Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2587)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 5041 - 5070 of 37684
Full-Text Articles in Entire DC Network
Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee
Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Platform work has become the prominent form of employment in the last decade due to its unique features which are seemingly beneficial to workers, whether it is flexibility, autonomy, diverse job opportunities or ease of entry resulting in many people choosing to be platform workers working with platform providers on platforms. During the last decade, platform work has rapidly grown thanks to the advanced technology and innovative business models; however, it seems that Thai labour law focusing on traditional employment has not been adequately developed to catch up the growth of platform work in Thailand. Platform providers have classified platform …
Α-Glucosidase Inhibitors From Rhynchostylis Retusa, Winartiana -
Α-Glucosidase Inhibitors From Rhynchostylis Retusa, Winartiana -
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
α-Glucosidase inhibitors are a group of anti-diabetic drugs that can help control blood sugar levels by hindering the breakdown of oligosaccharides and disaccharides into monosaccharides such as glucose, thus preventing intestinal absorption. Recent studies have shown that several plants in the Orchidaceae family produce secondary metabolites with α-glucosidase inhibitory activity. Rhynchostylis retusa, an orchid traditionally used for treating various diseases such as asthma, diabetes, and obesity, was investigated. The methanol extract of R. retusa showed significant inhibitory activity against the enzyme α-glucosidase, with 85.71% inhibition at a concentration of 100 µg/ml. The objective of this study was to isolate and …
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล สภาวะเชิงลบของงาน สภาพแวดล้อมในงาน และความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของนปร. 100 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกนปร.ที่ลาออกจากโครงการฯ 10 คน รวมถึงผู้บังคับบัญชาและผู้อำนวยการสถาบันฯ การวิเคราะห์ภาวะหมดไฟใช้ตัวชี้วัดจาก ระดับอาการเหนื่อยล้า การลดความสัมพันธ์กับงาน และภาวะสิ้นหวังต่อผลงาน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวนและสถิติถดถอยเชิงซ้อน รวมถึงการวิเคราะห์พรรณนาเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า อายุมีผลต่อภาวะสิ้นหวังต่อผลงานอย่างมีนัยสำคัญ (p-value = 0.014) สภาวะเชิงลบของงาน (p-value = 0.001) และสภาพแวดล้อมในงาน (p-value = 0.034) มีผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟ ทำให้ทราบว่า นปร.ที่เป็นหญิงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเหนื่อยล้าที่สุด เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้น การเผชิญสภาวะเชิงลบของงานและสภาพแวดล้อมงานที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและภาวะสิ้นหวังมากขึ้น การขาดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทำให้ความผูกพันในงานลดลงและลดความสัมพันธ์กับงาน เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ทำให้ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมของงานที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้นเช่นกัน หากหน่วยงานไม่ได้สนับสนุนสภาพแวดล้อมของงานให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการเผชิญกับสภาวะเชิงลบของงานจะทำให้ระดับความผูกพันในงานลดลง ซึ่งส่งผลถึงระดับการลดความสัมพันธ์กับงานนั้นสูงขึ้น แนวทางการจัดการภาวะหมดไฟที่เหมาะสมจึงเป็นการมอบงานที่ท้าทายและมีคุณค่า เสริมสร้าง Growth Mindset และการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกัน ผู้บังคับบัญชาควรเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความสุขที่ยั่งยืนในการทำงานเพื่อลดภาวะหมดไฟในอนาคต
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย, พนมพร พวงมะลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี ที่มีความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าแบคสควอทมากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เท่าต่อน้ำหนักตัว จำนวน 26 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 13 คน โดยวิธีจับคู่ ด้วยความแข็งแรงสัมพัทธ์ โดยกลุ่มทดลองฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนัก โดยใส่เสื้อถ่วงน้ำหนักที่ 8% ของน้ำหนักตัว และกลุ่มควบคุมฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบไม่มีน้ำหนัก ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรง ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยภายในกลุ่มใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni และระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา เวลาวิ่งระยะ 10 และ 20 เมตร พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถด้านแอโรบิกได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ 20 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถด้านแอโรบิกแตกต่างจากก่อนการฝึกและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ และเวลาวิ่งระยะ 10 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ10 และ …
Batch And Fixed-Bed Adsorption Of Ciprofloxacin Using Magnetic Biochar From Macadamia Nutshell, Sakonsupa Damdib
Batch And Fixed-Bed Adsorption Of Ciprofloxacin Using Magnetic Biochar From Macadamia Nutshell, Sakonsupa Damdib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this research, the utilization of macadamia nutshell as a potential adsorbent for ciprofloxacin (CIP) removal was investigated. The distinctive features of macadamia nutshell, characterized by its lignocellulosic composition and hardness, make it suitable as a precursor for synthesizing magnetic biochar, aimed at CIP adsorption in both batch and fixed-bed column processes. The influence of temperature activation and carbonization temperature on the properties of the resulting biochar was examined. Macadamia nutshell impregnated with a 0.10 M iron nitrate solution and carbonized under a nitrogen atmosphere at 800°C (MB-BI-800) exhibited the highest micropore and mesopore volumes, with values of 0.14 and …
ตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ. 1979-2017, ดุสิตา ปริญญาพล
ตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ. 1979-2017, ดุสิตา ปริญญาพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ.1979-2017 และบริบททางสังคมของญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยวิเคราะห์ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกชายกับตัวละครอื่นๆในเรื่อง ซึ่งจะแสดงให้เห็นลักษณะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกชายกับสังคม รวมทั้งสะท้อนทัศนคติของผู้เขียนที่มีต่อสังคมภายใต้บริบทสังคมญี่ปุ่นร่วมสมัย โดยสามารถแบ่งลักษณะของตัวละครเอกชายได้ตามช่วงเวลาการประพันธ์ผลงานของมุระกะมิ ฮะรุกิ ได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้ งานเขียนในช่วงแรก (ค.ศ. 1979-1986) ตัวละครเอกชายมีการรับมือและจัดการกับปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยวิธียอมรับจนนิ่งเฉย หลีกหนี หรือกีดกัน ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นลักษณะของตัวละครเอกชายที่มีความโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากสังคม ไม่สอดคล้องกับความเป็นชายกระแสหลักที่สังคมคาดหวัง อันเป็นผลมาจากสภาพสังคมญี่ปุ่นในช่วงฟื้นฟูประเทศภายหลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งอิทธิพลจากประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป เกิดการปะทะสังสรรค์กันของหลากหลายแนวคิดและอุดมการณ์ ทั้งความเป็นปัจเจกนิยม ความเป็นเสรีนิยมแบบบุปผาชนหรือฮิปปี้ ตลอดจนอุดมการณ์ทุนนิยมที่กลายเป็นกระแสหลักที่กาหนดรูปแบบและวิถีชีวิตของผู้คน งานเขียนในช่วงที่สอง (ค.ศ. 1987-1999) ตัวละครเอกชายดาเนินชีวิตท่ามกลางค่านิยมดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกได้ดูกลมกลืนมากขึ้น นับตั้งแต่ลัทธิทุนนิยมที่ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่1950 จนกระทั่งยุค “ทศวรรษที่สูญหาย” ภายหลังปรากฏการณ์ฟองสบู่แตกในช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่1990 พัฒนาการของตัวละครเอกชายในช่วงนี้สะท้อนผ่านบทบาท “พ่อ” และความต้องการเป็นพ่อ ซึ่งเผยให้เห็นการยอมรับและปรับตัวเข้าสู่สังคม ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความเป็นชายแบบใหม่ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับปิตาธิปไตยแบบดั้งเดิม ทั้งนี้อาจเพื่อนำเสนอทางออกให้แก่สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่น งานเขียนในช่วงที่สาม(ค.ศ. 2000-2017) ภายใต้บริบทสังคมในยุคทศวรรษที่สูญหายที่เริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่1990 สังคมญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสภาวะสูญหายอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ตลอดจนเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.2013 ประกอบกับการที่มุระกะมิเติบโตขึ้น ทำให้เขาเริ่มหันกลับมามีพันธกิจต่อสังคมญี่ปุ่น โดยการนาเสนอตัวละครเอกชายที่ละทิ้งความเป็นปัจเจก หันกลับมาให้คุณค่ากับการรวมกลุ่ม อันเป็นคุณค่าดั้งเดิมของมนุษย์ หากมนุษย์ร่วมมือช่วยเหลือกันและกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
Pharmacological Evaluation Of The Antirheumatic Activity Of Callicarpa Macrophylla Leaves Extracts By The Estimation Of Hepatic, Renal, And Inflammatory Markers, Harjinder Kaur, Ganesh N. Sharma, Mayur Bhurat
Pharmacological Evaluation Of The Antirheumatic Activity Of Callicarpa Macrophylla Leaves Extracts By The Estimation Of Hepatic, Renal, And Inflammatory Markers, Harjinder Kaur, Ganesh N. Sharma, Mayur Bhurat
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Background: Callicarpa macrophylla is used in traditional medicine to treat many disorders including analgesic, antipyretic and anti-inflammatory. The aim of this study is to investigate the ethanolic and ethylacetate extracts of C. macrophylla leaves against rheumatoid arthritis (RA). Materials and Methods: Acute toxicity was studied in vivo to determine the toxic doses of the ethanolic and ethyl acetate extracts. Anti-rheumatic activity was also evaluated in vivo using formaldehyde and Complete Freund’s Adjuvant models in Wistar rats. After that paw volume was evaluated by the digital Vernier caliper and blood sample was taken by retro-orbital plexus route for the estimation of …
Ascorbic Acid-Loaded Poly(Lactic-Co-Glycolic Acid) Nanoparticles Incorporated Into A Polyacrylic Acid Gel As A Promising Tool For Site-Specific Oral Cancer Therapy, Nurul Ain Mohammad Hamdi, Ahmad Fahmi Harun Ismail, Muhammad Salahuddin, Widya Lestari
Ascorbic Acid-Loaded Poly(Lactic-Co-Glycolic Acid) Nanoparticles Incorporated Into A Polyacrylic Acid Gel As A Promising Tool For Site-Specific Oral Cancer Therapy, Nurul Ain Mohammad Hamdi, Ahmad Fahmi Harun Ismail, Muhammad Salahuddin, Widya Lestari
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Background: Chemotherapy is commonly used in oral cancer therapy, especially as the disease advances. However, it is associated with terrible adverse effects and the occurrence of chemoresistance which causes treatment failure. Thus, discovering a new potential anticancer agent and developing a safe, effective, and non-invasive drug delivery are necessary. Objective: The objective of the current study is to develop ascorbic acid-loaded poly(lactic-co-glycolic) acid (AA-PLGA) nanoparticles incorporated into polyacrylic acid gel intended to treat oral cancer. Materials and methods: Double emulsion solvent evaporation method was used to fabricate AA-PLGA nanoparticles. Optimization was carried out in the primary emulsion based on multilevel …
