Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 5071 - 5100 of 37684

Full-Text Articles in Entire DC Network

Enhancing Momentum Strategy With Insider Transaction Information In The Stock Exchange Of Thailand, Pimnara Supradith Na Ayudhya Jan 2023

Enhancing Momentum Strategy With Insider Transaction Information In The Stock Exchange Of Thailand, Pimnara Supradith Na Ayudhya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study introduces a novel approach to enhancing the momentum strategy in the Thai stock market. We combine the traditional momentum strategy, focusing on historical performance, with insights from insider transactions disclosed via SEC 59-2 forms. This dual approach aims to construct robust trading portfolios, with long positions in high-performing stocks backed by recent insider purchases and short positions in underperforming stocks accompanied by recent insider sales. Notably, our analysis spans the period from January 2016 to December 2022, encompassing the tumultuous era of the COVID-19-induced Thai stock market crashes. Interestingly, we discovered the potential of using insider transaction information …


การจำลองกำหนดการเดินเรือโดยใช้ไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น, รัตชนก เธียรปุญญธนากุล Jan 2023

การจำลองกำหนดการเดินเรือโดยใช้ไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น, รัตชนก เธียรปุญญธนากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลที่มีการจัดการด้านความเสี่ยงในการเกิดความล่าช้าในการเดินเรือตามกำหนดเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และเกิดความเสี่ยงและเกิดค่าเสียหายผลจากถึงกำหนดล่าช้าที่จะต้องประสบกับค่าใช้จ่ายของต้นทุนที่สูงขึ้นจากปัญหาความล่าช้า จึงให้ความสนใจที่ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การให้ความสำคัญกับความน่าจะเป็นจากความไม่แน่นอนและเวลาในการเดินเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการวางแผนและจัดการตารางเดินเรือให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเงื่อนไขและปัจจัยที่แปรผันในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเล งานวิจัยนี้ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการนำไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น Probabilistic Timed Automata (PTA) มาใช้ในการจำลองกำหนดการตารางเดินเรือ (Vessel Scheduling) เพื่อช่วยให้สามารถจำลองและประเมินผลของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเดินเรือได้อย่างเป็นระบบ และการช่วยให้ผู้วางแผนสามารถทำการปรับปรุงและวิเคราะห์ตารางเดินเรือ โดยมีผลจากการปรับปรุงค่าความนาจะเป็นและทำการทวนสอบผลที่ได้จากสถิติข้อมูลที่ใช้จำลองไม่เกิน 10% ผ่านการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PRISM โดยใช้ PRISM Model Checker โดยเครื่องมือสามารถจำลองพฤติกรรมการเดินเรือตามแบบจำลอง PTA ที่ออกแบบไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยของความน่าจะเป็นที่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและทำการทวนสอบด้วยสูตร PCTL ได้


ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร Jan 2023

ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่าง ส่งผลต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 7 คน และกลุ่มควบคุม 8 คน โดยใช้ค่าแรงดันในการหายใจเข้าสูงสุด (MIP) โดยใช้เครื่องมือ TU - Breath Training ในการฝึก ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการฝึกที่ความหนัก 50% MIP และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกที่ความหนัก 0% MIP ตามโปรแกรมที่กำหนด คือ 15 ครั้ง/ เซต ทั้งหมด 3 เซต 5 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังได้ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด สมรรถภาพการหายใจ และตัวแปรด้านความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิก จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึก 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นของค่าความดันหายใจเข้าสูงสุด (MIP) ค่าการขยายตัวของทรวงอกระดับกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้านนสมรรถภาทางแอโรบิกไม่มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าในกลุ่มทดลองที่ได้รับแรงต้านจากการฝึก การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างช่วยพัฒนาด้านสมรรถภาพของการหายใจ และมีแนวโน้มในการพัฒนาสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลได้


ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ Jan 2023

ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่ายิงปืนแบบเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความแม่นยำในการยิงปืนวิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลม อายุตั้งแต่ 20-35 ปี แข่งขันในระดับทีมชาติ จำนวน 5 คน ใช้เวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ แบ่งเป็นฝึกด้วยโปรแกรมที่มีการซ้อมเป็นปกติ 4 สัปดาห์ และฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงอีก 4 สัปดาห์ และฝึกสัปดาห์ละ 2 วัน โดยทำการทดสอบก่อน ระหว่าง และหลังการฝึกด้วยแบบประเมินการทรงตัว ได้แก่ แบบประเมิน Mini-BESTest และ Time Up and Go Test และทำการทดสอบความแม่นยำด้วยการยิงปืน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยทดสอบการแจกแจงข้อมูลแบบโค้งปกติของทุกตัวแปรโดยใช้ Shapiro-Wilk (พบว่าข้อมูลทุกตัวแปรมีการกระจายตัวปกติ) จึงทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบ สัปดาห์ 0 , 4 และ 8 โดยใช้ ANOVA repeated measure และหาคู่ต่างโดยสถิติ Bonferroni test เป็น Post hoc โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ P


กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ Jan 2023

กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกันในประเทศไทยซึ่งมีอุดสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็เป็นภาคที่บริโภคพลังงานและสร้างผลกระทบมากมายเช่นกัน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการเข้าร่วมการรับรอง กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงผลจากการดำเนินงานนั้น ของรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับ ทอง เงิน และทองแดง ระดับละ 1 กรณีศึกษา รวม 3 กรณีศึกษา และสรุปบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยจากผลการศึกษาพบว่า 1) รีสอร์ตมีการปรับตัวสู่การเป็นที่พักที่มีการดำเนินการด้านความยั่งยืน โดยมีปัจจัยในการเข้าร่วมการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ ปัจจัยด้านการต่อยอดทางธุรกิจ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง และปัจจัยแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริหาร 2) กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่รีสอร์ตกรณีศึกษาเน้นมากที่สุด 4 หมวด ได้แก่ (1) ด้านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน (2) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน (3) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และ (4) ด้านการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากธุรกิจที่พักแรมเป็นการลงทุนในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อลดค่าใช้จ่าย รวมถึงพัฒนาบริการเพื่อสร้างรายได้ 3) ผลการดำเนินงานพบว่าค่าคะแนนภายใต้การดำเนินการด้านความยั่งยืนโดยรวมเป็นไปในทิศทางบวก อีกทั้งมุมมองผู้ประกอบการมองว่าการเข้าร่วมการรับรองดังกล่าวมีผลตอบรับที่ดี ทั้งจากผู้เข้าพัก พนักงาน และชุมชน โดยมองว่าทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าพักอาจมีข้อคิดเห็นในเชิงลบอยู่บ้าง เนื่องจากอาจขาดความเข้าใจในการดำเนินงานของรีสอร์ต จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากรณีศึกษาระดับทองมีการดำเนินงานตามแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ที่สอดคล้องตามตัวชี้วัดของเกณฑ์โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนกรณีศึกษาระดับเงิน มีการดำเนินงานอย่างจริงจังใน 3 โครงการหลักอยู่เดิมจึงเป็นการเข้าร่วมโครงการเพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน และต่อยอดไปยังการรับรองและรางวัลด้านความยั่งยืนอื่น ขณะที่กรณีศึกษาระดับทองแดงที่มีข้อแตกต่างด้านที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน มีการบูรณาการร่วมกับการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดเป็นหลัก


