Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over,
2024
University of Texas at Arlington
Outpatient Fall Prevention In Ambulatory Adults 65 Years Old And Over, Dorothy L. Osborne-White
Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive
Background: In the United States (U.S.), falls are the leading cause of injury among adults 65 and over, resulting in 36 million falls yearly (Moreland et al., 2020). According to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC, 2023), one in four older adults experiences a fall each year. Falls are the world's second most prominent cause of accidental deaths (World Health Organization [WHO], 2021). Falls are the leading cause of both fatal and non-fatal injuries among older adults (Moreland et al., 2020).
Methods: A quality improvement project that included a fall bundle was implemented in a primary clinic. A …
Empowering Caregivers In The Prevention Of Clinical Delirium For At Risk Older Adults Boarding In The Emergency Department Setting,
2024
University of Kentucky
Empowering Caregivers In The Prevention Of Clinical Delirium For At Risk Older Adults Boarding In The Emergency Department Setting, Danielle Brewer
DNP Projects
Background: Emergency Department (ED) overcrowding is a global healthcare crisis documented in the literature for more than a decade, impacting patient outcomes and resource availability. While awaiting delayed transfer to an inpatient room, older adults in the ED remain vulnerable to developing acute delirium. Boarding potentiates the risk for worsening health outcomes, which are further compounded by delirium. Scarcity of resources and time constraints delay delirium detection and increase risk for down-stream hospital-acquired complications, higher cost, and prolonged length of stay. Current ED models do not prioritize caregiver partnership or involvement in delirium-conscious care, which is a holistic approach to …
Veterans Direct Admission Reassessment Tool Validation For The Reduction Of Rapid Response Code Blue, And Code Stroke Team Activations In Newly Arrived Direct Admission Veterans,
2024
University of Kentucky
Veterans Direct Admission Reassessment Tool Validation For The Reduction Of Rapid Response Code Blue, And Code Stroke Team Activations In Newly Arrived Direct Admission Veterans, Joshua Monroe Wells
DNP Projects
Abstract
Purpose: Rapid clinical assessment of newly arriving direct admission veteran patients to the Department of Veterans Affairs Health Care System (VAHCS) Lexington is of the utmost importance to determine current patient condition, alteration from previously known condition at time of provider acceptance or time of report, and appropriate level of care for these veterans. The facility has seen an increase in the number of unexpected patient declines by direct admission patients presenting to medical surgical units at the VA Health Care System Lexington KY. This recurrent decline resulted in the facility performing a Root Cause Analysis (RCA), which identified …
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่, พรทิพย์ ทองเปลว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายระหว่างโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม ภาวะเปราะบาง ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการดูแลตนเอง และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลรามาธิบดี และโรงพยาบาลศิริราช จำนวน 108 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบประเมินโรคร่วม 3) แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบประเมินภาวะเปราะบาง 5) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 6) แบบวัดความสามารถในการดูแลตนเอง 7) แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ และ 8) แบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 1.00, 0.93, 1.00, 0.93, 0.98, 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.71, 0.85, 0.87, 0.81, 0.97, 0.86 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า โรคร่วมมีสัมประสิทธิ์การทำนายสูงสุด (β = -.336, p = < .01) รองลงมาคือ ความสามารถในการดูแลตนเอง (β = .324, p < .01) ภาวะซึมเศร้า (β = -.269, p < .01) และภาวะเปราะบาง (β = -.241, p < .01) ตามลำดับ โดยตัวแปรทั้ง 4 ตัวแปร สามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ได้ ร้อยละ 78.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (Adjusted R2 = .789, p < .01) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบควรให้ความสำคัญกับการประเมินโรคร่วม การส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง การลดภาวะซึมเศร้าและภาวะเปราะบาง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น
ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ปัจจัยทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี, จตุพร เลิศอนันต์สิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะการทำหน้าที่ และปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะการทำหน้าที่ในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังรักษาด้วยการฉายรังสี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 121 ราย ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี โรงพยาบาลศูนย์สุรินทร์ และโรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางคลินิก แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินประสบการณ์การมีอาการไม่พึงประสงค์ แบบสอบถามวิธีจัดการกับอาการ และแบบประเมินภาวะการทำหน้าที่ของผู้ที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งแบบสอบถามทั้งหมดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.88 0.96 0.88 0.89 และ 0.94 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบนำตัวแปรทำนายทุกตัวเข้าสมการพร้อมกันในครั้งเดียว (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังได้รับการฉายรังสีมีระดับภาวะการทำหน้าที่อยู่ในระดับต่ำ โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 74.62 (S.D. = 17.97) จากการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยสถิติสัมประสิทธิ์ของเพียร์สัน (Pearson’s correlation) พบว่า ประสบการณ์อาการไม่พึงประสงค์มีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะการทำหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = –.406, p
ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต, นันทกร ปราโมทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันและปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไต อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่รับบริการ ณ ศูนย์ปลูกถ่ายไต/คลินิก Post-Kidney Transplantation ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 113 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 8 ชุด เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงของเนื้อหาในชุดที่ 2-8 เท่ากับ 0.86, 0.84, 0.92, 0.80, 1, 1 และ 0.88 ตามลำดับ และค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.75, 0.86, 0.95, 0.96, 0.80, 0.86 และ 0.90 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตมีคะแนนเฉลี่ยความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เท่ากับ 23.09 (SD = 0.84) 2) ปัจจัยทำนายความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ระยะเวลาหลังได้รับการปลูกถ่ายไต (β = -0.313, p < 0.01) รองลงมาคือ การสนับสนุนทางสังคม (β = 0.264, p < 0.01) การรับรู้อุปสรรคของการรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน (β = -0.184, p < 0.05) และการรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปฏิเสธไต (β = 0.173, p < 0.05) ตามลำดับ โดยสามารถร่วมทำนายความแปรปรวนของความสม่ำเสมอในการรับประทานยากดภูมิคุ้มกันในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตได้ ร้อยละ 31.40 (Adjusted R2 = 0.314, p < 0.05)
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง
ของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด, รัฐศิริ ขำเข้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ อายุ การรับรู้ภาวะสุขภาพ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม ภาวะโรคร่วม ภาวะซึมเศร้า กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดจำนวน 104 คน ที่ได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤติแล้ว 2 สัปดาห์ อายุระหว่าง 18 - 59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิ 3 แห่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเอง แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินโรคร่วม แบบประเมินภาวะซึมเศร้า และแบบสอบถามคะแนนความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดย ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่า ความเที่ยงเท่ากับ .96,.87,.96, .86, .90 และ .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสเปียร์แมน ผลการวิจัย 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดวัยผู้ใหญ่ที่ได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤตแล้ว 2 สัปดาห์ มีคะแนนความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองเท่ากับ 91.06 (SD = 10.64) ส่วนใหญ่มีคะแนนความกระตือรือร้นอยู่ในระดับ 4 คือ มีการปรับตัวแสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้แม้อยู่ในสภาวะกดดัน เป็นร้อยละ 96.2 2. การรับรู้ภาวะสุขภาพ และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (r =.46 และr =.50) ส่วนภาวะโรคร่วมและภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ( r = -0.34, r -0.27) 3. อายุ และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการรับประทานยาและผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวันโรคปอดรักษาซ้ำ, นิภาพร ฝางคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 20-60 ปี มารับการรักษาที่คลินิกวัณโรคโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง ประกอบด้วยการให้ความรู้ การให้การปรึกษา การจดบันทึกการรับประทานยา ร่วมกับการใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที และการทดสอบและสถิติไค-สแควร์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ 2. เปรียบเทียบความร่วมมือในการรับประทานยาในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ และกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 3. ประเมินผลการตรวจเสมหะจากพบเชื้อเป็นไม่พบเชื้อวัณโรคในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำ หลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำที่ได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ มีความร่วมมือในการรับประทานยาสูงกว่ากลุ่มได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลตรวจเสมหะในผู้ที่เป็นวัณโรคปอดรักษาซ้ำหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองโดยใช้แอปพลิเค-ชันไลน์ เปลี่ยนเป็นไม่พบเชื้อมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาของผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า, สลิลทิพย์ ดีดพิณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองแบบวัดผลซ้ำ (วันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 หลังผ่าตัด) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ต่อองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาในผู้สูงอายุหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลตำรวจ ระหว่างเดือนสิงหาคม–ธันวาคม 2567 แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากัน 24 ราย จับคู่ด้วยอายุและลักษณะพื้นฐาน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านด้วยยางยืดร่วมกับการให้แรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ เครื่องมือวัดองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่า และแบบประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา มีความเที่ยงด้วยวิธีวัดความเท่าเทียมกัน เท่ากับ 1 และ 0.92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการทดสอบที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย ในสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่า วันที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) 2. กลุ่มทดลองมีองศาการเคลื่อนไหวข้อเข่าและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาเฉลี่ย สูงกว่ากลุ่มควบคุมในวันที่ 5 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง, บุญสิตา ทิงาเครือ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอาการไม่พึงประสงค์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหน่งของเนื้องอกสมอง ภาวะโรคร่วม กิจกรรมทางกาย ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และแรงสนับสนุนทางสังคม กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมองที่ได้รับการผ่าตัดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งเพศชายและหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอก จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันประสาทวิทยา จำนวน 120 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วย แบบประเมินอาการไม่พึงประสงค์ แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบประเมินกิจกรรมทางกาย แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินความเข้มแข็งทางใจ แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน หาค่าความเที่ยงของแบบประเมินดังกล่าว เท่ากับ .86 - .99 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และอีต้า ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรุนแรงของอาการไม่พึงประสงค์โดยรวม เท่ากับ 2.54 (S.D. = 1.47) โดยอาการที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ อาการนอนไม่หลับ และอาการเหนื่อยล้า ตามลำดับ และพบว่า ภาวะโรคร่วม ภาวะโภชนาการ ความเข้มแข็งทางใจ และกิจกรรมทางกาย มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .47, r = -.44, r = -.36 และ r = -.24 ตามลำดับ) ขณะที่ เพศ อายุ ตำแหน่งเนื้องอกสมอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ไม่มีความสัมพันธ์กับอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังการผ่าตัดของผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกสมอง
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด, ศลิษา ไทรสังขณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย (Predictive Correlational Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และ ศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด แรงสนับสนุนทางสังคม อาการข้างเคียงจากการได้รับเคมีบำบัด และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัด โดยคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 148 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบสอบถามจำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 5 ส่วน ประกอบไปด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม 3) แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด 4) แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ และ 5) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha) แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามอาการข้างเคียงจากเคมีบำบัด และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .88, .80, .84 และผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index: CVI) เท่ากับ .90, 1.0, .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ได้รับเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง ( = 63.45, S.D. = 14.94) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ (β= .74, p < .001) แรงสนับสนุนทางสังคม (β=.42, p
Optimizing Discharge Education For Hf Patients,
2024
Dominican University of California
Optimizing Discharge Education For Hf Patients, Connie-Rose Pangan
Nursing | Student Research Posters
Heart failure is a chronic condition in which the heart cannot adequately provide blood and oxygen to tissues in the body. Heart failure patients account for the highest 30-day readmission rate in Medical-Surgical conditions (Nair et al., 2020). It is the leading cause of hospitalization in adults over 65 years old in the US. Constant readmission is costly, and therefore additional interventions must be done to prevent it. Due to the severity of heart failure, these patients require a copious amount of information at discharge to understand the pathophysiology of their disease, their medication regimen, and important lifestyle changes needed …
Optimizing The Assisted Living Experience: Integration Of Value-Based Care To Foster Augmented Resident-Centered Quality,
2024
University of New Hampshire, Durham
Optimizing The Assisted Living Experience: Integration Of Value-Based Care To Foster Augmented Resident-Centered Quality, Jennette Pietrzak
DNP Scholarly Projects
Background: Fee-for-Service models are quantity-focused reactive approaches and have historically been at the forefront of healthcare. Value-based models focus on proactive, resident-centered care that is aimed at quality care over quantity. Implementation of ValueBased Care models can positively impact healthcare and fiscal outcomes
Purpose: The quality improvement project aimed to develop, integrate, and implement a valuebased model in Memory Care as an alternative to traditional Fee-for-Service models. The project aimed to improve key performance indicators by reducing hospitalizations, emergency room visits, and falls following the implementation of Value-Based Care (VBC) models.
Method: Data metrics for hospitalizations, emergency room visits, and …
Using The 4ms Framework To Prevent Falls,
2024
University of Texas at Arlington
Using The 4ms Framework To Prevent Falls, Gina L. Edgeworth
Doctor of Nursing Practice (DNP) Scholarly Projects - Archive
Hospital falls are rising in inpatient facilities, requiring analysis and a plan of action to address the ongoing falls. A strategy taken among facilities is implementing a 4Ms Framework that allows the nurse to address what matters to the patient and assess their mentation, medications, and mobility upon admission. With an increase in falls on a med-surg unit, it was found that there was no straightforward process for addressing the needs and concerns of patients and no assessment of medications, mobility, or mentation for those aged 65 years and older. This knowledge gap prevents nurses from providing a structured framework …
Implementing A Nurse-Driven Clostridium Difficile Screening Protocol,
2024
West Virginia University
Implementing A Nurse-Driven Clostridium Difficile Screening Protocol, Sandrela Magnuson
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
ABSTRACT
Background: Clostridium difficile infection (CDI) is a prevalent infection often contracted in hospitals. CDI is also increasingly originating from community settings. In addition to the health risks associated with CDI, diagnosis of a hospital-acquired CDI can have a significant financial impact on hospital systems. When hospital acquired, hospital systems are no longer reimbursed by payers. Secondary to the increasing prevalence of community-acquired CDI, mechanisms for early detection and isolation are warranted.
Local Problem: J.W. Ruby Memorial Hospital has an integrated Clostridium difficile (C. difficile) electronic health record (EHR) screening questionnaire that requires updating to align with current guidelines.
Purpose: …
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์การพยาบาล กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ แล้วกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นเพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับ ทุติยภูมิ ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต 2) ด้านการบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 4) ด้านการป้องกันและจัดการกับภาวะแทรกซ้อน 5) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย 6) ด้านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 7) ด้านการจัดการ และควบคุมคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม ประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ที่มีสมรรถนะทั้ง 7 ด้าน แต่รายการสมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกันดังนี้ พยาบาลระดับปฏิบัติการ สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและปฏิบัติงานอื่นๆ ในระดับพื้นฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า พยาบาลระดับชำนาญการ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะซับซ้อนและปฏิบัติงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พยาบาลระดับชำนาญการพิเศษ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะยุ่งยากและซับซ้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพการพยาบาลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้
Promoting Inpatient Mobility To Improve Patient Outcomes: A Quality Improvement Project In A Rural Critical Access Hospital,
2024
University of New Hampshire - Main Campus
Promoting Inpatient Mobility To Improve Patient Outcomes: A Quality Improvement Project In A Rural Critical Access Hospital, Chantal Laplante
Master's Theses and Capstones
Background: Although beneficial to patient outcomes, inpatient ambulation is not a prioritized care intervention, and a task often deferred to physical therapy. Patient immobility is a complex problem that requires a multifaceted approach.
Local Problem: In a rural, critical access hospital, on an 18-bed medical surgical unit, nursing staff lacked ownership of patient mobility. There was no standardized process to document ambulation and mobility tasks were not scheduled, falling to the end of the nursing work list. Many patients did not have activity orders upon admission and nurses lacked resources for ambulation assessment and daily goal setting. There was no …
The Effect Of An Educational Intervention On Early Mobility Compliance In Oncology Nurses,
2024
University of Kentucky
The Effect Of An Educational Intervention On Early Mobility Compliance In Oncology Nurses, Jonathan A. Hacker
DNP Projects
Background: Geriatric adult patients admitted into acute care hospital settings are at risk of functional decline in their capacity for activities of daily living and independent ambulation. Many of these patients fail to achieve pre-hospitalization levels of function and continue to decline, requiring additional support and care after discharge. Current literature supports early mobilization and ambulation during hospitalization. However, ambulation and patient mobilization has been shown to be the most missed item of nursing care. There is a gap in literature and patient outcome data regarding the impact of early mobilization on medical-surgical patient populations.
Purpose: The purpose of this …
Improving Education On Routine Echocardiograms In Reducing Right Sided Heart Failure When Managing Vv- Ecmo Patients,
2024
University of Kentucky
Improving Education On Routine Echocardiograms In Reducing Right Sided Heart Failure When Managing Vv- Ecmo Patients, Ashley Williams
DNP Projects
Background: Patients who are placed on veno- venous extracorporeal membrane oxygenation (VV- ECMO) are at high risk for developing right sided heart failure. An echocardiogram is essential for diagnostics and recovery in ECMO patients and should be a standard of care when managing this patient population. More research is needed to understand the effect of reducing right sided heart failure using routine echocardiograms. Purpose: The purpose of this study is to evaluate if there is a significant difference in outcomes of VV- ECMO patients who received routine echocardiograms compared to those who did not, and appropriately manage once RV dysfunction …
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน,
2024
คณะพยาบาลศาสตร์
ผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, รดา วงษ์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหย ต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ขณะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์คุณสมบัติ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศและอายุ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ ในขณะที่กลุ่มทดลองได้รับ โปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ระยะเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแบบสอบถามภาวะซึมเศร้า และ เครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการใช้น้ำมันหอมระเหย มีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติt – test โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 7.35 ,df = 21 ,p = .000 ) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภายหลังการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (t = 1.75 ,df = 42 ,p = .04 )
