Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social Justice Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 721 - 750 of 824

Full-Text Articles in Social Justice

ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช Jan 2024

ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน


การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ Jan 2024

การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์


แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย Jan 2024

แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน


สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง Jan 2024

สภาพปัญหาและแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทยจากการวิเคราะห์เชิงอาชญาวิทยา, รัตนาภรณ์ อุ่นเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยโดยเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อหาแนวทางการพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) รวบรวมข้อมูลจาก กฎหมาย บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ รายงานวิจัย ข่าวสาร สถิติ และงานวิจัยในฐานข้อมูลวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 และใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) และสรุปข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) บนพื้นฐานของทฤษฎีอาชญาวิทยาและแนวคิดการป้องกันความรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนในประเทศไทยประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่าย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ทั่วถึงการแพร่กระจายของอาวุธเถื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวและคู่สมรส ปัญหาสุขภาพจิตและการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนค่านิยมและความเชื่อที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนและความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบมาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนกับต่างประเทศ พบว่าประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตด้วยอาวุธปืนน้อย เช่น ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร มีมาตรการทางกฎหมายอาวุธปืนที่เข้มงวด มีระบบคัดกรองผู้ครอบครองอาวุธปืนที่ละเอียด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด สำหรับประเทศที่เคยเผชิญปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็มีมาตรการสำคัญที่ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การนิรโทษกรรมและซื้อคืนอาวุธปืนจากประชาชน การจำกัดการถือครองอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แม้ประสบปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนสูง แต่มีการพัฒนามาตรการที่น่าสนใจ เช่น กฎหมายธงแดง (Red Flag Laws) ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่หรือศาลสั่งยึดอาวุธปืนจากบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดก่อนการซื้ออาวุธปืน (Background Checks) จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางพัฒนามาตรการป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศไทย ที่ครอบคลุมการป้องกันทั้งขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ได้แก่ การสร้างค่านิยมใหม่ในสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ไม่ยกย่องการใช้อาวุธปืนผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์ในสื่อสาธารณะ การปรับปรุงกฎหมายและระบบการอนุญาต การควบคุมอาวุธปืนอย่างรัดกุม ตลอดจนการพัฒนาแนวทางคัดกรองและติดตามบุคคลที่ครอบครองอาวุธปืนเพื่อป้องกันความรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างยั่งยืน


การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล Jan 2024

การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ


การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี Jan 2024

การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ สถานีตำรวจนครบาลพญาไท, ปรัชวีย์ ลิ้นฤาษี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 2) เพื่อศึกษานโยบายการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาล พญาไท 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท 4) เพื่อศึกษาหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้แก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่สถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยใช้การวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิจัยเชิงสัมภาษณ์ (In-Deph Interview) แบบกึ่งโครงสร้าง และ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติหลายประการ แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าใจบทบาทของตนเองและพยายามปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ยังขาดเครื่องมือสนับสนุน ความชัดเจนของระบบรางวัล และการบูรณาการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมยังไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ในด้านนโยบาย พบว่า แนวนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกนำมาใช้เป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจนครบาลพญาไท โดยเน้นการป้องกันเหตุ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าการถ่ายทอดนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในเรื่องของทรัพยากรและการกำกับติดตาม สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดบุคลากร อุปกรณ์ และเครื่องมือที่จำเป็น การขาดระบบสนับสนุนจากส่วนกลาง และการประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่ยังไม่คล่องตัวเพียงพอ ส่วนแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพ ควรมีการฝึกอบรมเสริมทักษะด้านภาษาและการรับมือเหตุฉุกเฉิน การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการลาดตระเวนและวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน


ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ Jan 2024

ปัญหาและแนวทางการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราว เขาพลอง จังหวัดชัยนาท, เพ็ญกวิน รักคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม สภาพปัญหาในการดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท การศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดชัยนาทและผู้อำนวยการด้านพัฒนาพฤตินิสัยที่ดูแลเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 2) ผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ต้องขังเกี่ยวกับการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 3) ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท 4) ผู้พ้นโทษที่ได้นำเอาความรู้และทักษะจากการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมจากเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท ไปปรับใช้ 5) ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้างานฝึกวิชาชีพ กรมราชทัณฑ์ และ 6) ผู้บริหารระดับสูง (ดูแลด้านพัฒนา พฤตินิสัย) กรมราชทัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราว เขาพลองมุ่งเน้นที่ตัวของผู้ต้องขังเป็นสำคัญตั้งแต่กระบวนการคัดเลือก มีการพิจารณาภูมิหลัง ทักษะ อาชีพที่เคยประกอบ ตลอดจนความสมัครใจของผู้ต้องขัง โดยรูปแบบของการฝึกเป็นไปในลักษณะของ “ครูพาทำ” และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก มีการติดตามผลการอบรมในรูปแบบของการมอบหมายภารกิจ เพื่อวัดความเข้าใจของผู้ต้องขังในเรื่องที่ได้รับการอบรมไป การดำเนินการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองปรากฏสภาพปัญหาในด้านสภาพทางภูมิศาสตร์ ด้านงบประมาณ ด้านอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านหลักสูตรและรูปแบบการฝึก ด้านผู้ต้องขัง ด้านระยะเวลา และด้านการประชาสัมพันธ์ แนวทางในการพัฒนาการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรมในเรือนจำชั่วคราวเขาพลองมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สามารถพัฒนาเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง บุคลากร หลักสูตรการฝึกวิชาชีพด้านเกษตรกรรม ตลอดจนผู้ต้องขัง ให้มีประสิทธิภาพควบคู่กันไป


แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู Jan 2024

แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม


การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร Jan 2024

การวิเคราะห์ลักษณะร่วมของชุมชน การสนับสนุนทางสังคม และการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด: กรณีศึกษาหมู่บ้านกองทุนแม่ของแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดเชียงราย, นภัสณัชชนก หญิงประยูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะร่วมของชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใน การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยศึกษาการสนับสนุนทางสังคม และแนวทางการควบคุม ทางสังคมของชุมชนที่ช่วยในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 4 หมู่บ้าน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ รวม 16 คน ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน 3 คน และสมาชิกชุมชน 1 คน ต่อหมู่บ้าน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสังเกต (Observation) สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชน จากนั้นจึงวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะร่วมของชุมชนที่ส่งผลดีต่อการป้องกันยาเสพติด ได้แก่ ความสามัคคี ความไว้วางใจในผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ชุมชนใช้พลังของเครือญาติ ความใกล้ชิดระหว่างครอบครัว และกิจกรรมทางศาสนาในการดูแลกลุ่มเสี่ยง สำหรับการควบคุมทางสังคม ชุมชนใช้ความเชื่อผ่านพิธีปฏิญาณตนต่อศาลพ่อปู่ซึ่งเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของสมาชิก เสมือนเป็นกลไกควบคุมพฤติกรรมอย่างไม่เป็นทางการ ร่วมกับการตั้งกติกาและความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าชุมชนสามารถสร้างระบบป้องกันยาเสพติดที่เข้มแข็งจากภายใน โดยอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในชุมชนร่วมกับการใช้ความเชื่อในท้องถิ่นเป็นเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางสังคม อีกทั้ง การส่งเสริมระบบฟื้นฟูและคืนคนดีสู่สังคม การบูรณาการพลังศรัทธาเข้ากับมาตรการทางสังคม และการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน จะเป็นแนวทางสำคัญที่สามารถต่อยอด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดได้


เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์ Jan 2024

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม


รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง Jan 2024

รูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในระเทศไทย, กรกนก พุ่มพวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่องรูปแบบการฉ้อโกงสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้เสียหายหรือผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสกุลเข้ารหัส กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านการลงทุน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล และกลุ่มพนักงานสอบสวนพิเศษ DSI จำนวนทั้งสิ้น 26 คนผลการศึกษาพบว่า สาเหตุการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) ความไม่รู้และความเข้าใจผิดของผู้ลงทุน 2) ความคาดหวังผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ และ 3) ข้อจำกัดด้านกฎหมายและการปรับตัวของอาชญากร ในขณะที่รูปแบบและแนวโน้มการเกิดอาชญากรรมสกุลเงินเข้ารหัสในประเทศไทย ได้แก่ 1) การฉ้อโกงผ่านแพลตฟอร์มเลียนแบบหรือแพลตฟอร์มเถื่อน 2) การฉ้อโกงผ่านการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ICO) โดยไม่ได้รับอนุญาต 3) Rug Pull และสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) ที่ฝังกลโกง 4) การใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และ 5) การปกปิดข้อมูลและการโฆษณาเกินจริง