การก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของ มหาสิลา วีระวงส์ ในบริบทสังคมไทย, ธีรพล บัวกระโทก Jan 2023

การก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของ มหาสิลา วีระวงส์ ในบริบทสังคมไทย, ธีรพล บัวกระโทก

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลา วีระวงส์ นักเขียน นักค้นคว้า และกวีคนสำคัญของลาวในระหว่างปี 1905-1948 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มหาสิลามีประสบการณ์ชีวิตในสังคมไทยอย่างใกล้ชิด ผลการศึกษาพบว่า ความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลามีลักษณะเป็นชาตินิยมทางวัฒนธรรม กล่าวคือ เป็นความคิดชาตินิยมที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความเป็นชาติของลาว การทำงานทางด้านวัฒนธรรมของมหาสิลาเป็นความพยายามฟื้นฟูองค์ประกอบทางวัฒนธรรมเหล่านั้นให้กลับมาเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง เพื่อสร้างความรู้สึกถึงความเป็นชาติเดียวกันให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวลาวและเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นชาติของลาว ด้วยภูมิหลังอันใกล้ชิดกับสังคมไทยของมหาสิลา ทำให้บริบททางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยมีผลต่อการก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลา กล่าวคือ ประสบการณ์ชีวิตของมหาสิลาระหว่างปี 1905-1948 ที่ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงในหลายด้านของสังคมไทย ทั้งทางการเมือง ทางสังคม และทางความคิด โดยเฉพาะการขยายตัวของความคิดชาตินิยมไทยในห้วงเวลาดังกล่าว รวมถึงการได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทย ได้แก่ กลุ่มพระสงฆ์อีสาน กลุ่มปัญญาชนและชนชั้นนำไทย และกลุ่มนักการเมืองอีสาน ซึ่งอีสานในที่นี้หมายถึงภูมิหลังของผู้คนที่มาจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้มหาสิลาตระหนักถึงสถานภาพของตนเองในสังคมไทย อันนำไปสู่กระบวนการก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลา ที่มีลักษณะของการใช้องค์ความรู้แบบไทยเป็นเครื่องมือในการสร้างความโดดเด่นให้กับความเป็นลาว ซึ่งความเป็นลาวในความคิดของมหาสิลาก็คือองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่บ่งชี้ถึงความเป็นชาติของลาวนั่นเอง และวิธีการเช่นนี้สามารถพบได้ในผลงานตลอดชีวิตการทำงานของมหาสิลา


วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ Jan 2023

วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวคิดและวิธีการการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย และความเป็นธรรมยุติกนิกายจากข้อสังเกตที่ได้จากวรรณกรรม คือ จากพระราชนิพนธ์และงานนิพนธ์ของคณะผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 4 ท่าน ซึ่งแต่งขึ้นในปีพุทธศักราช 2367-2438 ได้แก่ (1) วชิรญาณภิกขุุ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (3) สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุุทฺธสิริ) และ (4) พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) ผลการศึกษาพบว่า การทำกรรมฐานเกี่ยวพันกับการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา กรรมฐานที่ปรากฏในวรรณกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อพระนิพพาน ช่วยเจริญสมาธิและปัญญาของผู้ปฏิบัติตามคติในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งยังสร้างสำนึกทางพระพุทธศาสนา กรรมฐานที่นำเสนอมีทั้งสมถะและวิปัสสนา สมถกรรมฐานเน้น “จตุรารักขกรรมฐาน” อันได้แก่ พุทธานุสติ เมตตาพรหมวิหาร มรณานุสติ และอสุภสัญญา ในระยะแรก ภายหลัง จึงแสดงวิธีการอื่นตามแนวทางของคัมภีร์วิสุทธิมรรค ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเน้นการพิจารณาขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตน วรรณกรรมกรรมฐานทำให้ความรู้เรื่องกรรมฐานเข้าถึงได้ด้วยการอ่าน ผู้ปฏิบัติกรรมฐานสามารถฝึกฝนโดยไม่ต้องพึ่งพาพระวิปัสสนาจารย์ ทำให้กรรมฐานเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงไตรสิกขา ทั้งยังเป็นเครื่องช่วยเตือนสติและให้ความรู้ในการดำเนินชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา การปฏิรูปแนวทางกรรมฐานตามแนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นความเป็นธรรมยุติกนิกายในระยะแรกที่ยังคงเป้าหมายพระนิพพาน ความเชื่อมั่นในวิจารณญาณในการคัดสรรและประยุกต์คำสอนพระพุทธศาสนาให้เหมาะสมกับยุคสมัย และการรับวิทยาการจากตะวันตก ภายหลังเมื่อคณะธรรมยุตมีสถานะมั่นคงขึ้นโดยได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำจนให้จัดการศึกษาคณะสงฆ์ วรรณกรรมกรรมฐานบางเล่มใช้เป็นหนังสือเรียนในหลักสูตร ทำให้กรรมฐานแบบโบราณที่เคยปฏิบัติสืบต่อมาค่อย ๆ สูญหายไป


Verification Of Oil Recovery Mechanism Through Alteration Of Relative Permeability Curve And Analytical Measurements, Tina Tharn Jan 2023

Verification Of Oil Recovery Mechanism Through Alteration Of Relative Permeability Curve And Analytical Measurements, Tina Tharn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the petroleum production industry, there are several methods that can be utilized to increase oil recovery. These methods are so-called Enhanced Oil Recovery (EOR). Nowadays, Low Salinity Water Flooding (LSWF) is one of the considerable of those techniques due to its cost and simplicity. However, understanding its main oil recovery mechanism is still limited. Therefore, the investigation of oil mechanism provided by LSWF would help refine its application to oilfields. In this study, the Johnson–Bossler–Naumann (JBN) approach is employed to examine relative permeability curves during LSWF in different rock formations including clean sandstone (SS), shaly-sandstone (SHS), and dolostone (DL). …


ประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธผู้เชี่ยวชาญ ในการทำความเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการ, จักรา วีรกุล Jan 2023

ประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธผู้เชี่ยวชาญ ในการทำความเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการ, จักรา วีรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธผู้เชี่ยวชาญในการทำความเข้าใจปัญหาของผู้มารับบริการ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ ผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย เป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานโดยใช้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแนวพุทธเป็นฐาน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้คำถามสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบประสบการณ์สำคัญ 3 ประเด็น กล่าวคือ (1) การเตรียมความพร้อมโดยคำนึงถึงบริบทของผู้มารับบริการ และเอื้อให้ตระหนักถึงปัญหา (2) การทำความเข้าใจปัญหาโดยอาศัยการเชื่อมสมาน การเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และการเห็นลักษณะร่วมของปัญหา (3) การใช้หลักพุทธธรรมในการเข้าถึงต้นเหตุของปัญหา ตระหนักถึงทิฏฐิที่อยู่เบื้องหลัง ตลอดจนแยกแยะในสภาวะที่ปรากฏว่าส่วนใดเป็นคุณส่วนใดเป็นโทษ


ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล Jan 2023

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึง การรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ โดยศึกษาตัวแปรทำนาย 4 ตัว คือ ปริมาณเวลาที่แม่มือใหม่ใช้เข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สร้างโดยแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ พฤติกรรมในการชอบเปรียบเทียบตนเองกับแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ความเชื่อมั่นในตัวแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ และประสบการณ์การประสบความสำเร็จของแม่มือใหม่ในการเลี้ยงลูกช่วงขวบปีแรก กลุ่มตัวอย่างเป็นแม่มือใหม่จำนวน 81 คน ที่มีลูกคนแรกและคนเดียวอายุระหว่าง 1-3 ปี และติดตามแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์เป็นประจำ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม และมาตรวัดตัวแปรต่าง ๆ ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการถดถอยเชิงขั้น (hierarchical regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประสบการณ์การประสบความสำเร็จในอดีต (ß = .522, p


กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, นันท์ปพร สิทธิยา Jan 2023

กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, นันท์ปพร สิทธิยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 3) เพื่อสังเคราะห์การดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 4) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. แนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตสำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) ความสำเร็จและศิษย์เก่า 2) การศึกษาและหลักสูตร 3) การให้และการมีส่วนร่วมกับชุมชน 4) การวิจัยและนวัตกรรม 5) ความยั่งยืนและวิทยาเขตอัจฉริยะ 2. ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า วิธีปฏิบัติในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ มีทัศนคติที่ดี/เจตคติที่ดี เป็นพลเมืองดีในสังคม และมีสมรรถนะความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต มหาวิทยาลัยมีแนวทางดำเนินการตั้งแต่การสร้างกระบวนการรับนักศึกษา เมื่อได้รับนักศึกษาเข้าสู่มหาวิทยาลัย จะเข้าสู่กระบวนการ (process) พัฒนานักศึกษาตามหลักสูตร กิจกรรมเสริมหลักสูตร การสร้างทัศนคติที่ดีให้กับนักศึกษา 3. ผลการสังเคราะห์การดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏต้องมีแคมเปญ (Campaign) มีความเป็นสากลที่เท่าทันโลกการเปลี่ยนแปลง (Global) ควบคู่กับการพัฒนาท้องถิ่นชุมชนที่เป็นปรัชญามหาวิทยาลัยราชภัฏ (Local) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครู ต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยราชภัฏมาจากการผลิตครู (Legacy University) มหาวิทยาลัยราชภัฏจึงต้องรักษาความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครูที่ทันสมัย ตรงตามความต้องการของวิชาชีพ และการบริการสังคม (Community Service) ด้วยกระบวนการ มหาวิทยาลัยเชื่อมโยงเครือข่ายราชภัฏ (Linkage University) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นต้นแบบการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) พัฒนาบนรากฐานความยั่งยืนการประสานความร่วมมือกับท้องถิ่น ปรับตัว ความคล่องตัวและการปรับตัว(Agility and Adaptability) จัดการศึกษายกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมตามมาตรฐานสากล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำหนดกลยุทธ์สู่การเป็น “G-L-O-C-A-L มีความเป็นสากลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” 4. ผลการพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า …


การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย Jan 2023

การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) นำเสนอรูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 9 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบประเมินชิ้นงาน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อศึกษาพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเปรียบเทียบ Dependent Sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) เป้าหมายการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปและประเมินผล ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน ผลการทดลอง พบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และจากการใช้รูปแบบฯ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long Jan 2023

The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to delineate the relationship between clinical symptoms of aMCI and affective symptoms in older adults without major depression (MDD) or dysfunctions in activities of daily living (ADL), and to assess the cytokine network in aMCI after excluding patients with MDD, examining the immune profiles of quantitative aMCI (qMCI) and distress symptoms of old age (DSOA) scores. This case-control study recruited 61 participants with aMCI (diagnosed using Petersen’s criteria) and 59 older adults without aMCI, excluding subjects with MDD and ADL dysfunctions. Three distinct dimensions were uncovered: Distress Symptoms of Old Age (DSOA), comprising affective symptoms, perceived stress, …


การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของผลรวมภาวะไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก การศึกษาย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2555-2566, เมธัส ปัญญาวงศ์ขันติ Jan 2023

การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของผลรวมภาวะไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก การศึกษาย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2555-2566, เมธัส ปัญญาวงศ์ขันติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา : ในปัจจุบันการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายนั้นได้รับการยอมรับถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยหัวใจห้องบนเต้นระริก อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ป่วยจะใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายแล้วก็ยังเกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดได้ตามที่ต่างๆ มีการพยายามศึกษาหาความเสี่ยงต่างๆที่อาจส่งผลทำให้เกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ได้ใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งปัจจัยที่เคยได้ถูกศึกษาและพิสูจน์ว่าส่งผลในแง่ส่งเสริมให้เกิดลิ่มเลือดมากขึ้นได้แก่ การรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และ การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งในงานวิจัยฉบับนี้ จะรวมเอาปัจจัยทั้งสามปัจจัยข้างต้นเป็นปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด วัตถุประสงค์ : การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือดและอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ได้ใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และเพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษาชิ้นนี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2566 โดยรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยก่อนทำหัตถการ ข้อมูลขณะทำหัตถการ การประเมินผู้ป่วยหลังจากใส่อุปกรณ์ การตรวจติดตามและประเมินอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือด จากนั้นจึงได้นำวิธีการทางสถิติเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด และอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดหลังใส่อุปกรณ์ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด ผลการศึกษา : การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยทั้งสิ้น 90 ราย โดนอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 74 ปี (พิสัย 54-93 ปี) ค่าเฉลี่ยของคะแนน CHA2DS2-VASc อยู่ที่ 5 คะแนน และ HAS-BLED อยู่ที่ 3 คะแนน มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 20 รายที่เกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดหลังใส่อุปกรณ์ คิดเป็นอุบัติการณ์ 0.04 รายต่อปี อุบัติการณ์การเกิดการรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด อยู่ที่ 11%, 14%, 25%, และ 42% ตามลำดับ และพบว่าปัจจัยสามปัจจัย (การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด) มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดภายหลังจากใส่อุปกรณ์อย่างมีความสำคัญทางนัยสถิติ (ค่า p


การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3ที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน, รณวิทย์ ตั้งเหล่าวัฒนชัย Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3ที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน, รณวิทย์ ตั้งเหล่าวัฒนชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ ปัจจุบันการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ได้รับการผ่าตัดและพบว่าเป็นมะเร็ง ระยะที่ 3 คือ การให้ยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน ผลข้างเคียงของยาออกซาลิพลาตินทำให้เกิด การบาดเจ็บของท่อไซนูซอยด์ เกิดภาวะม้ามโตและเกล็ดเลือดต่ำตามมาได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อแผนการ รักษาและการรอดชีพของผู้ป่วย ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่5 ปี ของ ผู้ป่วยที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รับการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลังในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 ซึ่งได้รับการผ่าตัดและรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน ในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่พ.ศ. 2551 – 2560 เก็บข้อมูลการให้ยาเคมีบำบัด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และ วัดความเปลี่ยนแปลงของขนาดม้ามก่อนและหลังให้ยาเคมีบำบัด คำนวณปริมาตรม้ามจากภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง ติดตามอัตราการรอดชีพและอัตราการรอดชีพแบบปลอดโรคที่ 5 ปี ผลการวิจัย จากการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 300 คนที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตร ออกซาลิพลาติน มีผู้ป่วยที่เกิดภาวะม้ามโต 134 คน (ร้อยละ44.7) ไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่พยากรณ์การ เกิดภาวะม้ามโตหลังได้รับยาเคมีบำบัดในงานวิจัยนี้ พบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้าม โต ร้อยละ 82.1และในกลุ่มไม่มีภาวะม้ามโต ร้อยละ 84.3 ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ(P=0.604) อัตราการรอดชีพแบบปลอดโรคที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 64.2และ ในกลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 71.1 ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P= 0.202) จากการทดสอบข้อมูลภายหลังโดยกำหนดเกณฑ์ม้ามโตร่วมกันระหว่างขนาดม้าม(volumetric threshold criteria) และสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของขนาดม้ามเทียบกับก่อนให้ยาเคมีบำบัด (percentage change criteria) พบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 68.2 และในกลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 84.5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.048) ผู้ป่วยที่ มีภาวะม้ามโตเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำรุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโต อย่างไรก็ตามอัตราการลด และอัตราการเลื่อนยาเคมีบำบัดไม่แตกต่างกันในทั้ง 2 กลุ่ม


สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง Jan 2023

สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง ระดับความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลี และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการศึกษา และเก็บข้อมูลเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 จากแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุระหว่าง 20 – 40 ปี เป็นผู้ติดตามโซเชียลมีเดียประเภทเฟซบุ๊กแฟนเพจของศิลปินไอดอลเกาหลี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปินเกาหลี แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง และแบบวัดสุขภาวะทางจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson correlation, One-way ANOVA, Independent T-test และ Stepwise multiple linear regression กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 241 คน อายุเฉลี่ย 28.6 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 80.5) เป็นแฟนคลับมาแล้วตั้งแต่ 0.08 - 22 ปี เฉลี่ยที่ 7.04 ปี ติดตามข่าวและผลงานของไอดอลเกาหลีผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Official page) ของวง (ร้อยละ 93.8) โดยติดตามผลงานทุกวัน (ร้อยละ 75.1) วันละ 1 – 2 ชั่วโมง (ร้อยละ 46.1) มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลีด้วยการซื้อสินค้าและผลงาน (ร้อยละ 85.5) รวมถึงชมคอนเสิร์ตหรือแฟนมีทติ้ง (ร้อยละ 80.9) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการรับรู้คุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 42.3 และ ร้อยละ 39.0 ตามลำดับ) และชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.3) สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการรับรู้คุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.768, p < 0.001) ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตกับความชื่นชอบไอดอลเกาหลี หรือกล่าวได้ว่าระดับความชื่นชอบไอดอลเกาหลีไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ทั้งนี้สุขภาวะทางจิตของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ พบความแตกต่างของสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรอายุ รายได้ อาชีพ การมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลี และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลี ซึ่งการรับรู้คุณค่าในตนเองและเหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลีเพื่อหนีปัญหา เป็นปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 57.4 โดยการรับรู้คุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวก (ß = 0.718, p < 0.001) ขณะที่เหตุผลชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีเพื่อหลีกหนีปัญหาต่างๆ มีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางจิต (ß = -0.110, p = 0.020) ซึ่งการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเอง ทักษะทางสังคม และการรับมือกับปัญหาที่เหมาะสมในประชากรกลุ่มนี้


การศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินเพื่อป้องกันการเกิดไข้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน, มุทิตา สุรกิจบวร Jan 2023

การศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินเพื่อป้องกันการเกิดไข้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน, มุทิตา สุรกิจบวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลักการและเหตุผล: การเกิดไข้ในภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน (R-CHOP) โดยประโยชน์ของการให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับ G-CSF ร่วมด้วย จึงยังไม่มีคำแนะนำมาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันการเกิดไข้ตามหลังการให้เคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับเคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2566 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยแบ่งกลุ่มการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ให้ยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 500 mg หรือยาหลอก รับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 7 วัน เริ่มหลังให้เคมีบำบัด 1 วัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับ G-CSF โดยประเมินผลการศึกษาหลัก คือการเกิดไข้ ในระยะเวลาทั้งสิ้น 120 วันนับตั้งแต่เริ่มเคมีบำบัด และ ผลการศึกษารอง ได้แก่การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การลดขนาดยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการเริ่มเกิดไข้ครั้งแรก และ ผลลัพธ์รวม ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 29 คน อายุเฉลี่ย 61 ปี อัตราการเกิดไข้ร้อยละ 10.3 และ ร้อยละ 37.9 ในกลุ่มที่ได้ยาลีโวฟลอกซาซิน และ ในกลุ่มที่ได้ยาหลอกตามลำดับ (P = 0.014) ยาลีโวฟลอกซาซินลดอัตราการเกิดภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำ (ร้อยละ 3.4 เทียบกับ ร้อยละ 24.1, P = 0.022), การลดขนาดยาเคมีบำบัด (ร้อยละ 0 เทียบกับ ร้อยละ 17, P …


Effects Of Knowledge And Awareness Enhancement Program To Change The Consumption Behavior Of Cannabis-Containing In Food And Beverage Among Undergraduate Students In Pathum Thani Province Of Thailand: A Quasi-Experimental Study, Phannathat Tanthanapanyakorn Jan 2023

