Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1111 - 1140 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

Fertility In Chin State, Myanmar: An Insight From Demographic And Health Survey, Win Zaw Myo Jan 2023

Fertility In Chin State, Myanmar: An Insight From Demographic And Health Survey, Win Zaw Myo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Chin State has one of the highest fertility rates in Myanmar, which imposes significant pressure on both families and the state's resources. This study investigates the socio-economic factors influencing the number of children ever born (CEB) among ever-married women in Chin State, Myanmar. Using a subsample of 392 women aged 30 years and above from the female samples in Chin State in the Myanmar Demographic and Health Survey (MDHS), data were analyzed through five Poisson regression models. The findings indicate that older women tend to have more children. Women residing in rural areas show higher CEB compared to their urban …


The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai Jan 2023

The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The present study focused on investigating the effectiveness of integrating peer assessment (PA) and non-scripted role-play (NSRP) activities on the oral performance and motivation of Thai EFL high school students. Recognizing the importance of developing effective English language communication skills, the research was situated within the context of a public secondary school in Bangkok, targeting Grade 12 students. The study employed a mixed methods approach, utilizing both quantitative and qualitative data collection methods, and centered its course development and NSRP activities on “Research Methods and Presentation Skills”. The nine-week implementation involved pre- and post-speaking tests, training sessions, a speaking rubric, …


สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, กุลชญา พิบูลย์ Jan 2023

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, กุลชญา พิบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนตามแนวคิดสตีมศึกษาร่วมกับการสอนโดยใช้ประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและความต้องการของการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จำนวน 396 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการเทคโนโลยีการศึกษา การวิจัยและการสอนวิทยาศาสตร์ จากนั้นนำผลที่ได้มาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และนำข้อมูลที่ได้ได้มาพัฒนาต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ฯ ระยะที่ 2 การพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ จากตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 75 คน และระยะที่ 4 การประเมินรับรองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Repeated Measured ANOVA ผลการวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จากการประเมินตนเองและการประเมินผลงานและกระบวนการทำงานโดยใช้เกณฑ์ประเมินรูบริคส์ ซึ่งผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านการคิดแบบอเนกนัย (Divergent thinking) และคิดแบบเอกนัย (Convergent thinking) หลังเรียน สูงกว่าระหว่างเรียนและก่อนเรียน ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ สามารถส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้สูงขึ้น และจากการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถสรุปได้ว่าต้นแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้สตูดิโอเสมือนฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1) My virtual studio (2) Group work (3) Experience (4) Exhibition showcase และ (5) Reflection สำหรับขั้นตอนการเรียนรู้ ประกอบด้วย (1) Situation (2) Task (3) Uniqueness (4) Design (5) Illustration และ (6) Open-minded


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์ Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว, ชัชฎา ทรรภลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 2) เพื่อศึกษาระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 278 โรงเรียน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 3,336 คน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษากลุ่มบริหารวิชาการ จำนวน 564 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพัฒนาหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว ประกอบด้วย 5 คุณลักษณะได้แก่ ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) ความฉับไวทางความคิด (Mental Agility) ความฉับไวทางผู้คน (People Agility) ความฉับไวทางการเปลี่ยนแปลง (Change Agility) และ ความฉับไวทางผลลัพธ์ (Results Agility) 2) ระดับความฉับไวของนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายคุณลักษณะ พบว่า ความตระหนักในตนเอง (Self-Awareness) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และความฉับไวทางผู้คน (People Agility) มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว พบว่า ด้านการวัดและประเมินผลมีค่าความต้องการจำเป็นสูงสุด และด้านการจัดการเรียนรู้มีค่าความต้องการจำเป็นต่ำสุด 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดผู้เรียนที่ฉับไว …


Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm Jan 2023

Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this current research were 1) To explore the effect of a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size and 2) To investigate the students’ opinion towards a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size. Purposive sampling was applied to grade ten 37 students in one of the Thai public schools in Chiang Rai province. The research instruments consisted of lesson plans that included vocabulary online games to correspond with each step of the memory-based framework. The vocabulary size pre and post-tests, student reflections, and semi-structured. The analysis …


เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร Jan 2023

เทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สยม สังวริบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เยาวชนถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เนื่องจากเยาวชนจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ การพัฒนาเยาวชนโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการขัดเกลาจะสามารถส่งเสริมการเห็นคุณค่าและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตนเองอันเป็นรากฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสื่อสารการแสดงออกอย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นควบคู่กันไปได้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เทคโนโลยีฯ 4) เพื่อนำเสนอการใช้เทคโนโลยีฯ โดยงานวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาของเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริงที่ฝังการกำกับบทบาทสมมติและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 479 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาเทคโนโลยีฯ ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการการแสดง ด้านรูปแบบเทคโนโลยีต่อขยายความเป็นจริง ด้านการสื่อสารและด้านมนุษยศาสตร์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทคโนโลยีฯ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 30 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอผู้ทรงคุณวุฒิเชิงนโยบายในการนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้สถานศึกษา ผลการทดลอง พบว่า การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้เรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p


กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, สิทธิพงศ์ สมเดช Jan 2023

กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, สิทธิพงศ์ สมเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้และกรอบแนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 2) ศึกษาระดับความไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3) ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา และ4) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู ทั้งสิ้น 1,185 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสุ่มหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายคำนวณค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากบทสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ ประกอบไปด้วย 4 ด้านได้แก่ (1) ด้านสมรรถนะการบริหารจัดการ (2) ด้านความพึ่งพาได้ในคำพูดและการกระทำที่สุจริต (3) ด้านความเปิดเผยและเปิดกว้าง และ(4) ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กรอบแนวคิดการพัฒนาภาวะผู้นำ ประกอบไปด้วย 2 การเรียนรู้ ได้แก่ (1) การเรียนรู้รายบุคคล มีการเรียนรู้ย่อย 5 การเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้ผ่านการเป็นกระบวนกร การเรียนรู้ผ่านการเป็นพี่เลี้ยง การเรียนรู้ผ่านการเป็นโค้ช การเรียนรู้ผ่านการเนที่ปรึกษา และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ (2) การเรียนรู้แบบกลุ่ม มีการเรียนรู้ย่อย 4 การเรียนรู้ ไก่แก่ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ การเรียนรู้ผ่านการอบรมพักแรมนอกสถานที่ การเรียนรู้ผ่านเครือข่ายและการเยี่ยมชมโรงเรียน และการเรียนรู้ผ่านแฟ้มสะสมผลงาน 2) ระดับความไว้วางใจของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า ด้านความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า จุดแข็งคือ การเรียนรู้รายบุคคลผ่านการเป็นที่ปรึกษาด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการมากที่สุด ในทางกลับกัน จุดอ่อนที่สูงที่สุด คือการเรียนรู้แบบกลุ่มผ่านการอบรมแบบพักแรมในด้านสมรรถนะในการบริหารจัดการ ปัจจัยทางเทคโนโลยีเอื้อต่อการพัฒนาด้านสมรรถนะการบริหารจัดการผ่านการเป็นโค้ชมากที่สุด ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยทางเทคโนโลยีเป็นภาวะคุกคามต่อการเรียนรู้แบบกลุ่มผ่านแฟ้มสะสมงานในด้านความเห็นอกเห็นใจสูงที่สุด 4) กลยุทธ์การพัฒนาภาวะผู้นำที่ไว้วางใจได้ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบไปด้วย 2 กลยุทธ์หลัก …


การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว Jan 2023

การพัฒนาแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ, นพล สระแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชันสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติ และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยจำแนกระดับความฉลาดทางดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นตามแนวคิดการประเมินการปฏิบัติผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย ภาระงานสำหรับนักเรียน (Task) ตามองค์ประกอบของความฉลาดทางดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ และเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) สำหรับประเมินภาระงานของนักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นรูบริกแบบแยกองค์ประกอบ 2) แบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดทางดิจิทัล เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และ3) แบบประเมินประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience: UX) สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล และแบบประเมินส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface: UI) สำหรับตัวอย่างวิจัยใช้ประเมินคุณภาพของแบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ ในด้านความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) การวิเคราะห์จําแนกประเภท (Discriminant Analysis) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) ทดสอบค่าที (Independent samples t-tests) และวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation Coefficient) ผลการวิจัย พบว่า 1.แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัลบนเว็บแอปพลิเคชัน ครอบคลุมองค์ประกอบความฉลาดทางดิจิทัล ในระดับพลเมืองดิจิทัล จำนวน 8 องค์ประกอบ ประกอบด้วยภาระงาน 1 ชุด จำนวน 27 ข้อ คะแนนเต็ม 135 คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนนสำหรับประเมินการปฏิบัติ (Scoring rubric) เป็นแบบแยกองค์ประกอบ (Analytic Scoring Rubric) สำหรับกรรมการประเมินจำนวน จำนวน 1 ฉบับ โดยแบบวัดสามารถใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ …


การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ Jan 2023

การวิเคราะห์กฎความสัมพันธ์และการทำนายความสำเร็จในการเรียนรายวิชาในระบบหลักสูตรออนไลน์แบบเปิดเพื่อมวลชน, ปณิธิ ทองมอญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและผู้ใช้บริการที่ไม่สำเร็จ และสร้างโมเดลทำนายความสำเร็จในการเรียนโดยใช้พฤติกรรมการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิของการลงทะเบียนบน Thai MOOC ที่ได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ซึ่งเป็นประวัติการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการจำนวน 1,339,191 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 48.47 จากผู้ใช้บริการทั้งหมดจำนวน 1,339,191 คน กลุ่มรายวิชาที่มีจำนวนครั้งและจำนวนผู้ใช้บริการที่ลงทะเบียนเรียนมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี กลุ่มรายวิชาที่จำนวนครั้งและร้อยละของจำนวนผู้ใช้บริการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือกลุ่มรายวิชาสังคมการเมืองและการปกครอง ในส่วนของรายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จของผู้ใช้บริการมากที่สุดคือรายวิชาการสร้างเครือข่ายด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 96.80 จากผู้ลงทะเบียนเรียนจำนวน 54,214 คน ในขณะที่รายวิชาที่มีร้อยละความสำเร็จน้อยที่สุดคือรายวิชาการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งเท่ากับร้อยละ 34.23 จากผู้ลงทะเบียนจำนวน 21,781 คน 2. อัลกอริทึมที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลในทุกชุดคือ FPMAX โดยมีค่าสนับสนุนขั้นต่ำที่เหมาะสมกับชุดข้อมูลคือ 0.001 และ 0.005 ซึ่งกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนบนระบบ Thai MOOC ของผู้ใช้บริการทั้งหมดที่ได้มีจำนวน 217 กฎ โดยหลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ทำให้เหลือจำนวน 27 กฎ โดยมีค่า confident อยู่ในช่วง 0.53 - 0.83 และค่า lift อยู่ในช่วง 26.46 - 52.59 เท่า โดยที่รายวิชาที่ปรากฏภายในกฎพบว่าส่วนใหญ่เป็นรายวิชาในกลุ่มคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี 3. ผลการเปรียบเทียบกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่สำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชาและไม่สำเร็จ จากกฎความสัมพันธ์ที่ได้มาจำนวน 383 และ 327 ตามลำดับ หลังจากที่ได้ตัดแต่งกฎความสัมพันธ์โดยใช้เกณฑ์คือค่า confidence และค่า lift สูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 จะได้จำนวน 39 และ 32 กฎ ตามลำดับ โดยกฎความสัมพันธ์ของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่เรียนสำเร็จอย่างน้อย 1 รายวิชามีความหลากหลายของรูปแบบการลงทะเบียนเรียนมากกว่าของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จรายวิชาใด ๆ ในขณะที่กฎความสัมพันธ์รูปแบบการลงทะเบียนเรียนของผู้ใช้บริการที่ยังเรียนไม่สำเร็จในรายวิชาใด ๆ …


ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิทักษ์พงศ์ พงศ์กระพันธุ์ Jan 2023

ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, พิทักษ์พงศ์ พงศ์กระพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมการสอนศิลปะนามธรรมโดยใช้ดนตรีเพื่อส่งเสริมการรับรู้ทางสุนทรียะในงานศิลปะนามธรรมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย งานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมและการออกแบบพัฒนาชุดกิจกรรม โดยการเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้การเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปศึกษาและดนตรีศึกษา จำนวน 3 ท่าน ครูศิลปะระดับชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 2 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะนามธรรม จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา 1 ท่าน รวม 9 ท่าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ 2) ระยะการทดลองใช้ชุดกิจกรรมคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม ในรายวิชาศิลปะเพิ่มเติม จำนวน 24 คน และครูผู้สอนศิลปะชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง ทดลองใช้ 2 กิจกรรมจาก 4 กิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินการรับรู้ทางสุนทรียะในศิลปะนามธรรม แบบสอบถามความพึงพอใจสำหรับนักเรียน และแบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมสำหรับครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ 5 ข้อ ได้แก่ 1) การเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส 2) การเชื่อมโยงอารมณ์ที่แสดงออกผ่านศิลปะนามธรรมกับอารมณ์ของดนตรี 3) การเทียบเคียงองค์ประกอบของศิลปะนามธรรมกับองค์ประกอบของดนตรี 4) การสอดแทรกองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ศิลป์โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ 5) การกระตุ้นประสบการณ์ทางสุนทรียะด้วยสื่อเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ชุดกิจกรรมพัฒนาขึ้นสำหรับการเรียนรู้แบบผสมผสาน ประกอบด้วยการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการเรียนรู้ผ่านระบบ Learning Management System (LMS) ผลการทดลองใช้ชุดกิจกรรม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เกิดการรับรู้ทางสุนทรียะในศิลปะนามธรรมตามทฤษฎีการรับรู้สุนทรียะของ Michael J. Parsons อยู่ในระดับที่คาดหวัง คือ ระดับที่ 3 การแสดงออก และ ระดับที่ 4 แบบอย่างและรูปแบบ (ร้อยละ 75) โดยนักเรียนเกิดการรับรู้ระดับที่ 4 มากที่สุด …


ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองที่มีต่อความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติรัตน์ ดีเสมอ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพร่วมด้วย มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองเทียบกับเกณฑ์ และ (2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลองและแบบวัดความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ระหว่างจัดการเรียนรู้จากแบบบันทึกกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนส่วนใหญ่มีความสามารถในการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 44.74 คะแนน (ร้อยละ 71.02) แต่ไม่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 69 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยองค์ประกอบที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ การสร้างสมมติฐาน และการประเมินหลักฐาน ตามลำดับ และระหว่างจัดการเรียนรู้เคมีเน้นแบบจำลอง นักเรียนกลุ่มคะแนนสูง กลุ่มค่อนข้างสูง และกลุ่มปานกลาง เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ดีขึ้นอย่างมีพัฒนาการในการจัดการเรียนรู้ครั้งที่ 2 4 และ 5 ตามลำดับ นักเรียนส่วนใหญ่ใช้องค์ประกอบการให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การประเมินหลักฐาน การสร้างข้อสรุป และการสื่อสารและกลั่นกรอง ผ่านกระบวนการสร้างแบบจำลอง และสะท้อนความคิดเห็นต่อกระบวนการการสร้างแบบจำลองไปในทิศทางที่ดี


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพที่มีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, นันทิยา กงละวัล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพกับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้การคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับกลวิธีการเรียนรู้เชิงภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน แบบวัดความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้


การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสอน Think-Solve-Pair-Shareเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษา, พรพนา ทองศักดิ์ Jan 2023

การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสอน Think-Solve-Pair-Shareเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษา, พรพนา ทองศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อการศึกษาความต้องการจำเป็นและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันโดยใช้เกมเป็นฐานร่วมกับกลยุทธ์การสอน(TSPS) 2.1) เพื่อเปรียบเทียบผลคะแนนความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาก่อนและหลังเรียน 2.2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมการ ใช้เทคโนโลยีที่มีต่อความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาโดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ระยะที่1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 433 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนประถมศึกษาส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และเลือกใช้เว็บเบราว์เซอร์กูเกิล โครม มากที่สุด 2) ประสบการณ์การใช้โมไบล์แอปพลิเคชันของนักเรียนประถมศึกษา พบว่า การตั้งรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยของการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3) ความต้องการจำเป็นในการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันเพื่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาในภาพรวม พบว่า ด้านการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน มีดัชนีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุด ระยะที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 5 ท่าน และนักเรียนประถมศึกษาจำนวน 20 คนเครื่องมือวิจัยคือต้นแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯผลการวิจัย พบว่าเครื่องมือดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพระดับดีมากระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 40 คน เครื่องมือวิจัยคือโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่านักเรียนที่ใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของนักเรียนประถมศึกษาอยู่ในระดับมีความสัมพันธ์กันปานกลาง


การพัฒนาการอ่านวิเคราะห์บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, สรัลชนา กีรตินิจกาล Jan 2023

การพัฒนาการอ่านวิเคราะห์บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, สรัลชนา กีรตินิจกาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกี สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย และ2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีที่มีต่อการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 39 คน ใช้เวลาในการทดลอง 10 คาบ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบวัดการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียน ก่อนและหลังการทดลอง แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บันเทิงคดีโดยประยุกต์ใช้ระบบของสตานิสลาฟสกีสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) วิเคราะห์โครงเรื่องตามองค์ประกอบ (2) วิเคราะห์ภูมิหลังและแรงผลักดันของตัวละคร (3) สร้างจินตนาการเกี่ยวกับฉากและวิเคราะห์อิทธิพลของฉาก (4) วิเคราะห์แก่นเรื่อง และ (5) เชื่อมโยงประสบการณ์เข้ากับเนื้อเรื่อง และ2) ผลการทดลองใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยการอ่านวิเคราะห์หลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung Jan 2023

Development Of T-Shaped Professional Framework For Enhancing Students’ Employability In 21st Century: Case Study Of Cambodian Undergraduate Students, Sokhoeum Chhoeung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to develop a T-shaped professional framework to enhance the employability of Cambodian undergraduate students in the 21st century by addressing the need for both deep knowledge and mastery competencies to meet the evolving demands of the global job market. The sample 1) consisted of three HR professionals involved in recruiting staff from one international business firm, one NGO, and local private firm, along with two experts ; a Cambodian lecturer and an Educational Officer from the Department of Education in Australia; 2) 172 third- and fourth-year students from the Faculty of Language Arts, the Faculty of Management, …


นวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์, จักรพงษ์ ปัญญาพูนตระกูล Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์, จักรพงษ์ ปัญญาพูนตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏและกรอบแนวคิดทุนมนุษย์ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามแนวคิดทุนมนุษย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากรคือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 3,172 หลักสูตร กลุ่มตัวอย่างคือ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 343 หลักสูตร โดยใช้วิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามแบบ Krejcie & Morgan ที่ความเชื่อมั่น 95% และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายด้วยตารางเลขสุ่ม ผู้ให้ข้อมูล คือ อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร จำนวน 686 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และความต้องการจำเป็น ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การออกแบบหลักสูตร การจัดบุคลากร การนำหลักสูตรไปใช้ การจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ และการประเมินหลักสูตร กรอบแนวคิดของทุนมนุษย์ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทุนปัญญา มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ ทักษะ และความชำนาญ ทุนสังคม มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ การสร้างเครือข่าย ความร่วมมือ และมนุษยสัมพันธ์ และทุนอารมณ์ มี 4 องค์ประกอบย่อย คือ การแสดงออกทางอารมณ์ ความยืดหยุ่น ความตระหนักรู้ในตนเอง และความกระตือรือร้น 2) สภาพปัจจุบัน การจัดบุคลากร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ การนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินหลักสูตร การออกแบบหลักสูตร และการจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ ตามลำดับ …


A Teacher Development Innovation Of Vocational Colleges Based On The Concept Of Entrepreneurial Leadership, Thaworn Intaraamorn Jan 2023

A Teacher Development Innovation Of Vocational Colleges Based On The Concept Of Entrepreneurial Leadership, Thaworn Intaraamorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to: 1) study the conceptual framework of teacher development and entrepreneurial leadership, 2) study the levels of teachers’ entrepreneurial leadership, 3) analyze the priority needs in teacher development for enhancing entrepreneurial leadership of vocational colleges, and 4) to develop a teacher development innovation for enhancing entrepreneurial leadership of vocational colleges. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 433 vocational colleges under the office of vocational education commission. Informants included vocational college directors, deputy directors, and teachers. The research tools used were questionnaires and evaluation forms. Statistical analyses …


สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ Jan 2023

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะในการคิดออกแบบร่วมกับการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานที่ส่งเสริมทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาอาชีวศึกษา, พีรญา สุขขีวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการ องค์ประกอบและตัวชี้วัดของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ และองค์ประกอบและตัวชี้วัดของทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม 3) เพื่อศึกษาผลของการใช้สภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 4) เพื่อนำเสนอสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาระบบ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 คน และครู 10 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง นักศึกษา 1,250 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วพื้นที่ 5 ภูมิภาคของประเทศไทย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพระบบ แบบประเมินรับรองระบบ กลุ่มทดลองใช้ระบบ ได้แก่ นักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบวัดทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินผลงานนวัตกรรม แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้เป็นคนช่างสังเกตและตั้งคำถาม ในลำดับความต้องการมากที่สุด (PNI modified = 0.4098) รองลงมาคือ กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้แสดงความคิดและศักยภาพของตนเอง (PNI modified = 0.3690) และผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะ พบว่าโมเดลการวัดค่าองค์ประกอบเชิงยืนยันมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2/df (546.32 /163) = 3.35, P = 0.000, CFI = 1.00, GFI = 0.96, AGFI = 0.95, RMSEA = 0.043) ซึ่งระบบสภาพแวดล้อมการเรียนอัจฉริยะฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) ระบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้อัจฉริยะฯ 2) เนื้อหาการเรียนรู้ 3) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 4) ประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ และ 5) …


นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง, วิชัย สีสุด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 2) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในตนเองของนักเรียนมัธยมศึกษาเอกชน 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาตามแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 795 โรงเรียน โดยสุ่มตัวอย่างวิจัย ได้จำนวนตัวอย่างขั้นต่ำเท่ากับ 259 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น และการสุ่มอย่างง่ายผู้ให้ข้อมูล แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ผู้บริหารโรงเรียน ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน 2) รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ หรือผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการหรือหัวหน้างานหลักสูตร 3) ครูผู้สอน จำนวน 1 คน 4) นักเรียนระดับมัธยมศึกษา และ 5) ผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัด แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติใช้ความถี่ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารงานวิชาการโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดภาวะผู้นำในตนเอง ประกอบด้วย 8 ด้าน คือ 1) การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) 2) การจัดการตนเอง (Self-Management) 3) การรับรู้ศักยภาพในตนเอง (Self-Efficacy) 4) การมีคุณธรรมในตนเอง (Self-Integrity) 5) การสร้างแรงจูงใจในตนเอง (Self-Motivation) 6) การเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเอง (Self-Entrepreneurship) 7) การสร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง (Self-Innovation) …


The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana Jan 2023

The Use Of Augmented Reality Direct Vocabulary Instruction Based On Cognitive Theory Of Multimedia Learning To Enhance Vocabulary Knowledge Of Thai University Students, Premkamon Hiranrakpattana

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the potential of augmented reality to merge the real word and computer-generated content together, it has the power to revolutionize English language education, especially in the vocabulary field. This study aimed to 1) investigate the effectiveness of the use of augmented reality direct vocabulary instruction based on cognitive theory of multimedia learning to enhance vocabulary knowledge of Thai university students and 2) explore the perceptions of Thai university students towards the instruction. The participants in this study were twenty Thai university students from the second to fourth year who enrolled in a conversation course at a public university in …


การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร Jan 2023

การพัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค, สรศักดิ์ ทองเพชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ 2) พัฒนาหลักสูตรอบรมการลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุโดยประยุกต์ใช้การออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค 3) ประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการจำเป็น คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 449 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรม คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและผ่านเกณฑ์คัดเข้า ทำการเก็บข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังการทดลอง นำข้อมูลที่ได้มาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นด้วยการใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นและประเมินประสิทธิผลหลักสูตรอบรมที่พัฒนาขึ้นโดยการทดสอบด้วยสถิติที ผลการวิจัยพบว่า 1) การลดภาวะความเสื่อมถอยของร่างกายผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (2) ด้านระบบกล้ามเนื้อ (3) ด้านระบบกระดูก (4) ด้านระบบประสาท โดยพบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบกระดูก มีค่า PNI modified เท่ากับ .40 (2) ด้านระบบประสาท มีค่า PNI modified เท่ากับ .39 (3) ด้านระบบกล้ามเนื้อ มีค่า PNI modified เท่ากับ .34 และ (4) ด้านระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด มีค่า PNI modified เท่ากับ .31 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการและความเป็นมาของหลักสูตรอบรม (2) วัตถุประสงค์ของหลักสูตรอบรม (3) หน่วยการเรียนรู้ของหลักสูตรอบรม (4) กิจกรรมที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (5) สื่อที่ใช้ในหลักสูตรอบรม (6) ระยะเวลาของหลักสูตรอบรม …


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกชน มั่นปาน Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ, เอกชน มั่นปาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาและความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multi-phase Mixed Method Research Design) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 377 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียนและครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมินสถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งานได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดความคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ ประกอบด้วย 5 ความสามารถหลัก และ 10 ความสามารถย่อย ได้แก่ (1) การยอมรับเรื่องเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้และความสามารถในการปฏิเสธ (2) การตอบสนองต่ออคติทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อย ได้แก่ ความสามารถในความเข้าใจและความสามารถในการพิจารณาความไม่เป็นธรรม (3) การแก้ไขอคติทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการฝึกฝนและความสามารถในการเห็นคุณค่า (4) การปลูกฝังทางเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์ใช้และความสามารถต่อความรับผิดชอบ (5) การสนับสนุนเรื่องเพศ ประกอบด้วย 2 ความสามารถย่อยได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในความรอบคอบ 2) จุดอ่อนของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านความเป็นธรรมระหว่างเพศ คือ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และการวัดผลและประเมินผลและไม่พบจุดแข็งของการบริหารวิชาการ โอกาส คือ สภาพเศรษฐกิจ สภาพการเมืองและนโยบายของรัฐ และเทคโนโลยี ภาวะคุกคาม คือ …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน, สุทธิ สีพิกา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน 4) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Methods) จำนวน 4 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2,360 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 331 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมิน แบบวัด แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบจับประเด็น ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ (1) การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (2) การจัดการเรียนการสอน และ (3) การวัดและประเมินผล ส่วนกรอบแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ (1) ความรู้ทางการเงิน (2) เจตคติทางการเงิน (3) พฤติกรรมทางการเงิน และ (4) การตัดสินใจทางการเงิน 2) ระดับความฉลาดรู้การเงินของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านความรู้ทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาเป็นด้านพฤติกรรมทางการเงิน และด้านเจตคติทางการเงิน ส่วนด้านการตัดสินใจทางการเงิน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน โดยรวมมีค่า PNImodified = 0.168 เรียงลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ ด้านการจัดการเรียนการสอน มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด รองลงมาเป็นด้านการวัดและประเมินผล ส่วนด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มีความต้องการจำเป็นน้อยที่สุด และ 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาตามแนวคิดความฉลาดรู้การเงิน …


กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์ Jan 2023

กลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะทำงานในอนาคตของนักเรียน, ศุภรินทร์ พรมรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน 3) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase mixed methods design) ประชากร คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 62 เขตพื้นที่ กลุ่มตัวอย่าง คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 54 เขตพื้นที่ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตามแนวคิดผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 สถิติที่ใช้ในกรวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ประกอบด้วย 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การบริหารกระบวนการ ผลการดำเนินงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม และกรอบแนวคิดทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน ประกอบด้วย 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะส่วนบุคคล ทักษะคนและสังคม ทักษะคิดสร้างสรรค์ ทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้และ ทักษะที่ใช้ในที่ทำงาน ผลการประเมินมีความเหมาะสม 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม แยกเป็นวิเคราะห์ 2 ด้าน ได้แก่ 2.1) ด้านสภาพแวดล้อมภายใน พิจารณาการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภาพรวมเป็นจุดอ่อน โดยเป็นจุดอ่อน 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารกระบวนการ การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลการดำเนินงานการมุ่งเน้นบุคคากร การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ เมื่อพิจารณาทักษะการทำงานในอนาคตของนักเรียน …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา, กาญจนา พนมวัน ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างใช้การสุ่มอย่างง่ายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ 35 คน กลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะ จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.98 และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจคตติ การปฏิบัติ และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพ มีความดัชนีความสอดคล้อง 0.96, 0.95, 0.95 และ 0.95 มีความเที่ยง 0.70, 0.77, 0.80 และ 0.75 รวมระยะเวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที่ ผลการวิจัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้ฉากทัศน์เป็นฐานร่วมกับกระบวนการชี้แนะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความฉลาดรู้สารสนเทศด้านสุขภาพของนักเรียนประถมศึกษา สูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


Operational Planning To Enhance Bhutan Power Grid Resilience In Interconnected Systems, Kelzangla - Jan 2023

Operational Planning To Enhance Bhutan Power Grid Resilience In Interconnected Systems, Kelzangla -

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The complexity of modern power systems has led to more blackouts in the past 15 years. These blackouts cause significant disruptions and economic impacts. To address this, the IEEE PES taskforce recommended Intentional Controlled Islanding (ICI) via Special Protection Schemes (SPSs). ICI, or controlled system separation, is an adaptive control strategy to prevent widespread blackouts when conventional protection measures fail. It involves quickly identifying and disconnecting specific grid branches to form stable, manageable islands. These islands can be controlled more efficiently, reducing the risk of a total blackout. The three critical aspects of ICI are determining the timing (when), boundaries …


Optimal Scheduling And Sizing Of Battery Energy Storage System In An Industrial Microgrid, Jirawat Wongyai Jan 2023

Optimal Scheduling And Sizing Of Battery Energy Storage System In An Industrial Microgrid, Jirawat Wongyai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This project focuses on enhancing operational efficiency by integrating a Battery Energy Storage System (BESS) with a solar power generation system. The primary goal is to design and optimize the scheduling and sizing of the BESS using Rule-Based Algorithm and Particle Swarm Optimization. The analysis includes assessing electricity cost reduction rates, payback periods, and identifying the battery capacity that maximizes cost savings while maintaining an acceptable payback period. Additionally, the project applies the Rule-Based method to the factory's actual electrical system, calculates the optimal timing for BESS investment as costs decrease, and translates the reduced electricity consumption into carbon credits. …


Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang Jan 2023

Practical Implementation Of Oscillation Source Detection Using Dissipating Energy Flow Method, Thanapon Jongjarussang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Power grid oscillation with poorly damped performance is a growing problem. The oscillation source needs to be quickly and precisely identified in order to mitigate the oscillation issues to prevent any detrimental conditions that may arise. An incoming of synchrophasor technology enables the use of dissipating energy flow (DEF) method to practically identify the oscillation source. This research thesis aims at validating the DEF-based method and then developing an application tool to identify the oscillation source in a practical power grid. The DEF method was validated through various simulated oscillation cases based on IEEE 39-bus system leading to a promising …


A Scoping Review Of Disease Modeling Approaches In Estimating Snakebite Burden, Ahmed Adamu Gololo Jan 2023

A Scoping Review Of Disease Modeling Approaches In Estimating Snakebite Burden, Ahmed Adamu Gololo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Epidemiological modeling studies in snakebite envenoming research are evolving. Their techniques can be essential in filling the knowledge gap needed to attain the World Health Organization’s goal of halving the burden of snakebite envenoming by complementing the current data scarcity. Hence, there is a need for a scoping review to summarize epidemiological models used in estimating the burden of snakebite envenoming. Methods: We conducted a scoping review by searching PubMed, EMBASE, and Scopus to identify articles reporting epidemiological models in snakebite envenoming from database inception to 31st December 2023. The study protocol was registered with Open Science Framework (https://osf.io/u6cyh/). …


ศิลปะการจัดวางภาพเคลื่อนไหว: ผัสสะสัมผัสสรรพสิ่งในมนุษยสมัย, จรรยา เหตะโยธิน Jan 2023

ศิลปะการจัดวางภาพเคลื่อนไหว: ผัสสะสัมผัสสรรพสิ่งในมนุษยสมัย, จรรยา เหตะโยธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

มนุษยสมัย (The Anthropocene) คือแนวคิดเกี่ยวกับยุคสมัยที่มนุษย์ได้เร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ จนส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งและการดำรงอยู่ของมนุษย์ ในยุคมนุษยสมัยนี้ มนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่รายล้อมร่วมกันกับธรรมชาติ สิ่งนี้ได้นำไปสู่การถอดถอนมนุษย์ออกจากศูนย์กลาง การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งจากแนวตั้งเป็นแนวนอน ด้วยการอธิบายผ่านโครงสร้างเครือข่ายรากแง่งและศักยภาพในการเชื่อมรวม เพื่อให้เห็นการปะทะประสานกับสรรพสิ่งอื่นในระบบนิเวศ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยภววิทยาแนวราบที่บ่งบอกการเชื่อมต่อกันไปอย่างไร้จุดจบ จากแนวคิดดังกล่าว ผู้วิจัยนำเสนอผลงานสร้างสรรค์เพื่อขับเน้นการถอดถอนมนุษย์ออกจากความเป็นศูนย์กลาง ผ่านองค์ประกอบต่อไปนี้ 1) การขับเน้นสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (Non-Human) เป็นองค์ประธาน 2) สร้างความเชื่อมโยง (Linkage) ของเนื้อหาบนฐานของความแตกต่างเพื่อแสดงถึงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งในธรรมชาติในแนวราบโดยเชื่อมต่อกันไปอย่างไร้จุดจบ 3) การใช้โครงสร้างของเครือข่ายรากแง่งในการจัดวาง ประกอบด้วย การใช้ชิ้นส่วนแยกย่อย (Fragmentation) เพื่อเผยให้เห็นการปฏิสัมพันธ์ที่ทบทวีคูณ ความแตกต่างหลากหลาย และ การเกิดซ้ำ (Repetition) ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชิ้นส่วนแอนิเมชันในแต่ละครั้งของการวนลูป การปะทะประสานชิ้นส่วนแยกย่อยแต่ละชิ้นทั้งหมดบนจอภาพในช่วงเวลาเดียวกันทำให้เกิดบทสนทนาของแต่ละชิ้นส่วน