Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 3751 - 3780 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
Responsiveness Of The Thai Version Of The Patient Reported Outcomes Measurement Information System-29 (Promis-29) In Patients With Chronic Low Back Pain, Kornkanok Khutok
Responsiveness Of The Thai Version Of The Patient Reported Outcomes Measurement Information System-29 (Promis-29) In Patients With Chronic Low Back Pain, Kornkanok Khutok
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System-29 (PROMIS-29) questionnaire assesses 7 health related quality of life domains. However, research to evaluate the responsiveness and minimal clinically important differences (MCIDs) of the PROMIS-29 scores in patients with chronic low back pain (cLBP) is limited. Purpose: To evaluate responsiveness and estimate the MCIDs for PROMIS-29 scales in patients with cLBP. Method: One hundred and eighty-three participants with cLBP took part in the study. They completed the PROMIS-29 scales at baseline, 4 weeks, and 8 weeks of the study. Responsiveness of the PROMIS-29 scale scores was evaluated by examining the mean change scores, …
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The University Of Washington - Concerns About Pain Scale 6 (Uw-Cap6), Sukhonwaroch Youprasart
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The University Of Washington - Concerns About Pain Scale 6 (Uw-Cap6), Sukhonwaroch Youprasart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Pain catastrophizing has been shown to be an important psychosocial factor that predicts disability and other important pain-related outcomes in individuals with chronic pain. The University of Washington - Concerns about Pain scale (UW-CAP6) is the brief version of a new item bank that assesses pain-related catastrophizing. Objective: To cross-culturally adapt the UW-CAP6 items into Thai and to evaluate its psychometric properties. Methods: The original UW-CAP6 instructions and items were cross-culturally adapted into Thai using the Functional Assessment of Chronic Illness Therapy translation methodology. Chronic low back pain individuals completed the Thai version of UW-CAP6 (T-UW-CAP6), Thai Fear Avoidance …
The Visegrád Group And The European Migrant Crisis : Cause Factors And The Case Of Hungary, Onvara Vadhanavisala
The Visegrád Group And The European Migrant Crisis : Cause Factors And The Case Of Hungary, Onvara Vadhanavisala
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The European migrant crisis has propelled the European Union (EU) to face many challenges, starting from the division of different ideas on how to manage a high number of refugees and migrants. The crisis is marked as a turning point for right-wing populism to gain its strength in modern European politics. The European Member States (EMS) have started to lose their trust in European institutions because of their unclear strategic direction on solving the refugee and migrant crisis. Correspondingly, Euroscepticism is spreading all over Europe. The situation has been worsened as more refugees are continuously entering Europe. Therefore, populists and …
ผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองต่อระดับการรับรู้สติ 5 ด้านและความเครียดของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, นพดล โสภณวรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากปัญหาอัตราการกลับไปเสพสารเสพติดซ้ำของผู้เข้ารับการบำบัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดการรับรู้ถึงความสามารถของตน ซึ่งการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเป็นอีกหนทางหนึ่งในการส่งเสริมการรับรู้ถึงความสามารถของตนอย่างเหมาะสม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีน โดยเป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดที่แผนกผู้ป่วยในของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จำนวน 40 คน ซึ่งเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก 4 หัวข้อ ได้แก่ 1) การสังเกตและรับรู้ในตนเอง, 2) การฝึกปล่อยวางอารมณ์ รู้ทันความคิด, 3) การตระหนักรู้ในชีวิตประจำวัน และ 4) การวางแผนการดำเนินชีวิตในระยะยาวผ่านการมองหาคุณค่าของบุคคลรอบข้าง รวม 4 ครั้ง ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลส่วนตัว 2) แบบวัดการรับรู้ของสติใน 5 ด้าน 3) แบบประเมินความเครียด กรมสุขภาพจิต ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ pair t-test และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยค่าสหสัมพันธ์แบบ Pearson จากผลการศึกษาพบว่าหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สติทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการสังเกต ด้านการบรรยายเป็นคำพูด ด้านการรับรู้อิริยาบถ ด้านการไม่ตัดสิน ด้านการไม่ตอบสนองต่อความรู้สึกมีค่าคะแนนสูงขึ้น ในขณะที่ค่าคะแนนความเครียดลดลง โดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ 0.001*, 0.113, 0.035*, 0.037*, 0.281, 0.049* และ 0.008* ตามลำดับ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประชากรและผลต่างของค่าคะแนนก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับการตระหนักรู้ในตนเองของผู้เข้าร่วม อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยทั้งที่เคยและไม่เคยมีประสบการณ์การฝึกเจริญสติได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการช่วยลดปัญหาการกลับมาเสพสารเสพติดซ้ำในผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในอนาคต
การพัฒนารูปแบบวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย, อุไร นิโรธนันท์
การพัฒนารูปแบบวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย, อุไร นิโรธนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์นานาชาติในประเทศไทย และการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ดีในต่างประเทศ 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย 3) พัฒนารูปแบบการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย และ 4) นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์นานาชาติในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย อาจารย์ผู้สอน นักศึกษาพยาบาลชาวไทยและชาวต่างชาติ ในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์นานาชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษานานาชาติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNImodified) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. ในภาพรวมการจัดการศึกษาพยาบาลนานาชาติ ระดับปริญญาตรีในประเทศไทยยังมีน้อย มีสถานะเป็นคณะภายใต้มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและเอกชน กำหนดวิสัยทัศน์สู่การเป็นนานาชาติ และทำความร่วมมือทางวิชาการกับนานาชาติ ส่วนการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ดีในต่างประเทศ จะเน้นวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำของโลกในด้านการจัดศึกษา การวิจัย และให้บริการวิชาการ พันธกิจในการบูรณาการแหล่งทุน การวิจัย การจัดการศึกษาและการปฏิบัติเข้าด้วยกัน จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ การเรียนร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ การใช้เว็บ และโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง
2. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย จากมุมมองของผู้สอนและนักศึกษาพยาบาล พบว่ารายการประเมินที่มีค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1) แลกเปลี่ยนนักศึกษากับสถาบันการศึกษาพยาบาลในต่างประเทศ 2) กำหนดให้การศึกษา อบรม ดูงานในต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา 3) เปิดสอนหลักสูตรสองปริญญาร่วมกับสถาบันการศึกษาพยาบาลในต่างประเทศระบบ 4) การเบิก-จ่ายงบประมาณคล่องตัว รวดเร็ว เอื้อต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาพยาบาลนานาชาติ และ 5) แลกเปลี่ยนอาจารย์ผู้สอนกับสถาบันในต่างประเทศ
3. รูปแบบการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย สถานภาพและโครงสร้างขององค์กร และองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ องค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยส่งเสริมระดับชาติและระดับสถาบัน แบ่งเป็น 1) ปัจจัยส่งเสริมระดับชาติ ซึ่งมี 4 องค์ประกอบย่อย คือ การสร้างพันธมิตร การสร้างรายได้และการค้าในเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือระดับชาติและสถาบัน การพัฒนาสังคม วัฒนธรรม และความเข้าใจซึ่งกันและกัน 2) …
ผลของการใช้โฟมโรลลิ่งและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล, ประทักษ์ สระสม
ผลของการใช้โฟมโรลลิ่งและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล, ประทักษ์ สระสม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่งและการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักฟุตซอลของสโมสรมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เพศชาย มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 18 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยกลุ่มตัวอย่างทำการทดลองทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ การอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว และทำการทดสอบสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาทันทีหลังจากการทดลองโดยการทดลองแต่ละรูปแบบมีระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของระยะการเคลื่อนไหวข้อเข่าขาขวาหลังการทดลองทันทีของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของระยะการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกขาซ้ายและขาขวา ระยะการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขาซ้าย ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง และความเร็วหลังการทดลองทันทีของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 การอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ระยะการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง ความเร็ว ในนักกีฬาฟุตซอลได้
Synthesis And Cytotoxicity Of Mansonone G Derivatives, Nhung Ngo Thi Tuyet
Synthesis And Cytotoxicity Of Mansonone G Derivatives, Nhung Ngo Thi Tuyet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mansonone G (N01), a naturally occurring o-naphthoquinone was isolated from the heartwoods of Mansonia gagei Drumm. as the major component. Seventeen ether derivatives N02-N18 were successfully synthesized by the reaction of mansonone G with corresponding alkyl halide. All derivatives were characterized by 1H, 13C NMR and HRMS. Eleven of them were confirmed to be new compounds. The cytotoxic evaluation was performed against A549 and HT-29 cancer cell lines. Interestingly, all candidates displayed more potent cytotoxicity than mansonone G. The hydrophobicity was found as an important contributor to the activity. N08 displayed the most potent cytotoxicity toward the interested cells with …
เส้นใยกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์/แอลฟาแมงกานีสไดออกไซด์นาโนไวร์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองหน้าที่สมรรถนะสูงสำหรับแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศ, ทักษพร ศรีมโนรถ
