A New Perspective On Teacher Attrition And Retention: What Can Be Learned From Teachers That Continue In The Profession, The Stayers?,
2024
University of North Florida
A New Perspective On Teacher Attrition And Retention: What Can Be Learned From Teachers That Continue In The Profession, The Stayers?, Haley M. Vogel
UNF Graduate Theses and Dissertations
This phenomenological research study focuses on closing the divide between ongoing teacher shortages created by labor market cycles and teacher attrition with retention practices that keep qualified teachers in K-12 public schools. The literature review of this study identified a gap in research related to teacher shortages. Significant research exists around why teachers leave the profession, however, research related to why teachers stay is limited. The purpose of this phenomenological study was to better understand the lived experiences (Moustakas, 1994, van Manen, 2023, Creswell & Poth, 2018) of K-12 secondary public-school teachers continued decision to remain in the profession. The …
Florida Queer K12 Teachers Perceptions Of School Climate Under “Don’T Say Gay”,
2024
University of North Florida
Florida Queer K12 Teachers Perceptions Of School Climate Under “Don’T Say Gay”, Katherine E. Foley
UNF Graduate Theses and Dissertations
Florida's newest legislation leaves many Florida queer teachers feeling marginalized and unprotected in the classroom (Block, 2022). The “Parental Rights in Education” Bill (FL HB 1557 and FL HB 1069), infamously renamed “Don’t Say Gay”, was created ostensibly to help protect parental rights and choices in education. The new law prohibits the discussion of gender identity and sexual orientation in kindergarten through twelfth grade classrooms. “Don’t Say Gay” provides vague guidelines for queer teachers on approaching topics like sexual orientation and gender identity. Despite the evidence that queer teachers who are open and honest about their identity often find themselves …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัชญากร สิงห์สาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย เก็บข้อมูลเชิงสํารวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 312 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้เชี่ยวชาญการสอนเนื้อหาวิชาภูมิศาสตร์ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหาผลวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเตรียมความพร้อมของครู ครูขาดความรู้และทักษะที่ทันสมัยในการสอนภูมิศาสตร์และขาดการสนับสนุนในการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูขาดความเข้าใจองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ทำให้ขาดการเชื่อมโยงวัตถุประสงค์การเรียนรู้กับมาตรฐานการเรียนรู้และองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การออกภาคสนามและการเน้นกระบวนการทำได้ยาก การสอนขาดความหลากหลายและความน่าสนใจ และขาดการใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมการสอน ด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ แผนที่คือสื่อที่ใช้มากที่สุด แต่ครูยังขาดสื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย และเกิดความไม่สะดวกในการใช้สื่อ ขาดสถานที่ที่เอื้อต่อการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ห้องปฏิบัติการทางภูมิศาสตร์ ด้านการวัดและประเมินผลขาดวิธีการวัดและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบการประเมินตามสภาพจริงทำได้ยาก 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ ครูต้องพัฒนาความรู้และทักษะในการสอนภูมิศาสตร์ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและการเรียนรู้ต่อเนื่อง วิเคราะห์หลักสูตรเพื่อออกแบบการสอนที่สอดคล้องกับการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ชัดเจนและครอบคลุมองค์ประกอบของการรู้เรื่องภูมิศาสตร์เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและการให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง การใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ การเรียนรู้จากปัญหา โครงงานและการออกภาคสนาม การใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง การวัดและประเมินผลออกแบบให้เชื่อมโยงกับองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ประเมินตามสภาพจริงโดยกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนแบบรูบริก (scoring rubrics)
โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี,
2024
คณะครุศาสตร์
โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี, อโณทัย พลเยี่ยม เพชรแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี เป้าหมายของการทดลองเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่เรียนหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตหรือศึกษาศาสตรบัณฑิต ในมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง จำนวน 78 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานและการเตรียมการ 2) การพัฒนาโปรแกรม 3) การศึกษานำร่องและการพัฒนาโปรแกรมฉบับทดลองใช้ 4) การทดลองใช้โปรแกรม และ 5) การปรับปรุงโปรแกรม และการจัดทำโปรแกรมฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความบากบั่นพากเพียร และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับความบากบั่นพากเพียร วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้การทดสอบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test Dependent) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี มี 8 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ 1) หลักการของโปรแกรม 2) วัตถุประสงค์ของโปรแกรม 3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของโปรแกรม 4) เนื้อหาสาระและกิจกรรมของโปรแกรม 5) กำหนดการดำเนินงานในโปรแกรม 6) โครงสร้างการจัดประสบการณ์ของโปรแกรม 7) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน และ 8) การวัดและประเมินผลของโปรแกรม โดยมี 3 หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) การกำกับตนเองในชีวิตประจำวัน 2) การกำกับตนเองในการเรียน และ 3) การกำกับตนเองเพื่อพัฒนาตนเอง ใช้เวลาในการเข้าร่วมโปรแกรมทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 33 ชั่วโมง ระยะเวลาดำเนินการโดยรวม 10 สัปดาห์ 2. ผลของการใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี พบว่า ความบากบั่นพากเพียรของนักศึกษาหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ และในระหว่างการทดลองใช้โปรแกรมเสริมสร้างความบากบั่นพากเพียรโดยใช้การกำกับตนเองสำหรับนักศึกษาปริญญาตรี นักศึกษาทั้งในกลุ่มที่มีความบากบั่นพากเพียรในระดับสูง กลาง และต่ำ มีการเปลี่ยนแปลงของความบากบั่นพากเพียรไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งในภาพรวมและแต่ละองค์ประกอบ
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ปราศรัย เจตสันติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบหลักและพฤติกรรมบ่งชี้ของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ ผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และการเมืองการปกครอง ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา รวม 65 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบยืนยันองค์ประกอบ บันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยายและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบหลักของความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการเมือง การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารทางการเมือง การเข้าอกเข้าใจมุมมองทางการเมืองของตนเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่เห็นต่างทางการเมือง และการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบหลักนี้มีองค์ประกอบย่อย 23 องค์ประกอบ และพฤติกรรมบ่งชี้ 107 รายการ 2) แนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย (1) เป้าหมายการพัฒนาเน้นการพัฒนาองค์รวม (2) หลักการสำคัญในการพัฒนา (SECMAR) ได้แก่ การสร้างการมีส่วนร่วมโดยคํานึงถึงบริบทของนักเรียน การเรียนรู้จากประสบการณ์ การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การใช้สื่อสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเท่าทัน การตระหนักถึงความหลากหลายทางการเมือง และการส่งเสริมกระบวนการคิดไตร่ตรอง (3) แนวทางการพัฒนา (6D Model) ได้แก่ การส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน การสนับสนุนให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยน อภิปราย ซักค้านต่อความคิดเห็น การสํารวจสื่อสารสนเทศและข้อมูลดิจิทัลอย่างรอบด้าน การฝึกวิเคราะห์ คาดการณ์ และตัดสินใจต่อสถานการณ์ทางการเมือง การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตสำนึกทางสังคม และการสนับสนุนให้นักเรียนแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ (4) กลยุทธ์และวิธีการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์ และการฝึกทักษะการตัดสินใจผ่านสถานการณ์ (5) ระดับการพัฒนาความฉลาดรู้ทางการเมืองมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเริ่มต้น ระดับปานกลาง และระดับท้าทาย (6) รูปแบบการนำแนวทางไปใช้ในสถานศึกษา แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การส่งเสริมผ่านรายวิชาและการส่งเสริมผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตร (7) แนวทางการวัดและประเมินผลความฉลาดรู้ทางการเมือง ใช้หลักการสำคัญ ได้แก่ การประเมินผลแบบองค์รวม การประเมินผลจากการปฏิบัติจริง …
แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ภาวิชชุกานต์ ใช้ลิ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) นำเสนอแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้หนังสือเรียน รวม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียน แบบประเมินตัวอย่างหนังสือเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้สอน และแบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาหนังสือเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นการเตรียม ขั้นการออกแบบ ขั้นการผลิต และขั้นรวบรวมข้อมูลหลังการใช้งาน โดยมีแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในขั้นการเตรียมและขั้นการออกแบบ เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหนังสือเรียนตามแต่ละส่วนประกอบของหนังสือเรียน ได้แก่ กิจกรรมก่อนการเรียนรู้ ส่วนนำเสนอเนื้อหา กิจกรรมท้ายบทเรียน และกิจกรรมประเมินตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดคำถามเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ คำถามเพื่อฝึกการสังเกต คำถามเพื่อส่งเสริมให้เกิดการคิดตามองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ และคำถามเพื่อฝึกการอุปมา 2) ผู้ใช้งานมีระดับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อตัวอย่างหนังสือเรียนที่ออกแบบตามแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (X̄ = 4.7) อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด และสามารถนำแนวทางการพัฒนาหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษาเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายไปใช้ได้ โดยได้รับคำแนะนำจากผู้ใช้ให้ปรับแนวทางการใช้ภาษาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
Digital Storytelling As An Innovative Approach To Prehospital Education: The Experiences Of Teaching Academics.,
2024
School of Nursing, Midwifery and Paramedicine, Australian Catholic University, Australia.
Digital Storytelling As An Innovative Approach To Prehospital Education: The Experiences Of Teaching Academics., Andrew Van Noordenburg, Georgina Seaman
Health Professions Education
Purpose. To explore teaching academics' experiences of utilising digital storytelling as an innovative approach to prehospital education.
Method. This study describes an innovative learning activity, digital storytelling, developed for an undergraduate paramedicine program. The experiences of teaching academics were then explored through semi-structured interviews. Thematic analysis was used to evaluate the data.
Results. Three themes were identified through thematic analysis. The first theme was ‘the impact of friction on learning’ which describes how a learning activity’s design can negatively impact learning. The second theme ‘connecting with the teaching resources’ outlines how having access to sufficient resources is necessary to facilitate …
Exploring Physiotherapy Students' Experiential Learning With Physical Modalities And Their Relationship To Knowledge, Attitudes, And Practices: A Mixed Methods Investigation,
2024
Discipline of Physiotherapy, School of Allied Health, Human Service & Sport, La Trobe University, Melbourne, Australia
Exploring Physiotherapy Students' Experiential Learning With Physical Modalities And Their Relationship To Knowledge, Attitudes, And Practices: A Mixed Methods Investigation, Muhammed Rashid, Anoop Joy, Kavitha Raja, Jerin Mathew
Health Professions Education
Purpose: An experiential learning approach (ExL) is imperative in physiotherapy education as it facilitates the conscious recognition and transformation of experiences in clinical practice. Thus, ExL can help reduce fear avoidance and apprehension behaviour by allowing students to gain hands-on experience and confidence in delivering optimal patient care. The primary objective of this study was to explore physiotherapy students' thresholds and tolerance to noxious thermal and pressure stimuli and how these factors correlate with their self-reported Knowledge, Attitude, and Practice (KAP) outcomes.
Methods: A mixed-method approach was employed, incorporating descriptive, qualitative, and exploratory research design methods to investigate the student’s …
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา, รัฐศาสตร์ คำผุย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยที่มีต่อความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยเปรียบเทียบความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และศึกษาความสามารถด้านศัพท์ของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จากความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 1 ห้องเรียน ทั้งหมด 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 4 ชนิด คือ 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษา 2) แบบวัดความสามารถด้านศัพท์ 3) แบบบันทึกการเรียนรู้ศัพท์ และ 4) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (M) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) การทดสอบค่าที (Dependent t-test) การลงรหัสเชิงอนุมาน (Deductive coding) และการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นเพื่อบูรณาการคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับการละเล่นพื้นบ้านไทย ประกอบด้วย 5 ชุดกิจกรรม ซึ่งครอบคลุมคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน ดำเนินการสอนตามแผน 6 ขั้นตอน โดยมีเพลงภาษาอังกฤษที่แต่งขึ้นใหม่เพื่อใช้ประกอบการละเล่น พร้อมด้วยคู่มือครู สื่อการเรียนรู้ และแบบประเมินผล 2. คะแนนความสามารถด้านศัพท์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความสามารถด้านศัพท์ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยสามารถก้าวข้ามความท้าทายในระยะแรก ทั้งการสะกดคำ ระบุประเภทของศัพท์ที่ผิด และการไม่มั่นใจที่จะพูด ไปสู่ความแม่นยำและความคล่องแคล่วในการใช้ศัพท์ทั้งด้านการฟังและการพูดในระยะหลัง 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้เชิงบวก ที่กระตุ้น การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ซึ่งส่งเสริมความมั่นใจในการสื่อสารและทัศนคติที่ดีของนักเรียน นอกจากนี้ กิจกรรมที่เน้นการเล่นเป็นกลุ่มยังเอื้อต่อการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน และทำให้การจดจำคำศัพท์ยั่งยืน ผ่านการทบทวนซ้ำในรูปแบบที่สนุกสนานและมีประสิทธิภาพ
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากไม่มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยมีรูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีค่าความเที่ยงระหว่าง 0.73 - 0.81 และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนตามพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนเท่ากับ 24.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.84 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีแนวโน้มของคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นในการวัดแต่ละครั้งทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบ โดยมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และสามารถแสดงพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการเลือกปัญหาสิ่งแวดล้อมใน การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของผู้เรียน และเป็นปัญหาที่อาศัยกระบวนการหรือผลผลิตที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในการแก้ปัญหาได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทดสอบแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสมได้
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน การสอบถามครูผู้สอนรายวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สังกัดโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 213 คน และการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ และระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 เรื่อง และการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แบบบันทึกข้อมูลงานวิจัย และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูเน้นให้นักเรียนสามารถออกแบบขั้นตอนวิธี แต่พบปัญหาในการให้นักเรียนจำแนกข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วน ๆ (2) ด้านการกำหนดเนื้อหา ครูกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับการออกแบบขั้นตอนวิธี และเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงตามช่วงวัยของนักเรียน แต่พบปัญหาการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกส่วนประกอบ และการบูรณาการภายในกลุ่มสาระฯหรือรายวิชา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบขั้นตอนวิธี เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้เทคนิคการตั้งคำถาม แต่พบปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแยกส่วนประกอบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการอภิปรายในชั้นเรียน (4) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ และนิยมใช้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Plugged) แต่พบปัญหาในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ด้านการวัดและประเมินผล ครูนิยมใช้แบบวัดแบบเลือกตอบ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน แต่พบปัญหาการวัดและประเมินผลที่ต้องเน้นการประเมินกระบวนการมากกว่าการตัดสินที่ผลลัพธ์ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) …
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา และ (2) ศึกษาพัฒนาการความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงทดลองตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 24 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา จำนวน 25 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที (2) แบบบันทึกเชิงสะท้อนคิดแบบมีโครงสร้าง และ (3) แบบวัดเชิงสถานการณ์เพื่อวัดความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา สถิติที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และสถิติเชิงอนุมาน คือ Dependent Sample t-test และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวมีคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาหลังเรียน (M = 13.42, S.D. = 0.881) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 4.5, S.D.=2.554) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.2; p < .001) นักเรียนทุกคนมีพัฒนาการของคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา โดยนักเรียนมีพัฒนาการระดับปานกลาง จำนวน 1 คน มีพัฒนาการระดับสูง จำนวน 4 คน มีพัฒนาการระดับสูงมาก 19 คน และเมื่อวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียนจากบันทึกเชิงสะท้อนคิดสามารถจำแนกได้ 3 แก่นสาระ ได้แก่ (1) นานาสาระศาสนปฏิบัติ คือ การเรียนรู้ประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ (2) อัตวิสัยในมิติศาสนา คือ การนำความรู้เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติตนในฐานะผู้ที่นับถือและศรัทธาในศาสนาและความเชื่อนั้น ๆ และ (3) ปรับตัวเป็น เห็นคุณค่าศาสนาในพหุสังคม คือ การเรียนรู้ศาสนาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาเพื่อการปรับตัวและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธนาวิทย์ คงประเสริฐผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้ชุดการเรียนการสอน ที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบความสามารถทางการเงินของผู้เรียนก่อนและหลังจากการใช้ชุดการเรียนการสอน และศึกษา การเปลี่ยนแปลงของความสามารถทางการเงินของผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาจำนวน 10 คน โดยใช้การเลือกแบบสมัครใจ ใช้ระยะเวลา ทดลอง 10 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความสามารถทางการเงินและแบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบวิลคอกซัน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการเรียนรู้เชิงสถานการณ์เพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการเงินของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีหลักการ คือ 1) การวิเคราะห์บริบทของผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์การเรียนการสอน 2) การส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริงผ่านชุมชนแห่งการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากระดับเริ่มต้นไปสู่ระดับชำนาญ 3) การออกแบบองค์ประกอบของชุมชนแห่งการปฏิบัติให้สามารถเชื่อมโยงกับบริบททางการเงินของผู้เรียน และ 4) การกำหนดบทบาทของผู้สอนให้ตอบสนองต่อการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีสาระครอบคลุมขอบเขตทางการเงิน ได้แก่ ความรู้พื้นฐาน สิทธิ การวางแผนจัดการเงิน การออม การลงทุน ความเสี่ยง และประกันภัย ชุดการเรียนการสอนนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียน การสอน 8 กิจกรรมที่ออกแบบให้เรียงลำดับจากประเด็นการเงินใกล้ตัวไปสู่ประเด็นซับซ้อนและไกลตัว มีขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนในแต่ละกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียนเพื่อออกแบบสถานการณ์ (ระยะเตรียม) และระยะที่ 2 ระยะการจัดการเรียนการสอนผ่านสถานการณ์ (ระยะสอน) มีขั้นตอน ได้แก่ 2.1) การให้ผู้เรียนกำหนดเป้าหมายและแนวทางจัดการ 2.2) การเผชิญสถานการณ์ตามแนวทางที่กำหนด 2.3) การสะท้อนการเรียนรู้จากสถานการณ์และ 2.4) ประเมินและให้ข้อมูลสะท้อนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ประเมินผลโดยใช้แบบวัด ประกอบกับการสังเกต สัมภาษณ์และการตรวจบันทึกสะท้อนคิด 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของชุดการเรียนการสอน ปรากฏว่า หลังการใช้ชุดการเรียนการสอน นักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถทางการเงินสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบ พบว่า ความสามารถในการตัดสินใจและกำกับการดำเนินการทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงสูงสุด รองลงมาเป็นความสามารถใน การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเงิน และความสามารถในการประเมินขีดความสามารถทางการเงินของตนตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพยังชี้ว่าความสามารถทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา, จิตติมา จันทรายุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกตการสอน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา โดยภาพรวมพบว่า สภาพการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษาทั้ง 4 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.40, S.D. = 1.17) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านมีรายละเอียดดังนี้ ด้านการเตรียมการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอนที่เน้นความสามารถเชิงตัวเลขในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 4.33, S.D. = 1.27) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านเกมที่ได้ทำตามกฎและอัลกอริทึม วางแผนกลยุทธ์ ใช้การแก้ปัญหาและความน่าจะเป็นในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 3.85, S.D. = 1.48) ด้านสื่อการเรียนการสอน ครูมีการปฏิบัติในการเลือกใช้สื่อสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือโรงเรียนในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 3.83, S.D. = 1.68) ด้านการวัดและประเมินผล ครูมีการปฏิบัติในการวัดและประเมินนักเรียนจากการแสดงการตัดสินใจเลือกประยุกต์ใช้แนวทาง วิธีการและกลยุทธ์ทางคณิตศาสตร์ในระดับน้อยที่สุด (x̅ = 4.11, S.D. = 1.28) ส่วนปัญหามีดังนี้ 1) ด้านการเตรียมการเรียนการสอน พบว่า ครูขาดการเตรียมสถานการณ์และเนื้อหาคณิตศาสตร์ในบริบทชีวิตจริง 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า นักเรียนขาดความรู้คณิตศาสตร์ที่สำคัญในการจัดการสถานการณ์ปัญหา 3) ด้านสื่อการเรียนการสอน พบว่า ครูขาดความชำนาญในการใช้สื่อที่เชื่อมโยงกับความสามารถเชิงตัวเลข 4) ด้านการวัดและประเมินผล พบว่า ปัญหาในทักษะด้านการอ่านของนักเรียนส่งผลให้นักเรียนอ่านและตีความข้อมูลทางคณิตศาสตร์ไม่ได้ การวัดและประเมินผลจึงมีความคลาดเคลื่อน 2. แนวทางการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงตัวเลขของนักเรียนประถมศึกษา ได้แก่ 1) ด้านการเตรียมการเรียนการสอน ครูควรกำหนดสถานการณ์ที่สอดคล้องกับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ในชีวิตจริงของนักเรียน จากนั้นกำหนดวัตถุประสงค์และเนื้อหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำหนด 2) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความสามารถเชิงตัวเลขในการปฏิบัติระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูจัดขึ้น …
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาจีน จำนวน 18 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรม เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก และแบบสัมภาษณ์ด้วยวิธีการหวนระลึกผ่านวิดีโอ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การทำความเข้าใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการสื่อสารของบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ของภาษาและวัฒนธรรม มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความตระหนักในการเลือกใช้ภาษา และปรับตัวสู่การสื่อสารในบริบทที่คู่สนทนาต่างวัฒนธรรมได้ 2) การฝึกฝนการสื่อสารภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งหรือถูกคุกคาม มีส่วนผลักดันการใช้วิจารณญาณในการใช้ภาษา อวัจนภาษาและกลวิธีที่จะแก้ไข ไกล่เกลี่ยเพื่อบริหารความสัมพันธ์ นับเป็นกระบวนการฝึกที่ยกระดับความสามารถในการสื่อสาร 3) การวิเคราะห์องค์ประกอบเฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เป็นปัจเจกและส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสาร เช่น เพศ สถานะ อาชีพ ช่วงวัย มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนได้กรอบแนวทางเพื่อคัดสรรวิธีการสื่อสารและภาษาที่สอดคล้องกับบุคคลโดยไม่เกิดการคุกคามภาพลักษณ์ 4) การตีความความสุภาพที่ อิงตามบรรทัดฐานมารยาททางสังคม ผ่านการวิเคราะห์ถึงความหมายของการแสดงออกทางการสื่อสารทั้งทางตรงและทางอ้อม มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ลดความคลาดเคลื่อน และรับส่งสารได้ตามเจตนาที่แท้จริง โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียน การสอนหลัก 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เข้าถึงความสัมพันธ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์อัตลักษณ์ปัจเจก ขั้นตอนที่ 3 ก้าวผ่านสถานการณ์คุกคามภาพลักษณ์ และขั้นตอนที่ 4 แบ่งปันกลยุทธ์ชี้จุดพัฒนา 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการพูดภาษาจีน ข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายองค์ประกอบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบไปในทิศทางที่ดีขึ้น
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูมัธยมศึกษา จำนวน 350 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน พบว่าครูจัดกิจกรรมในรายวิชาพื้นฐานมากที่สุด (M = 4.98, SD = 0.17) (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่าครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยครูกำหนดประเด็นหรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายมากที่สุด (M = 4.40, SD = 0.71) และครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารเพื่อทำงานร่วมกัน โดยครูจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการสื่อสารร่วมกันในการทำงานกลุ่มมากที่สุด (M = 4.44, SD = 0.64) และ (3) ด้านการประเมินผลและการนำผลไปใช้ พบว่าครูนำผลการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสื่อสารไปพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของตนในครั้งต่อไปมากที่สุด (M = 4.38, SD = 0.84) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียนและจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้เรียน (2) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารโดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ (3) การประเมินผลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการวัดผลลัพธ์ปลายทาง
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา,
2024
คณะครุศาสตร์
การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา จำนวน 505 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงได้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้คณิตศาสตร์ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองใช้กระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (paired-samples t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่าครูมีความตระหนักในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง และการใช้คำถามกระตุ้นการคิด ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ การให้เหตุผลเชิงลึก และการร่วมสร้างความรู้ของผู้เรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ แม้มีการใช้สื่อของจริงเพื่อนำเสนอสถานการณ์ แต่การใช้สื่อที่หลากหลายในระดับต่ำ ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินจากภาระงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ดี แต่ยังขาดการวัดผลจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการประเมินปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มต้นจากบริบทชีวิตจริง การทำให้เป็นคณิตศาสตร์ การพัฒนาแบบจำลองและแนวคิด การนำไปประยุกต์ใช้และแก้ปัญหา การสรุปและจัดระบบความรู้ 3) ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.70, p < .001)
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย,
2024
คณะครุศาสตร์
กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ด้วยการสร้างสรรค์ร่วมกันและการเรียนรู้จากการปฏิบัติ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการดำเนินการวิจัย เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อออกแบบกระบวนการ ระยะที่ 2 การออกแบบกระบวนการ เสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้กระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ โดยนำไปทดลองใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 12 สัปดาห์ และระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ฉบับ สมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบประเมินภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการประเมินโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน แบบรูบริกจากการสังเกตการปฏิบัติของนักเรียน ทั้งในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้แสดงออกและในบริบทการเรียนการสอนตามปกติ และ 2) แบบวัดภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้นักเรียนประเมินตนเองและเพื่อน โดยใช้มาตรประมาณค่าของลิเคิร์ท 4 ระดับ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบ Wilcoxon signed-rank test และสถิติทดสอบ Friedman Test ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. กระบวนการที่พัฒนาขึ้นเป็นกระบวนการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันกับกลุ่มที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ของ ตนเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและท้าทาย พร้อมฝึกสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาตนเองและกลุ่ม โดยมีหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ 1) การจัดกลุ่มผู้เรียนที่หลากหลายเอื้อต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน 2) การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ 3) การ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ร่วมกัน 4) การกำหนดกรอบงานที่ท้าทาย และ 5) การให้ผู้เรียนสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาการทำงาน และกระบวนการเรียนรู้ โดยกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นที่ 1 ร่วมกันสร้าง ขั้นที่ 2 ร่วมกันออกแบบ ขั้นที่ 3 ร่วมกันทำ …
Learning Outcomes Of Hybrid In-Person And At-Home Orthosis Fabrication Instruction For Occupational Therapy Students,
2024
Occupational Science and Occupational Therapy, Temerty Faculty of Medicine, University of Toronto, Canada
Learning Outcomes Of Hybrid In-Person And At-Home Orthosis Fabrication Instruction For Occupational Therapy Students, Evelyn Lee, Amanda Leung, Sylvia Langlois, Susan Hannah
Journal of Occupational Therapy Education
Prior to the COVID-19 pandemic, occupational therapy students at one university received all orthosis fabrication education through an in-person laboratory-based environment supported by clinicians and instructional videos. Due to the pandemic restrictions, orthosis fabrication labs for occupational therapy students were transitioned to a hybrid in-person and at-home supported lab. Presently, there is no research investigating how a hybrid in-person orthosis lab and at-home orthosis fabrication experience impacts the professional practice skill development of occupational therapy students entering the workforce. This research examined the learning outcomes of participation in a hybrid orthosis fabrication experience consisting of one in-person laboratory-based experience and …
Universal Design For Learning Principles Impact On Students With Neurodiverse Learning Styles,
2024
Pacific University
Universal Design For Learning Principles Impact On Students With Neurodiverse Learning Styles, Jennifer Y. Cole, Julia Graham, Shelly Norvell, Patricia Schaber
Journal of Occupational Therapy Education
Universal design for learning (UDL) is a pedagogical framework that utilizes the principles of equal access, flexibility, simplicity, perceptibility, and efficiency in the process of teaching and learning. This multi-institutional cross-sectional study examined instructional methods and designs that occupational therapy students identified to be useful or not useful for their diverse learning needs based on principles of UDL. The study also sought to determine if select methods or designs were perceived to enhance learning for those who are neurodivergent in contrast to other students. An online survey was distributed to students across four occupational therapy programs. The survey consisted of …