Health Consequences Of Racial Disparity In Access To Abortion: A Systematic Review, Lacy M. Frye, Calvin Odhiambo Jan 2024

Health Consequences Of Racial Disparity In Access To Abortion: A Systematic Review, Lacy M. Frye, Calvin Odhiambo

University of South Carolina Upstate Student Research Journal

Prior to the 2022 Dobbs decision, Black women already experienced negative maternal health outcomes at an alarmingly disparate rate in comparison to White women. Given that the Dobbs decision emboldens state power to enforce abortion restrictions or protections, there has been significant strides made in both directions. Nonetheless, within states where reproductive rights have been significantly eroded, the heightened abortion restrictions may compound the limited access that Black women previously had before Dobbs. This, in turn will exacerbate the already disparate negative maternal outcomes that Black women experience. However, research on the relationship between the lack of access to abortion …


Pressing Toward Progress: A Phenomenological Study Exploring Perceptions Of Wellness Among Black Female Non-Traditional Students, Stacey Wiggins Jan 2024

Pressing Toward Progress: A Phenomenological Study Exploring Perceptions Of Wellness Among Black Female Non-Traditional Students, Stacey Wiggins

Theses and Dissertations

Black female nontraditional student enrollment is increasing. Black women have higher rates of preventable stress related health issues than their white counterparts. While they have shown endurance and resilience to pursue their degree, it can jeopardize their wellness. This study provides an understanding of how this population perceives their wellness and what can be done to help them matriculate higher education without violating their wellness.


เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี Jan 2024

เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง, ณัฐกานต์ โนรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “เสรีภาพจากการกดขี่: การเสริมพลังคนพิการผู้ก้าวข้ามความรุนแรง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ความรุนแรงต่อคนพิการในประเทศไทย (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย และ (3) เสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเสริมพลังคนพิการที่ประสบความรุนแรงในประเทศไทย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการคนพิการของภาครัฐและองค์กรคนพิการ จำนวน 559 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น (IOC = 0.802, Reliability = 0.958) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยใช้ตัวแปรปัจจัยด้านการเสริมพลังคนพิการ ปัจจัยด้านนโยบาย ปัจจัยด้านการดำเนินคดี ปัจจัยด้านการคุ้มครอง ปัจจัยด้านการป้องกัน และปัจจัยด้านความเป็นหุ้นส่วน ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 25 คน และกรณีศึกษาคนพิการหรือผู้ดูแลที่ก้าวข้ามความรุนแรง จำนวน 10 คน ข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ได้แก่ ควรปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองคนพิการจากความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่งตั้งผู้สนับสนุนสิทธิคนพิการ พัฒนามาตรฐานสถานดูแลภาคเอกชน จัดทำฐานข้อมูลกลาง ส่งเสริมการสร้างพื้นที่ปลอดภัย พัฒนาระบบเฝ้าระวังความรุนแรงในชุมชน สร้างความตระหนักรู้แก่สังคม จัดอบรมเสริมพลังให้คนพิการและครอบครัว พัฒนาคู่มือการปฏิบัติงาน และส่งเสริมงานวิจัยที่ใช้กรอบแนวคิดการผนวกรวมประเด็นคนพิการ


What’S Harm Reduction Got To Do With It? A Study Of The Implementation Of Substance Use Management Practices Among A Sample Of U.S. Domestic Violence Programs, Stephanie H. Ratliff Jan 2024

What’S Harm Reduction Got To Do With It? A Study Of The Implementation Of Substance Use Management Practices Among A Sample Of U.S. Domestic Violence Programs, Stephanie H. Ratliff

Theses and Dissertations--Social Work

Domestic violence programs are essential resources for survivors of intimate partner violence (IPV). Programs offer services that go beyond providing safety and shelter. To improve outcomes, program staff have expanded services to meet the needs of survivors. One population of survivors that has gained attention in the peer-reviewed literature is survivors who use substances (SWUS). These survivors have unique needs and are at increased risk of IPV due to substance misuse. Research about the support available to SWUS after they access shelter is scarce. Using cross-sectional data from a national sample of 97 U.S. domestic violence programs, this study describes …


The New Straightjackets: How Prisons Have Come To Be The Mental Illness Solution, Parker A. Wolfe Jan 2024

The New Straightjackets: How Prisons Have Come To Be The Mental Illness Solution, Parker A. Wolfe

Soaring: A Journal of Undergraduate Research

This paper examines the current mental health resources that are available in prisons, as well as the correlation between deinstitutionalization and the rise of individuals struggling with mental illness within prison walls.


