Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 991 - 1020 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
The Development Of Adherence To Treatment Scale For Persons With Pulmonary Tuberculosis, Yunus Prasetyo
The Development Of Adherence To Treatment Scale For Persons With Pulmonary Tuberculosis, Yunus Prasetyo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study was to develop and evaluate the psychometric properties of a novel instrument called adherence to treatment for persons with pulmonary tuberculosis (TB) scale. The process of instrument development consisted of seven steps, which are: 1) clarifying the concept of adherence to TB treatment by synthesizing existing literature and obtaining a Delphi Study, 2) generating an item pool through a literature analysis, 3) selecting the format of measurement by employing a 4-point Likert scale, 4) evaluating the items through content validity testing, 5) conducting a preliminary research, 6) evaluating the psychometric properties of the scale by …
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ และอิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือประชากรที่มีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ตอบแบบสัมภาษณ์ด้วยตนเองจากโครงการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2564 และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยโลจิสติกทวิภาค (Binary logistic regression analysis)ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนของประชากรไทยวัยกลางคนที่มีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าวัยสูงอายุ และการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยทั้ง 2 ช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยประชากรวัยกลางคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีโอกาสที่จะมีภาวะซึมเศร้าสูงกว่าผู้ป่วยวัยสูงอายุ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ได้แก่ สถานภาพการทำงาน จำนวนของโรคเรื้อรังที่เป็น การหยุดกิจวัตรประจำวันเนื่องจากการเจ็บป่วย วิธีการรักษาพยาบาล และค่ารักษาพยาบาล ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะในผู้ป่วยวัยกลางคน ประกอบด้วย ศาสนา ระดับการศึกษา เขตที่อยู่อาศัย และค่าพาหนะไป-กลับเพื่อเดินทางไปรักษาพยาบาล และประเภทโรค นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะผู้ป่วยวัยสูงอายุ ประกอบด้วย เพศ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น การให้ความสำคัญกับจำนวนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเภทโรคและการดูแลผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มวัยให้เข้าถึงการรักษาและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน จึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดปัญหาภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ
Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan
Enhancing The Performance Of Federated Learning With Diffusion Models: Leveraging Synthetic Data To Address Non-Iid Data Challenges, Karin Huangsuwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the context of machine learning in healthcare, federated learning (FL) is frequently seen as an effective approach to tackling issues of data privacy and distribution. Nonetheless, many real-world datasets exhibit non-identical and independently distributed (non-IID) characteristics, meaning that data features vary across different institutions. This non-IID nature presents challenges for FL model convergence, such as client drifting, where model weights lean towards local optima rather than global optimum. To address these issues, we introduce a new framework called "FedDrip (Federated Learning with Diffusion Reinforcement at Pseudo-site)," which leverages diffusion-generated synthetic data to mitigate data-related problems in non-IID settings. Our …
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่, ปริยา พิพิธภัณฑ์
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่, ปริยา พิพิธภัณฑ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนและผู้นำรุ่นใหม่ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ 3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-Phase Mixed Method) ใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) และข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 338 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการรองผู้อำนวยการหรือหัวหน้างานวิชาการ และครูผู้สอนชั้นประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน ประกอบด้วย 3 งาน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ คือ (1) มีวินัยในการปฏิบัติ (2) มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ (3) เป็นผู้นำเชิงเจตนารมณ์ (4) มีการเรียนรู้เชิงรุก (5) มีความกล้าหาญเชิงผู้ประกอบการ (6) มีแนวทางแบบองค์รวม และ (7) มีกรอบความคิดแบบสากล 2) สภาพปัจจุบันของการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่จำแนกตามการบริหารโดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด สภาพที่พึงประสงค์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านการพัฒนาหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน ทั้งนี้ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่สูงที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 3) จุดแข็งคือ การพัฒนาหลักสูตร และการวัดและการประเมินผล จุดอ่อนคือ การจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร โอกาสคือ สภาพสังคมและเทคโนโลยี และภาวะคุกคามคือ การเมืองและนโยบายของรัฐ และสภาพเศรษฐกิจ 4) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ประกอบด้วย …
Patent Trends Detection Using Keywords In Patent Keywords Network, Krisanapong Yodprechavigit
Patent Trends Detection Using Keywords In Patent Keywords Network, Krisanapong Yodprechavigit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The process of extracting insights and information from patent data is known as patent analysis. Several patent analysis methodologies strive to forecast technological trends by analyzing patent keywords and networks. Nevertheless, existing methodologies often fall short in accurately predicting the magnitude of shifts within these trends. This study aims to propose an alternative patent analysis method that combines author-keyword network analysis with various regression models, including Linear Regression, Artificial Neural Network, and Long Short-Term Memory, to predict upcoming keyword trends along with its magnitude of change. To evaluate the effectiveness of the proposed method, we constructed a patent author-keyword network …
การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล
การประเมินสเตรนของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายและห้องบนซ้ายเพื่อการทำนายความสำเร็จในการถอนเครื่องพยุงหัวใจและปอดในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ, ชนินทร์ วโรดมวนิชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: ปัจจุบันมีการนำเครื่องพยุงหัวใจและปอด (VA-ECMO) มาใช้มากขึ้นในผู้ป่วยช็อคจากสาเหตุของหัวใจ (cardiogenic shock) การประเมินผู้ป่วยเพื่อทำการถอดเครื่อง VA-ECMO เป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำอัลตราซาวด์สเตรนของหัวใจมาใช้ในการประเมินการถอดเครื่อง VA-ECMO น้อยมาก วัตถุประสงค์การวิจัย: เราต้องการที่จะศึกษาว่าค่าสเตรนของหัวใจที่ทำขณะผู้ป่วยกำลังถอยเครื่อง VA-ECMO จะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้หรือไม่ ระเบียบวิธีวิจัย: ทำการศึกษาทั้งทบทวนย้อนหลังควบคู่ไปกับเก็บข้อมูลไปข้างหน้าในผู้ป่วยที่ใส่เครื่อง VA-ECMO จากภาวะ cardiogenic shock ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี 2560 ถึงปี 2566 ข้อมูลอัลตราซาวด์หัวใจของผู้ป่วยจะถูกวิเคราะห์ และประมวลผลหาค่าสเตรนของหัวใจห้องล่างซ้าย ห้องล่างขวา และห้องบนซ้าย ข้อมูลจะถูกนำมาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในการถอดเครื่อง VA-ECMO ผลการวิจัย: มีผู้ป่วย cardiogenic shock ที่ได้รับการรักษาด้วย VA-ECMO เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 101 คน อายุเฉลี่ย 52±17 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 41 มีผู้ป่วย 81 คน (ร้อยละ 80) ที่ประสบความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO จากการวิเคราะห์แบบ multivariate analysis พบว่าค่าสเตรนหัวใจห้องล่างซ้าย (LV GLS-4ch) และค่าสเตรนหัวใจห้องบนซ้าย (LA reservoir strain) มีความสามารถในการพยากรณ์ความสำเร็จในการถอดเครื่อง VA-ECMO ได้ โดย aOR = 0.81, 95% CI = 0.70-0.93, p = 0.002 สำหรับ LV GLS-4ch และ aOR = 1.25, 95% CI = 1.08-1.44, p = 0.003 สำหรับ LArS เมื่อประเมินประสิทธิภาพของพารามิเตอร์อัลตราซาวด์หัวใจในการพยากรณ์โดยใช้เส้นโค้ง ROC พบว่า LArS มีค่าพื้นที่ใต้กราฟ …
