Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 3781 - 3810 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

การศึกษาบทบาทวิสัญญีพยาบาล, ทัตพิชา อุปศรี Jan 2018

การศึกษาบทบาทวิสัญญีพยาบาล, ทัตพิชา อุปศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบทบาทวิสัญญีพยาบาล โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะกรรมการชมรมวิสัญญีพยาบาลแห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญเฉพาะทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพื่อรับวุฒิบัตรในสาขาการพยาบาลด้านการให้ยาระงับความรู้สึก จำนวน 3 คน หัวหน้าวิสัญญีพยาบาล จำนวน 4 คน และวิสัญญีพยาบาล จำนวน 5 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทวิสัญญีพยาบาล ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทวิสัญญีพยาบาล และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทวิสัญญีพยาบาล ผลการวิจัย พบว่า บทบาทวิสัญญีพยาบาล ประกอบด้วย 4 บทบาท ดังนี้ 1) บทบาทด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลเฉพาะทางวิสัญญี จำนวน 19 ข้อ 2) บทบาทด้านผู้จัดการความปลอดภัย และบริหารความเสี่ยงทางวิสัญญี จำนวน 6 ข้อ 3) บทบาทด้านผู้ให้ความรู้และคำปรึกษา จำนวน 5 ข้อ และ 4) บทบาทด้านผู้พัฒนาและควบคุมคุณภาพบริการวิสัญญี จำนวน 7 ข้อ


การเพิ่มระดับการยอมรับเทเลเมติกส์สำหรับการประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, พีระวิช คงเมือง Jan 2018

การเพิ่มระดับการยอมรับเทเลเมติกส์สำหรับการประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย, พีระวิช คงเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เทเลเมติกส์เป็นเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทย ถือกำเนิดจากความต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ขับขี่ให้มีความปลอดภัย ซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้ามากนัก ผู้วิจัยจึงได้ทำการสำรวจความต้องการของลูกค้าและปัญหาการใช้งาน จากนั้นได้ทำการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทเลเมติกส์ โดยทำการวิจัยตามกระบวนการพัฒนานวัตกรรม 5D เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐาน พบว่า 2 ปัจจัยคือ สภาพสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน และแรงจูงใจภายนอก ส่งผลต่อความตั้งใจในการใช้งาน จากนั้นใช้เทคนิคการแปลงความต้องการเชิงคุณภาพในการออกแบบแนวคิดผลิตภัณฑ์ และนำผลการศึกษาที่ได้มาใช้ในการพัฒนาเทเลเมติกส์ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบัน โดยใช้ทฤษฎีการแพร่กระจายนวัตกรรมและศึกษาข้อกำหนดทางกฎหมายในเรื่องค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ทำให้ผู้วิจัยได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยี Beacon เข้ามาใช้ร่วมกับแอพพลิเคชั่นเทเลเมติกส์ ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยการยอมรับด้านสภาพสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้ทดลองใช้งาน 39 คน พบว่า ความตั้งใจในการใช้งาน ค่าเฉลี่ยอยู่ 3.01 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.95 เมื่อทดสอบสมมติฐานก่อนพัฒนาและหลังพัฒนา สรุปได้ว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%


Economic Effects Of Social Capital, Roman Dennis Bausch Jan 2018

Economic Effects Of Social Capital, Roman Dennis Bausch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis investigates economic effects of social capital in three separate studies. The first two studies deal with the effect of social capital on two factors that pave the way for fiscal stress, informality and fiscal cyclicality. While the shadow economy as a form of tax evasion deteriorates public revenues, a cyclical behavior of fiscal policy often goes along with an extension of lasting financial obligations in economic good times which makes public budgets vulnerable in following downturns. The third study focusses on the occurrence of fiscal stress which lends itself as research object for the analysis of the overall …


Coping With Drug Abuse In Shan State, Thiri - Jan 2018

Coping With Drug Abuse In Shan State, Thiri -

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

As we look around the study area, especially in the mountain areas and control over the ethnic armed groups areas, it is not hard to see the drug users and the other chemical substances selling and opium cultivation in the mountain areas. According to the drug dependents the opium cultivation can earn more money and easier than the other crops. As Lashio situated on the China- Myanmar Border Highway Road, China is the main producer of the chemical substances and importer to Myanmar. Because of the geographical situation, the study area is abundant in drug substances and chemical tablets. Heroin …


Impact Of Trade And Fdi Openness On Wages In The Manufacturing Sector In China, Qianyi Chen Jan 2018

Impact Of Trade And Fdi Openness On Wages In The Manufacturing Sector In China, Qianyi Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study is to examine the impact of trade openness and foreign direct investment (FDI) on wages in China using a panel data set of 27 manufacturing sectors over the period of 2001 to 2016. The effects are separated into three groups: total industries, capital-intensive industries and labor-intensive industries. First, by comparing the determinants of three groups of industries, it shows that the impact of trade openness on wages only significant and positive in labor-intensive industries while the impact of FDI on wages is significantly positive in both capital-intensive industries and labor-intensive industries. Second, in the case …


ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อการเข้าพักที่พักแรมย่านสถานีรถไฟกรุงเทพ, กฤชภัสสร์ วีวัยวุธภิญโญ Jan 2018

ความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อการเข้าพักที่พักแรมย่านสถานีรถไฟกรุงเทพ, กฤชภัสสร์ วีวัยวุธภิญโญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะที่พักแรมบริเวณรอบสถานีรถไฟกรุงเทพ การเลือกที่พักแรมของนักท่องเที่ยว รวมถึงความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวในการเข้าพัก รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ 3 แหล่ง คือ Booking.com Agoda และ Trip Adviser ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ถึง 15 เมษายน พ.ศ. 2562 มีจำนวนผู้รีวิวทั้งสิ้น 23,109 คน นอกจากนี้ยังสำรวจที่พักแรมรอบสถานีรถไฟกรุงเทพระยะ 500 เมตร จำนวน 27 แห่ง สัมภาษณ์ผู้จัดการที่พักแรม 27 คน และนักท่องเที่ยวจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการถอดคำสำคัญ จัดกลุ่ม และใช้วิธีการทางสถิติ ผลการศึกษาพบว่า 1) ที่พักแรมสามารถจำแนกได้ 3 ประเภท คือ โฮสเท็ล (ร้อยละ 41) โรงแรม (ร้อยละ 33) และเกสต์เฮาส์ (ร้อยละ 26) ตามลำดับ โดยโฮสเท็ลมีสัดส่วนมากที่สุด ซึ่งที่พักแรมส่วนใหญ่ร้อยละ 70 มีระยะทางเดินเท้าจากสถานีรถไฟไม่เกิน 600 เมตร และร้อยละ 66 มีราคาไม่เกิน 1,000 บาท 2) นักท่องเที่ยวที่เข้าพักแรมส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ (ร้อยละ 73) เข้าพักเป็นจำนวน 2 วัน 1 คืน (ร้อยละ 56) และจ่ายค่าที่พักไม่เกิน 1,000 บาทต่อคืน (ร้อยละ 70) เหตุผลในการเลือกพักย่านหัวลำโพงเนื่องจากมีแผนการท่องเที่ยวที่ใช้รถไฟเป็นหลัก หรือทำธุระในพื้นที่ใกล้เคียง 3) นักท่องเที่ยวพึงพอใจต่อที่พักในย่านนี้ระดับสูง (8.1 คะแนน) โดยพึงพอใจด้านการบริการมากที่สุด (8.3 คะแนน) รองลงมาด้านทำเลที่ตั้ง (8.2 คะแนน) ความคุ้มค่าเงิน (8.2 คะแนน) และสิ่งอำนวยความสะดวก (8.1 …


