Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 961 - 990 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
Innovative Design Process For Iot-Enabled Home Use Medical Device, Apiwat Thongprasert
Innovative Design Process For Iot-Enabled Home Use Medical Device, Apiwat Thongprasert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The transformative journey of healthcare is now shifting from hospital-based corrective care to the empowering realm of home-based preventive care. With the integration of Internet of Things (IoT) technology, the integration transforms medical devices into powerful tools with enhanced functionality, remote connectivity, and sensing capabilities. However, their true potential lies in their ability to adapt to users' lifestyles, highlighting the importance of emotional experience in daily routines. Thus, the success of these devices hinges on understanding factors related to users' perception and acceptance. However, startups and novice developers in the medical device sector face challenges in exploring these factors due …
การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการในการแสดงที่จะสามารถนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ (Tell Me on a Sunday) อีกทั้งเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการร้องเพลงเพื่อนำเสนอตัวละคร เอ็มม่า ผ่านบทละครเพลงดังกล่าว โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และฝึกซ้อมการแสดงควบคู่กับการฝึกฝนแบบฝึกหัดทางด้านการแสดงเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ซึ่งความท้าทายของละครเพลงข้างต้นคือ จะมีเพียง 1 ตัวละคร ที่นำเสนอเรื่องราวบนเวที โดยมีการพูดคุยกับตัวละครอื่นที่ไม่ปรากฏบนเวที ดังนั้นนักแสดงจึงต้องใช้จินตนาการในการแสดงอย่างมากเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม และเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น วิธีการหลักที่ถูกใช้ในการพัฒนาและสร้างตัวละครในงานวิจัยนี้คือมนต์สมมติ (Magic If) โดยคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี (Constantin Stanislavski) ควบคู่ไปกับทฤษฎีการแสดงเกี่ยวกับการใช้จินตนาการ (Imagination) ของ สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อมและการแสดง ซึ่งมีการประเมินผลหลังจากนำเสนอผลงานการแสดงแล้วโดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชมทั้งหมด 50 ชุด การประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษาในรอบก่อนการแสดงจริง และมีการวิเคราะห์จากการพูดคุยจากการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลังจบการแสดง กระบวนที่สังเคราะห์ได้คือการฝึกฝนตามลำดับดังนี้ Magic If, Given Circumstances, Super Objective และการใช้แบบฝึกหัดเข้ามาช่วยพัฒนาระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งผลจากการฝึกฝนตามกระบวนการที่ได้มาทำให้ผู้วิจัยสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังประสบอยู่ และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอ็มม่า ในส่วนของผลของการฝึกฝนการร้องเพลงคือผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการร้องเพลงเพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวของตัวละครสู่ผู้ชมมากขึ้น และผู้วิจัยไม่เกิดความกังวลขณะที่กำลังแสดงอยู่เนื่องจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก่อนการแสดงจริง
กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์
กล่องคอมเมนต์แห่งความเกลียดชังในบริบทสังคมไทย: กรณีศึกษาแฮชแท็กข่าวอาชญากรรมบนเฟซบุ๊ก, รมิดา แสงสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข่าวอาชญากรรมในประเทศไทยบนแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ และการรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก และเพื่อศึกษามาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ต่อบุคคลอื่น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยแบบเอกสาร การรวบรวมข้อมูลเอกสารที่เป็นข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรมในคดีฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ คดีอดีตผู้กำกับใช้ถุงคลุมหัวผู้ต้องหายาเสพติด และคดีฆาตกรรมเน็ตไอดอล และการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างต่อผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบข้อความที่แสดงความเกลียดชังต่ออีกฝักฝ่ายที่พบเหมือนกันทั้งสามคดีคือ การแบ่งแยกแบบไม่ตั้งใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะของข้อความที่พบมักเป็นการบอกกล่าว การชี้นำ และการแสดงความรู้สึก ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้ให้ข้อมูลสำคัญต่อข้อความที่แสดงความเกลียดชังใต้โพสต์ข่าวอาชญากรรม ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้นั้นพบว่ามีอยู่ 3 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยด้านจิต ได้แก่ แรงจูงใจส่วนตนและวัฒนธรรม (2) ปัจจัยด้านสังคม ได้แก่ การได้รับการยอมรับ การเลียนแบบหรือการคล้อยตามผู้ที่เคารพนับถือ ความต้องการในการปกป้องกลุ่มตน และการอบรมเลี้ยงดู และ (3) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ การเข้าถึงง่าย ความเป็นนิรนาม กฎหมายและการขาดผู้ตรวจตรา ขณะที่การรับรู้ข้อความที่แสดงถึงความเกลียดชังล้วนได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัยการรับรู้ทั้งสามและการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวอันจะเป็นการกำหนดทิศทางให้การตอบสนองมีความแตกต่างหลากหลาย มาตรการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการแพร่กระจายความเกลียดชังบนสื่อสังคมออนไลน์ นอกเหนือไปจากกฎหมายและนโยบายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาช่วยประสานการแก้ปัญหาและดำเนินคดีระหว่างภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์เข้ามาร่วมติดตามและตรวจสอบ บรรจุวิชาความรู้เท่าทันสื่อเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมแนะแนว สร้างกลุ่มศิลปินดาราตัวอย่างประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิเสรีภาพ สร้างสื่อเรื่องสั้นที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย จัดตั้งพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับชุมชน จัดตั้ง Online Community เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นต่างในระดับสังคมแบบไม่เปิดเผยตัวตน
