Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2587)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 5101 - 5130 of 37684
Full-Text Articles in Entire DC Network
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
ความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว: อุปสรรคและความท้าทาย, โรสลา แก้วมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความเชื่อมโยงอาเซียนตามนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว โดยผู้เขียนได้ใช้กรอบแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันมาใช้และวิเคราะห์อุปสรรคและความท้าทายที่ทำให้การดำเนินงานในด้านดังกล่าวของอาเซียนยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยได้ศึกษาความร่วมมือของอาเซียน สถานการณ์การท่องเที่ยวของอาเซียน ตลอดจนความเป็นมา บทบาทของอาเซียน รวมถึงความก้าวหน้าการดำเนินการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจากการศึกษาสารนิพนธ์ฉบับนี้ต้องการนำเสนอว่าอาเซียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในฐานะอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดช่องว่างทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ทำให้อาเซียนพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกหรือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีนโยบายที่มีการพูดถึงในเวทีการประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวอาเซียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ การผลักดันอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางเดียวด้านการท่องเที่ยว แต่การผลักดันนโยบายดังกล่าวเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายในหลายมิติ อาทิ มิติด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อการวางกรอบแนวคิด ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นอื่น และเกิดการแก่งแย่งอัตลักษณ์ระหว่างกัน มิติการเมืองและความมั่นคงที่ทำให้แต่ละประเทศสมาชิกตีความผลประโยชน์สำคัญและภัยคุกคามที่แตกต่างกัน มิติด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดทั้งความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาและความเหลื่อมล้ำเรื่องอำนาจในการริเริ่มหรือแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงมิติอื่น ๆ อย่างความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและโรคระบาดที่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะ
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
มูลนิธิญี่ปุ่น : หนทางส่งเสริมภาพลักษณ์และการทูตสาธารณะในไทย, เอกกวีร์ พิทักษ์ธนัชกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความนี้มุ่งตอบคำถามมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกใดของญี่ปุ่นผ่านกิจกรรมและเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของญี่ปุ่นในประเทศไทย และความท้าทายในการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะในประเทศไทย ทำให้มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ด้านบวกของญี่ปุ่นอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า บทบาทของมูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ นับว่ามีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันผ่านกลไกทางวัฒนธรรม ภาษาและการสื่อสาร ในการปลูกฝังมิตรภาพและความผูกพันร่วมกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยการสร้างความร่วมมือแบบพันธมิตรและสร้างเครือข่ายกับประชาชนในชาตินั้น ๆ ในการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้อย่างลึกซึ้งในภาพลักษณ์ด้านความสุภาพอ่อนโยนและใฝ่สันติซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นญี่ปุ่น แม้ว่าในปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมด้านการทูตสาธารณะของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะที่มาจากประเทศอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและจริงจังในขณะนี้ แต่มูลนิธิญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ ได้มีการเรียนรู้ ทบทวนและปรับบทบาทของตนให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และกระแสความนิยมของคนไทยอยู่เสมอ นอกจากนี้ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรม ถูกออกแบบให้เข้ากับบริบท วิถีชีวิต และความสนใจที่หลากหลาย ซึ่งเกิดจากพื้นฐานความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประสบผลสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
นโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียเพื่อหยั่งอิทธิพลต่อภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย, ธาราทิพย์ แสนบุญครอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรที่มีเส้นทางการค้าทางทะเลมาอย่างยาวนาน จึงกลายเป็นมหาสมุทรที่มีทำเลยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก เนื่องจากการค้าและการขนส่งทางทะเลส่วนมากจะต้องเดินเรือผ่านมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้ปัจจุบันมีการเดินเรือผ่านมหาสมุทรดังกล่าวอย่างคับคั่ง ทั้งนี้มหาสมุทรอินเดียยังได้ยึดโยงหลายทวีปไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนเป็นเส้นทางการค้า เป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของนานาประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ในขณะเดียวกันประเทศอินเดียถือเป็นประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันได้เปรียบจากการมีแนวชายฝั่งทางทะเลซึ่งติดกับมหาสมุทรอินเดียทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก รัฐบาลอินเดียจึงเริ่มตระหนักถึงความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียและผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์นี้ โดยมีการริเริ่มและพัฒนานโยบายความมั่นคงทางทะเลของตนเพื่อรักษาอธิปไตยทางทะเลและสร้างความมั่นคงทางการเมือง ทางทหาร รวมถึงเพื่อเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมหาสมุทรอินเดียเป็นมหาสมุทรซึ่งเป็นเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ ส่งผลให้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตเป็นหลักและมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ด้านทางออกทางทะเลอย่างจีนพยายามที่จะหาทางออกทางทะเลอีกด้านคือ มหาสมุทรอินเดีย แม้ว่าความพยายามขยายอิทธิพลของจีนสู่มหาสมุทรอินเดียจะก่อให้เกิดเป็นความกังวลต่ออินเดีย อย่างไรก็ตามนโยบายความมั่นคงทางทะเลของอินเดียที่ใช้ในการหยั่งอิทธิพลในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่ถูกริเริ่มขึ้นนั้น มิได้เป็นเพียงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงทางทะเลของตนเพียงเท่านั้น แต่อินเดียต้องการพัฒนาประเทศของตนให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเพื่อการทะยานขึ้นมามีบทบาทและเป็นผู้เล่นที่สำคัญในเวทีโลก