Interlanguage Of Functional Usages Of L2 English Present Continuous Tense By L1 Thai Learners, Pajaree Buasomboon
Interlanguage Of Functional Usages Of L2 English Present Continuous Tense By L1 Thai Learners, Pajaree Buasomboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed at examining the functional use of English present continuous tense by L1 Thai learners, under the theoretical framework of the Interlanguage Hypothesis (Selinker 1974; Tarone 2006). The functions investigated included instant, continuing, temporary, habitual, and future (Eastwood, 1994). A Grammaticality Judgement Test (GJT), aiming for perception, a Fill-in-the-Blank Test, focusing on production, and interviews were employed to elicit data from the subjects, i.e. 30 L1 Thai learners of the intermediate proficiency level. The results revealed the learners’ low accuracy rates in some functions, from both perception and production tasks. The accuracy rate in the production task was …
Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir
Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Metaverse is the next generation of the internet that allows people to interact with digital content in a more immersive and interactive way. This paradigm shift extends to the realm of education, where the concept of a smart campus is reshaping traditional educational systems. This research focuses on the integration of the metaverse in education, with a specific emphasis on smart libraries. Recognizing libraries as integral components of educational systems, this study proposes a metaverse platform for Chulalongkorn University's central library. The proposed platform enables users to explore the virtual library remotely and simulate resource classification and physical service in …
ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์
ธุรกิจกำจัดขยะพลาสติกของโลก ศึกษากรณีประเทศไทย, จุฑามาศ หวังสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การค้าขยะระหว่างประเทศ เป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกใช้ในการกำจัดขยะ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีการสร้างขยะจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความหมายใหม่จากขยะที่หมายถึงของเสีย กลายเป็นวัตถุดิบชั้นรองที่สามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการรีไซเคิลได้ โดยอาศัยวาทกรรมการพัฒนาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้การส่งออกขยะไปยังประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่าเป็นไปอย่างชอบธรรม ทำให้ประเทศปลายทางได้รับผลกระทบจากการกำจัดขยะแทนประเทศต้นทาง การค้าขยะระหว่างประเทศจึงเป็นการล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Waste Colonialism" ดังกรณีศึกษาประเทศไทย ที่รัฐบาลทหารขาดธรรมาภิบาล เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แก่นายทุนต่างชาติ นำเข้าขยะมารีไซเคิลโดยมองข้ามผลกระทบต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมขยะของประเทศที่พัฒนาแล้ว
การสร้างสรรค์เรียงความภาพถ่ายเพื่อสื่อสารเรื่องชีวิตและความตายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี, ภัทรพร มะณู
การสร้างสรรค์เรียงความภาพถ่ายเพื่อสื่อสารเรื่องชีวิตและความตายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี, ภัทรพร มะณู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์เรียงความภาพถ่ายเพื่อสื่อสารเรื่องชีวิตและความตายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี 2) เพื่อสำรวจทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อเรียงความภาพถ่ายจากวรรณกรรมเรื่องทิวส์เดส์วิทมอร์รี มีเครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1) วรรณกรรมทิวส์เดส์วิทมอร์รีฉบับภาษาอังกฤษและฉบับแปลไทย 2) บันทึกการสร้างสรรค์ 3) การทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือจากผู้เชี่ยวชาญ 4) การสนทนากลุ่ม 5) แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนก่อนการสร้างสรรค์ ต้องศึกษาและวิเคราะห์โครงสร้างการเล่าเรื่องของวรรณกรรมฯ เพื่อทำความเข้าใจและศึกษาเรื่องชีวิตและความตาย และงานดัดแปลงที่ผ่านมา 2) ขั้นตอนการสร้างสรรค์ ได้แก่ 1) การคัดเลือกและสังเคราะห์วรรณกรรมฯ บทที่แสดงถึงเรื่องชีวิตและความตายเพื่อสร้างสรรค์บทกลอนและตัวละคร 2) การสร้างฉาก 3) การถ่ายและตกแต่งภาพ 4) การจัดทำรูปเล่ม 5) การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3) ขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ การเผยแพร่ผลงานและสำรวจทัศคติผู้ชม 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มการสนทนากลุ่ม 2) กลุ่มการตอบแบบสอบถาม แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้ที่เคยและไม่เคยอ่านวรรณกรรมฯ ผลการสำรวจผู้ที่เคยอ่านวรรณกรรมฯ สามารถเข้าใจเนื้อหาและแนวคิดเรื่องชีวิตและความตายได้ราบรื่นกว่าอีกกลุ่ม ทั้ง 2 กลุ่มนั้นชื่นชอบองค์ประกอบด้านภาพถ่ายมากที่สุด ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าภาพถ่ายและกลอนนั้นส่งเสริมกัน การประเมินด้านการรับรู้เรื่องชีวิตและความตายมีเกณฑ์ในแต่ละองค์ประกอบส่วนใหญ่คือ มาก
Analysis Of Plasma Extracellular Vesicle-Derived Micrornas From Patients With Nonalcoholic Fatty Liver Disease And Hepatocellular Carcinoma, Bootsakorn Boonkaew
Analysis Of Plasma Extracellular Vesicle-Derived Micrornas From Patients With Nonalcoholic Fatty Liver Disease And Hepatocellular Carcinoma, Bootsakorn Boonkaew
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Extracellular vesicle-derived microRNAs (EV-miRNAs) are promising circulating biomarkers for chronic liver disease. In this study, we explored the potential significance of plasma EV-miRNAs in non-hepatitis B-, non-hepatitis C-related HCC (NBNC-HCC). We compared plasma EV-miRNA profiles between NBNC-HCC and control groups including non-alcoholic fatty liver disease (NAFLD) and healthy controls using NanoString method. The differentially expressed EV-miRNAs were validated in another set of plasma samples by qRT-PCR. Five plasma EV-miRNAs were significantly elevated in HCC, which included miR-19-3p, miR-16-5p, miR-223-3p, miR-30d-5p, and miR-451a. Among them, EV-miR-19-3p exhibited the best diagnostic performance and displayed a high sensitivity for detecting AFP-negative HCC and …
Enhancement Of A Decellularized Tracheal Scaffold For Tracheal Tissue Engineering, Pensuda Sompunga
Enhancement Of A Decellularized Tracheal Scaffold For Tracheal Tissue Engineering, Pensuda Sompunga
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Development of tracheal substitutions currently lacks a standard protocol due to the complexity of trachea structure and function. Tissue-based treatments using patient's cells grown on an extracellular matrix (ECM) from donor tissue are promising approach in tissue engineering. The aim of this study was to develop canine dECM-based tissue engineered tracheal constructs, which serve as tissue model to develop decellularization process and cell carriers. Canine tracheas were performed vacuum-assisted decellularization (VAD) to create dual cell carrier systems, which are a decellularized tracheal scaffold (dTracheal scaffold) and a dECM hydrogel. The results from histology and biochemistry assay found that dTracheal scaffolds …