The Effects Of A Genre-Based Writing Assessment-For-Learning Model On Enhancement Of Thai Efl Students’Writing Proficiency, Kasidit Supan
The Effects Of A Genre-Based Writing Assessment-For-Learning Model On Enhancement Of Thai Efl Students’Writing Proficiency, Kasidit Supan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Previous research has shown that teaching writing through different genres helps English as a foreign language (EFL) students improve their writing skills (Dickinson, 2013; Taufiqulloh, 2018; Sritakarn, 2019). However, other studies have found that this method does not always help students organize argumentative essays or use the right linguistic features in these essays (Udomyamokkul, 2004; Ka-Kan-Dee, 2015). The purposes of the present study were (1) to investigate the effects of a genre-based writing assessment-for-learning model on enhancement of Thai EFL students’ writing proficiency, (2) to examine the effects of the model on Thai EFL students’ assessment literacy, and (3) to …
ต้นแบบการจัดการการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน, เณริศา ชัยศุภมงคลลาภ
ต้นแบบการจัดการการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน, เณริศา ชัยศุภมงคลลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง ต้นแบบการจัดการการสื่อสารเพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยนำแนวคิดด้านการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน ทฤษฎีการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมมาอธิบายการจัดการการสื่อสารของชุมชนในการกำหนดส่วนประสมทางการตลาด แนวคิดเกี่ยวกับการตลาดและแนวคิดการสื่อสารการตลาดมาศึกษากระบวนการทำงานด้านการกำหนดส่วนประสมทางการตลาดและการสื่อสารการตลาด รวมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการจัดการการสื่อสาร ทั้งนี้เพื่อเสนอต้นแบบของการจัดการการสื่อสารของการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยศึกษาในพื้นที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของชุมชน จำนวน 31 คน การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในฐานะนักท่องเที่ยวและการวิเคราะห์เอกสาร ผลการวิจัย พบว่า ในกระบวนการทำงานของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวด้านการกำหนดส่วนประสมทางการตลาด ชุมชนมีการใช้กระบวนการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ตั้งแต่การตั้งแต่การเตรียมความพร้อมชุมชน การเตรียมความพร้อมเรื่องการตลาด และกระบวนการทำงานเพื่อเชื่อมโยงเรื่องชุมชนกับการตลาด โดยมีรูปแบบการสื่อสารทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ พร้อมไปกับการสร้างเครือข่ายการสื่อสารของกลุ่มคนทุกวัยในชุมชน ด้านกระบวนการทำงานของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวด้านการสื่อสารการตลาด ชุมชนมีการค้นหาจุดเด่นของชุมชนนำมาสร้างสรรค์เป็นแนวคิดหลัก เพื่อใช้ในการสื่อสารการตลาดตามแนวคิดหมู่บ้านเฉพาะเรื่อง (Thematic Villages) โดยมีเครื่องมือหลัก คือ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ของชุมชน ร่วมกับการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อมวลชน การจัดกิจกรรมพิเศษและการร่วมกิจกรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ชุมชนยังขาดการบูรณาการเครื่องมือทางการสื่อสารการตลาด
The Relationship Between The Expression Of Stromal Cell Derived Factor-1 (Sdf-1) And Regional Acceleratory Phenomenon (Rap) In Orthodontic Tooth Movement After Tooth Extraction In Rats Model, Duangtawan Rintanalert
The Relationship Between The Expression Of Stromal Cell Derived Factor-1 (Sdf-1) And Regional Acceleratory Phenomenon (Rap) In Orthodontic Tooth Movement After Tooth Extraction In Rats Model, Duangtawan Rintanalert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The stromal cell-derived factor 1 (SDF-1)/chemokine receptor type 4 (CXCR4) axis plays a key role in alveolar bone metabolism during orthodontic tooth movement (OTM). Herein, the effects of the SDF-1/CXCR4 axis on the regional acceleratory phenomenon (RAP) in OTM velocity and on changes in the surrounding periodontium after adjacent tooth extraction in rats were investigated. Six-week-old male Wistar/ST rats underwent left maxillary first molar (M1) extraction and mesial OTM of the left maxillary second molar (M2) with a 10-g force closed-coil spring. Phosphate-buffered saline, immunoglobulin G (IgG) isotype control antibody, or anti-SDF-1 neutralizing monoclonal antibody were injected at the M1 …
Effects Of ⍺-Lactalbumin Hydrolysate On Human Oral Squamous Cell Carcinoma Cell Lines, Agustina Putri Kintan Arini
Effects Of ⍺-Lactalbumin Hydrolysate On Human Oral Squamous Cell Carcinoma Cell Lines, Agustina Putri Kintan Arini
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background : Alpha-lactalbumin, the protein from human and bovine milk has been found to be promising as an alternative of anticancer agent Objective: To investigate the effects of lactalbumin enzymatic hydrolysate (LAH) on cell proliferation, migration, and mRNA expression of MMP on human squamous cell carcinoma (hSCC) cell lines, in vitro. Materials and Methods: Tongue (HSC-4 and 7) and pharyngeal (HN-30 and 31) hSCC cell lines were treated with a two-fold dilution of LAH (0.39-100 mg/ml). Cell viability and cell proliferation were examined by MTT assay. Cell migration was investigated by a scratch wound healing assay. Gene expression of metastasis-associated …
การพัฒนารูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธันยพร เนียมจันทร์
การพัฒนารูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธันยพร เนียมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียน ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ด้วยห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จำนวน 9 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ One way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบ คือ ผู้สอน ผู้เรียน เป้าหมายการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล และมีขั้นตอน คือ เลือกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ วิเคราะห์คุณค่าของบทเรียนที่มีอยู่ วางลำดับกิจกรรม และวางแผนตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ผลการทดลองใช้รูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนและระหว่างเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee
Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Platform work has become the prominent form of employment in the last decade due to its unique features which are seemingly beneficial to workers, whether it is flexibility, autonomy, diverse job opportunities or ease of entry resulting in many people choosing to be platform workers working with platform providers on platforms. During the last decade, platform work has rapidly grown thanks to the advanced technology and innovative business models; however, it seems that Thai labour law focusing on traditional employment has not been adequately developed to catch up the growth of platform work in Thailand. Platform providers have classified platform …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จํานวนทั้งสิ้น 154 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จํานวน 111 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรักษาการผู้อำนวยการ 111 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ 111 คน ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสามัญ 111 คน และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาศาสนา 111 คน รวมทั้งหมด 444 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (2) ด้านการจัดการเรียนการสอน และ (3) ด้านการวัดประเมินผล 2) องค์ประกอบกรอบคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต มี 6 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย (1) คุณลักษณะด้านหลักศรัทธาอิสลามและการปฏิบัติ (2) คุณลักษณะด้านความคิด (3) คุณลักษณะด้านการเรียนรู้ (4) คุณลักษณะด้านวุฒิภาวะ (5) คุณลักษณะด้านการปรับตัว และ (6) คุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม 2) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต พบว่า การวัดและประเมินผล มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมาคือ การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาหลักสูตร 3) แนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารวิชาการประกอบด้วย 53 แนวทาง 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต …
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the mountainous region of Sapa, Vietnam, the Hmong community navigates the complex interplay of preserving their cultural identity amidst immense pressure to modernize. This thesis, centered on Hmong women, delves into their selective adaptation to contemporary challenges, particularly in education and employment. Using document research, a survey, and fieldwork this study draws from both historical data and firsthand accounts. These findings highlight significant disparities in educational attainment and employment opportunities when compared to the national average. Notably, issues of linguistic barriers, cultural priorities, and systemic underrepresentation emerge as primary obstacles. This research illuminates the unique socio-economic dynamics faced by …
การจำลองกำหนดการเดินเรือโดยใช้ไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น, รัตชนก เธียรปุญญธนากุล
การจำลองกำหนดการเดินเรือโดยใช้ไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น, รัตชนก เธียรปุญญธนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลที่มีการจัดการด้านความเสี่ยงในการเกิดความล่าช้าในการเดินเรือตามกำหนดเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และเกิดความเสี่ยงและเกิดค่าเสียหายผลจากถึงกำหนดล่าช้าที่จะต้องประสบกับค่าใช้จ่ายของต้นทุนที่สูงขึ้นจากปัญหาความล่าช้า จึงให้ความสนใจที่ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การให้ความสำคัญกับความน่าจะเป็นจากความไม่แน่นอนและเวลาในการเดินเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการวางแผนและจัดการตารางเดินเรือให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเงื่อนไขและปัจจัยที่แปรผันในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเล งานวิจัยนี้ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการนำไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น Probabilistic Timed Automata (PTA) มาใช้ในการจำลองกำหนดการตารางเดินเรือ (Vessel Scheduling) เพื่อช่วยให้สามารถจำลองและประเมินผลของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเดินเรือได้อย่างเป็นระบบ และการช่วยให้ผู้วางแผนสามารถทำการปรับปรุงและวิเคราะห์ตารางเดินเรือ โดยมีผลจากการปรับปรุงค่าความนาจะเป็นและทำการทวนสอบผลที่ได้จากสถิติข้อมูลที่ใช้จำลองไม่เกิน 10% ผ่านการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PRISM โดยใช้ PRISM Model Checker โดยเครื่องมือสามารถจำลองพฤติกรรมการเดินเรือตามแบบจำลอง PTA ที่ออกแบบไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยของความน่าจะเป็นที่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและทำการทวนสอบด้วยสูตร PCTL ได้
