Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2251 - 2280 of 4029

Full-Text Articles in Entire DC Network

Forecasting The Thailand Housing Price Indexa Case Study On Condo Hpi During The Covid-19, Pengfei Chen Jan 2020

Forecasting The Thailand Housing Price Indexa Case Study On Condo Hpi During The Covid-19, Pengfei Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

HPI (house price index) measures the price development of houses sold to households. And it measures the price as a percentage change from some specific start date, which is treated as the benchmark with the index at 100. In another word, HPI reflects the housing market fluctuation in some respects. Moreover, real estate is a good type of investment for people for avoiding various risks. Hence, under the global rampant of COVID-19, forecasting the possible short-term floating of HPI would offer some foresight to the residential market both on individual and policy sides. In this paper, five kinds of models …


Influence Of Online Shopping Channel On Sales Volume Of Beauty Products During Covid-19, Vichayada Vorapongpisut Jan 2020

Influence Of Online Shopping Channel On Sales Volume Of Beauty Products During Covid-19, Vichayada Vorapongpisut

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Increasing numbers of online shopping users during COVID-19 have accelerated the growth of e-commerce, especially in the beauty sector in Thailand. The Uses and Gratifications Theory (UGT) and the Technology Acceptance Model (TAM) are combined in this study to produce an integrated model that predicts beauty product online sales, measured by a behavioral usage of online shopping for the purchase of beauty products in the context of COVID-19. The total number of respondents from the online survey is from 365 online beauty shoppers in Bangkok, aged 16 and above. By conducting a multiple linear regression analysis, the empirical results support …


Logistics Management In Retail Field Of Thailand- Big C Supercenter As A Case Study, Yiqin Zhang Jan 2020

Logistics Management In Retail Field Of Thailand- Big C Supercenter As A Case Study, Yiqin Zhang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Efficient Consumer Response (ECR) as the common extension of JIT in supply chain management, which intends to manage the integrated supply chain and create product in fluent way via the supply chain between retail and supplier by new technology to meet consumer satisfaction efficiently with lower cost. According to the ECR theory, it shows that ECR Model contains four main pillars including assortment, promotion, replenishment, and new product introduction. On basis of ECR Thailand, retail needs to collaborate with suppliers through new technology and information share when catering to satisfy customer at lower cost. Moreover, this paper uses ECR theories …


การพัฒนารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล : การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์, เรณู ขวัญยืน Jan 2020

การพัฒนารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล : การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์, เรณู ขวัญยืน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์ ตัวอย่างการวิจัยประกอบด้วย นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 1,556 คน พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 433 คน และพยาบาลวิชาชีพจบใหม่กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม จำนวน 100 คนและ 112 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบวัดความสนใจของพยาบาลในการเลือกแผนกการพยาบาล แบบประเมินระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพต่อแผนกการพยาบาล และแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย สถิติการทดสอบที (t-test) วิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค และสถิติ MANOVA ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) รูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นดำเนินการ และขั้นติดตามผล พบว่าคุณภาพของรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก 2) จากผลการทดสอบสามารถสร้างสมการทำนายโอกาสเกิดความพึงพอใจและโอกาสความสำเร็จในงานของพยาบาล 4 แผนก ได้แก่ แผนกสูติกรรม และให้ความแม่นยำร้อยละ 88.3 พยาบาลแผนกศัลยกรรม และให้ความแม่นยำร้อยละ 76.3 พยาบาลอายุรกรรม และให้ความแม่นยำร้อยละ 85.8 และพยาบาลแผนกเด็ก และให้ความแม่นยำร้อยละ 85.6 3) ผลการทดสอบความแปรปรวนสองทางพบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างแผนกการพยาบาลและการเลือกใช้รูปแบบการคัดเลือกต่อผลการประเมินผลการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนปฏิสัมพันธ์ระหว่างแผนกการพยาบาลและการเลือกใช้รูปแบบการคัดเลือกต่อระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานต่อแผนกการพยาบาลไม่แตกต่างกัน สรุปได้ว่ารูปแบบการคัดเลือกพยาบาลเข้าสู่แผนกการพยาบาล การประยุกต์ใช้แนวคิดการวัดความสนใจในอาชีพของฮอลแลนด์ส่งผลต่อความพึงพอใจและโอกาสความสำเร็จในงานของพยาบาลวิชาชีพได้


Pharmacokinetics, Pharmacodynamics And Dosing Regimen Of Long-Acting Oxytetracycline In Nile Tilapia (Oreochromis Niloticus), Kananuch Vasuntrarak Jan 2020

Pharmacokinetics, Pharmacodynamics And Dosing Regimen Of Long-Acting Oxytetracycline In Nile Tilapia (Oreochromis Niloticus), Kananuch Vasuntrarak

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Antimicrobial resistance has become a serious global problem and is steadily increasing worldwide. In aquaculture, there are limited antimicrobial options for treatment. Thus, there are growing needs for more specific dosing regimens of existing antimicrobial drugs that are not only to obtain therapeutic efficacy but also to minimize the resistance of pathogens. The purposes of this study were to determine pharmacokinetics (PK) of long-acting oxytetracycline (OTC) after intraperitoneal (IP) administration in Nile tilapia. One hundred and twenty healthy male tilapia (450±37.47 g) were divided into two experimental groups (60 fish/group). Each group received OTC-LA single IP injection at dosage of …


Osteogenic Differentiation Potential By Mouse Bone Marrow-Derived Mesenchymal Stemcells (Mbm-Mscs) Derived From Gut Leak-Induced Diabetes Type Ii Mouse Model, Nabila Syarifah Jamilah Jan 2020

Osteogenic Differentiation Potential By Mouse Bone Marrow-Derived Mesenchymal Stemcells (Mbm-Mscs) Derived From Gut Leak-Induced Diabetes Type Ii Mouse Model, Nabila Syarifah Jamilah

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Diabetes type II were known to affect several organs in the body including bone, thus diabetes type II patients have higher risk of bone fracture. One of the important features in diabetes type II is low level of anti-inflammatory cytokine Interleukin-10 (IL-10) and gut leak condition. Both of these conditions have the role in diabetes induction, progression and exacerbation. Autogenous Mesenchymal stem cells (MSCs) have been widely utilized for enhancing bone healing treatment. Due to the diabetes condition affecting one of the most common and widely used MSCs source, the bone, this study was done to investigate the effect of …


การเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ อัลกอริทึมและข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเฟซบุ๊ก, ศุภนิดา จันทร์กระจ่าง Jan 2020

การเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ อัลกอริทึมและข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเฟซบุ๊ก, ศุภนิดา จันทร์กระจ่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับการเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรม การตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัลกอริทึมและข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเฟซบุ๊ก โดยศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับกับทัศนคติ และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติกับพฤติกรรมการตอบสนอง รวมถึงศึกษาอิทธิพลของการเปิดรับ และทัศนคติที่มีผลต่อพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภค โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งจะใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจำนวน 400 ชุด ทั้งนี้ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับในระดับปานกลาง (3 – 4 วัน/สัปดาห์) ที่ 3.14 มีทัศนคติโดยรวมในเชิงบวกที่ 4.01 และมีพฤติกรรมการตอบสนองโดยรวมอยู่ในระดับมากที่ 3.70 อนึ่ง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1) การเปิดรับของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติในระดับต่ำ (r = 0.359) 2) ทัศนคติของผู้บริโภคมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรม การตอบสนองในระดับสูง (r = 0.624) 3) การเปิดรับ และทัศนคติ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (R2 = 0.411, p-value < 0.001) โดยที่ปัจจัยด้านทัศนคติ (β = 0.348) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตอบสนองมากกว่าปัจจัยด้านการเปิดรับ (β = 0.182) นอกจากนั้น ยังพบว่า 1) ด้านการเปิดรับ ควรเน้นที่รูปแบบการสื่อสารที่แสดงข้อความ “ราคา/โปรโมชันพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ” และแสดงข้อความ “สินค้าสำหรับคุณโดยเฉพาะ” 2) ด้านทัศนคติ ควรเน้นที่รูปแบบการสื่อสารที่แสดงข้อความที่เกี่ยวข้องกับ “ความสนใจและกิจกรรมของคุณ” ทั้งนี้ ควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้รูปแบบการสื่อสารที่อ้างอิงจากสถานที่ของคุณ เพื่อสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิด การเปิดรับ มีทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การพัฒนาแถบตรวจ Mtb Strip แบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็ว สำหรับวินิจฉัยวัณโรคจากปฏิกิริยา Multiplex-Recombinase Polymerase Amplification, วิลาณี เดชขจร Jan 2020

การพัฒนาแถบตรวจ Mtb Strip แบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็ว สำหรับวินิจฉัยวัณโรคจากปฏิกิริยา Multiplex-Recombinase Polymerase Amplification, วิลาณี เดชขจร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่มีการระบาดทั่วโลก และยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย วัณโรคยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคติดต่อสูงเป็นอันดับสองรองจากโรคเอดส์ โดยมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis complex (MTBC) การตรวจวินิจฉัยวัณโรคทางห้องปฏิบัติการ เป็นหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค การนำเทคนิคทางอณูชีววิทยาเข้ามาใช้วินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีความรวดเร็วมากกว่าการเพาะเลี้ยงเชื้อด้วยวิธีดั้งเดิมและสามารถวินิจฉัยโรคได้ภายใน 1 วัน มีบทบาทที่สำคัญในการวินิจวัณโรคในปัจจุบัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาแถบตรวจ MTB Strip แบบอ่านผลด้วยตาเปล่าอย่างรวดเร็ว สำหรับวินิจฉัยวัณโรคจากปฏิกิริยา Multiplex-recombinase polymerase amplification (M-RPA) โดยใช้ไพรเมอร์ที่จำเพาะต่อ IS1081 และ IS6110 ซึ่งมีความจำเพาะต่อเชื้อ MTBC และตรวจสอบผลผลิตของทั้งสอง IS ร่วมกัน เพื่อเพิ่มความไวของเทคนิคในการวินิจฉัยวัณโรค การทดสอบเบื้องต้นกับดีเอ็นเอที่สกัดจากโคโลนีของเชื้อ แสดงให้เห็นว่าเทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB Strip สามารถจำแนกเชื้อ MTBC ออกจาก NTM ได้อย่างถูกต้อง เมื่อนำเทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB Strip มาวินิจฉัยกับดีเอ็นเอที่สกัดจากสิ่งส่งตรวจเสมหะจำนวน 131 ตัวอย่าง พบว่ามีความไวและความจำเพาะ เท่ากับ 91.03% และ 84.91% ตามลำดับ โดยมีค่าความสอดคล้องในเกณฑ์ดี (κ=0.762) เมื่อเปรียบเทียบกับการย้อมสีทนกรด ในขณะที่มีความไวและความจำเพาะเท่ากับ 100.0% และ 94.55% ตามลำดับ และมีค่าความสอดคล้องในเกณฑ์ดีมาก (κ=0.953) เมื่อเปรียบเทียบกับเทคนิค Real-time PCR เทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB Strip ใช้ระยะเวลาทำปฏิกิริยาเพียง 25 นาที ภายใต้อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส และตรวจสอบผลผลิตด้วยแถบตรวจ MTB Strip ภายในเวลา 15 นาที โดยตรวจสอบความเข้มข้นดีเอ็นเอตั้งต้นน้อยที่สุดได้เท่ากับ 0.1 ng/µl และไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกลุ่มเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์อื่นที่มักก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นเทคนิค M-RPA ร่วมกับแถบตรวจ MTB Strip จึงเป็นเทคนิคที่มีความรวดเร็ว ไม่ซับซ้อน …


แนวทางการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริรัตน์ หวังสะแล่ะฮ์ Jan 2020

แนวทางการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริรัตน์ หวังสะแล่ะฮ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย เก็บข้อมูลโดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจและเชิงคุณภาพ จากกลุ่มตัวอย่างคือครูผู้สอนวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 518 คน และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณจำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1)สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครูผู้สอนส่วนใหญ่พบปัญหาในการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนเกิดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาได้จริง การกำหนดและจัดลำดับเนื้อหาที่เหมาะสมกับความรู้พื้นฐานของผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณที่ไม่เชื่อมโยงกับวิชาอื่น ทักษะพื้นฐานในการใช้สื่อเทคโนโลยีของผู้เรียนด้านการ Coding และประเมินผู้เรียนได้ไม่ครบตามตัวชี้วัด 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนสาระวิทยาการคำนวณ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครูผู้สอนกำหนดวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียนออกแบบอัลกอริทึมจากเรื่องราวใกล้ตัวตามบริบทของผู้เรียนหรือตามความสนใจ ครูผู้สอนควรกำหนดเนื้อหาโดยคำนึงถึงความสนใจของผู้เรียนตามยุคสมัย ยืดหยุ่น และเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ได้ ครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้และนำทักษะจากวิทยาการคำนวณไปสู่วิชาอื่น ระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนควรมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ครูผู้สอนควรใช้สื่อแบบ unplugged ในการฝึกทักษะการคิดเบื้องต้น ครูผู้สอนควรมีการสร้างเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงของผู้เรียน รูปแบบในการวัดและประเมินผลควรมีรูบริค (rubrics) ที่ชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน มีการประเมินในหลายมิติและมุมมอง


Paper-Based Device For Urinary Oxalate Detection, Kanphitcha Mueangdech Jan 2020

Paper-Based Device For Urinary Oxalate Detection, Kanphitcha Mueangdech

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, a simple method for urinary oxalate determination was developed using testing paper modified with reddish-brown Fe(III)-curcumin complex. Oxalate in sample interacted with Fe(III) ions on the surface of the testing paper to form a Fe(III)-oxalate complex in solution, resulting in a decrease of the amount of Fe(III)-curcumin complex on the paper surface. The amount of the remaining Fe(III)-curcumin complex on the testing paper was inversely proportional to the oxalate level in the sample solution. A change of the testing paper color from reddish-brown to yellow could be observed and the color intensity was determined by ImageJ program. …


Quantitative Trait Loci Analysis For Antioxidant Traits In Rice Oryza Sativa L., Saranyu Thaworn Jan 2020

Quantitative Trait Loci Analysis For Antioxidant Traits In Rice Oryza Sativa L., Saranyu Thaworn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research was conducted to study the antioxidant traits that contained the total phenolic content (TPC), total flavonoid content (TFC), and the antioxidant capacity (AC), by ABTS assay in the seed of 174 Thai rice cultivars, comprising 152 white, 10 red, and 12 purple pericarp cultivars. The hierarchical cluster analysis was evaluated, and the rice cultivars were classified into four clusters based on the antioxidant. Cluster I comprised of 72 white pericarp cultivars and had the lowest TPC, TFC, and AC. Cluster II contained 80 white cultivars and showed higher TFC values than cluster I. Cluster III consisted of 6 …


Effects Of Microplastic On Water Flow And Contaminant Transport In Water-Saturated Sand, Siravit Chanprasit Jan 2020

Effects Of Microplastic On Water Flow And Contaminant Transport In Water-Saturated Sand, Siravit Chanprasit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

After decades of discovery of microplastic contamination over the world, effects of microplastic on organisms have been studied thoroughly, whereas ones on hydrological aspect are yet quite mentioned. As one of major microplastic sinks, soils are inevitable to face a number of microplastics; however, the movement of microplastic through soil and its consequence are still unknown. Then this research would be focusing on effects of microplastic contamination in soil sediment on hydraulic and transport parameters. Hydraulic conductivity (K), distribution coefficient (Kd), and dispersion coefficient (D) are the main parameters to be measured. The column experiment in column of diameter 7 …


การพัฒนาชุดตรวจที่ง่ายต่อการใช้งานสำหรับวัณโรคในช้างโดยอินเตอร์เฟียรอนแกมมารีลีส, จิตสุดา พงษ์มา Jan 2020

การพัฒนาชุดตรวจที่ง่ายต่อการใช้งานสำหรับวัณโรคในช้างโดยอินเตอร์เฟียรอนแกมมารีลีส, จิตสุดา พงษ์มา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัณโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนหรือจากคนสู่สัตว์ที่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก รวมถึงในประเทศไทย เนื่องจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (M. tb) complex (MTBC) ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุของวัณโรค สามารถพบการติดเชื้อได้ในสัตว์หลายกลุ่ม ทั้งสัตว์เท้ากีบ สัตว์ตระกูลลิง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมถึงช้าง การวินิจฉัยวัณโรคในช้างทำได้ยาก เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยวิธีเดียวกับมนุษย์ เช่น การเอกซเรย์ปอด และการทดสอบทางผิวหนัง นอกจากนี้ วิธีมาตรฐานโดยการเพาะเลี้ยงเชื้อจากน้ำล้างงวงช้างมีความไวต่ำ ใช้เวลานาน และตรวจได้เฉพาะระยะที่แสดงอาการเท่านั้น ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ครอบคลุมทุกระยะการติดเชื้อ M. tb จึงเป็นสิ่งจำเป็น นำมาสู่การประยุกต์ใช้เทคนิค Interferon gamma release assay (IGRA) สำหรับเป็นวิธีทางเลือกในการวินิจฉัยวัณโรค ซึ่งเป็นวิธีตรวจหาอินเตอร์เฟียรอนแกมมา (IFN) ที่มีการหลั่งออกมาจากทีลิมโฟไซต์ชนิด memory หลังถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนจำเพาะของ M.tb งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาวิธี IGRA ให้ใช้งานได้ง่ายกว่าที่มีอยู่เดิม โดยการคัดกรองเพปไทด์สังเคราะห์ของโปรตีน early secreted antigenic target 6 kDa (ESAT6) และ culture filtrate protein 10 kDa (CFP10) ที่สามารถกระตุ้นการหลั่ง eIFN ของเซลล์เม็ดเลือดขาวของช้าง และพัฒนาวิธีการตรวจโดยการกระตุ้นแบบ whole blood culture โดยเริ่มทำการตรวจการติดเชื้อของช้างด้วยวิธี IGRA เดิม (IGRA โดยใช้เซลล์เม็ดเลือดขาว PBMCs) ในตัวอย่างเลือดจากช้าง 20 เชือก โดยมีโปรตีนทั้งสายเป็นแอนติเจน พบว่าช้างมีการติดเชื้อ MTBC 50% ของตัวอย่างทั้งหมด ไม่ติดเชื้อ 30% และ 20% มีการติดเชื้อกลุ่ม Non tuberculous mycobacterium (NTM) จากนั้นทำการคัดกรองเพปไทด์สังเคราะห์ของโปรตีน ESAT6 และ CFP10 ในช้างทั้ง 20 เชือก พบว่าเพปไทด์สังเคราะห์ของโปรตีน …