Evaluation Of Patient Radiation Dose And Risk Of Cancer From Ct Examinations, Saowapark Poosiri
Evaluation Of Patient Radiation Dose And Risk Of Cancer From Ct Examinations, Saowapark Poosiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Computed Tomography (CT) examinations have been increasingly requested and become the major sources of patient exposure. The cancer risk from CT scans is contingent upon the amount of organ absorbed dose. This study aims to evaluate the cumulative effective doses (CED) and risk of cancer incidence and mortality from recurrent CT examinations in a single day. The patient data at aged 15 to 75 years old performed CT examinations during the period of five years from January 2018 to December 2022 were collected from two academic centers. The CED and organ doses were evaluated using Radimetrics™ Enterprise Platform from Monte …
การพัฒนาพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสมือน สำหรับการเยี่ยมชมพร้อมกันหลายราย, ญาดา อังสนานนท์
การพัฒนาพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสมือน สำหรับการเยี่ยมชมพร้อมกันหลายราย, ญาดา อังสนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้สร้างพิพิธภัณฑ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในโลกเสมือนจริงสำหรับการใช้งานบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ครอบคลุมตัวอาคารทั้งหลัง และสร้างนิทรรศการในโลกเสมือนที่จัดแสดงเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ใกล้เคียงกับนิทรรศการจริงที่จัดแสดงอยู่บนชั้น 4 ของอาคาร ในระบบที่สร้างขึ้นนี้สามารถรองรับผู้ใช้งานได้พร้อมกันได้หลายราย โดยผู้ใช้แต่ละรายสามารถสร้างสรรค์ตัวละครใหม่ ๆ ที่หลากหลายเพื่อแสดงความเป็นตัวตนบนโลกเสมือนได้อย่างอิสระและมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเอง ผู้เข้าเยี่ยมชมสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองของกล้องให้มีระยะใกล้ไกลได้ช่วยให้อ่านเนื้อหาและข้อความต่าง ๆ ได้ และสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด หรือแม้กระทั่งการเทเลพอร์ตไปยังจุดต่าง ๆ ภายในมีการนำเสนอความรู้ทางประวัติศาสตร์ในรูปแบบของ เสียงบรรยาย รูปภาพ วีดิทัศน์ และข้อความ ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกันกับผู้อื่นได้ตลอดทุกช่วงเวลาโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน ผลการทดลองในเบื้องต้นกับผู้ใช้งานที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีโลกเสมือนพบว่าผู้ใช้งานรู้สึกตื่นเต้นและพึงพอใจกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับจากการท่องไปในโลกพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งนี้ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความสมจริงและเข้าถึงได้ง่าย จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดเป็นมิติใหม่ของการเผยแพร่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อย่างกว้างขวาง
A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud
A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในประเทศไทยและเยอรมนี การแพทย์ทางไกลได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป การบริการทางการแพทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปทั่วโลก การบริการการแพทย์ทางไกลมีประโยชน์หลายประการทั้งการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพของผู้ให้บริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การแพทย์ทางไกลได้ก่อให้เกิดความท้าทายทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ทางไกลโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลซึ่งมีรูปแบบและลักษณะแตกต่างจากการให้บริการทางการแพทย์แบบดั้งเดิมปัจจุบัน การให้บริการการแพทย์ทางไกลโดยแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องทำตามหลักเกณฑ์ตามประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 54/2563 ซึ่งได้กำหนดความหมายของคำว่า “การแพทย์ทางไกล" ไว้เป็นการเฉพาะ และยังปรากฏว่ามีออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องมาตรฐานสำหรับสถานพยาบาลที่ใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ. 2564 เพื่อกำกับดูแลการให้บริการการแพทย์ทางไกลของผู้ให้บริการสถานพยาบาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากทุรเวชปฏิบัติด้านการแพทย์ทางไกลไว้โดยเฉพาะเจาะจง การบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในกรณีการแพทย์ทางไกลจะอยู่ภายใต้มาตรา 420 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย เช่นเดียวกับกรณีการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์เช่นเดียวกับการแพทย์แบบดั้งเดิมงานวิจัยนี้พบว่าภาระการพิสูจน์ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บภายใต้กรอบของกฎหมายการละเมิดทั่วไป ส่งผลให้ผู้ที่รับบริการการแพทย์ทางไกลมีภาระในการพิสูจน์เช่นว่านี้มากเกินสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายของประเทศเยอรมนีได้สร้างกลไกที่เป็นระบบมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลมีความรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บนั้นมากขึ้นและคุ้มครองฝ่ายผู้รับบริการได้มากขึ้นในกรณีทุรเวชปฏิบัติในกิจการการแพทย์ทางไกล โดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับกรณีทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนี และชี้ให้เห็นความแตกต่างและประเด็นที่อาจนำเอามาปรับปรุง แนวทางการปฏิบัติของศาลเยอรมนีเป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวทางที่ครอบคลุมและแสดงออกถึงการใช้กลไกทางกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและสร้างความรับผิดชอบให้แก่ผู้ให้บริการเพื่อจัดการกับความท้าทายทางกฎหมายในด้านการแพทย์ทางไกล ประเทศไทยสามารถนำแนวทางปฏิบัติจากกรอบกฎหมายของประเทศเยอรมนีมาปรับใช้เพื่อลดภาระการพิสูจน์สำหรับผู้ป่วยและรับรองความรับผิดของผู้ให้บริการด้านการแพทย์ทางไกล เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและการรักษาสิทธิของผู้ป่วยในกรณีที่อาจมีการเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลของผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทย และเพื่อรับประกันความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยผู้รับบริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทยมากกว่าปัจจุบัน
การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เนื่องจากการทำงานระยะไกล (Remote Work) ในประเทศไทย, ณิชกานต์ สงวนรัตน์
การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากรณีบุคคลธรรมดามีเงินได้เนื่องจากการทำงานระยะไกล (Remote Work) ในประเทศไทย, ณิชกานต์ สงวนรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทต่างๆทั่วโลก ปรับตัวด้วยการบังคับใช้นโยบาย Remote Work หรือการทำงานระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Work-From-Home (WFH) รวมไปถึง Work-From-Anywhere (WFA) จึงทำให้เกิดกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า Remote Workers ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวไทยรูปแบบ Home Base หรือชาวต่างชาติรูปแบบ Host Base จะเป็นพนักงานบริษัท (Employee) ฟรีแลนซ์ (Freelance) หรือทำธุรกิจส่วนตัว (Entrepreneur) พวกเขาสามารถทำงานระยะไกลจากที่ไหนบนโลกก็ได้ สามารถทำงานได้โดยไม่มีเงื่อนไขของสถานที่และเวลาในการทำงาน เมื่อมีทำงานระยะไกลจากในประเทศไทยให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในต่างประเทศ กลุ่ม Remote Workers ต่างก็ต้องคำนึงถึงประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวกับคนเข้าเมืองและภาษีอากรที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่อาจเกิดขึ้น จากการศึกษาพบว่า กลุ่ม Remote Workers