การศึกษาเครือข่ายนโยบายในการพัฒนาแนวทางการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย, นพฤกษ์ ศรีสุวรรณ
การศึกษาเครือข่ายนโยบายในการพัฒนาแนวทางการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย, นพฤกษ์ ศรีสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ (Critical Infrastructure: CI) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมถึงยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ หาก CI ไม่สามารถให้บริการได้อย่างปกติและต่อเนื่องย่อมก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพในการจัดบริการสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อทุกมิติเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ CI ถือเป็นพื้นที่สำคัญซึ่งรัฐในฐานะตัวแสดงหลักของสังคมจำเป็นจะต้องปกป้องรักษา ภายใต้สภาวการณ์ที่ตัวแสดงอื่นซึ่งมุ่งหวังที่จะลดทอนคุณค่าของความเป็นรัฐคุกคามพื้นที่ CI ผ่านการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่ทันสมัยจากการพัฒนากลยุทธ์ในการก่อเหตุที่สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมทั้งในเชิงกายภาพและในเชิงจิตวิทยา อย่างไรก็ดี ผลพวงจากแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ได้ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ มีการแปรรูปกิจการของรัฐไปสู่การดำเนินงานในรูปแบบเอกชนมากยิ่งขึ้น นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของตัวแสดงที่มีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะ ทั้งในฐานะผู้ครอบครองและผู้ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งการดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน จึงนำมาสู่คำถามวิจัยของสารนิพนธ์ฉบับนี้ว่ารัฐดำเนินการหรือมีแนวทางการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการก่อการร้ายอย่างไร งานวิจัยชิ้นนี้ระบุตัวแสดงที่มีบทบาทในกระบวนการกำหนดนโยบาย และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในลักษณะเครือข่ายของตัวแสดง โดยหวังว่าผลจากการศึกษาจะสามารถถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และกระบวนการประสานความร่วมมือในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศต่อไป
พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน : กรณีศึกษากลุ่มสหภาพกะเหรี่ยง, พศิน จันทราบุตร
พัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน : กรณีศึกษากลุ่มสหภาพกะเหรี่ยง, พศิน จันทราบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน เน้นกรณีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยรวมถึงความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงเวลาระหว่างประเทศไทยและพม่าโดยมีชนกลุ่มน้อยกะเหรี่ยงเป็นเครื่องมือในการดำเนินความสัมพันธ์ การวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและพม่ามีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยตามบริบทการเมืองระหว่างสองประเทศและการเมืองโลก ทั้งนี้ ไทยอาศัยความสัมพันธ์กับกลุ่มกะเหรี่ยงในฐานะเครื่องมือเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของชาติไทยในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคได้
บทบาทและความจำเป็นของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน, พิทยาพงษ์ เกษตรผลจำรูญ
บทบาทและความจำเป็นของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน, พิทยาพงษ์ เกษตรผลจำรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของกองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลีในยุคปัจจุบัน และเหตุผลในการดำรงภารกิจในคาบสมุทรเกาหลีนี้ไว้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยพบว่า กองทัพไทยดำเนินบทบาทเฉพาะที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) การทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์ทางทหาร ตรวจสอบและยืนยันว่าคู่ขัดแย้งได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงทางทหาร และ 2) การมีกำลังพลกองทัพไทยในกองบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติที่ทำหน้าที่อยู่ในกองร้อยเกียรติยศ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สะท้อนการยึดมั่นในสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เหตุผลประการสำคัญในการดำรงภารกิจไว้ เนื่องจากประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ การปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่สหประชาชาติกำหนดจะเป็นการสร้างเสริมสถานะและสร้างการยอมรับให้แก่ประเทศไทยในประชาคมโลกและเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การคงกำลังทหารของกองทัพไทยในคาบสมุทรเกาหลียังคงมีความจำเป็นต่อประเทศไทยในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ กองทัพไทยควนดำเนินการด้วยความรอบคอบ ยึดถือนโยบายการรักษาดุลยภาพของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อรับมือปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่และการส่งเสริมสันติภาพในทุกระดับ
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
แรงจูงใจของจีนในการเสนอความมั่นคงของโลก (Gsi), อรัชพร วงษ์นายะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การผงาดขึ้นของจีนในเวทีโลกได้ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในแง่ของยุทธศาสตร์ความมั่นคง ในปี 2022 จีนได้เสนอข้อริเริ่มความมั่นคงของโลก (Global Security Initiative: GSI) เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงระดับโลกที่สะท้อนถึงแนวคิดและหลักการของจีน ในปี 2023 กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้เผยแพร่เอกสารแนวคิด (Concept Paper) ระบุถึงหลักการสำคัญ 6 ประการที่เป็นรากฐานของ GSI ซึ่งรวมถึงการเคารพอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ การให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกัน และการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ GSI มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในประเด็นความมั่นคงแบบดั้งเดิมและที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม ได้แก่ การก่อการร้ายข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางไซเบอร์ จีนยังได้เน้นย้ำบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสนับสนุนสถาบันพหุภาคี ได้แก่ สหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และองค์กรระดับภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพของโลก บทความนี้ได้วิเคราะห์ถึงแรงจูงใจของจีนในการเสนอ GSI โดยใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมเชิงรุก (Offensive Realism) ในการวิเคราะห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของจีนที่จะขยายอิทธิพลและสร้างความมั่นคงร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางการปฏิบัติและความร่วมมือที่จะสามารถตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ การดำเนินข้อริเริ่ม GSI แสดงให้เห็นว่าจีนรับรู้ถึงภัยคุกคามจากภายนอกและมีแรงจูงใจในการเสริมสร้างอำนาจและบทบาทของตนในระดับสากลเพื่อสร้างความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามจากรัฐอื่น
นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ
นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของนโยบายนวัตกรรมอาหารของไทย อธิบายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบริบทเชิงโครงสร้าง เครือข่ายนโยบาย และผลลัพธ์นโยบายเมืองนวัตกรรมอาหาร รวมถึงเปรียบเทียบการจัดการปกครองเครือข่ายนวัตกรรมอาหารตามแนวทางการกำหนดพื้นที่ของเมืองนวัตกรรมอาหาร ผลการศึกษา พบว่า ในช่วงของการกำหนดนโยบาย บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเครือข่ายนโยบายและผลลัพธ์ของนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารโดยตรง ในขณะที่บริบททางความคิด เช่น แนวคิดนวัตกรรมอาหาร แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร เป็นจุดยืนทางนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อให้การพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายมีความชอบธรรม โดยการกำหนดนโยบายนี้อาศัยระบบความเชื่อในการหลอมรวมจุดยืนทางความคิดและทรัพยากรของแนวร่วมพันธมิตรแต่ละกลุ่มให้มีความสอดคล้องกัน จนนำไปสู่การผลักดันนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ พบว่า แต่ละพื้นที่มีการจัดการปกครองเครือข่ายที่แตกต่างกันทั้งในด้านพันธกิจและวัตถุประสงค์ของเครือข่าย กลยุทธ์ที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายและการเลือกพันธมิตร รูปแบบโครงสร้างความร่วมมือ และการกำกับดูแลเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ทุกเครือข่ายมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ ความคาดหวังให้เมืองนวัตกรรมอาหารเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่หลอมรวมโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่
การจำลองซีเอฟดีสามมิติของไรเซอร์ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบอุณหภูมิไม่คงที่ที่มีท่อน้ำหล่อเย็น, อลีนา ดำเนินสวัสดิ์
การจำลองซีเอฟดีสามมิติของไรเซอร์ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบอุณหภูมิไม่คงที่ที่มีท่อน้ำหล่อเย็น, อลีนา ดำเนินสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แก๊สเรือนกระจกที่สำคัญและมีปริมาณมากที่สุดคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้าถือเป็นแหล่งแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ เทคโนโลยีการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ทำได้หลายวิธี เช่น การดักจับก่อนการเผาไหม้ การเผาไหม้ด้วยออกซิเจน และการดักจับหลังการเผาไหม้ การศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์หลังการเผาไหม้โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์ฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากแก๊สเผาไหม้ แก๊สเผาไหม้ถูกป้อนเข้าไปยังหอดูดซับเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนที่จะปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ โพแทสเซียมคาร์บอเนตบนตัวรองรับแกมมา-อะลูมินาถูกใช้เป็นตัวดูดซับ การวิจัยนี้เป็นการพัฒนาแบบจำลองพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของเครื่องปฏิกรณ์ ฟลูอิไดซ์เบดแบบหมุนเวียนที่มีการติดตั้งท่อน้ำหล่อเย็นในไรเซอร์ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิในเครื่องปฏิกรณ์สามารถเปลี่ยนสมดุลของปฏิกิริยาเพื่อให้สามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น เครื่องปฏิกรณ์จำลองเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 0.05 x 0.05 ม. และสูง 1.1 ม. แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ใช้คือ แบบออยเลอเรียน-ออยเลอเรียน โดยได้เพิ่มสมการการเกิดปฏิกิริยาเคมีของโพแทสเซียมคาร์บอนเนต คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำเข้าไปด้วย จากการทดสอบแบบจำลองพบว่า จำนวนเซลล์ที่เหมาะสมที่ใช้ในการจำลองคือ 500,000 เซลล์ และช่วงเวลาที่ใช้ในการจำลองจะอยู่ที่ 250 - 500 วินาที ตัวแปรที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ความเร็วของแก๊สขาเข้า ความเร็วของน้ำหล่อเย็น และลักษณะการจัดเรียงท่อน้ำหล่อเย็นภายในหอดูดซับ จากการจำลองกระบวนการพบว่า ตัวแปรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในหอดูดซับอย่างมีนัยสำคัญ คือ ความเร็วของแก๊สขาเข้า และ ลักษณะการจัดเรียงท่อน้ำหล่อเย็นภายในหอดูดซับ ส่วนความเร็วของน้ำหล่อเย็นไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดักจับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ
Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong
Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) performance, proxied by the ESG Combined Score, on the cost of equity (COE), measured by the CAPM, for companies in the Asia-Pacific region from 2015 to 2022. It also explores how this relationship is influenced by economic crises and market development levels. The findings indicate a negative correlation, where higher ESG performance leads to a lower COE. Specifically, the environmental and governance pillars are negatively associated with COE, similarly reducing equity costs, while the social pillar shows no significant effect. The research also studies the impact of economic conditions …
Marketing Analysis : A Case Study Of Byd In The Chinese Automobile Market, Yilin Wang
Marketing Analysis : A Case Study Of Byd In The Chinese Automobile Market, Yilin Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the rapid development of the electric vehicle market, the Chinese Automobile industry has ushered in a huge development opportunity. BYD, as the leader of China's electric vehicles, has also achieved remarkable results. However, the fierce market competition and ever-changing consumer demand also brought challenges to BYD. Therefore, to maintain its advantages in the fiercely competitive market environment, BYD needs to formulate marketing strategies that suit its characteristics and further improve its core competitiveness. This study will focus on analyzing BYD's marketing strategy in the Chinese market and explore the reasons for BYD's rapid development in recent years. Firstly, SWOT …