Effects Of Knowledge And Awareness Enhancement Program To Change The Consumption Behavior Of Cannabis-Containing In Food And Beverage Among Undergraduate Students In Pathum Thani Province Of Thailand: A Quasi-Experimental Study, Phannathat Tanthanapanyakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since 2021, the societal acceptance of cannabis in various nations across Thailand has significantly catalyzed the integration of cannabis in food and beverages. Thailand Government Gazette at the end of July 2021 permitted the use of cannabis for medical, cosmetic, and food and beverage purposes. It might allow people, especially adolescents, to easily access cannabis with a high prevalence (69%). This research was a quasi-experimental study to investigate the effects of knowledge and awareness enhancement program for changing the consumption behavior of cannabis-containing food and beverages among undergraduate students of Pathum Thani province in Thailand.Phase 1 aimed to assess the …


Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra Jan 2023

Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The postpartum period is a critical time for mothers, marked by significant physical and mental changes. During this time, mothers are vulnerable to issues like postpartum blues and depression. Early professional help can reduce the burden of these mental health problems, but barriers such as social stigma, lack of support, and personal reluctance often prevent mothers from seeking help. This study aims to explore the factors correlated with mental health help-seeking among postpartum mothers in Jakarta, using the Theory of Planned Behaviour and considering sociodemographic, social, and environmental factors. Despite the availability of mental healthcare facilities in Jakarta, help-seeking behavior …


ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยอดพล เพชราวุธ Jan 2023

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยอดพล เพชราวุธ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Autonomous Shuttle Pod) ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการขนส่งรูปแบบใหม่ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการเดินทาง อย่างไรก็ตามความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของสาธารณชน การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบทัศนคติและปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ โดยขยายแบบจำลองทฤษฎีรวมการยอมรับและการใช้เทคโนโลยี 2 (UTAUT2) ที่เพิ่มปัจจัยด้าน การรับรู้ด้านความเสี่ยง, การรับรู้ด้านความไว้วางใจ, ภาพลักษณ์ และการเปรียบเทียบกับรูปแบบการเดินทางอื่น โดยสร้างแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยและเจตนาเชิงพฤติกรรมภายใต้แบบจำลอง อย่างไรก็ตามการวิจัยนี้ได้วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่แท้จริงภายใต้ตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้น แบบสอบถามดำเนินกับกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวน 409 คน ผลการศึกษาทัศนคติพบว่า คนชื่นชอบยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติในด้านของการบริการ ได้แก่ การเรียกใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านแอพพลิเคชั่น, บริการนอกเวลาปกติ และการปรับเปลี่ยนเส้นทาง อีกทั้งยังถูกมองว่ามีศักยภาพในการเข้ามาแทนที่รถ Pop Bus และ Muvmi สำหรับการวิเคราะห์แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้าง (SEM) พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกใช้ยานยนต์รับส่งผู้โดยสารอัตโนมัติของผู้คน ได้แก่ ความคาดหวังด้านประสิทธิภาพ, ประโยชน์ในการใช้ในชีวิตประจำวัน, การรับรู้ด้านความไว้วางใจ, สิ่งอำนวยความสะดวก, ความพอใจในบริการเหนือราคา, ความไว้วางใจด้านบริการและราคา, การรับรู้ความเสี่ยง และการรับรู้ว่าใช้งานได้ง่าย ในขณะที่ความคาดหวังด้านความพยายาม และ อิทธิพลของสังคม ส่งผลในทางอ้อม


การพัฒนาชุดทดสอบความล้าดัดสำหรับตะไบทางทันตกรรม, ธีรเมธ เกศโร Jan 2023

การพัฒนาชุดทดสอบความล้าดัดสำหรับตะไบทางทันตกรรม, ธีรเมธ เกศโร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มุ่งเน้นไปที่การออกแบบและสร้างชุดทดสอบความล้าดัดสำหรับตะไบทางทันตกรรม ที่สามารถวัดจำนวนรอบที่ทำให้เสียหายของตะไบได้โดยตรงผ่านการวิเคราะห์สัญญาณในระบบควบคุมวงปิดของมอเตอร์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีดั้งเดิม ซึ่งเป็นการคำนวณหาจำนวนรอบที่ทำให้เสียหาย ภายใต้สมมติฐานที่ว่าอัตราเร็วในการหมุนของตะไบคงที่ ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ตะไบอาจจะไม่ได้หมุนด้วยอัตราเร็วคงที่เสมอไป นอกจากนี้ ในวิทยานิพนธ์ ก็ได้มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือหรือการใช้งานได้ของชุดทดสอบที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในแง่มุมต่าง ๆ ผ่านการนำไปทดสอบกับชิ้นงานจริง โดยตะไบรุ่น Zenflex จำนวน 100 ชิ้น ได้ถูกนำไปทดสอบในคลองรากฟันเทียมทั้งหมด 5 รูปร่างที่มีรัศมีความโค้งและมุมโค้งแตกต่างกัน ณ อุณหภูมิห้องและอุณหภูมิร่างกาย ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า ชุดทดสอบสามารถทำให้ตะไบเสียหายจากความล้าดัดได้ เนื่องจากบนพื้นผิวแตกหักและด้านข้างจุดแตกหักพบลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลไกการเสียหายล้า แต่ไม่พบร่องรอยจากการเสียหายบิด และชุดทดสอบก็สามารถควบคุมให้ตะไบแตกหักที่ตำแหน่งใกล้เคียงกันได้ ไม่ว่าตะไบเหล่านั้นจะถูกทดสอบภายใต้เงื่อนไขใด เนื่องจากตะไบส่วนที่หักมีความยาวใกล้เคียงกันทั้งหมดและใกล้เคียงกับค่าที่ออกแบบไว้ ส่วนแนวโน้มของจำนวนรอบที่ทำให้เสียหายเมื่อแปรค่าตัวแปรต่าง ๆ ในการทดสอบไป ก็มีความสอดคล้องกับแนวโน้มเดียวกันจากงานวิจัยที่ผ่านมา จึงอาจกล่าวได้ว่า ชุดทดสอบมีความน่าเชื่อถือเพียงพอ ในฐานะชุดทดสอบความล้าดัดสำหรับตะไบ นอกจากนี้ จำนวนรอบที่ทำให้เสียหายจากชุดทดสอบหลัก ก็ได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกับจำนวนรอบที่ทำให้เสียหายที่คำนวณได้จากวิธีดั้งเดิม โดยข้อมูลที่นำมาคำนวณจะถูกเก็บควบคู่ไปกับการทดสอบหลัก ซึ่งผลปรากฏว่า จำนวนรอบที่ทำให้เสียหายจากวิธีดั้งเดิมมีค่าสูงกว่าจำนวนรอบที่ทำให้เสียหายจากชุดทดสอบหลักที่วัดรอบที่ตะไบหมุนได้โดยตรง


การประมาณความสูงอาคารจากข้อมูลดาวเทียมแบบเปิด พื้นที่ศึกษาเมืองกรุงเทพมหานคร, เทพชัย ศรีน้อย Jan 2023