Vegetable Oil-Based Cannabis: Its Cannabinoid Profiling And Photoprotective Effect On Uva-Irradiated Human Skin Keratinocytes, Nur Alfan Muhammad Zen, Kwanlada Kobtrakul, Petlada Khositanon, Kittipong Sanookpan, Visarut Buranasudja, Sornkanok Vimolmangkang
Vegetable Oil-Based Cannabis: Its Cannabinoid Profiling And Photoprotective Effect On Uva-Irradiated Human Skin Keratinocytes, Nur Alfan Muhammad Zen, Kwanlada Kobtrakul, Petlada Khositanon, Kittipong Sanookpan, Visarut Buranasudja, Sornkanok Vimolmangkang
The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences
Vegetable oils serve as affordable, non-toxic, and eco-friendly solvents for plant extraction. Chemical fingerprinting shows that vegetable oil-based cannabis has a cannabinoid profile similar to that of organic solvent-based cannabis. All samples possess antioxidative effects as they contain several cannabinoids and other unidentified compounds, with rice bran oil-based sample exhibiting the strongest effect. Tetrahydrocannabinol (THC) and cannabidiol (CBD) content in sesame oil-based and perilla seed oil-based cannabis differed significantly from that in virgin coconut oil (VCO)-based cannabis. In addition, THC and CBD content in all vegetable oil-based samples prepared using the heating and frying method differed significantly from that in …
Factors Associated With Human Papillomavirus (Hpv) Vaccine Uptake Among Female Adults In Mudan District, Heze, Shandong, China: A Cross-Sectional Study, Cong Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Cervical cancer ranks second globally in cancer-related deaths among women. There is evidence linking the incidence and risk of cervical cancer to the prevalence of human papillomavirus (HPV). HPV vaccination has the potential to prevent more than 90% of HPV-attributable cancers. However, the HPV vaccination rate in China is still low. Therefore, factors associated with HPV vaccination are required among those who never received the vaccine. Objective: China has implemented programs to promote HPV vaccination; however, the HPV infection rate is still very high in Shandong Province, especially Heze City, and there is no study on the vaccination factors …
แนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น : ศึกษาเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา, วรัญญา เจตสินไพศาล
แนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น : ศึกษาเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา, วรัญญา เจตสินไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลงทุนในหุ้น เป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่องและมักได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าพึงพอใจ ในการลงทุนใดๆ ทุกคนย่อมคาดหวังกำไรจากการลงทุนเป็นปกติ แต่ในหลายๆสถานการณ์ การขาดทุนก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน บุคคลธรรมดาอาจต้องเสียภาษีมากกว่าความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นสำหรับการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ในกรณีที่มีผลขาดทุนของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายไทย ศึกษาหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในกรณีที่มีผลขาดทุนของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายต่างประเทศและแนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไร วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในกำหนดแนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น จากการศึกษาเปรียบเทียบ พบว่าประเทศไทยไม่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำผลขาดทุนมาหักลบออกจากผลกำไรได้ ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาหักลบออกจากผลกำไรได้ อีกทั้งยังมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำผลขาดทุนสะสมไปปีถัดไปและข้อห้ามในการนำผลขาดทุนมาหักลบกำไรบางประการ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรพิจารณาปรับแก้กฎหมายภาษีเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในกรณีที่มีผลขาดทุนสำหรับการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ให้สามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาหักลบออกจากผลกำไรและนำผลขาดทุนสะสมไปปีถัดไปได้โดยมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันไประหว่างหุ้นสองประเภท แต่เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในทางที่ผิด จึงควรพิจารณาถึงข้อห้ามในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไร ตลอดจนอำนาจในการตรวจสอบและประเมินโทษปรับของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง
การประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย, อรสุธี ชัยทองศรี
การประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย, อรสุธี ชัยทองศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย ผลการวิจัยสรุปได้ว่ากลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายซึ่งเกิดระหว่างพ.ศ.2523 – 2543 ได้ใช้บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยในการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางผ่านองค์ประกอบของหนังสือบันทึกการเดินทาง ได้แก่ ยานพาหนะ ที่พัก และสถานที่ ทั้งนี้ อัตลักษณ์ที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นผลมาจากวาทกรรมจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม ทั้งวาทกรรมที่ผูกติดกับงานเขียนประเภทนี้มาแต่เดิม และวาทกรรมที่สัมพันธ์กับบริบทสังคมปัจจุบันที่คนเจเนอเรชั่นวายเติบโตขึ้น การประกอบสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบวิถีชีวิตและรสนิยมที่เหนือกว่า อันเป็นผลมาจากความสามารถในการระดมทุนประเภทต่าง ๆ ที่คนเจเนอเรชั่นวายได้รับถ่ายทอดและปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้พวกเขามีศักยภาพที่เหนือกว่าในสนามการเดินทาง นอกจากนี้ การเดินทางและการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของการสั่งสมและนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนทุนที่ช่วยธำรงตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในโครงสร้างทางสังคมเอาไว้นอกจากนี้ นักเขียนเจเนอเรชั่นวายยังได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อนำเสนอประสบการณ์การเดินทางด้วย โดยสื่อสังคมออนไลน์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบและวิธีการนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างจากสื่อดั้งเดิม ได้แก่ ประสบการณ์การเดินทางจากวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมระหว่างนักเขียนและผู้ติดตาม และการนำเสนอประสบการณ์ผ่านภาพซึ่งใช้การดูอันเป็นวิถีของการเสพสื่อใหม่ที่เข้ามาแทนที่การอ่าน อนึ่ง วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมดังกล่าวยังทำให้นักเขียนต้องตอบสนองความต้องการของผู้ติดตามด้วยการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ไปตามบริบทแวดล้อมรวมถึงเมื่อได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์เอาไว้ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ติดตามและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนสื่อประเภทนี้นับเป็นทุนอีกลักษณะหนึ่งที่แปลงไปเป็นทุนประเภทอื่นได้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักเขียนบันทึกการเดินทางบนสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ต้องรักษาสถานภาพของตนด้วยการปรับปรุงอัตลักษณ์ตามความคาดหวังของผู้ชมในฐานะผู้บริโภค อย่างไรก็ดี อัตลักษณ์นักเดินทางที่ปรากฏบนสื่อเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล เนื่องจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เป็นผลจากกระบวนการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายที่ผลิตและประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางขึ้นเพื่อเป็นสินค้าประเภทหนึ่งในระบบทุนนิยมปัจจุบัน
Characteristics And Metagenomic Profiles Of Antimicrobial Resistance In Bacterial Community From Airborne Dust In Pig Farm, Si Thu Hein
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study was to explore bacterial communities and antimicrobial resistance in airborne dust from pig farms. Airborne dust, pig feces, and feed were collected from nine pig farms (n=9) in Thailand, including Nakhon Sawan, Chainat, Supan Buri, Lopburi, and Saraburi, during the rainy season from May to October 2022. The farms were selected based on the owners' willingness to participate in the study and the availability of veterinarians or animal health practitioners. Airborne dust samples were collected at three different locations of the selected pig house, including upwind and downwind (25 m from pig house), and inside (at the center …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จํานวนทั้งสิ้น 154 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จํานวน 111 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรักษาการผู้อำนวยการ 111 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ 111 คน ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสามัญ 111 คน และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาศาสนา 111 คน รวมทั้งหมด 444 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (2) ด้านการจัดการเรียนการสอน และ (3) ด้านการวัดประเมินผล 2) องค์ประกอบกรอบคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต มี 6 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย (1) คุณลักษณะด้านหลักศรัทธาอิสลามและการปฏิบัติ (2) คุณลักษณะด้านความคิด (3) คุณลักษณะด้านการเรียนรู้ (4) คุณลักษณะด้านวุฒิภาวะ (5) คุณลักษณะด้านการปรับตัว และ (6) คุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม 2) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต พบว่า การวัดและประเมินผล มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมาคือ การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาหลักสูตร 3) แนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารวิชาการประกอบด้วย 53 แนวทาง 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต …
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : สิงคโปร์ซิมโฟนิกแรปโซดีสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม, พิสิฐ พิริยะภรณ์
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : สิงคโปร์ซิมโฟนิกแรปโซดีสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม, พิสิฐ พิริยะภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลงนี้ มีพื้นฐานมาจากความหลากหลายของเพลงพื้นบ้านของสี่กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนในประเทศสิงคโปร์ จึงรับแรงบันดาลใจนำมาสร้างสรรค์เป็นบทประพันธ์เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมเพื่อเป็นการนำเสนอเพลงพื้นบ้านในประเทศสิงคโปร์ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น งานประพันธ์เพลงชิ้นนี้มีทั้งหมด 6 ท่อน ความยาวในการบรรเลง 30 นาที ได้นำเอาบทเพลงพื้นบ้านสำคัญของสิงคโปร์มาใช้ในการประพันธ์ ผลของการทำงานสร้างสรรค์นี้พบว่าการประพันธ์เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมนั้น ต้องใช้องค์ความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีดนตรีและการประสานเสียงมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยการแบ่งประเภทของเสียงที่นำเอาจังหวะของเพลงพื้นบ้านมาแสดงบทบาทให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในวงดุริยางค์เครื่องลมเล่น อีกทั้งผู้ประพันธ์จำเป็นต้องเข้าใจบันไดเสียง คอร์ด ลักษณะจังหวะ สไตล์การแต่งเพลงและความชำนาญในเรื่องการประสานเสียงด้วย
บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, ชลธิรศน์ คูหา
บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, ชลธิรศน์ คูหา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัยสูงอายุเป็นช่วงปลายของชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เสื่อมลงตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอาจส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการสูงอายุ (Geriatric syndromes) และเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรงหลายระบบในร่างกายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รวมถึงมีแนวโน้มการเกิดผลลัพธ์คลินิกที่ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุเป็นการประเมินสภาวะของผู้สูงอายุครอบคลุมทุกมิติสำคัญ ได้แก่ 1) ภาวะสุขภาพทางกาย 2) ภาวะสุขภาพจิตและการรู้คิด 3) สภาพแวดล้อมและสังคม และ 4) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อค้นหาปัญหาสุขภาพและแหล่งประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับวางแผนให้การดูแลตามความต้องการและสภาพปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุครอบคลุมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดกลุ่มอาการสูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามบริบทการทำงานซึ่งมีผู้รับบริการจำนวนมาก ต้องคัดกรองภาวะเร่งด่วนที่คุกคามชีวิต และให้การพยาบาลในระยะฉุกเฉินก่อนเป็นลำดับแรก การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุจึงมักถูกมองข้าม พยาบาลผู้สูงอายุถือเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพด่านแรกในการตั้งรับผู้รับบริการสูงอายุจึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับแนวทางการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุและการส่งต่อเพื่อดูแลรักษา บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอบทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ อันจะนำไปสู่เป้าหมายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม, จันทร พูลพิพัฒน์, รัตน์ศิริ ทาโต
ปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม, จันทร พูลพิพัฒน์, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยย้อนหลังแบบพรรณนาเชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมทุกระยะของโรคที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี จำนวน 110 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกระยะเวลาการมาโรงพยาบาล แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม มีค่า KR-20 เท่ากับ .70 แบบสอบถามความกลัวการวินิจฉัยและการรักษา แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .88 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ
ผลการศึกษา: 1) ระยะเวลาการมาโรงพยาบาลของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมตั้งแต่พบอาการผิดปกติ ครั้งแรกจนกระทั่งมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกมีระยะเวลาเฉลี่ย 119.45 วัน 2) ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม (Beta=-.447) และการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (Beta=-.236) สามารถร่วมกันทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ ร้อยละ 24.70
สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถใช้ข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางให้กับพยาบาลในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อลดระยะเวลาการตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมที่มารับการตรวจที่โรงพยาบาล
บทบาทพยาบาลกับการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย: ประเด็นการยับยั้ง/การถอดถอนการรักษาพยุงชีพ, บุญสิตา ทิงาเครือ, พิรนันท์ ศิริ, นิชาภา พุมสอน, อิสระพันธ์ เรืองทอง, จันจิรา เพ็ญ, วาสินี วิเศษฤทธิ์
บทบาทพยาบาลกับการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย: ประเด็นการยับยั้ง/การถอดถอนการรักษาพยุงชีพ, บุญสิตา ทิงาเครือ, พิรนันท์ ศิริ, นิชาภา พุมสอน, อิสระพันธ์ เรืองทอง, จันจิรา เพ็ญ, วาสินี วิเศษฤทธิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
การตัดสินใจเชิงจริยธรรมเป็นกระบวนการที่ช่วยให้พยาบาลได้ตรวจสอบประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม โดยยึดหลักเหตุผลเชิงจริยธรรม พยาบาลผู้ตัดสินใจ จะต้องรู้องค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและสามารถเลือกกระทำหรือไม่กระทำในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้ เนื่องจากพยาบาลถือว่าเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด ในหลายสถานการณ์ที่พยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทความนี้แสดงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการการยื้อหรือยุติการมีชีวิตอยู่ในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่ท้าทายบทบาทของพยาบาล พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญที่จำเป็นต้องมีทักษะ ความรู้ และประสบการณ์หลายด้านในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย รวมทั้งทีมบุคลากรด้านสุขภาพต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในการดูแลประคับประคองด้านข้อมูลและด้านจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อเพิ่มความมั่นใจและศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายแบบองค์รวม ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและครอบครัว
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, เมธีวัชร์ ชิตเดชะ
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, เมธีวัชร์ ชิตเดชะ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนและผู้ดูแลหลักในครอบครัวจำนวน 42 ครอบครัว ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน และ 4) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและผู้ป่วยของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที
ผลการศึกษา: พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
สรุป: บุคลากรทางสุขภาพควรนำรูปแบบของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ไปใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร, สุรีพร ธนศิลป์, กิตต์วดี ศักดิ์ศรชัย
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร, สุรีพร ธนศิลป์, กิตต์วดี ศักดิ์ศรชัย
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมเพศหญิงอายุ 20- 60 ปี จำนวน 135 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย ความกลัวการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง ความรอบรู้ทางสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
ผลการวิจัย: ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม อยู่ในระดับปานกลาง
(=69.04, SD =11.78) ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางลบ กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (r=-.400) ความทุกข์ทรมานจากอาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (r=.324) และความกลัวการ กลับเป็นมะเร็งซ้ำมีความสัมพันธ์ทางบวก กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (r=.380)
สรุป: การประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย เช่น อาการ ความทุกข์ทรมานจากอาการและความกลัวการกลับเป็นมะเร็งซ้ำ จะช่วยให้พยาบาลสามารถวางแผนการดูแลและ หาแนวทางการป้องกันการเกิดความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมในอนาคตได้
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและครอบครัวที่รับบริการในแผนกยาเสพติดและจิตเวชโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนอาการซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว โดยกลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าของBeck 3) แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้า 4) แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัว โดยเครื่องมือทุกชุดได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .81 ,1 และ 1 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์ของแอลฟาครอนบาคเท่ากับ .78, .86 และ .85 ตามลำดับ และนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ t-test
ผลการวิจัย: 1) คะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อสรุป: โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลสามารถลดอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการท้องอืดในผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง, กัญธิดา พันทรังษี, สุรีพร ธนศิลป์
ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการท้องอืดในผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง, กัญธิดา พันทรังษี, สุรีพร ธนศิลป์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : ศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการ ท้องอืดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง
รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดครั้งเดียว
วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้องในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี คัดเลือกแบบเจาะจง เข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ อายุ จำนวนยาแก้ปวด และระยะเวลาในการผ่าตัด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ หลังผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยคือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินอาการท้องอืด 3) โปรแกรมการจัดการอาการร่วมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าและเครื่องมือกำกับการทดลอง แบบประเมินอาการ ท้องอืดมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ สถิติการทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้อง (Repeated – measures ANOVA)
ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้ามีอาการท้องอืดหลังการผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05
สรุป: โปรแกรมฯ นี้สามารถลดอาการท้องอืดหลังการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้องได้
ผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนองและความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช, นลินนาฏ ธนบุญสุทธิ, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, จตุพร โยธา, นริศ ใจบริสุทธิกุล, สงคราม โชติกอนุชิด
ผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนองและความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช, นลินนาฏ ธนบุญสุทธิ, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, จตุพร โยธา, นริศ ใจบริสุทธิกุล, สงคราม โชติกอนุชิด
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วย วีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทันทีหลังการทดลองและ 6 เดือนหลังการทดลอง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนทั่วไป อายุมากกว่า 20 ปี ที่เข้ามารับบริการมุมสุขภาพ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช จำนวนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 103 คน กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ กลุ่มควบคุมได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามปกติของโรงพยาบาล เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรง แบบสอบถามโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และแบบสอบถามความคาดหวังในความสามารถของตนในการปฏิบัติเบื้องต้นเมื่อมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติทดสอบที
ผลการวิจัย: กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ ทำให้กลุ่มทดลองมีการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความ คาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่ากลุ่มควบคุม (ทันทีหลังการทดลอง) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อติดตาม 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
สรุป: กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการด้านส่งเสริมสุขภาพอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงบริการ และมีความรู้ความเข้าใจอาการความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
ศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ : กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12, เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, นัชชา สุนทรสวัสดิ์
ศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ : กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12, เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, นัชชา สุนทรสวัสดิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ: กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา
วิธีการดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่มีบทบาทหน้าที่ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดไร้รอยต่อเขต 12 จำนวน 40 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และ แบบประเมินสมรรถนะการพยาบาลตามบทบาทหน้าที่ ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจไร้รอยต่อของ สมาคมพยาบาลโรคหัวใจ และทรวงอก (ประเทศไทย) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล ทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และสมรรถนะการพยาบาลตามบทบาทหน้าที่โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา
ผลการศึกษา : สมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และ หลอดเลือดแบบไร้รอยต่อมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางทุกด้านตามลำดับดังนี้ 1. ความสามารถในด้าน การประเมินผู้ป่วย 2. ความสามารถในด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ 3. ความสามารถด้านปฏิบัติการ ช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) 4.ความสามารถการบริหารยาผู้ป่วย และ 5. ความสามารถด้านการให้การพยาบาล และช่วยทำหัตถการในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ
สรุป: สมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด แบบไร้รอยต่อมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางทั้งรายด้านและรวมทั้งหมด
Wto Trade Facilitation Agreement: Doing Enough For Developing Countries?, Soe Ohnmar Aung
Wto Trade Facilitation Agreement: Doing Enough For Developing Countries?, Soe Ohnmar Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The WTO Trade Facilitation Agreement was concluded in 2013. It aims to facilitate theinternational trade through simplifying, harmonizing and standardizing procedures, therebyreducing the trade costs. It has reached a milestone of fourteen years since its adoption.However, there is a question about the effectiveness and efficiency of the WTO TFA for itsmembers and international trade. Based on that, this study will consider two questions: whetherthe structural framework of the WTO Trade Facilitation Agreement is even for developingcountries in terms of implementing obligations, and whether it reduces trade costs fordeveloping countries. In exploring, it applies the doctrinal legal research methodology. Thisstudy argues …
การศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย, บัณฑิต อัสสวุฒิ
การศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย, บัณฑิต อัสสวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ ได้ทำการศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เฉพาะในบทบัญญัติ ข้อ 14 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (กตท.) ที่ ทจ.49/2555 เรื่อง การออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สำหรับกรณีศึกษาถึงผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของกองทรัสต์ SHREIT ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งทำให้หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินสำหรับกองทรัสต์ที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการกองทรัสต์ ผู้ศึกษาได้นำเอาหลักการและแนวคิดทางกฎหมาย ความเป็นมาของทรัสต์ที่มีจุดเริ่มต้นจากระบบคอมมอนลอว์ (Common law) ของประเทศอังกฤษ ความเป็นมาของทรัสต์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย รวมถึงความเป็นมาของหลักเกณฑ์ข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ และได้นำหลักการความรู้ทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการบริหารความเสี่ยง เครื่องมือชี้วัดทางการเงิน หลักการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) เป็นต้น เพื่อนำมาบูรณาการให้มีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ใช้บังคับกับกองทรัสต์ นอกจากนี้ ผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดในบทที่ 3 ทั้งหมด 10 ประเทศ จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มภูมิภาคในแถบยุโรป ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง และภูมิภาคอเมริกา และได้นำหลักเกณฑ์ของต่างประเทศที่ทำการศึกษานั้น มาพิจารณาเพื่อจำแนกหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของประเทศและพบว่าหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินประกอบด้วย 4 หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ศึกษาได้นำหลักเกณฑ์ที่จำแนกมาใช้เพื่อเป็นหลักในการวิเคราะห์ในบทที่ 4 ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในปัจจุบัน และวิเคราะห์ถึงต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ของหลักเกณฑ์จากต่างประเทศแต่ละรูปแบบ เพื่อให้สามารถพิจารณาในประเด็นปัญหาและผลกระทบของหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน และนำข้อสังเกตของแต่ละหลักเกณฑ์จากต่างประเทศที่จำแนกไว้มาใช้ในการเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในประเทศไทย ให้มีความทันต่อยุคสมัย และเหมาะกับบริบทของประเทศไทย ตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่จะได้รับของเอกัตศึกษาฉบับนี้ ดังนั้น ในบทที่ 5 ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทสรุปและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย โดยผู้ศึกษาจึงได้เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมเงิน เนื่องจากหลักเกณฑ์ข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในประเทศไทยที่มีความเข้มงวดและยังขาดความยืดหยุ่น โดยเสนอให้แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ใน ข้อ 14 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 49/2555 เรื่อง การออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
การกำหนดความผิดอาญาฐานข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติดำเนินคดีอาญา, พิมพลอย อสัมภินพงศ์
การกำหนดความผิดอาญาฐานข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติดำเนินคดีอาญา, พิมพลอย อสัมภินพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดให้การข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาเป็นความผิดอาญาในประเทศไทย โดยศึกษาแนวความคิดและทฤษฎีในการกำหนดความผิดอาญาต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดความผิดอาญาเกี่ยวกับการข่มขืนใจให้หรือหลอกลวงยุติการดำเนินคดีอาญาในกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางในการกำหนดความผิดอาญาฐานข่มขืนใจให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยต่อไปจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังประสบกับปัญหาการข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ มีการยุติการดำเนินคดีอาญา โดยการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเสรีภาพของบุคคลและกระบวนการยุติธรรม การนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติถึงกรณี การข่มขืนใจไว้เป็นการทั่วไปมาปรับใช้กับกรณีดังกล่าวย่อมไม่เหมาะสมและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติใดที่จะสามารถมานำมาปรับใช้ในกรณีที่เป็นการหลอกลวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาได้ เมื่อพิจารณากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา โดยพิจารณาเฉพาะกฎหมายของรัฐบาลกลางและกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่ามีการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการข่มขืนใจหรือหลอลกวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาไว้โดยเฉพาะดังนั้น จึงเสนอให้ประเทศไทยกำหนดให้การข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาเป็นความผิดอาญา โดยแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดและเป็นหลักประกันในการคุ้มครองผู้เสียหายและผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในการดำเนินคดีอาญา
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the mountainous region of Sapa, Vietnam, the Hmong community navigates the complex interplay of preserving their cultural identity amidst immense pressure to modernize. This thesis, centered on Hmong women, delves into their selective adaptation to contemporary challenges, particularly in education and employment. Using document research, a survey, and fieldwork this study draws from both historical data and firsthand accounts. These findings highlight significant disparities in educational attainment and employment opportunities when compared to the national average. Notably, issues of linguistic barriers, cultural priorities, and systemic underrepresentation emerge as primary obstacles. This research illuminates the unique socio-economic dynamics faced by …
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวโน้มการเลือกใช้กลวิธีการแปลเพื่อถ่ายทอดความหมายของคำและวลีในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง จำนวนทั้งสิ้น 52 คำ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าในการแปลเพื่อถ่ายทอดความคำและวลีที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง นั้น ผู้แปลมีแนวโน้มจะเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีการเลือกใช้กลวิธีการแปลคำทั้งในระดับคำและระดับประโยค ในระดับคำ ผู้แปลเลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 55 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับความหนาแน่น 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับคำ 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การเทียบทางวัฒนธรรม 16 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 29.09) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับสัทศาสตร์ 7 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 12.73) และไม่พบการแปล 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 3.64) จะเห็นได้ว่าผู้แปลเลือกใช้กลวิธีในระดับคำในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด ในระดับประโยค ผู้เลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 14 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับมุมมอง 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การจัดเรียงใหม่ 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การปรับเปลี่ยนตัวบท 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) และการทดแทน 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 14.29) จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีแนวโน้มที่จะเลือกกลวิธีการเทียบเคียงทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งมากที่สุดในการแปลคำและวลีทางด้านวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อให้ตัวบทฉบับแปลถ่ายทอดความหมายได้สอดคล้องกับวัฒนธรรมปลายทางซึ่งจะทำให้ผู้รับสารฉบับปลายทางเชื่อมโยงได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม ทำให้บทบรรยายใต้ภาพมีลักษณะเป็นไปตามข้อจำกัดของบทบรรยายใต้ภาพทั้งในด้านพื้นที่และด้านเวลา ผลการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับผลของงานวิจัยเรื่องการแปลคำทางวัฒนธรรมในส่วนที่ศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมในการแปลสื่อโสตทัศน์ ที่มีผลลัพธ์ว่ากลวิธีที่เน้นไปทางความเข้าใจของผู้รับสารฉบับปลายทาง โดยกลวิธีที่พบบ่อยครั้งมากที่สุดคือกลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน
Utilizing Asymmetric Shock On Volatility And Asymmetric Beta For Enhanced Investment Strategies In The Stock Exchange Of Thailand, Nuttapol Sirinakorn
Utilizing Asymmetric Shock On Volatility And Asymmetric Beta For Enhanced Investment Strategies In The Stock Exchange Of Thailand, Nuttapol Sirinakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impacts of asymmetric shock on volatility and beta within the Thai stock exchange. It finds that portfolios composed of stocks that demonstrate lower sensitivity to negative shocks and heightened responsiveness to market trends consistently outperform in various market conditions. The empirical analysis, spanning from 2018 to 2022, underscores the benefits of integrating asymmetry into investment strategies. A long-short strategy, in particular, is identified as highly effective, providing a means to capitalize on this asymmetry. The comparison of asymmetry-based portfolios with traditional ones and the SET index further illuminates the advantages of such strategies in enhancing risk-adjusted …