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องมาจากการก่อสร้างที่พักอาศัยที่มีอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและเสียง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานก่อสร้าง งานวิจัยนี้จึงต้องการวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียง (PM 2.5, PM 10, NO2, CO, dB(A)) ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ ซึ่งนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียง และกล้องบันทึกวีดีโอมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้าง การตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงโดยทั่วไปวัดจากค่าเฉลี่ยของปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับตลอดช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งเครื่องมือวัดมีขนาดใหญ่ มีราคาสูง และไม่สามารถทราบถึงกิจกรรมย่อยที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแรงงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ติดเครื่องมือวัดและกล้องบันทึกวีดีโอกับแรงงาน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้าง โดยเมื่อมีปริมาณมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนไปยัง Line Notify เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโครงการได้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลังจากนั้นประยุกต์ใช้เครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงกับโครงการก่อสร้างกรณีศึกษา 4 โครงการ ผลการทดสอบพบว่า กิจกรรมย่อยที่เกิดมลพิษมากที่สุด คือ เชื่อมโลหะโดยใช้ลวดเชื่อม มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังมีข้อจำกัดในเรื่องขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดของเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดมลพิษได้
แนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ, มยุริญ แพงทรัพย์
แนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ, มยุริญ แพงทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาของการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติและศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ โดยเป็นการวิจัยเชิงทดลองประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการทดลองสร้างสรรค์ ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยส่งตัวแทนเข้าประกวดนางงามจักรวาลครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2497 และเข้าร่วมรายการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการประกวดรอบชุดประจำชาติ ที่ผ่านมาการสร้างสรรค์ท่าทางลีลานาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) นางงามและบุคคลใกล้ชิดเตรียมท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยเพื่อใช้ในการประกวด 2) กองประกวดผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยส่งนางงามเข้าฝึกหัดท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างคลังท่าหรือโครงสร้างของท่าและกระบวนท่าสำหรับให้นางงามเลือกใช้เมื่อถึงการประกวด 3) กองประกวดผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยจัดหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบท่าทางลีลานาฏศิลป์ไทยสำหรับการนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ ส่วนแนวทางการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยเพื่อนำเสนอเครื่องแต่งกายประจำชาติ ผู้วิจัยพบว่ามีปัจจัยที่เป็นข้อบังคับจากกองประกวดนางงามจักรวาลและผู้ถือลิขสิทธิ์ของประเทศไทยอยู่ 6 ประการ ได้แก่ 1) แนวคิดเครื่องแต่งกาย 2) แนวดนตรีประกอบการประกวดในรอบชุดประจำชาติ 3) ระยะเวลาในการนำเสนอ 30-90 วินาที 4) รูปแบบเวทีการวางตำแหน่งเมื่ออยู่บนเวที และมุมกล้อง 5) คุณสมบัติของนางงาม 6) วิธีการเดินของนางงาม เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านี้แล้วจึงดำเนินการสร้างสรรค์ลีลาท่าทางโดยเน้นการเดินของนางงามผสานเข้ากับลีลาท่าทางนาฏศิลป์ไทยและการแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้าแววตา โดยคำนึงถึงการส่งเสริมแนวคิดของเครื่องแต่งกายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta
A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aims to study the factors influencing the intention and behavior of waste management among residents living along the Chao Mueang Canal in Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province. The study employs quantitative research methods by collecting questionnaires from 114 households along the Chao Mueang Canal. Data analysis utilizes descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation, to analyze the socio-economic aspects of the sample group. Inferential statistics, such as the independent t-test, One-way ANOVA, and Structural Equation Modeling (SEM), are used to analyze the factors influencing waste separation behavior and intention, with a statistical significance level set …
Criminal Justice System And The Environmental Views Of Ex-Offenders In Mauritius, Jean Laurent Stephen Lyajoon
Criminal Justice System And The Environmental Views Of Ex-Offenders In Mauritius, Jean Laurent Stephen Lyajoon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The UN Sustainable Development Goals aims to promote environmentally friendly development across every aspect of life to mitigate the effects of climate change. However, the criminal justice system, despite bringing a significant contribution, is often overlooked when talking about this specific topic. Ex-offenders, upon their release from the prison system, are valuable assets who can contribute significantly to sustainable development which sometime are hindered due to harbored stigmas and perceptions from society. Therefore, this study aims to explore the factors, such as environmental, social and organizational, affecting the environmental attitude of ex-offenders in Mauritius and how it has been shaped …
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี, จิรา ขอบคุณ, วารีวรรณ ศิริวาณิชย์, พรพรรณ พุ่มประยูร