การประมาณความสูงอาคารจากข้อมูลดาวเทียมแบบเปิด พื้นที่ศึกษาเมืองกรุงเทพมหานคร, เทพชัย ศรีน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อมูลความสูงอาคารมีความสำคัญในการศึกษาสภาพแวดล้อมของเมือง การคำนวณปริมาณทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับเมือง ตลอดจนการทำแผนที่สามมิติและการนำไปใช้วิเคราะห์เชิงพื้นที่ต่างๆ วิธีการหนึ่งในการประมาณความสูงอาคารจำนวนมากในพื้นที่เมืองคือการใช้ข้อมูลดาวเทียมทั้งแบบเรดาร์และเชิงทัศน์ ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดนำมาใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย งานวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการประมาณความสูงอาคารในพื้นที่ศึกษาเมืองกรุงเทพมหานคร โดยสนใจประเด็นรูปแบบข้อมูลดาวเทียม และ อัลกอริทึมที่ใช้ในการทำแบบจำลอง ซึ่งงานวิจัยนี้ได้นำเสนอการใช้เทคนิคเกรเดียนต์บูสท์ติ้งแบบถดถอยในการทำแบบจำลอง โดยมีข้อมูลความสูงอาคารจากแบบจำลองระดับพื้นผิวจากผลผลิตของการทำแผนที่ด้วยอากาศยานไร้คนขับเป็นข้อมูลสร้างและทดสอบแบบจำลอง ผลการวิจัยพบว่าการใช้ข้อมูลผสมทั้งเรดาร์และเชิงทัศน์ ให้ความถูกต้องดีกว่าการใช้ข้อมูลเรดาร์หรือเชิงทัศน์อย่างเดียว และ การใช้เทคนิคเกรเดียนต์บูสท์ติ้งแบบถดถอยให้ผลลัผธ์ได้ใกล้เคียงกับเทคนิคป่าสุ่มแบบถดถอย และให้ผลลัผธ์ได้ดีกว่าเทคนิคซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีนแบบถดถอย ผลการทดสอบแบบจำลองที่สร้างจากข้อมูลผสมด้วยเทคนิคเกรเดียนต์บูสท์ติ้ง มีค่ารากที่สองของกำลังสองเฉลี่ยที่ 11.726 เมตร ที่ความสูงอาคารไม่เกิน 100 เมตร กับมีค่า 7.915 เมตร ที่ความสูงอาคารไม่เกิน 50 เมตร การใช้ข้อมูลดาวเทียมความละเอียดจุดภาพสิบเมตร การเลือกและคำนวณดัชนีภาพถ่าย และแบบจำลองเรียนรู้ด้วยเครื่อง ทำให้ได้ผลลัผธ์ที่จำกัดช่วงความสูง และมีสัมประสิทธิ์การทำนายของคำตอบน้อย


ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในการใช้บริการรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มบริการสั่งอาหาร, ธันยพร สงขาว Jan 2023

ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคในการใช้บริการรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มบริการสั่งอาหาร, ธันยพร สงขาว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นเพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายเพิ่มเติม สำหรับการยกระดับการให้บริการรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์มสั่งอาหาร โดยใช้วิธีแบบจำลองทางเลือกหรือการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วม (Conjoint Analysis) ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์โดยตรงจากกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 144 ราย ซึ่งบริการพื้นฐานประกอบด้วย ระยะเวลาจัดส่ง 35 นาที การบริการลูกค้าผ่านช่องทาง Livechat เวลาทำการ 09.00-23.59 น. ค่าจัดส่ง 20 บาทต่อออเดอร์ และบริการเสริมประกอบด้วย ระยะเวลาจัดส่ง 20 นาที ระยะเวลาจัดส่ง 45 นาที เลือกเวลาจัดส่งได้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงล่วงหน้า การบริการลูกค้ามีเจ้าหน้าที่บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง ค่าจัดส่ง 32 บาทต่อออเดอร์ ค่าจัดส่ง 11 บาทต่อออเดอร์ และค่าจัดส่ง 19 บาทต่อออเดอร์ การศึกษาครั้งนี้ใช้การออกแบบ Orthogonal เพื่อสร้างการทดลองทางเลือกสำหรับรูปแบบการให้บริการ แต่ละทางเลือกของรูปแบบการให้บริการได้นำเสนอชุดคุณลักษณะการบริการรวมถึงอัตราค่าจัดส่ง โดยที่ผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละรายทำการแสดงความเห็นจัดลำดับทางเลือกใน 3 ชุดสถานการณ์เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามจัดลำดับทางเลือกที่พึงพอใจภายใต้สถานการณ์เหล่านั้น ผลการวิเคราะห์เผยให้พบว่า ผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มสั่งอาหารมีความเต็มใจที่จะจ่ายเพิ่ม7.66 บาทต่อออเดอร์ เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง จากปกติที่ให้บริการผ่าน Livechat เวลาทำการ 09.00-23.59 น. เท่านั้น และเต็มใจที่จะจ่ายเพิ่ม 4.22 บาทต่อออเดอร์ เพื่อลดระยะเวลาจัดส่งเหลือ 20 นาที จากปกติระยะเวลาจัดส่ง 35 นาที และในทางตรงกันข้ามจะขอส่วนลด 12.07 บาทต่อออเดอร์ หากระยะเวาจัดส่งเพิ่มเป็น 45 นาทีแทนที่จะเป็นแบบปกติระยะเวลาจัดส่ง 35 นาที และในกรณีของการสั่งล่วงหน้า 1 ชั่วโมง ผู้ใช้บริการจะขอส่วนลด 7.10 บาทต่อออเดอร์


ผลกระทบจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่มีผลต่อการนำเข้าส่งออก ในกลุ่มสินค้าประเภทส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์, ศุภพัฒน์ ร่าเริงใจ Jan 2023

ผลกระทบจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ที่มีผลต่อการนำเข้าส่งออก ในกลุ่มสินค้าประเภทส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์, ศุภพัฒน์ ร่าเริงใจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ที่มีผลต่อการนำเข้าและส่งออก ในสินค้าประเภทส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ เพื่อนำผลการศึกษาและการวิเคราะห์ไปสรุปผลเพื่อหาเหตุผล ปัญหา เพื่อเสริมการให้คำแนะนำในฐานะผู้ให้คำปรึกษาในการนำเข้าส่งออก การรวบรวมข้อมูลของงานวิจัยฉบับนี้จะทำโดยการเก็บข้อมูลผ่านทาง Google form โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการที่มีกิจการนำเข้าส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ หรือผู้จัดการ หรือผู้มีสิทธิตัดสินใจเลือกใช้วิธีการต่างๆในการนำเข้าของกิจการ การวิเคราะห์ผลของงานวิจัยฉบับนี้จะใช้หลัก Explanatory Sequential Design ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม และวิเคราะห์ผลด้วย Cross-tabulation และ Chi-Square test จากนั้นจึงสรุปผลที่ได้ และทำการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการเพื่อยืนยันข้อมูล รวมทั้งถามเหตุผลในเชิงลึกที่เป็นข้อจำกัดของแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า การใช้ JTEPA ในการนำเข้าส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์มีการใช้งานกับบริษัทขนาดย่อมหรือกลาง (SMEs) ที่น้อย และขนาดบริษัทมีผลอย่างมากในการตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ JTEPA เป็นวิธีทางเลือกในการนำเข้า ซึ่งสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายโดยรวม และการต้องอาศัยประโยชน์ของประกาศกระทรวงอื่น ๆ เพิ่มเติม แต่สำหรับบริษัทที่ทำหน้าที่เป็น OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือบริษัทขนาดใหญ่ ที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม การใช้ JTEPA จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ต่ำกว่า


การศึกษาการตอบสนองของอาหารแมวชนิดเปียกที่มีสารสกัดจาก Yucca Extract ที่ส่งผลต่อกลิ่นในสิ่งปฏิกูลของแมว, ภัทรวดี วิชัยยะ Jan 2023

การศึกษาการตอบสนองของอาหารแมวชนิดเปียกที่มีสารสกัดจาก Yucca Extract ที่ส่งผลต่อกลิ่นในสิ่งปฏิกูลของแมว, ภัทรวดี วิชัยยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Yucca schidigera เป็นส่วนผสมที่สามารถเพิ่มลงในอาหารสัตว์เลี้ยงได้ เพื่อช่วยลดกลิ่นของเสีย การวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มมันสำปะหลังในอาหารสัตว์เลี้ยงช่วยลดกลิ่นเสียได้มากถึง 26% การศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาการตอบสนองของอาหารแมวชนิดเปียกที่มีสารสกัดจาก Yucca Extract ที่ส่งผลต่อกลิ่นในสิ่งปฏิกูลของแมว” เพื่อศึกษาการลดแอมโมเนียในกระเพาะแมวจากสารสกัด Yucca Extract เพื่อศึกษาผลของการตอบสนองของสารสกัด Yucca Extract กับกลิ่นปฏิกูลของแมว เพื่อนำวิจัยไปต่อยอดในทางธุรกิจอาหารแมว ประเมินศักยภาพตลาด และการเงิน รวมถึงความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ มีการดำเนินการวิจัยในลักษณะผสมผสานการวิจัยแบบเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยการทดลองทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “อาหารเปียกที่มีส่วนผสมของ Yucca Extract” กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ที่ได้มาตรฐาน รวมถึงทําการทดสอบเกี่ยวกับความพึงพอใจ ลักษณะ และ ปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ผสมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quanlitative Research) และใช้การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม (Questionnaire) เพื่อตอบโจทย์กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยให้แมวกลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 ตัว กินผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีสารสกัด Yucca Extract 250 ppm. เป็นเวลา 14 วัน เจ้าของแมวรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบนี้ช่วยลดกลิ่นอุจจาระได้ ปานกลาง จำนวน 21 คน เจ้าของแมวรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบนี้ทำให้ไม่ต้องเก็บอุจจาระบ่อย น้อย จำนวน 20 คน ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเปียก ราคาอาหารเปียกที่เจ้าของยอมรับได้ ราคาน้อยกว่า 30 บาท ร้อยละ 93.6 การวัดปริมาณแอมโมเนียในอุจจาระแมวพบว่าแมวจำนวน 1 ตัวที่ค่าผลแอมโมเนียเท่าเดิมทั้งก่อน และหลังกินผลิตภัณฑ์ต้นแบบ คือ 0.052 mmol/g และแมวอีก 30 ตัวมีค่าผลแอมโมเนียลดลงเฉลี่ย 0.019 mmol/g ในภาพรวมผู้วิจัยจึงสรุปได้ว่าแอมโมเนียในอุจจาระแมวลดลงจริงแมวกลุ่มตัวอย่างหลังได้กินผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แผนทางด้านการเงินที่ได้สมมุติฐาน มูลค่าปัจจุบันโครงการ (NPV) อยู่ที่ 2,444,381.83 บาท และมีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ร้อยละ 314.5 ระยะเวลาคืนทุน 8.24 ดังนั้นระยะเวลาคืนทุนของโครงการเท่ากับ 8 ปี


การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เซลโลกัม (อนุพันธ์และโมเลกุลอื่น ๆ ของเซลลูโลส), ยศพันธ์ พัชรพสิษฐ์ Jan 2023

การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เซลโลกัม (อนุพันธ์และโมเลกุลอื่น ๆ ของเซลลูโลส), ยศพันธ์ พัชรพสิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของตลาด โอกาสทางธุรกิจ และความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เซลโลกัม (อนุพันธ์เซลลูโลส) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม 5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิตไอศกรีม ซอสและเครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และเนื้อสัตว์ ผลการศึกษาพบว่าผู้ผลิตที่สัมภาษณ์ทุกคนใช้สาร MCC และ CMC เฉลี่ย 0.06-0.82% ของกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มความข้นหนืด ความคงตัว และเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ โดยการใช้งานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกำลังการผลิต ปัญหาหลักคือการละลายยาก ราคาสูง และมีผลต่อรสชาติ ปัจจัยหลักในการเลือกใช้คือความสามารถในการละลาย ราคา และไม่มีผลต่อรสชาติ ตลาดสารคงตัวอาหารจากอนุพันธ์เซลลูโลสทั่วโลกมีมูลค่า 402.3 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเป็น 603.5 ล้านดอลลาร์ในปี 2034 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 4.1% สำหรับประเทศไทย มีมูลค่าการนำเข้าสูงถึง 3,800 ล้านบาทต่อปี แสดงถึงโอกาสทางการตลาดที่ดี เศษวุ้นมะพร้าวซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเซลโลกัมเกิดขึ้นสูงถึง 11-20% ของกำลังการผลิตวุ้นมะพร้าว ผู้ผลิตต้องเสียค่ากำจัด 100,000-400,000 บาทต่อปี และสนใจส่งมอบของเสียเหล่านี้ให้ผู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ผลิตภัณฑ์เซลโลกัมมีจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตต่ำจากการใช้วัสดุเหลือทิ้ง ทำให้ราคาขายต่ำกว่าคู่แข่งนำเข้า 16.5% และยังสอดคล้องกับแนวโน้มความยั่งยืนและการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐ แสดงให้เห็นว่าเซลโลกัมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาดและความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ในระดับสูง


ผลของแกรฟีนควอนตัมดอทต่อการเจริญเติบโตและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของต้นถั่วเขียวและต้นอ่อนทานตะวัน, วราวุธ คงแสงชัย Jan 2023

ผลของแกรฟีนควอนตัมดอทต่อการเจริญเติบโตและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของต้นถั่วเขียวและต้นอ่อนทานตะวัน, วราวุธ คงแสงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แกรฟีนควอนตัมดอท (Graphene Quantum Dots) จัดเป็นวัสดุนาโนที่มีคุณสมบัติเชิงแสงที่เป็นเอกลักษณ์จากผลของการกักกันเชิงควอนตัม อีกทั้งยังมีความเข้ากันได้กับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตค่อนข้างสูง รวมทั้งความเป็นพิษต่อเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ต่ำ สำหรับงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการเติม GQDs ที่มีต่อการเจริญเติบโตและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเมล็ดต้นกล้าที่ใช้ในการศึกษา คือ เมล็ดถั่วเขียวและเมล็ดต้นอ่อนทานตะวัน โดยจะติดตามการเจริญเติบโตในลักษณะเทคนิคต่างๆของการเติม GQDs 3 เทคนิควิธีการ ได้แก่ 1.) การแช่เมล็ดด้วย GQDs ที่ความเข้มข้นต่างๆ 2.) การเติม GQDs ให้กับต้นกล้าในลักษณะการใส่ปุ๋ยที่ความเข้มข้นต่างๆ และ 3.) การกระทำทั้งเทคนิควิธีการที่ 1 และ 2 ร่วมกันในช่วงความเข้มข้น 0 - 0.3 mg/mL ของ GQDs พบว่าต้นกล้าถั่วเขียวที่ความเข้มข้น 0.3 mg/mL ด้วยเทคนิควิธีการเติม GQDs ให้กับต้นกล้าในลักษณะการใส่ปุ๋ยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดถึง 33.67% เมื่อเทียบกับต้นกล้า control แต่สำหรับต้นกล้าต้นอ่อนทานตะวันนั้นจะพบว่าที่ความเข้มข้น 0.3 mg/mL เทคนิควิธีร่วมกันทั้ง 2 วิธีการจะให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด 38.24% เมื่อเทียบกับต้นกล้า control


Kinetic Mechanism Of Dimethylsulfone Monooxygenase And Its Immobilized Magnetic Nanoparticles, Montisa Mangkalee Jan 2023

Kinetic Mechanism Of Dimethylsulfone Monooxygenase And Its Immobilized Magnetic Nanoparticles, Montisa Mangkalee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The dimethyl sulfone monooxygenase system is a two-component flavoprotein catalyzing the monooxygenation of dimethyl sulfone (DMSO2) by oxidative cleavage producing methanesulfinate and formaldehyde. The reductase component (DMSR) is a flavoprotein with FMN as a cofactor catalyzing flavin reduction using NADH. The oxygenase (DMSMO) uses reduced flavin from the reductase and oxygen for substrate monooxygenation. DMSMO can bind to FMN and FMNH– with a Kd of 17.4 ± 0.9 µM and 4.08 ± 0.8 mM, respectively. The binding of FMN to DMSMO is required prior to binding DMSO2. Substituting reduced DMSR with FMNH– demonstrated the same oxidation kinetics, indicating that FMNH- …


Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan Jan 2023

Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study was to determine the association between physical and psychological variables and the presence of NSLBP among female cleaners working in an academic setting. One hundred and ninety-nine female cleaners aged between 18 and 60 years old with and without LBP were asked to complete a set of self-reported questionnaires related to individual, work-related variables, quality of life, and the prevalence of NSLBP among cleaners. The binomial logistic regression analyses were used to determine the association between physical and psychological factors and the presence or of absence NSLBP. The results showed that the overall prevalence of …


กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ Jan 2023

กระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงไทยลูกกรุงโดยใช้หลักการของลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์, สิริจุฑา รักชาติเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เล่มนี้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องเพลงลูกกรุง โดยใช้หลักการและแบบฝึกหัดลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์มาปรับใช้สำหรับการสอน โดยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อค้นหาแนวทางการสอนการแสดงและแบบฝึกหัดทางการแสดงที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงสำหรับนักร้อง และเพื่อให้ผู้วิจัยได้ศึกษากระบวนการสอนการแสดงสำหรับนักร้องอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการในฐานะครูสอนการแสดง และได้เลือกศึกษากับผู้เข้ารับวิจัยจำนวน 5 คน โดยมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1) เป็นบุคคลกลุ่มเพศใดก็ได้ 2) เป็นผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3) เป็นผู้ที่มีพื้นฐานการร้องเพลงอยู่แล้ว 4) เป็นผู้ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลง ผู้วิจัยได้ออกแบบแผนการสอนที่เน้นใช้แบบฝึกหัดของลี สตราสเบิร์ก และแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ให้ผู้เข้ารับวิจัยได้ฝึกไว้เป็นหลัก ซึ่งมีระยะเวลาการสอนทั้งหมดจำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง และเมื่อผู้เข้ารับวิจัยเรียนครบตลอดแผนการสอนแล้วจึงได้จัดคอนเสิร์ตประกอบวิทยานิพนธ์เพื่อแสดงต่อหน้าผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำข้อเสนอแนะรวมถึงแบบสอบถามจากผู้ชมมาประเมินผล ผลการวิจัยพบว่าแบบฝึกหัดและหลักการของทั้งลี สตราสเบิร์กและแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ ที่ผู้วิจัยนำสอนสามารถใช้พัฒนาผู้เข้ารับวิจัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้วิจัยค้นพบว่าหลักการของลีสตราสเบิร์กในเรื่องของการสร้างความจริงจากภายในโดยใช้จิตนาการแห่งการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตนั้น สามารถทำให้ผู้เข้ารับการวิจัยสามารถถ่ายทอดและสื่อสารความรู้สึกออกมาได้อย่างจริงใจได้จริง รวมถึงแบบฝึกหัดการพูดซ้ำ (Repetition) ในหลักการของแซนฟอร์ด ไมส์เนอร์ที่เน้นให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับมีสติปัจจุบันขณะแม้อยู่ภายใต้สถานการณ์สมมตินั้นก็สามารถทำให้ผู้เข้ารับวิจัยอยู่กับปัจจุบันขณะ (Moment) ได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาเสถียรภาพการอยู่กับปัจจุบันขณะให้มั่นคงจนสามารถนำสามารถมาใช้ได้เป็นเองโดยอัตโนมัติ การทำวิจัยครั้งนี้ทำให้ผู้วิจัยค้นพบการที่จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นแบบฝึกหัดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ จะต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของผู้เรียนเองเพราะพลังแห่งความตั้งใจนี้จะส่งผลให้ผู้เรียนไม่ทำอะไรอย่างครึ่งๆ กลางๆ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างก้าวกระโดด อีกประการหนึ่งคือทักษะด้านการร้องเพลงของผู้เรียนเอง ผู้เรียนควรมีทักษะการร้องที่ดีอยู่แล้วจึงจะต่อยอดทักษะทางด้านนี้ต่อไปได้ เพราะหากยังพะวงเกี่ยวกับการร้องเพลงของตนเองอยู่ จะส่งผลทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสมาธิผิดที่ได้โดยง่าย นอกจากนี้ครูผู้สอนจำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านการแสดงที่แม่นยำเพื่อที่จะได้ฝึกผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพอันนำไปสู่การพัฒนาอย่างสูงสุด