Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 691 - 720 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน Jan 2023

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธี และ 2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ที่ศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง ประชากรคือนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ในกรุงเทพ ฯ จำนวน 13 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนและอาจารย์ภาษาไทยยินดีให้ทดลองใช้นวัตกรรมที่จัดทำนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและแบบสะท้อนผลการอ่าน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามกิจกรมการเรียนรู้การอ่านที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยมัชฉิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล ผลการวิจัยพบว่ากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่พัฒนาขึ้นมี 2 ขั้นหลัก คือ ขั้นเตรียมชุดสื่อพหุวิธีที่มีเนื้อความสัมพันธ์กันประกอบด้วย คลิปวีดิทัศน์ หนังสือภาพหรือการ์ตูน และชุดบทอ่านแบบบรรยายที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน และขั้นการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นการดูและฟังคลิปวีดิทัศน์เพื่อสรุปความ ขั้นการอ่านวิเคราะห์สารหนังสือภาพ/การ์ตูน และขั้นการอ่านประเมินค่าบทอ่านแบบบรรยาย เมื่อนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ผลปรากฏว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจสูงกว่าก่อนการทดลอง


ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง


ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ Jan 2023

ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน


อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก Jan 2023

อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงประมาณค่าแนวโน้มความน่าจะเป็นในแต่ละข้อ และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านวางแผนการบริหารองค์การ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาระงานยุทธการด้านการแพทย์ทหาร 2) ด้านรูปแบบการบริการพยาบาล ได้แก่ การให้บริการเชิงรุกแก่ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงผู้ทำการในอากาศ 3) ด้านการจัดการความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ 4) ด้านนวัตกรรมและการพัฒนางานคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลและงานพัฒนาคุณภาพ 5) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง 6) ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะเชิงวิชาชีพเป็นไปตามความต้องการขององค์การพยาบาล และ 7) ด้านการเตรียมพร้อมรับภารกิจด้านการแพทย์ทหาร สถานการณ์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพยาบาลด้านการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน


การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ Jan 2023

การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ช่างมัน และ แล้วแต่ เป็นถ้อยคำที่ชาวไทยนิยมใช้จนติดปาก ปรากฏในหลายสถานการณ์เพื่อสื่อความหมายและเจตนาที่แตกต่างกัน และน่าจะสะท้อนวิธีการมองโลกบางประการของชาวไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายตามปริบทและหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ รวมทั้งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม โดยใช้แนวทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์ (Ethnopragmatics) และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย (Emancipatory Pragmatics) ข้อมูลทั้งสิ้น 290 ตัวอย่างมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวัน บทสนทนาในสื่อ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ช่างมัน มีความหมายตามปริบท 7 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองปล่อยวาง 2) ผู้พูดให้อภัยผู้ฟัง 3) ผู้พูดต้องการปล่อยเรื่องนั้นไป 4) ผู้พูดปล่อยไป เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะไม่พอใจเรื่องนั้น 5) ผู้พูดไม่สนใจสิ่งนั้น 6) ผู้พูดยังไม่อยากคิดหรือทำเรื่องที่เอ่ยถึงในขณะนั้น และ 7) ผู้พูดไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 7 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อปลอบให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองคลายกังวล 2) เพื่อตอบรับคำขอโทษ 3) เพื่อยุติการสนทนาที่มีความขัดแย้ง 4) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่พอใจ 5) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่สนใจ 6) เพื่อแสดงว่าผู้พูดต้องการเลื่อนหรือหยุดเรื่องนั้นไปก่อน และ 7) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่ต้องการวุ่นวาย ความหมายแกนและหน้าที่หลักของ ช่างมัน คือ ผู้พูดและ/หรือผู้ฟังจะไม่นำเรื่องนั้นมากังวล ด้วยการปล่อยเรื่องเหล่านั้นไป ส่วน แล้วแต่ มีความหมายตามปริบท 4 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังตัดสินใจ 2) ผู้พูดให้ผู้ฟังพิจารณาด้วยตนเอง 3) ผู้พูดปล่อยไปตามใจผู้ฟัง แม้บางกรณีจะรู้สึกไม่พอใจ และ 4) ผู้พูดไม่พอใจ เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ จึงไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 4 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อแสดงว่าผู้พูดคำนึงถึงผู้ฟัง 2) เพื่อกันตนเองออกจากความรับผิดชอบต่อเรื่องนั้น 3) …


Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook Jan 2023

Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The negative impacts of domestic cat overpopulation and the limitations of currently available methods to induce infertility in cats necessitate the development of novel targets for non-surgical contraception in this species. The recent discovery of IZUMO1-JUNO, a pair of sperm-oocyte proteins that are both indispensable for the fertilization process, inspires the targeting of them for contraception in cats. To gain insight into feline IZUMO1 and JUNO, this thesis aims to identify 1) the target organs expressing IZUMO1 and JUNO in domestic cats 2) the expression of feline IZUMO1 during epididymal sperm transit in the epididymis and feline JUNO during various …


Utility Optimization Via Multi-Section Heat Integration Approach For Multi-Period Operations, Ariyachai Silprasert Jan 2023

Utility Optimization Via Multi-Section Heat Integration Approach For Multi-Period Operations, Ariyachai Silprasert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Heat Exchanger Network (HEN) optimization is essential for achieving utility conservation and minimizing the Total Annual Cost (TAC) by maximizing heat recovery between process streams. This study investigates on single and multi-section heat integration within a caprolactam (CPL) plant, conducted in collaboration with a petrochemical company. The investigation comprehensively addresses multi-period operations, considering production rate variability at 60%, 80%, and 100% loads. This variability is due to fluctuating operating conditions influenced by economic factors, as well as start-up and shut-down schedules. This work utilizes process simulation namely Aspen Plus and establishes HEN solutions using Aspen Energy Analyzer (AEA) and conventional …


การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรม และ 4) นำเสนอคู่มือการใช้โปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi methods Disign) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 19 คน ระยะที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ด้วยการใช้การวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบ Single Subject Design มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 11 คน และระยะที่ 4 พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะการจ้างงานผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 ลักษณะ คือ การจ้างงานคนพิการด้วยมาตรา 33 มาตรา 35 (3) และมาตรา 35 (7) โดยกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนพิการ ลักษณะงานมีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความสำเร็จในการจ้างงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ ความชอบ แรงจูงใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทักษะที่มีความจำเป็นมากที่สุดในการทำงานคือ ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะอาชีพ และทักษะพื้นฐานหรือทักษะวิชาการ ตามลำดับ ทักษะย่อยที่มีความจำเป็น ได้แก่ การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การรับข้อมูลและทำตามคำสั่ง และการสื่อสาร 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน เป้าหมายและผลลัพธ์ของโปรแกรม เนื้อหา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด กระบวนการเสริมสร้างทักษะการทำงานและแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนและบทบาทหน้าที่ เทคโนโลยี สื่อ และแหล่งทรัพยากร และ เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าและวัดผลความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้โปรแกรม …


การออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับสื่อการเรียนรู้วิชาศิลปะและการออกแบบในระดับอุดมศึกษาจากแนวคิดอารมณ์ขัน, เริงฤทธิ์ เอกวงศ์อนันต์ Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับสื่อการเรียนรู้วิชาศิลปะและการออกแบบในระดับอุดมศึกษาจากแนวคิดอารมณ์ขัน, เริงฤทธิ์ เอกวงศ์อนันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวคิดอารมณ์ขันที่เหมาะสมกับเรขศิลป์เคลื่อนไหวในสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาศิลปะและการออกแบบที่เหมาะสมในระดับอุดมศึกษา และ 2) เพื่อประยุกต์ใช้แนวคิดอารมณ์ขันในการออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาศิลปะและการออกแบบที่เหมาะสมในระดับอุดมศึกษา โดยมีวิธีการดำเนินงานวิจัยคือ ผู้วิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างสื่อเรขศิลป์เคลื่อนไหว (Motion Graphic) ซึ่งเป็นผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากแพลตฟอร์ม TED-Ed จากเว็บไซด์ https://ed.ted.com/ (TED-Ed., n.d.) ใน 2 หมวดหมู่คือหมวดหมู่ศิลปะ (Visual Arts) และหมวดหมู่การออกแบบ (Design) รวม 187 เรื่อง เก็บข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญชุดที่ 1 และ 2 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และเก็บข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญชุดที่ 3 ด้วยวิธีเดลฟาย (Delphi) ผลงานวิจัยพบว่า แนวคิดอารมณ์ขันที่เหมาะสมกับเรขศิลป์เคลื่อนไหวในสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาศิลปะและการออกแบบที่เหมาะสมในระดับอุดมศึกษา มากที่สุดคือ 1) การแต่งกายแปลกประหลาด 2) การทำให้เกินจริงและเป็นเรื่องเหลวไหล และ 3) การล้อเลียน ส่วนการประยุกต์ใช้แนวคิดอารมณ์ขัน​พบว่าสามารถใช้ทฤษฎีการเล่าเรื่อง​ (Narrative Theory) ส่วนโครงเรื่อง​ (Plot) ตัวละคร​ (Character) และสัญลักษณ์ (Symbol) โดยอารมณ์ขันที่​ใช้ใน​โครงเรื่อง​คือ​ 1) การแต่งกายแปลกประหลาด​ 2) การทำให้เป็น​เรื่องเกินจริงและเป็นเรื่องเหลวไหล 3) การล้อเลียน​ 4) การเล่นเลอะเทอะแตกหักทำลายและทำให้เจ็บตัว 5)การหักมุมและพลิกความคาดหมาย 6) การเสียดสี และ​7) การทำให้เป็นเรื่องเพศและเรื่องสัปดน​ อารมณ์ขันที่ใช้ในตัวละคร​ คือ​ 1) การแต่งกายแปลกประหลาด 2) การล้อเลียน​ และ​ 3) ​การทำให้เป็นเรื่องเพศและเรื่องสัปดน ส่วนอารมณ์ขันที่ใช้ในสัญลักษณ์​ คือ​ 1) การใช้ตรรกวิทยาผิดๆ และ​ 2) การทำให้เกินจริงหรือเป็นเรื่องเหลวไหล


แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กอบกิจ จำจด Jan 2023

แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กอบกิจ จำจด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือ กิจการส่วนใหญ่ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบเศรษฐกิจไทย แต่ SME ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าที่สะท้อนตัวตนและนำเสนอคุณค่าที่แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง รวมถึงการขาดองค์ความรู้และคำแนะนำในการนำกลยุทธ์การสร้างตราสินค้ามาใช้งานให้สอดคล้องกับกิจการ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ที่มุ่งเน้นถึงความสำคัญของการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าให้โดดเด่นและแตกต่าง โดยการแบ่งตราสินค้าออกเป็นประเภทต่างๆ ที่สามารถสื่อสารเจตจำนงและคุณค่าของผู้ประกอบการในการดำเนินกิจการ รวมถึงสอดคล้องกับบริบทการประกอบกิจการของ SME ในประเทศ เพื่อใช้เป็นคู่มือในการกำหนดกลยุทธ์ตราสินค้าและแนวทางการออกแบบสื่อสารด้วยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่าง โดดเด่น และชัดเจนแก่ผู้ประกอบการ SME ไทย ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า ตราสินค้าที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินกิจการของ SME ไทย มีทั้งสิ้น 7 ประเภท ได้แก่ 1. Sustainable Brand: แบรนด์ยั่งยืน 2. Disruptive Brand: แบรนด์เปลี่ยนโลก 3. Culture Brand: แบรนด์วัฒนธรรม 4. Aesthetics Brand: แบรนด์สุนทรียะ 5. Experience Brand: แบรนด์สร้างประสบการณ์ 6. Performance Brand: แบรนด์เปี่ยมประสิทธิภาพ และ 7. Value Brand: แบรนด์คุ้มค่า จากการใช้แบบสอบถามสำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME ของไทย จำนวน 2,723 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่าตราสินค้า 7 ประเภทนี้ปรากฏอยู่ใน 4 ภาคธุรกิจ คือ ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการเกษตร โดย Value Brand มีจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 66% ตามด้วย Performance Brand 16.8% Aesthetics Brand 7.3% Culture Brand …


การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทยกรณีศึกษา สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี, สุธาดา วาดเขียน Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทยกรณีศึกษา สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี, สุธาดา วาดเขียน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคที่วัฒนธรรมดั้งเดิมและนวัตกรรมสมัยใหม่กำลังหลอมรวมกัน การผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและความทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเกี่ยวกับสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย ซึ่งมีความลึกซึ้งทางปรัชญาและเป็นแหล่งบันดาลใจทางศิลปะ แต่ยังขาดการศึกษาในบริบทของการออกแบบร่วมสมัย การวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาและประยุกต์ใช้แนวคิดดังกล่าวในการออกแบบเรขศิลป์บนสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี การศึกษาวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย กรณีศึกษาสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ 3 ข้อได้แก่ 1) เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ส่วนประกอบของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย 2) เพื่อระบุแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย 3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มเจเนอเรชัน ซี การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ด้วยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การดำเนินการวิจัยแบ่งขอบเขตเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกขอบเขตด้านเนื้อหา ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาปกรณ์โลกศาสตร์ที่กล่าวถึงสวรรค์ฉกามาพรโดยละเอียดจำนวน 4 เรื่อง คือ โลกบัญญัติ ไตรภูมิกถา จกฺกวาฬทีปนี และไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ตามแนวทางของ Booth, Sutton และ Papaioannou (2016) ส่วนที่สองขอบเขตด้านการออกแบบ ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และวิธีการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ Practice-led Research ของปรีชา เถาทอง (2557) โดยสรุปผลการศึกษาวิจัยตามวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้ดังนี้: 1) ส่วนประกอบ (Elements) ของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย นอกเหนือจากส่วนประกอบที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น ช้างเอราวัณและต้นปาริฉัตร พบว่ามีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่หลากหลายและควรค่าแก่การศึกษาเพิ่มเติม 2) บุคลิกภาพการสื่อสาร (Mood & Tone) ของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์ทั้ง 4 เรื่อง ปรากฏบุคลิกภาพการสื่อสารร่วมกัน 6 ลักษณะ แบ่งเป็นบุคลิกภาพหลัก 4 ประการ ได้แก่ Casual, Gorgeous, Natural, Elegant และบุคลิกภาพรอง …


การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน Jan 2023

การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” สำหรับกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากร โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างของ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อ พิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มประชากร คือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ที่มีต่อไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์และการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps, SWOT Analysis, Nostalgia Marketing และ Sensory Marketing จากแบรนด์ตัวอย่าง 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Give back my Teenager...เอาชีวิตวัยรุ่นของเราคืนมา! ผ่าน ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่มีชื่อว่า Back2TEEN เพื่อที่จะเป็นตัวแทนของความทรงจำ ความสุขของผู้คนที่จะนำพาเอาความสุข ความสบายใจและความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตกลับมาให้ทุกเพศทุกวัย ทุกเจเนอเรชั่นได้หวนคิดถึงวันวานกันอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยแต่ยังคงแฝงกลิ่นอายของวันวานที่ทำให้หวนนึกถึง โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Casual(สบาย ๆ ไม่มีกฏเกณฑ์) Free (อิสระ ตามใจอยาก) และ Simple (เรียบง่าย) โดยสื่อสารผ่านกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากรหลัก ๆ 3 กลุ่มคือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ผ่านสารที่ต้องการจะสื่อและบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและโดดเด่นในยุคสมัยนั้น ๆ คือ 1. Baby Boomer: สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ SAFE ZONE No.70 โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Dynamic (มีการเคลื่อนไหว …


มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช Jan 2023

มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง


การกำหนดความรับผิดทางอาญากรณีการนำข้อมูลระบุตัวตนของผู้อื่นไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเสียหาย, กวินญา ศิษยศาสตร์ Jan 2023

การกำหนดความรับผิดทางอาญากรณีการนำข้อมูลระบุตัวตนของผู้อื่นไปเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเสียหาย, กวินญา ศิษยศาสตร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “การกระทำความผิดฐานเปิดเผยข้อมูลระบุตัวตนของผู้อื่นเพื่อให้ได้รับความเสียหาย หรือ doxing" ผู้วิจัยมุ่งศึกษาปัญหาและความจำเป็นในการกำหนดความผิดอาญาเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลระบุตัวตนของผู้อื่นเพื่อให้ได้รับความเสียหาย โดยได้ทำการศึกษาความหมายของข้อมูลระบุตัวตน ลักษณะและรูปแบบ มูลเหตุจูงใจ และผลกระทบจากการกระทำ doxing จากนั้นจึงศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลกับการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และทฤษฎีการกำหนดความรับผิดทางอาญา รวมทั้งสำรวจบทบัญญัติของกฎหมายไทยที่ใกล้เคียง และศึกษาบทบัญญัติของกฎหมายต่างประเทศที่กำนหดให้ความผิด doxing เป็นความผิดเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์และแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนากฎหมายไทยให้ตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่ากฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้การกระทำในลักษณะ doxing เป็นความผิดอาญาโดยตรง จึงต้องนำกฎหมายที่ใกล้เคียงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติอื่นมาปรับใช้แก่การกระทำความผิดนี้เพื่อคุ้มครองและเยียวยาผู้ตกเป็นเหยื่อ ในขณะที่กฎหมายของสาธารณรัฐสิงคโปร์ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้กำหนดความผิดฐาน doxing ไว้เป็นฐานความผิดเฉพาะ ซึ่งครอบคลุมถึงลักษณะของการกระทำความผิดดังกล่าวทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะแนวทางในการคุ้มครองเหยื่อและผู้เสียหาย โดยการกำหนดให้ความผิดฐานเปิดเผยข้อมูลระบุตัวตนของผู้อื่นเพื่อให้ได้รับความเสียหายเป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาโดยตรง และนำประเด็นตามกฎหมายต่างประเทศที่กำหนดถึงความผิดดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย


มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการดำเนินคดีที่เป็นการระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในคดีแพ่ง, ฐิติสา มุ่งพาลชล Jan 2023

มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการดำเนินคดีที่เป็นการระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในคดีแพ่ง, ฐิติสา มุ่งพาลชล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือ Strategic Lawsuit Against Public Participation (SLAPP) เป็นการฟ้องคดีโดยที่โจทก์ไม่ได้มุ่งเอาชนะ แต่การดำเนินคดีเป็นไปเพื่อระงับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในประเด็นประโยชน์สาธารณะที่เป็นปรปักษ์กับตน เนื่องด้วยกระบวนพิจารณาคดีของศาลที่ยาวนาน โจทก์จึงใช้กระบวนพิจารณาคดีที่ยาวนานเป็นเครื่องมือ เพราะแม้ท้ายที่สุดศาลจะพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายสารบัญญัติแล้วยกฟ้องโจทก์ แต่จำเลยต้องเผชิญกับการต่อสู้คดีที่ยาวนานจนถูกกดดันทางอารมณ์ และท้ายที่สุดจำเลยจะยุติการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะไปเอง ปัญหาของการฟ้องปิดปากจึงเป็นการทำให้ประชาชนไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะคดีแพ่งที่โจทก์มักจะเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการฟ้องปิดปากจำเลยด้วยเงินไปโดยปริยาย เช่นนี้ การฟ้องปิดปากจึงเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามที่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายลำดับสูงสุดได้บัญญัติรับรองไว้ การกระทำดังกล่าวจึงไม่สมควรได้รับการคุ้มครองจากศาลดังนั้น ผู้เขียนจึงได้เสนอมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันการดำเนินคดีที่เป็นการระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในคดีแพ่ง โดยการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยกำหนดมาตรการยุติคดีโดยเร็ว มาตรการทางกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่นในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ โดยใช้ศาลเป็นเครื่องมือให้อีกฝ่ายตกเป็นจำเลยในลักษณะเป็นการฟ้องปิดปากที่บริษัทเอกชนหรือนายทุนมักใช้เพื่อสร้างความยุ่งยากต่อผู้ที่มีความเห็นตรงข้ามกับตน การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากจะเป็นการรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก แก้ปัญหาการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ และแก้ปัญหาคดีล้นศาลเนื่องจากมีการกำหนดกระบวนการที่ทำให้คดีเสร็จไปจากศาลโดยเร็ว


ความรับผิดในทางอาญากรณีการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหาย, มรรยาท บุรมัธนานนท์ Jan 2023

ความรับผิดในทางอาญากรณีการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหาย, มรรยาท บุรมัธนานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความรับผิดในทางอาญากรณีการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหาย ในขอบเขตความผิดอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ โดยผู้วิจัยมุ่งศึกษาวิวัฒนาการความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ องค์ประกอบความผิด แนวคิดและการตีความกฎหมายในกรณีของการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหายไป เปรียบเทียบกับแนวคิดและมาตรการการลงโทษของกฎหมายต่างประเทศ ที่กำหนดให้การทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นสูญหายเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์จากการศึกษาพบว่าแนวคิดเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของประเทศไทย ในกรณีการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหาย แบ่งออกเป็น 2 แนวคิด กล่าวคือ แนวคิดแรกเห็นว่า การทำให้ทรัพย์สูญหายถูกตีความว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำลาย อันเป็นลักษณะของการกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่ในอีกแนวคิดหนึ่งเห็นว่า วัตถุประสงค์ของการลงโทษความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ต้องเป็นการกระทำต่อทรัพย์โดยตรงเท่านั้น จึงไม่ครอบคลุมถึงการทำให้ทรัพย์สูญหายด้วย จากปัญหานี้ทำให้การตีความกฎหมายถูกแบ่งเป็น 2 แนวทาง ไม่มีความชัดเจนแน่นอน ขัดต่อหลักประกันทางอาญา และการไม่กำหนดให้การทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหายให้เป็นความผิดอาญาที่ชัดเจน ย่อมเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่ผู้กระทำผิดไม่ได้รับการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำ และผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรมจากการดำเนินคดีดังนั้นผู้วิจัยจึงขอเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดในทางอาญากรณีการทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมสูญหาย โดยการเสนอให้เพิ่มเติม “ทำให้สูญหาย" ให้เป็นลักษณะการกระทำที่เป็นความผิดอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358 อันเป็นการขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง


Cymensifin A Induces Apoptosis In Human Lung Cancer Cells Through Reactive Oxygen Species Stimulation, Bruno Cesar Costa Soares Jan 2023

Cymensifin A Induces Apoptosis In Human Lung Cancer Cells Through Reactive Oxygen Species Stimulation, Bruno Cesar Costa Soares

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cymensifin A, a compound isolated from the orchid Cymbidium ensifolium, has shown promise as a novel chemotherapeutic agent in treating lung cancer. This study investigated its anticancer activity against human lung cancer cells, focusing on its ability to target p53-related pathways. The dose-dependent induction of apoptosis, as assessed by nuclear staining and Annexin V/PI flow cytometry, was shown in human lung cancer cells cultured with 5–50 μM cymensifin A for 24 h. Within H460 cells, the upregulation of p53 induced by cymensifin A corresponded with a significant alteration of p53-related apoptosis proteins, including the overexpression of BAX and downregulation of …


A Survey Of Cybersecurity Awareness Among Undergraduate Students At Yunnan University Of Finance And Economics In China, Xiaoyu Du Jan 2023

A Survey Of Cybersecurity Awareness Among Undergraduate Students At Yunnan University Of Finance And Economics In China, Xiaoyu Du

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Telecommunications and cyber fraud are prevalent online risks that have caused trouble for college students. Undergraduate students are particularly vulnerable to fraud due to a lack of experience and cybersecurity awareness. It is essential for educators to provide cybersecurity-related training to raise the students’ level of cybersecurity awareness. The aim of this study was to see how Chinese undergraduate students learned about cybersecurity and examine a relationship between training and cybersecurity awareness. A questionnaire was administered to survey cybersecurity learning approaches and a degree of cybersecurity awareness of undergraduates at Yunnan University of Finance and Economics in China. Four aspects …


การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม Jan 2023

การเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม: กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม, จินตนา คำอุดม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สงครามและความขัดแย้งในปัจจุบัน นำมาซึ่งการเกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านความมั่นคง ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปัญหาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอันเกิดขึ้นกับผู้หญิง ซึ่งได้รับผลกระทบและตกเป็นเหยื่อโดยตรงจากความรุนแรงของสงคราม สารนิพนธ์นี้จึงต้องการศึกษาประเด็นความขัดแย้งร่วมสมัยในมิติเพศสภาพ โดยศึกษาประเด็นการเรียกร้องสิทธิสตรีที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศในระหว่างสงคราม กรณีศึกษาสตรีชาวยาซิดีในอิรักกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามหรือไอซิส เมื่อปี 2014 ซึ่งได้กระทำความรุนแรงกดขี่ทางเพศต่อหญิงสาวชาติพันธุ์ยาซิดี ในสงครามการก่อการร้ายตามความเชื่อทางศาสนาของกลุ่มไอซิสในดินแดนตะวันออกกลาง ซึ่งระบอบชายเป็นใหญ่ที่ไอซิสพยายามสถาปนาขึ้นนี้ ถูกต่อต้านโดยกลุ่มสตรีผู้แปรสภาพจากเหยื่อมาเป็นผู้เรียกร้องสิทธิสตรี และยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้น งานชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษากระบวนการต่อสู้เรียกร้องของกลุ่มผู้หญิงยาซิดีมีรูปแบบและวิธีการต่อสู้อย่างไร ผลการศึกษาพบว่าสามารถแบ่งการต่อสู้ออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 1) การต่อสู้ผ่านวิธีการสันติวิธีและการตีแผ่ความจริง 2) การต่อสู้ผ่านการจัดตั้งกองกำลังทหารหญิง และ 3) การต่อสู้ผ่านการสร้างพันธมิตรและแสวงหาความร่วมมือ


เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์ Jan 2023

เบื้องหลังการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์และผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์, สุธิดา สังขพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาถึงพลวัตที่ซับซ้อนของการค้ามนุษย์เพื่อบังคับก่ออาชญากรรมโดยองค์กรอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติในบริบทที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ในหลากหลายมิติ ในสถานการณ์ปัจจุบันที่การพัฒนาทางเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ ยังคงขาดงานศึกษาในทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงคนเพื่อบังคับก่ออาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ สารนิพนธ์ฉบับนี้จึงนำเสนอให้เห็นถึงกลไลวิธีการหลอกลวงบุคคลให้เข้ามาเป็นผู้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยเผยให้เห็นด้านมืดของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และประเมินถึงผลกระทบในหลายมิติของอาชญากรรมที่มีต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งความมั่นคงในระดับบุคคล ในด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชุมชน รายงานฉบับนี้จัดทำโดยการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์กับการค้ามนุษย์ อุปสรรคต่อการปรามปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ที่เป็นผลจากความซับซ้อนทางเทคโนโลยี การไม่เปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์ กรอบกฎหมายที่ไม่พอเพียงต่อการแก้ปัญหา ความแตกต่างของเขตอำนาจศาล และอุปสรรคในการคัดแยกหรือช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย นอกจากนี้ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของความตระหนักรู้และทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้เกิดความเปราะบางในสังคม เสนอแนะการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มศักยภาพในการเก็บหลักฐานทางดิจิทัล เสริมสร้างการตระหนักรู้ของสังคม ทักษะความเข้าใจต่อเทคโนโลยี การปรับปรุงกรอบกฎหมายให้มีความสอดคล้องการสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศ และการสร้างกลไกช่วยเหลือคุ้มครองเหยื่อผู้เสียหายที่มีประสิทธิภาพ งานศึกษาฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประเด็นปัญหาของการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์ในเชิงกว้างที่เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีการบูรณาการ และยึดตัวบุคคลเป็นศูนย์กลางเพื่อปกป้องไว้ซึ่งความมั่นคงของมนุษย์ภายในโลกดิจิทัลปัจจุบัน


ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน Jan 2023

ทุนจีนสีเทากับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติของไทยในช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565, ปาลิตา รักษ์ชน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับทุนจีนสีเทาว่าส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเพิ่มขึ้นของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาธุรกิจสีเทาของ นักลงทุนชาวจีนได้กำลังแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก และก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ตามมาอีกมากมายซึ่งประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับปัญหาทุนจีนสีเทานี้ด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากข่าวสารที่สื่อหลายสำนักพยายามตีแผ่เรื่องราวของทุนจีนที่กำลังฝังรากลึกในไทย รวมถึงข่าวการถูกจับกุมของแก๊ง ชาวจีนที่เข้ามาลงทุนธุรกิจผิดกฎหมายในไทย เป็นต้น การดำเนินธุรกิจสีเทาของจีนกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจ โดยสารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดธุรกิจสีเทาของจีนในไทย และผลกระทบของทุนจีนสีเทาต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในไทยช่วงปี พ.ศ.2558 ถึง พ.ศ.2565 จากการศึกษาพบว่าทุนจีนสีเทาอาศัยนโยบายขยายตัวของรัฐบาลจีน เช่น Going Out Policy และ One Belt One Road ประกอบกับโลกาภิวัฒน์ที่นำพาโลกสู่การเชื่อมโยงและมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยกระแสลบ (negative flow) อย่างทุนจีนสีเทานี้ที่นำมาซึ่งธุรกิจที่ผิดกฎหมายและแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นการช่วยเพิ่มการเติบโตของธุรกิจที่ผิดกฎหมายของ ทุนจีนสีเทาโดยไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับประเทศต้นทางอย่างแท้จริง อีกทั้งยังนำมาซึ่งปัญหาอาชญากรรมอีกมากมาย ในสารนิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งให้เห็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติทางด้านยาเสพติดรวมถึง การฟอกเงิน ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง


การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจการดำน้ำเพื่อการสันทนาการ, พลาธิป จัตุนวรัตน์ Jan 2023

การใช้การคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันของธุรกิจการดำน้ำเพื่อการสันทนาการ, พลาธิป จัตุนวรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การท่องเที่ยวเชิงดำน้ำในประเทศไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจดำน้ำเติบโตตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดำน้ำในประเทศไทยยังขาดระบบหรือแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้จองและผู้จัดทริปดำน้ำ ส่งผลให้กระบวนการค้นหา การจองและติดตามสถานะการจองทริปดำน้ำทำได้ยากและล่าช้า ในทางกลับกันผู้ให้บริการดำน้ำก็ไม่สามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้พัฒนาต้นแบบแอปพลิเคชันการจองทริปดำน้ำที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั้งสองฝ่าย โดยช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาทริปดำน้ำที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย จองทริปได้อย่างสะดวกและติดตามสถานะการจองได้สะดวก นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ให้บริการดำน้ำสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นแบบแอปพลิเคชันนี้ได้รับการพัฒนาโดยใช้หลักการการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) โดยศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้งานทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด คาดว่าต้นแบบแอปพลิเคชันนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในธุรกิจดำน้ำในประเทศไทยได้ ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงดำน้ำในประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน


วิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย, เกวลี น้อยสันโดด Jan 2023

วิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย, เกวลี น้อยสันโดด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษารวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทยร่วมกับสถานการณ์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องในอดีต เพื่อศึกษาวิวัฒนาการการเรียนการสอนด้านผังเมือง และเพื่อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรด้านผังเมืองในอนาคตของประเทศไทย โดยมีวิธีการวิจัย ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนด้านการผังเมืองในประเทศไทย ผลการศึกษาจากการรวบรวมหลักสูตรการเรียนการสอนด้านผังเมืองในประเทศไทยปัจจุบันพบว่าเปิดสอนทั้งหมด 10 สถาบัน มีหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 19 หลักสูตร แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ หลักสูตรระดับปริญญาบัณฑิต และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรในช่วงแรกเป็นหลักสูตรในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งสองหลักสูตรมีอิทธิพลต่อการก่อตั้งหลักสูตรในสถาบันอื่น ๆ ต่อมา ผลการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนผังเมืองในอนาคต แสดงให้เห็นว่า การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นปัจจัยระดับสากลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ในขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือการเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทั้งนี้ สามารถสรุปข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรด้านผังเมืองในอนาคตของประเทศไทยที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้ว่าแนวทางการปรับตัวของหลักสูตรด้านการผังเมืองในอนาคตได้แก่ 1) การปรับการเรียนการสอนให้เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) 2) การยึดมั่นในหลักการของการผังเมือง 3) การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายสำคัญ 4) การเตรียมความพร้อมเพื่อการปรับเนื้อหาบนความไม่แน่นอน 5) การปรับหลักสูตรให้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดวิชาชีพมากขึ้น และ 6) การสร้างเครือข่ายสู่ระดับนานาชาติ งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทิศทางของการจัดการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเน้นการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 จึงควรเพิ่มเติมทักษะทางด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ซึ่งจำเป็นสำหรับบุคลากรด้านการผังเมืองในอนาคต ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาต่าง ๆ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างอิสระโดยไม่จาเป็นต้องยึดโยงกับแนวทางขององค์กรวิชาชีพ จึงสามารถคาดหวังหลักสูตรที่มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรจะต้องสอดคล้องกับมุมมองทิศทางของวิชาชีพด้วย เนื่องจากการเรียนการสอนด้านการผังเมืองมีเนื้อหาที่ต้องสะท้อนทั้งมิติของวิชาชีพและวิชาการไปพร้อมกัน


Brand Experience Of Thai Consumers Towards Let's Relax Spa And Massage, Sasachol Chumnanvej Jan 2023