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี, จิรา ขอบคุณ, วารีวรรณ ศิริวาณิชย์, พรพรรณ พุ่มประยูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุระหว่าง 15-19 ปี จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร 6 ด้าน และ แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง มีอายุเฉลี่ย16.86 ปี (SD = 0.97) มีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอยู่ในระดับดีมาก (SD= 5.95) ผลการวิจัยพบว่ามีเพียงตัวแปรเพียงด้านเดียวที่ทํานายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<.05) คือ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร
สรุป: ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เพื่อการพัฒนาศักยภาพของวัยรุ่นให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอต่อการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช : การศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง, ฉันทนา เคหะ, อุษณีย์ ฟองศรี, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, หรรษา พิมพ์พิพัฒน์, กัญชลิกา เสถียรวิจิตร
การเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช : การศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง, ฉันทนา เคหะ, อุษณีย์ ฟองศรี, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, หรรษา พิมพ์พิพัฒน์, กัญชลิกา เสถียรวิจิตร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสาเหตุการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณา แบบภาคตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 800 รายเป็นผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามสาเหตุที่มาเข้ารับบริการห้องฉุกเฉิน และ 3) แบบสอบถามปัจจัยการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบของเยตส์ หรือสถิติฟิชเชอร์
ผลการวิจัย: สาเหตุของการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ได้แก่ ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีอาการของโรครุนแรงไม่สามารถรอได้ ร้อยละ 45.5 ผู้ป่วยไม่ทราบบริบทการให้บริการห้องฉุกเฉิน ร้อยละ 21.7 และผู้ป่วยไม่สะดวกมารับบริการในเวลาราชการ ร้อยละ 15.2 สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป พบว่า การรับรู้ขั้นตอนการลงทะเบียนของหน่วยตรวจเฉพาะทางมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X2 = 6.11, p < .05)
สรุป: ผู้ป่วยที่รู้สึกว่ามีอาการของโรครุนแรงไม่สามารถรอได้ และผู้ป่วยที่ไม่ทราบบริบทการให้บริการห้องฉุกเฉิน เป็นกลุ่มผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับบริการห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการมากที่สุด และการรับรู้ขั้นตอนการให้บริการของหน่วยตรวจเฉพาะทางมีความสัมพันธ์กับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป ดังนั้น ควรมีการแนะนำขั้นตอนให้บริการหรือการนัดหมายของหน่วยตรวจเฉพาะทาง การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เพื่อช่วยลดความแออัดของห้องฉุกเฉินได้
ผลของโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ท่อน้ำดีระยะลุกลาม, ปวีณา พงษ์พันนา, นพมาศ พัดทอง, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ท่อน้ำดีระยะลุกลาม, ปวีณา พงษ์พันนา, นพมาศ พัดทอง, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลามก่อนได้รับโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธ, ระยะได้รับโปรแกรมฯ ขณะอยู่โรงพยาบาล, ระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯ ขณะอยู่ที่บ้าน และระยะติดตามผลหลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ในสัปดาห์ที่ 6
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบ Quasi experimental with single-group time-series design ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเดียว ติดตามวัดผล 4 ครั้ง ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ที่นับถือศาสนาพุทธ อายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 24 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โปรแกรมการดูแลวิถีพุทธ แบบประเมิน Functional Assessment of Chronic Illness Therapy–Palliative Care (FACIT-Pal) ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินการยอมรับความตายวิถีพุทธ (Buddhist Death Acceptance Scale) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .94 และ .73 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างได้รับการพยาบาลตามปกติ และโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธในโรงพยาบาล และนำไปปฏิบัติต่อที่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ(One-way repeated ANOVA)
ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ระยะได้รับโปรแกรมฯขณะอยู่ในโรงพยาบาล และระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯขณะอยู่ที่บ้าน มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมในระยะติดตามผลในสัปดาห์ที่ 6 กับระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้มิติความผาสุกด้านจิตอารมณ์ในระยะติดตามผลในสัปดาห์ที่ 6 มากกว่าระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
สรุป: โปรแกรมฯสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ทั้งในระยะได้รับโปรแกรมฯขณะอยู่ในโรงพยาบาล และระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯขณะอยู่ที่บ้าน และโปรแกรมฯยังส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความผาสุกด้านจิตอารมณ์ในระยะติดตามผลได้
ผลของการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account ต่อความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรก, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, จิรัญญา พวงแก้ว, จีระพร เพ็งสว่าง, เจนจิราพร วจนะศิริ, ธนัชชา ภูผานี, ปานฤดี แสงราม, ผกามาศ จักรคำ, ภาณุมาศ ศรีท้องแท้, เยาวเรศ อาทิตย์ตั้ง, วิโรจน์ บุตรแก้ว
ผลของการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account ต่อความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรก, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, จิรัญญา พวงแก้ว, จีระพร เพ็งสว่าง, เจนจิราพร วจนะศิริ, ธนัชชา ภูผานี, ปานฤดี แสงราม, ผกามาศ จักรคำ, ภาณุมาศ ศรีท้องแท้, เยาวเรศ อาทิตย์ตั้ง, วิโรจน์ บุตรแก้ว
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรกระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ และเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account
แบบแผนการวิจัย การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีตั้งครรภ์แรกอายุครรภ์ตั้งแต่ 28-36 สัปดาห์ ที่รับบริการฝากครรภ์ ณ แผนกฝากครรภ์และวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลนครพนม จำนวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 15 ราย ซึ่งกลุ่มทดลองจะได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account และนำกลับไปใช้ที่บ้านนาน 1 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลทางสูติกรรม และแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอด ได้ค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ .73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test
ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอดหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป การเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Application ส่งผลให้สตรีตั้งครรภ์แรกมีความรู้ในการเตรียมตัวคลอดเพิ่มขึ้น และผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวคลอดสำหรับสตรีตั้งครรภ์ได้ เพื่อส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีความรู้ในการเตรียมตัวคลอดได้ด้วยตนเอง
ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา
วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำการเก็บข้อมูลภายหลังได้รับการรักษาและอยู่ในระยะที่ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อจำนวน 16 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การบันทึกภาคสนามและการบันทึกเสียงสนทนา ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามวิธีการของโคไลซี
ผลการวิจัย: อธิบายประสบการณ์ของการเจ็บป่วยเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ประสบการณ์การรับรู้อาการเจ็บป่วย เริ่มแรกไม่ได้คิดว่าตนจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อต้องเจ็บป่วยจึงทำให้พบกับความไม่สุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะมีอาการเหนื่อยมาก หายใจไม่ออก และเมื่อได้รับการรักษาแล้วพบว่าหลังจากการเจ็บป่วยร่างกายไม่เหมือนเดิม 2) ประสบการณ์ในการเข้ารับการรักษา ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนโชคดีที่เข้าถึงการรักษาแต่รู้สึกไม่ชินกับการรักษาที่ได้รับ ถูกจำกัดให้อยู่แต่ห้อง ทำกิจกรรมบนเตียงและได้รับการดูแลผ่านกล้องวงจรปิดและพูดคุยผ่านลำโพงจึงทำให้ขาดสัมพันธภาพกับผู้ดูแล 3) หลากอารมณ์ หลายความรู้สึกภายในใจ รู้สึกกังวล กลัวว่าจะไม่รอด เมื่อได้รักษาก็รู้สึกว้าเหว่ โดดเดี่ยว เนื่องจากต้องอยู่คนเดียวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปล่อยวาง ยอมรับและเข้าใจสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น 4)ประสบการณ์ในการกลับเข้าสู่สังคม ภายหลังที่หายจากการเจ็บป่วย พบว่าถูกรังเกียจจากคนรอบข้างมีเพียงคนใกล้ตัวที่ให้กำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตนเองในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
สรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ซึ่งสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการพยาบาลแบบเป็นองค์รวมที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลของโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยต่อความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, วันทนีย์ งามวงศ์, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยต่อความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, วันทนีย์ งามวงศ์, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดมะเร็งเต้านมหลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม
รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนหลัง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มแบบเฉพาะเจาะจงเข้ากลุ่มควบคุมและทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่อายุ ชนิดผ่าตัดและการรับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ และ 3) โปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยและเครื่องมือกำกับการทดลอง แบบประเมินความวิตกกังวลมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาค .88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย: ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมฯนี้สามารถลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดได้
ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา, สุดาพร สถิตยุทธการ, จินตนา ยูนิพันธุ์
ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา, สุดาพร สถิตยุทธการ, จินตนา ยูนิพันธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พระสงฆ์อาพาธที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทตามคู่มือการวินิจฉัยตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (ICD-10) ที่เข้ารับการบริการรักษาที่กลุ่มงานพยาบาลจิตเวชผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 15 รูป ได้รับการดูแลตามโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท และ 3) แบบประเมินสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.84 และ 0.90 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)
ผลการวิจัย: อาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
สรุป: การใช้โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภททำให้อาการซึมเศร้าในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว, กัมพล อินทรทะกูล, สุรีพร ธนศิลป์, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร
ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว, กัมพล อินทรทะกูล, สุรีพร ธนศิลป์, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัวรูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาของ Heidegger
วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ดูแลในครอบครัวที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก บันทึกเทป วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีของ van Manen (1990) ข้อมูลอิ่มตัวจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 13 ราย
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การให้ความหมายของความเจ็บป่วยด้วยมะเร็งระยะลุกลาม แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และ 2) ยังหวังว่าการรักษาอาจจะช่วยให้หายได้ และส่วนที่ 2 ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การดูแลเพื่อเพิ่มความสุขสบายไม่ทุกข์ทรมาน 2) การได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน และ 3) การเรียนรู้และการปรับตัวจากการดูแล
สรุป: ผลการวิจัยนี้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทีมสุขภาพในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ดูแลในครอบครัวให้สามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านได้
กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุในโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), ณฐพรรณ จรดล, วิวัฒน์ เหล่าชัย, เสาวลักษณ์ คูณทวี
กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุในโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), ณฐพรรณ จรดล, วิวัฒน์ เหล่าชัย, เสาวลักษณ์ คูณทวี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษากระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมจักษุหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุ 24, 48 และ 72 ชั่วโมง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยย้อนหลังเชิงพรรณนา
วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาเวชระเบียนย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ 2562-2564 จำนวน 80 ราย ในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดศัลยกรรมจักษุ โดยการสุ่มแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลโดยแบบบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและด้านสุขภาพ ผลลัพธ์การจัดการความปวด และกระบวนการจัดการความปวด เครื่องมือการวิจัยครั้งนี้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงวุฒิ ทั้งหมด 3 ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.0, .85 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติ One sample t-test
ผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดกับเกณฑ์มาตรฐานควบคุมความปวด (ค่าคะแนนความปวด ≤ 3 คะแนน) หลังจากผู้ป่วยผ่าตัดทางจักษุที่มีคะแนนความปวดมากที่สุด ด้วยสถิติ One sample t-test พบว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ผู้ป่วยมีคะแนนความปวดสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานควบคุมความปวด อย่างไม่มีนัยสำคัญ (p= .244) และระยะเวลา 48 และ72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด พบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความปวดอยู่ในระดับเกณฑ์ควบคุมความปวดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= .001 และ .001 ตามลำดับ)
สรุป: หลังผ่าตัดทางจักษุในระยะเวลา 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะมีคะแนนความปวดมากกว่า 3 คะแนน เนื่องจากเป็นการผ่าตัดทางจักษุ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆดวงตาถูกทำลายจากการผ่าตัด ดังนั้นพยาบาลหรือแพทย์ผู้รักษา ควรมีการจัดการความปวดอย่างมีประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น
ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ออาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Ncds), หงษ์ บรรเทิงสุข, มะลิสา งามศรี
ผลของโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ออาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Ncds), หงษ์ บรรเทิงสุข, มะลิสา งามศรี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ออาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
รูปแบบงานวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคใดโรคหนึ่งหรือเป็นโรคร่วมตั้งแต่สองโรคขึ้นไปในกลุ่มของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จำนวน 60 ราย เครื่องมือวิจัยคือแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคล โปรแกรมการบำบัดความและพฤติกรรมโดยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .90 และแบบแบบวัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุของไทย (TGDS) มีค่าความเที่ยงของเครื่องมือค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาดเท่ากับ .91 จัดกลุ่มตัวอย่างด้วยการจับคู่พิจารณาจากเพศและระดับคะแนนอาการซึมเศร้า แบ่งเป็นกลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลโดยการให้คำปรึกษาตามปัญหาที่พบ และกลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมจำนวน 9 กิจกรรม ประกอบด้วยการเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพ การจัดกิจกรรมสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและการฝึกทักษะการผ่อนคลาย การปรับโครงสร้างทางการรู้คิดโดยค้นหาความเชื่อที่ผิดและความคิดอัตโนมัติด้านลบ การปรับโครงสร้างทางความคิดและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับอาการซึมเศร้า การสร้างเสริมรูปแบบการจัดการอาการซึมเศร้าที่เหมาะสม จำนวน 3 กิจกรรม การใช้เทคนิคการพูดกับตนเอง (self-talk) และทบทวนการเรียนรู้ในการฝึกทักษะที่เข้าร่วมในโปรแกรมร่วมกับการวางแผนการนำทักษะไปใช้ในอนาคต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)
ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p‹.05) และพบว่าคะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าในกลุ่มทดลองภายหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p‹.05)
สรุป: โปรแกรมการบำบัดความคิดและพฤติกรรมช่วยให้ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้มีอาการซึมเศร้าลดลง ควรนำโปรแกรมนี้ไปเผยแพร่กับผู้สูงอายุกลุ่มอื่น และควรศึกษาวิจัยในบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการซึมเศร้าต่อไป
ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านโดยพยาบาลเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับการใช้ Tele-Nursing ในผู้ป่วยและผู้ดูแลโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก, พิกุล โกวิทพัฒนา, นิพนธ์ วาตาดา, วนิดา บรรจงปรุ, อุมาพร บุญกองชาติ, ศกุนตลา อนุเรือง
ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านโดยพยาบาลเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับการใช้ Tele-Nursing ในผู้ป่วยและผู้ดูแลโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก, พิกุล โกวิทพัฒนา, นิพนธ์ วาตาดา, วนิดา บรรจงปรุ, อุมาพร บุญกองชาติ, ศกุนตลา อนุเรือง
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านโดยพยาบาลเฉพาะทางโรคหลอดเลือดสมองร่วมกับการใช้ Tele-nursing ต่อความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรกวันจำหน่าย หลังจำหน่าย 1 เดือน และ 3 เดือน และความพร้อมของผู้ดูแล ก่อนและหลังจำหน่าย 3 เดือน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและมีการวัดซ้ำ
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก สุ่มเข้ากลุ่ม ทดลอง 32 คู่และกลุ่มควบคุม 30 คู่ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลฯ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำวัน 2) แบบประเมินความพร้อมของผู้ดูแล สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.92 และ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ One-way repeated measure ANOVA, Paired t-test และ Independent t-test
ผลการวิจัย: หลังจำหน่าย 3 เดือน กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม มีค่าเฉลี่ยคะแนนความพร้อมของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดครั้งแรก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
การย้ายถิ่นของนักกีฬาฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาสู่ประเทศไทย, พสิษฐ์ วจนะดิษยาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน การย้ายถิ่นของกลุ่มแรงงานนักฟุตบอลได้รับความสนใจจากกลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาการย้ายถิ่นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การศึกษามักมุ่งเน้นการทำความเข้าใจการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอลจากภูมิภาคผู้ส่งออกนักฟุตบอล โดยเฉพาะแอฟริกาสู่ภูมิภาคยุโรป ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม ขณะที่ในความเป็นจริง มีนักฟุตบอลจากภูมิภาคแอฟริกาหลั่งไหลเข้ามายังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย มีนักฟุตบอลชาวแอฟริกาที่ย้ายถิ่นเข้ามายังประเทศไทยจำนวนมาก และหลายคนได้สร้างคุณูปการแก่วงการฟุตบอลไทย จึงนำมาสู่คำถามที่ว่า ปัจจัยใดส่งผลให้แรงงานนักฟุตบอลจากทวีปแอฟริกาย้ายถิ่นเข้ามาค้าแข้งในประเทศไทย การศึกษาพบว่า พลวัตของโลกาภิวัตน์ รวมถึงการแปลงฟุตบอลเป็นสินค้า กอปรกับการที่ฟุตบอลกลายเป็นอาชีพที่ประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่านำมาซึ่งรายได้จำนวนมาก ก็นำมาซึ่งการย้ายถิ่นฐานของนักฟุตบอล สำหรับทวีปแอฟริกาซึ่งประสบปัญหาความยากจน อาชีพนักฟุตบอลกลายเป็นความใฝ่ฝันของเยาวชนชายจำนวนมากที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าเพื่อตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้านการพัฒนาฟุตบอลในทวีปแอฟริกา ทำให้นักฟุตบอลชาวแอฟริกันต้องการไปค้าแข้งนอกทวีป โดยเฉพาะทวีปยุโรปที่ให้รายได้สูงสุด อีกทั้งยังมีอิทธิพลเหนือสื่อที่เผยแพร่ฟุตบอลในทวีปแอฟริกา แม้ประเทศไทยที่จะมีลีกฟุตบอลที่ดี แต่ถือเป็นเพียงทางผ่านที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้คนได้เห็นนักฟุตบอลกลุ่มดังกล่าวมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดี มิใช่นักฟุตบอลทุกคนจะประสบความสำเร็จในการยกระดับตนเองไปค้าแข้งในยุโรป ขณะที่จำนวนหนึ่งตระหนักว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมและเลือกที่จะค้าแข้งในประเทศไทยระยะยาว
China's Framing Strategy In Constructing The Socio-Cultural Pillar Of Lancang-Mekong Cooperation (Lmc), Haosheng Duan
China's Framing Strategy In Constructing The Socio-Cultural Pillar Of Lancang-Mekong Cooperation (Lmc), Haosheng Duan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation explores China's strategic engagement through the Lancang-Mekong Cooperation (LMC), focusing on the construction and effectiveness of the LMC's Third Pillar, Social, Cultural, and People-to-People Exchanges, in fostering an LMC identity. In short, this China-led institutional arrangement aims to build regionalism and regionalization among the riparian countries. This dissertation uses a constructivist framing theory and qualitative research methods to conduct the research. This research discusses the design and implementation of the third-pillar construction. Furthermore, LMC's cultural exchanges and tourism cooperation are adopted as the case analysis to illustrate China's framing strategies in the third-pillar construction. As a result, this …
Perceptions Of Online Harassment: Ethnographical Research Of Myanmar University Students, Khin Yamone Zaw
Perceptions Of Online Harassment: Ethnographical Research Of Myanmar University Students, Khin Yamone Zaw
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid expansion of digital technology and internet connectivity in Myanmar over the past years has immensely transformed how people live, work, and interact, bringing various benefits to society. Despite these benefits, online harassment remains a severe and pervasive problem in the digital age. A few existing literature and studies on the Myanmar context suggest that young people, particularly young women, are subjected to online harassment. There is currently a lack of literature in Myanmar that investigates online harassment against young women through a gender lens. This study aims to fill this literature gap and examine the prevalence of online …
ผลของการผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย, เตชะพงษ์ เพชรประภัสสร
ผลของการผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริกที่มีผลต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย, เตชะพงษ์ เพชรประภัสสร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอมตริกที่ส่งผลต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 21 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จำนวน 11 คน ฝึกแบบผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านข้างเดียวกับการฝึกพลัยโอเมตริก และกลุ่มที่ 2 จำนวน 10 คน ฝึกแบบผสมผสานการฝึกด้วยแรงต้านสองข้างกับการฝึกพลัยโอเมตริก กำหนดความหนักในการฝึกด้วยแรงต้านที่ 85% ของหนึ่งอาร์เอ็ม จำนวน 6 ครั้ง และตามด้วยการฝึกพลัยโอเมตริก จำนวน 12 ครั้ง 3 ชุด ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ดัชนีความแข็งแรงแบบปฏิกิริยาตอบสนองสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด การทรงตัวขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ความเร็วระยะ 10 และ 20 เมตร ความสามารถของการเปลี่ยนทิศทางก่อนการฝึกและหลังการฝึก 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ความแตกต่างภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มทดลองโดยใช้สถิติ Paired Samples t-test และ Independent Samples t-test หากข้อมูลมีการกระจายตัวไม่เป็นโค้งปกติวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Wilcoxon Sign Rank test และ Man-Whitney U test หนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มที่ 1 ความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อสองขา ก่อนการฝึกแตกต่างกับหลังการฝึก 6 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และไม่พบความแตกต่างของพลังกล้ามเนื้อขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด การทรงตัวขาไม่ถนัดและขาถนัด ความเร็ว 20 เมตร ขณะที่กลุ่มที่ 2 ความแข็งแรงสูงสุดสองขา ขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด พลังกล้ามเนื้อขาที่ไม่ถนัดและขาถนัด ก่อนการฝึกแตกต่างกับหลังการฝึก 6 สัปดาห์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ …