Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Operational Research Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2,142 Full-Text Articles 2,679 Authors 1,333,943 Downloads 102 Institutions

All Articles in Operational Research

Faceted Search

2,142 full-text articles. Page 62 of 78.

From The Desk Of The Editor, 2015 California State University, San Bernardino

From The Desk Of The Editor

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


การศึกษาการลงทุนในการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์, ชาญศักดิ์ ตั้งสันติกุลานนท์ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การศึกษาการลงทุนในการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์, ชาญศักดิ์ ตั้งสันติกุลานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการศึกษาการลงทุนในการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์ โดยจะแบ่งงานวิจัยออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนของการวิเคราะห์มูลค่าในการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และส่วนของการวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุน การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการลงทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เริ่มจากการศึกษาและวิเคราะห์กิจกรรมในการดำเนินการผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์ จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโรงงาน และข้อกำหนดตามมาตรฐานบริหารคุณภาพเครื่องมือแพทย์ ISO13485:2003 เพื่อนำข้อมูลกิจกรรมที่ได้จากการศึกษา มาทำการวิเคราะห์และคำนวณหาปริมาณการใช้ทรัพยากร ภายใต้สมมติฐานที่กำหนด หลังจากนั้นทำการคำนวณหาค่าใช้จ่ายในการลงทุน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด เพื่อวิเคราะห์หาต้นทุนในการผลิตขาเทียมต่อหน่วย ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่ามูลค่าในการลงทุนผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์เท่ากับ 230,836,300.00 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโดยเฉลี่ยเท่ากับ 55,682,388.89 บาทต่อปี และต้นทุนในการผลิตขาเทียมต่อหน่วยเท่ากับ 21,306.32 บาทต่อหน่วย การวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุน เริ่มจากการศึกษาปริมาณความต้องขาเทียมประเภทเหนือเข่า ชนิดหลายจุดหมุน ภายในระยะเวลา 10 ปี และศึกษารายได้ทางตรงที่ได้รับจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขาเทียม เมื่อทำการวิเคราะห์ผลตอบแทนในการลงทุนภายในระยะเวลา 10 ปี ด้วยอัตราส่วนลดที่ร้อยละ 8 และอัตราเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 พบว่าการลงทุนผลิตขาเทียมเชิงพาณิชย์มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 233,341,780.44 บาท อัตราผลตอบแทนภายในร้อยละ 25.86 และมีระยะเวลาคืนทุนเท่ากับ 4ปี 5เดือน จากนั้นทำการวิเคราะห์ความไวของปัจจัยและจุดคุ้มทุนของการลงทุน พบว่าราคาขายสามารถลดลงได้สูงสุดร้อยละ 29จากราคาขายกรณีฐาน มูลค่าในการลงทุนสามารถเพิ่มได้สูงสุดร้อยละ 102 จากมูลค่าการลงทุนเดิม และจำนวนหน่วยที่ส่งผลให้เกิดความคุ้มทุนเท่ากับ 2,111 หน่วยต่อปี จากผลการวิเคราะห์ข้างต้นสามารถคำนวณช่วงของราคาขายขาเทียมที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 21,600.00 ถึง 30,000.00 บาทต่อหน่วย


การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์มคอมโพสิตเซริซิน ไคโตซาน และผงบุกกลูโคแมนแนน สำหรับเวชสำอาง, ณัฏฐ์ญาธิป สุขสวัสดิ์ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การเตรียมและการวิเคราะห์สมบัติของฟิล์มคอมโพสิตเซริซิน ไคโตซาน และผงบุกกลูโคแมนแนน สำหรับเวชสำอาง, ณัฏฐ์ญาธิป สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการสกัดเซริซินจากไหมสายพันธุ์จุล 1/1 และนำมาผสมกับไคโตซานและบุกกลูโคแมนแนนเพื่อผลิตเป็นคอมโพสิตฟิล์ม โดยการสกัดเซริซินสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดคือ อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ระยะเวลาในการสกัด 1 ชั่วโมง โดยมีอัตราส่วนรังไหมต่อน้ำบริสุทธิ์เท่ากับ 1:30 ร้อยละการกำจัดกัมสูงสุดมีค่าเท่ากับ 27.87±1 ฟิล์มคอมโพสิตเตรียมจากเซริซิน ไคโตซาน และบุกกลูโคแมนแนน จาการศึกษาพบว่า อัตราส่วนของเซริซิน/ไคโตซาน/บุกกลูโคแมนแนน และค่าความเป็นกรด-ด่างในการขึ้นรูปฟิล์มส่งผลต่อสมบัติเชิงกล และการละลายน้ำ โดยฟิล์มคอมโพสิตที่อัตราส่วน 1:0.167:0.5 และค่าความเป็นกรด-ด่างเท่ากับ 5.5 ได้นำไปศึกษาในขั้นต่อไป สารสกัดสละได้ถูกนำมาใส่ในฟิล์มเพื่อ เป็นสารต้านจุลินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาติ และสารต้านอนุมูลอิสระ โดยแผ่นฟิล์มแสดงฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลมโดยใช้วิธี agar diffusion การเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดทำให้ลดค่าต้านทานแรงดึงขาด และเพิ่มค่าความสามารถการยืดตัว การละลาย และการปลดปล่อยเซริซินจากแผ่นฟิล์ม ส่วนการเติมนาโนเซลลูโลสจากนุ่นความเข้มข้นร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก ทำให้ฟิล์มมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และ ค่ายืดตัว ณ จุดขาด ค่าการละลาย และการปลดปล่อยเซริซินมีค่าลดลง ส่วนอัตราการซึมผ่านของไอน้ำ และอัตราการซึมผ่านออกซิเจนมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเติมสารสกัดและมีค่าลดลงเมื่อเติมนาโนเซลลูโลสร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก


การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการวางท่อขนส่งน้ำมันบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย, ณัฐชัย กอเผ่าพาณิช 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในการวางท่อขนส่งน้ำมันบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย, ณัฐชัย กอเผ่าพาณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยจะแบ่งงานวิจัยออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในแต่ละภูมิภาคโดยใช้วิธีลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (The Analytic Hierarchy Process; AHP) ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือกเส้นทางจำนวน 6 ปัจจัย ประกอบด้วย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พื้นที่ว่างเปล่าและพื้นที่สารธารณะ ความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่โครงการ ระบบสาธารณูปโภค ความปลอดภัย และ ต้นทุนการก่อสร้าง โดยจากผลการศึกษาพบว่าเส้นทางจากจังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร ถึงจังหวัดลำปาง มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคเหนือ โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.608 และ เส้นทางจากจังหวัดสระบุรี ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น มีความเหมาะสมที่สุดในการสร้างท่อขนส่งน้ำมันในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญรวมเท่ากับ 0.525 สำหรับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เริ่มจากการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันในอนาคตและปริมาณน้ำมันผ่านท่อ จากนั้นวิเคราะห์ต้นทุนการก่อสร้างและค่าบริหารจัดการท่อน้ำมัน และ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการซึ่งประกอบด้วย รายได้จากค่าบริการระบบท่อ ผลประโยชน์จากการลดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน ผลประโยชน์จากการลดการปลดปล่อยมลพิษ ผลประโยชน์จากการลดการสูญเสียน้ำมันระหว่างการขนส่ง และ ผลประโยชน์จากการการลดต้นทุนการขนส่ง เมื่อวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์ผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefits-Costs Analysis; BCA) โดยใช้อัตราส่วนลดที่ 8% พบว่า อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุนของทั้ง 2 เส้นทาง เท่ากับ 1.60 และ 1.99 ตามลำดับ


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์, ธัญวรัตม์ สดคมขำ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์, ธัญวรัตม์ สดคมขำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการนำแนวคิดของลีน ซิก ซิกมา มาประยุกต์ใช้ในการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์ โดยยึดหลักในการควบคุมทางสถิติเป็นสำคัญแนวทางซิกซ์ ซิกมา มีขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะนิยามปัญหา ระยะตรวจวัดปัญหา ระยะวิเคราะห์ปัญหา ระยะปรับปรุงกระบวนการ และระยะควบคุมกระบวนการ ในงานวิจัยนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของซิกซ์ ซิกมา 5 ระยะ ดังนี้ 1) ระยะนิยามปัญหา ศึกษาปัญหาปัจจุบันของโรงงานกรณีศึกษา กำหนดปัญหาขอบเขตในงานวิจัย 2) ระยะตรวจวัด เริ่มด้วยการวิเคราะห์ความแม่นและความเที่ยงของระบบการวัด ซึ่งได้ผลการทดสอบผ่านเกณฑ์ที่ยอมรับ และทำการวัดความสูญเปล่าโดยอาศัยเครื่องมือแผนภูมิการไหลของกระบวนการของชิ้นงาน 3) ระยะวิเคราะห์ปัญหา ทำการวิเคราะห์ความสูญเปล่า 7 ประการ จากนั้นระดมสมองวิเคราะห์หาข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดของเสียในแต่ละกระบวนการผลิตด้วยแผนภูมิก้างปลา นำปัจจัยที่ได้มาคัดกรองปัจจัยด้วยตารางแสดงเหตุและผลและการวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ ทดสอบความมีนัยสำคัญของปัจจัยด้วยการทำการทดลองแบบแฟคทอเรียล 2k-1 4) ระยะปรับปรุงกระบวนการ ในขั้นตอนนี้เป็นการหาวิธีการแก้ปัญหา ประกอบไปด้วย การออกแบบกระบวนการผลิตโดยใช้หลักการ ECRS การปรับปรุงการวางผังกระบวนการผลิต หลัก 5 ส และระบบคัมบัง มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และการลดของเสียในกระบวนการผลิตโดยการออกแบบการทดลอง จากนั้นนำวิธีการแก้ปัญหาไปปฏิบัติจริง 5) ระยะควบคุมกระบวนการ นำผลการทดลองในระดับปฏิบัติการมาทดลองจริงในกระบวนการผลิตระดับโรงงาน เพื่อยืนยันผลและวิเคราะห์ผลหลังปรับปรุง และกำหนดมาตรฐานวิธีการปฏิบัติงานกับพนักงาน ผลลัพธ์ที่ได้จากงานวิจัยสำหรับการลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิตโคมไฟท้ายของรถยนต์พบว่า สัดส่วนของเสียในกระบวนการฉีดพลาสติก ลดลงจาก 36,361 DPPM เหลือ 4,503 DPPM สัดส่วนของเสียในกระบวนการเคลือบผิวลดลงจาก 22,547 DPPM เหลือ 3,211 DPPM และในกระบวนการประกอบจากข้อร้องเรียนจากลูกค้า การเคลมผลิตภัณฑ์ จำนวนสูงสุด 20 ครั้ง ลดเหลือ 0 ครั้ง สามารถลดต้นทุนการผลิต คิดเป็นมูลค่า 1,135,134 บาทต่อเดือน


การลดความสูญเปล่าในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง โดยใช้แนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา, นนทกานต์ นิสภาพัฒน์ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การลดความสูญเปล่าในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง โดยใช้แนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมา, นนทกานต์ นิสภาพัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากการศึกษาปัญหาในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า มีความสูญเปล่าเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต 2 ประเภท คือ 1) การมีขั้นตอนในการทำงานมากเกินไปทำให้เกิดการรอคอยเนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันระหว่างอัตราการผลิตในแต่ละกระบวนการผลิต 2) การเกิดของเสียในลักษณะรอยกดกับผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ โดยมีสัดส่วนของเสียสูงถึง 2.83% ของสินค้าที่ผลิตได้ โดยการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการปกป้องผิวทองแดง และขั้นตอนการศึกษาวิจัยนี้ดำเนินการตามขั้นตอนของแนวคิดลีน ซิกซ์ ซิกมาทั้ง 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการนิยามปัญหา 2) ขั้นตอนการวัดเพื่อระบุสภาพของปัญหา 3) ขั้นตอนการวิเคราะห์สภาพของปัญหาและผลกระทบของปัญหา 4) ขั้นตอนการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา โดยใช้หลักการ ECRS และหลักการออกแบบการทดลอง (DOE) เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 3 ปัจจัยคือ น้ำหนักที่กดทับลงบนงาน ระยะเวลาที่วางซ้อนทับกันและความสูงของตะกั่ว ซึ่งมีผลต่อการเกิดของเสียลักษณะรอยกด 5) ขั้นตอนการควบคุมปัจจัยนำเข้าและกำหนดมาตรฐานวิธีการทำงานใหม่ จากผลการปรับปรุงเพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น พบว่า มีอัตราการผลิตเพิ่มขึ้น 10,395 ชิ้นต่อกะทำงาน หรือเพิ่มขึ้น 50% มีสัดส่วนของเสียลักษณะรอยกด ลดลง 68.35% และมีสัดส่วนของเสียภาพรวม ลดลง 69.26%


การจัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับงานบริการหลังการขายในระบบอัดอากาศ, ปวีณา กุศลทิพย์เจริญ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การจัดการบริหารความเสี่ยงสำหรับงานบริการหลังการขายในระบบอัดอากาศ, ปวีณา กุศลทิพย์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การบริการหลังการขาย กลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกเครื่องจักรเพราะความสามารถในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรมีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิต ดังนั้นหลายบริษัทจึงใช้บริการการซ่อมบำรุงจากผู้จัดจำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชำนาญด้านความรู้และประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากกว่า ถึงกระนั้นแล้วบางธุรกิจอาจยังคงมีปัญหาด้านการผลิตเนื่องจากการซ่อมบำรุง ในงานวิจัยนี้เป็นการกล่าวถึงกรณีศึกษาผู้แทนจำหน่ายเครื่องอัดอากาศที่เริ่มธุรกิจใหม่และได้รับข้อร้องเรียนจากลูกค้าในเรื่องการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน เพื่อลดปัญหาเหล่านี้และเพื่อการเติบโตทางธุรกิจจึงประยุกต์การจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงานเข้ามาเป็นตัวชี้วัดปัจจัยความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์หลังการขายและกลยุทธ์การให้บริการ หลังจากได้ระบุปัจจัยความเสี่ยงหลักและตัวบ่งชี้ความเสี่ยงแล้ว แผนการจัดการความเสี่ยงได้ถูกนำมาใช้ ผลการประยุกต์แสดงให้เห็นว่าข้อร้องเรียนรายเดือนจากลูกค้าในระยะเวลา 6 เดือนลดลงเฉลี่ยจากร้อยละ 2.3 เป็น 0.5


การนำแนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์, วุฒิชัย พรหมสุวรรณ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การนำแนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์, วุฒิชัย พรหมสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบของโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบตัวจับยึดหัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีความสามารถในการตรวจสอบที่ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยมีความสูญเปล่าในกระบวนการตรวจสอบ ในการปรับปรุงโดยใช้แนวคิดการผลิตแบบลีน เพื่อกำจัดความสูญเปล่าในกระบวนการตรวจสอบ ทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด แนวทางการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบชิ้นงาน โดยมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ ศึกษาขั้นตอนจับเวลาการทำงานเพื่อนำไปจัดทำเป็นแผนภาพภาระการทำงานของแต่ละคน เพื่อสามารถพบความสูญเปล่าของเวลาทำงาน ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสมเพื่อลดความสูญเปล่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบชิ้นงาน จัดแบ่งภาระงานเพื่อให้พนักงานแต่ละคนใช้เวลาในการตรวจสอบใกล้เคียงกัน กำหนดวิธีการตรวจสอบชิ้นงาน โดยแบ่งภาพเป็นแต่ละส่วนเพื่อให้พนักงานตรวจสอบชิ้นงานได้ง่ายขึ้น และการปรับแผนผังกระบวนการเพื่อให้การไหลของงานสะดวกขึ้นสามารถลดพนักงานเคลื่อนย้ายลงได้ ผลการปรับปรุงพบว่า ประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบเพิ่มขึ้น คือความสามารถของกระบวนการตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มขึ้น 16.27% และอัตราล็อตในการยอมรับชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.63% อีกทั้งยังส่งผลให้อัตราของเสียที่ลูกค้าพบลดลง 85.61% ซึ่งถือว่าผลที่ได้รับจากการปรับปรุงผ่านเป้าหมายที่กำหนดไว้ หลังจากนั้นจึงได้นำวิธีการปรับปรุงไปขยายผลให้กับพื้นที่อื่นๆพบว่า ความสามารถในการตรวจสอบชิ้นงานเพิ่มขึ้นจาก 2,895 pcs/hr เป็น 3,265 pcs/hr


การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ 2015 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, วนัชพร สืบปรุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการประยุกต์ใช้ข้อมูลตัวชีวัดผลการดำเนินงาน (KPI) ปี 2558 ร่วมกับวิธีการล้อมกรอบข้อมูล (Data Envelopment Analysis : DEA) โดย DEA นั้นเป็นการวัดค่าประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบซึ่งเป็นการวัดอัตราส่วนของปัจจัยนำเข้าและปัจจัยผลผลิต DEA เหมาะสำหรับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำให้ DEA ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้จาก DEA เรียกว่า ค่าประสิทธิภาพ โดยมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 ถ้าค่าประสิทธิภาพเชิงเเปรียบเทียบ ยิ่งมีค่ามาก ยิ่งแสดงถึงความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานนั้น สำหรับงานวิจัยในครั้งนี้ ขอบเขตงานวิจัยคือ สำนักงานหลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติและภาควิชาทั้ง 12 ภาควิชา งานวิจัยชิ้นนี้ได้แบ่งการวัดประสิทธิภาพออกเป็น 3 แบบ คือ การวัดประสิทธิภาพด้านการเรียน การวัดประสิทธิภาพด้านการสอน และการวัดประสิทธิภาพโดยรวม เมื่อทำการวัดประสิทธิภาพแล้ว จะทำให้ทราบว่าแต่ละหน่วยงาน มีประสิทธิภาพการทำงานเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังสามารถบอกได้ถึงค่าปัจจัยต่างๆที่ควรลดหรือเพิ่มเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการล้อมกรอบข้อมูลพบว่า เมื่อวัดประสิทธิภาพด้านการสอน พบว่า 7 ภาควิชา (คิดเป็น 53.85%) มีประสิทธิภาพด้านการสอน สำหรับด้านการวิจัย 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%) มีประสิทธิภาพในด้านการวิจัย และเมื่อวัดประสิทธิภาพโดยรวม ภาควิชาที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งสิ้น 12 ภาควิชา (คิดเป็น 92.31%)


Multilevel Ant Colony Optimization To Solve Constrained Forest Transportation Planning Problems, Pengpeng Lin 2015 University of Kentucky

Multilevel Ant Colony Optimization To Solve Constrained Forest Transportation Planning Problems, Pengpeng Lin

Theses and Dissertations--Computer Science

In this dissertation, we focus on solving forest transportation planning related problems, including constraints that consider negative environmental impacts and multi-objective optimizations that provide forest managers and road planers alternatives for making informed decisions. Along this line of study, several multilevel techniques and mataheuristic algorithms have been developed and investigated. The forest transportation planning problem is a fixed-charge problem and known to be NP-hard. The general idea of utilizing multilevel approach is to solve the original problem of which the computational cost maybe prohibitive by using a set of increasingly smaller problems of which the computational cost is cheaper.

The …


Single And Multiple Objective Biomass-To-Biofuel Supply Chain Optimization Considering Environmental Impacts, Claudia Evangelina Valles Sosa 2015 University of Texas at El Paso

Single And Multiple Objective Biomass-To-Biofuel Supply Chain Optimization Considering Environmental Impacts, Claudia Evangelina Valles Sosa

Open Access Theses & Dissertations

Bioenergy has become an important alternative source of energy to alleviate the reliance on petroleum energy. Bioenergy offers diminishing climate change by reducing Green House Gas Emissions, as well as providing energy security and enhancing rural development. The Energy Independence and Security Act mandate the use of 21 billion gallons of advanced biofuels including 16 billion gallons of cellulosic biofuels by the year 2022. It is clear that Biomass can make a substantial contribution to supply future energy demand in a sustainable way. However, the supply of sustainable energy is one of the main challenges that mankind will face over …


Wind Farm Optimization Using Evolutionary Algorithms, Carlos Marco Ituarte-Villarreal 2015 University of Texas at El Paso

Wind Farm Optimization Using Evolutionary Algorithms, Carlos Marco Ituarte-Villarreal

Open Access Theses & Dissertations

In recent years, the wind power industry has focused its efforts on solving the Wind Farm Layout Optimization (WFLO) problem. Wind resource assessment is a pivotal step in optimizing the wind-farm design and siting and, in determining whether a project is economically feasible or not. In the present work, three (3) different optimization methods are proposed for the solution of the WFLO: (i) A modified Viral System Algorithm applied to the optimization of the proper location of the components in a wind-farm to maximize the energy output given a stated wind environment of the site. The optimization problem is formulated …


Table Of Contents, 2015 California State University, San Bernardino

Table Of Contents

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


From The Desk Of The Editor, 2015 California State University, San Bernardino

From The Desk Of The Editor

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


Table Of Contents, 2015 California State University, San Bernardino

Table Of Contents

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


Table Of Contents, 2015 California State University, San Bernardino

Table Of Contents

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


From The Desk Of The Editor, 2015 California State University, San Bernardino

From The Desk Of The Editor

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


Table Of Contents, 2015 California State University, San Bernardino

Table Of Contents

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


From The Desk Of The Editor, 2015 California State University, San Bernardino

From The Desk Of The Editor

Journal of International Technology and Information Management

No abstract provided.


Using The Delta-Model For End-Stage Liver Disease To Improve The Decision-Making Process For The Donor Liver System, Joanne Chin 2015 Walden University

Using The Delta-Model For End-Stage Liver Disease To Improve The Decision-Making Process For The Donor Liver System, Joanne Chin

Walden Dissertations and Doctoral Studies

The purpose of this experimental research was to determine whether using delta-MELD as a criterion for the liver transplant patient selection process could improve the U.S. liver allocation system. This research closed a gap in current literature on the utility of delta-MELD for liver transplant patient selection. The frameworks of systems theory, the analytic hierarchy process, and the Kalman filter contributed to the development of 2 simulation models of the liver allocation system: one that used delta-MELD and one that did not use delta-MELD. The research question examined whether using delta-MELD could improve the liver allocation system by reducing the …


Digital Commons powered by bepress