My World's On Fire, How 'Bout Yours? An Investigation Of How Privilege Fosters And Maintains Climate Denial, Morgan A. Chester Jan 2024

My World's On Fire, How 'Bout Yours? An Investigation Of How Privilege Fosters And Maintains Climate Denial, Morgan A. Chester

Antioch University Dissertations & Theses

The present study investigates the phenomenon of climate denial through a new theoretical framework of privilege. The analysis utilizes a feminist orientation that builds on a historical interpretation through the lens of colonialism. Through the dissection of current multidisciplinary understandings of climate denial and new concepts discovered in the review of academic literature and popular media, a compilation of theory, relationship, and connection is made. Systems of power and privilege are examined and connected to the mechanisms and maintenance of climate denial. The resulting analysis illuminates that settler colonialism, supported by connected ideologies of White supremacy, ableism, and patriarchy inform …


Enhancing Planetary Well-Being Through "With-Ness" Pedagogy In Social Emotional Learning: Critical Theoretical Engagements, Lynsey Helen Mori Jan 2024

Enhancing Planetary Well-Being Through "With-Ness" Pedagogy In Social Emotional Learning: Critical Theoretical Engagements, Lynsey Helen Mori

Antioch University Dissertations & Theses

Leveraging the researcher’s unique diverse cultural and educational background, this dissertation explores integrating social emotional learning (SEL) within an innovative pedagogy of “with-ness” (PoW) towards planetary well-being in educational settings. The overarching purpose is to redefine educational strategies through SEL and PoW to advance planetary well-being in tertiary contexts. As such, this dissertation critically engages with three published articles authored during the researcher’s doctoral tenure to highlight transformative SEL practices that are fundamentally attuned to ecological consciousness. Informed by critical theory, feminist perspectives, and process philosophy, the hermeneutic circle reflects on these articles to address complex 21st-century challenges educational systems …


Exploring The Usefulness Of Pre-Visit Materials For Children With Autism At A Public Museum, Jennifer K. Fortuna, Elaine Chamberlain, Libby Filice, Madeline Kurt, Taylor Porter, Shannon Twichell, Stephanie Ogren Jan 2024

Exploring The Usefulness Of Pre-Visit Materials For Children With Autism At A Public Museum, Jennifer K. Fortuna, Elaine Chamberlain, Libby Filice, Madeline Kurt, Taylor Porter, Shannon Twichell, Stephanie Ogren

Translational Science in Occupation

Abstract

Children with autism spectrum disorder (ASD) participate in community-based settings at lower rates than typically developing children. Museums provide a structured, predictable, and supportive place for children with ASD to learn. Visiting a museum may create unique challenges for children with ASD and their families. Sensory processing disorder (SPD) is a common barrier to participation that makes it difficult to process information coming in through the senses. For children who are easily overstimulated, crowds, noise, and long lines can be a source of anxiety and stress. Providing pre-visit materials such as social stories, accessibility maps, and communication books can …


Us Hospices’ Approach To Racial/ Ethnic Minority Inclusion: A Qualitative Study, M. Courtney Hughes, Erin Vernon, Monica Kowalczyk, Marlon Basco-Rodillas Jan 2024

Us Hospices’ Approach To Racial/ Ethnic Minority Inclusion: A Qualitative Study, M. Courtney Hughes, Erin Vernon, Monica Kowalczyk, Marlon Basco-Rodillas

Faculty Articles, Papers, and Other Scholarship

Objective: To examine hospices’ approaches to improving the current racial/ethnic hospice utilisation disparity.

Methods: During June and July 2020, we conducted in-depth, semistructured interviews with 22 hospice leaders from across the USA. The interviews focused on inclusive strategy approaches. We analysed the data using qualitative methods.

Results: Multiple themes emerged about racial/ ethnic minority inclusion strategies: (1) hospices tailor strategies to the local communities they serve; (2) improvement involves addressing social determinants of health that extend beyond end-of-life care; (3) costs of strategies are not a primary concern and the benefits are worth the costs; and (4) hospices want to …


Centering Community Voice And Knowledge Through Participatory Action Research, Jennifer Lucko Jan 2024

Centering Community Voice And Knowledge Through Participatory Action Research, Jennifer Lucko

Education | Faculty Scholarship

This paper analyzes a Participatory Action Research (PAR) Project focused on improving public safety and community lighting in one Latinx immigrant community in California as a case example to better understand the possibilities for university-community-government partnerships. The paper explores residents' motivations for their sustained participation in the project, the relationships and power dynamics that led to a $100,000 commitment from the city government to fund the recommendations of the PAR collective, and the social contexts that allowed community residents to position themselves as political actors as the PAR project progressed over the 2021-2022 academic year. This case example illustrates how …


Addressing Healthcare Disparities Faced By Aging Down Syndrome Populations, Rhea Mistry Jan 2024

Addressing Healthcare Disparities Faced By Aging Down Syndrome Populations, Rhea Mistry

Pitzer Senior Theses

Down syndrome (DS) is a chromosomal genetic condition that impacts the development of the body and brain. The life expectancy of individuals with DS has drastically improved over the decades, increasing from 9 years in 1929 to 25 years in 1983 and further reaching 60 years by 2002. Individuals with DS face a variety of prominent co-occurring health conditions that are subject to change over time, including cognitive, visual, and hearing impairments, sleep apnea, cardiovascular defects, Down syndrome regression disorder, and dementia. Despite this increase in life span, DS is still most familiar to pediatric care providers, resulting in healthcare …


Looking At The Past To Change The Future: Showcasing Featured Collections, Building Communities, And Co-Creating, Sherry Buchanan Jan 2024

Looking At The Past To Change The Future: Showcasing Featured Collections, Building Communities, And Co-Creating, Sherry Buchanan

Library Faculty and Staff Publications and Presentations

Academic libraries have the opportunity and the responsibility to promote and advance content that creates transformative and iterative learning opportunities. To that end, and in an effort to build communities and facilitate co-creation, Portland State University showcases three main Featured Collections in our open access repository, PDXScholar: Climate Justice, COVID-19, and Racial and Gender Equity, with a fourth pilot collection—Student Work: An Open Showcase of Outstanding Student-Created Research & Creative Work—under development. The collections include a broad range of audiovisual materials, such as podcasts and webinar series, as well as sustainability and equity work, student-created content, and numerous future-focused multidisciplinary …


การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี Jan 2024

การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้กระทำผิดและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ศึกษาสภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อและเสนอแนะแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ จำนวน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและผู้ที่มีส่วนในการช่วยเหลือเหยื่อ จำนวน 8 คน ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มี 3 ประการ ดังนี้ 1) การพยายามติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องและส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์ทางออนไลน์ 2) การนำข้อมูลของเหยื่อไปใช้ในทางที่มิชอบ และ 3) การนำข้อมูลที่เฝ้าติดตามทางออนไลน์ไปสะกดรอยในทางกายภาพ สาเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดังนี้ 1) ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการติดต่อเหยื่อได้โดยตรง 2) ความต้องการสร้างความสัมพันธ์บางประการ และ 3) ความโกรธแค้นเมื่อถูกปฏิเสธหรือความต้องการควบคุม พฤติกรรมของบุคคลที่นำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 2 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) ลักษณะทางกายภาพของเหยื่อ นอกจากนี้ผลการศึกษา สภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 4 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความตระหนักรู้ 2) สภาพของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต 3) การขาดกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะที่ใช้กับการกระทำความผิด และ 4) ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง สำหรับแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ได้แก่ 1) การสอนมารยาทการใช้งานอินเทอร์เน็ต และสร้างความตระหนักรู้ในอันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่คนในสังคม 2) การเริ่มป้องกันจากตนเอง 3) การพัฒนาระบบกฎหมายและการบังคับใช้ และ 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ และพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยสืบสวนการกระทำความผิดทางออนไลน์


ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์ Jan 2024

ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เล่นพนันคาสิโนออนไลน์ จำนวน 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการศึกษาจากเอกสาร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำแนกได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่สาเหตุเรื่องของความล้าหลังและไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ไม่ทันกับเทคโนโลยี รวมถึงการโฆษณาที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริบทและสภาวะที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความซับซ้อนทางวัฒนธรรม การทุจริตในระบบราชการ การพัฒนาเทคโนโลยี และวิถีชีวิตยุคใหม่ ล้วนส่งเสริมการเล่นพนัน และผลกระทบของปัญหานี้สร้างความเสียหายทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคม และการเงินของเยาวชน การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมในระยะยาว 2.สาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานครสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจเจกบุคคล จิตวิทยา และสังคม พบว่าเยาวชนมักตัดสินใจเล่นพนันโดยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจได้รับอิทธิพลจากการเลียนแบบพฤติกรรมในสื่อออนไลน์หรือกลุ่มเพื่อน การโฆษณาที่ดึงดูด และการเสริมกำลังทั้งทางบวกและลบ นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแรงกับครอบครัว การขาดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือความรู้สึกว่างเปล่าทางจิตใจ ล้วนมีส่วนผลักดันให้เยาวชนเข้าสู่วงจรการพนันออนไลน์มากขึ้น


กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี Jan 2024

กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ต่อสถาบันครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว และศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนศึกษาบทบาทการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อความเข้าใจและพัฒนาแนวทางแก้ไขป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยวิธีการในการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ซึ่งเป็นบุตรหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวผลการศึกษาพบว่าทัศนะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Z ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับครอบครัวคล้ายกับคนในยุคก่อน โดยยังเห็นว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่มีการรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในครอบครัวที่ไม่ควรมีการละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจเด่นชัดขึ้น และส่วนหนึ่งมีมุมมองสะท้อนให้เห็นภาพสถาบันครอบครัวที่แตกต่างออกไป เช่น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมาดูแลในวัยชรา เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองไปทางเดียวกันกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แสดงมุมมองต่อศาลหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้กระทำความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่จะคิดว่าการกระทำของตนเองไม่เป็นความรุนแรง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้กระทำความรุนแรง และเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็ยอมรับว่าช่วยให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สะท้อนว่าบริบทของความรุนแรง ในครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องทบทวนและตระหนักถึงบริบทที่แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลและสันติภาพภายในบ้าน อีกทั้งในระดับ มหภาคเพื่อช่วยกันรณรงค์ หรือกำหนดนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขไร้ความรุนแรงอย่างยั่งยืน


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และสาเหตุการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันปราบปรามการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ออกมาตรการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พนักงานธนาคาร และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงินและผลกระทบของการเป็นบัญชีม้า 2) การขาดการดูแลและคำแนะนำจากครอบครัว ทำให้เยาวชนถูกชักจูงได้ง่าย และ 3) แรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เด็กและเยาวชนได้รับค่าตอบแทนเป็นที่น่าดึงดูด อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทผู้ปกครองและหน่วยงานรัฐในการให้ความรู้และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การจำกัดการเปิดบัญชีใหม่เพื่อป้องกันการกระทำผิด การวิจัยนี้เสนอแนวทางป้องกันเด็กและเยาวชนจากการตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการระวังภัยทางการเงินให้แก่เยาวชนอย่างเหมาะสมเพื่อเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย


การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Jan 2024

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย


Suicidality In Autistic College Students, Sam Fisher Jan 2024

Suicidality In Autistic College Students, Sam Fisher

McNair Scholars Manuscripts

Autistic college students are significantly more likely to experience suicidal thoughts and behaviors (STBs) than the general college student population. Jackson et al. (2018) found that 75% of autistic college students experienced some form of suicidal behavior at some point in their lives. Autistic college students are also more likely to successfully complete suicide on the first attempt. Suicide death is 3-7 times more common among autistic people than the general population (Cervantes et al., 2022). Co-occurring mental health conditions are also extremely prevalent among autistic people and elevate suicide risk. Yet, college campuses are often uninformed or under-informed on …


Suppressing Learning About Race And Law: A New Badge Of Slavery? – A Brief Commentary, Leroy Pernell Jan 2024

Suppressing Learning About Race And Law: A New Badge Of Slavery? – A Brief Commentary, Leroy Pernell

Journal Publications

[There is a war being waged against African Americans, and their ability to speak out against racial injustice, which is more intense than any past attempt at suppression, since post-reconstruction in America. This war has been characterized by state legislative initiatives aimed at denying consideration or discussion of Critical Race Theory. Under the guise of “Anti-WOKE,” states, such as Florida have sought not only to prevent serious discussion of Critical Race Theory, but to broaden the attack to deny advocacy or discussion of the more general issue of systemic role of race in our understanding of American jurisprudence, as well. …