เส้นใยกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์/แอลฟาแมงกานีสไดออกไซด์นาโนไวร์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองหน้าที่สมรรถนะสูงสำหรับแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศ, ทักษพร ศรีมโนรถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ความปลอดภัยสูง และเป็นแบตเตอรี่ประเภทที่สามารถอัดประจุซ้ำได้ แต่ความช้าของจลนศาสตร์ของปฏิกิริยารีดักชันออกซิเจน (ORR) และปฏิกิริยาออกซิเดชันออกซิเจน (OER) ของขั้วอากาศเป็นตัวจำกัดสมรรถนะของแบตเตอรี่ การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาแบบสองหน้าที่ที่มีสมรรถนะต่อต้นทุนสูง แอลฟาแมงกานีสไดออกไซด์นาโนไวร์ (α-MnO2NWs) แสดงความเป็นตัวเร่ง ORR ที่ดีเนื่องจากมีความสามารถในการดูดซับออกซิเจนได้ดี แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดการออกซิไดซ์กลายเป็น MnO4- ได้ วัสดุฐานคาร์บอนซึ่งเติมด้วยเฮเทอโรอะตอมได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางเพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองหน้าที่ ORR/OER ในบรรดาวัสดุฐานคาร์บอน เส้นใยกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์ (GCNFs) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ORR/OER ที่มีสมรรถนะดี ทั้ง α-MnO2NWs และ GCNFs มีราคาต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และง่ายต่อการสังเคราะห์ ด้วยเหตุนี้จึงทำการศึกษา GCNFs กับ α-MnO2NWs พบว่า GCNFs/α-MnO2NWs ในอัตราส่วน 90:10 แสดงจำนวนการถ่ายโอนอิเล็กตรอนเท่ากับ 3.74 ทั้งยังมีค่าศักย์ไฟฟ้าในการเกิด OER ที่เบี่ยงเบนไปจากค่าทางทฤษฎีเท่ากับ 0.25 V และยังมีความเสถียรในปฏิกิริยา OER นอกจากนี้แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศที่มี GCNFs/α-MnO2NWs ในอัตราส่วน 90:10 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับขั้วอากาศให้ความหนาแน่นพลังงานสูงถึง 70.9 mW/cm2 ที่ความหนาแน่นกระแส 125.4 mA/cm2 และมีความเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ในการปล่อยประจุลดลง 1.70% และอัดประจุเพิ่มขึ้น 2.82% ของโปรไฟล์การอัด-คายประจุจำนวน 200 รอบ ผลการวิจัยพบว่า GCNFs/α-MnO2NWs ในอัตราส่วน 90:10 สามารถปรับปรุงจลนศาสตร์ของ ORR และ OER และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศได้
การใช้ไมโครพาติเคิลจากเม็ดเลือดแดงเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพชนิดใหม่สำหรับวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากความผิดปกติของโกลเมอรูลัส, อวิรุทธ์ เจริญสรรพกิจ
การใช้ไมโครพาติเคิลจากเม็ดเลือดแดงเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพชนิดใหม่สำหรับวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากความผิดปกติของโกลเมอรูลัส, อวิรุทธ์ เจริญสรรพกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดจำแนกภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากสาเหตุความผิดปกติของโกลเมอรูลัสเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในการตรวจพิสูจน์ทางไต และการตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดงชนิดดิสมอร์ฟิก (dysmorphic red blood cell: DRBC) ในปัสสาวะเป็นวิธีการที่ใช้ในการจัดจำแนกอยู่ในปัจจุบัน แต่ขีดจำกัดของการตรวจนับด้วยวิธีนี้มีอยู่หลายประการ เช่น ผู้ปฏิบัติงาน และมีความไวต่ำ โดยการตรวจนับปริมาณของเม็ดเลือดแดงที่มีการแสดงออกของฟอสฟาติดิลซีรีน (phosphatidylserine exposing RBC: PS-RBC) และไมโครพาติเคิลจากเม็ดเลือดแดง (RBC derived microparticle: RMP) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงการบาดเจ็บของเม็ดเลือดแดงด้วยเทคนิคโฟลไซโตมิทรี (flow cytometry) กลับยังไม่เคยมีมาก่อน ในงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อเปรียบเทียบปริมาณ RMP และ PS-RBC ในปัสสาวะระหว่างผู้ป่วยที่ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากความผิดปกติของโกลเมอรูลัส (glomerular hematuria: GH) ผู้ป่วยที่ภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจากสาเหตุที่ไม่ใช่โกลเมอรูลัส (non-glomerular hematuria: NGH) (2) เพื่อเปรียบความสามารถของการใช้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากเทคนิคflow cytometry และร้อยละของ DRBC ในการวินิจฉัยภาวะ GH (3) เพื่อศึกษาการเกิด DRBC, PS-RBC และการปลดปล่อย RMP จากการเปลี่ยนแปลงทางกายภายและเคมีในท่อของท่อหน่วยไตจำลองในหลอดทดลอง ปัสสาวะจะถูกเก็บมาจากผู้ป่วยที่ภาวะ GH, ผู้ป่วยที่ภาวะ NGH และอาสาสมัครที่ไม่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือด โดยปัสสาวะจะถูกนำมาตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจนับปริมาณ DRBC และวิเคราะห์ด้วยเทคนิค flow cytometry เพื่อตรวจนับปริมาณของ PS-RBC และ RMP โดยผู้ป่วยที่ภาวะ GH จะถูกยืนยันโรคของโกลเมอรูลัสภายใน 3 เดือน และผู้ป่วยที่ภาวะ NGH ต้องรู้สาเหตุของภาวะปัสสาวะเป็นเลือดที่แน่นอน โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกปกปิดไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานรับทราบ และกราฟ ROC จะถูกใช้เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการวินิจฉัยภาวะ GH ของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย ประกอบด้วย ผู้ป่วยภาวะ GH จำนวน 29 ราย, ผู้ป่วยภาวะ NGH จำนวน 29 ราย และอาสาสมัครที่ไม่มีภาวะปัสสาวะเป็นเลือดจำนวน 20 ราย โดยสาเหตุปัสสาวะเป็นเลือดหลักของผู้ป่วยภาวะ GH …
Comparison Of The Stem Cell Characteristics Among Periodontium-Derived Human Mesenchymal Stem Cells, Manutsanun Choosiri
Comparison Of The Stem Cell Characteristics Among Periodontium-Derived Human Mesenchymal Stem Cells, Manutsanun Choosiri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: To investigate and compare the characteristics of human mesenchymal stem cells (MSCs) among 3 different stem cell sources in periodontium; periodontal ligament (PDL) tissue, marginal gingival tissue (MG), and supra-crestal gingival connective tissue (SG). Materials and Methods: PDL-MSCs, MG-MSCs, and SG-MSCs were obtained from 4 subjects with healthy periodontal condition. The characteristics of 3 types of MSCs were compared in terms of an expression of MSCs markers, colony-forming ability (CFA), cell proliferation, alkaline phosphatase (ALP) activity, osteogenic and adipogenic potential. Results: Flow cytometry revealed a similar pattern of MSCs marker expression among 3 cells types with positive expression of …
Flood Damage Assessment: A Case Study In Bakan And Phnom Kravanh Districts, Pursat Province, Cambodia, Chhunleang Rorm
Flood Damage Assessment: A Case Study In Bakan And Phnom Kravanh Districts, Pursat Province, Cambodia, Chhunleang Rorm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Flood is still a major climate hazard in Pursat province, a potential province for agricultural development in Cambodia. The consequences of this water-related disaster are social problems such as poverty, food insecurity and health problems, which indirectly prolong the growth of the country's economy. To propose a proper flood mitigation measure, flood damage assessment is considered as a fundamental step to implement so that the value of elements at risk is initially evaluated. The objectives of this research are to assess flood damage in agriculture and affected people in Bakan and Phnom Kravanh districts, Pursat province from 2000 to 2014, …
