติ ใช้โครงสร้างการเล่นคำพรัดโนราแบบวิถีเดิมผสมผสานกับการเล่าเรื่องในวิถีใหม่ มาถ่ายทอดในมุมมองของความเป็นปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ ภูมิรู้ และทักษะของนักแสดง ด้วยการตีความใหม่ที่มีความลึกซึ้ง สร้างวิถีคิดใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ในลักษณะของละครเล่าเรื่องผสมผสานการรำ การร้อง แบบโนรา ใช้องค์ประกอบของดนตรีเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วยการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาพบว่า เนื้อหาและรูปแบบของการแสดงมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับบริบทในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้เรื่องราวของโนราที่มาจากบทคำพรัดได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเล่าที่สั้นและกระชับ ผสมผสานกับการนำองค์ประกอบของการแสดงโนรา ทั้งท่ารำ การร้องบท และดนตรี ทำให้ชวนติดตาม และในขณะเดียวกันละครก็สามารถสื่อสารแก่นเรื่องความกตัญญูได้ถึงแม้จะถูกนำเสนอผ่านการสร้างความหมายใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ การนำบทคำพรัดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกครั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะยังทำให้บทคำพรัดยังมีการใช้-ดำรงอยู่ ทำซ้ำและขยายความเข้าใจในวงกว้าง เกิดการตีความ เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่
The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup
The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to analyze the representation of Thainess constructed in Thai-as-a-foreign-language textbooks in the Republic of Korea and to examine the factors that influence the construction of these representations. Employing a qualitative research approach and content analysis, the study examines the sociocultural content of five Thai-as-a-foreign-language textbooks aligned with the Critical Foreign Languages policy of the Republic of Korea. The analysis revealed seven key dimensions of sociocultural content within the textbooks, including: language and language culture, people in Thai society, traditions and cultural heritage, Thai history, environmental geography, economy and tourism industry, and Thai politics and international relations. This …
การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง
การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น
Microencapsulation Of Lactobacillus Plantarum Mb001 And Its Probiotic Effect On Growth Performance And Gut Integrity Of Broile Rs, Sasi Vimon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this work were 1) to study the preparation and characterization of LPMB001/AG-AL, 2) todetermine the characteristics, stability and viability of LPMB001/AG-AL against simulated gastrointestinal tract, high temperature and storage conditions and 3) To evaluate the supplementation of LPMB001/AG-AL on growth performance,ileal digestibility, intestinal morphology and microbiome in broiler chickens. The present work declared microcapsule networks based on polymer matrices (sodium alginate, AL and agar, AG) and charges under ionic crosslink aw emulsion to encapsulate probiotics for extensive stability in adverse conditions. The microcapsule was studied on physicochemicalcharacteristics, swelling efficiency as well as release pertormance and viability under …
Screening Of Lactate Utilizing Bacteria And Their Beneficial Properties To Improve Energy Balance, Production And Ruminal Fermentation In Crossbred Dairy Goats, Saranporn Poothong
Screening Of Lactate Utilizing Bacteria And Their Beneficial Properties To Improve Energy Balance, Production And Ruminal Fermentation In Crossbred Dairy Goats, Saranporn Poothong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sixty-three strains were isolated from ruminal fluid of crossbred dairy goats. Based on phenotype and 16S rRNA gene, sixteenbacterial groups were identified and two novel species of Selenomonas were purposed in this study. The strain mPRGC5 was purposed as Selenomonas runimis and the strain mPRGC8 was named Selenomonas caprae. The antimicrobial activity of all the strains was determined.Ligilactobacillus salivarius MP3 showed antibacterial activity against Cutibacterium acnes subsp. acnes DSM 1897' and Kocuria thizophila Mill. The antimicrobial substance was genomically identified as enterolysin A. Furtherniore, L. salivarius MP3 presented probiotic properties and the potential antimicrobial activity against pathogens. The fourteen strains …
Utilization Of Testosterone-Encapsulated Nanoparticles For Masculinization Of Red Tilapia (Oreochromis Sp.), Jakarwan Yostawonkul