มีเงินได้จากการทำงานระยะไกลจากในประเทศไทยให้แก่ต่างประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้บนแหล่งเงินได้นอกประเทศเมื่อนำเงินได้ดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยตามบทบัญญัติมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร โดยกลุ่ม Remote Workers แต่ละรูปแบบมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ที่แตกต่างกันตามนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้จ่ายและผู้รับ ได้แก่ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) สำหรับรูปแบบการจ้างงานแบบ Employee ส่วนรูปแบบการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์ (Freelance) มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) และรูปแบบการจ้างงานแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneur) มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เป็นผลทำให้ Remote Workers แต่ละรูปแบบต้องใช้แบบแสดงรายการในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่แตกต่างกันตามประเภทเงินได้พึงประเมิน โดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีนั้นผู้มีเงินได้สามารถเลือกยื่นได้ทั้งออนไลน์และกระดาษ แต่ทั้งสองรูปแบบยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับกลุ่ม Remote Workers เนื่องจากไม่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ รวมไปถึงอุปสรรคในการดำเนินการและเตรียมเอกสารประกอบการขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอีกด้วย ซึ่งการกรอกเอกสารต่าง ๆ ต้องเป็นภาษาไทย เพราะหากไม่มีเลข ฯ ก็จะไม่สามารถยื่นภาษีได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดทำให้ภาครัฐในฐานะผู้จัดเก็บภาษีไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังจากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้เสียภาษีกลุ่มบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ วิธีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยเป็นวิธีการประเมินตนเอง ( Self-Assessment) โดยผู้มีเงินได้มีหน้าที่แสดงประเภทเงินได้ จำนวนเงินได้ เพื่อคำนวณภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยตนเอง ผู้เงินได้โดยเฉพาะกลุ่ม Remote Workers ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้ Remote Workers ชาวต่างชาติไม่ทราบว่าเงินได้ที่ตนได้รับจากการทำงานระยะไกลให้แก่นายจ้างหรือผู้ว่าจ้างในต่างประเทศต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทยหรือไม่ เสียตามหลักเกณฑ์ใด ในอัตราเท่าไหร่ และเสียอย่างไร นอกจากนี้ในทางปฏิบัติยังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บภาษี เพราะถ้าผู้มีเงินได้ไม่แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเงินได้ที่ตนได้รับจากแหล่งเงินได้ในต่างประเทศไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา …
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การนำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาปรับใช้กับการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชนยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากบุคคลที่อาจถูกประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นได้ทั้งผู้ร้องเรียน พยาน ผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการสืบสวน และไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะพนักงาน แต่ยังรวมถึงบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียด้วย นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวแก่เหตุคุกคามส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวด้วย จึงก่อให้เกิดความซับซ้อนในระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการสืบสวนสอบสวนเหตุดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาในการพิจารณาหาฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) ที่เหมาะสม และความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ขององค์กรกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Proportionality) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องขอบเขตการสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มอบให้พนักงานใช้ในการปฏิบัติงาน ที่ยังมีปัญหาในการตีความทางกฎหมายว่าการกระทำในลักษณะใดและเพียงใดที่ถือว่าเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทและได้สัดส่วนสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อได้ทำการศึกษาวิเคราะห์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักสากล กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายในประเทศไทยประกอบกันแล้ว พิจารณาเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาออกกฎหมายและแนวนโยบายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ (Legal Certainty) และความได้สัดส่วน (Proportionality) โดยภาครัฐควรมีการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Law) เพื่อคุ้มครองกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในองค์กรเอกชนให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม นอกจากนั้นภาครัฐควรประกาศแนวนโยบายของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มเติมแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชน ประกอบกับการออกแนวนโยบายเพื่อสนับสนุนการจัดทำเอกสารตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ เอกสารประเมินความสมดุลของผลประโยชน์ (Legitimate Interest Assessment) และเอกสารประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) อันจะช่วยให้บริษัทสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุด ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้กฎหมาย โดยการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการการจัดตั้งองค์กรหรือสมาคมเพื่อการสืบสวนสอบสวนภายใน (Corporate Investigation Association) ประกอบการจัดทำแนวทางการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชนให้ชัดเจน (Corporate Investigation Handbook) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในที่สุด
แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ
แนวทางการยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, เสฎฐวุฒิ ศิริวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เนื่องจากความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานเป็นการคุ้มครองเกียรติของเจ้าพนักงานเป็นสำคัญและเป็นการบังคับใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐ เพื่อศึกษาว่าเกียรติของเจ้าพนักงานสมควรที่จะได้รับความคุ้มครองมากกว่าเกียรติของบุคคลธรรมดาหรือไม่ และโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้นได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดจากการกระทำความผิดหรือไม่ อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานมิได้ให้ความสำคัญถึงการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าที่ควร จากการศึกษาหลักเกณฑ์และทฤษฎีเกี่ยวกับการคุ้มครองเกียรติของบุคคลพบว่าบุคคลที่มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกับบุคคลธรรมดาย่อมจะต้องได้รับความคุ้มครองเกียรติอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ส่วนโทษที่ผู้กระทำความผิดได้รับนั้น จากการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปพบว่า ศาลได้วางหลักการไว้ว่าการนำโทษจำคุกมาบังคับใช้นั้นไม่ได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้นและถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นเกินสมควร อีกทั้งประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมันแม้จะใช้โทษจำคุกมาลงโทษก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณคดีลดน้อยลงไป ในส่วนของการบังคับใช้ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น จากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของคำพิพากษาฎีกาของไทยเกี่ยวกับการตีความคำว่าดูหมิ่นเจ้าพนักงานยังพบปัญหาว่าการตีความว่าถ้อยคำใดเป็นถ้อยคำดูหมิ่นหรือถ้อยคำใดเป็นการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน จากผลการศึกษาจึงนำไปสู่ข้อเสนอแนะของผู้เขียนว่าสมควรยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และหากมีการดูหมิ่นเจ้าพนักงานเกิดขึ้น ย่อมอาศัยความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดามาใช้บังคับและสมควรยกเลิกโทษจำคุกในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดา ประการสุดท้าย เพิ่มเติมถ้อยคำในความผิดฐานดูหมิ่นบุคคลธรรมดาเกี่ยวกับการการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของบุคคลที่ไม่ถือว่าเป็นความผิด เพื่อให้ศาลได้คำนึงเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนเป็นสำคัญด้วย
ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี
ปัญหาการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ : ศึกษาเฉพาะกรณีแสดงราคาแบบ Drip Pricing, รัตติยากร ชัยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจในวงอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆได้ใช้กลยุทธ์การแสดงราคาแบบ Drip Pricing มาใช้ในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการของตนในตลาดออนไลน์มากขึ้น ซึ่งการแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการโฆษณาเพียงส่วนหนึ่งของราคาสินค้าหรือบริการครั้งแรกต่อผู้บริโภค และเปิดเผยค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่บังคับหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ในภายหลังเมื่อผู้บริโภคดำเนินการตามขั้นตอนการซื้อ หรือเปิดเผยราคารวมในขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาครั้งแรกหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมายและทำให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้อเสนอราคาของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นทำได้ยากขึ้น จึงเป็นการโฆษณาราคาสินค้าหรือบริการที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคคาดหวังจะจ่ายราคาที่โฆษณาหรือเชื่อว่าตนสามารถซื้อสินค้าหรือบริการในราคาที่โฆษณาครั้งแรกได้ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคด้านการโฆษณาและการแสดงราคาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แต่ไม่สามารถนำมาใช้บังคับแก้ปัญหาการแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจากการศึกษากฎหมายของประเทศแคนาดา ประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนพบว่า ทั้งสามประเทศดังกล่าวมีมาตรการทางกฎหมายในการบังคับใช้ควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ การโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing เป็นการกระทำหรือการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมหรือหลอกลวงและเป็นวิธีการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการโฆษณาเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยไม่เปิดเผยอย่างชัดเจนถึงราคารวมทั้งหมดที่ ผู้บริโภคจะต้องชำระซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด การโฆษณาดังกล่าวจึงต้องห้ามตามกฎหมายของทั้งสามประเทศ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องออกมาตรการทางกฎหมายควบคุมการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อควบคุมกำกับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)ของสินค้าหรือบริการถูกต้องตามกฎหมายโดยแสดงให้ชัดเจนและถูกต้องตามความจริง ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาสินค้าหรือบริการและมีหน้าที่ป้องกันการกระทำดังกล่าว เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในการได้รับข้อมูลที่ชัดเจนถูกต้องและเพียงพอในการตัดสินใจซื้อหรือในการเปรียบข้อเสนอราคาอย่างรอบรู้และมีประสิทธิภาพ และป้องกันมิให้ผู้บริโภคจ่ายเงินในราคาสูงกว่าราคาที่โฆษณาหรือจ่ายเงินมากกว่าที่คาดหมาย ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยเพื่อควบคุมป้องกันและยับยั้งการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่เป็นธรรมหรือหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ 1.) ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ตามมาตรา 22 วรรคสอง(5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 โดยกำหนดห้ามการโฆษณาแสดงราคาแบบ Drip Pricing และ 2.)ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง การแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ “การแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ)" ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงราคารวม(ราคาสุทธิ) ให้ชัดเจนและถูกต้องในโฆษณา ก่อนที่ผู้บริโภคจะเริ่มกระบวนการซื้อทางออนไลน์
ความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง, ฉัฐพงษ์ ฤกษ์พัฒนาพร
ความไม่เหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนพรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง, ฉัฐพงษ์ ฤกษ์พัฒนาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมของหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมือง โดยมุ่งศึกษาถึงแนวคิด หลักการ และวิธีการขั้นตอนการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรคคการเมืองของแต่ละประเทศ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองของไทยที่มีรูปแบบผสมระหว่าง การให้ดุลยพินิจกับองค์กรกลางในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองกับการให้เสรีภาพแก่พรรคการเมืองในการทำกิจกรรมทางด้านการเมือง การจัดสรรรูปแบบใด สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองหรือไม่จากการศึกษาพบว่า การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไม่ได้กำหนดเรื่องการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนให้ได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองแต่อย่างใด อีกทั้งเกณฑ์ในการพิจารณาที่ไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน ทำให้พรรคการเมืองที่ต้องดำเนินกิจการทางการเมืองในประเด็นของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตามประเด็นปัญหาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในแต่ละท้องที่เพื่อเป็นนโยบายของพรรคการเมืองในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งพรรคการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจการทางการเมืองตามวัตถุประสงค์ของพรรคการเมือง ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินนโยบายต้องตามความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร
การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล (Digital Art) กรณีศึกษาในโทเคนที่ไม่สามารถทดแทนได้ (Nft:Non-Fungible Token), ณัฐจิรา วงษ์ศุทธิภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่ถูกนำมาใช้ในงานศิลปะดิจิทัลอันเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรืออาจได้รับความคุ้มครองตามหลักเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด (Freedom of Expression) เพียงใด และสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า (Exclusive Right) ที่ได้รับความคุ้มครองในสินค้าที่เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ควรขยายครอบคลุมถึงสินค้าในโลกเสมือน (Virtual product) ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างหรือไม่ นอกจากนี้หากการสร้างงานขึ้นมาใหม่ของศิลปินนั้นส่งผลให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้รับความเสียหายซึ่งมักเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปของสาธารณชน (well-known mark) โดยอาจทำให้เครื่องหมายการค้านั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ การสร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกับการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลกำไรและชื่อเสียงทางการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือคุ้มครองเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหลงผิดของประชาชนทั่วไปจึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องพิจารณาผู้เขียนได้เสนอให้ปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บางประการรวมทั้งนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในงานศิลปะดิจิทัล เพื่อให้การปรับใช้และการตีความกฎหมายให้เป็นไปอย่างชัดเจน สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการแสดงออก(freedom of expression) โดยพิจารณาถึงความเกี่ยวข้องทางศิลปะกับผลงานที่เกี่ยวข้องและไม่ได้ทำให้เข้าใจผิดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเนื้อหาของงานเพื่อคุ้มครองศิลปินในการสร้างสรรค์ผลงานและไม่เป็นการผูกขาดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า
การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์
การรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากระบบสวัสดิการของรัฐ, ณัฐชยา แสนมโนวงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทยและในต่างประเทศ และวิเคราะห์ปัญหาในทางกฎหมายของการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาจากหนังสือ บทความ ทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัย รวมถึงเอกสารของต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา พบว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีความไม่มีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอ อีกทั้ง เกิดปัญหาในการตีความทางกฎหมายในการจำกัดสิทธิกลุ่มผู้สูงอายุตามมาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เนื่องจากการกำหนดเกณฑ์โดยต้องเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้หรือรายได้ ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ไม่มีความแน่ชัดว่าสูงอายุกลุ่มใดบ้างควรได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความทั่วถึง และเป็นธรรม นอกจากนี้ การกำหนดหน้าที่ผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ว่าตนสมควรที่จะได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น การสร้างภาระให้แก่ผู้สูงอายุเกินสมควร นำไปสู่การขัดต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และหน้าที่ของรัฐในการจัดให้มีความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุตามที่รับรองสิทธิของผู้สูงอายุไว้ในรัฐธรรมนูญไทยผู้เขียนจึงเสนอให้มีหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีความชัดเจนและเป็นธรรม และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดการใช้เกณฑ์รายได้เป็นตัวกำหนดสิทธิในการรับเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุในลักษณะของดัชนีชี้วัดความยากจน และแก้ไขการแก้ไขถ้อยคำจาก “สงเคราะห์" เป็น “การจัดสวัสดิการ" เพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ
การออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร, ณัฐณิชา พันธ์โสตถี
การออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร, ณัฐณิชา พันธ์โสตถี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดําเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวลรัษฎากร โดยผู้วิจัยพบว่า หลักเกณฑ์ใน การพิจารณานิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน ตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (1) และ (2) นั้นไม่ครอบคลุมกับการ พิจารณาว่านิติบุคคลใดจะมีความสัมพันธ์กัน (related company) จึงเป็นช่องโหว่ที่ทําให้นักลงทุนต่างชาติมาใช้ ประโยชน์จากความไม่ชัดเจนของกฎหมายในทางที่ไม่ชอบ เช่น การหนีภาษี (tax evasion) โดยการเข้าทําธุรกรรม ระหว่างนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันซึ่งอาจจะเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการโอนหรือ จําหน่ายทรัพย์สิน การขายสินค้า การให้บริการ ตลอดจนการกู้ยืมเงิน โดยกําหนดให้ค่าตอบแทน ราคาสินค้า ค่าบริการ และอัตราดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามราคาตลาด (market price) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการถ่ายโอนกําไร (profit shifting) ไปยังอีกนิติบุคคลหนึ่งซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งในประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่ตํ่าหรือไม่มีการจัดเก็บ ภาษีเลย ทําให้กรมสรรพากร หรือหน่วยงานจัดเก็บภาษีนั้นไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กําหนดนิยาม นิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันใน ด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุมในลักษณะที่นิติบุคคลหนึ่งไม่อาจดําเนินการโดยอิสระจากอีกนิติบุคคลหนึ่ง ไว้ เป็นการเฉพาะ แต่เมื่อผู้วิจัยนํามาศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ คือ ประเทศเยอรมนี และประเทศ อินเดียแล้ว พบว่าทั้งสองประเทศมีการบัญญัติเป็นกฎหมายไว้อย่างชัดเจนผู้วิจัยจึงเห็นว่าสามารถนํากฎหมายของ ต่างประเทศมาปรับใช้กับกฎหมายไทยโดยการออกเป็นกฎกระทรวง ตามที่มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง (3) แห่งประมวล รัษฎากร ให้อํานาจไว้
การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์
การกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ปฐพี พูลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ ค้นหาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรและมาตรการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เนื่องจากสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการกระทำความผิดอาญาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหนีภาษีอากร การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และอาชญากรรมทางการเงินประเภทต่าง ๆ นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการนำเข้าและส่งออกโดยมีการออกบัญชีราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade mis-invoicing) หรือการกำหนดราคาสินค้าเป็นเท็จ (trade-mispricing) ซึ่งเป็นอาชญากรรมทางการเงินโดยเป็นหนึ่งในวิธีการฟอกเงินผ่านการค้า (trade-based money laundering) โดยอาศัยประโยชน์จากบัญชีราคาสินค้ามาใช้ในการถ่ายโอนเงินตราข้ามพรมแดนด้วยวิธีการฉ้อฉลผ่านการสำแดงราคา ปริมาณ หรือ คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง การออกบัญชีราคาสินค้าที่เป็นเท็จจึงอาจมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การผสมปนเงินที่มีแหล่งที่มาผิดกฎหมายเข้ากับเงินที่มีแหล่งที่มาถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานสำแดงเท็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีอัตราโทษต่ำไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้น โดยไม่รวมถึงความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรผู้วิจัยจึงมุ่งศึกษาการกำหนดให้ความผิดฐานสำแดงเท็จตามกฎหมายศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเป็นการป้องกันและปราบปรามการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศในการถ่ายโอนเงินตราซึ่งมีที่มาผิดกฎหมายข้ามพรมแดน และสามารถนำมาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาใช้ในการจัดการกับทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น
การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม : ศึกษาข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตร, ประกายกานต์ รื่นกลิ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเจรจาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรในปัจจุบันนั้นโดยหลักแล้วคู่สัญญาทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรและผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นสามารถที่จะเจรจาและตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรได้อย่างเสรีตามหลัก Freedom of Contract ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะพบว่าผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้น อาจมีอำนาจในการเจรจาต่อรองมากกว่าเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรอันส่งผลให้นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมสืบเนื่องจากการกำหนดข้อสัญญาจากคู่สัญญาที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน โดยจากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ออกมารองรับและกำหนดแนวทางเรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและแนวทางการพิจารณาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกับสัญญาบางประเภทเท่านั้น เช่น พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และ ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางการพิจารณาการปฎิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจรับซื้อผลไม้ ปี พ.ศ. 2563 ที่ได้มีการกำหนดแนวทาง และวางกรอบการกำหนดข้อสัญญาที่ป้องกันพฤติกรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเฉพาะกรณีของสินค้าทางการเกษตรที่จำกัดเพียงเฉพาะผลไม้เท่านั้น หรือในกรณีที่พิจารณาพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ปี พ.ศ. 2540 นั้นก็จะพบว่ากรณีสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรนั้นไม่อยู่ภายใต้การใช้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า หลัก Freedom of Contract ที่เปิดโอกาศให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเจรจาและกำหนดข้อสัญญาได้อย่างเสรีนั้น ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในกรณีที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีอำนาจในการเจรจาต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันได้อีกต่อไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องวางกรอบกำหนดทางกฎหมายเพื่อปรับปรุงและแก้ไขช่องว่างในเรื่องนี้ ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบในกฎหมายต่างประเทศพบว่า ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้ออกข้อกำหนดที่วางแนวทางในการกำหนดข้อสัญญาซื้อขายสินค้าทางการเกษตรเอาไว้อย่างชัดเจนคือ Directive (EU) 2019/633 on unfair trading practices in business-to-business relationships in the agricultural and food supply chain ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางให้คู่สัญญาทั้งเกษตรกร ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร รวมถึงผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรนั้นต้องปฏิบัติตาม โดยแบ่งแยกข้อกำหนดออกเป็นสองส่วนหลัก คือการกำหนดแนวทางที่เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุดที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงยกเว้นได้ และเงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถตกลงยกเว้นได้หากได้มีการตกลงอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ในปัจจุบันได้มีการใช้บังคับในประเทศสมาชิกยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกำหนดข้อสัญญาทางการค้าที่เป็นธรรมระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรกับผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตรจากที่กล่าวข้างต้นเอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการกำหนดข้อสัญญาที่เป็นธรรมที่ไม่นำไปสู่พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร และผู้รับซื้อสินค้าทางการเกษตร โดยศึกษาเปรียบเทียบทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของสหภาพยุโรปเพื่อใช้เป็นแนวทางและปรับปรุงกฎหมายไทยที่มีอยู่ให้ครอบคลุมกับกรณีนี้ศึกษาต่อไป
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
ความรับผิดเพื่อละเมิดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล : ศึกษาแนวคิดการหลีกเลี่ยงที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดและหลักการใส่ใจระมัดระวังที่ดี, พีระพัฒน์ เทพรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าได้มีการพัฒนารูปแบบการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เกิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มากขึ้น สมัยอดีตนั้นการซื้อขายกันมีการตกลงกันระหว่าง 2 ฝ่าย ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยต่างฝ่ายต่างสามารถระบุข้อตกลงตราบเท่าที่ต้องการระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงสามารถตรวจสอบสินค้าด้วยตนเองได้ก่อนการชำระเงินค่าสินค้า แต่ในปัจจุบันการซื้อขายได้เปลี่ยนแปลงไป มีตัวกลางอย่าง Digital Platform เข้ามาเป็นตัวกลางในการซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงระหว่าง 2 ฝ่ายได้ ขาดการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายซึ่งถูกจำกัดโดยตัวกลาง และอำนาจต่อรองของ Digital Platform ที่ถือว่ามีมากกว่าผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะด้วยฐานผู้บริโภคในตลาดออนไลน์ที่มีจำนวนมากจากการไม่มีขอบเขตของสถานที่ในการเสนอขายสินค้า ทำให้เกิดกลุ่มของผู้บริโภคที่มีทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความสามารถที่จะตอบสนองลูกค้าที่สนใจสินค้าได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมง)ด้วยอำนาจต่อรองที่มากกว่านี้เอง ทำให้ Digital Platform มักทำข้อสัญญาที่ปฏิเสธความรับผิดของตนเอง โดยโอนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขาย เมื่อเกิดธุรกรรมการซื้อขายขึ้น พบปัญหาต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น การไม่ได้รับสินค้า สินค้ามีปัญหา สินค้าไม่ตรงตามที่เสนอขาย การถูกลวงขาย และอื่นๆ ตัวกลางอย่าง Digital Platform อาจปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ โดยระบุให้ผู้ซื้อและผู้ขายไปติดต่อและตกลงชดใช้ค่าความเสียหายกันเอง เป็นสิ่งที่สังคมเริ่มเกิดปัญหา เมื่อธุรกิจใหม่ๆมุ่งแต่จะหารายได้ แต่ขาดความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่จะมีกฎหมายหรือบทลงโทษใดๆที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบธุรกิจที่จงใจหรือประมาทเลินเล่อ หรือแม้แต่การไม่ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการประกอบธุรกิจ จนเกิดความความเสียหายแก่ผู้อื่นได้ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการสำหรับความรับผิดเพื่อละเมิดอันเกิดจากการกระทำโดยจงใจ ประมาทเลินเล่อ หรือการงดเว้นหน้าที่ที่ต้องกระทำของ Digital Platform โดยศึกษากฎหมายและแนวคำพิพากษาของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดเพื่อละเมิดในแต่ละลักษณะความผิด เช่น ความรับผิดเพื่อการกระทำของตนเอง ความรับผิดในการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) เป็นต้น และศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือความเสียหายได้โดยใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุด (Cheapest Cost Avoider) เพื่อกำหนดความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จะต้องใส่ใจระมัดระวัง (Duty of Care) ของ Digital Platformดังนั้นหากมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดเพื่อละเมิด กำหนดให้ Digital Platform มีความรับผิดต่อการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายของผู้ขายที่เสนอขายสินค้าผ่าน Digital Platform ตามหลักความรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดจากการกระทำความผิดของผู้อื่น (Vicarious Liability) จะทำให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สามารถคุ้มครองผู้เสียหายจากการใช้บริการของ Digital Platform ให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในเวลาที่เหมาะสม Digital Platform จำต้องออกคำสั่งหรือวางแนวนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และถือว่าเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าในฐานะที่จะรับภาระในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายได้
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
แนวทางในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคของการใช้ดาร์กแพทเทิร์นของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522, ศศินี เรืองอารีย์รัชต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันมีผู้เข้าถึงข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมไปถึงซื้อขายออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในฐานะของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ด้านผู้ประกอบธุรกิจย่อมประสงค์ให้ธุรกิจเติบโต มียอดขายที่ดี หรือมีการเข้าถึงโดยคนจำนวนมาก จึงมีการกระทำที่เรียกว่า ดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) อันเป็นการออกแบบอินเตอร์เฟสและรูปแบบตัวเลือกบนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ ในมุมมองของการตลาด เดิมมักถูกใช้ในเชิงบวก คือ ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น มีการจับคู่กับบุคคลที่เหมาะสมกับสินค้านั้นๆ หรือลดระยะเวลาในการเข้าทำรายการ อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกใช้โดยไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและมีผลในทางลบต่อการแข่งขันในตลาด เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอาศัยดาร์กแพทเทิร์น (Dark Pattern) ที่มีรูปแบบของการกระทำที่หลากหลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลกำไรและสร้างอำนาจทางการตลาดโดยปราศจากจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ย่อมเป็นการทำลายพฤติกรรมของผู้บริโภค เพราะการซื้อของผู้บริโภคนั้นไม่ได้เกิดจากการตัดสินโดยอิสระอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะผู้ประกอบธุรกิจมีการนำการตลาดและการโฆษณามาส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการ จึงมีการกำหนดสิทธิผู้บริโภคและหน้าที่ของผู้ประกอบการ โดยได้มีการบัญญัติรับรองสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 4 ซึ่งจะขอเน้นพิจารณาถึงสิทธิของผู้บริโภคที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ เนื่องจากดาร์กแพทเทิร์นเป็นการกระทำที่ขัดต่อสิทธิข้อนี้โดยตรง เพราะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยสมัครใจ และถูกชักจูงโดยการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งบทบัญญัติที่พอจะนำมาปรับใช้กับดาร์กแพทเทิร์นได้ ก็เป็นในส่วนของการโฆษณาที่มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือข้อความที่เป็นเท็จ รวมถึงการสร้างความรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม แม้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จะให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้บริโภค แต่เนื่องด้วยดาร์กแพทเทิร์นมีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวง หรือมีผลในเชิงเบี่ยงเบนการตัดสินใจของผู้บริโภคให้ต่างไปจากเดิมอันเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้บริโภคตั้งแต่เพียงเล็กน้อยไปจนถึงการสูญเสียทางด้านทรัพย์สินหรือความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมูลค่าสูง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องการมีการศึกษาถึงปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของภาครัฐควรจัดให้มีการหารือถึงแนวทางการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันมีผลเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ซึ่งสามารถศึกษาแนวทางได้จากทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศอินเดีย อันเป็นกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของบริษัททางด้านเทคโนโลยีชื่อดังจำนวนมาก จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ประเทศไทยยังขาดมาตรการทางกฎหมายในการจัดการกับปัญหาการใช้ดาร์กแพทเทิร์นอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค รัฐจึงควรมีการจัดทำแนวทาง (Guideline) สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในการป้องกัน หลีกเลี่ยง และดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการออกแบบเว็บไซต์และแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว โดยแนวทางดังกล่าวสาระสำคัญควรประกอบไปด้วยการกำหนดนิยามของดาร์กแพทเทิร์น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ประเภทของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้ดาร์กแพทเทิร์มพร้อมด้วยแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ ตลอดจนการพิจารณาถึงความเป็นไปและรูปแบบของมาตรการทางกฎหมายสำหรับการพัฒนาและเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถควบคุมดาร์กแพทเทิร์นให้มีประสิทธิภาพ เสริมความคุ้มครองผู้บริโภค และเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคในทางปฏิบัติ
หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย
หลักพื้นฐานในการร่างกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย, สุริยะรังสี ธงชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิต หรือสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิตเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในฐานะวัตถุแห่งสัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากการศึกษาพบว่า คาร์บอนเครดิตมีลักษณะแตกต่างจากทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลายประการ เช่น คาร์บอนเครดิตไม่อาจกำหนดจำนวนได้แน่นอน ผู้ขายอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ขณะทำสัญญา ราคาคาร์บอนเครดิตมีความผันผวนสูงคล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จึงไม่อาจกำหนดราคาแน่นอนได้ในขณะทำสัญญา การส่งมอบหรือโอนคาร์บอนเครดิตจะถือว่าสมบูรณ์ต่อเมื่อคาร์บอนเครดิตได้โอนเข้าบัญชีนายทะเบียนของผู้ซื้อและได้รับการยืนยันจากหน่วยงานทางทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ในกรณีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือศูนย์การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมักไม่มีการส่งมอบสินค้ากันจริง และผู้ซื้อมักเป็นนักเก็งกำไร ซึ่งไม่ได้ประสงค์ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในตัวสินค้า หากแต่มุ่งแสวงหากำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ทำสัญญาไว้กับราคาสินค้าจริง ณ วันหมดอายุของสัญญาเท่านั้นในปัจจุบัน ระบบกฎหมายของประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยเฉพาะ และไม่มีการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น ประกาศ หรือข้อบังคับ หรือแนวทางในการกำหนดเนื้อหาสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างชัดเจน คู่สัญญาจึงอาจแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา หรือกำหนดเนื้อหาของสัญญาได้ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความซับซ้อน หากคู่สัญญาไม่มีความรู้ ความเข้าใจอย่างเพียงพอในการกำหนดเนื้อหาของคู่สัญญา อาจก่อให้เกิดความไม่เสมอภาคทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงมุ่งศึกษาเปรียบเทียบเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร เพื่อนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดเนื้อหาของสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยต่อไป
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล
การออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับ เจเนอเรชั่น วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน, ญาณิศา แท่นนิล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์แบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน มีวัตถุประสงค์เพื่อหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบแบรนด์ของขวัญสำหรับเจเนอเรชัน วาย โดยใช้คำมงคลภาษาจีน ขั้นตอนและวิธีการดำเนินการวิจัย โดยการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลคำภาษาจีนที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และรวบรวมแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบของเรขศิลป์ที่เหมาะสม ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายของเจเนอเรชัน วาย ออกเป็น 6 กลุ่ม โดยอ้างอิงจากวิจัยเรื่อง “รูปแบบการดำเนินชีวิต การบริโภคสินค้าออนไลน์ การบริโภคสื่อดิจิทัล และการรับรู้ความเสี่ยงออนไลน์ของผู้บริโภคเจเนอเรชันวายบนโลกออนไลน์” ของอาจารย์ ดร.ปภาภรณ์ ไชยหาญชาญชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการประชาสัมพันธ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นตัวกำหนดรูปแบบของงานเรขศิลป์ว่าในแต่ละกลุ่มมีลักษณะและจุดเด่นที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละกลุ่ม สรุปผลวิจัยพบว่าจากการทำแบบสอบถาม สรุปได้ว่าสารที่ต้องการสื่อคือ ความสุขของเธอคือความสุขของฉัน ในส่วนของบุคลิกภาพและอารมณ์ คือ Cheerful, Smart, Pure and Simple และแนวทางการออกแบบจะใช้คำมงคลภาษาจีนและรูปแบบของงานแตกต่างกันไปตามกลุ่มที่ได้จากการวิเคราะห์และทำแบบสอบถามจากกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีทั้งหมด 3 รูปแแบคือแพทเทิร์น ภาพประกอบ และตัวอักษร
โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์
โครงการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟส์ไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน, เวธิน ระบิลวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวานมีวัตถุประสงค์เพื่อกลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน โดยมีขั้นตอนวิธีการดำเนินการวิจัย 1) รวบรวมและศึกษาจากกลุ่มเป้าหมายผู้มีภาวะโรคเบาหวาน และ ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 2) สร้างเครื่องมือวิจัยสำหรับสัมภาษณ์เชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการเข้าใช้งานไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 3) วิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายและหลักการออกแบบเรขศิลป์ที่ให้กลุ่มเป้าหมายและผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบเรขศิลป์เป็นผู้คัดเลือกเพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบที่เหมาะสม สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ในการออกแบบเรขศิลป์เพื่อศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน สารที่ต้องการจะสื่อคือ ความสะดวกสะบายที่ช่วยเสริมสร้างสมดุล (Convenience which keep balance) และ บุคลิกภาพและอารมณ์ที่ต้องการจะสื่อ คือ Lively, Healthy และ Amusing 2) แนวทางการออกแบบเรขศิลป์ที่เหมาะสม คือ การออกแบบอัตลักษณ์สำหรับแบรนด์ศูนย์ไลฟ์สไตล์ผู้มีภาวะเบาหวาน และ คู่มือสำหรับการใช้งานระบบอัตลักษณ์ของแบรนด์ ด้านการออกแบบกราฟิก คือ Colorful Minimalism ด้านการออกแบบโลโก้ คือ Bright, Bold and Colorful ด้านการออกแบบฟอนต์ คือ Sans Serif และ ด้านการออกแบบระบบป้าย คือ Interactive and digital signage