Performance-Based Assessment On Dispensing Drugs In English Of Thai Pharmacy Students., Sasithorn Limgomolvilas
Performance-Based Assessment On Dispensing Drugs In English Of Thai Pharmacy Students., Sasithorn Limgomolvilas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this study were: 1) to create and validate the tasks for measuring English oral proficiency in dispensing drugs of Thai pharmacy students, 2) to create and validate the rubric for measuring English oral proficiency in dispensing drugs of Thai pharmacy students, and 3) to establish the extent of this dispensing task's test-usefulness. The participants of this study are 2 informant specialists, 6 language instructors, 144 fifth-year pharmaceutical students of a university in Bangkok and 21 pharmacist experts. The research instruments are semi-structure interview with pharmacy students, a questionnaire for pharmacy students and pharmacy experts, and questions for …
การออกแบบระบบอัตลักษณ์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้านอาหาร, กฤตวิทย์ กฤตมโนรถ
การออกแบบระบบอัตลักษณ์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้านอาหาร, กฤตวิทย์ กฤตมโนรถ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาอาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของ 4 ภูมิภาค ได้แก่ อาหารภาคเหนือ อาหารภาคกลาง อาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาหารภาคใต้ 2) เพื่อหาสัญลักษณ์ ตัวอักษร อารมณ์และสี ที่เหมาะสมกับอัตลักษณ์อาหาร 4 ภูมิภาค 3) เพื่อหาสัญลักษณ์ ตัวอักษร อารมณ์และสี ที่เหมาะสมกับอัตลักษณ์อาหารไทย ขั้นตอนและวิธีการวิจัย เก็บข้อมูลจากหนังสือ และบทความต่าง ๆ เพื่อสร้างแบบสอบถามสำหรับคนท้องถิ่น 200 ท่านและผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร 3 ท่านด้วยเทคนิคเดลฟาย เพื่อให้ได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ข้อ 1 แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่าดัชนีความเที่ยงที่ 0.9921 หลังจากนั้นสร้างแบบสอบถามสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านเรขศิลป์ 34 ท่านด้วยเทคนิคเดลฟาย เพื่อให้ได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ข้อ 2 และ 3 แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา มีค่าดัชนีความเที่ยงที่ 1.0000 ผลการวิจัยพบว่า อาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ ได้แก่ แกงฮังเล น้ำพริกอ่อง ไส้อั่ว ขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย น้ำพริกหนุ่ม อาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของของภาคกลาง ได้แก่ แกงเขียวหวาน ต้มยำกุ้ง ห่อหมกปลา แกงเผ็ด พะแนง แกงส้ม อาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ไส้กรอกอีสาน ส้มตำ ลาบ น้ำพริกปลาร้า ปลาร้าบอง อาหารที่แสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของของภาคใต้ ได้แก่ แกงไตปลา ข้าวยำ แกงเหลือง คั่วกลิ้ง ปลาทอดขมิ้น บูดูทรงเครื่อง ไก่กอ ผัดสะตอ การออกแบบระบบอัตลักษณ์ที่เหมาะสมกับอัตลักษณ์อาหารภาคเหนือ สัญลักษณ์ ได้แก่ 1. แบบสมมาตรหลายแกน 2. แบบเปิด 3. แบบเส้นโค้ง 4. แบบไม่มีเส้นขวาง ตัวอักษรไทย ได้แก่ Handwriting และ Crossover ตัวอักษรอังกฤษ ได้แก่ Humanist และ …
Effect Of Maternal Blood Heavy Metal Level On Brain-Derived Neurotrophic Factor And Pregnancy Outcomes Among Myanmar Migrants In Samut Sakhon Province, Thailand, Ye Htet Zaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
BACKGROUND: Lead, mercury, cadmium, and arsenic are the priority heavy metals of major public health concern in developing countries. Thailand is a newly industrialized country raising high human workloads of migrant workers form neighbored countries, mostly Myanmar. Exposure to these metals can cause cognitive impairment and depressive disorders through an effect on brain-derived neurotrophic factor (BDNF), which is an important biomarker of pregnancy. Pregnancy outcomes including preeclampsia, preterm birth and low birth weight are major burdens for maternal and child health. Although a number of prior studies have examined the effects of heavy metals on pregnancy, there are few studies …
Folklore Museums And Their Roles In Displaying And Preserving Communal Cultural Heritage : The Case Studies Of Yaowarat Chinatown Heritage Center, Bang Lamphu Museum And Bangkokian Museum, Xie Xiaoran
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Communal cultural heritage as the embodiment of cultural diversity of the nation, plays more significant roles in the contemporary context. Adopted from the definitions of tangible and intangible heritages and their displaying in communities, the idea of preserving communal cultural heritage has extended its instruments to various fields and different forms. Among them, local folklore museum plays irreplaceable roles in the displaying and maintaining the cultural identity of the local community. In this research, three folklore museums in Bangkok, Thailand are chosen as study cases to examine the roles that folklore museum plays in the process of displaying and preserving …
แนวทางการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร, สุชาดา สุมน
แนวทางการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร, สุชาดา สุมน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาปัญหาในการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร และ 3) นำเสนอแนวทางการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรุงเทพมหานคร กรอบแนวคิดของการวิจัยประกอบด้วย การสื่อสารภายในองค์การและการบริหาร ประชากร คือ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 119 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ครูที่เป็นตัวแทนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย และนักเรียนที่เป็นคณะกรรมการนักเรียน รวม 423 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบมีคำถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ 1.1) ด้านการวางแผน ผู้บริหาร ครู และนักเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยผู้บริหารมีค่าเฉลี่ยในการปฏิบัติสูงสุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.19 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.96 1.2) ด้านการปฏิบัติ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยผู้บริหารมีค่าเฉลี่ยการปฏิบัติสูงสุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.13 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.09 และ 1.3) ด้านการประเมินผล ผู้บริหาร ครู และนักเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยผู้บริหารมีค่าเฉลี่ยการปฏิบัติสูงสุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.22 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.99 2) ปัญหาในการการบริหารการสื่อสารองค์การของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ 2.1) ด้านการวางแผน ผู้บริหาร ครู และนักเรียนมีความเห็นเกี่ยวกับปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง โดยนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับปัญหาสูงสุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 3.09 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.10 2.2) ด้านการปฏิบัติ ครูและนักเรียนมีความเห็นเกี่ยวกับปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนผู้บริหารมีความเห็นอยู่ในระดับน้อย โดยนักเรียนมีค่าเฉลี่ยเกี่ยวกับปัญหาสูงสุดคิดเป็นค่าเฉลี่ย 3.10 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.09 และ …
Climate Change Adaptation On Water Resource Management : A Case Study Of Pakokku Township, Magway Region, Myanmary, Khin Maung Soe
Climate Change Adaptation On Water Resource Management : A Case Study Of Pakokku Township, Magway Region, Myanmary, Khin Maung Soe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Earth's temperature has increased in recent decades and the climate has changed. The adverse effects of climate change on natural systems have also become evident since the mid of the twentieth century. Water resources are mainly affected by climate change, particularly in the central part of Myanmar that faced with water shortage. The objective of the research is to study climate change adaptation on water resource management at the Pakokku Township, Magway Region, Myanmar. The four villages, namely Shin Ma Kan, Pan Tine Chone, Paung Laung Kan and Kyee were selected as the study area because of drought and …
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้การบำรุงรักษาเชิงรุก, มธุรส มิ่งมงคล
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้การบำรุงรักษาเชิงรุก, มธุรส มิ่งมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้ว่ามีดำเนินงานการบำรุงรักษาเชิงป้องกันในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แต่ยังคงมีการขัดข้องของเครื่องจักรต่างๆ โรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นกรณีศึกษานี้ได้กำหนดค่าเป้าหมายความพร้อมของเครื่องจักรไว้สูงกว่า 99.25% เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าค่าความพร้อมใช้งานมีแนวโน้มต่ำลง แม้ว่าก่อนการปรับปรุงมีค่าความพร้อมใช้งานเฉลี่ย 99.43% ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าสูงถึง 1.20% แสดงให้เห็นว่า การบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่มีอยู่นั้นอาจไม่เพียงพอที่จะจัดการปัญหานี้ได้ งานวิจัยนี้จึงได้นำการบำรุงรักษาเชิงรุกมาเป็นกลยุทธ์ในการปรับปรุงค่าความพร้อมการใช้งานของเครื่องจักร มีการวิเคราะห์ผลกระทบของความเสียหาย โอกาสเกิดและความรุนแรง และมีการหาสาเหตุที่ทำให้เครื่องจักรเสีย หลังจากนั้นได้ทำการปรับปรุงแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและสร้างแผนการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ หลังจากที่ดำเนินการตามแผนงานพบว่าสามารถทำให้ค่าความพร้อมใช้งานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเป็น 99.69% ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.41% เวลาเฉลี่ยในการขัดข้องของเครื่องจักรลดลง 63.90% จำนวนครั้งที่เกิดการขัดข้องลดลง 40.28% และกำลังการผลิตที่สูญเสียลดลงได้ 28.44%
การสร้างตัวละครที่มีลักษณะเฉพาะและการเล่าเรื่องของละครโทรทัศน์ชุด โปรเจกต์ เอส เดอะ ซีรีส์ ตอน Side By Side พี่น้องลูกขนไก่ และ Sos Skate ซึม ซ่าส์, จุฑามาศ สาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างตัวละครที่มีลักษณะเฉพาะ และการเล่าเรื่อง ของละครโทรทัศน์ชุด Project S The Series ตอน Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ และ SOS Skate ซึม ซ่าส์ ซึ่งแพร่ภาพผ่านทางช่อง GMM25 และมีตัวละครหลักในเรื่องเป็นผู้มีภาวะ ออทิสติกและผู้ป่วยโรคซึมเศร้า งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาจากละคร สัมภาษณ์โดยตรงกับผู้กำกับ ผู้เขียนบทและแอคติ้งโค้ช รวมถึงข้อมูลบทสัมภาษณ์จากผู้กำกับและนักแสดง ผลการวิจัยพบว่า การเล่าเรื่องของละครทั้งสองเรื่องนั้นมีโครงสร้างการเล่าเรื่องใกล้เคียงกับละครโทรทัศน์ทั่วไป คือ มีการเล่าเรื่องชีวิตประจำวัน ปัญหาของตัวละคร และมีข้อมูลเรื่องอาการของโรคที่เป็น การรักษาจากแพทย์หรือเสริมสร้างพัฒนาการแทรกในเนื้อเรื่อง แต่จะเน้นหนักที่การก้าวข้ามผ่านอุปสรรคของตัวละคร โดยแกนหลักของเรื่องคือกีฬาที่เชื่อมโยงกับโรคที่ตัวละครเป็น การสร้างตัวละครที่มีลักษณะเฉพาะ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. การสร้างตัวละครจากบุคคลต้นแบบและการเก็บข้อมูล โดยพบว่าผู้กำกับได้นำบุคลิกหรือพฤติกรรมบางส่วนของบุคคลต้นแบบทางกีฬาและบุคคลต้นแบบทางลักษณะของโรคที่ตัวละครเป็น ผสมผสานกับการเก็บข้อมูลจากแพทย์ หนังสือ บทความ และการสัมภาษณ์ผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้ชิด มาหลอมรวมเพื่อสร้างตัวละคร พี่ยิม และ บู ที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมา 2. การสร้างตัวละครที่เกิดจากการที่ผู้กำกับ ผู้เขียนบท แอคติ้งโค้ช และนักแสดงพัฒนาร่วมกัน ผู้กำกับและผู้เขียนบทได้เขียนบทละครและสร้างตัวละครก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงปรึกษากับแอคติ้งโค้ชเพื่อหาวิธีที่เหมาะสมในการทำเวิร์คชอปให้นักแสดง และนักแสดงได้ศึกษาทำความเข้าใจกับตัวละคร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและออกแบบการแสดงและการเข้าถึงบทบาทตัวละครของตนเองให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ละครโทรทัศน์ชุด Project S The Series ตอน Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ และ SOS Skate ซึม ซ่าส์ จึงไม่ได้เป็นละครโทรทัศน์ที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมเท่านั้น แต่ยังเป็นละครโทรทัศน์ที่ช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของคนในสังคมต่อผู้มีภาวะออทิสติกและผู้ป่วยโรคซึมเศร้าผ่านทางตัวละครทั้งสองอีกด้วย
การพัฒนานักแสดงเพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวละครท้องถิ่นในละครโทรทัศน์ยอดนิยม, ฐิตา ทิพย์รัตน์
การพัฒนานักแสดงเพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวละครท้องถิ่นในละครโทรทัศน์ยอดนิยม, ฐิตา ทิพย์รัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนานักแสดงเพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวละครท้องถิ่นในละครโทรทัศน์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการและเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนานักแสดงต่อไป งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนานักแสดงจำนวน 12 คน และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) ของผู้วิจัยเองโดยผู้วิจัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกสอนนักแสดงพูดภาษาถิ่นใต้ในละครเรื่อง "สัมปทานหัวใจ" ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ตัวละครท้องถิ่นที่ปรากฏในละครโทรทัศน์ ประกอบด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ 5 ประเภท ที่ ได้แก่ (1) รูปร่าง หน้าตาของนักแสดง, (2) การแต่งกาย, (3) วิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น, (4) ภาษาถิ่น และ (5) ศิลปะการแสดงท้องถิ่น โดยสามารถอธิบายได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1) อัตลักษณ์ตัวละครท้องถิ่นที่ถูกสร้างสรรค์จากทีมผู้ผลิตละครโทรทัศน์ ได้แก่ รูปร่าง หน้าตาของนักแสดง (จากการคัดเลือก), การแต่งกาย และวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม 2) อัตลักษณ์ตัวละครท้องถิ่นที่ต้องฝึกฝนในการพัฒนานักแสดง ได้แก่ ภาษาถิ่น, ศิลปะการแสดงท้องถิ่น ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มอัตลักษณ์ทำงานร่วมกันภายใต้กระบวนการทำงานของฝ่ายผลิตละครโทรทัศน์ และการเรียนรู้ของนักแสดง
กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนเตรียมทหาร ตามแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21, สราวุฒิ กันเอี่ยม
กลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนเตรียมทหาร ตามแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21, สราวุฒิ กันเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการของโรงเรียนเตรียมทหารและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการของโรงเรียนเตรียมทหารตามแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการของโรงเรียนเตรียมทหารตามแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนเตรียมทหาร ผู้อำนวยการกองวิชา อาจารย์ และนักเรียนเตรียมทหาร รวม 456 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินกรอบแนวคิด แบบสอบถาม และแบบประเมินร่างกลยุทธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNIModified รวมทั้งการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนเตรียมทหาร ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนรู้ (3) การวัดผลและประเมินผล (4) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา และกรอบแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 มี 10 องค์ประกอบ คือ (1) ทักษะการเรียนรู้ (2) ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (3) ทักษะการติดต่อสื่อสาร (4) ทักษะการทำงานเป็นทีม (5) ทักษะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (6) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (7) ทักษะในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (8) ทักษะผู้นำที่มีความรับผิดชอบ (9) ทักษะการคิดยืดหยุ่นและการปรับตัว (10) ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้สังคมข้ามวัฒนธรรม 2) สภาพปัจจุบันภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือด้านการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา 3) จุดแข็ง คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการวัดและประเมินผล จุดอ่อน คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา สภาพแวดล้อมภายนอกในภาพรวมไม่พบโอกาส แต่พบภาวะคุกคาม …
แนวทางการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะนักการทูตตามแนวคิดการทูตมาตรฐานสากล, สุวนีย์ เอื้อพันธ์ศิริกุล
แนวทางการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะนักการทูตตามแนวคิดการทูตมาตรฐานสากล, สุวนีย์ เอื้อพันธ์ศิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดสมรรถนะนักการทูตตามแนวคิดการทูตมาตรฐานสากล 2) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะนักการทูต และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะนักการทูตตามแนวคิดการทูตมาตรฐานสากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีแบบ Explanatory Sequential Mixed Method Design กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักการทูตระดับชำนาญการพิเศษ นักการทูตระดับชำนาญการ และนักการทูตระดับปฏิบัติการ จำนวน 240 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณคือ แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดสมรรถนะนักการทูตตามแนวคิดการทูตมาตรฐานสากลประกอบด้วย สมรรถนะสำคัญ 4 กลุ่ม โดยมีองค์ประกอบย่อยรวม 14 สมรรถนะ 2) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาสมรรถนะนักการทูต พบว่า ในภาพรวมมีการฝึกอบรมและพัฒนาด้วยรูปแบบการพัฒนาในขณะปฏิบัติงาน และรูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนรูปแบบการพัฒนานอกเวลาปฏิบัติงาน อยู่ในระดับน้อย ในขณะที่สภาพพึงประสงค์อยู่ในระดับมากทุกรูปแบบการฝึกอบรมและพัฒนา โดยรูปแบบการพัฒนานอกเวลาปฏิบัติงานเป็นรูปแบบการพัฒนาที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือ รูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน และรูปแบบการพัฒนาในขณะปฏิบัติงาน และ 3) แนวทางการฝึกอบรมและพัฒนาสมรรถนะนักการทูตตามแนวคิดการทูตมาตรฐานสากลใช้รูปแบบการเรียนรู้ผสมผสาน 2 วิธีการเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย (1) วิธีการฝึกอบรมและพัฒนาที่จำเป็นและควรทำเพิ่ม และ 2) วิธีการฝึกอบรมและพัฒนาที่ทำได้ดีอยู่แล้วและควรทำต่อไป
ผลการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลร่วมกับเกมการศึกษาที่มีต่อทักษะการทํางานร่วมกันของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1, วราพร สิทธิ์พรสุวรรณ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลร่วมกับเกมการศึกษาที่มีต่อทักษะการทํางานร่วมกันของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1, วราพร สิทธิ์พรสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกันก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลร่วมกับเกมการศึกษาของนักเรียนกลุ่มทดลอง และการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลเพียงอย่างเดียวของนักเรียนกลุ่มควบคุม และ 2) เปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกันหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลร่วมกับเกมการศึกษาของนักเรียนกลุ่มทดลอง และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลเพียงอย่างเดียวของกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ที่กำลังศึกษาภาคปลาย ปีการศึกษา 2561 จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสังเกตทักษะการทำงานร่วมกัน แบบประเมินทักษะการทำงานร่วมกัน (ประเมินตนเองและประเมินโดยเพื่อน) แผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิล ร่วมกับเกมการศึกษา และแผนการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลเพียงอย่างเดียว วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลร่วมกับเกมการศึกษา และนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลเพียงอย่างเดียว มีทักษะการทำงานร่วมกันหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลร่วมกับเกมการศึกษามีทักษะการทำงานร่วมกันหลังการทดลองทั้ง 3 ด้าน สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการใช้กลวิธีการสอนแบบคาเริสเซิลเพียงอย่างเดียว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยประยุกต์ใช้การอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ร่วมกับการสอนแบบเสริมศักยภาพ, อัสรี สะอีดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ประเมินความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างสมรรถนะสำหรับการเป็น ครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยประยุกต์ใช้การอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ร่วมกับการสอนแบบเสริมศักยภาพ และ 3) ประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ครูพลศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 395 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรฝึกอบรม คือ ครูพลศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง และผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิคใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของ ความต้องการจำเป็น และทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะครูพลศึกษาในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยสมรรถนะ 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความรู้วิชาการ การจัดการเรียนการสอน ทักษะทางการกีฬาและการออกกำลังกาย (2) ด้านการส่งเสริมพัฒนาผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (3) ด้านการสื่อสารและการมีมนุษยสัมพันธ์ทั้งกับนักเรียน ผู้ปกครอง เพื่อนครู และ ผู้บริหาร (4) ด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (5) ด้านการพัฒนาตนเองในความเป็นครูพลศึกษา และ (6) ด้านการปรับตัวให้เข้ากับนักเรียนและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงที่มี โดยพบว่า ค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล มีค่า PNI modified เท่ากับ .470 2) หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและความเป็นมา (2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตรฝึกอบรม (3) หน่วยการเรียนรู้ของหลักสูตรฝึกอบรม จำนวน 5 หน่วย (4) ระยะเวลาของการฝึกอบรม (5) …
Systems Biology Approach For The Establishment Of Veterinary Bone Tissue Engineering: The Proteomics Of Cbm-Mscs And Cdpscs Osteogenic Models, Sirirat Nantavisai
Systems Biology Approach For The Establishment Of Veterinary Bone Tissue Engineering: The Proteomics Of Cbm-Mscs And Cdpscs Osteogenic Models, Sirirat Nantavisai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The utilization of canine mesenchymal stem cells (cMSCs) with multipotent capabilities has been regarded for possible therapy of incorrigible bone disease. Although various sources of cMSCs show similar characteristics, they are different in osteogenic potential due to their original cellular sources. This study was designed to globally explore and analyze the in vitro differentiation potential and behavior of canine bone-marrow derived mesenchymal stem cells (cBM-MSCs) and canine dental pulp stem cells (cDPSCs) toward osteogenic lineage. An in vitro osteogenic differentiation potential of the cells was preliminarily compared in terms of alkaline phosphatase activity assay and Von Kossa staining. Global study …
Accuracy Comparison Of Static Cais Vs Dynamic Cais In Single Space Loss At Upper Anterior Region In Four Types Of Bone Density, Phloi Chaisuwannarak
Accuracy Comparison Of Static Cais Vs Dynamic Cais In Single Space Loss At Upper Anterior Region In Four Types Of Bone Density, Phloi Chaisuwannarak
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To compare the precision of implant placement in the single space missing of anterior tooth in different circumstances of bone type using static CAIS system (Co-diagnostic system Straumann ®) and dynamic CAIS system (E-PED, I-RIS100). The author hypothesized that the overall accuracy of implant placement using static and dynamic CAIS system among four types of bone are not different. Methodology: 64 upper models with artificial bone density D1-D4, divided in to 2 main groups of static CAIS group and dynamic CAIS, which each subgroups contain 8 models for individual bone group, were prepared with single space edentulism on tooth …
ผลการจัดกระบวนการการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นฐานที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน, จุฑาเทพ จิตวิลัย
ผลการจัดกระบวนการการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นฐานที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน, จุฑาเทพ จิตวิลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อจัดกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดย ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นฐานที่มีต่อความความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน 2) เพื่อศึกษา ผลของกระบวนการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านเป็นฐานที่มีต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย ผู้สูงอายุ จำนวน 3 คน และเยาวชนจำนวน 10 คน ในอำเภอ ชนบท จังหวัด ขอนแก่น ที่สนใจภูมิปัญญา พื้นบ้านการทำผ้าไหมมัดหมี่ร่วมกันโดยใช้กระบวนการ Andragogy ของ Knowles (1980) แบ่ง ออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสร้างบรรยากาศการจัดสภาพแวดล้อมระหว่างผู้สูงอายุและ เยาวชน ระยะที่ 2 การหาความต้องการและเป้าหมายร่วมกันระหว่างผู้สูงอายุและเยาวชน ระยะ ที่ 3 การวางแผนดำเนินกิจกรรมและการประเมินผลภูมิปัญญาพื้นบ้าน สำหรับเครื่องมือที่ใช้ รวบรวมข้อมูลคือแบบบันทึกกิจกรรมแบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุและเยาวชนได้ทำ กิจกรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านการทำผ้าไหมมัดหมี่ร่วมกัน ตั้งแต่การสร้างบรรยากาศและการจัด สภาพแวดล้อมทางกายภาพในการเรียนรู้ระหว่างกัน อีกทั้งได้ร่วมกันหาเป้าหมายวางแผนออกแบบ ดำเนินกิจกรรมและวัดประเมินผลการทำผ้าไหมร่วมกัน 2. หลังจากผู้สูงอายุและเยาวชนได้ทำ กิจกรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านการทำผ้าไหมมัดหมี่ร่วมกันได้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุและ เยาวชนซึ่งประกอบไปด้วย 1) การสื่อสารเพื่อรับฟังความคิดเห็นระหว่างกัน 2) การช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน 3) การให้โอกาสเชื่อใจในการทำงานระหว่างกัน 4) การแสดงความจริงใจและชื่นชนยินดี ระหว่างกัน 5) การยอมรับลักษณะเฉพาะบุคคลระหว่างกัน
“Krue Seumangat; Kehamilan Sehat Tanpa Anemia” Booklet Effect To Anemia Among Pregnant Women At Kota Langsa Indonesia : A Quasi Experimental Study, Putri Nahrisah
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose : To assess the effect of education interventional program by previously developing ane education material (booklet of anemia and supplement reminder) upgrade dietary and iron-folic acid te intake of anemic pregnant women in province Aceh. Patients and methods: It was quasi experimental study using a pre- and posttest design, purposively applied at two municipalities having more than 40% anemic pregnancy. The intervention group (n=70) received two home visits for individual counseling session and was given the paper-based reminder, the control group (n=70) followed the usual antenatal care. The knowledge regard anemia and nutritional anemia score, average daily iron intake …
แหล่งข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงโสด, จิดาภา เอกอินทร์
แหล่งข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวของผู้หญิงโสด, จิดาภา เอกอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this research are: 1) To explore and study information sources used by single women for traveling purpose, 2) To study the traveling behavior pattern of single women. This research implements both qualitative and quantitative methods. First in-depth interviews were arranged to collect data from 18 single women travelers. Questionnaires are developed as a tool for a survey research from these interviews. The survey was collected from 855 single women whose ages are between 25 to 45 years old and reside in Bangkok. The result shows that more than half of sample tend to travel to domestic as …
การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร, เชิดฉวี สุทธิรักษ์
การศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร, เชิดฉวี สุทธิรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 คน ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ประกอบด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร พยาบาลหัวหน้าศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการในศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร และอาจารย์พยาบาลผู้สอนหลักสูตรฝึกอบรมการพยาบาลส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสัมภาษณ์เกี่ยวกับบทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร ขั้นที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความคิดเห็นของข้อคำถามแต่ละข้อ ขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณด้วยค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบอีกครั้ง จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัย พบว่า บทบาทพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยศูนย์ส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วย 4 บทบาท ดังนี้ 1) บทบาทด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 14บทบาทย่อย 2) บทบาทด้านผู้ควบคุมดูแลเครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษ จำนวน 4 บทบาทย่อย 3) บทบาทด้านผู้ให้ความรู้ และให้คำปรึกษา จำนวน 7 บทบาทย่อย และ4)บทบาทด้านผู้พัฒนา และควบคุมคุณภาพบริการ จำนวน 5 บทบาทย่อย