Utilization Of Testosterone-Encapsulated Nanoparticles For Masculinization Of Red Tilapia (Oreochromis Sp.), Jakarwan Yostawonkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tilapia (Oreochromis sp.) is a freshwater fish that is highly popular for aquaculture in Thailand. To achieve high yields, good growth rates, and better feed conversion rates, 17-alpha-methyltestosterone are commonly used to induce male sex in farmed tilapia. However, it has been found in previous studies that these synthetic hormones have low water solubility and limited absorption capabilities, leading to excessive hormone use. In this research, lipid-based nanoparticles, a widely used drug delivery technology, were employed to enhance the efficiency of synthetic hormones with low water solubility. This improved the dispersion of hormones in water, enhanced their absorption in the …
Characterization Of Antimicrobial Resistance And Virulence Factors In Multidrug-Resistant Extraintestinal Pathogenic Escherichia Coli Isolated From Canine Urinary Tract, Reproductive Tract And Bloodstream Infections, Parinya Sroithongkham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite extensive characterization of uropathogenic Escherichia coli (UPEC) causing urinary tract infections (UTIs), the genetic background of non-urinary extraintestinal pathogenic E. coli (ExPEC) in dogs, such as those causing canine pyometra, prostatic abscesses (PAs), and bloodstream infections (BSIs), remains inadequately understood. This study characterized the virulence determinants of 101 E. coli isolates from canine pyometra (n=61), PAs (n=38), and BSIs (n=2). The analysis revealed a stronger association of pyometra strains with UPEC compared to PA strains. Forty-one isolates were resistant to third-generation cephalosporins and/or fluoroquinolones, with 14 being extended-spectrum β-lactamase producers and carrying blaCTX-M. Whole-genome sequencing was performed on 10 …
ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด, ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ
ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด, ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด ในกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ใช้แนวคิดการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของโอเร็ม (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปีและครอบครัวที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลดำเนินสะดวก โรงพยาบาลบ้านโป่งและโรงพยาบาลโพธาราม จำนวน 42 คน จัดกลุ่มตัวอย่าง 21 คนแรกเข้ากลุ่มควบคุมก่อนแล้วจัดกลุ่มตัวอย่าง 21 คนหลังเข้ากลุ่มทดลอง โดยจับคู่เพศ อายุและระดับความรุนแรงของโรค กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วม วัดพฤติกรรมด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัยเรียนโรคหืด มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.80 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดภายหลังได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมดีกว่าก่อนได้รับข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดในกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สาเหตุการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย, ติณณภพ เตียวเจริญกิจ
สาเหตุการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย, ติณณภพ เตียวเจริญกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทยนับเป็นปรากฏการณ์สำคัญในห้วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ภายในประเทศไทย ทั้งในระดับบุคคลถึงระดับสังคม อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่อบริบทสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศหลากหลายมิติ โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาสาเหตุของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบ และพฤติการณ์ของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ 2) เพื่อศึกษา และวิเคราะห์สาเหตุ และปัจจัยของการกระทำความผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการรับมือการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาถึงความเหมาะสมของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เป็นคนรุ่นใหม่ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีภารกิจงานเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางการเมือง ควบคู่ไปกับการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการศึกษาปรากฏประเด็นสำคัญดังนี้ 1) รูปแบบและพฤติการณ์ของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทยมักจะเป็นการโพสต์ หรือแชร์ข้อมูลที่บิดเบือน ในบัญชีผู้ใช้ส่วนตัว หรือกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายได้ตามบริบททางการเมือง และ 2) สาเหตุและปัจจัยของการกระทำผิดทางการเมืองบนพื้นที่ไซเบอร์ในประเทศไทย ประกอบด้วยปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ ปัญหาสถาบันครอบครัว ความกดดันและความเครียดในการดำรงชีวิต ทัศนคติต่อการเมือง และปัจจัยระดับสังคม ได้แก่ โครงสร้างทางสังคม มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย ปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในสังคม โดยข้อเสนอแนวทางการแก้ไขและรับมือกับปัญหาต้องดำเนินการแบบบูรณาการทุกมิติ ดังนี้ 1) การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ 2) การพัฒนาการทำงานของภาครัฐในมิติด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ 3) การพัฒนาการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตและครอบครัว และ 4) การพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายและการให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก