Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1141 - 1170 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์ Jan 2023

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่, เนธิมา สุวรรณวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จิตรกรรมสื่อผสม : ร่องรอยของฉันและแม่ คือความพยายามสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะจิตรกรรมที่เผยเรื่องราว เรื่องเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาว และการสะสมวัตถุทางความทรงจำต่าง ๆ ดังนี้ ผ้าถุงแม่ ภาพวาดในวัยเด็ก สมุด หนังสือเรียน และหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน เพื่อถ่ายทอดความทรงจำส่วนบุคคลให้คลี่ออกในขณะที่ถูกโอบรัดด้วยสภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปตามวันเวลา สิ่งเหล่านี้ยังได้นำเสนอความทรงจำส่วนบุคคลให้แปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำร่วมแล้ว ก็ยังทำให้ชีวิตและความสัมพันธ์ของแม่และลูกสาวถักทอร่องรอยแห่งอดีตให้ปรากฏขึ้น ในขณะเดียวกันก็นำเสนอร่องรอยเหล่านั้นผ่านวัตถุความทรงจำดังกล่าว การประดิษฐ์สร้างใหม่ของวัตถุความทรงจำให้เป็นงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ ได้นำเสนอภาพแทนประสบการณ์ในอดีตของแม่และลูกสาวให้ปรากฏอีกครั้ง และยังได้กระตุ้นเร้าผัสสารมณ์ให้รู้สึกถึงสิ่งที่ซึมซับอดีต แบ่งปันการรับรู้ร่วมต่อวัตถุทางความทรงจำ และสนองตอบต่อประสบการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นในความทรงจำให้ ทุก ๆ ห้วงขณะที่ชมงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ โดยทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์กับความทรงจำ กล่าวคือ ประสบการณ์ คือ อดีต ในขณะความทรงจำคือสิ่งปรากฏในปัจจุบัน โดยมีวัตถุทางความทรงจำเป็นสื่อในการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตและปัจจุบัน


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก, ธนาภรณ์ วีรเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสำรวจข้อมูลเชิงเอกสารการสืบค้นข้อมูลจากสื่อสารสนเทศ การสัมมนา การสังเกตการณ์ การสัมภาษณ์ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัยและเกณฑ์การสร้างมาตรฐานในการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ นำข้อมูลมาตรวจสอบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานนาฏยศิลป์ตามกระบวนการที่กำหนดไว้ ผลการวิจัยพบว่าการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก มีรูปแบบในการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ทั้งสิ้น 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) บทการแสดงแบ่งออกเป็น 3 องก์ ประกอบด้วย องก์ที่ 1 อดีต องก์ที่ 2 ปัจจุบัน และองก์ที่ 3 อนาคต 2) ผู้วิจัยแสดงเดี่ยว ด้วยการผสมผสานทักษะการเต้นรวมทั้งนาฏยศิลป์ไทยประเพณี และนาฏยศิลป์สมัยใหม่ 3) ลีลานาฏยศิลป์ ใช้ลีลาการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน (Everyday movement) การด้นสด (Improvisation) ตามหลักนาฏยศิลป์สมัยใหม่ และนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ 4) เครื่องแต่งกายและการแต่งหน้าให้สอดคล้องกับบทการแสดง 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงใช้วัสดุที่เหลือใช้ 6) เสียงและดนตรีประกอบการแสดง ได้แก่ เสียงธรรมชาติ และดนตรีที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ 7) ฉากและพื้นที่การแสดง ใช้สถานที่จริงที่มีความสอดคล้องกับบทการแสดง 8) แสงใช้แสงธรรมชาติให้มีความสอดคล้องกับบทการแสดง นอกจากนี้พบว่ามีแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในครั้งนี้ 6 ประการ ได้แก่ 1) การคำนึงถึงความเพิกเฉยของมนุษย์ต่อปัญหาสภาวะแวดล้อมโลก 2) การคำนึงถึงการสื่อสารกับกลุ่มผู้ชม 3) การคำนึงถึงความหลากหลายของรูปแบบการแสดง 4) การคำนึงถึงการใช้สัญลักษณ์ในผลงานนาฏยศิลป์ 5) การคำนึงถึงแนวคิดและทฤษฎีทางด้านทัศนศิลป์ นาฎยศิลป์และดุริยางคศิลป์ 6) การคำนึงถึงความคิดสร้างสรรค์ในงานนาฏยศิลป์ ทั้งนี้งานวิจัยฉบับนี้เป็นวิทยานิพนธ์เชิงสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ที่มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในศาสตร์แขนงอื่น ๆ เพื่อก่อเกิดความรู้และสามารถเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่จะศึกษางานทางด้านนาฏยศิลป์สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี, ปรียพรรณ ศรีธวัช Jan 2023

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี, ปรียพรรณ ศรีธวัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์จากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหารูปแบบและแนวคิดที่ได้หลังจากการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ โดยมีแรงบันดาลใจมาจากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี ผลการวิจัยพบว่าได้ทั้งรูปแบบ และ แนวคิดดังนี้ 1) รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ผู้วิจัยสามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้ง 8 ประการ ได้แก่ 1) บทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นจากกลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี โดยแบ่งบทการแสดง ออกเป็น เก้าองก์ 2) พื้นที่ในการแสดง ใช้พื้นที่แบบเปิดเพื่อความเป็นอิสระและมีความหลากหลายเหมาะสมกับองก์ต่าง ๆ ในการแสดง 3) ลีลานาฏยศิลป์ มีรูปแบบการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันตามแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่โดยใช้เทคนิคของเมอร์ซ คันนิงแฮม และพอล เทย์เลอร์ 4) นักแสดงเป็นผู้ที่สามารถสื่อสารท่าทางแบบนาฏยศิลป์หลังสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทอดการสื่อสารความรู้สึกผ่านภาษาท่าทางได้อย่างตรงไปตรงมา 5) อุปกรณ์ประกอบการแสดงมีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเช่นกล้องจุลทรรศน์ (ชีววิทยา) ถ้วยตวง(เคมี) ตาชั่ง (กลศาสตร์) เพื่อช่วยสื่อสารเปรียบเทียบถึงความเป็นพหุศาสตร์ของงานวิจัย 6) เครื่องแต่งกาย ใช้เครื่องแต่งกายเรียบง่ายที่ไม่ระบุเพศ และใช้สีขาวเพื่อแทนความหมายของกระดาษสีขาวของเล่มงานดุษฎีนิพนธ์ 7) แสง ใช้แสงธรรมชาติ 8) เสียงและดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงใช้เสียงธรรมชาติ และเสียงสังเคราะห์ 2) แนวคิดหลังการสร้างสรรค์ผลงาน มี ห้าประการ ได้แก่ 1) กลยุทธ์ของอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ด้านศิลปะการแสดง: ศาสตราจารย์ ดร.นราพงษ์ จรัสศรี ซึ่งจากการเป็นผู้มีประสบการณ์มากกว่า 50 ปี จึงมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ มีความคิดสร้างสรรค์สูงมีความสามารถที่ทั้งรู้ลึกและรู้กว้าง (Versatilist) ซึ่งเป็นการผสานรวม 2 ประเภท ทั้ง รู้ลึก (Specialist) และรู้กว้าง (Generalist) เข้าด้วยกัน คือเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่งแต่ขณะเดียวกันก็สามารถข้ามสายไปทำความเข้าใจเรื่องอื่นได้อย่างง่ายดายเมื่อจำเป็น และยังมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง ปรับตัวเป็นเลิศ เก่งทั้งเทคนิคและผู้คน จึงสามารถมองเห็นปัญหาได้ล่วงหน้า แก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ให้คำแนะนำที่ทำให้งานเกิดคุณภาพ ทั้งยังมี กลยุทธ์ที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลายทำให้นักวิจัยพร้อมในการเรียนรู้ และมีเวลาให้นักวิจัยเต็มที่อย่างทั่วถึงและยุติธรรม นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ในการวางแนวทางกำหนดหัวข้อที่เป็นบรรทัดฐานไว้ล่วงหน้าทำให้ง่ายต่อนักวิจัยในการสืบค้น การอธิบายงาน และสะดวกแก่ผู้ที่ต้องการศึกษางานสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ในอนาคต 2) ความคิดสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ มีการสร้างสรรค์งานที่ไม่เคยมีผู้ทำมาก่อนและยังมีมาตรฐานการเป็นต้นแบบศิลปินตามหลักของวิชชุตา …


การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท Jan 2023

การออกแบบภาพประกอบโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก เพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู, คณิตา มีชูบท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาคุณค่าชุมชนในย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยแนวคิดการออกแบบเชิงบวก 2) เพื่อสร้างหลักการออกแบบภาพประกอบในการส่งเสริมคุณค่าชุมชน สำหรับย่านเมืองเก่าที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมืองโดยใช้แนวคิดการออกแบบเชิงบวก กรณีศึกษาชุมชนย่านบางลำพู โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาชุมชน จำนวน 8 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ จำนวน 5 คน 3) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน จำนวน 6 คน 4) กลุ่มผู้ประเมินผลการออกแบบจากกลุ่มคนที่อาศัยในชุมชนและนักท่องเที่ยว จำนวน 30 คน โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก อภิปรายกลุ่ม และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้คะแนนตามแนวคิดการออกแบบเชิงบวกมากที่สุด มีดังนี้ 1) ป้อมพระสุเมรุและสวนสันติชัยปราการ 2) มูลนิธิดุริยประณีต 3) พิพิธบางลำพู 4) วิธีการทำพานเงิน 5) วิธีการปักชุดโขน 6) มัสยิดจักรพงษ์ 7) ต้นลำพู 8) การทำข้าวต้มน้ำวุ้น 9) วัดบวรนิเวศวิหาร 10) การตีทองคำเปลว จากนั้นจึงนำมรดกวัฒนธรรมมาใช้ในการออกแบบภาพประกอบเพื่อส่งเสริมคุณค่าชุมชน โดยการหาองค์ประกอบการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบภาพประกอบ ซึ่งผลการวิจัยได้เป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิธีเล่าเรื่องด้วยภาพ 2) รูปแบบ 3) เทคนิค 4) สื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ที่มีส่วนช่วยในการสื่อสารเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และคุณค่าชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากนั้นจึงหาพื้นที่ชุมชนที่เหมาะสมในการออกแบบภาพประกอบเฉพาะพื้นที่ โดยการอภิปรายกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านพื้นที่ชุมชน ต่อไปจึงนำผลการวิจัยประยุกต์ใช้ในการออกแบบ แล้วจึงนำไปวัดประสิทธิภาพผลงานภาพประกอบเชิงบวก โดยการจัดนิทรรศการในชุมชนเพื่อประเมินความพึงพอใจและวัดประสิทธิภาพโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งได้รับผลประเมินจากผู้ชมนิทรรศการว่า ภาพประกอบสามารถกระตุ้นทำให้เกิดอารมณ์เชิงบวกที่มีต่อชุมชนได้เป็นอย่างดี


การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย Jan 2023

การออกแบบแอปพลิเคชันเพื่อไฮเปอร์โลคัลอีมาร์เก็ตเพลสสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย, ปวรงค์ บุญช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อหาแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้สำหรับแอปพลิเคชันอีมาร์เก็ตเพลสเพื่อธุรกิจไฮเปอร์โลคัลบนอุปกรณ์ประเภทสมาร์ตโฟนสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันวาย โดยมุ่งเน้นไปที่การหาแนวทางการออกแบบโครงร่าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ เพื่อที่จะนำคำตอบไปใช้เป็นพื้นฐานในการออกแบบทางภาพในกระบวนการออกแบบส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ โดยดำเนินการวิจัยอิงไปตามกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โดยตั้งต้นจากการวิจัยผู้ใช้ไปสู่กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ และนำผลงานการออกแบบโครงร่างไปทดสอบการใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายเป็นระยะ จากนั้นนำต้นแบบโครงร่างมาใช้ในการสร้างต้นแบบของแอปพลิเคชันโดยเลือกย่านถนนจันทน์เป็นกรณีศึกษา และใช้แนวคิดอัตลักษณ์ถิ่นที่ในการวิเคราะห์ย่านเป้าหมาย เพื่อหาแนวทางการกำหนดบุคลิกภาพและการใช้องค์ประกอบทางเรขศิลป์เพื่อแสดงถึงการประยุกต์ใช้คำตอบของงานวิจัยมาใช้ในการออกแบบจริง โดยได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยดังนี้ วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ได้คำตอบออกมาเป็นแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ คือ 1) เน้นความง่าย มีองค์ประกอบเท่าที่จำเป็น ให้ข้อมูลครบถ้วน และเอื้อต่อการกวาดสายตาดูเร็ว ๆ 2) ลำดับข้อมูล และองค์ประกอบเชิงโต้ตอบเป็นสัดส่วนสมเหตุสมผล การทำงานของสายตาและนิ้วหัวแม่มือสอดคล้องกัน 3) เอื้อต่อการใช้งานด้วยมือข้างเดียว และ 4) ให้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน วัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ได้คำตอบเป็นแนวทางการออกแบบโครงร่างแอปพลิเคชัน โดยได้ผลลัพธ์เป็นต้นแบบโครงร่างที่แสดงถึงการประยุกต์ใช้แนวคิดและทฤษฎี 3 กลุ่มในการออกแบบ ได้แก่ 1) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านกายภาพ 2) แนวคิดทางการยศาสตร์ด้านการมองเห็น และ 3) แนวคิดทางจิตวิทยา วัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ได้ต้นแบบของแอปพลิเคชันที่แสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้โครงร่างในการออกแบบจริง


การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล Jan 2023

การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยจากแนวคิดจักรราศีตะวันตก, สเตเฟนนี่ ไพลิน ทีล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยที่เหมาะสมกับแนวคิดจักรราศีตะวันตกแต่ละราศี โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสานโดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในเรื่องบุคลิกภาพของแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยและบุคลิกภาพของแต่ละราศีเพื่อนำไปสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ผลหาความเชื่อมโยงโดยการสนทนากลุ่มเป็นวิจัยเชิงคุณภาพ และใช้การวิจัยเชิงปริมาณในการวิเคราะห์และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างการออกแบบแบรนด์โดยการสุ่มอย่างเป็นระบบแล้วจึงนำกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาสร้างเครื่องมือวิจัยด้วยการสนทนาแบบกลุ่ม เพื่อคัดเลือกตัวอย่างแบรนด์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคลิกภาพของแต่ละราศี จากนั้น ผู้วิจัยนำผลของกลุ่มตัวอย่างแบรนด์มาวิเคราะห์แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ เพื่อสร้างเป็นคู่มือแนวทางการออกแบบแบรนด์สำหรับนักออกแบบ ผลสรุปของงานวิจัยพบว่าบุคลิกภาพของแต่ละราศี สามารถเชื่อมโยงกับบุคลิกภาพแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือย ทั้งโดยตรงและสอดคล้องกัน จนทำให้เกิดความแตกต่างกันทางบุคลิกภาพอย่างมีนัยยะสำคัญในแต่ละราศี นำมาซึ่งผลลัพธ์ทางการออกแบบแบรนด์ โดยในบางกลุ่มราศีมีความแตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยยะสำคัญ และบางกลุ่มราศีมีความคล้ายกันของคำตอบในบางด้านทางการออกแบบ ผลการวิจัยนี้เป็นแนวทางใหม่ทางการออกแบบแบรนด์สินค้าฟุ่มเฟือยให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการด้านสินค้าฟุ่มเฟือยที่มองหาแนวทางที่สร้างสรรค์แปลกใหม่สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า โดยแนวทางการออกแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละราศียังสามารถสร้างการสื่อสารเรื่องราวทางการตลาด คุณค่าของสินค้า ความเป็นมาแบรนด์ ได้อย่างมีทิศทางที่แปลกใหม่ สามารถนำเสนอแนวทางที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์จากแนวทางการออกแบบได้มากขึ้นอีกด้วย


แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง Jan 2023

แนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพสำหรับเป้าหมายการเล่าเรื่องของเเบรนด์, อรรคพล ล่าม่วง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบรนด์ที่มีเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่ชัดเจน รวมถึงเลือกการใช้วิธีดำเนินการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์ส่วนใหญ่ยังขาดวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม วิจัยเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อระบุเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ที่เหมาะสมในการสร้างข้อมูลเชิงภาพ (2) เพื่อหาวิธีดำเนินการเล่าเรื่องที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทของเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ และ (3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ โดยผู้วิจัยชิ้นนี้ดำเนินการในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มในรูปแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลสรุปงานวิจัยพบว่า 6 เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์ ได้แก่ (1) เป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์เพื่อให้องค์ความรู้ (2) เพื่อการอธิบาย (3) เพื่อให้ความบันเทิง (4) เพื่อแสดงความเอาใจใส่ หรือ การเห็นอกเห็นใจ (5) เพื่อให้สำรวจและสืบค้นเอง และ (6) เพื่อรับรองและสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับวิธีดำเนินการเล่าเรื่องเพื่อหาแนวทางการออกแบบข้อมูลเชิงภาพที่หลายหลายและเหมาะสมกับข้อมูลนั้นๆ ของแบรนด์ได้ โดยในขั้นตอนการออกแบบจำเป็นตั้งต้นจากเป้าหมายการเล่าเรื่องของแบรนด์และอัตลักษณ์ของแบรนด์ โดยผลของงานวิจัยครั้งนี้สามารถอำนวยความสะดวกแก่นักออกแบบและผู้รับผิดชอบแบรนด์ในการออกแบบข้อมูลเชิงภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของแบรนด์ต่อไป


รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์ Jan 2023

รูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, สหพัฒน์ สถาปนิกานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพปัจจุบันและผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)วัดระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3)นำเสนอรูปแบบการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองดิจิทัลที่พึงประสงค์ โดยมีตัวอย่าง คือ 1)นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐทั้ง 4 ภูมิภาค จำนวน 464 คน แบ่งออกเป็น นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์ จำนวน 12 คน นิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการวัดระดับความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 402 คน และนิสิตนักศึกษาที่ใช้ในการทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผล และความพึงพอใจ จำนวน 50 คน 2)ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คนใช้ในการสัมภาษณ์ และ 3)ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คนใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล แบบประเมินความเหมาะสมของ (ร่าง) รูปแบบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านสถิติ อาทิ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบความต่าง โดยใช้การทดสอบที (t-test) ร่วมกับการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (one-way ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สภาพปัจจุบัน และผลกระทบของสื่อดิจิทัลที่มีต่อนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า นิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตใช้งานสื่อดิจิทัลในวันที่มีเรียน และไม่มีเรียน ไม่แตกต่างกัน โดยมีแนวโน้มใช้งานอยู่ระหว่าง 10-16 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่ใช้เครื่องมือในการเข้าถึงสื่อดิจิทัลมากกว่า 1 ชนิด โดยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์เข้าถึงมากที่สุด เมื่อพิจารณาประเภทการใช้งาน พบว่า มุ่งเน้นใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างกัน ใช้เพื่อความบันเทิง ใช้เพื่อการศึกษา ใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน ใช้แสดงความคิดเห็น และใช้สร้างรายได้ ด้านประโยชน์ของสื่อดิจิทัล พบว่า มีทั้งประโยชน์ทางตรง และทางอ้อม ส่วนผลกระทบของสื่อดิจิทัล พบว่า มีผลกระทบต่อร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ด้านความเสี่ยงในการใช้งานสื่อดิจิทัล …


โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม Jan 2023

โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ, อรวิภา ดุรงค์ธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาปัญหาและความต้องการจำเป็น 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่อง 4) การพัฒนาโปรแกรมฉบับใช้ทดลอง 5) การทดลองใช้โปรแกรม และ 6) การสรุปผล การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรม ฉบับสมบูรณ์ เป้าหมายของการทดลองได้แก่ นักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพผู้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้แต่ขาดความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก ชั้นปีที่ 2 จำนวน 25 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ทำการทดลองใช้โปรแกรม เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึก และแบบบันทึกการเรียนรู้ ใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติเปรียบเทียบด้วยการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test การทดสอบ Wilcoxon Rank Sum Test การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยวิธีการจัดกลุ่มข้อมูลและการเปรียบเทียบข้อมูล ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นโปรแกรมที่ออกแบบตามหลักการของแนวคิดการใช้ละครเป็นฐานในการเรียนรู้ผสานกับหลักการของแนวคิดการแก้ปัญหาคู่ตามโมเดลการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์ผู้ป่วยในการวินิจฉัย 2) ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างการรักษา และ 3) ภาษาอังกฤษเพื่อการแนะนำหลังการรักษา ประกอบไปด้วยการปฐมนิเทศและบทเรียน 8 บทเรียน ได้แก่ 1) การรับผู้ป่วยใหม่ 2) การซักประวัติผู้ป่วย 3) การซักประวัติผู้ป่วยที่ยากต่อการสื่อสาร 4) การแจ้งและการอธิบายผลการตรวจ 5) การอธิบายวิธีการรักษา 6) การอภิปรายวิธีการรักษา 7) การแจ้งข่าวร้าย และ 8) การแนะนำหลังการรักษา ความยาว 60 ชั่วโมง ใช้เวลา 20 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ พบว่าคะแนนความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างร่วมรู้สึกในภาพรวมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาองค์ประกอบย่อย พบว่า …


พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม Jan 2023

พฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน: การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านแบบพหุระดับ, ชานนท์ พูลสุขเสริม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการฟื้นพลังทางดิจิทัล กรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลนักเรียน 2) สำรวจสภาพพฤติกรรมของครูในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียนและระดับครูที่มีต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,089 คน และครู จำนวน 43 คน โดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามภูมิภาคและขนาดโรงเรียน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติการวัดเชิงจิตมิติทางด้านความตรงและความเที่ยง ข้อคำถามในงานวิจัยนี้มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (I-CVI) ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 และมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเชิงโครงสร้าง (S-CVI) เท่ากับ 0.83 ค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach’s Alpha ของแต่ละตัวบ่งชี้มีค่าตั้งแต่ 0.610 ถึง 0.865 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม R และ Mplus ผลการศึกษาพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square (121) = 318.904, p < .001, RMSEA = 0.039, CFI = 0.985, TLI = 0.978, SRMRW = 0.018, SRMRB = 0.079, AIC = 18935.931, BIC = 19395.289) โดยมีรายละเอียดผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับนักเรียน แสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลและการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DRS = .548, p < .001; BDGM->DSE = .902, p < .001) ในขณะที่การรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDSE->DRS = .399, p = .005) นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลผ่านการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BDGM->DSE->DRS = .360, p = .005) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .908 2. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยระดับครู แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของครูในการช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (B TSC->DSE = .657, p < .001) รวมถึงมีอิทธิพลทางตรงต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DRS = .811, p < .001) นอกจากนี้ยังอิทธิพลทางอ้อมต่อการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนผ่านการรับรู้ความสามารถทางดิจิทัลของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (BTSC->DSE->DRS = .085, p < .001) โดยคิดเป็นอิทธิพลโดยรวมเท่ากับ .896 ข้อค้นพบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมให้นักเรียนมีการฟื้นพลังทางดิจิทัลต้องเริ่มส่งเสริมจากการสร้างกรอบความคิดเติบโตทางดิจิทัล และการรับรู้ความสามารถของตนเองทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นกับนักเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการฟื้นพลังทางดิจิทัลของนักเรียนอีกด้วย


การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์ Jan 2023

การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ: การวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยน, ปภาวี ฐิติมโนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ 2) เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มสถาบันในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 235 คน จากวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ แบบประเมินตนเองของนักศึกษาพยาบาลต่อสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ในโมเดลด้วยวิธีการประมาณค่าความน่าจะเป็นสูงสุด จากโปรแกรม LISREL 8.72 1. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 ความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร ความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ องค์ประกอบที่ 2 ความสามารถในการให้การพยาบาล แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความสามารถด้านการพยาบาล ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหลักจริยธรรม องค์ประกอบที่ 3 ความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การมีเจตคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีการตัดสินใจและปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสม และฝึกทักษะและพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุและครอบครัวในการดูแลตนเอง องค์ประกอบที่ 4 ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แบ่งออกเป็น 3 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้กับผู้สูงอายุ ทักษะการให้คำปรึกษาทางสุขภาพ และทักษะการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและป้องกันโรค 2. โมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2(29)=37.94, p=.124, RMSEA=.036, CFI=.999, NFI=.995, NNFI=.997) โดยความสามารถในการให้การพยาบาลมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด (B=.996) รองลงมาคือความสามารถด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ (B=.954) ความสามารถด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (B=.944) และความสามารถด้านความเข้าใจบุคคลและเหตุการณ์ (B=.862) ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดสมรรถนะการพยาบาลผู้สูงอายุของนักศึกษาพยาบาลในสังกัดกระทรวงกลาโหม และสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าโมเดลไม่แปรเปลี่ยนตามสังกัดทั้งในรูปแบบและน้ำหนักองค์ประกอบ แต่พบว่าเมริกซ์ความแปรปรวน-ความแปรปรวนร่วมของพารามิเตอร์ความคลาดเคลื่อนจากการวัดแปรเปลี่ยนตามสังกัด


แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ Jan 2023

แนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน, กัญญ์รวี บ่อสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ของนักเรียน จึงควรมีแนวทางการส่งเสริมความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ มีความเฉพาะของกลุ่มอย่างเหมาะสม และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ 2) เพื่อจัดกลุ่มครูตามระดับความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือน โดยวิธีการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน งานวิจัยนี้แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนในการจัดการเรียนการสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างวิจัยเป็นครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ในเขตภาคกลาง จำนวน 144 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ 2 ขั้นตอน โดยใช้แบบสอบถาม ตรวจคุณภาพของเครื่องมือในด้านความตรงเชิงเนื้อหา และความเที่ยงแบบพหุมิติ (Omega=.971 - .984) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (latent profile analysis) ด้วยโปรแกรม Mplus และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความพร้อมการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ที่มีโปรไฟล์ต่างกัน โดยใช้ผลการวิจัยในระยะที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ตัวบ่งชี้ความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ตัวบ่งชี้ คือ 1) สมรรถนะทางเทคโนโลยีตามโมเดล TPACK 2) ทัศนคติต่อการใช้เทคโนโลยี และ3) ทรัพยากรห้องปฏิบัติการเสมือน โดยสร้างเครื่องมือวัดความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ แบบลิเคิร์ท ตั้งแต่ 1 - 5 (ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุดจนถึงเห็นด้วยมากที่สุด) จำนวน 42 ข้อ 2. ผลการจัดกลุ่มครูตามโปรไฟล์ ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยม เขตภาคกลาง ตามความพร้อมในการใช้ห้องปฏิบัติการเสมือนของครูวิทยาศาสตร์ สามารถจำแนกครูได้เป็น 3 กลุ่ม (VLMR =219.881, p=0.0965) และ (AIC =2,628.07, BIC=2,740.923 , Adjusted …


รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ Jan 2023

รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, จิรภัทร เอี่ยมเจริญลาภ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2) เพื่อพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิตจำนวนทั้งหมด 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ แบบสอบถามสภาพและความต้องการการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการสร้างสรรค์ผลงาน จำนวน 3 ท่าน ด้านหลักสูตรและการสอน จำนวน 2 ท่าน ด้านเทคโนโลยีการศึกษาจำนวน 2 ท่าน รวมจำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และ 2) แบบประเมินรับรองรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ และกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 52 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้แก่ 1) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3) คำถามนำสำหรับการสะท้อนคิด 4) แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงาน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยกำหนดเวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาสภาพและความต้องการการใช้แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ออนไลน์เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานของนิสิตนักศึกษาปริญญาบัณฑิต พบว่า ความต้องการจำเป็นในการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ เมื่อนำมาจัดลำดับความต้องการจำเป็น คือ ด้านที่ 1 ด้านการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ ด้านที่ 2 ด้านการใช้รูปแบบแฟ้มสะสมผลงานในการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ 2. รูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) กิจกรรมการเรียนรู้ 4) แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 5) การประเมินผล …


การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, นภสร ศรีสมบัติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริงแบบสืบสอบและแบบเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ ตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ 1) ครูวิชาวิทยาศาสตร์ จำนวน 10 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินรูปแบบการสอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบจำนวน 3 แผน 3) เว็บไซต์ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ 2) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรูปแบบการสอนฯ 3) แบบทดสอบการรู้วิทยาศาสตร์ 4) แบบสำรวจความคิดเห็นต่อการเรียนตามรูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และการทดสอบค่าที่ (t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. รูปแบบการสอนฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อการสอนและสื่อปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เสมือนจริง 2) กิจกรรมการเรียนรู้ 3) กลยุทธ์เสริมการเรียนรู้ และ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการสอน 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นกระตุ้นคิดด้วยคำถาม 2) ขั้นวางแผนปฏิบัติการ 3) ขั้นปฏิบัติการเสมือนจริง 4) ขั้นนำเสนอผลปฏิบัติการ 5) ขั้นสรุปผล 2. ผลของการใช้รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น พบว่า 2.1) นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯที่พัฒนาขึ้น มีค่าเฉลี่ยคะแนนการรู้วิทยาศาสตร์หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) นักเรียนมีความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้น ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์ Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูงที่มีต่อการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปรางทิพย์ วดีศิริศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศระหว่างการทดลองของนักเรียนที่เรียนรู้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม จำนวน 1 โรงเรียน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) และใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi- experimental design) เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย แบบวัดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสังเกตพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักเรียนมัธยมศึกษา แบบสัมภาษณ์ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทดสอบที (Paired samples t-test) วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาจำแนกรายองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเข้าถึง 2) การประเมินค่า และ 3) การสร้าง พบว่านักเรียนมีการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกองค์ประกอบ ทั้งนี้นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศโดยภาพรวมดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือก่อนเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ระดับต่ำมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 20 แต่หลังเรียนนักเรียนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศอยู่ในระดับ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 13.33 ระดับดี คิดเป็นร้อยละ 80 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กรณีตัวอย่างเป็นฐานและคำถามระดับสูง มีพัฒนาการการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ


ปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน, พริ้วฝน เทียนศรี Jan 2023

ปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน, พริ้วฝน เทียนศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 1 ใช้การวิจัยเอกสารอย่างเป็นระบบ(Systematic Review) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 2 สร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลเชิงสำรวจจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย จำนวน 514 คน มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) หาความสัมพันธ์และอิทธิพลจากการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ของปัจจัยที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ขั้นตอนที่ 3 จัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบและหาแนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน ผลวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ด้านการเรียนรู้ ด้านสังคม ด้านโครงสร้างและกระบวนการ โดยส่งผลให้เกิดความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสร้างสรรค์ ด้านการบูรณาการศาสตร์เพื่อการสร้างสรรค์ ด้านการสร้างเครือข่ายทางสังคม 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า (1) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและทรัพยากร ปัจจัยด้านการเรียนรู้ ปัจจัยด้านสังคม ปัจจัยด้านเชิงโครงสร้างและกระบวนการ และความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณของปัจจัยส่งเสริมความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน สามารถอธิบายความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชนได้ร้อยละ 61 (R2= 61) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) เท่ากับ 0.78 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการประยุกต์ใช้ปัจจัยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมของเยาวชน พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งในเชิงกายภาพและรูปแบบเสมือน จัดตั้งหน่วยงานเพื่อส่งเสริมและสร้างเครือข่ายสนับสนุนความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม รวมทั้งพัฒนาครูและบุคลากรของสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การจัดการทรัพยากร การออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้แบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์และทักษะของผู้เรียนนอกเหนือจากเนื้อหารายวิชา


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความ เป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา, พิพัฒน์ ทัพเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 45 คน 2) ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการหรือแนวคิดเกี่ยวกับการสอน 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการเรียนการสอน 4. การวัดและประเมินผล โดยองค์ประกอบด้านการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นสำรวจ 2) ขั้นเรียนรู้ 3) ขั้นประเมินผล 4) ขั้นนำไปใช้ และ 5) ขั้นประยุกต์ความรู้และเผยแพร่ผลงาน 2) ผลของการเสริมสร้างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -23.55 และผลของการสอบถามวัดความตระหนักในความเป็นไทย ของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนรตามแนวคิดเกมิฟิเคชัน โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -13.78 3) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยเสมือนตามแนวคิดเกมมิฟิเคชันและการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านเขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียนมัธยมศึกษา พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่า (x ̅= 4.72, S.D. = 0.10) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างทักษะการอ่าน เขียนภาษาไทยและความตระหนักในความเป็นไทยของนักเรียน มีค่า .434 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำ


การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม Jan 2023

การนำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน, วนาลี หนูสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน 2) นำเสนอพื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้สมรรถนะแห่งตนด้านอาชีพของเยาวชน วิธีการศึกษามี 2 ประเภท คือ การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ผ่านการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ปัจจัยเชิงทุนทางวัฒนธรรม และปัจจัยเชิงทุนทางสังคมของผู้ปกครองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้ โดยทุนทั้ง 2 ด้านนี้สามารถส่งผลต่อกันและส่งผลไปยังทุนในด้านอื่น ๆ ได้ การมีความรู้ในเรื่องอาชีพทำให้ผู้ปกครองสามารถให้ข้อมูลแก่เยาวชน สร้างทัศนคติด้านอาชีพ และสนับสนุนปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ โดยหากมีทุนทางวัฒนธรรมน้อยผู้ปกครองที่มีทุนทางสังคมสูงจะใช้ทุนที่เป็นความสัมพันธ์กับเครือข่ายนี้ในการเข้าถึงข้อมูลเพื่อการมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพทดแทน 2. พื้นที่การเรียนรู้ของผู้ปกครองที่ช่วยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับเยาวชนในด้านอาชีพได้นั้นอยู่ในลักษณะพื้นที่ผสมผสาน ที่มีการจัดกิจกรรมในรูปแบบการให้ความรู้ การจัดอบรม และเป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถจัดให้เกิดขึ้นได้ผ่านการกำหนดแผนงาน โครงการ การสร้างความร่วมมือ จากกระทรวงศึกษาธิการ หรือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้มีข้อมูลและดูแลด้านการศึกษาของเยาวชน


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, วรรณา ชนชนะชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และสร้างความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินและรับรองรูปแบบฯ แผนการจัดการเรียนรู้ เว็บไซต์ตามรูปแบบฯ แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ และแบบสอบถามวัดความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบพหุคูณภายหลังการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนาขึ้น มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) สื่อเทคโนโลยีและกิจกรรม 2) กระบวนการเรียนการสอน 3) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นเข้าสู่บทเรียนด้วยบริบท 2) ขั้นเสริมประสบการณ์ 3) ขั้นเรียนรู้แนวคิดสำคัญ 4) ขั้นประยุกต์ใช้ความรู้ ผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ เป็นดังนี้ 1) นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องหลังเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่มีระดับความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน เมื่อเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้นอกสถานที่เสมือนร่วมกับการใช้บริบทเป็นฐานและเทคนิคการเล่าเรื่องมีความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความตระหนักในคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ฯ พบว่า ผลการประเมินรูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมากที่สุด


รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์ Jan 2023

รูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิทยานนท์ ขาวสังข์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้เครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) เปรียบเทียบผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) วิเคราะห์ระดับพัฒนาการทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนหลังจากการเรียนด้วยเครื่องมือการจำลองสถานการณ์ออนไลน์สำหรับการเรียนรู้ระบบสมองกลฝังตัวในรูปแบบการสอนโดยใช้วิธีแก้ปัญหาร่วมกับเทคนิคแบบทีม คู่ เดี่ยว ตัวอย่างการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนในรายวิชาสมองกลฝังตัว จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนเทคโนโลยี 2) รูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบวัดการคิดเชิงคำนวณ 5) แบบสังเกตการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน วิเคราะห์ผลข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์ Wilcoxon Signed Ranks Test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการสอนฯ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของรูปแบบการสอน 2) วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4) แนวทางการวัดและประเมินผล ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า รูปแบบการสอนฯ มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ที่กำหนด อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย (x̄) = 4.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.52 แสดงว่ารูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสามารถนำไปทดลองใช้ได้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนฯ โดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และ 3. คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์เฉลี่ยการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน เท่ากับ 9.00 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับต้น


การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ, สุธิดา พงษ์เสือ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้วิดีโอปฏิสัมพันธ์ การสอนงานและการเรียนรู้แบบฉากทัศน์เป็นฐานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะวิชาชีพ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งหมด 30 คน ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินและรับรองรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 3) แผนการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ 4) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ One-way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการฝึกอบรมผสมผสานที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) วัตถุประสงค์การฝึกอบรม 2) ผู้ดำเนินการฝึกอบรมและผู้เข้าอบรม 3) สื่อเทคโนโลยี 4) กระบวนการฝึกอบรม 5) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนการฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมความพร้อมในการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 2) ระหว่างการฝึกอบรมแบบผสมผสาน 3) หลังการฝึกอบรมแบบผสมผสาน และแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอน (1) เกริ่นนำและให้ความรู้ (2) ศึกษาสถานการณ์เรียนรู้ตามสภาพจริง (3) ศึกษาปัญหาและแก้ไขปัญหา (4) เสริมความรู้ (5) แบ่งปันข้อมูลในสังคมเครือข่ายการเรียนรู้ (6) อภิปรายและสรุปผล (7) วัดและประเมินผล พบว่า พนักงานที่ฝึกอบรมโดยใช้รูปแบบการฝึกอบรมแบบผสมผสานฯ มีสมรรถนะทางวิชาชีพหลังฝึกอบรมสูงขึ้นกว่า ก่อนฝึกอบรมและระหว่างฝึกอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว Jan 2023

ความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง, อภินันท์ โพธิ์แก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 2) ศึกษาระดับความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 3) ศึกษาลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน 4) เปรียบเทียบความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็ม 5) ศึกษาระดับความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และ 6) ศึกษาลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร จำนวน 14 โรงเรียน จำแนกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จำนวน 414 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง และกลุ่มที่ 2 จำนวน 398 คน เพื่อศึกษาความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริง ตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบสัมภาษณ์ลักษณะการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ และแบบสัมภาษณ์ลักษณะการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความถี่และสถิติร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก 3) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริง และแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ชัดเจน ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถใช้ตัวแทนทางคณิตศาสตร์ในการแสดงหรืออธิบายข้อมูลในชีวิตจริงได้แต่ไม่ชัดเจน และไม่สามารถสร้างตัวแทนทางคณิตศาสตร์เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาได้ 4) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 50 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) นักเรียนมีความสามารถในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำมากที่สุด โดยมีระดับความสามารถ 4 ระดับ คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ พอใช้ ดี และดีมาก และ 6) นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับดีมากและระดับดีสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องชัดเจน และสามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายระดับพอใช้และระดับต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลในชีวิตจริงได้ถูกต้องเพียงบางส่วนหรือไม่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปของความสัมพันธ์ในชีวิตจริงได้อย่างสมเหตุสมผล


การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล Jan 2023

การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน, อารียา ศิลปเมธากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนและเพื่อศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้สถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนสำหรับนิสิตศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การวิจัยระยะที่ 1 ระยะศึกษาเอกสารและรวบรวมข้อมูล โดยเก็บข้อมูลจากการศึกษาและวิเคราะห์งานเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การลงภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบเชิงลึก 2 ด้าน จำนวน 10 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปศึกษา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา การวิจัยระยะที่ 2 ระยะพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบของนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนรู้ และสร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยระยะที่ 3 ระยะทดลองใช้และประเมินผลนวัตกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 30 คน สาขาวิชาศิลปศึกษาในรายวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ ภาคเรียนที่ 1/2566 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินคุณภาพสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับหลักสูตรศิลปศึกษาด้านสถาปัตยกรรมไทยโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ และความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทย 2. เนื้อหากิจกรรม ประกอบไปด้วย เนื้อหาพื้นฐานทางประวัติความเป็นมาของงานสถาปัตยกรรมไทย ประเภทของงานสถาปัตยกรรมไทย แนวความคิดและคติความเชื่อในการก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมไทย องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทย และตัวอย่างงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง 3. การจัดกิจกรรม โดยมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ ขั้นเตรียมความรู้พื้นฐาน ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นวางแผนกิจกรรม ขั้นสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นสรุปผลและนำเสนอผลงาน และขั้นประยุกต์ใช้และประเมินผล 4. สื่อการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ และสื่อการเรียนรู้จริงเสมือนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5. การวัดและประเมินผล โดยประเมินจากความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.50, SD. = .61) และการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน พบว่าผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ และอยากจะสืบหาความรู้ต่อยอดด้วยตนเองส่งผลให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาปัตยกรรมไทยมากยิ่งขึ้น


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย Jan 2023

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปานเรขา นามประกาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษา สังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลจากการวิจัย พบว่า 1. สภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโดยภาพรวม พบว่า ครูมีระดับการปฏิบัติมากทุกด้าน เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายด้าน พบว่า ในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติน้อยที่สุด เนื่องจากครูละเลยการนำผลลัพธ์หรือนวัตกรรมไปใช้ รวมถึงการพิจารณาผลลัพธ์ ปรับปรุงเพิ่มมูลค่าผลลัพธ์ ในขณะที่ด้านสื่อการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยรายด้านในการปฏิบัติมากที่สุด เนื่องจากครูส่วนใหญ่นำสื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนเพื่อเอื้อให้นักเรียนสะดวกต่อการค้นคว้าแนวคิดใหม่ ๆ ขยายขอบข่ายแนวคิดของตนเองอย่างไม่จำกัด 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 2.1 การเตรียมการสอน คัดเลือกเนื้อหาและสอดแทรกสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นความสนใจ เพื่อให้นักเรียนมีมุมมองในการสร้างแนวคิดที่หลากหลายและอิสระ 2.2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยคัดเลือกวิธีการสอนที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการนวัตกรรม เปิดโอกาสในนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ 2.3) สื่อการเรียนการสอน เลือกใช้สื่อที่สามารถเชื่อมโยงแนวคิดและกระบวนการพัฒนาผลลัพธ์หรือนวัตกรรม 2.4) การวัดและประเมินผล วัดและประเมินผลโดยพิจารณาความสามารถในการสร้างแนวคิดและพัฒนาแนวคิดสู่ผลลัพธ์หรือนวัตกรรมตามกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ


ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนประถมศึกษา, ธมลวรรณ กานต์กิตติธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในสังคมปัจจุบัน เด็กยังต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องความเห็นอกเห็นใจระหว่างกัน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนสามารถพัฒนาการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนได้ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามปกติ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/9 จำนวน 31 คน และมีกลุ่มควบคุมเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/10 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน 2) แผนการสอนวิชาสังคมศึกษาแบบปกติ 3) แบบวัดการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 4) แบบสังเกตการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการคำนวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของนักเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่าก่อนเรียน (คะแนนเฉลี่ย=32.90) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p=.017) 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (คะแนนเฉลี่ย=36.55) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (คะแนนเฉลี่ย=33.47) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=1.361, p=.179)


Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai Jan 2023

Strengthening China's Response To Economic Losses Caused Byship Oil Pollution: Advancing Compensation Mechanisms, Meiyi Gai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

China's oil pollution compensation system, established relatively late, has an imperfect legal framework, leading to numerous issues in claim settlements. Frequent oil pollution incidents significantly damage its marine ecosystem and harm affected parties. Despite initial efforts, China's compensation framework is less effective than those of developed countries. This paper examines the current challenges in China's compensation mechanism for ship oil pollution damage, drawing lessons from Canada and the United States, and proposing improvements. Through a comprehensive literature review and comparative analysis, the study identifies legislative strengths and weaknesses, aiming to improve China's system by adopting a dual-track compensation mechanism that …


The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm Jan 2023

The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Obesity is one of the health problems that could cause health and economic and social impacts. However, few community pharmacists provided weight management services (WMS) and there has not been standard practice for weight management by community pharmacists in Thailand. The objectives of this study were: 1) to systematically review factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in various countries; 2) to explore factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in Thailand by using survey; and 3) to develop weight management service called “WeightCut” for community pharmacy practice in Thailand. From systematic review, lack …


การตรวจจับมะม่วงและนับผลผลิตด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิศักดิ์ จันทร์ดา Jan 2023

การตรวจจับมะม่วงและนับผลผลิตด้วยการเรียนรู้เชิงลึก, อภิศักดิ์ จันทร์ดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มะม่วงเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย จึงมีความต้องการคาดการณ์ผลผลิตเพื่อวางแผนขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้ ได้นำเสนอการตรวจจับผลมะม่วงบนลำต้นด้วยโมเดลการเรียนรู้เชิงลึก Mask R-CNN โดยใช้โครงข่ายแบบ RestNext-101-32x8d สำหรับสกัดคุณลักษณะ ทั้งได้พัฒนาการเพิ่มความหลากหลายของข้อมูลในการเรียนรู้โมเดลการลบวัตถุด้วยการบดบังบางส่วน Random Erasing with Partial Occlusion เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาการบดบังของวัตถุ โดยมีผลลัพธ์การตรวจจับ [email protected] ที่ 0.879, Precision ที่ 0.944, Recall ที่ 0.790 และ F1-score ที่ 0.860 โดยมีค่า Precision, Recall, F1-score เพิ่มขึ้น 0.022, 0.004 และ 0.011 ตามลำดับ เนื่องจากโมเดลตรวจจับไม่สามารถที่จะคาดการณ์ผลผลิตได้ทั้งหมด พบว่าผลมะม่วงไม่ได้แสดงออกภายนอกต้นทั้งหมด มีจำนวนผลมะม่วงที่อยู่ภายในลำต้นจำนวนมาก งานวิจัยนี้ได้นำเสนอ การคาดการณ์ผลผลิตที่ได้ผลลัพธ์จากการตรวจจับผลมะม่วง ด้วยโมเดลการถดถอย ซึ่งวิเคราะห์การถดถอยของข้อมูลที่บันทึกได้จากการนับจริงบนลำต้น เทียบผลลัพธ์การนับจากโมเดลการตรวจจับ จากผลการทดลองดีที่สุด ผลลัพธ์การนับจากโมเดลตรวจจับ ของภาพถ่ายลำต้นมะม่วงในระดับสายตา ลักษณะเห็นทั้งต้นแบบ 2 ด้าน โดยการใช้ฟังก์ชันการถดถอยแบบพหุนามดีกรีสี่ และการประมาณค่าพารามิเตอร์แบบแกร่งด้วยฟังก์ชัน Huber ได้ผลลัพธ์ค่าเฉลี่ยของค่าสัมบูรณ์เปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อน (MAPE) ที่ 25.04% ต่อต้น ค่าเฉลี่ยผลต่างสัมบูรณ์ (MAE) ที่ 5.52 ผลต่อต้น จากการพัฒนา สามารถนำระบบปรับใช้งานกับสถานการณ์จริง เพื่อคาดการณ์ผลผลิตมะม่วงบนลำต้นได้


An Investigation Into The Substitutions Of English Articles By L1 Chinese Learners, Yuhan Huang Jan 2023

An Investigation Into The Substitutions Of English Articles By L1 Chinese Learners, Yuhan Huang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The English article system is a challenge for English second language learners, especially for learners whose language background is an articleless language. The objectives of the present study were to investigate L1 Chinese learners' problems of English article substitutions and find out possible causes of L1 Chinese learners' English article substitutions. It was hypothesized that L1 Chinese learners had problems of English article substitutions and that, based on Error Analysis, both non-existence of articles and complexity of the English article system caused English article substitutions by L1 Chinese learners. The participants in the study consisted of 60 speakers of Mandarin …


Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang Jan 2023

Ip Development Strategies For Chinese Theaters In The Context Of The Creative Industries, Daiyi Yang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of the Chinese creative industries and the digital age, this study derived a definition of theater IP from the general point of view and the context of the Internet: 1) the theater original work, which is protected by IP law for its creativity and originality, where the protected interests include ownership of rights and interests ; 2) having a high degree of market recognition and exhibiting both cultural communication value and commercial worth ; and 3) as a core factor that increases the integration and expansion activity of the theater with other creative industries and media communication …