Brand Experience Of Thai Consumers Towards Let's Relax Spa And Massage, Sasachol Chumnanvej

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to explore the brand experience of Thai consumers toward Let’s Relax Spa and Massage across four dimensions. Using qualitative methodology, nine participants were purposively selected for on-site and online in-depth interviews, ensuring diversity based on specific criteria. The participants, actual consumers aged 27-33, shared their experiences using open-ended questions guided by Brakus et al.'s (2009) brand experience dimensions and the 7Ps of service marketing. The findings indicated an overall positive brand experience, particularly in sensory and behavioral aspects, with outstanding experiences in sight, sound, and taste senses. While most participants had a positive affective experience, some expressed …


Consumers' Media Exposure, Attitude And Purchase Intention Toward Samsung Brand In Myanmar, Soe Darli Jan 2023

Consumers' Media Exposure, Attitude And Purchase Intention Toward Samsung Brand In Myanmar, Soe Darli

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of the study are to examine consumers’ media exposure, attitude, and purchase intention towards Samsung in Myanmar and to explore the relationship between media exposure and consumer attitude as well as consumer attitude and purchase intention. The study was conducted in a quantitative approach by using online questionnaires as a tool to collect data from 200 respondents who are Myanmar Citizens aged between 18 and 45 years old and who know about the latest Brand Ambassador Samsung Myanmar and the main Brand Ambassador of Samsung Galaxy Z Flip 5 Campaign. The result showed that overall respondents had low …


คุณลักษณะการสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กรเจนวาย กับการมีส่วนร่วมของพนักงานองค์กรในธุรกิจครอบครัวแบบ Smes ยุคดิสรัปชั่น, เมธากุล สุวรรณบุตร Jan 2023

คุณลักษณะการสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กรเจนวาย กับการมีส่วนร่วมของพนักงานองค์กรในธุรกิจครอบครัวแบบ Smes ยุคดิสรัปชั่น, เมธากุล สุวรรณบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร Gen Y 2) การรับรู้และความคาดหวังของพนักงานองค์กร (Gen Y และ Z) ต่อการสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร Gen Y และ 3) การมีส่วนร่วมของพนักงานองค์กร (Gen Y และ Z) ในธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs ยุคดิสรัปชั่น ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research method) เป็นหลัก โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างพนักงาน Gen Y และ Gen Z จากโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 200 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสมัครใจ (volunteer sampling) และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research method) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร Gen Y พนักงาน Gen Y และ Gen Z จากโรงแรมซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มละ 3 คน รวมจำนวน 9 คน ผลการศึกษาพบว่า: 1.ในยุคดิสรัปชันที่สร้างความผันผวนทางเศรษฐกิจ กลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร Gen Y ในธุรกิจครอบครัวแบบ SMEs พบความท้าทายด้านความแตกต่างในการทำงานของสมาชิกองค์กร และการบริหารที่แตกต่างจากผู้บริหารรุ่นก่อน ด้วยอายุและประสบการณ์ในการบริหารงานที่ไม่มาก คุณลักษณะสำคัญที่สะท้อนภาวะผู้นำที่กลุ่มตัวอย่างสื่อสารออกไป ได้แก่ การรับฟังและเปิดโอกาสให้สมาชิกองค์กรแสดงความคิดเห็น ความใส่ใจและเข้าใจต่อสมาชิกองค์กร ความชัดเจนในการตัดสินใจและวิสัยทัศน์ผู้นำ และความสามารถในการบริหารคน 2.กลุ่มตัวอย่างพนักงาน Gen Y และ Gen Z รับรู้การสื่อสารภาวะผู้นำของผู้นำองค์กร Gen Y ในหมวดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เป็นอันดับหนึ่ง …


นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ Jan 2023

นโยบายต่างประเทศของจีน ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้, ศิวลักษณ์ ไล้เลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษางานนี้ต้องการชี้ให้เห็นนโยบายต่างประเทศของจีนในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ดำเนินการต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ ที่ทำให้จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ดังเช่นที่ผ่านมา โดยเลือกพิจารณาเหตุการณ์ตั้งแต่ นายสี จิ้นผิง เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของจีนจนถึงปัจจุบัน นโยบายต่างประเทศจีนต่อกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ในสมัยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบว่าบทบาทของสหรัฐในฐานะเป็นประเทศภายนอกภูมิภาค ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวกับข้องกับข้อพิพาททะเลจีนใต้โดยตรง แต่สหรัฐเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาค ทั้งทางด้านความร่วมมือทางการทูต ทางทหาร เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จีนมีปฏิกิริยาที่ตอบโต้ในข้อพิพาททะเลจีนใต้ก้าวร้าวมากขึ้น และจีนมองว่าสหรัฐเป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามาแทรกแซงการขยายอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของจีน และลดความเชื่อมั่นในของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีต่อจีน จีนจึงเลือกที่จะเพิ่มกำลังทหารในทะเลจีนใต้ แสดงความเป็นมหาอำนาจในพื้นที่ทะเลจีนใต้โดยการสร้างเกาะเทียม และฝึกซ้อมรบต่างๆ เพื่อแสดงศักยภาพในภูมิภาค และเพื่อลดทอนอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายแล้วของจีนคือก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคนใหม่ ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ประเทศมหาอำนาจจะแสวงหาโอกาสที่จะให้ได้มาซึ่งการมีอำนาจเหนือคู่แข่งของตน และรัฐมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การครองความเป็นเจ้า ความเป็นมหาอำนาจ (hegemony) หรือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อให้เป็นอิสระจากรัฐอื่น และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจจึงถูกกำหนดให้เป็นรูปแบบของการแข่งขันด้านความมั่นคงอยู่ตลอด รัฐจึงต้องขยายอำนาจทางการทหาร เศรษฐกิจและภูมิศาสตร์เพื่อเพิ่มความมั่นคงของรัฐ จึงสามารถที่จะอธิบายเหตุผลที่จีนเลือกดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวได้ด้วยทฤษฎี offensive realism เพื่ออธิบายการแสดงออกของชาติมหาอำนาจและรัฐอื่นๆ ในระบบการเมืองระหว่างประเทศ


การพัฒนาประสิทธิภาพ ภายใต้บริบท มาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลกรณีศึกษา ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, วิธกร ต้นพรหม Jan 2023

การพัฒนาประสิทธิภาพ ภายใต้บริบท มาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลกรณีศึกษา ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ, วิธกร ต้นพรหม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับการดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ รวมถึงระบุปัญหาหรือข้อบกพร่องที่อาจส่งผลกระทบต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยทั้งในเชิงรุกและเชิงรับของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยอาศัยกระบวนทัศน์ของแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ความปลอดภัย ทั้งในสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและในท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ งานศึกษานี้พบว่า ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิมีแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการรักษา ความปลอดภัยที่มีศักยภาพ สามารถรับมือต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ตามมาตรฐานสากล รวมถึงปฏิบัติตามแผนรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง อย่างไรก็ตาม อาจมีปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิบางประการ อาทิ ปัจจัยด้านบุคลากร ปัจจัยด้านการบริหารจัดการพื้นที่ ปัจจัยด้านภัยคุกคามจากภายนอก และปัจจัยด้านการตระหนักรู้ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นต้น ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพของมาตรการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย 1) การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่าง ๆ อย่างเข้มงวดและชัดเจน 2) การเพิ่มค่าตอบแทนให้ผู้ปฏิบัติงานเพื่อรักษาความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน 3) การสร้างความสมดุลระหว่างมาตรการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น 4) การเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบถึงกฎระเบียบและข้อปฏิบัติในการใช้บริการสนามบิน และ 5) การเพิ่มบทลงโทษ หากตรวจพบผู้โดยสารนำพาสิ่งผิดกฎหมายหรือวัตถุต้องห้ามขึ้นอากาศยาน


Expression Of Predicted Salt Tolerant Gene In Rice Oryza Sativa L. And Characterization Of Osbtbz1 Gene, Triono Bagus Saputro Jan 2023

Expression Of Predicted Salt Tolerant Gene In Rice Oryza Sativa L. And Characterization Of Osbtbz1 Gene, Triono Bagus Saputro

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Rice (Oryza sativa L.) holds significant importance as a primary food source globally. In Asia, the production of rice plays a crucial role in enhancing food security. Salinity poses a substantial constraint on plants like rice, leading to a reduction in their growth and overall productivity. The advancement of transcriptomics in agriculture has provided a powerful tool for understanding the molecular processes in crops, contributing to the development of more resilient, productive, and sustainable agricultural systems. The transcriptomic approach in rice using two rice lines with close genetic relationships, but different salt tolerance ability, CSSL16 and KDML105 combined with single …


การเตรียมและลักษณะเฉพาะของแวกซ์เอสเทอร์จากกรดปาลมิติก, ณัฐกมล ดีมูลมั่ง Jan 2023

การเตรียมและลักษณะเฉพาะของแวกซ์เอสเทอร์จากกรดปาลมิติก, ณัฐกมล ดีมูลมั่ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสังเคราะห์แวกซ์ปาลมิติกผ่านปฏิกิริยารีดักชันและปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน ปฏิกิริยารีดักชันเป็นการเปลี่ยนกรดปาลมิติกเป็นปาลมิติกแอลกอฮอล์ ตัวแปรของการศึกษานี้คือปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยาและเวลา ภาวะที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาคือ ปริมาณของตัวเร่งปฏิกิริยา 2.66%w/w และเวลา 24 ชั่วโมง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นของผสมระหว่างผลิตภัณฑ์ปาลมิติกแอลกอฮอล์และกรดปาลมิติกส่วนเกิน จึงมีการสกัดแยกด้วยตัวทำละลาย เช่น เมทานอล เอทานอล ไอโซ-โพรพานอล เมทิลเอทิลคีโตน และไดเมทิลฟอร์มาไมด์ เพื่อแยกกรดปาลมิติกและผลิตภัณฑ์ปาลมิติกแอลกอฮอล์ จากนั้นทำปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันเพื่อสังเคราะห์แวกซ์เอสเทอร์ที่ได้จากกรดปาลมิติกและปาลมิติกแอลกอฮอล์ พบว่าแวกซ์ปาลมิติกสังเคราะห์จากปาลมิติกแอลกอฮอล์ได้สำเร็จ (อัตราส่วนระหว่าง CA/ตัวทำละลายเป็น 1:2) คือ W-CA-MeOH2, W-CA-EtOH2 และ W-CA-MEK2 ให้ร้อยละผลได้ของแวกซ์ปาลมิติกเอสเทอร์สูงที่ 48.1, 71.0 และ 56.7% ตามลำดับ สมบัติทางกายภาพและทางเคมีของแวกซ์ปาลมิติกศึกษาด้วยการวิเคราะห์ FTIR, XRD, NMR, DSC และ TGA แวกซ์ปาลมิติก W-CA-EtOH2 ซึ่งเป็นสารเคลือบกระดาษมีค่าความไม่ชอบน้ำยิ่งยวดสูงด้วยค่ามุมสัมผัส 161.4 องศา นอกจากนี้การเคลือบ W-CA-EtOH2 มีความต้านทานน้ำสูงโดยมีการดูดซึมน้ำต่ำที่ 0.43 ผลของการศึกษานี้บ่งบอกกระดาษที่เคลือบด้วยแวกซ์ปาลมิติกมีประสิทธิภาพความทนน้ำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกระดาษที่ไม่คลือบ