ผลของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระบบการพยาบาลสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด,
2015
Chulalongkorn University
ผลของการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระบบการพยาบาลสนับสนุนและให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, พร้อมพรรณ สัชชานนท์, ประนอม รอดคำดี
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดก่อนและหลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในระบบการพยาบาลสนับสนุนและให้ความรู้ และเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอายุ 7-12 ปี แบ่งกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 20 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ.75 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที\n\nผลการวิจัย: 1) กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) 2) กลุ่มทดลองมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)\n \nสรุป: การสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่งผลให้ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีพฤติกรรมการดูแลตนเองดีขึ้นและดีกว่าการดูแลตามปกติ \n
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่อง,
2015
Chulalongkorn University
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่อง, อุทุมพร ขำคม, นันทิยา วัฒายุ, ดวงใจ รัตนธัญญา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ และปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่อง จากปัจจัยเฉพาะบุคคล ปัจจัยด้านการทำหน้าที่ทางชีวภาพ และปัจจัยด้านภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่อง\n\nรูปแบบการวิจัย: การศึกษาแบบบรรยายเชิงทำนาย\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่องที่มารับบริการคลินิกโรคไต จำนวน 78 ราย ในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 8 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามปัจจัยเฉพาะบุคคล ปัจจัยด้านการทำหน้าที่ทางชีวภาพ และปัจจัยด้านภาวะสุขภาพ และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยเชิงพหุ\n \nผลการวิจัย:1) คุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้อง พบว่า มีระดับคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง 2) อายุ มีความสัมพันธ์ทางลบกับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.461, p < .01) อาชีพ ค่าอัตราการกรองของไต ค่าฮีมาโตคริต และค่าอัลบูมินในเลือดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .379, r = .732, r = .601, และ r = .662, ตามลำดับ p< .01) 3) ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่อง พบว่า มีตัวแปร 3 ตัว ได้แก่ อายุ (β = -.420) ค่าอัตราการกรองของไต (β = .387) และค่าฮีมาโตคริต (β = .225) ที่ร่วมกันทำนายความผันแปรของคุณภาพชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ร้อยละ 70.2 (R2 = .702)\n \nสรุป: บุคลากรทางสุขภาพ รวมทั้งพยาบาลเวชปฏิบัติสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดแผนการส่งเสริมล่วงหน้าและสนับสนุนให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องด้วยตนเองแบบต่อเนื่องให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น\n
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา,
2015
Chulalongkorn University
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา, บุปผา นันมา, รุ้งระวี นาวีเจริญ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะโภชนาการและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา\n \nรูปแบบการวิจัย: วิจัยแบบบรรยายเชิงสหสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งศีรษะและคอและมีแผนการรักษาด้วยรังสีรักษาตั้งแต่ 3,000 เซนติเกรย์ขึ้นไป อายุระหว่าง 20-59 ปี จำนวน 121 คน ที่มารับบริการแผนกรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคและการรักษา และแบบประเมินภาวะโภชนาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์ของ Cramer's n, Eta สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: 1) กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา ร้อยละ 47.9 มีภาวะโภชนาการด้านการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวโดยมีน้ำหนักลดมากกว่าร้อยละ 10 ในขณะที่ ร้อยละ 57.9 มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารอยู่ในระดับดีมาก อาการที่พบมากที่สุด คือ ร้อยละ 94.2 มีอาการเจ็บปาก/แผลในปากและสูญเสียการรับรสชาติอาหาร มีการสะสมของไขมันและมวลกล้ามเนื้อลดลงในระดับปานกลางทั้งเพศชายและหญิง 2) ระยะของโรคมะเร็งไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการด้านการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว พฤติกรรมการบริโภคอาหาร กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้อง และการสะสมของไขมันและมวลกล้ามเนื้อของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษา 3) ปริมาณรังสีที่ได้รับมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะโภชนาการด้านการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวและด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47; r= .57 ตามลำดับ) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะโภชนาการด้านการสะสมของไขมันและมวลกล้ามเนื้อของอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = - .27; r = - .31 ตามลำดับ)\n\nสรุป: ผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอที่ได้รับรังสีรักษาทุกรายมีภาวะโภชนาเปลี่ยนแปลง จึงควรได้รับการประเมินภาวะโภชนาการตั้งแต่ระยะเริ่มการรักษา ระหว่างรักษา และสิ้นสุดการรักษาทุกราย\n
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน,
2015
Chulalongkorn University
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน, พัชรวรรณ แก้วศรีงาม, มยุรี นิรัตธราดร, ชดช้อย วัฒนะ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย\n\nวิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานอายุ 35 ปีขึ้นไป จำนวน 140 คน ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์ คัดเลือกด้วยการสุ่มตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 7 ชุด ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2, 3) แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2, 4) แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2, 5) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2, 6) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2, 7) แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคเบาหวาน ทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .88, .84, .90, .87, .88, .94 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ Enter\n\nผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานมีพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 29.97, SD = 2.68) ปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ได้ร้อยละ 49 ได้แก่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2(β = .30, p < .001) การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (β = .27, p < .001)การรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (β = .18, p < .05) และการได้รับข้อมูลข่าวสาร (β = .25, p < .001)\n\nสรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในการพัฒนารูปแบบโปรแกรมการป้องกันโรคเบาหวานให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน\n
Use Of Dietary And Herbal Supplements In Older Adults With Osteoarthritis,
2015
University of Southern Mississippi
Use Of Dietary And Herbal Supplements In Older Adults With Osteoarthritis, Sharon Denise Mcdonald
Dissertations
Over the past several decades, older adults with Osteoarthritis (OA) have increasingly used more natural products in an effort to manage chronic pain. The theoretical framework for this study was the Lazarus and Folkman transactional theory of stress and coping. This framework was chosen based on the belief that older adults with OA are taking natural products as an active problem solving coping strategy to manage the pain, disability, and alterations they experience in their health related quality life including functional status, physical symptoms, emotional health, and social functioning. Older adults also take prescription medications for Osteoarthritis and a variety …
Efficacy Of Behavioral Interventions In African-Americans With Type Ii Diabetes: A Comparative Effectiveness Analysis,
2015
University of Southern Mississippi
Efficacy Of Behavioral Interventions In African-Americans With Type Ii Diabetes: A Comparative Effectiveness Analysis, Tangela Nicole Hales
Dissertations
Context: The efficiency and effectiveness of the healthcare system are prime foci for nursing research.
Objective:The purpose of this study was to review and critically appraise the current state of the evidence in the treatment of African American adults with type II diabetes. To address this objective, a systematic review was undertaken that investigated the comparative effectiveness of behavioral interventions in improving glycemic control.
Methods: Robust methodological approaches to comparative effectiveness research (CER) serve to improve the transparency, consistency, and scientific rigor of the research. The methods for this systematic review of literature followed those recommended in the Agency …
A Measure Of Soft Skill Gains Acquisition With Engagement In Baccalaureate Nursing Programs,
2015
University of Southern Mississippi
A Measure Of Soft Skill Gains Acquisition With Engagement In Baccalaureate Nursing Programs, Wendy J. Williams-Buenzli
Dissertations
This dissertation examined soft skill acquisition from engagement in baccalaureate nursing programs. Baccalaureate nursing programs prepare nurses to be the future leaders of nursing practice. Soft skills include critical thinking, interpersonal communications, and ethical decision-making. To explore the acquisition of soft skills, this research study analyzed data from the National Survey of Student Engagement to explore for gains in critical thinking, ethical decision-making, and critical thinking. After gains scores were identified, then correlations were run to identify key engagement indicators. The findings of the study found gains in soft skill behaviors from freshman year to senior year of baccalaureate education. …
Exploring The Usability Of Game-Based Virtual Reality For Development Of Procedural Skills In Undergraduate Nursing Students,
2015
Boise State University
Exploring The Usability Of Game-Based Virtual Reality For Development Of Procedural Skills In Undergraduate Nursing Students, Ann Louise Butt
Boise State University Theses and Dissertations
Providing safe, high quality patient care requires that undergraduate nursing students learn and apply extensive content knowledge as they also begin to develop clinical judgment. Nursing students must learn several procedural skills and be ready to remember and competently perform these skills when the need arises during patient care. Some procedures require strict adherence to aseptic technique in order to protect patients from hospital-acquired infections. Consequently, nurse educators are challenged to find innovative and interactive ways to help students develop and remember these important fundamental skills while ensuring patient safety.
This study used a mixed methods design to explore the …
The Effect Of Worked Out Modeling In Nursing Simulation,
2015
Boise State University
The Effect Of Worked Out Modeling In Nursing Simulation, Jayne Josephsen
Boise State University Theses and Dissertations
This study provides a research framework that incorporates cognitive load theory (CLT) into simulation design and implementation, as well as providing a pilot tool to measure cognitive load specific to nursing simulation. The pedagogy of CLT is based in an understanding of cognitive architecture, which includes working memory, long-term memory, various types of cognitive load, and schema development. A quasi-experimental quantitative design was used with a convenience sample of senior baccalaureate nursing students who participated in simulation as part of their coursework. The treatment group received a worked out modeling intervention, designed upon the CLT instructional intervention of the worked …
The Voices Of The People: Lower Sioux Indian Community Members Speak Out On What They Need And Want In A Primary Health Care Clinic On The Reservation,
2015
University of Nevada, Las Vegas
The Voices Of The People: Lower Sioux Indian Community Members Speak Out On What They Need And Want In A Primary Health Care Clinic On The Reservation, Darin Michael Prescott
UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones
American Indian/Alaska Native (AI/AN) people who live on reservations or in urban areas typically receive their health care in clinics that are operated by their tribe or are affiliated with Indian Health Service (IHS), a federal agency that provides care to AI/AN people. The Lower Sioux Indian Community (LSIC) is a federally recognized tribe located in southwest Minnesota near Morton, MN. LSIC members currently receive health care from outside providers at various locations near the reservation. The outsourced services include primary care, emergency care, hospitalization, surgery, dentistry, and podiatry. Because the providers are independent groups and do not work for …
The Predictors Of Cultural Competence In The Baccalaureate Degree Nursing Curriculum: Implications For Nursing Education,
2015
University of Nevada, Las Vegas
The Predictors Of Cultural Competence In The Baccalaureate Degree Nursing Curriculum: Implications For Nursing Education, Angela Elizabeth Silvestri-Elmore
UNLV Theses, Dissertations, Professional Papers, and Capstones
Health care providers are members of a helping profession and need to provide quality care to all members of society. As a result of current and projected demographic changes within the United States (U.S.), health care professionals are faced with the challenges of providing culturally competent care and fulfilling the role as the “helping profession.” From 2000 to 2010, the Asian population increased by 43.3%, the Hispanic population grew by 43%, the Native Hawaiian and other Pacific Islander population increased by 35.4%, the American Indian or Alaskan Native population increased by 18.4%, and the African American population increased by 12.3%. …
Exceeding Survival Rates For Ecmo: Making It Happen,
2015
Lehigh Valley Health Network
Exceeding Survival Rates For Ecmo: Making It Happen, Martina Oswald-Remaly Msn, Rn, Ccrn, Csc
Patient Care Services / Nursing
No abstract provided.
Connecticut's Elderly Population: An In-Depth Analysis Of Current And Future Trends In Elder Care, With A Focus On Dementia And Cognitive Decline,
2015
University of Connecticut - Storrs
Connecticut's Elderly Population: An In-Depth Analysis Of Current And Future Trends In Elder Care, With A Focus On Dementia And Cognitive Decline, Emily J. Snodgrass
Honors Scholar Theses
The aging population in Connecticut currently represents ~15% of the state’s population but is anticipated to rapidly increase over the next 20 years. My thesis is an examination of the types of interventions and programs currently available for elderly persons with memory impairment and cognitive decline, as well as the challenges associated with caring for a larger elderly population. Data collected from interviews with CT healthcare and research professionals representative of the diverse specialties of aging together with an analysis of current research literature are used to demonstrate the importance of continued research and expansion of appropriate and accessible services …
Interprofessional Collaboration Between Occupational Therapists And Nurses In An Acute Care Setting: An Exploratory Study,
2015
Dominican University of California
Interprofessional Collaboration Between Occupational Therapists And Nurses In An Acute Care Setting: An Exploratory Study, Bethany Loy, Holly Micheff, Kelly Nguyen, Vincent O'Brien
Dissertations, Masters Theses, Capstones, and Culminating Projects
Background. Collaboration between occupational therapists and nurses is key to a positive prognosis for their patients. Currently, there is a gap in the research on professional relationships between occupational therapists and registered nurses in acute care settings.
Purpose. To examine interprofessional collaboration between registered nurses and occupational therapy in an acute care setting.
Methods. A phenomenological, qualitative design with use of semi-structured interviews was used. Interviewees were four occupational therapists and four registered nurses who currently work in acute care settings in Northern California and were recruited through a snowball, convenience and purposive sampling. Themes and subthemes that emerged from …
Oral Wellness: Using Occupational Therapy To Enhance Oral Hygiene Delivery In Long-Term Care,
2015
Dominican University of California
Oral Wellness: Using Occupational Therapy To Enhance Oral Hygiene Delivery In Long-Term Care, Lauryn J. Banovitz, Liberty Bellah, Rosemarie Lion
Dissertations, Masters Theses, Capstones, and Culminating Projects
Based on current literature, oral health in long-term care (LTC) facilities is frequently of low priority and does not follow evidence-based best practices. Poor oral health reduces the quality of life of older adult residents and patients and can lead to systemic diseases, such as cardiovascular disease, stroke, and pneumonia, the leading cause of death in LTC. Occupational therapists can play an instrumental role as oral care consultants, and educators, and can act as resource guides to raise the standards of oral care in LTC facilities.
This capstone project explored ways in which occupational therapy, a profession traditionally designated for …
Ubiquinol Reduces Muscle Wasting But Not Fatigue In Tumor-Bearing Mice,
2015
Ohio State University - Main Campus
Ubiquinol Reduces Muscle Wasting But Not Fatigue In Tumor-Bearing Mice, Yvonne Clark, Loren E. Wold, Laura A. Szalacha, Donna O. Mccarthy
College of Nursing Faculty Research and Publications
Purpose: Fatigue is the most common and distressing symptom reported by cancer patients during and after treatment. Tumor growth increases oxidative stress and cytokine production, which causes skeletal muscle wasting and cardiac dysfunction. The purpose of this study was to determine whether treatment with the antioxidant ubiquinol improves muscle mass, cardiac function, and behavioral measures of fatigue in tumor-bearing mice.
Method: Adult female mice were inoculated with colon26 tumor cells. Half the control and tumor-bearing mice were administered ubiquinol (500 mg/kg/day) in their drinking water. Voluntary wheel running (i.e., voluntary running activity [VRA]) and grip strength were measured at Days …
ความเข้าใจด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และทีมสุขภาพ: กรณีศึกษาจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย,
2015
Chulalongkorn University
ความเข้าใจด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และทีมสุขภาพ: กรณีศึกษาจังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย, พวงทิพย์ ชัยพิบาลสฤษดิ์, ปัญจมาพร สาตจีนพงษ์, ธัญญพัทธ์ สุนทรานุรักษ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อค้นหาแนวคิดที่รู้จำและข้อบ่งชี้ขององค์ประกอบใหม่เกี่ยวกับความเข้าใจด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อเอชไอวี และทีมสุขภาพ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพ\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลในการจัดการสนทนากลุ่ม ประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ เป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จำนวน 3 กลุ่มๆ 10 คน และกลุ่มทีมสุขภาพ มี 1 กลุ่มจำนวน 4 คน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 34 คน\n\nผลการวิจัย: สาระ (Theme) จากกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีมี 7 ข้อ คือ 1) การติดเชื้อเอชไอวี 2) การยอมรับของบุคคลใกล้ชิด 3) อาการนำและอาการทรุด 4) ผลการตรวจ CD4 5) การรักษา 6) การรับประทานยาต้านไวรัส และ 7) การดูแลตนเอง ส่วนสาระจากกลุ่มทีมสุขภาพ มี 8 ข้อ คือ 1) ความรู้ความเข้าใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวี 2) ยาคือชีวิต 3) การสร้างสัมพันธภาพ 4) วางแผนให้ความรู้ก่อนจะเริ่มยา 5) สภาพแวดล้อมผู้ป่วยนอก 6) ให้ความรู้และคำปรึกษา 7) ความหวังของผู้ป่วย และ 8) จิตอาสา\n\nสรุป: โดยสรุปผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีข้อมูล มีความรู้ มีความเข้าใจด้านการกินยาต้านไวรัสเอชไอวี และนำสู่การดูแลรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง แต่ด้านจิตใจรู้สึกว่ายังคงถูกตีตราทางสังคม\n
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและการสนับสนุนทางสังคมต่อ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและอัตราการเลี้ยงบุตร ด้วยนมมารดาอย่างเดียวของมารดาหลังคลอด,
2015
Chulalongkorn University
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและการสนับสนุนทางสังคมต่อ การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและอัตราการเลี้ยงบุตร ด้วยนมมารดาอย่างเดียวของมารดาหลังคลอด, อุษณีย์ จินตะเวช, นภัสนันท์ สุขเกษม, เทียมศร ทองสวัสดิ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และอัตราการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและการสนับสนุนทางสังคมกับ กลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาหลังคลอดจำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาตามแนวคิดของ Dennis และการสนับสนุนทางสังคมของ House รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ .90 และแบบบันทึกการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ไคว์สแควร์ ทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนรูปแบบผสม\n \nผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและการสนับสนุนทางสังคมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติทั้งวันที่จำหน่ายจากโรงพยาบาล หลังคลอด 6 สัปดาห์ และหลังคลอด 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05, p<.001 และ p<.001 ตามลำดับ) และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ มีอัตราการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียวที่หลังคลอด 6 เดือน สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01)\n\nสรุป: โปรแกรมการส่งเสริมการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาและการสนับสนุนทางสังคมมีประสิทธิภาพใน การเพิ่มการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและอัตราการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดาอย่างเดียว\n
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำในเด็กวัยเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ,
2015
Chulalongkorn University
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำในเด็กวัยเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, บุศรา ชัยทัศน์, นรลักขณ์ เอื้อกิจ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำในเด็กวัยเรียน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง การสนับสนุนทางสังคม และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ กับพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำในเด็กวัยเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ\n \nรูปแบบการวิจัย: การศึกษาแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-10 ปี จำนวน 213 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมป้องกันการจมน้ำ ความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง การสนับสนุนทางสังคม และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้ผ่านการตรวจความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม ได้เท่ากับ1.00,.70, .88, .77, .76 และ .78 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน\n \nผลการวิจัย: 1. เด็กวัยเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̄ = 34.67, SD = 3.09) 2. ความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง การสนับสนุนทางสังคม และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำในเด็กวัยเรียน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .22, .23, .40 และ .18 ตามลำดับ)\n\nสรุป: โรงเรียนและหน่วยงานสาธารณสุขสามารถนำผลการศึกษาไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนดำเนินงานเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการจมน้ำของเด็กวัยเรียน อันจะส่งผลให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กวัยเรียนต่อไป\n
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทดลองสูบบุหรี่ของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดปทุมธานี,
2015
Chulalongkorn University
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทดลองสูบบุหรี่ของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดปทุมธานี, จิราภรณ์ จันทร์แก้ว, พรนภา หอมสินธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของการทดลองสูบบุหรี่ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทดลองสูบบุหรี่ของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่กำลังศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4จังหวัดปทุมธานี จำนวนทั้งหมด 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบประเมินความเครียด แบบสอบถามทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ และแบบ สอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเองในการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ .80, .80 และ.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและ Binary logistic regression\n\nผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.7 มีความชุกในการทดลองสูบบุหรี่ โดยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทดลองสูบบุหรี่ของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ (AOR = 2.41, 95% CI = 1.02 - 5.70) ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ (AOR = 2.62, 95% CI = 1.10 - 6.31) และการถูกเพื่อนชักชวนให้สูบบุหรี่ (AOR = 8.46, 95% CI = 3.46 - 20.68) ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความเครียด การสูบบุหรี่ของผู้ปกครอง การสูบบุหรี่ของพี่น้อง การยอมรับการสูบบุหรี่ของผู้ปกครอง การสูบบุหรี่ของเพื่อนสนิท การเข้าถึงบุหรี่ การเข้าถึงสื่อเกี่ยวกับบุหรี่ และการคาดการณ์การสูบบุหรี่ ไม่มีความสัมพันธ์กับการทดลองสูบบุหรี่\n\nสรุป: ผลการศึกษานี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันการทดลองสูบบุหรี่ในนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและกลุ่มวัยรุ่นอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป\n