Why Do Thais Choose To Do Flexible Job? A Case Study Of Grabfood, Chayada Khiannok Jan 2020

Why Do Thais Choose To Do Flexible Job? A Case Study Of Grabfood, Chayada Khiannok

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study is to examine why Thai people want to do flexible job by studying GrabFood as case study. Data in the study was collected from online survey which were directly responded by GrabFood workers and I use binary logistic to estimate results. The result found that preference for flexibility is the key factor workers are likely to do freelance. The result of this study is similar to other related studies in that flexibility is an important factor people go on freelance. Therefore, it can be concluded that increase in value of flexibility is a major reason for people to …


Chinese Fans’ Attitude Towards Thai Boy's Love Tv Dramas, Boy Love Tv Actors And Their Intention To Travel To Thailand, Jialin Gu Jan 2020

Chinese Fans’ Attitude Towards Thai Boy's Love Tv Dramas, Boy Love Tv Actors And Their Intention To Travel To Thailand, Jialin Gu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nowadays, more and more subcultures have emerged, such as fan culture, and the resulting fan economic impact is also growing. Certain brands or industries have already developed to use the enthusiasm of fans to achieve specific promotional effects. Therefore, the objectives of this research are to examine the Chinese fans' exposure to Thai BL TV dramas, their attitude toward BL celebrities, and intention to travel to Thailand, as well as the relationship between Chinese fans' attitudes towards Thai BL TV dramas and their attitudes towards celebrities in BL TV dramas, and the relationship between Chinese fans' attitudes towards celebrities in …


Consumers’ Exposure To Facebook Pages Regarding Environment, Environmental Awareness, And Behavioral Tendency In Thailand, Porntip Jakmongkolchai Jan 2020

Consumers’ Exposure To Facebook Pages Regarding Environment, Environmental Awareness, And Behavioral Tendency In Thailand, Porntip Jakmongkolchai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to analyze the exposure to Facebook pages regarding environment, consumers’ environmental awareness, and their behavioral tendency. The research explores the relationship between the exposure to Facebook pages and consumers’ environmental awareness, as well as relationship between consumers’ environmental awareness and their behavioral tendency. This quantitative research was conducted through an online survey which collected data from 200 respondents, aged between 18 to 64 years old who currently reside in Thailand. The results from the study reveals that respondents frequently see both text post and photo post equally (M = 2.47) from Environman or 3WheelsUncle or other Facebook …


Relationship Between Personal Factors And Consumer's Attitudes And Behavioral Intentions On The Uses Of K Plus Mobile Banking Service, Pitchaya Hautavanija Limsakul Jan 2020

Relationship Between Personal Factors And Consumer's Attitudes And Behavioral Intentions On The Uses Of K Plus Mobile Banking Service, Pitchaya Hautavanija Limsakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this research was to study the relationship between personal factors and consumer’s attitude and behavioral intentions on the uses of K Plus mobile banking service. Two hundred and sixty-three Generation Y respondents, aged between 25 and 35 years old who are K Plus mobile banking users for the past six months, and used the service for more than 3 times per month, and living in Bangkok and vicinity were samples of the online survey. The findings revealed that personal factors, that is, performance expectancy, effort expectancy, social influence, facilitating conditions, trust, and perceived risk are important determinants …


How Does The Hotel Reviews From Websites Affect The Rate Of Hotel Booking Of Centara Hotels And Resorts?, Kamolluck Nganthanaphanich Jan 2020

How Does The Hotel Reviews From Websites Affect The Rate Of Hotel Booking Of Centara Hotels And Resorts?, Kamolluck Nganthanaphanich

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In recent years, online channel becomes a platform to generate sales. Before deciding to purchase customer will consult with reviews on internet. As customer tend to participate in the internet of things, this paper applies the factors impact customer decision on booking intention. The purpose of this experiment approach is to examine the influencing factors of occupancy rate in order to analyze performance of hotel. The research presents the result of regression that has been tested through the paper along with hypotheses related to the booking intention. As deluxe hotel could impact customer who prefer quality rather concern about the …


การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ (Science Fiction Movies), ณพัฐธิกา จุลเด็น Jan 2020

การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ (Science Fiction Movies), ณพัฐธิกา จุลเด็น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์ (Science Fiction: Sci-fi) ระหว่างช่วงพ.ศ. 2541-2555 และช่วงพ.ศ. 2556-2563 เพื่อค้นหาว่าในยุคหลังการแปลชื่อภาพยนตร์บันเทิงคดีแนววิทยาศาสตร์มีขนบการแปลอย่างไร และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคืออะไร นอกจากนี้ผู้วิจัยยังต้องการศึกษาว่าประเภทย่อยของภาพยนตร์นั้นจะมีผลต่อขนบในการแปลภาพยนตร์หรือไม่ โดยผู้วิจัยได้คัดเลือกชื่อภาพยนตร์ไซไฟทั้งหมดจำนวน 229 รายชื่อ และได้จำแนกประเภทย่อยของภาพยนตร์ในทั้งสองช่วงเวลาออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพยนตร์ไซไฟ-แอ็คชั่น ภาพยนตร์ไซไฟ-ระทึกขวัญ ภาพยนตร์ไซไฟ-ผจญภัย ภาพยนตร์ไซไฟ-ตลก และภาพยนตร์ไซไฟ-โรแมนติก จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า ในยุคหลังนั้น กลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลโดยเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมปลายทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ไซไฟ-ตลก โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลแบบตั้งชื่อใหม่ และกลุ่มภาพยนตร์ไซไฟ-โรแมนติก โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลความ ทั้งนี้การใช้กลวิธีการแปลความและการตั้งชื่อใหม่อาจทำให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์และอาจทำให้ผู้ชมตัดสินใจรับชมภาพยนตร์ สำหรับกลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลเเบบประนีประนอมระหว่างการเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมต้นทางและปลายทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ไซไฟ-แอ็คชั่น กลุ่มภาพยนตร์ไซไฟ-ระทึกขวัญ และกลุ่มภาพยนตร์ไซไฟ-ผจญภัย โดยสะท้อนผ่านกลวิธีการแปลแบบทับศัพท์โดยการขยายความเพิ่มเติม ซึ่งการทับศัพท์เป็นการรักษาชื่อในภาษาต้นทาง และการขยายความเพิ่มเติมเป็นการสะท้อนเนื้อหาของภาพยนตร์เพื่อให้ผู้ชมเกิดความสนใจที่จะรับชมภาพยนตร์ดังกล่าว


การกำกับดูแลความปลอดภัยของการบินพลเรือนระหว่างประเทศ : กรณีศึกษาIcao กับประเทศไทย, ปวริศ อ่อนสุทธิ Jan 2020

การกำกับดูแลความปลอดภัยของการบินพลเรือนระหว่างประเทศ : กรณีศึกษาIcao กับประเทศไทย, ปวริศ อ่อนสุทธิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย สองข้อ คือ หนึ่ง การวิเคราะห์เหตุปัจจัยที่ทำให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ทำงานด้านการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างมีเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากการที่ประเทศต่างๆ ยอมรับและปฏิบัติตาม ข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัย และ สอง เพื่อแสดงให้เห็นการทำงานของ ICAO และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศสมาชิกจากปัจจัยที่ได้วิเคราะห์ไว้ โดยใช้กรณีประเทศไทยที่ ICAO เข้ามาตรวจสอบและได้รับเครื่องหมายธงแดงเป็นกรณีศึกษา สารนิพนธ์มีข้อเสนอหลักตามกรอบแนวคิดทฤษฎี Neoliberal Institutionalism ว่า ICAO สามารถช่วยรัฐสมาชิกบรรลุความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกันในด้านการบินพลเรือนด้วยการทำหน้าที่วางข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานและมาตรการด้านความปลอดภัยให้รัฐสมาชิกรับไปปฏิบัติ และจัดระบบตรวจสอบการรักษามาตรฐานของสมาชิก ความเข้มแข็งของ ICAO มาจาก สามปัจจัยสำคัญ ปัจจัยแรกมาจากการที่ ICAO เป็นกลไกเชิงสถาบันทำหน้าที่เป็นจุดประสานการกำหนดและตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของกิจการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ทำให้การดำเนินการของแต่ละประเทศเป็นไปอย่างสอดคล้องและมีประสิทธิภาพสม่ำเสมอกัน ปัจจัยที่สอง การปฏิบัติตามข้อกำหนดและคำวินิจฉัยของ ICAO มาจากการที่แต่ละประเทศมุ่งรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ต้องการนำเรื่องความปลอดภัยของการบินพลเรือนไปเสี่ยงกับประเทศที่ ICAO ตรวจสอบพบว่าการดำเนินการไม่ได้มาตรฐาน และปัจจัยที่สาม มาจากข้อเสนอของ Ian Hurd เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความชอบธรรมขององค์การระหว่างประเทศกับการปฏิบัติตามของรัฐสมาชิก สารนิพนธ์เสนอว่า ICAO ได้รับการยอมรับจากรัฐสมาชิกเพราะกฎข้อบังคับและมาตรฐานด้านความปลอดภัย ICAO มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และแนวทางดำเนินการตรวจสอบของ ICAO มีความชัดเจน โปร่งใส และปฏิบัติต่อทุกประเทศด้วยมาตรฐานและแบบแผนอย่างเดียวกัน กรณีศึกษาประไทยกับ ICAO สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยทั้งสามอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่าหลังจากไม่ผ่านการตรวจสอบและได้รับธงแดง ทางการไทยได้เร่งแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วนโดยถือเป็นวาระระดับชาติเพื่อปรับปรุงระบบกำกับดูแลกิจการการบินพลเรือนของไทยให้ได้ตามมาตรฐานของ ICAO จากกรณีศึกษานี้ สารนิพนธ์มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการบินควรมีการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ปรับปรุงและแก้ไขข้อกำหนดต่างๆ อีกทั้งควรมีการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ที่เป็นมาตรฐานเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติงาน


การทูตเพื่อการพัฒนาของไทยต่อสาธารณรัฐเคนยา, อลงกรณ์ วัตตธรรม Jan 2020

การทูตเพื่อการพัฒนาของไทยต่อสาธารณรัฐเคนยา, อลงกรณ์ วัตตธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อการพัฒนาของไทยต่อภูมิภาคแอฟริกา โดยใช้สาธาณรัฐเคนยาเป็นกรณีศึกษา มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจต่อการนำความร่วมมือเพื่อการพัฒนามาใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในฐานะเครื่องมือการทูตสาธารณะที่หวังผลประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะต่อเคนยาซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ผ่านการศึกษารูปแบบและกลไกการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยต่อภูมิภาคแอฟริกา การประมวลกิจกรรมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของไทยต่อเคนยา ตลอดจนปัจจัยที่สร้างโอกาสและความท้าทายจากการดำเนินงานดังกล่าว โดยใช้แนวคิดการทูตสาธารณะเป็นกรอบในการวิเคราะห์ จากการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่านับตั้งแต่ไทยใช้นโยบายมองตะวันตก เป็นต้นมา ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาได้ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญทางยุทธศาสตร์ของไทยต่อภูมิภาคแอฟริกาเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ทางด้านการค้าการลงทุนและการแสวงหาพันธมิตรในเวทีระหว่างประเทศ โดยไทยใช้รูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนผ่านตัวบุคคลและช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อเคนยา และมีความสอดคล้องกับวาระการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ แต่การให้ความช่วยเหลือมีปริมาณน้อยและมีเพียงรูปแบบเดียวจึงทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุนได้ ประกอบกับการขาดความชัดเจนของเป้าหมายในการดำเนินงานและความต่อเนื่องทางการเมืองภายในของไทยก็ทำให้การดำเนินนโยบายในลักษณะเชิงรุกไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร การดำเนินงานจึงเป็นไปเพียงเพื่อตอบสนองต่อกระแสการพัฒนาขององค์การสหประชาติ และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ภาพกว้างของรัฐบาลที่อยู่ในส่วนความรับผิดของกระทรวงการต่างประเทศ มากกว่าการมุ่งหวังผลประโยชน์จากการใข้เครื่องมือการทูตนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จากข้อค้นพบข้างต้น สารนิพนธ์มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ 1 ไทยควรเน้นการกระชับความสัมพันธ์ของผู้นำระดับสูงที่แสดงถึงเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของการดำเนินโยบายให้มีความต่อเนื่องและมีพลวัต 2 สถาบันหลักที่มีส่วนในการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐควรศึกษาผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานด้านนี้เพื่อนำไปสู่การกำหนดเป็นนโยบายที่มีแบบแผนการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัตินั้น ไทยควรใช้การทูตเพื่อการพัฒนาในการต่อยอดไปสู่การทูตสาธารณะรูปแบบอื่น ๆ เช่นการทูตสาธารณสุข การทูตด้านการศึกษา รวมถึงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาของไทยในเคนยาเพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงการทูตสาธารณะของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก


บทบาทของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตามอนุสัญญาออตตาวาระหว่าง พ.ศ. 2553-2563, พิชชาพร อุปพงศ์ Jan 2020

บทบาทของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตามอนุสัญญาออตตาวาระหว่าง พ.ศ. 2553-2563, พิชชาพร อุปพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีข้อที่ 5 อนุสัญญาออตตาวาด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชาและวิเคราะห์การเสริมสร้างความร่วมมือดังกล่าวและอุปสรรคด้วยทฤษฎีเสรีนิยมเชิงสถาบันและทฤษฎีระบอบ โดยมองทฤษฎีระบอบในกรอบของเสรีนิยมเชิงสถาบัน จากการศึกษาพบว่า ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทในการธำรงไว้ซึ่งระบอบห้ามทุ่นระเบิดด้วยการพยายามปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้สามารถกำจัดทุ่นระเบิดในพื้นที่ประเทศไทยให้หมดไปซึ่งรวมไปถึงพื้นที่ที่ยังไม่ได้รับการปักปันเขตแดนในชายแดน ไทย-กัมพูชา ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการนำร่องด้านความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เมื่อปรับใช้ทฤษฎีเสรีนิยมเชิงสถาบันและทฤษฎีระบอบเข้ากับผลการศึกษาจากข้อมูลเชิงปฐมภูมิและทุติยภูมิพบว่าศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทยประสบความสำเร็จในฐานะตัวแสดงที่ริเริ่มและปฏิบัติในโครงการดังกล่าวซึ่งสามารถสนับสนุนความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงานได้เนื่องจากสามารถสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับตัวแสดงภายในประเทศอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีอุปสรรคในการเสริมสร้างความร่วมมือเช่นกัน ได้แก่ ความไม่ไว้วางใจและความหวาดระแวงของฝ่ายกัมพูชา การขาดเอกภาพของหน่วยงานในประเทศกัมพูชา สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19และการปรับเปลี่ยนวงรอบการบังคับบัญชาของคณะผู้บังคับบัญชาการของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย


ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจของกัมพูชาต่อจีน ปีค.ศ. 2012-2019, ณัฎฐิกา ธงชัย Jan 2020

ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจของกัมพูชาต่อจีน ปีค.ศ. 2012-2019, ณัฎฐิกา ธงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาเลือกใช้ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจ (Bandwagon) กับจีน ระหว่างปี ค.ศ. 2012-2019 ถึงแม้กัมพูชาจะได้รับความเสี่ยง และผลกระทบที่ตามมามากมายจากการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือจากจีนไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม แต่กัมพูชาก็ยังคงเลือกดำเนินยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจกับจีนและสอดคล้องกับจีนในทุกมิติ โดยใช้การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจเพื่อผลตอบแทน (Bandwagon for profit) และทฤษฎีสัจนิยมใหม่ ของ Randall L. Schweller เป็นกรอบแนวคิด ผลจากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาเลือกใช้ยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจกับจีน แบ่งออกเป็น ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) การคานอำนาจกับประเทศเพื่อนบ้าน 2) ความไม่เชื่อมั่นในกลไกของอาเซียน 3) แรงกดดันของสหรัฐฯ ที่ต่อต้านระบอบการเมืองเผด็จการของกัมพูชา และ 4) การสนับสนุนของจีนทางการทูตในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ และ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความช่วยเหลือจากจีน 2) การลงทุนและความช่วยเหลือของจีนเอื้อต่อการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ ชนชั้นนำทางการเมืองในระดับประเทศและท้องถิ่น ข้าราชการ และภาคธุรกิจ และ 3) การรักษาอำนาจและการสร้างความชอบธรรมของระบอบฮุนเซน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กัมพูชาเลือกดำเนินยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายตามรัฐมหาอำนาจกับจีน


การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี, ณิชกานต์ ซำศิริพงษ์ Jan 2020

การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี, ณิชกานต์ ซำศิริพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากสถานการณ์ตลาด K-pop ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในแพลตฟอร์มที่กลุ่มแฟนคลับนิยมใช้ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปินมากที่สุด ได้แก่ สื่อสังคมออนไลน์อย่าง ทวิตเตอร์ จากสถิติตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ทั่วโลกมีการทวีตเกี่ยวกับ K-pop มากกว่า 6,700 ล้านทวีต อย่างไรก็ตามทวิตเตอร์ก็ยังคงพบปัญหาในการใช้งานหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ใช้งาน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี โดยได้ทำการศึกษาแนวคิด พฤติกรรม และปัญหาการใช้แพลตฟอร์มของแฟนคลับศิลปินเกาหลี ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี จำนวน 10 ราย ใน 4 หัวข้อ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้สัมภาษณ์, คำถามเกี่ยวกับการเป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลี, คำถามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี และคำถามเกี่ยวกับการใช้แพลตฟอร์มของกลุ่มแฟนคลับศิลปินเกาหลี และได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ พร้อมทั้งนำมาใช้เพื่อออกแบบคุณลักษณะของแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี ซึ่งสามารถออกแบบคุณลักษณะได้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ Community, Marketplace และ Project โดยจากการทดสอบการยอมรับกับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17 ราย พบว่ากลุ่มเป้าหมายร้อยละ 94.12 ให้การยอมรับต้นแบบแพลตฟอร์มสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลี


การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน, พิพัฒน์พงษ์ ปรีชาภรณ์ Jan 2020

การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน, พิพัฒน์พงษ์ ปรีชาภรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนให้สามารถแพร่หลายไปสู่อุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย 2) ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาต้นแบบระบบปกป้องตรวจสอบและติดตามการทำรายได้ของทรัพย์สินทางปัญญาในอุตสาหกรรมดนตรีโดยเทคโนโลยีบล็อกเชน และ 3) ศึกษาความเป็นไปได้ในการยอมรับเชิงธุรกิจเบื้องต้นเพื่อรองรับการนำออกสู่ตลาดจริงในอนาคต โดยกลุ่มตัวอย่างสำหรับแบบสัมภาษณ์ คือ 1) บุคลากรค่ายเพลง 2) บุคลากรด้าน Music Publisher – Distributor และ 3) บุคลากร Platform จำนวนกลุ่มละ 3 คน กลุ่มตัวอย่างสำหรับแบบสอบถาม คือ 1) บุคลากรผู้ผลิตงาน 2) บุคลากรค่ายเพลง 3) บุคลากรด้าน Music Publisher – Distributor 4) บุคลากร Platform และ 5) ผู้บริโภค จำนวนกลุ่มละ 30 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์ปลายเปิดและแบบสอบถาม ใช้วิธีการการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ ประกอบด้วย ความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ยังไม่แน่ใจที่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย เนื่องจากยังคงต้องหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมก่อน แต่อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างเห็นว่า การนำระบบบล็อกเชนมาใช้งานจริง จะสามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาการผูกขาดความไม่ชอบธรรมและโปร่งใสของห่วงโซ่วงจรระบบนิเวศอุตสาหกรรมดนตรีได้ โดยคาดว่าระบบดังกล่าว และกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่มองว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 3-5 ปี ยกเว้นบุคลากรผู้ผลิตงานและบุคลากรค่ายเพลงมองว่าสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใน 1-2 ปี


การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้ง, เขมพงศ์ รุ่งสว่าง Jan 2020

การออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้ง, เขมพงศ์ รุ่งสว่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์โดยใช้แนวคิดความขัดแย้งมีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดความขัดแย้งและหากลยุทธ์ในการเผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อให้เห็นโอกาสและทิศทางในการออกแบบใหม่ ที่ได้จากองค์ความรู้ของแนวคิดความขัดแย้งและสามารถนำไปปรับใช้กับงานการออกแบบได้ เครื่องมือในการวิจัยมีดังต่อไปนี้ 1. รวบรวมกลุ่มตัวอย่างงานออกแบบ ได้แก่ กลุ่มโปสเตอร์ กลุ่มปกหนังสือ และกลุ่มการออกกแบบโฮมเพจ นำกลุ่มตัวอย่างไปคัดกรองโดยสอบถามกับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการออกแบบว่าชิ้นไหนมีแนวโน้มความขัดแย้ง 2. นำกลุ่มตัวอย่างที่ผ่านการคัดกรองมาแยกรูปแบบการออกแบบจากแนวคิดลักษณะการบริหารความขัดแย้งของ โดยใช้การสอบถามผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทางด้านการออกแบบเรขศิลป์สูงเป็นผู้วิเคราะห์กลุ่มตัวอย่าง 3. วิเคราะห์แนวทางการออกแบบของแต่ละรูปแบบ โดยวิเคราะห์ลักษณะองค์ประกอบศิลป์ โครงสร้างการออกแบบ การใช้งานสี และลักษณะการใช้แนวคิดความแตกต่าง 4. สอบถามความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่ประกอบอาชีพนักออกแบบกราฟิก เพื่อหาสารที่ต้องการสื่อสำหรับเนื้อหางานวิจัยและรูปแบบสื่อที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ​ผลการวิจัยพบว่า 1. ค้นพบแนวทางการออกแบบตามลักษณะบุคลิกของการจัดการความขัดแย้งทั้ง 5 รูปแบบ ได้เป็นแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ของความขัดแย้ง 5 รูปแบบได้แก่ รูปแบบเต่า รูปแบบตุ๊กตาหมี รูปแบบสุนัขจิ้งจอก รูปแบบนกฮูก และรูปแบบฉลาม โดยแต่ละรูปแบบมี 4 หัวข้อการออกแบบดังต่อไปนี้ องค์ประกอบศิลป์ โครงสร้างทางการออกแบบ การใช้งานสี และลักษณะความแตกต่าง 2. ได้สารที่ต้องการสื่อที่เหมาะสมคือ Distort Environment และสื่อที่ใช้สำหรับการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายเป็นประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ 3. ได้ตัวอย่างออกแบบที่ปรับใช้แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ของความขัดแย้ง 5 รูปแบบ อย่างเหมาะสม


การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ธวัช เวศตัน Jan 2020

การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.), ธวัช เวศตัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องการออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย 2 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์การออกแบบสารในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และ (2) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาในการสื่อสารภาวะวิกฤตของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลวิจัยพบว่าเมื่อเกิดภาวะวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการภาวะวิกฤตดังกล่าว ในการสื่อสารกับประชาชนนั้น การออกแบบสารประกอบไปด้วยการให้ข้อมูล และการโน้มน้าวใจในกระบวนการออกแบบสารนอกจากการเลือกประเด็นที่นำเสนอโดยคณะทำงาน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ มีลักษณะสร้างความเข้าใจในปัญหา โดยมีความจำเป็นเร่งด่วน โดยใช้แนวคิดการสื่อสารจากแหล่งเดียวอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะสามารถควบคุมความถูกต้องของเนื้อหา สร้างความชัดเจนในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการที่ทีมงานออกแบบสาร ของ ศบค. ได้จัดทำไว้ ส่วนเนื้อหา มีลักษณะสร้างความเข้าในในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลได้เตรียมไว้ ซึ่งการรายงานข้อมูลเท็จจริง สารต้องมีความน่าสนใจ เข้าถึงได้ง่าย สามารถตีความได้ ประมวลผลได้ ทําให้ผู้รับสารมีความเข้าใจในความหมายที่สารกํากับไว้ได้ และส่วนสรุป มีลักษณะเป็นการนำเสนอแนวทางแก้ไข สร้างทัศนคติให้ผู้รับสารได้ตระหนักถึงความอันตรายกับเหตุการณ์การแพร่ของโรคระบาดที่เกิดขึ้น ผู้ออกแบบสารจะต้องตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูล เพราะสารที่รออกแบบย่อมส่งกระทบกับผู้รับสารนอกเหนือจากความเข้าใจในสารที่ตรงแล้ว สารนั้นจะต้องสร้างความรู้ สร้างการรับรู้ และสร้างทัศนคติกับผู้รับสาร แล้วยังมีการใช้ทำเนียบภาษาทางการแพทย์ และสาธารณสุข รวมถึงการใช้คำคล้องจองอีกด้วย


การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร Jan 2020

การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาวิธีการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารการสัมภาษณ์เชิงลึกภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ และการวิเคราะห์ตัวบทของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ทั้ง 14 ห้องจัดแสดง ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการถอดรหัสไทย แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ด้านการนำเสนอเนื้อหา พบว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยจากมุมมองที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นำเสนอความจริงตามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ โดยมีการออกแบบเรื่องราว และโครงสร้างของเรื่องราวในนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดยังอยู่ภายใต้โลกของเรื่องราวเดียวกัน 2. ด้านการนำเสนอโดยใช้สื่อประสม พบว่า ในการนำเสนอการเล่าเรื่อง มีการกำหนดสื่อหลักและสื่อเสริม โดยแต่ละสื่อมีความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ และตัวบท แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่า การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย”มีการออกแบบเลือกประเด็นเนื้อหาจากประเด็นที่เป็นกระแสในสังคม และนำเสนอในรูปแบบการตั้งคำถามเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมชวนให้ผู้ชมได้สำรวจความคิดมุมมอง “ความเป็นไทย”และตีความเรื่องราวจากการนำประสบการณ์ของผู้ชมมาประกอบกับเนื้อหาของนิทรรศการ


ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อในที่ทำงาน และแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานเจเนอเรชันเอกซ์และวาย ในองค์กรเอกชนไทยที่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น, ทัศนวรรณ มานัสวิน Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อในที่ทำงาน และแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานเจเนอเรชันเอกซ์และวาย ในองค์กรเอกชนไทยที่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น, ทัศนวรรณ มานัสวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้สื่อในที่ทำงาน และแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานในองค์กร เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการสื่อสารภายในองค์กร ให้พนักงานทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดที่มีอายุงาน 3 เดือนขึ้นไป แบ่งเป็นพนักงานเจเนอเรชันเอกซ์ 100 คน และพนักงานเจเนอเรชันวาย 100 คน รวม 200 คน เพื่อเป็นการวิจัยนำร่อง ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการใช้สื่อในที่ทำงาน พนักงานเจเนอเรชันเอกซ์มีความถี่แตกต่างจากพนักงานเจเนอเรชันวายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ระยะเวลาเฉลี่ยไม่แตกต่างกัน 2) ในด้านความพึงพอใจต่อการใช้สื่อในที่ทำงาน พนักงานเจเนอเรชันเอกซ์มีความพึงพอใจไม่แตกต่างจากพนักงานเจเนอเรชันวาย 3) พนักงานเจเนอเรชันเอกซ์ มีแรงจูงใจในการทำงานไม่แตกต่างจากพนักงานเจเนอเรชันวาย 4) ด้านการใช้สื่อในที่ทำงาน พนักงานเจเนอเรชันเอกซ์มีความถี่ และระยะเวลาเฉลี่ยไม่สัมพันธ์กับแรงจูงใจในการทำงาน ในขณะที่พนักงานเจเนอเรชันวายมีความสัมพันธ์ระหว่างความถี่และแรงจูงใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาเฉลี่ยและแรงจูงใจในการทำงาน 5) ในด้านความพึงพอใจต่อการใช้สื่อในที่ทำงาน พนักงานเจเนอเรชันเอกซ์ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและแรงจูงใจในการทำงาน ในขณะที่พนักงานเจนเนอเรชันวายมีความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและแรงจูงใจในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล, ณัฐพงษ์ เกรียงไกรวงษ์ Jan 2020

แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล, ณัฐพงษ์ เกรียงไกรวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลและ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล ใช้วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากร คือ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ขึ้นไปของจังหวัดเลย ประกอบด้วย 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเลยพิทยาคม โรงเรียนเชียงคาน โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย และโรงเรียนศรีสงครามวิทยา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนรวม จำนวน 124 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างแนวทางฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น ฐานนิยมและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดเลย ตามแนวคิดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล ในภาพรวม พบว่าขอบข่ายการบริหารวิชาการที่มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การวัดและประเมินผล รองลงมาคือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการศึกษา ตามลำดับ ในภาพรวมขององค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคล พบว่า องค์ประกอบของการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลที่มีลำดับดัชนีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง รองลงมา คือ การกำหนดวิธีการเรียนรู้ และการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตามลำดับ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการมีทั้งหมด 4 แนวทาง ดังนี้ (1) การพัฒนาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทีส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง (2) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง (3) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง (4) การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ส่งเสริมศักยภาพเฉพาะบุคคลด้านการกำหนดเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง