Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Operational Research Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2,158 Full-Text Articles 2,696 Authors 1,359,704 Downloads 103 Institutions

All Articles in Operational Research

Faceted Search

2,158 full-text articles. Page 40 of 79.

การลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นโดยใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา, วรรณศิกา ศิริมงคล 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นโดยใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา, วรรณศิกา ศิริมงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดของเสียในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้น โดยการแก้ไขการปรับตั้งค่าพารามิเตอร์ของปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยประยุกต์ใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา จากการศึกษาพบว่าปริมาณการเกิดของเสียประเภทกระเบื้องผิวหน้าไม่เรียบในกระบวนการขึ้นรูปมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 152,871.16 DPPM (Defect Parts per Million) ในงานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้แนวทางซิกซ์ ซิกมา ทั้ง 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการนิยามปัญหา ขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหา ขั้นตอนการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ขั้นตอนการปรับปรุงและแก้ไขกระบวนการและขั้นตอนการควบคุมกระบวนการผลิต การดำเนินงานวิจัยเริ่มจากการศึกษารายละเอียดของกระบวนการผลิตเพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อปัญหากระเบื้องผิวหน้าไม่เรียบ ต่อมาในขั้นตอนการวัดเพื่อกำหนดสาเหตุของปัญหาจะทำการศึกษาความแม่นยำและความถูกต้องของระบบการวัด การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้วยแผนภาพแสดงสาเหตุและผล และคัดเลือกตัวแปรนำเข้าโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์สาเหตุของลักษณะข้อบกพร่องและผลกระทบ (FMEA) จากนั้นจึงได้ทำการออกแบบการทดลองเพื่อหาปัจจัยนำเข้าที่มีนัยสำคัญต่อสัดส่วนของเสียและหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของแต่ละปัจจัย ผลการศึกษาพบว่าค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสม คือรูตะแกรงของเครื่องบดมีการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ขนาดตะแกรงร่อนของเครื่องบดเบอร์ 18 (Mesh No.18) และขนาดตะแกรงร่อนก่อนขึ้นกระพ้อลำเลียงเบอร์ 8 (Mesh No.8) หลังการปรับปรุงกระบวนการพบว่าจำนวนของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการขึ้นรูปกระเบื้องดินเผาปูพื้นลดลงเหลือ 34,610 DPPM ซึ่งสามารถลดการเกิดของเสียลงได้ถึง 77% เมื่อเทียบกับจำนวนของเสียก่อนการปรับปรุง


การลดขนาดรอยบิ่นบนแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษและพื้นที่ทางตัดแคบสำหรับกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์, วรวิช สนามทอง 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การลดขนาดรอยบิ่นบนแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษและพื้นที่ทางตัดแคบสำหรับกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์, วรวิช สนามทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

รอยบิ่นคือปัญหาใหญ่ของประบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ เมื่อรอยบิ่นนั้นมีขนาดใหญ่และกินพื้นที่เข้าไปในบริเวณพื้นที่ใช้งานของตัวไดเนื่องจากขนาดของรอยบิ่นมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณพื้นที่ปลอดข้อบกพร่อง ดังนั้นคุณภาพของการตัดแผ่นเวเฟอร์ที่ดีต้องมีขนาดรอยบิ่นที่เล็ก หรือดีที่สุดคือไม่เกิดรอยบิ่นขึ้นเลย ในขณะที่วงจรจรวมในปัจจุบันมีราคาไม่สูงมากนัก และขนาดของตัวผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทจึงสนใจแผ่นเวเฟอร์ชนิดบางพิเศษ (แผ่นเวเฟอร์ที่มีความหนาไม่เกิน 100 ไมโครเมตร) และยังสนใจการเพิ่มจำนวนไดต่อแผ่นเวเฟอร์ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุน แต่การตัดแผ่นเวเฟอร์จะลำบากมากขึ้นเมื่อจำนวนไดในแผ่นเวเฟอร์มีมากขึ้น เพราะการเพิ่มจำนวนไดในแผ่นเวเฟอร์จะส่งผลให้ขนาดของพื้นที่ทางตัดแคบลง สำหรับโรงงานกรณีศึกษา ลูกค้าลดขนาดพื้นที่ทางตัดจาก 80 ไมโครเมตร ให้เหลือเพียง 60 ไมโครเมตร ซึ่งชุดค่าการปรับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถตัดแผ่นเวเฟอร์ชนิดนี้ได้เพราะค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นมีขนาดใหญ่ 14 ไมโครเมตร ซึ่งมากกว่าขนาดของพื้นที่ปลอดข้อบกพร่อง 13.5 ไมโครเมตร จึงจำเป็นต้องทำการปรับปรุงกระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ เพื่อลดขนาดรอยบิ่นที่เกิดจากกระบวนการตัดให้เล็กลง ซึ่งเทคนิคการปรับปรุงที่ใช้คือวิธีของซิกซ์-ซิกม่า โดยหาปัจจัยนำเข้าที่ส่งผลต่อรอยบิ่นและหาชุดค่าการปรับที่เหมาะสมเพื่อที่จะทำให้ขนาดของรอยบิ่นเล็กที่สุด ประกอบไปด้วย ความหนาของใบมีดผงเพชร 20 ไมโครเมตร, ความเร็วรอบตัด 50,000 รอบต่อนาที, และความเร็วป้อนตัด 39 มิลลิเมตรต่อวินาที ซึ่งส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นที่กระบวนการตัดแผ่นเวเฟอร์ลดลงจาก 14 ไมโครเมตร เหลือเพียง 4.5 ไมโครเมตร หรือค่าเฉลี่ยของขนาดของรอยบิ่นมีขนาดเล็กลง 67.86 เปอร์เซ็นต์


วิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน, วิชญะ ศรีตระกูล 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

วิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน, วิชญะ ศรีตระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และวิธีการฮิวริสติกสำหรับปัญหาการรับและส่งพัสดุภายในวันทำการเดียวกัน (Deterministic SDPD) โดยปัญหาดังกล่าวจัดเป็นปัญหาการจัดเส้นทางเดินรถรูปแบบหนึ่ง ซึ่งรถสามารถเดินทางออกจากท่ารถได้ตามรอบรถ (wave) ที่กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้เวลาการปรากฏ (arrival time) ของคำสั่งของลูกค้าทั้งหมดเป็นข้อมูลที่ทราบล่วงหน้าตั้งแต่ต้นวันทำการ ทั้งนี้คำสั่งของลูกค้าหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วยจุดรับ และจุดส่งพัสดุที่แตกต่างกัน และไม่จำเป็นต้องถูกมอบหมายให้อยู่ในรอบรถเดียวกัน แต่จำเป็นต้องจัดส่งพัสดุให้ทันภายในวันทำการ หากเลือกที่จะรับพัสดุของคำสั่งนั้นๆ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาผลกระทบของการเพิ่มจำนวนรอบรถในวันทำการที่มีต่อประสิทธิภาพของการหาคำตอบด้วยวิธีแม่นตรง (exact method) บนกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มสร้างขึ้นจำนวน 40 ตัวอย่าง โดยผู้วิจัยพบว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนรอบรถในวันทำการส่งผลให้ประสิทธิภาพการหาคำตอบด้วยวิธีแม่นตรงลดลงอย่างมาก ผู้วิจัยจึงได้ทำการพัฒนาฮิวริสติก Adaptive Large Neighborhood Search (ALNS) สำหรับปัญหาดังกล่าว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหาคำตอบแบบแม่นตรงแล้ว ผู้วิจัยพบว่า คำตอบที่ได้จาก ALNS ส่วนใหญ่มีคุณภาพเทียบเท่า หรือดีกว่าคำตอบที่ได้จากวิธีแม่นตรงภายใต้กรอบเวลาในการหาคำนวณที่จำกัด แต่กลับใช้เวลาในการหาคำตอบต่ำกว่ามาก


การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพา, ศุทธินี ทองนพ 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพา, ศุทธินี ทองนพ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การทดสอบการแพ้ยามีความสำคัญมากต่อผู้ป่วยที่มีประวัติหรือสภาวะเสี่ยงต่อการแพ้ยา เนื่องจากการทดสอบสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยจากการรักษามากขึ้น และยังเอื้อประโยชน์แก่แพทย์เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาให้กับผู้ป่วย แต่ปัจจุบันในประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการรองรับการทดสอบการแพ้ยาอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการและผู้ป่วยอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานในการรอผลการทดสอบ ดังนั้นวิจัยนี้จึงพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาแบบพกพาที่ง่ายต่อการใช้งาน สามารถให้ผลการทดสอบได้ใกล้เคียงกับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และสามารถนำไปใช้ในโรงพยาบาลที่ยังมีเครื่องมือและอุปกรณ์ไม่พร้อม โดยมุ่งเน้นการทดสอบการแพ้ยาด้วยเทคนิคอิไลสปอต ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความไวสูงและความจำเพาะสูง สามารถให้ผลการทดสอบที่แม่นยำ เหมาะสมกับการทดสอบการแพ้ยาแบบไม่เฉียบพลัน การพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบสำหรับทดสอบการแพ้ยาในงานวิจัยนี้นำเสนอการออกแบบ 3 ด้าน คือ การออกแบบขั้นตอนการทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอตในอุปกรณ์ต้นแบบ การออกแบบระบบวงจรสร้างความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิ และการออกแบบโครงสร้างอุปกรณ์ต้นแบบ โครงสร้างของอุปกรณ์ต้นแบบได้ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติมาประยุกต์ในการขึ้นรูปโครงสร้างและชิ้นส่วนต่างๆ และระบบวงจรไฟฟ้าในอุปกรณ์ต้นแบบสามารถสร้างความร้อนเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้สภาวะภายในอุปกรณ์ต้นแบบอยู่ระหว่าง 36.5 ถึง 37.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ เมื่อทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอต พบว่าผลการทดสอบการแพ้ยาด้วยวิธีอิไลสปอตในอุปกรณ์ต้นแบบสามารถให้ผลการทดสอบไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการทดสอบการแพ้ยาในห้องปฏิบัติการ จึงถือได้ว่าอุปกรณ์ต้นแบบสามารถให้ผลการทดสอบการแพ้ยาได้เทียบเท่ากับการทดสอบในห้องปฏิบัติการ โดยการทดสอบในอุปกรณ์ต้นแบบมีค่าความไวเท่ากับร้อยละ 80 ค่าความจำเพาะเท่ากับร้อยละ 100 ค่าความถูกต้องเท่ากับร้อยละ 90


การวิเคราะห์การตัดสินใจเพื่อการจัดหาเครื่องจักรหนักในงานก่อสร้าง, ศุภิสรา พันธ์ดารา 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การวิเคราะห์การตัดสินใจเพื่อการจัดหาเครื่องจักรหนักในงานก่อสร้าง, ศุภิสรา พันธ์ดารา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นโยบายการจัดหาเครื่องจักรมีความสำคัญต่อการดำเนินงานโครงการสร้างถนนให้เป็นไปอย่างราบรื่น การวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพซึ่งจะเป็นการดีกว่าการวิเคราะห์ที่เน้นปัจจัยเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงถึงการวิเคราะห์นโยบายโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นและผลของการนำไปกำหนดเป็นนโยบายขององค์กร การดำเนินงานวิจัยได้สร้างผังโครงสร้างการตัดสินใจเชิงลำดับชั้นซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์หลัก 5 เกณฑ์ เกณฑ์รอง 6 เกณฑ์ และนโยบายทางเลือก 2 นโยบาย เกณฑ์หลักได้แก่ ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักร ความง่ายต่อการซ่อมบำรุง อายุของเครื่องจักร ความสามารถของผู้บริการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายทางเลือกได้แก่ นโยบายซื้อเครื่องจักรใหม่ และนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิม จากตัวอย่างในกรณีศึกษาได้ผลการวิเคราะห์การทดแทนเครื่องจักรว่าให้เลือกนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิมสำหรับเครื่องจักรทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากผลการวิเคราะห์ของกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น โดยเครื่องจักรหนักที่มีอายุงาน 16-31 ปี ให้เลือกนโยบายซื้อเครื่องจักรใหม่ และเครื่องจักรหนักที่มีอายุงาน 3-6 ปี ให้เลือกนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิม โดยเกณฑ์หลักที่มีความสำคัญอันดับต้น ได้แก่ ค่าใช้จ่ายของเครื่องจักร และความง่ายต่อการซ่อมบำรุง ส่วนเกณฑ์รองที่สำคัญอันดับต้น ได้แก่ ค่าปรับจากการส่งงานล่าช้า และอายุทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังพบว่าการกำหนดนโยบายซ่อมคืนสภาพเครื่องจักรเดิมส่งผลต่อการปรับปรุงเครื่องจักรหนักให้มีค่าความพร้อมใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 12%


การลดข้อบกพร่องในงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้าที่มาจากการแจ้งข้อร้องเรียนหลังการใช้งานรถบรรทุกของลูกค้า, สมยศ ผ่องใส 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การลดข้อบกพร่องในงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้าที่มาจากการแจ้งข้อร้องเรียนหลังการใช้งานรถบรรทุกของลูกค้า, สมยศ ผ่องใส

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดข้อบกพร่องจากข้อร้องเรียนของลูกค้าในงานดัดแปลงรถบรรทุกของบริษัทกรณีศึกษา โดยศึกษาส่วนงานดัดแปลงรถบรรทุกตามความต้องการของลูกค้า ข้อร้องเรียนจากข้อบกพร่องประเภทแชสซีเสียหายเป็นเรื่องที่ถูกแจ้งมากที่สุด ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อบริษัท ผู้วิจัยจึงนำเอาเทคนิค ซิกซ์ ซิกม่า (Six Sigma) มาประยุกต์ใช้ ดำเนินงานวิจัยตามหลักการ DMAIC เพื่อปรับปรุง และพัฒนากระบวนการดัดแปลงในส่วนงานเชื่อมโลหะให้มีคุณภาพ โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบบ็อกซ์-เบห์นเคน (Box-Behnken Design) เพื่อหาระดับปัจจัยที่เหมาะสม ปัจจัยที่ใช้ทำการทดลองมี 3 ปัจจัย คือ กระแสไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้า และอัตราการไหลของแก๊สคลุม ซึ่งในการทดลองผู้วิจัยทำการศึกษาพฤติกรรมของพนักงานเชื่อม โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า และกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมเร็ว ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผลการทดลองเชิงสถิติ ผลจากการทดลองพบว่า ปัจจัยกระแสไฟ แรงเคลื่อนไฟฟ้า และอัตราการไหลของแก๊สคลุม ส่งผลกระทบต่อการเกิดข้อบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีระดับปัจจัยที่เหมาะสมในกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า กระแสไฟ 185 แอมแปร์ แรงเคลื่อนไฟ 150 โวลท์ และอัตราการไหลของแก๊สคลุม 20 ลิตร/นาที และกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมเร็ว กระแสไฟ 235 แอมแปร์ แรงเคลื่อนไฟ 175 โวลท์ และอัตราการไหลของแก๊สคลุม 30 ซม./นาที จากผลของการปรับปรุงครั้งนี้ทำให้สัดส่วนของเสียที่เกิดข้อบกพร่องในกระบวนการดัดแปลงรถบรรทุก ส่วนงานเชื่อมโลหะ จาก 0.60% ลดลงเหลือ 0.12% และจาก 0.72% ลดลงเหลือ 0.20% ของกลุ่มพฤติกรรมการเชื่อมช้า และเร็ว ตามลำดับ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายงานซ่อมแซมของบริษัทกรณีศึกษาลงได้


การวิเคราะห์ปัจจัยในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกล, สัจจะพจน์ คชวัฒน์ 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การวิเคราะห์ปัจจัยในกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกล, สัจจะพจน์ คชวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยของกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ส่งผลต่อค่าคุณสมบัติเชิงกลของโรงงานตัวอย่างดำเนินการทดลองโดยควบคุมอุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) ที่ 830, 850, 870ºC ปริมาณธาตุ Boron(B) ที่ 10, 20, 30 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) ที่ 10, 20, 30ºC จากนั้นนำชิ้นงานไปตรวจวัดค่าคุณสมบัติเชิงกล ได้แก่ ค่าความเค้นจุดคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด และค่าร้อยละของการยืดตัว รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็ก ผลการทดสอบพบว่า (1) อิทธิพลหลักของทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT), ปริมาณธาตุ Boron (B) และ อุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) มีผลต่อการผันแปรค่าเชิงกลของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน ขณะที่ปฏิสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งสามไม่มีอิทธิพลทางสถิติที่ระดับ α=0.05 (2) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) มีผลให้ค่าความเค้นจุดคราก (YS) และค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด (TS) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าร้อยละการยืดตัว (EL) ลดลง (3) การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) และปริมาณBoron (B) จะส่งผลให้ค่าร้อยละการยืดตัว (EL) เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าความเค้นจุดคราก (YS) และค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด (TS) มีค่าลดลง (4) ระดับปัจจัยที่ส่งผลให้เหล็กมีคุณสมบัติความแข็งแรงต่ำสุดและมีความยืดสูงสุด ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) 830ºC, ปริมาณBoron (B) 30 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) 30ºC ให้ผลลัพธ์ค่าความเค้นจุดคราก 206±5.0 MPa ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด 306±4.0 MPa และค่าร้อยละการยืดตัว 50±1.0% (5) ระดับปัจจัยที่ส่งผลให้เหล็กมีคุณสมบัติความแข็งแรงสูงสุดและมีความยืดต่ำสุด ได้แก่ อุณหภูมิหลังรีดละเอียด (FT) 870ºC, ปริมาณBoron (B) 10 ppm และอุณหภูมิชดเชยที่ขอบ (Te) 10ºC …


การจัดตารางการผลิตโดยวิธีการฮิวริสติกส์ สำหรับกระบวนการบรรจุยาสีฟัน, สุวัฑฒิพงศ์ พรหมจันทร์ 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การจัดตารางการผลิตโดยวิธีการฮิวริสติกส์ สำหรับกระบวนการบรรจุยาสีฟัน, สุวัฑฒิพงศ์ พรหมจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาฮิวริสติกสำหรับปัญหาการบรรจุยาสีฟัน (TFP) ซึ่งมีความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ (สูตร และขนาด) รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ของเครื่องบรรจุและถังเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบรรจุที่มีความเร็วและความสามารถในการบรรจุยาสีฟันแต่ละขนาดที่แตกต่างกัน ส่งผลทำให้งานบางงานไม่สามารถผลิตบนเครื่องจักรบางเครื่องได้ นอกจากนี้ยังมีถังเก็บที่มีจำนวนจำกัด และขนาดที่แตกต่างกัน อีกทั้งไม่สามารถนำถังบรรจุมาใช้บรรจุมากกว่าหนึ่งเครื่องในเวลาเดียวกันได้ ส่งผลทำให้การจัดตารางการผลิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยทำการแก้ปัญหา TFP ด้วยวิธีการสองขั้นตอน (Two-phase Method) โดยการสร้างคำตอบขั้นต้นด้วยกฎการส่งมอบงานเร็วสุด (EDD) แล้วทำการปรับปรุงคำตอบเริ่มต้นโดยนำแนวคิดการค้นหาคำตอบในการย่านใกล้เคียงแบบแปรผัน (Variable Neighborhood Search) และได้ทำการทดสอบฮิวริสติกด้วยข้อมูลตัวอย่างจากบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย จากนั้นทำการเปรียบเทียบกับการแผนงานในปัจจุบันพบว่าฮิวริสติกที่นำเสนอสามารถลดเวลาปิดงาน (Makespan) ลงโดยเฉลี่ย 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 12 ล้านบาทต่อปี จากการลดเวลาทำงานล่วงเวลา (Overtime)


ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, อภิชญา คชาสถาพร 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุน, อภิชญา คชาสถาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่มีผลต่อคุณสมบัติและต้นทุนโดยการวิเคราะห์ด้วยสมการถดถอยหุคูณ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้ในการผสมเป็นน้ำมันเตามีทั้งหมด 4 ชนิดได้แก่ กากของหน่วยแยกความหนืด น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และกากบรรยากาศหน่วยแยกกากคอนเดนเสท คุณสมบัติน้ำมันเตาที่บริษัทกรณีศึกษาให้ความสำคัญในการพิจารณาส่งมอบ มีทั้งหมด 4 คุณสมบัติ ได้แก่ จุดวาบไฟ ปริมาณกำมะถัน จุดไหลเท และค่าความหนืด โดยพบว่าคุณสมบัติน้ำมันเตาอยู่ในค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมแต่มีความคลาดเคลื่อนไปจากค่ามาตรฐานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันเตาจึงไม่ใช่ต้นทุนที่ต่ำที่สุด งานวิจัยนี้ใช้สมการถดถอยหลายรูปแบบในการวิเคราะห์พิจารณาหาสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่เหมาะสม พบว่าการใช้สมการถดถอยแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน มีค่าแม่นยำมากที่สุดโดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจปรับค่า (R2-adj) อยู่ระหว่าง 83-99% และค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์มีค่าต่ำที่สุดอยู่ระหว่าง 1-12% เมื่อเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์การถดถอยตัวแปรแบบพหุคูณและการเลือกตัวแปรโดยเพิ่มตัวแปรแบบขั้นตอน เมื่อนำข้อมูลจริงของการผสมน้ำมันเตาในปี 2017-2019 จำนวน 40 ชุดข้อมูล มาใช้กับสมการถดถอยของสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาแบบวิธีกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน เพื่อวิเคราะห์หาสัดส่วนการผสมน้ำมันเตาที่เหมาะสมโดยใช้โปรแกรมการแก้ปัญหาเชิงเส้นโดยฟังก์ชัน Solver ของ Microsoft Excel พบว่าต้นทุนการผลิตน้ำมันเตาลดลงทั้งหมดรวม 2.4 ล้านบาท หรือ 6 หมื่นบาทต่อชุดข้อมูล คิดเป็นอัตราส่วนลดลงร้อยละ 23% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด


การพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงานสำหรับการกลึงซีเอ็นซีโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, อริชยา เผือกหอม 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงานสำหรับการกลึงซีเอ็นซีโดยการประยุกต์ใช้โครงข่ายประสาทเทียม, อริชยา เผือกหอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อพยากรณ์ความตรงและความขรุขระผิวชิ้นงาน ภายใต้กระบวนการการควบคุมด้วยเงื่อนไขการตัดและอัตราส่วนแรงตัดที่เกิดขึ้นในขณะกลึงซีเอ็นซีของชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน S45C ด้วยมีดคาร์ไบด์เคลือบผิว โดยมีเงื่อนไขการตัดที่ความเร็วตัด 100 - 260 เมตร/นาที อัตราการป้อนตัด 0.1 - 0.3 มิลลิเมตร/รอบ ความลึกในการตัด 0.2 - 0.8 มิลลิเมตร รัศมีจมูกมีดตัด 0.4 และ 0.8 มิลลิเมตร และมุมคายเศษวัสดุ -6 และ +11 องศา การแปลงฟูเรียร์อย่างเร็วถูกใช้เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างแรงตัดและความขรุขระผิวในโดเมนความถี่ โดยพบว่ามีความถี่ที่ตรงกัน อัตราส่วนแรงตัดจึงถูกประยุกต์ใช้เพื่อพยากรณ์ความขรุขระผิวชิ้นงานเฉลี่ย (Ra), ความขรุขระผิวชิ้นงานสูงสุด (Rz) และความตรงผิวชิ้นงาน (St) ในกระบวนการโดยที่เงื่อนไขการตัดไม่เปลี่ยนแปลงไป ค่าความตรงและความขรุขระผิวถูกคำนวณด้วยโครงข่ายประสาทเทียมแบบสองชั้นป้อนไปข้างหน้า ซึ่งได้รับการฝึกฝนโดยใช้การเรียนรู้แบบแพร่ค่าย้อนกลับของเลเวนเบิร์ก-มาร์ควอร์ด จากการเปรียบเทียบผลการทดลอง พบว่าวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยสุดให้การพยากรณ์ที่มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 67.96%, 69.50% และ 59.29% ตามลำดับ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความแม่นยำสูง เมื่อทำการเปรียบเทียบกับโครงข่ายประสาทเทียมที่มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 61.19%, 67.96% และ 40.71% ตามลำดับ สำหรับชิ้นงานอะลูมิเนียม (Al 6063) อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ชิ้นงานเหล็กกล้าคาร์บอน (S45C) โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมที่ได้รับการฝึกสอนแล้วของค่าความขรุขระผิวชิ้นงานเฉลี่ย ค่าความขรุขระผิวชิ้นงานสูงสุด และค่าความตรงเบี่ยงหนีศูนย์มีค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 88.78%, 92.51% และ 91.89% ตามลำดับ ส่วนวิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีกำลังสองน้อยสุดให้ค่าเฉลี่ยความแม่นยำเท่ากับ 91.89%, 91.79% and 91.85% ตามลำดับ


Offshore Crew Boat Sailing Time Prediction Models, Atiporn Chongterdtoonskul 2019 Faculty of Engineering

Offshore Crew Boat Sailing Time Prediction Models, Atiporn Chongterdtoonskul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this study, the relationship between travelling time of crew boats and the potential related factors was studied to improve prediction model for travelling time calculation. According to lack of data analysis, the existing calculation method had very high forecast error for crew boat’s morning route which is the main route for boat A and boat B. The selected variables were total distance and boat speed as internal factors while using significant wave height, wave direction, wind speed, and wind direction as external factors. 2017-2019 data were used in this analysis by dividing into 2017-2018 as train and validate data. …


Customer Churn Prediction For A Software-As-A-Service Inventory Management Company, Phongsatorn Amornvetchayakul 2019 Faculty of Engineering

Customer Churn Prediction For A Software-As-A-Service Inventory Management Company, Phongsatorn Amornvetchayakul

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis proposes customer churn prediction model for a Software-as-a-Service inventory management company in Thailand. Software-as-a-Service is the fast growing and high market values industry as a new emerging online business. Customer churn is a critical measure for this business. Thus, this thesis focuses on seeking a customer churn prediction model specified for a Software-as-a-Service inventory management company in Thailand which is facing a high churn rate issue. This thesis executes the prediction models with four machine learning algorithms: logistic regression, support vector machine, decision tree and random forest. The results show that the optimized decision tree model is capable …


Improvement Of Forex Pairs Trading Strategy With Machine Learning Algorithms, Ronnachai Jirapongpan 2019 Faculty of Engineering

Improvement Of Forex Pairs Trading Strategy With Machine Learning Algorithms, Ronnachai Jirapongpan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis aims to study machine learning to improve the trading performance of pairs trading strategy. Pairs trading strategy is one of the most well-known algorithm trading developed in the 1980s by a group of scientists and mathematicians. The concept of the pairs trading strategy is to exploit the mispricing of two equities which their prices tend to move in the same manner. When the algorithm captures the mispricing behavior by equations or indicators, traders open a short position on the equity which its price is relatively higher than the equilibrium and open long position of the other equity. If …


การวางแผนการจัดหาเหล็กแผ่นโดยพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์เศษเหล็กในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุก, กฤติยา อึ่งวรากร 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การวางแผนการจัดหาเหล็กแผ่นโดยพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์เศษเหล็กในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุก, กฤติยา อึ่งวรากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องจากการผลิตรถบรรทุกของโรงงานกรณีศึกษามีกระบวนการตัดเหล็กม้วนโดยใช้การปั๊มขึ้นรูปกรอบประตูรถบรรทุก ซึ่งทำให้เกิดเศษเหล็กเหลือใช้เป็นจำนวนมาก โรงงานจึงมีแนวคิดในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศษเหล็ก โดยการใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกจำนวน 7 รายการชิ้นส่วน เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอวิธีการวางแผนการจัดหาเหล็กแผ่นโดยพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์เศษเหล็กในการผลิตชิ้นส่วนรถบรรทุกโดยการประยุกต์ใช้การวัดความแม่นยำของข้อมูลด้วยวิธี MAD ในการลดทอนความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ความต้องการชิ้นส่วนรถบรรทุกที่มีการปรับเปลี่ยนไปจนกว่าจะถึงกำหนดการส่งมอบ การศึกษาต้นทุนที่เกิดจากกิจกรรมในกระบวนการตัดเหล็กเพื่อกำหนดเกณฑ์การตัดสินใจ การใช้โปรแกรมเชิงเส้นในการจัดสรรเศษเหล็กให้แก่ชิ้นส่วนรถบรรทุกต่าง ๆ สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนสูงสุด การประมาณค่าความเบี่ยงเบนของค่าสัมบูรณ์ของความคลาดเคลื่อนเพื่อกำหนดพัสดุคงคลัง และการประยุกต์ใช้แบบจำลองระดับคงคลังเป้าหมาย เพื่อหาจำนวนเหล็กแผ่นที่จะต้องจัดหาจากผู้ขายตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อดำเนินทดสอบด้วยข้อมูลจริงตั้งแต่ ก.ย.2561 – เม.ย.2562 พบว่าโรงงานลดต้นทุนในการจัดหาเหล็กแผ่นลงได้ 19% คิดเป็นมูลค่า 866, 452 บาท นอกจากการจัดสรรเศษเหล็กเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบแล้วนั้นยังสามารถลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลความต้องการชิ้นส่วนรถบรรทุก 5 % และการปรับปรุงวิธีการคำนวณจำนวนเหล็กแผ่นเพื่อใช้เป็นพัสดุคงคลังลดลงได้ 65 % โดยยังคงตอบสนองต่อลูกค้าที่ระดับให้บริการที่ 95%


การกำหนดนโยบายการสั่งเติมพัสดุชิ้นส่วนหลักในงานประกอบตามคำสั่งซื้อ ในการผลิตระบบทำน้ำเย็น, ทิพวัลย์ นาสวรรค์ 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การกำหนดนโยบายการสั่งเติมพัสดุชิ้นส่วนหลักในงานประกอบตามคำสั่งซื้อ ในการผลิตระบบทำน้ำเย็น, ทิพวัลย์ นาสวรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดนโยบายการสั่งเติมพัสดุชิ้นส่วนหลักในงานผลิตตามคำสั่งซื้อ (Assemble-to-Order : ATO) ในโรงงานผลิตเครื่องทำระบบน้ำเย็น ซึ่งชิ้นส่วนหลักประกอบไปด้วย พัดลมระบายความร้อน 4 ชนิด และแผงแลกเปลี่ยนความร้อน 13 ชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลาย ชิ้นส่วนเหล่านี้ที่มีระยะเวลานำที่ยาวนาน ส่งผลให้มีระดับพัสดุมากเกินไป ทั้งการสั่งเติมพัสดุนั้นยังพึ่งพาประสบการณ์บุคคลเป็นส่วนใหญ่ และค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อมีค่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาของชิ้นส่วน งานวิจัยจึงมุ่งเน้นในการกำหนดปริมาณพัสดุคงคลังเป้าหมายและปริมาณการสั่งเติมของชิ้นหลักให้สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้น และได้มีนำเสนอแนวคิดของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS) สำหรับงานสั่งเติมพัสดุ จากการวิเคราะห์ความต้องการรายเดือนของชิ้นส่วนเหล่านี้การกระจายตัวของข้อมูลมีการแจกแจงแบบไม่ปกติ การทดสอบสถิติแบบนอนพาราเมตริกจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่ออธิบาย และหาค่าเฉลี่ยรายเดือนของความต้องการ เพื่อนำไปกำหนดค่าระดับพัสดุคงคลังเป้าหมายที่ระดับการให้บริการลูกค้า (Customer Service Level ) 95% รวมถึงการระบุพัสดุสำรอง (Safety Stock) และการคำนวนค่า Available-to-Promise (ATP) หรือจำนวนพัสดุที่สามารถขายลูกค้าได้เป็นหนึ่งในตัวตัดสินใจการสั่งเติม การทดสอบทำโดยการนำนโยบายพัสดุคงคลังใหม่ที่กำหนดขึ้น จำลองการทดสอบกับข้อมูลเดิมของปี 2561และข้อมูลความต้องการใหม่ในปี 2562 พบว่านโยบายใหม่มีระดับพัสดุคงคลังซึ่งคิดเป็นค่าเฉพาะวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนหลักอย่างเดียว ณ สิ้นปี 2562 ลดลง 42.4 % หรือคิดเป็น 396,809 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้จำนวนพัสดุคงคลังของชิ้นส่วนหลักก็ลดลง 37 % และระดับการให้บริการไม่ลดลงเนื่องจากไม่เกิดภาวะการขาดแคลนพัสดุเกิดขึ้น


การปรับปรุงจำนวนพาเลทจัดเก็บของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าในคลังสินค้า, ชมพูนุช เลื่องชัยเชวง 2019 คณะวิศวกรรมศาสตร์

การปรับปรุงจำนวนพาเลทจัดเก็บของสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้าในคลังสินค้า, ชมพูนุช เลื่องชัยเชวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลายทศวรรษที่โรงงานผู้ผลิตได้ประยุกต์ใช้คลังสินค้าสัญญาซึ่งเป็นคลังสินค้าเฉพาะบริหารจัดการโดยผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ด้วยสัญญาระยะปานกลาง วิธีการเอาท์ซอสช่วยให้โรงงานมีความยืดหยุ่นในการให้บริการโลจิสติกส์ อาทิเช่น การรวมเที่ยวขนส่ง การเปลี่ยนหีบห่อสินค้า และ การรวมสินค้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดการคลังสินค้าขึ้นกับ จำนวนพาเลทที่จัดเก็บ และ ความถี่ที่พาเลทถูกเคลื่อนย้าย ดังนั้นการจัดเก็บที่ไม่ได้ประสิทธิภาพและการขนถ่ายซ้ำซ้อนจะนำไปสู่ค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการคลังสินค้าที่สูงขึ้น ดังเช่นคลังสินค้าสัญญากรณีศึกษา คลังสินค้ากรณีศึกษาประสบกับปัญหาสัดส่วนของพาเลทที่มีการจัดเรียงไม่ได้ประสิทธิภาพหรือเรียกว่า พาเลทเศษ มีปริมาณสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาสัดส่วนของการจัดเก็บพาเลทสูงขึ้นทำให้มีพื้นที่ว่างในคลังไม่เพียงพอ จากการวิเคราะห์ข้อมูลและการระดมความคิดของกลุ่มทำงานพบหนึ่งในต้นเหตุมาจากกลุ่มสินค้านำเข้า สาเหตุของปัญหาเกิดจากขนาดพาเลทไม้มาตรฐานที่ใช้ในกลุ่มประเทศอียูมีขนาดเล็กกว่าขนาดพาเลทไม้มาตรฐานที่ใช้ประเทศไทย ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนรูปแบบการวางกล่องสินค้าพบพาเลทไม้ใหม่โดยมิให้เกินขอบพาเลท หลังจากการปรับรูปแบบการเรียงกล่องสินค้าใหม่แล้วจะช่วยลดจำนวนพาเลทที่เรียงไม่ได้ประสิทธิภาพและสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าพาเลทกับค่าเคลื่อนย้ายพาเลทของคลังสินค้าได้เท่ากับ 24.29% ของปี Y0 และ 21.65% ของปี Y1 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน


Foundations For A Game Theoretic Framework For Agile Acquisition, Scott Rosen, Kelly Horinek, Alexander Odeh, Les Servi, Andreas Tolk 2019 Old Dominion University

Foundations For A Game Theoretic Framework For Agile Acquisition, Scott Rosen, Kelly Horinek, Alexander Odeh, Les Servi, Andreas Tolk

VMASC Publications

This article investigates the concept of developing a game theoretic framework that is based on the application of buyer and seller utility functions to support the bidding process in government acquisition. The results of a literature survey of utility function approaches, with potential to provide a suitable foundation to a game theory framework for acquisition, are presented. The utility function methods found most promising were further adapted and tested: the Best-Worst method, the Multi-Swing Method, and Functional Dependency for Network Analysis. To test the scalability of the approach, the Best-Worst method is applied to a larger problem to show the …


Classifying Interdependencies In The Food And Agriculture Critical Infrastructure Sector, John Doerpinghaus 2018 University of Arkansas, Fayetteville

Classifying Interdependencies In The Food And Agriculture Critical Infrastructure Sector, John Doerpinghaus

Graduate Theses and Dissertations

This work classifies examples of infrastructure interdependencies found in the food and agriculture critical infrastructure sector. Interdependencies are identified through an examination of rice and poultry agriculture throughout the state of Arkansas. The subtleties of interdependence examples in the food and agriculture sector are inadequately captured by the well-studied interdependence classification taxonomies. Through 39 interviews, we develop an understanding of the subtle temporal, geographic, and productivity scales of interdependence in over 100 examples and present five new, distinct classifications of interdependence: (1) dynamic physical, (2) dynamic geographic, (3) deadline, (4) delay, and (5) human, economic, and natural resource interdependencies. An …


Crude Oil Prices Forecasting: Time Series Vs. Svr Models, Xin James He 2018 Fairfield University

Crude Oil Prices Forecasting: Time Series Vs. Svr Models, Xin James He

Journal of International Technology and Information Management

This research explores the weekly crude oil price data from U.S. Energy Information Administration over the time period 2009 - 2017 to test the forecasting accuracy by comparing time series models such as simple exponential smoothing (SES), moving average (MA), and autoregressive integrated moving average (ARIMA) against machine learning support vector regression (SVR) models. The main purpose of this research is to determine which model provides the best forecasting results for crude oil prices in light of the importance of crude oil price forecasting and its implications to the economy. While SVR is often considered the best forecasting model in …


Table Of Contents Jitim Vol 27 Issue 3, 2018, 2018 California State University, San Bernardino

Table Of Contents Jitim Vol 27 Issue 3, 2018

Journal of International Technology and Information Management

Table of Contents


Digital Commons powered by bepress