การศึกษาการรับรู้ความอบอุ่น ความสามารถ และเจตคติต่อกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ, ฉัตรดาว สิทธิผล Jan 2018

การศึกษาการรับรู้ความอบอุ่น ความสามารถ และเจตคติต่อกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ, ฉัตรดาว สิทธิผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการถูกประเมินความเชื่อแบบเหมารวมในมิติความอบอุ่น มิติความสามารถ และเจตคติของคนในสังคมที่มีต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT) โดยเจตคติต่อกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในงานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่บริบทของการทำงาน งานวิจัยชิ้นนี้ออกแบบให้มี 8 เงื่อนไข โดยกลุ่มตัวอย่างอ่านและประเมินใบประวัติของเป้าหมายที่เป็นเพศชาย, เพศหญิง, เลสเบี้ยน, เกย์ (Gays), ไบเซ็กชวลชาย (Bisexual men), ไบเซ็กชวล (Bisexual women), ชายข้ามเพศ (Transgender men) หรือหญิงข้ามเพศ (Transgender women) กลุ่มตัวอย่างเป็นชาย และหญิงที่มีรสนิยมแบบรักต่างเพศ 8 เงื่อนไข โดยให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยอ่านประวัติของเป้าหมาย ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 20-39 ปี จำนวน 160 คน ผลการวิจัยปรากฏว่าไม่พบว่ารสนิยมทางเพศที่ต่างกัน ส่งผลให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศถูกประเมินในมิติความอบอุ่น มิติความสามารถ และเจตคติในบริบทของการทำงานแตกต่างกัน รวมถึงไม่พบว่าเป้าหมายในการประเมินที่เป็นกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ถูกประเมินการเชื่อแบบเหมารวมในมิติของความอบอุ่น และความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งน้อยกว่ากลุ่มรักต่างเพศ ซึ่งขัดแย้งกับงานวิจัยในอดีต ที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมักจะได้รับการประเมินทั้งในด้านหนึ่งน้อยกว่าผู้ที่มีรสนิยมแบบรักต่างเพศ


Factors Affecting Utilization Of Family Planning Services Among Married Women Of Reproductive Age Living In The Rural Area Of Kayin State, Myanmar, Sabai Tun Jan 2018

Factors Affecting Utilization Of Family Planning Services Among Married Women Of Reproductive Age Living In The Rural Area Of Kayin State, Myanmar, Sabai Tun

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The rewards of promoting family planning services not only restricted to improving maternal or child health but also significantly advanced the fitting occasion to gain higher educational status, better employment, empowerment and greater socioeconomic status especially for girls and women. The main purpose of this study was to assess the utilization proportion of family planning services for contraception and to determine the factors affecting the utilization of contraception among 388 married women of reproductive age living in the rural area of Hpa-an Township, Kayin state, Myanmar. The data was collected by face to face interview in this quantitative cross-sectional descriptive …


Online Social Media And Applications Use Engaing In Sexual Risk Behaviors Among Hiv Infected Men Who Have Sex With Men In Bangkok, Thailand, Sasithorn Bureechai Jan 2018

Online Social Media And Applications Use Engaing In Sexual Risk Behaviors Among Hiv Infected Men Who Have Sex With Men In Bangkok, Thailand, Sasithorn Bureechai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study is to identify the pattern of social media use and risky sexual behavior of men who have sex with men in Bangkok, Thailand by using a mixed method.This is a cross-sectional study based upon quantitative and qualitative data collection. The target population is Bangkok MSM aged over 15 who visit a research institute for consultancy. The data collection took 6 months from June to November 2018, and the subjects participating in this study total at 201. All subjects respond to a set of close-end and open-end questions. The data is analyzed with SPSS V.22 with …


Promoting Physical Activity And Healthy Eating Behaviorby Nurse Coaching Through Line Application Among Overweight Women In Community, Phayathai District, Bangkok Thailand:A Randomized Controlled Trial, Yuphaporn Hongchuvech Jan 2018

Promoting Physical Activity And Healthy Eating Behaviorby Nurse Coaching Through Line Application Among Overweight Women In Community, Phayathai District, Bangkok Thailand:A Randomized Controlled Trial, Yuphaporn Hongchuvech

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The prevalence of overweight and obesity is increased rapidly and becoming a public health problem in many countries of the world including Thailand. Overweight increases the risk of several NCDs. The prevalence of overweight was higher in female than male. The imbalance between energy intake and energy expenditure were the common cause of overweight. The aim of this study was to evaluate the effect of health promotion program by nurse coaching through LINE application to improve knowledge, perception, and practice of physical activity and healthy eating behavior, body composition, blood pressure, and blood glucose among overweight women. A randomized controlled …


The Construction Of Images Of "Vietnam" In Contemporary Thai Writings, Tran Cam Tu Jan 2018

The Construction Of Images Of "Vietnam" In Contemporary Thai Writings, Tran Cam Tu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation aims to examine the images of Vietnam portrayed in contemporary Thai writings (1990s-2015) and to analyse the construction of such images. Document research, textual analysis and interview reveal three outstanding images of Vietnam: (1) "Vietnam is a country of wars", which is initially constructed from old impressions about the Vietnam War of the Thai writers then are soon replaced by their first-hand experience in Vietnam with new aspects of the serious consequences of the wars as well as post-war struggles. (2) Next, Vietnam is in transition to modernity and integration, which is represented by the romanticised traditionality that …


ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโอเลฟินส์เบาบนตัวเร่งปฏิกิริยาเส้นใย Co-Fe/Cnt-Sio2, กนกกร พงษ์ภมร Jan 2018

ไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เป็นโอเลฟินส์เบาบนตัวเร่งปฏิกิริยาเส้นใย Co-Fe/Cnt-Sio2, กนกกร พงษ์ภมร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงทำให้เกิดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นั้นเป็นสาเหตุหลักของการเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก (Greenhouse effect) และส่งผลกระทบมากมายต่อโลกงานวิจัยนี้จึงมีจุดประสงค์ในการศึกษาการเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดโอเลฟินส์บนตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะคู่โคบอลต์และเหล็ก (Bimetallic Co-Fe) โดยใช้คาร์บอนนาโนทิวบ์ซิลิกาไฟเบอร์ (CNT-SiO2 fiber) เป็นตัวรองรับในการทำปฏิกิริยาการเติมไฮโดรเจน (H2) ของคาร์บอนไดออกไซด์แทนการใช้คาร์บอนมอนอกไซด์ (10CoFe/CNT-SiO2 fiber) โดยการเตรียมตัวเร่งปฏิกิริยาบนตัวรองรับคาร์บอนนาโนทิวบ์ซิลิกาไฟเบอร์ที่มีการปรับปรุงพื้นผิวของตัวรองรับจะให้ประสิทธิภาพที่ดีในการทำปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะคู่ที่มีการเติมตัวสนับสนุนโพแทสเซียม (10CoFe-K/CNT-SiO2 fiber) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโอเลฟินส์และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสายโซ่ยาวซึ่งคือการสร้างพันธะของคาร์บอนนั่นเอง และจากการศึกษาภาวะที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโอเลฟินส์คือ ที่อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ความดัน 25 บาร์ และค่าอัตราส่วนของน้ำหนักตัวเร่งปฏิกิริยาต่ออัตราเร็วของสารป้อน (W/F) เท่ากับ 10 กรัม(ตัวเร่งปฏิกิริยา)•ชั่วโมง/โมล โดยการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา 10CoFe-10K/CNT-SiO2 fiber สามารถให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นโอเลฟินส์ได้สูงสุดและยังช่วยยับยั้งในการเกิดมีเทน ซึ่งจะให้ค่าร้อยละการเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับ 40.90 ค่าร้อยละการเลือกเกิดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นโอเลฟินส์เท่ากับ 8.79 และค่าร้อยละการเลือกเกิดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมีเทนเท่ากับ 58.96 และทำการศึกษาคุณลักษณะของตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆ


อิทธิพลของการเจือ ไนโอเบียม อินเดียม และ อะลูมิเนียม ในไทเทเนียมไดออกไซด์เซรามิกต่อสมบัติทางไดอิเล็กทริก, ยุทธพิชัย ขำมณี Jan 2018

อิทธิพลของการเจือ ไนโอเบียม อินเดียม และ อะลูมิเนียม ในไทเทเนียมไดออกไซด์เซรามิกต่อสมบัติทางไดอิเล็กทริก, ยุทธพิชัย ขำมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาและพัฒนาสมบัติทางไฟฟ้าของวัสดุไดอิเล็กทริกไทเทเนียมได-ออกไซด์เซรามิกส์ ด้วยการเจือ ไนโอเบียมออกไซด์ อินเดียมออกไซด์ และอะลูมิเนียมออกไซด์ การสังเคราะห์ทำได้ด้วยวิธีการปฏิกิริยาสถานะของแข็ง จากการเผาผนึกที่อุณหภูมิ 1,450 องศาเซลเซียส ยืนไฟเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ได้มีการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การเจือไทเทเนียมไดออกไซด์ด้วยไนโอเบียมและอินเดียมร่วมกันที่ความเข้มข้น 1, 5 และ 7 เปอร์เซ็นต์โดยโมล ทำให้ค่าคงที่ไดอิเล็กทริกที่สูงเพิ่มสูงขึ้นจาก 400 เป็น 600, 8,000 และ 14,000 ตามลำดับ กลุ่มที่ 2 การเจือไทเทเนียมไดออกไซด์ด้วยไนโอเบียมและอินเดียมที่ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์โดยโมล และปรับองค์ประกอบของของอินเดียมแบบขาดและเกินอัตราส่วนของ ไนโอเบียมและอินเดียม ได้แก่ 0.50:0.47, 0.50:0.48, 0.50:0.49, 0.50:0.51, 0.50:0.52 และ 0.50:0.53 พบว่าค่าคงที่ไดอิเล็กทริกของตัวอย่างที่มีความเข้มข้นของอินเดียมขาด มีค่า 28,000, 22,000 และ 30,000 ตามลำดับซึ่งโดยรวมมีค่าสูงกว่าตัวอย่างที่มีความเข้มข้นของอินเดียมเกินซึ่งมีค่า 17,000, 12,000 และ 13,000 ตามลำดับ กลุ่มที่ 3 การเจือไทเทเนียมไดออกไซด์ด้วยไนโอเบียม อินเดียมและอะลูมิเนียม 5 เปอร์เซ็นต์โดยโมล อัตราส่วนของ ไนโอเบียม อินเดียมและอะลูมิเนียม ได้แก่ 0.005:0.475:0.025, 0.005:0.450:0.050 และ 0.005:0.425:0.075 มีสมบัติที่โดดเด่นทางกายภาพและไฟฟ้า การตรวจสอบเฟสด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเฟส หรือการเกิดเฟสที่แปลกปลอม ขนาดเกรนเฉลี่ย 25.94, 23.24 และ 40.20 ไมโครเมตร มีค่าคงที่ไดอิเล็กทริก 27,000, 25,000 และ 43,000 ตามลำดับและมีความเสถียรในช่วงความถี่ 102-106 เฮิร์ต และ จากอุณหภูมิห้องถึง 300 องศาเซลเซียส


การพัฒนารูปแบบการจัดการค่ายโดยใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่มด้วยเทคนิคการคิดนอกกรอบและ Pmi เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา, ขจรพงษ์ พูลสวัสดิ์ Jan 2018

การพัฒนารูปแบบการจัดการค่ายโดยใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่มด้วยเทคนิคการคิดนอกกรอบและ Pmi เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา, ขจรพงษ์ พูลสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและประเมินความต้องการจำเป็น ในการจัดการกิจกรรมค่ายของนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการค่ายโดยใช้ระบบสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่มด้วยเทคนิคการคิดนอกกรอบและ PMI เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา ตัวอย่างในการวิจัยได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน คือ นิสิต นักศึกษา ระดับอุดมศึกษา ผู้ที่เคยมีประสบการณ์เข้าร่วมค่าย จำนวน 480 คน นิสิต นักศึกษา ระดับอุดมศึกษา ผู้ที่เคยมีประสบการณ์จัดค่าย จำนวน 54 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และรูปแบบการจัดการค่ายฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. นิสิต นักศึกษา ระดับอุดมศึกษามีความต้องการจำเป็นในระบบสื่อสารกันในทีมเพื่อการประชุมตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาและวางแผนล่วงหน้า ในลำดับความต้องการมากที่สุด รองลงมาคือ ระบบช่วยดำเนินการจัดค่ายเป็นขั้นตอน ระบบเตือนความจำ บันทึกรายงาน แจกจ่ายงาน และตามงาน และ ระบบวางแผนและแสดงผลแบบ Timeline 2. รูปแบบการจัดการค่ายฯ มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การจัดการค่าย 2) คุณลักษณะผู้จัดค่าย 3) บทบาทอาจารย์ที่ปรึกษาค่าย 4) ระบบเว็บสนับสนุนการตัดสินใจแบบกลุ่ม และ 5) ประเมินผล ขั้นตอนรูปแบบการจัดการค่าย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) เตรียมความพร้อม 2) ศึกษากระบวนการ 3) วางแผนจัดค่าย 4) เตรียมค่าย 5) ดำเนินการจัดค่าย และ 6) สรุปและประเมินผลการจัดค่าย 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า นิสิตกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการประเมินและรับรองรูปแบบการจัดการค่ายฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด


การพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทางน้ำสำหรับเรือลำเลียงมีเครื่องยนต์เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน, พีรดา ปิยะสกุลแก้ว Jan 2018

การพัฒนาเส้นทางการคมนาคมทางน้ำสำหรับเรือลำเลียงมีเครื่องยนต์เพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน, พีรดา ปิยะสกุลแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นผลการศึกษาในด้านระยะทาง ระยะเวลา ต้นทุนของการดำเนินงานของเรือ ความคิดเห็นและทัศนคติของผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลด้วยเรือลำเลียงมีเครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 5,000 DWT และหน่วยงานของรัฐและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน โดยเส้นทางที่ทำการศึกษานี้ยกเส้นทางแนวคลองไทย 7A (ตอนบนของทะเลสาปสงขลา จ.พังงา – ตอนใต้ของ อ.กันตัง จ.ตรัง) เพื่อทำการศึกษาซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ทะเลสาบสงขลาตอนบนเป็นแนวคลองธรรมชาติทาง และการศึกษานี้จะไม่กล่าวถึงการคำนวณต้นทุนในเชิงวิศวกรรม โดยผู้วิจัยตั้งสมติฐานว่ามีเส้นทางคมนาคมทางน้ำอยู่แล้วในทำการวิจัยในเชิงพาณิชย์ ซึ่งศึกษาจากเรือลำเลียงติดเครื่องยนต์ที่มีการให้บริการในปัจจุบันขนาดไม่เกิน 5,000 DWT ผู้วิจัยศึกษาโดยการสร้างแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการและผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลถึงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และสรุปถึงข้อเท็จจริงจากการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า (1) เส้นที่ทำการศึกษาเส้นทางนี้สามารถลดระยะทาง ระยะเวลาและต้นทุนการปฏิบัติงานของเรือได้เป็นอย่างมากและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการกำหนดค่าภาระผ่านคลองที่เหมาะสม (2) ความคิดเห็นข้อเสนอแนะของผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลด้วยเรือลำเลียงมีเครื่อยนต์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนและการเพิ่มความถี่ในการเดินเรือ อีกทั้งมีความต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนการขนส่งสินค้าทางทะเลทั้งเชิงนโยบาย สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี (3) ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาครัฐและองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องบางส่วนไม่เห็นด้วยเนื่องจากมีข้อกังวลในด้านแนวโน้มของขนาดจเรือที่เพิ่มขึ้น อุปสงค์และอุปทานของเส้นทางการเดินเรือ อีกทั้งในด้านกฎหมายความมั่นคง และสิ่งแวดล้อมจากการมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเส้นทางนี้


บทบาท หน้าที่ของปัญญาชนทางโหราศาสตร์ (โหรและหมอดู) กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในช่วง พ.ศ. 2549-2557, ขวัญเรือน พันธ์พีระพิชย์ Jan 2018

บทบาท หน้าที่ของปัญญาชนทางโหราศาสตร์ (โหรและหมอดู) กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในช่วง พ.ศ. 2549-2557, ขวัญเรือน พันธ์พีระพิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การอธิบายเหตุการณ์การรัฐประหารทั้งในปี พ.ศ.2549 และพ.ศ.2557 โดยทั่วไปแล้ว มุ่งอธิบายเกี่ยวกับตัวแสดงหลัก เช่น ผู้ชุมนุมประท้วงทั้งกลุ่มพันธมิตร ฯ กลุ่มกปปส. นายทหารชนชั้นนำและกองทัพ แต่ไม่มีการอธิบายหรือการศึกษาในแง่มุมของความเคลื่อนไหวขององค์ความรู้ทางโหราศาสตร์และศาสตร์การพยากรณ์อื่น ๆ รวมไปถึงบทบาท หน้าที่ของโหรและหมอดูในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาและทาความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ของปัญญาชนทางโหราศาสตร์ (โหรและหมอดู) โดยพบว่า ปัญญาชนทางโหราศาสตร์ เป็นผู้ใช้องค์ความรู้ทางโหราศาสตร์ในการผลิตคำทำนายและคำพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง และมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้ง 2 ครั้ง กล่าวคือ คำทำนายและคำพยากรณ์มีส่วนในการลดทอนความชอบธรรมให้แก่ระบอบประชาธิปไตย และขณะเดียวกันมีส่วนในการเพิ่มความชอบธรรมให้แก่ระบอบเผด็จการ โดยคำทำนายและคำพยากรณ์ถูกสื่อสารไปยังผู้คนในสังคมผ่านความรู้สึก 3 ประการได้แก่ ความรู้สึกหวั่นไหว ความกลัว และความหวังกับความมั่นใจ เพื่อให้ผู้คนในสังคมยินยอมและยอมรับในระบอบเผด็จการ นอกจากนั้น งานวิจัยนี้ยังศึกษาและทำความเข้าใจวิธีการสร้างสถานะ และความสัมพันธ์ ระหว่างโหรและหมอดูกับทหาร และชนชั้นนำทางการเมืองอื่น ๆ โดยพบว่า ปัญญาชนทางโหราศาสตร์ (โหรและหมอดู) มีการสร้างสถานะ ความสัมพันธ์กับชนชั้นนำทางการเมือง โดยเฉพาะชนชั้นนำทางการทหาร ผ่านความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความเคารพนับถือและเลื่อมใส ในสถานะลูกศิษย์และอาจารย์ ซึ่งสถานะ และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะต่างตอบแทนกัน


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมของนิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต, พัชรา วงค์ตาผา Jan 2018

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมของนิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต, พัชรา วงค์ตาผา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมของนิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นิสิตนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 35 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา การออกแบบและสร้างชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งได้มาจากด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (x ̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ทดสอบสมมุติฐานด้วย t-test dependent ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ มีองค์ประกอบได้ แก่ 1) กลุ่มบุคคล ผู้เรียนและผู้สอน 2) การเรียนแบบเผชิญหน้า 3) การเรียนแบบออนไลน์ 4) การติดต่อสื่อสาร 5) ระบบจัดการเรียนรู้ และหลักการสอนแบบทริซ ทฤษฎีการแก้ปัญหาเชิงประดิษฐ์คิดค้น ขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นการเตรียมสมองการเตรียมความพร้อม ขั้นที่ 2 ขั้นการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย บริบทของผู้ใช้ ขั้นที่ 3 ขั้นการสร้างไอเดีย พัฒนาแนวความคิด และเลือกแนวคิดในการออกแบบ ขั้นที่ 4. ขั้นสร้างต้นแบบ รับฟังคำติชมจากผู้ใช้ ปรับปรุง และขั้นที่ 5 ขั้นนำมาทดสอบและใช้งานจริง 2. ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานด้วยการคิดเชิงออกแบบร่วมกับหลักการสอนแบบทริซ เพื่อส่งเสริมการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ระดับปริญญาบัณฑิต ผู้เรียน มีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิศวกรรมศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในอินสตาแกรมสำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กับการเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภค, ชนิดา กิ่งรุ้งเพชร์ Jan 2018

ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในอินสตาแกรมสำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม กับการเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภค, ชนิดา กิ่งรุ้งเพชร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาแนวทางการสื่อสารของผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในอินสตาแกรม สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม โดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในอินสตาแกรมสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 5 ท่าน และทำการศึกษาการเปิดรับ ทัศนคติ และพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภคที่มีต่อผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในอินสตาแกรม สำหรับสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้ง 3 โดยวิธีวิจัยเชิงปริมาณ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน จากผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดแบบบุคคลธรรมดา มักจะโพสต์เฉพาะภาพนิ่ง ส่วนผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดที่มีชื่อเสียง มักจะโพสต์ภาพเคลื่อนไหว และจากผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกที่จะติดตามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดทั้ง 2 ประเภท โดยมีความถี่ในการเปิดรับเป็นประจำทุกวัน ซึ่งรูปภาพเป็นรูปแบบของสารที่เปิดรับมากที่สุด ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อทัศนคติที่ว่าผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดมีความสามารถในการสร้างเนื้อหาให้น่าสนใจ และกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการตอบสนองโดยการกดติดตามมากที่สุด ในขณะที่การเปิดรับสารมีความสัมพันธ์เชิงบวก กับทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในระดับต่ำ และทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดมีความสัมพันธ์เชิงบวก กับพฤติกรรมการตอบสนองของผู้บริโภคที่มีต่อโพสต์ในระดับปานกลาง


ปัจจัยทางจิตวิทยากับผลต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุ, ชานนท์ ศิริธร Jan 2018

ปัจจัยทางจิตวิทยากับผลต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุ, ชานนท์ ศิริธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.) ศึกษาลักษณะการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุ 2.) เพื่อศึกษาปัจจัยทางจิตวิทยาทั้งภายในและภายนอกกับผลต่อการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุ 3.) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยทางจิตวิทยาภายใน ปัจจัยทางจิตวิทยาภายนอก และการรับรู้คุณลักษณะของนวัตกรรม และ 4.) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการเห็นคุณค่าในตนเองและความพึงพอใจในชีวิต ระหว่างผู้สูงอายุที่มีปริมาณความเข้มข้นในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับมากกับผู้สูงอายุที่มีปริมาณความเข้มข้นในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับน้อย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุทั้งชายและหญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 25 คน จากนั้นทำการวิจัยเชิงสำรวจกับผู้สูงอายุที่มีปริมาณความเข้มข้นในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับมาก และผู้สูงอายุที่มีปริมาณความเข้มข้นในการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับน้อย รวมทั้งสิ้น 730 คน ซึ่งทั้งหมดอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า ผู้สูงอายุตัดสินใจใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์เนื่องจากแรงกระตุ้นจากเพื่อน ลูกหลาน และบุคคลที่ชื่นชอบ โดยจะใช้งานใน 4 ลักษณะ ได้แก่ ใช้สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ใช้หาข้อมูลข่าวสาร ใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึก และใช้สร้างความภูมิใจในตน โดยปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างผู้สูงอายุที่ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์กับผู้ที่ไม่ได้ใช้งานคือ การรับรู้ความสามารถของตน (Self-efficacy) นอกจากนี้ยังพบว่า การใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเกิดการสร้างเสริมพลังในตนเอง (Self-Empowerment) โดยเฉพาะในการหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งส่งผลทำให้ผู้สูงอายุเรียนรู้การดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น นำมาซึ่งการเห็นคุณค่าในตนเองและความพึงพอใจในชีวิต ส่วนในการวิจัยเชิงปริมาณ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ตัวแปรที่มีประสิทธิภาพในการพยากรณ์การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุมากที่สุดคือ ปัจจัยทางจิตวิทยาภายในตัวผู้สูงอายุ (Adjust R2 = .325) ซึ่งพยากรณ์ได้ที่ร้อยละ 32.5 ถัดมาคือ ปัจจัยทางจิตวิทยาภายนอกตัวผู้สูงอายุ (Adjust R2 = .313) ซึ่งพยากรณ์ได้ที่ร้อยละ 31.3 และคุณลักษณะของนวัตกรรม (Adjust R2 = .187) ซึ่งพยากรณ์ได้ที่ร้อยละ 18.7 ตามลำดับ


บทบาทการรณรงค์ของภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ในต่างประเทศกรณีหญิงบำเรอทหารญี่ปุ่น: ศึกษาระหว่าง ค.ศ.2010-2017, สุชาดา เลี้ยงชูศักดิ์ Jan 2018

บทบาทการรณรงค์ของภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ในต่างประเทศกรณีหญิงบำเรอทหารญี่ปุ่น: ศึกษาระหว่าง ค.ศ.2010-2017, สุชาดา เลี้ยงชูศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ในการเรียกร้องความรับผิดชอบจากญี่ปุ่นกรณีหญิงบำเรอที่เกิดขึ้นช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวทีระหว่างประเทศ ระหว่าง ค.ศ. 2010-2017 ทั้งในส่วนของการตั้งอนุสาวรีย์และรูปปั้นหญิงบำเรอในต่างแดนและการนำประเด็นขึ้นเรียกร้องในสถาบันระหว่างประเทศ เช่นองค์การสหประชาชาติ (United Nations) โดยต้องการศึกษาว่า ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้มียุทธศาสตร์หรือวิธีการใด ในการนำอนุสาวรีย์และรูปปั้นหญิงบำเรอไปตั้งในต่างประเทศและนำประเด็นปัญหาขึ้นเสนอต่อที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ ผู้วิจัยใช้แนวคิดเรื่องประชาสังคมข้ามชาติ (transnational civil society) มาเป็นกรอบในการศึกษายุทธศาสตร์ของภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ 3 กลุ่ม คือ สมาคมชาวเกาหลีเพื่อผู้หญิงที่ถูกใช้บำเรอทหารญี่ปุ่น (the Korean Council for Women Drafted for Military Sexual Slavery by Japan) หรือ the Korean Council, ภาคประชาสังคมเมืองฮวาซ็อง (Hwaseong city civic group) และภาคประชาสังคมเมืองซูวอน (Suwon city civic group) ผลการศึกษาพบว่า ในการผลักดันประเด็นปัญหาในสู่เวทีนานาชาตินั้น ภาคประชาสังคมเกาหลีใต้ใช้วิธีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับกลุ่มผู้สนับสนุนในต่างประเทศ อย่างภาคประชาสังคมภายนอกเกาหลีใต้และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 รูปแบบด้วยกันคือ การใช้กรอบการมีประสบการณ์ร่วมกัน (sisterhood) การใช้อุดมการณ์สากลอย่างสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรี (human rights and women's rights) และการผลักดันอดีตหญิงบำเรอออกมาสู่สาธารณะ (survivor's testimony)


แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม, อินทุอร จันทนภุมมะ Jan 2018

แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม, อินทุอร จันทนภุมมะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม 2. นำเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย 1) ครูผู้สอนเปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม จำนวน 5 ท่าน 2) ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านดนตรีสำหรับนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จำนวน 1 ท่าน 3) นักเรียนที่มีภาวะออทิซึมที่เรียนเปียโน จำนวน 5 ท่าน 4) ผู้ปกครองของนักเรียนที่มีภาวะออทิซึมที่ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูล จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ปลายเปิด จำนวน 3 ชุด และแบบสังเกต จำนวน 1 ชุด ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม ครูผู้สอนส่วนใหญ่ใช้หลักการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน 2. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนสำหรับนักเรียนที่มีภาวะออทิซึม ประกอบด้วย 5 ประเด็น คือ 1) ด้านวัตถุประสงค์ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาและเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางดนตรี เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางดนตรีกับทักษะปฏิบัติเปียโน อีกทั้งส่งเสริมและพัฒนาด้านพัฒนาการ 2) ด้านเนื้อหา แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์ประกอบดนตรี วรรณคดีดนตรี และทักษะดนตรี 3) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ครูผู้สอนควรใช้รูปแบบการนำเสนอและวิธีการตอบสนองของนักเรียนที่หลากหลาย มีการปรับระดับการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและปรับเปลี่ยนระยะเวลาการทำงานของนักเรียนตามความเหมาะสม รวมไปถึงครูผู้สอนต้องมีความสามารถในการจัดการชั้นเรียน 4) ด้านสื่อการสอน ครูผู้สอนควรเลือกสื่อการสอนที่มีความหลากหลาย โดยสามารถประยุกต์สิ่งของอุปกรณ์เสริมพัฒนาการและของเล่น อีกทั้งควรเลือกหนังสือจากหลักสูตรที่มีมาตราฐานผ่านการยอมรับจากสถาบันต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน 5) ด้านการวัดและการประเมินผล ครูผู้สอนควรวัดและประเมินผลทั้งด้านวิชาการและพัฒนาการของนักเรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย อีกทั้งควรวัดและประเมินผลประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนอยู่เสมอ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปียโนให้เหมาะสมต่อไป


อิทธิพลของความรักความเข้าใจในครอบครัวต่อคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชนไทย, มนทกานติ์ รอดคล้าย Jan 2018

อิทธิพลของความรักความเข้าใจในครอบครัวต่อคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชนไทย, มนทกานติ์ รอดคล้าย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรักความเข้าใจในครอบครัวที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กและเยาวชนกับครอบครัวของตนต่อคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชน โดยศึกษาสถานการณ์ความรักความเข้าใจในครอบครัวและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศึกษาวิธีการและแนวทางการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ผู้ปกครอง แบบแผนการวิจัยเป็นแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยข้อมูลเชิงปริมาณที่ใช้นำมาจากข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทย พ.ศ.2558: ตามกรอบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงเปรียบเทียบผลการศึกษาด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณ ในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อให้ทราบมุมมองและแนวทางการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรมของเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาพบว่า ความรักความเข้าใจในครอบครัวมีอิทธิพลต่อคุณธรรมจริยธรรมของเด็กเป็นอย่างมากและเป็นไปในทางบวก โดยหากเด็กและเยาวชนได้รับความรักความเข้าใจในครอบครัวมากจะมีความสัมพันธ์ต่อคุณธรรมจริยธรรมส่วนตนให้เป็นไปในทางบวกเช่นกัน นอกจากนี้ปัจจัยลักษณะประชากรของเด็กและเยาวชนบางประการมีอิทธิพลต่อคุณธรรมจริยธรรมของเด็กเช่นกัน ประกอบด้วย ภาคที่อยู่อาศัย เพศ อายุ และการศึกษา ในขณะที่มีปัจจัยลักษณะครัวเรือนเพียงบางประการเท่านั้นที่มีความสัมพันธ์กับคุณธรรมจริยธรรม และปัจจัยลักษณะผู้ปกครองเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ไม่มีความสัมพันธ์กับคุณธรรมจริยธรรม นอกจากนี้ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่า พ่อแม่เลี้ยงดูลูกด้วยความเอาใจใส่และพร้อมที่จะให้ความรักความเข้าใจแก่ลูกอยู่เสมอ อีกทั้งยังตระหนักและมุ่งเน้นที่จะปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานแก่ลูกของตนโดยคุณธรรมหลักที่เน้นปลูกฝังได้แก่ ความซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยมุ่งหวังให้ลูกเป็นคนดีของครอบครัวและสังคม การศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางในการวางแผนและจัดทำยุทธศาสตร์ในการพัฒนาครอบครัวอย่างถูกวิธี เพื่อส่งเสริมการให้ความรักความเข้าใจในครอบครัวอันจะช่วยเสริมสร้างผลผลิตหรือเด็กและเยาวชนที่มีคุณธรรมจริยธรรมอันเป็นสมาชิกของสังคมที่มีคุณภาพ


การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร, ดวงพร กุลภควา Jan 2018

การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร, ดวงพร กุลภควา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างแบบประเมินซึ่งมี 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 สังเคราะห์รายการสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัดจากการทบทวนวรรณกรรมและสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญพยาบาลห้องผ่าตัด จำนวน 10 คน ขั้นตอนที่ 2 สร้างข้อรายการสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โดยการกำหนดข้อรายการสมรรถนะและวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อรายการสมรรถนะด้วยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.94 และทดสอบความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.96 นำผลที่ได้ไปสร้างเป็นแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสมรรถนะ 6 ด้าน ข้อรายการสมรรถนะย่อย 36 ข้อ ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมิน ผู้วิจัยนำแบบประเมินที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน ประกอบด้วยพยาบาลห้องผ่าตัด 44 คนและพยาบาลผู้จัดการแผนกและพยาบาลหัวหน้าหน่วยแผนกห้องผ่าตัด 6 คน โดยใช้รูปแบบการประเมิน 360 องศา วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคและความสอดคล้องของการประเมินระหว่างพยาบาลห้องผ่าตัดประเมินตนเอง ประเมินโดยเพื่อนร่วมงานและประเมินโดยพยาบาลผู้จัดการแผนกและพยาบาลหัวหน้าหน่วยแผนกห้องผ่าตัดด้วยสถิติ Intraclass Correlation Coefficient ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น (r) เท่ากับ 0.98 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลห้องผ่าตัด โรงพยาบาลเอกชนเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยรายด้านสมรรถนะหลัก 6 รายด้าน ข้อรายการสมรรถนะย่อย 36 ข้อ ดังนี้ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลผ่าตัด มีข้อรายการสมรรถนะย่อย 12 ข้อ 2) การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ มีข้อรายการสมรรถนะย่อย 8 ข้อ 3) การใช้และการจัดการเครื่องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ มีข้อรายการสมรรถนะย่อย 4 ข้อ 4) การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงและการแก้ปัญหาฉุกเฉิน มีข้อรายการสมรรถนะย่อย 4 ข้อ 5) การสื่อสาร ติดต่อประสานงาน มีข้อรายการสมรรถนะย่อย 4 …


การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ปาณิสรา สะอาดไหว้ Jan 2018

การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, ปาณิสรา สะอาดไหว้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะ และกำหนดเกณฑ์ตัดสินผลการประเมินสมรรถนะวิสัญญีพยาบาลโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างแบบประเมิน มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 สังเคราะห์องค์ประกอบและรายการสมรรถนะโดยการสนทนากลุ่มและการประชุมสัมมนาอิงผู้ทรงคุณวุฒิและการตรวจสอบยืนยันจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ขั้นตอนที่ 2 การสร้างแบบประเมิน นำรายการพฤติกรรมมาสร้างเกณฑ์การประเมินแบบพฤติกรรมกำหนดระดับโดยใช้เกณฑ์ประเมินแบบรูบริค (Rubric) ซึ่งกำหนดเกณฑ์การประเมินไว้ 5 ระดับ วิเคราะห์ความตรงตามเนื้อหาของแบบประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน วิเคราะห์คุณภาพของแบบประเมินด้านความคงที่โดยวิสัญญีพยาบาลจำนวน 5 คน โดยให้มีผู้ประเมิน 2 คน ทำการประเมินสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าโดยเป็นคนๆเดียวกัน จำนวน 1 คน และผู้ที่ถูกประเมินในครั้งนี้ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง และหาค่าความสอดคล้องภายใน โดยนำแบบประเมินไปใช้กับประชากร คือ วิสัญญีพยาบาลโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 45 คน ประเมินโดยหัวหน้าสายงาน วิสัญญีพยาบาลเพื่อนร่วมงาน และวิสัญญีพยาบาลประเมินตนเอง ระยะที่ 2 การกำหนดเกณฑ์ตัดสินผลการประเมินสมรรถนะ โดยนำผลการประเมินที่ได้มากำหนดคะแนนจุดตัดโดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 7 คน ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. แบบประเมินสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล ประกอบด้วยสมรรถนะ 6 ด้าน ข้อรายการสมรรถนะ 43 ข้อ ดังนี้ 1) การดูแลผู้ป่วยก่อนให้การระงับความรู้สึก จำนวน 7 ข้อ 2) การดูแลผู้ป่วยระหว่างให้การระงับความรู้สึกจำนวน 13 ข้อ 3) ด้านการดูแลผู้ป่วยหลังให้การระงับความรู้สึก จำนวน 8 ข้อ 4) ด้านการใช้/บำรุงรักษาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี จำนวน 5 ข้อ 5) ด้านการสื่อสารประสานงาน จำนวน 5 ข้อ และ 6) ด้านการพัฒนาคุณภาพ จำนวน 5 ข้อ 2. …


ผลของโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท, ศิริธนา ยะมะโน Jan 2018

ผลของโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท, ศิริธนา ยะมะโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดสองครั้งก่อนและหลังการทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์1) เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดและ 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่แผนกจิตเวชผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 40 คน ได้รับการจับคู่ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและระยะเวลาการเจ็บป่วยของผู้ป่วย แล้วถูกสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน ผู้ดูแลในกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียด ส่วนผู้ดูแลในกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียด 2) แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจของ Kessler 3) แบบวัดการเผชิญความเครียดของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 2 และ 3 มีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .89 และ .80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. ภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการวางแผนการจำหน่ายต่อพฤติกรรมการดูแลที่บ้านของผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัด, สกาว ถิ่นนุช Jan 2018

ผลของโปรแกรมการวางแผนการจำหน่ายต่อพฤติกรรมการดูแลที่บ้านของผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัด, สกาว ถิ่นนุช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนการจำหน่ายต่อพฤติกรรมการดูแลที่บ้านของผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัดครั้งแรกอายุ 1-5 ปี และเข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลตติยภูมิ 2 แห่ง จำนวน 44 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 22 ราย โดยการจับคู่ให้มีอายุ ระดับการศึกษา และรายได้ในครอบครัวอยู่ในระดับเดียวกัน และมีจำนวนเท่ากันในทั้ง 2 โรงพยาบาล กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการวางแผนการจำหน่ายเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการวางแผนการจำหน่ายเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัด, สื่อวิดิทัศน์, คู่มือการดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัดที่บ้าน แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลที่บ้านของผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดและแบบวัดความรู้เรื่องการดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัดเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการดูแลที่บ้านของผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัด กลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยให้นวัตกรรมการพยาบาลในการวางแผนการจำหน่าย สำหรับการเตรียมความพร้อมก่อนการจำหน่ายกลับบ้านให้แก่ผู้ดูแลเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดหลังได้รับการผ่าตัดได้ เพื่อส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นที่บ้าน


การปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกัน, ศิรประภา ปรีดา Jan 2018

การปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกัน, ศิรประภา ปรีดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าการผิดสัญญาและละเมิดสามารถเกิดขึ้นในข้อเท็จจริงเดียวกันได้ อย่างไรก็ดี การจะเลือกปรับใช้ความรับผิดใดความรับผิดหนึ่งต่อข้อเท็จจริงนั้น ยังคงเป็นปัญหาที่จะต้องพิจารณา ดังเห็นได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5072/2557 และ 10155/2539 ที่ข้อเท็จจริงเป็นกรณีฝากทรัพย์ โดยจำเลยเคลื่อนย้ายทรัพย์และทำให้ทรัพย์นั้นเสียหาย อันผิดทั้งสัญญาและละเมิด แต่ศาลปรับใช้ความรับผิดในข้อเท็จจริงดังกล่าวแตกต่างกัน โดยคดีแรกปรับใช้ความรับผิดตามสัญญา ส่วนคดีที่สองปรับใช้ความรับผิดเพื่อละเมิด และยังมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8683/2559 ที่ศาลปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดผสมกันในข้อเท็จจริงเดียวกัน โดยตัดสินให้มีอายุความการฟ้องร้องบังคับคดีตามสัญญาและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างละเมิดอีกด้วย ซึ่งปัญหาการปรับใช้ที่ไม่เป็นเอกภาพดังกล่าวมีข้อแตกต่างในเรื่องของหน้าที่นำสืบ อายุความการฟ้องร้องบังคับคดี ค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย ข้อยกเว้นความรับผิด เป็นต้น โดยในเบื้องต้นผู้วิจัยเห็นว่าการปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกันไม่อาจทำได้ จากการศึกษาการปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกันของไทยและต่างประเทศ อันได้แก่ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ ในประเด็นปัญหาการเลือกปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกัน ปัญหาผู้มีสิทธิเลือกปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกัน และปัญหาการปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดผสมกันในข้อเท็จจริงเดียวกัน พบว่าทฤษฎีและแนวปฏิบัติของศาลเยอรมันปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาหรือละเมิดก็ได้ แต่หากมีการกำหนดอายุความตามสัญญาที่สั้นกว่าหรือกำหนดหลักความผิดตามสัญญา ต้องปรับใช้ความรับผิดตามสัญญา ซึ่งศาลจะเป็นผู้เลือกปรับใช้ความรับผิดโดยอยู่ภายใต้คำบรรยายฟ้องของโจทก์ และตามคำพิพากษาและความเห็นของนักนิติศาสตร์เห็นว่าไม่สามารถปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดผสมกันในข้อเท็จจริงเดียวกันได้ สำหรับการปรับใช้ของฝรั่งเศสเป็นไปตามทฤษฎี non – cumul กล่าวคือ หากมีความสัมพันธ์ตามสัญญาให้ปรับใช้ความรับผิดตามสัญญา ถึงแม้ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของฝรั่งเศสจะให้อำนาจศาลในการเลือกปรับใช้ความรับผิดโดยพิจารณาตามคำบรรยายฟ้องและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีก็ตาม และด้วยการยึดถือตามทฤษฎี non – cumul จึงไม่สามารถปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดผสมกันได้ สำหรับการปรับใช้ของอังกฤษ ตามคำพิพากษาของศาล พบว่าสามารถปรับใช้ได้ทั้งความรับผิดตามสัญญาและละเมิดโดยคำนึงถึงความตกลงตามสัญญาเป็นหลัก หากโจทก์เลือกฟ้องร้องบนฐานความรับผิดใด ถือว่าสละสิทธิ์ในการฟ้องร้องบนฐานความรับผิดอีกฐานหนึ่ง แต่หากโจทก์ไม่ได้เลือกฟ้อง ศาลสามารถเลือกปรับใช้ความรับผิดได้ทั้งสองฐาน และเมื่อพิจารณาคำพิพากษาของศาลอังกฤษเห็นว่าไม่สามารถปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดผสมกันในข้อเท็จจริงเดียวกันได้ ดังนั้น เพื่อให้การปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกันมีเอกภาพ สอดคล้องกับโครงสร้างความรับผิดตามสัญญาและละเมิดของไทย และเกิดความเป็นธรรม ผู้วิจัยขอเสนอว่า ควรปรับวิธีคิดในการเลือกปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดในข้อเท็จจริงเดียวกันตามทฤษฎีและในทำนองเดียวกันกับแนวปฏิบัติของศาลเยอรมัน โดยอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่มาสู่ศาลและการนำสืบข้อเท็จจริงในคดี และเมื่อพิจารณาโครงสร้างความรับผิดของกฎหมายสัญญาและละเมิดของไทยประกอบกับเหตุผลของการทำสัญญาเพื่อกำหนดขอบเขตในสิทธิทางทรัพย์สินแล้ว เห็นว่า หากเกิดความเสียหายต่อสิทธิทางทรัพย์สินให้ปรับใช้ความรับผิดตามสัญญา แต่หากเกิดความเสียหายต่อสิทธิที่ไม่ใช่ทางทรัพย์สินให้ปรับใช้ความรับผิดเพื่อละเมิด โดยไม่สามารถปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดผสมกันในข้อเท็จจริงเดียวกันได้ สำหรับผู้มีสิทธิเลือกปรับใช้ความรับผิดได้แก่ศาล นอกจากจะปรับใช้โดยพิจารณาถึงคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว จะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีอีกด้วยในทำนองเดียวกันกับวิธีพิจารณาความแพ่งของฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี หากจะเสนอให้แก้ไขมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งของไทยซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปอาจไม่เหมาะสม จึงขอเสนอให้เพิ่มเติมบทบัญญัติในเรื่องการพิจารณาปรับใช้ความรับผิดตามสัญญาและละเมิดโดยตรง


สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หลังจากเจ้าของข้อมูลถึงแก่ความตาย, สิรภัทร ชัยสารเสรี Jan 2018

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หลังจากเจ้าของข้อมูลถึงแก่ความตาย, สิรภัทร ชัยสารเสรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน ลักษณะธุรกรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์มักใช้ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ส่งผ่านถึงกันเป็นรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของบุคคลภายนอก เมื่อพิจารณาแนวคิดทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ระบบกฎหมายไทยจะพบว่ายังมีความไม่เป็นระบบและไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการปรับใช้กฎหมายสำหรับการกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเจ้าของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ถึงแก่ความตาย การรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล รวมถึงประเด็นข้อจำกัดสิทธิต่าง ๆ เมื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบประเด็นทางกฎหมายดังกล่าวกับระบบกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศฝรั่งเศส จะพบว่า การกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเจ้าของข้อมูลถึงแก่ความตายของประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศสยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการเฉพาะ การปรับใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษจะใช้นิติวิธีทาง Common Law โดยมีฐานการพิจารณาคือแนวคำพิพากษาที่มีอยู่เดิมประกอบกับอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง ส่วนของประเทศฝรั่งเศสจะพิจารณากฎหมายทั่วไปที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายมรดก กฎหมายสัญญา หรือกฎหมายคอมพิวเตอร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การปรับใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิมของทั้งสองประเทศยังคงมีความไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกับสภาพของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา มีการออกกฎหมาย The Uniform Fiduciary Access to Digital Assets Act ซึ่งสร้างความชัดเจนของสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตาย เนื่องจากมีการกำหนดนิยามและประเภทของบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล มีการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของทั้งฝ่ายผู้รับประโยชน์และผู้ดูแลข้อมูล รวมทั้งสร้างข้อจำกัดในการใช้สิทธิดังกล่าว จากการศึกษาพบว่าบทบัญญัติกฎหมายไทยในปัจจุบันยังไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงควรมีกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์การจัดการสิทธิดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร โดยผู้เขียนแนะนำให้มีการบัญญัติกฎหมายเฉพาะที่เป็นเอกเทศแยกต่างหากจากกฎหมายฉบับอื่น เพื่อไม่ให้กระทบกับกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายด้วยการระบุขอบเขตของการใช้สิทธิให้มีความชัดเจน มีแนวทางการคุ้มครองสิทธิ รวมทั้งมีการกำหนดความสอดคล้องของการปรับใช้ข้อจำกัดทั้งทางการแสดงเจตนาและผลบังคับใช้ของกฎหมายอื่น ๆ อย่างเหมาะสม ซึ่งมีลักษณะเดียวกับการปรับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา


Roles Of Parent's Preferences And Student's Subjective Beliefs On College Decision, Kansini Sillapawanich Jan 2018

Roles Of Parent's Preferences And Student's Subjective Beliefs On College Decision, Kansini Sillapawanich

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper investigates whether and how children's educational choice is affected by parental preferences and perceived earnings. We assume that individuals choose college major to maximize their own utility which depends on several factors such as personal background, perceived earnings, and importantly parents' preferences. The study employs the "Students Survey about Services of Government in Thailand" data to study two educational choice decisions. First, whether to enroll in college. Second, conditional on college enrollment, which major to choose. Empirically, the logistic model and conditional multinomial logit model are estimated. We find strong evidence that parental preferences significantly correlate with educational …


Third Language Acquisition Of Word Order In English Affirmative And Interrogative Structures By L1 Yi And L2 Mandarin Learners, Changyan Shi Jan 2018

Third Language Acquisition Of Word Order In English Affirmative And Interrogative Structures By L1 Yi And L2 Mandarin Learners, Changyan Shi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to test three hypotheses: 1) similarities and differences exist between the production and perception errors of word order in L3 English affirmative and interrogative structures by L1 Yi and L2 Mandarin learners; 2) positive and negative transfer from L1 Yi and L2 Mandarin to L3 English are evidenced in the production and perception of word order in affirmative and interrogative structures; 3) with respect to negative transfer, the production and perception of L3 English word order are negatively influenced by both L1 Yi and L2 Mandarin. However, the negative transfer is more influenced by L2 Mandarin learners …