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึง การรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ โดยศึกษาตัวแปรทำนาย 4 ตัว คือ ปริมาณเวลาที่แม่มือใหม่ใช้เข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สร้างโดยแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ พฤติกรรมในการชอบเปรียบเทียบตนเองกับแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ความเชื่อมั่นในตัวแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ และประสบการณ์การประสบความสำเร็จของแม่มือใหม่ในการเลี้ยงลูกช่วงขวบปีแรก กลุ่มตัวอย่างเป็นแม่มือใหม่จำนวน 81 คน ที่มีลูกคนแรกและคนเดียวอายุระหว่าง 1-3 ปี และติดตามแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์เป็นประจำ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม และมาตรวัดตัวแปรต่าง ๆ ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการถดถอยเชิงขั้น (hierarchical regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประสบการณ์การประสบความสำเร็จในอดีต (ß = .522, p
กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, นันท์ปพร สิทธิยา
กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, นันท์ปพร สิทธิยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 3) เพื่อสังเคราะห์การดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 4) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. แนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตสำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) ความสำเร็จและศิษย์เก่า 2) การศึกษาและหลักสูตร 3) การให้และการมีส่วนร่วมกับชุมชน 4) การวิจัยและนวัตกรรม 5) ความยั่งยืนและวิทยาเขตอัจฉริยะ 2. ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า วิธีปฏิบัติในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ มีทัศนคติที่ดี/เจตคติที่ดี เป็นพลเมืองดีในสังคม และมีสมรรถนะความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต มหาวิทยาลัยมีแนวทางดำเนินการตั้งแต่การสร้างกระบวนการรับนักศึกษา เมื่อได้รับนักศึกษาเข้าสู่มหาวิทยาลัย จะเข้าสู่กระบวนการ (process) พัฒนานักศึกษาตามหลักสูตร กิจกรรมเสริมหลักสูตร การสร้างทัศนคติที่ดีให้กับนักศึกษา 3. ผลการสังเคราะห์การดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏต้องมีแคมเปญ (Campaign) มีความเป็นสากลที่เท่าทันโลกการเปลี่ยนแปลง (Global) ควบคู่กับการพัฒนาท้องถิ่นชุมชนที่เป็นปรัชญามหาวิทยาลัยราชภัฏ (Local) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครู ต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยราชภัฏมาจากการผลิตครู (Legacy University) มหาวิทยาลัยราชภัฏจึงต้องรักษาความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครูที่ทันสมัย ตรงตามความต้องการของวิชาชีพ และการบริการสังคม (Community Service) ด้วยกระบวนการ มหาวิทยาลัยเชื่อมโยงเครือข่ายราชภัฏ (Linkage University) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นต้นแบบการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) พัฒนาบนรากฐานความยั่งยืนการประสานความร่วมมือกับท้องถิ่น ปรับตัว ความคล่องตัวและการปรับตัว(Agility and Adaptability) จัดการศึกษายกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมตามมาตรฐานสากล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำหนดกลยุทธ์สู่การเป็น “G-L-O-C-A-L มีความเป็นสากลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” 4. ผลการพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า …
การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) นำเสนอรูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 9 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบประเมินชิ้นงาน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อศึกษาพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเปรียบเทียบ Dependent Sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) เป้าหมายการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปและประเมินผล ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน ผลการทดลอง พบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และจากการใช้รูปแบบฯ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long
The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to delineate the relationship between clinical symptoms of aMCI and affective symptoms in older adults without major depression (MDD) or dysfunctions in activities of daily living (ADL), and to assess the cytokine network in aMCI after excluding patients with MDD, examining the immune profiles of quantitative aMCI (qMCI) and distress symptoms of old age (DSOA) scores. This case-control study recruited 61 participants with aMCI (diagnosed using Petersen’s criteria) and 59 older adults without aMCI, excluding subjects with MDD and ADL dysfunctions. Three distinct dimensions were uncovered: Distress Symptoms of Old Age (DSOA), comprising affective symptoms, perceived stress, …
สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง
สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง ระดับความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลี และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการศึกษา และเก็บข้อมูลเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 จากแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุระหว่าง 20 – 40 ปี เป็นผู้ติดตามโซเชียลมีเดียประเภทเฟซบุ๊กแฟนเพจของศิลปินไอดอลเกาหลี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปินเกาหลี แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง และแบบวัดสุขภาวะทางจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson correlation, One-way ANOVA, Independent T-test และ Stepwise multiple linear regression กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 241 คน อายุเฉลี่ย 28.6 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 80.5) เป็นแฟนคลับมาแล้วตั้งแต่ 0.08 - 22 ปี เฉลี่ยที่ 7.04 ปี ติดตามข่าวและผลงานของไอดอลเกาหลีผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Official page) ของวง (ร้อยละ 93.8) โดยติดตามผลงานทุกวัน (ร้อยละ 75.1) วันละ 1 – 2 ชั่วโมง (ร้อยละ 46.1) มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลีด้วยการซื้อสินค้าและผลงาน (ร้อยละ 85.5) รวมถึงชมคอนเสิร์ตหรือแฟนมีทติ้ง (ร้อยละ 80.9) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการรับรู้คุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 42.3 และ ร้อยละ 39.0 ตามลำดับ) และชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.3) สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการรับรู้คุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.768, p < 0.001) ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตกับความชื่นชอบไอดอลเกาหลี หรือกล่าวได้ว่าระดับความชื่นชอบไอดอลเกาหลีไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ทั้งนี้สุขภาวะทางจิตของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ พบความแตกต่างของสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรอายุ รายได้ อาชีพ การมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลี และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลี ซึ่งการรับรู้คุณค่าในตนเองและเหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลีเพื่อหนีปัญหา เป็นปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 57.4 โดยการรับรู้คุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวก (ß = 0.718, p < 0.001) ขณะที่เหตุผลชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีเพื่อหลีกหนีปัญหาต่างๆ มีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางจิต (ß = -0.110, p = 0.020) ซึ่งการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเอง ทักษะทางสังคม และการรับมือกับปัญหาที่เหมาะสมในประชากรกลุ่มนี้
Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra
Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The postpartum period is a critical time for mothers, marked by significant physical and mental changes. During this time, mothers are vulnerable to issues like postpartum blues and depression. Early professional help can reduce the burden of these mental health problems, but barriers such as social stigma, lack of support, and personal reluctance often prevent mothers from seeking help. This study aims to explore the factors correlated with mental health help-seeking among postpartum mothers in Jakarta, using the Theory of Planned Behaviour and considering sociodemographic, social, and environmental factors. Despite the availability of mental healthcare facilities in Jakarta, help-seeking behavior …
Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan
Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study was to determine the association between physical and psychological variables and the presence of NSLBP among female cleaners working in an academic setting. One hundred and ninety-nine female cleaners aged between 18 and 60 years old with and without LBP were asked to complete a set of self-reported questionnaires related to individual, work-related variables, quality of life, and the prevalence of NSLBP among cleaners. The binomial logistic regression analyses were used to determine the association between physical and psychological factors and the presence or of absence NSLBP. The results showed that the overall prevalence of …
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้มุ่งตอบคำถามมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกใดของญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมและเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของญี่ปุ่นในประเทศไทย และความท้าทายในการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะในประเทศไทย ทำให้มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ด้านบวกของญี่ปุ่นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ นับว่ามีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านกลไกทางวัฒนธรรม ภาษาและการสื่อสาร ในการปลูกฝังมิตรภาพและความผูกพันร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยการสร้างความร่วมมือแบบพันธมิตรและสร้างเครือข่ายกับประชาชนในชาตินั้น ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างลึกซึ้งในภาพลักษณ์ด้านความสุภาพอ่อนโยนและใฝ่สันติซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นญี่ปุ่น แม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมด้านการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะที่มาจากประเทศอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและจริงจังในขณะนี้ แต่มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ได้มีการเรียนรู้ ทบทวนและปรับบทบาทของตนให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และกระแสความนิยมของคนไทยอยู่เสมอ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ถูกออกแบบให้เข้ากับบริบท วิถีชีวิต และความสนใจที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากพื้นฐานความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประสบผลสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผงาดขึ้นของจีนในเวทีโลกได้ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในแง่ของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ในปี 2022 จีนได้เสนอข้อริเริ่มความมั่นคงของโลก (Global Security Initiative: GSI) เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับโลกที่สะท้อนถึงแนวคิดและหลักการของจีน ในปี 2023 กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้เผยแพร่เอกสารแนวคิด (Concept Paper) ระบุถึงหลักการสำคัญ 6 ประการที่เป็นรากฐานของ GSI ซึ่งรวมถึงการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ การให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกัน และการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ GSI มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นความมั่นคงแบบดั้งเดิมและที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม ได้แก่ การก่อการร้ายข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ จีนยังได้เน้นย้ำบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสนับสนุนสถาบันพหุภาคี ได้แก่ สหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และองค์กรระดับภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของโลก บทความนี้ได้วิเคราะห์ถึงแรงจูงใจของจีนในการเสนอ GSI โดยใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในการวิเคราะห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของจีนที่จะขยายอิทธิพลและสร้างความมั่นคงร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปฏิบัติและความร่วมมือที่จะสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การดำเนินข้อริเริ่ม GSI แสดงให้เห็นว่าจีนรับรู้ถึงภัยคุกคามจากภายนอกและมีแรงจูงใจในการเสริมสร้างอำนาจและบทบาทของตนในระดับสากลเพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามจากรัฐอื่น
Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong
Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) performance, proxied by the ESG Combined Score, on the cost of equity (COE), measured by the CAPM, for companies in the Asia-Pacific region from 2015 to 2022. It also explores how this relationship is influenced by economic crises and market development levels. The findings indicate a negative correlation, where higher ESG performance leads to a lower COE. Specifically, the environmental and governance pillars are negatively associated with COE, similarly reducing equity costs, while the social pillar shows no significant effect. The research also studies the impact of economic conditions …
Marketing Analysis : A Case Study Of Byd In The Chinese Automobile Market, Yilin Wang
Marketing Analysis : A Case Study Of Byd In The Chinese Automobile Market, Yilin Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the rapid development of the electric vehicle market, the Chinese Automobile industry has ushered in a huge development opportunity. BYD, as the leader of China's electric vehicles, has also achieved remarkable results. However, the fierce market competition and ever-changing consumer demand also brought challenges to BYD. Therefore, to maintain its advantages in the fiercely competitive market environment, BYD needs to formulate marketing strategies that suit its characteristics and further improve its core competitiveness. This study will focus on analyzing BYD's marketing strategy in the Chinese market and explore the reasons for BYD's rapid development in recent years. Firstly, SWOT …
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องมาจากการก่อสร้างที่พักอาศัยที่มีอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและเสียง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานก่อสร้าง งานวิจัยนี้จึงต้องการวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียง (PM 2.5, PM 10, NO2, CO, dB(A)) ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ ซึ่งนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียง และกล้องบันทึกวีดีโอมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้าง การตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงโดยทั่วไปวัดจากค่าเฉลี่ยของปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับตลอดช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งเครื่องมือวัดมีขนาดใหญ่ มีราคาสูง และไม่สามารถทราบถึงกิจกรรมย่อยที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแรงงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ติดเครื่องมือวัดและกล้องบันทึกวีดีโอกับแรงงาน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้าง โดยเมื่อมีปริมาณมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนไปยัง Line Notify เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโครงการได้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลังจากนั้นประยุกต์ใช้เครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงกับโครงการก่อสร้างกรณีศึกษา 4 โครงการ ผลการทดสอบพบว่า กิจกรรมย่อยที่เกิดมลพิษมากที่สุด คือ เชื่อมโลหะโดยใช้ลวดเชื่อม มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังมีข้อจำกัดในเรื่องขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดของเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดมลพิษได้
A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta
A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to study the factors influencing the intention and behavior of waste management among residents living along the Chao Mueang Canal in Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province. The study employs quantitative research methods by collecting questionnaires from 114 households along the Chao Mueang Canal. Data analysis utilizes descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation, to analyze the socio-economic aspects of the sample group. Inferential statistics, such as the independent t-test, One-way ANOVA, and Structural Equation Modeling (SEM), are used to analyze the factors influencing waste separation behavior and intention, with a statistical significance level set …
Perceptions Of Online Harassment: Ethnographical Research Of Myanmar University Students, Khin Yamone Zaw
Perceptions Of Online Harassment: Ethnographical Research Of Myanmar University Students, Khin Yamone Zaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid expansion of digital technology and internet connectivity in Myanmar over the past years has immensely transformed how people live, work, and interact, bringing various benefits to society. Despite these benefits, online harassment remains a severe and pervasive problem in the digital age. A few existing literature and studies on the Myanmar context suggest that young people, particularly young women, are subjected to online harassment. There is currently a lack of literature in Myanmar that investigates online harassment against young women through a gender lens. This study aims to fill this literature gap and examine the prevalence of online …
Role Of Tele Physical Therapy In Quality Of Life And Satisfaction Among Patients Together With Work Productivity Of Physical Therapists, Munaza Arwa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Despite showing promising results in clinical trials, role of tele physical therapy in improving the quality of life and satisfaction of musculoskeletal disorder patients is ambiguous. Work productivity of therapists is still needed to be calculated to further evaluate efficacy of tele physical therapy sessions.Objective: The study aimed to determine the role of tele physical therapy in quality of life and satisfaction among patients together with work productivity of physical therapists. Method: An observational study comprising of pre-post and longitudinal design was conducted. 327 patients suffering from musculoskeletal disorders and 199 licensed physical therapists were recruited through MARHAM’s platform. …
ความสามารถในการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบด้านกายภาพ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยของอาคารปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ กรณีศึกษา: อาคารสูงในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กวิน ธนโกเศศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความปลอดภัย คือ หนึ่งในข้อพิจารณาสำคัญที่สุดของการออกแบบองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ แต่การวิจัยทดลองทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้นมักไม่มีรูปแบบที่ตายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้การออกแบบฯ เพื่อควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบนั้นกลายเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อพิจารณาการออกแบบองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการฯ ที่จะสามารถเพิ่มศักยภาพในการรองรับการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางกายภาพและเสริมสร้างความปลอดภัยของอาคารปฏิบัติการฯ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบกรณีศึกษา โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์แบบก่อสร้างเริ่มแรกของอาคาร ร่วมกับข้อมูลจากรายงานตรวจประเมินด้านความปลอดภัย และข้อมูลจากการสำรวจสภาพปัจจุบันของอาคารกรณีศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 4 อาคาร ซึ่งเป็นอาคารปฏิบัติการฯ อาคารสูง ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผลการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนที่ 1 อธิบายสาเหตุและลักษณะปัญหาความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการฯ ส่วนที่ 2 อธิบายลักษณะการปรับเปลี่ยนขององค์ประกอบทางกายภาพฯ ที่เกิดขึ้นรวมถึงผลกระทบต่อด้านความปลอดภัยระหว่างช่วงการใช้อาคาร โดยแสดงให้เห็นบทบาทสำคัญและความเกี่ยวข้องกันระหว่างองค์ประกอบทางกายภาพ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ งานระบบอาคาร ที่ว่าง และเฟอร์นิเจอร์ และส่วนที่ 3 อธิบายคุณลักษณะสำคัญขององค์ประกอบทางกายภาพที่สนับสนุนให้อาคารปฏิบัติการฯ สามารถรองรับการปรับเปลี่ยนขององค์ประกอบทางกายภาพได้ข้อค้นพบของงานวิจัยนี้ นำเสนอกรอบแนวคิดในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางกายภาพ และความปลอดภัยของอาคารปฏิบัติการฯ ต่อยอดจากทฤษฎีการจำแนกลำดับชั้นขององค์ประกอบทางกายภาพของอาคาร นอกจากนี้ ข้อค้นพบของงานวิจัยยังนำเสนอข้อพิจารณาในการออกแบบองค์ประกอบทางกายภาพของอาคารปฏิบัติการฯ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และบ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างกลไกในการกำกับควบคุมให้เกิดการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบทางกายภาพ ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และเกิดความปลอดภัยตลอดช่วงการใช้อาคารปฏิบัติการฯ
การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies), บุญฑิกา รัตนประสิทธิ์กุล
การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies), บุญฑิกา รัตนประสิทธิ์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies) ในช่วงพ.ศ. 2543-2553 และในช่วงพ.ศ. 2554-2565 เพื่อค้นหาว่าในยุคหลังการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลกมีขนบการแปลอย่างไร และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคืออะไร นอกจากนี้ผู้วิจัยยังต้องการศึกษาว่าประเภทย่อยของภาพยนตร์นั้นจะมีผลต่อขนบในการแปลภาพยนตร์หรือไม่ โดยผู้วิจัยได้คัดเลือกชื่อภาพยนตร์แนวตลกทั้งหมด จำนวน 250 รายชื่อ และได้จำแนกประเภทย่อยของภาพยนตร์ในทั้งสองช่วงเวลาออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์ตลกโรแมนติก ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ ภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น และภาพยนตร์ตลกดราม่า จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า ในยุคแรก กลวิธีการแปลชื่อภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ การแปลความ รองลงมาคือการตั้งชื่อใหม่ และการทับศัพท์ตามลำดับ ในขณะที่ช่วงยุคหลังนั้น กลวิธีการแปลชื่อภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ การทับศัพท์ การตั้งชื่อใหม่ และการแปลความ เมื่อเปรียบเทียบขนบการแปลชื่อภาพยนตร์ในสองช่วงเวลาตามประเภทย่อยของภาพยนตร์ พบว่ากลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลโดยเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมปลายทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลแบบตั้งชื่อใหม่ และกลุ่มภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ และภาพยนตร์ตลกดราม่า โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลความ ทั้งนี้การใช้กลวิธีการแปลความและการตั้งชื่อใหม่อาจทำให้ ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์และอาจทำให้ผู้ชมตัดสินใจชมภาพยนตร์ สำหรับกลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลแบบเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมต้นทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ตลก และภาพยนตร์ตลกโรแมนติก โดยสะท้อนผ่านกลวิธีการแปลแบบทับศัพท์ ซึ่งการทับศัพท์เป็นการรักษาชื่อในภาษาต้นทาง แต่ในบางกรณีชื่อในต้นทางก็เป็นการทับศัพท์คำภาษาอังกฤษ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมในวัฒนธรรมปลายทางเกิดความเข้าใจและสนใจที่จะชมภาพยนตร์ดังกล่าว
การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล
การสร้างแนวคิดใหม่ให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองภาพยนตร์ดิจิทัล : การใช้วิถีนิเวศวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืน, เทพฤทธิ์ มณีกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในสามส่วนหลัก ๆ ได้แก่ การวิเคราะห์กิจกรรมต่าง ๆ ในการผลิตภาพยนตร์ในจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบนิเวศทางวัฒนธรรม โดยการวิเคราะห์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเชียงใหม่ในฐานะระบบวัฒนธรรมที่พึ่งพาอาศัยกันของผู้คนที่เชื่อมโยงกับองค์กร สถาบัน ธุรกิจ ระบบเทคโนโลยี และปฏิบัติการเชิงสร้างสรรค์ในการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล ส่วนต่อมา คือ การรวบรวมข้อมูลและประเมินทรรศนะของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญ และความต้องการในอนาคต เพื่อรักษาและเสริมสร้างระบบในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ และส่วนสุดท้าย คือ การออกแบบแผนยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบนิเวศของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีของความยั่งยืน แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ได้ระบุถึงโอกาสสำหรับจังหวัดเชียงใหม่ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลผ่านการดำเนินการสองระยะ ได้แก่ ระยะแรกเป็นการมุ่งเน้นและเสริมจุดแข็งเพื่อการเป็น “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ผ่านการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ และระยะหลังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศในงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลของจังหวัดเชียงใหม่ไปสู่ความเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนผ่านโครงการและแผนงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้นผู้วิจัยได้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี คือใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในท้องถิ่น การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ วารสาร เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะเฉพาะของระบบนิเวศของจังหวัดเชียงใหม่ที่ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัล และนับเป็นจุดแข็งที่ชัดเจน ได้แก่ ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และรองลงมาคือสภาพการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ซึ่งมีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนจังหวัดอื่น ๆ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ความพร้อมในธุรกิจภาพยนตร์ดิจิทัล สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย และเครือข่ายระดับนานาชาติ อีกทั้งประชาชนในท้องถิ่นยังมีความต้องการให้มุ่งเน้นการพัฒนาคนรวมถึงการสร้างเสริมโอกาสงานเป็นอันดับแรก เพื่อให้คนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติอื่น ๆ ต่อไปส่วนประเด็นสำคัญในการสร้างแผนยุทธศาสตร์นี้มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดแนวทางแผนปฏิบัติการเร่งรัดสำหรับการจัดกิจกรรมทางภาพยนตร์ในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้แก่ผู้คนในท้องถิ่นตามวิถีนิเวศวัฒนธรรม 2) การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะ องค์กร หรือเครือข่ายขึ้นเพื่อดูแลรับผิดชอบงานด้านภาพยนตร์ในพื้นที่ ตลอดจนการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง 3) ความสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและเชื่อมต่อกับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งสามารถช่วยสร้างเสริมอัตลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ให้มีเสน่ห์และความโดดเด่นยิ่งขึ้นในฐานะ “เมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์” ด้วยระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สำหรับงานด้านภาพยนตร์ดิจิทัลดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้กำหนดประเด็นพัฒนาในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดิจิทัลจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีนิเวศวัฒนธรรมไว้ 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านศักยภาพของคน ศักยภาพของพื้นที่ การจัดการ และการมีส่วนร่วม โดยมีเป้าหมายในระยะสั้นไปสู่การเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับภาพยนตร์ และปูทางไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็นเมืองภาพยนตร์ที่ยั่งยืนต่อไป