ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า กลวิธีการจัดการกับอาการ การสนับสนุนจากครอบครัว และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต,
2015
Chulalongkorn University
ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า กลวิธีการจัดการกับอาการ การสนับสนุนจากครอบครัว และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต, พรพิมล วดีศิริศักดิ์, วิไลวรรณ ทองเจริญ, จันทนา รณฤทธิวิชัย, อรวมน ศรียุกตศุทธ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า กลวิธีการจัดการกับอาการ การสนับสนุนจากครอบครัว และคุณภาพชีวิตในผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต จำนวน 126 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้า 3)แบบประเมินกลวิธีการจัดการกับอาการอ่อนล้า และผลจากการจัดการกับอาการอ่อนล้า 4) แบบประเมินการสนับสนุนจากครอบครัว 5) แบบประเมินคุณภาพชีวิต มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาคของแบบสอบถามที่ 2, 4, 5 เท่ากับ .87, .97 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้าโดยรวมของผู้สูงอายุโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไตอยู่ในระดับปานกลาง (= 4.11, SD = 1.69) กลวิธีการจัดการกับอาการอ่อนล้าที่ผู้ป่วยปฏิบัติมากที่สุด ได้แก่ การนอนหลับ ซึ่งมีประสิทธิภาพในระดับปานกลาง การสนับสนุนจากครอบครัวโดยรวมอยู่ในระดับมาก (= 4.38, SD = 0.56) คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี (= 98.94 , SD = 8.39) ประสบการณ์การมีอาการอ่อนล้าด้านพฤติกรรมหรือความรุนแรง และด้านความหมายเชิงอารมณ์ มีความสัมพันธ์เชิงลบกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และ .01 ตามลำดับ การสนับสนุนจากครอบครัวโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n\nสรุป: สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการพยาบาล เพื่อป้องกันและจัดการกับอาการอ่อนล้าตามบริบทของผู้ป่วย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
ผลของโปรแกรมการเจริญสติต่ออาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม,
2015
Chulalongkorn University
ผลของโปรแกรมการเจริญสติต่ออาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม, ปุณยนุช คงเสน่ห์, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเจริญสติต่ออาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม\n \nรูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมจำนวน 70 คน ที่เป็นสมาชิกในชมรมผู้สูงอายุ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน และกลุ่มควบคุม 35 คน จับคู่ในด้าน อายุ เพศ ค่าดัชนีมวลกาย ชนิดของยาแก้ปวด ความถี่ของยาแก้ปวดที่ได้รับ และประสบการณ์ในการเจริญสติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการเจริญสติเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม กลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมตามปกติของชมรมผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการเจริญสติเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่าในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม ประกอบด้วยกิจกรรมกลุ่ม 5 ครั้ง และกิจกรรมรายบุคคล 3 ครั้ง รวม 8 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินระดับอาการปวดชนิดตัวเลข (Numeric Rating Scale: NSR) และแบบประเมินภาวะข้อจำกัดจากอาการปวดเข่า (Western Ontario Mcmaster Universities Osteoarthritis Index: WOMAC Scale) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และมีความเที่ยงแบบวัดซ้ำเท่ากับ .78 และ .99 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที\n\nผลการวิจัย: 1) อาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม ภายหลังได้รับโปรแกรมการเจริญสติต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการเจริญสติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) อาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเจริญสติต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับกิจกรรมตามปกติของชมรมผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n\nสรุป: โปรแกรมการเจริญสติส่งผลให้อาการปวดเข่าของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมลดลงและต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับกิจกรรมตามปกติของชมรมผู้สูงอายุ \n
การปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัยของผู้ประสบอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา,
2015
Chulalongkorn University
การปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัยของผู้ประสบอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, วินีกาญจน์ คงสุวรรณ, วันดี สุทธรังษี, วิลาวรรณ คริสต์รักษา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการปรับตัวในการเผชิญภาวะวิกฤตจากอุทกภัยของผู้ประสบอุทกภัย\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงบรรยาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ประสบอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปี พ.ศ. 2554 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) จำนวน 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ประสบอุทกภัย และแบบสอบถามการปรับตัวในภาวะวิกฤตของผู้ประสบอุทกภัย ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และตรวจสอบค่าความเที่ยงด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค ได้เท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน\n \nผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีการปรับตัวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.46, SD = 0.44) โดยมีการปรับตัวรายด้าน ทั้ง 2 ด้าน คือ การปรับตัวด้านบทบาทหน้าที่และการปรับตัวด้านการพึ่งพาอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.53, SD = 0.49; M = 3.40, SD = 0.53)\n \nสรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลในการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะวิกฤตสุขภาพจิตของผู้ประสบอุทกภัยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและบริบทพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาต่อไป\n
ผลของการใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาด ในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ต่อประสิทธิผลของงาน,
2015
Chulalongkorn University
ผลของการใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาด ในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ต่อประสิทธิผลของงาน, รุ้งสวรรค์ สุวัฒโน, สุวิณี วิวัฒน์วานิช
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของงาน ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรม\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบก่อนการทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลที่ปฏิบัติงานในห้องผ่าตัดศัลยกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 มีองค์ประกอบของโปรแกรม 4 องค์ประกอบ และส่วนที่ 2 เป็นขั้นตอนการทำงานเป็นทีมของพยาบาลผ่าตัด มี 4 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามประสิทธิผลของงาน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเท่ากับ .88 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .91 วิเคราะห์ข้อมลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที\n\nผลการวิจัย: หลังใช้โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรม ประสิทธิผลของงานทั้งโดยรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนใช้โปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01\n\nสรุป: โปรแกรมการทำงานเป็นทีมเพื่อป้องกันความผิดพลาดในห้องผ่าตัดศัลยกรรมส่งผลให้ประสิทธิผลของงานเพิ่มขึ้น\n
ผลของโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานต่อการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น,
2015
Chulalongkorn University
ผลของโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานต่อการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น, รุ่งรัตน์ ศรีสุริยเวศน์, พรนภา หอมสินธุ์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐานต่อการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาที่ 1 ถึง 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐบาล จำนวน 400 คน ในปีการศึกษา 2556 โดยจับคู่โรงเรียนให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในด้าน ประเภทของโรงเรียน ขนาด และความชุกของการสูบบุหรี่ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนกลุ่มทดลอง 1 โรงเรียน และโรงเรียนกลุ่มเปรียบเทียบ 2 โรงเรียน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละ 200 คน กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการเรียนการสอนเกี่ยวกับสุขภาพตามมาตรฐานของหลักสูตร กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน ที่ผู้วิจัยได้ออกแบบกิจกรรมที่มีทฤษฎีเป็นฐานและเน้นการดำเนินกิจกรรมแบบหลายระดับขั้น (Multi-level intervention) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามการรับรู้ความชุกของการสูบบุหรี่ การรับรู้ภาพลักษณ์ทางสังคมต่อคนสูบบุหรี่ การรับรู้ความสามารถของตนในการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ความตั้งใจในการสูบบุหรี่ และการทดลองสูบบุหรี่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบที สถิติไค-สแควร์ และสถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ\n \nผลการวิจัย: เมื่อสิ้นสุดการทดลอง และระยะติดตามสามเดือน นักเรียนที่ได้รับโปรแกรมป้องกันการเริ่มต้นสูบบุหรี่ที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน มีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความชุกของการสูบบุหรี่ และความตั้งใจในการสูบบุหรี่ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F= 5.981, p<.01; F= 5.62, p<.01 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม การรับรู้ความสามารถของตนในการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการรับรู้ภาพลักษณ์ทางสังคมเชิงบวกต่อคนสูบบุหรี่ พบว่า ทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน เมื่อติดตามไปสามเดือนหลังสิ้นสุดการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีสัดส่วนการทดลองสูบหรือสูบไม่ประจำต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (15.5% และ 31 %, x2 = 17.717, p< .05) \n \nสรุป: ผลงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นประโยชน์ของการดำเนินกิจกรรมแบบหลายระดับ (Multi-level intervention) มีผลต่อการยับยั้งการทดลองสูบบุหรี่ในวัยรุ่นตอนต้น\n
Vaccination Policies Of Utah Family Practice Clinics,
2015
Brigham Young University
Vaccination Policies Of Utah Family Practice Clinics, Levi R. Kohler
Theses and Dissertations
The purpose of this study was to collect information regarding healthcare worker (HCW) vaccination policies in Utah family practice clinics. Data sources: The study was conducted in Utah family practice clinics in the most densely populated counties in the state and was a cross-sectional descriptive design. Data were collected from 155 family practice clinic managers. Analyses included frequencies and percentages for quantitative items and a content analysis for open-ended items. Conclusions: HCWs are employed in environments where infectious diseases can be easily spread from person to person, thus, vaccinations can be instrumental in protecting the health of HCWs and patients …
Updating The Simulation Effectiveness Tool: Item Modifications And Reevaluation Of Psychometric Properties,
2015
Brigham Young University - Provo
Updating The Simulation Effectiveness Tool: Item Modifications And Reevaluation Of Psychometric Properties, Kim Leighton, Patricia K. Ravert, Vickie Mudra, Christopher Macintosh
Faculty Publications
AIM This study evaluated the psychometric properties of the modified Simulation Effectiveness Tool (SET) and the SET-M.
BACKGROUND The SET, developed in 2005, was updated to be consistent with INACSL Standards of Best Practice, QSEN practices, and American Association of Colleges of Nursing baccalaureate essentials.
METHOD Undergraduate nursing students from two nursing programs, one with multiple campuses, completed the SET-M following completion of a simulated clinical experience; 1,288 students took part in the study.
RESULTS Exploratory factor analysis was completed using unweighted least squares. Four sub scales were identified with acceptable internal consistency: Prebriefing (α = .833), Learning (α = …
บทบรรณาธิการ,
2015
Chulalongkorn University
บทบรรณาธิการ, รัตน์ศิริ ทาโต
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
No abstract provided.
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง,
2015
Chulalongkorn University
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, จรวยพร วงศ์ขจิต, รุ้งระวี นาวีเจริญ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซึ่งมีการปรับตัวด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี จำนวน 121 คน ที่มารับการรักษาที่คลินิกอายุรกรรมประสาท หน่วยผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลราชวิถี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการกลืนทางคลินิก แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามสัมพันธภาพในครอบครัว แบบสอบถามการพึ่งพาตนเอง และแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85, 0.94, .94, .97 และ .84 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงด้วยความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน\n\nผลการวิจัย: 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารโดยรวมอยู่ในระดับดี (x̄ = 102.47, SD = 3.30) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า หมวดไขมัน อยู่ในระดับดีมาก (x̄ = 24.64, SD = 4.81) หมวดข้าว-แป้ง-น้ำตาล หมวดเนื้อสัตว์ หมวดผักผลไม้ และหมวดเครื่องปรุงรส อยู่ในระดับดี (x̄ = 14.95, SD = 3.55 , x̄ = 23.70, SD = 4.22 , x̄ = 25.24 , SD = 5.33 และ x̄ = 10.94 , SD = 2.57 ตามลำดับ) และหมวดเครื่องดื่มอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.00 , SD …
การพัฒนาและตรวจสอบคุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน,
2015
Chulalongkorn University
การพัฒนาและตรวจสอบคุณสมบัติการวัดเชิงจิตวิทยาแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน, จารุวรรณ ธานี, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน และตรวจสอบความตตรงและความเที่ยงของแบบประเมิน\n\nรูปแบบการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือ\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: ประกอบด้วย 2 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ศึกษาสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเอกชน และขั้นที่ 2 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบแบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเอกชน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้จัดการพยาบาล จำนวน 330 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล ประกอบด้วยสมรรถนะหลัก 7 ด้าน และ 63 สมรรถนะย่อย ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน CVI .88 ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาครายด้านมีค่าระหว่าง .51-.79 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับ .98 วิเคราะห์ความตรงเชิงโครงสร้างโดยใช้สถิติวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ สกัดองค์ประกอบด้วยวิธีองค์ประกอบหลัก และหมุนแกนแบบแวริแมกซ์ \nกลุ่มตัวย่างที่ศึกษาเพื่อวิเคราะห์ความเที่ยงการประเมินระหว่างผู้ประเมิน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล ผู้จัดการพยาบาล และพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเอกชน ขนาดตัวอย่างกลุ่มละ 15 คน โดยให้ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพ ประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล และให้ผู้จัดการพยาบาลประเมินสมรรถนะของตนเอง วิเคราะห์ค่าความเที่ยงการประเมิน โดยใช้สถิติ Intraclass Correlation Coefficient\n \nผลการวิจัย: การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า แบบประเมินสมรรถนะของผู้จัดการพยาบาล โรงพยาบาลเอกชน ประกอบด้วย 6 สมรรถนะหลัก ได้แก่ 1) การจัดการเชิงกลยุทธ์ 2) ความฉลาดทางอารมณ์ 3) การติดต่อสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 4) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ 5) การพัฒนาบุคลากรพยาบาลที่มีศักยภาพสูง 6) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีรายการสมรรถนะรวมทั้งสิ้น 46 รายการ เป็นแบบประเมินที่มีความตรงตามเนื้อหา มีความตรงเชิงโครงสร้าง มีความเที่ยงทั้งฉบับ .98 และมีความเที่ยงการประเมินระหว่างผู้ประเมินเฉลี่ย .89\n\nสรุป: ผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชน สามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานตำแหน่งผู้จัดการให้มีประสิทธิภาพ และใช้ประเมินสมรรถนะผู้จัดการพยาบาล\n
อิทธิพลของทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถ ในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยา ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ,
2015
Chulalongkorn University
อิทธิพลของทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถ ในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยา ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ, สุขุมาล หอมวิเศษวงศา, วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล, วิชชุดา เจริญกิจการ
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: ศึกษาอำนาจการทำนายของตัวแปรทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงทำนาย\n \nวิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 78 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินทัศนคติ แบบประเมินการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง แบบประเมินการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และแบบประเมินความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .74, .93, .89 และ .70 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Binary logistic regression\n\nผลการวิจัย: ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม สามารถร่วมกันทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ร้อยละ 17 (Nagelkerke R2 = .170) โดยความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมสามารถทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = -.199, p = .032)\n \nสรุป: พยาบาลควรมีการประเมินปัจจัยที่มีผลต่อความสม่ำเสมอในการรับประทานยาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางแผนส่งเสริมความสม่ำเสมอในการรับประทานยาให้มากขึ้น \n
สมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพ โรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล,
2015
Chulalongkorn University
สมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพ โรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล, ศิรประภา ฤๅชัย, ยุพิน อังสุโรจน์
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิคเดลฟาย\n\nวิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงพยาบาลระดับสากล ด้านการบริหารการพยาบาล และด้านการศึกษาพยาบาล จำนวน 17 คน การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาและวิเคราะห์เอกสาร เพื่อนำสาระที่ได้มาบูรณาการกำหนดเป็นกรอบในการสร้างคำถามสัมภาษณ์ และทำการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสมรรถนะที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม นำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อรายการสมรรถนะในแต่ละด้าน ขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ จัดส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ เพื่อสรุปผลการวิจัย\n\nผลการวิจัย: สมรรถนะของหัวหน้าพยาบาล โรงพยาบาลเอกชนที่ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญให้ระดับความสำคัญของสมรรถนะสอดคล้องกันทุกข้อ ประกอบด้วยสมรรถนะ 10 ด้าน รวม 81 ข้อ ได้แก่ 1) สมรรถนะด้านการจัดการวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ 7 ข้อ 2) สมรรถนะด้านการจัดการงบประมาณ 9 ข้อ 3) สมรรถนะด้านความฉลาดทางอารมณ์ 10 ข้อ 4) สมรรถนะด้านการจัดการคุณภาพผลลัพธ์ทางการพยาบาล 9 ข้อ 5) สมรรถนะด้านการบริหารเชิงธุรกิจและการตลาด 10 ข้อ 6) สมรรถนะด้านการบริหารโดยยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล 9 ข้อ 7) สมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศสมัยใหม่ 7 ข้อ 8) สมรรถนะด้านการนำสู่การเปลี่ยนแปลง 7 ข้อ 9) สมรรถนะด้านการจัดการงานที่ท้าทาย 7 ข้อ และ 10) สมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม 6 ข้อ\n\nสรุป: ผลการวิจัยนี้ผู้บริหารระดับสูงสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการสรรหา วางแผน และพัฒนาสมรรถนะพยาบาลผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพยาบาล และเป็นแนวทางในการฝึกอบรมหัวหน้าพยาบาล\n
Pregnancy And Pertussis: Why The Change In Tdap Administration?,
2015
Providence St. Joseph Health
Pregnancy And Pertussis: Why The Change In Tdap Administration?, Marietta Sperry
Books, Presentations, Posters, Etc.
Background and new guidelines vs. old guidelines. Systematic review of obstacles, recommendations, and conclusions.
Depressive Symptoms Affect Working Memory In Healthy Older Adult Hispanics,
2015
Marquette University
Depressive Symptoms Affect Working Memory In Healthy Older Adult Hispanics, Mauricio Garnier-Villarreal, Monica Salazar-Villanea, Edward Liebmann, Esteban Montenegro-Montenegro, David K. Johnson
College of Nursing Faculty Research and Publications
Objectives: Low and middle income nations will experience an unprecedented growth of the elderly population and subsequent increase in age-related neurological disorders. Worldwide prevalence and incidence of all-types of neurological disorders with serious mental health complications will increase with life expectancy across the globe. One in ten individuals over 75 has at least moderate cognitive impairment. Prevalence of cognitive impairment doubles every 5 years thereafter. Latin America’s population of older adult’s 65 years and older is growing rapidly, yet little is known about cognitive aging among healthy older Latinos. Clinically significant depressive symptomatology is common among community-dwelling older adults and …
Bridges And Barriers: Patients' Perceptions Of The Discharge Process Including Multidisciplinary Rounds On A Trauma Unit,
2015
Froedtert Health
Bridges And Barriers: Patients' Perceptions Of The Discharge Process Including Multidisciplinary Rounds On A Trauma Unit, Dawn Zakzesky, Katie Klink, Natalie S. Mcandrew, Kathryn Schroeter, Grace Johnson
College of Nursing Faculty Research and Publications
Discharge planning is a complex process and ideally begins early in the patient stay. Despite evidence about the importance of discharge readiness, there is limited literature about the patient's view during this transition. The goal of this study was to explore patient perspectives about the discharge process, including multidisciplinary rounds. Multidisciplinary rounding is a process where care providers from various specialties meet to communicate, coordinate patient care, make decisions, and manage responsibilities. The theme found was “bridges and barriers to discharge.” Participants identified timelines and tasks, communication, social support, and motivation as helpful and medical setbacks, insurance limitations, and infrequent …
Depressive Symptoms And Walking In African‐Americans,
2015
University of Wisconsin - Madison
Depressive Symptoms And Walking In African‐Americans, Elisa R. Torres, Carolyn M. Sampselle, Harold W. Neighbors, David L. Ronis, Kimberlee A. Gretebeck
College of Nursing Faculty Research and Publications
Objective
Although increased frequency of physical activity is associated with fewer depressive symptoms in African‐Americans, most studies do not focus on a specific type of activity. Identifying the activity can provide helpful information for designing interventions that focus on depressive symptoms. The objective of this study was to examine the odds of depressive symptoms in relation to walking in African‐Americans.
Design and Sample
A secondary analysis was performed on the National Survey of American Life. The sample was made up of community‐dwelling African‐American women (n = 1,903) and men (n = 1,075) who did not meet the DSM‐IV‐TR …
Childhood Obesity: What Role Does Public Policy Play?,
2015
University of Kentucky
Childhood Obesity: What Role Does Public Policy Play?, Shannon Turbeville
Kaleidoscope
The purpose of this review is to explore public policies that impact the health of American children and adolescents. The National School Lunch Program (NSLP) has a significant impact on school-age children’s nutritional intake. Foods provided by the NSLP have been analyzed for their nutritional content. Although these foods did not exceed the recommended total caloric intake, they were below other nutritional standards, and these shortcomings are primarily attributable to cultural preferences. Other important contributors to childhood obesity are unregulated school food items sold in vending machines. These items are becoming increasingly more prevalent in schools. Public policy is an …
A Quality Improvement Project To Increase Diabetes Self-Efficacy In A Rural Primary Care Clinic Through Patient Utilization Of A Diabetic Logbook,
2015
University of San Francisco
A Quality Improvement Project To Increase Diabetes Self-Efficacy In A Rural Primary Care Clinic Through Patient Utilization Of A Diabetic Logbook, Margo D. Sutton
Doctor of Nursing Practice (DNP) Projects
The prevalence of type 2 diabetes mellitus (T2DM) has increased substantially in the United States in recent years. Teaching self-management to diabetic patients is essential to help them control their chronic disease. Albert Bandura’s theory of self-efficacy is commonly used in chronic disease self-management programs and is the theoretical framework upon which this Doctor of Nursing Practice (DNP) pilot project was built.
This evidence-based change in practice project took place in a rural primary care clinic in the central valley of California, and involved the development of a diabetes logbook, which was a tool for patients to use to learn …
Patient Rounding,
2015
Lehigh Valley Health Network
Patient Rounding, Emilie Fox Bsn, Rn, Nicole Quarantana Bsn, Rn, Kiley Robinson Bsn, Rn, Vanessa Spamer Bsn, Rn
Patient Care Services / Nursing
No abstract provided.
Nurse-Controlled Analgesia,
2015
Lehigh Valley Health Network
Nurse-Controlled Analgesia, Courtney Bloss Bsn, Rn, Alyssa Boyd Bsn, Rn, Kristen Halenar Bsn, Rn
Patient Care Services / Nursing
No abstract provided.
