Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- International Relations (439)
- Arts and Humanities (380)
- Sociology (334)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (327)
- International and Area Studies (292)
-
- American Politics (229)
- History (216)
- Law (160)
- Politics and Social Change (142)
- Political Theory (135)
- Peace and Conflict Studies (121)
- Economics (110)
- Comparative Politics (98)
- Business (88)
- Other Political Science (83)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (80)
- Communication (77)
- Defense and Security Studies (77)
- Psychology (77)
- Social Justice (72)
- Anthropology (67)
- Education (67)
- Legal Studies (65)
- Asian Studies (60)
- Religion (59)
- Near and Middle Eastern Studies (54)
- Environmental Studies (52)
- Civic and Community Engagement (51)
- Institution
-
- Brigham Young University (75)
- Chulalongkorn University (65)
- College of Saint Benedict and Saint John's University (64)
- Claremont Colleges (53)
- University of Nebraska at Omaha (45)
-
- Association of Arab Universities (44)
- City University of New York (CUNY) (42)
- Chapman University (40)
- Universitas Padjadjaran (37)
- Liberty University (33)
- Universitas Indonesia (33)
- University of Nebraska - Lincoln (32)
- Southern Methodist University (26)
- Valparaiso University (22)
- US Army War College (21)
- University of South Florida (21)
- University of Texas Rio Grande Valley (19)
- American University in Cairo (18)
- Loyola Marymount University and Loyola Law School (18)
- Mississippi State University (17)
- Portland State University (17)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (16)
- Syracuse University (15)
- University of Central Florida (15)
- Old Dominion University (14)
- Chinese Academy of Sciences (13)
- Texas Southern University (13)
- University of Arkansas, Fayetteville (12)
- University of Mississippi (12)
- Northern Illinois University (11)
- Keyword
-
- Politics (34)
- China (32)
- Russia (31)
- United States (25)
- Democracy (23)
-
- Ukraine (17)
- Elections (16)
- Gender (15)
- Public opinion (15)
- Culture (14)
- NATO (14)
- Political Science (14)
- Education (13)
- International relations (13)
- Media (13)
- Security (13)
- COVID-19 (12)
- Capitalism (12)
- Climate change (12)
- Immigration (12)
- Israel (12)
- Policy (12)
- Donald Trump (11)
- Populism (11)
- Strategy (11)
- United Nations (11)
- Conflict (10)
- Development (10)
- Economics (10)
- Environment (10)
- Publication
-
- The Journal of Social Encounters (59)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (50)
- Comparative Civilizations Review (38)
- Jurnal Wacana Politik (37)
- Space and Defense (30)
-
- Journal of Nonprofit Innovation (25)
- The Dialogue (25)
- Journal of the Association of Arab Universities for Research in Higher Education مجلة اتحاد الجامعات العربية للبحوث في التعليم العالي (24)
- Political Science Faculty Publications (24)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (23)
- Honors Theses (23)
- Theses and Dissertations (22)
- Midwest Social Sciences Journal (21)
- The US Army War College Quarterly: Parameters (21)
- CMC Senior Theses (20)
- Helm's School of Government Conference - 2021-2024 (18)
- Emancipations: A Journal of Critical Social Analysis (17)
- Journal of Social Sciences (15)
- Student Scholar Symposium Abstracts and Posters (15)
- Honors Undergraduate Theses (14)
- Independent Study Project (ISP) Collection (14)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (13)
- Claremont-UC Undergraduate Research Conference on the European Union (11)
- Dissertations and Theses (11)
- Jurnal Politik (11)
- Research Collection School of Social Sciences (11)
- Scripps Senior Theses (11)
- CGU Theses & Dissertations (10)
- Digital Legal Research Lab (10)
- Res Publica - Journal of Undergraduate Research (10)
- Publication Type
- File Type
Articles 1201 - 1230 of 1388
Full-Text Articles in Political Science
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
ผลกระทบการผนวกไครเมียต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต): การเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซีย, วสุพล ครุอำโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำของรัสเซียภายหลังจากการผนวกไครเมียว่ามีความสำคัญต่ออำนาจทางทะเลและความมั่นคงของรัสเซียอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำว่าสามารถสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตได้อย่างไร โดยผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดสมุททานุภาพ (sea power) และทฤษฎีสัจนิยมเชิงโครงสร้างสำหรับการอธิบายการเสริมสร้างอำนาจทางทะเลของรัสเซียจนกระทั่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจากการศึกษาพบว่า รัสเซียมีเป้าประสงค์ในการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา เพื่อรักษาความมั่นคงทางทะเล การขยายอิทธิพลทางทะเล และใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการต่อต้านการขยายตัวของนาโต รัสเซียปรับเปลี่ยนแนวคิดการครองทะเล (command of the sea) ของกองเรือทะเลดำที่จากเดิมมีความพยายามในการแผ่ขยายอำนาจทางทะเลออกนอกภูมิภาคเปลี่ยนผ่านสู่การผสมผสานการปฏิบัติการทางทะเลและทางบก และการปฏิบัติการในสงครามอสมมาตรหรือสงครามลูกผสมในภูมิภาค แนวโน้มการเสริมสร้างกองเรือทะเลดำเริ่มเห็นความสำคัญและเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในช่วงหลังจากการผนวกไครเมียเสร็จสมบูรณ์ทางพฤตินัย แนวโน้มดังกล่าวนำมาซึ่งการแสดงอำนาจทางทหารและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียและนาโต ผลลัพธ์จากการแข่งขันทางอำนาจที่มีความตึงเครียดสูงจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้การคาดการณ์การกระทำต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงผิดพลาดและบานปลายอยู่เสมอจนนำมาสู่สภาวะทางแพร่งทางความมั่นคง (security dilemma) ให้เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับนาโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับนาโตจะมีแนวโน้มเลวร้ายลงจนไม่สามารถสร้างความประนีประนอมต่อกันได้เลย
มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์
มโนทัศน์ด้านความมั่นคงของกองทัพไทยต่อการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2566, โจเซฟ แดเวนโพรท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในกิจการระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคือการเกิดการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาว่าการสร้างประเด็นความมั่นคงจากภายนอกต่อภูมิภาค ประกอบกับพลวัตภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ส่งผลอย่างไรต่อการรับรู้ด้านความมั่นคงของผู้นำกองทัพในกองทัพไทย โดยใช้แนวทางแบบองค์รวมซึ่งรวมถึงการวิจัยเอกสาร การสำรวจความคิดเห็นของนายทหารไทย และการสัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่กองทัพไทยในฐานะกลไกการสร้างการรับรู้ และวิเคราะห์ว่าพัฒนาการด้านความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในได้ส่งอิทธิพลต่อมุมมองของกองทัพไทยอย่างไร งานวิจัยนี้เสนอข้อค้นพบหลักสามประการ ประการแรก ผู้นำกองทัพไทยมองว่ารัฐมหาอำนาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทยมากเท่ากับเมื่อไม่กี่ปีก่อน ประการที่สอง กองทัพไทยยังคงให้ความสำคัญกับปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในและอธิปไตยของชาติ มากกว่าภัยคุกคามจากภายนอก ประการที่สาม การที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีความขัดแย้งข้ามพรมแดนในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การรับรู้ถึงภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านลดลง และเน้นให้เห็นถึงความต้องการเสถียรภาพและความเป็นกลางท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการรับรู้ด้านความมั่นคงของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนที่ประเทศไทยต้องเผชิญในการดำเนินยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล ควบคู่ไปกับการธำรงความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ผลการศึกษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิชาการที่สนใจพลวัตด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลกระทบที่กว้างขึ้นจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง
พลวัตทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาการเลือกตั้งทั่วไป ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566, อัญชลี อ่อนศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตและพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในอำเภอปากพนังตั้งแต่ พ.ศ. 2544 – 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการศึกษาโดยการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5 กลุ่ม อันประกอบไปด้วยนักการเมือง นักวิชาการท้องถิ่น สื่อท้องถิ่น หัวคะแนน และประชาชนในพื้นที่อำเภอปากพนัง ข้อค้นพบคือพลวัตทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงโดยช่วงแรกเป็นช่วงพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมั่น (พ.ศ. 2544–2554) ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลานี้คือชวน หลีกภัย และความเป็นตัวแทนคนใต้ ต่อมาในช่วงเปลี่ยนแผ่นดินทางการเมือง (พ.ศ. 2562) ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งใช้บัตรเลือกตั้งหนึ่งใบแต่ได้สส. ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยการตัดสินใจเลือกเกิดขึ้นผ่านบารมีบุคคลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงนโยบายประชารัฐ จนถึงการเลือกตั้งช่วงที่ 3 เรียกได้ว่าเป็นช่วงการเมืองปากท้อง (พ.ศ. 2562-2566) กติกาบัตรเลือกตั้งกลับมากลับมาเป็นระบบคู่ขนาน ผสมกันระหว่างระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้บัตรเลือกตั้งสองใบอีกครั้ง และครั้งนี้แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคืนที่นั่งอีกครั้ง แต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ เเต่เพราะกลไกและเครือข่ายทางการเมืองของตระกูล “เดชเดโช” ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับชัยชนะในคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้เห็นว่าพฤติกรรมทางการเมืองของคนอำเภอปากพนังเปลี่ยนแปลงจากการที่ตัดสินใจทางการเมืองผ่านอุดมการณ์และตัวบุคคล เป็นให้ความสำคัญกับนโยบาย และชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้น กล่าวคือ คนปากพนังต้องการมีนายกคนดีเช่นเดิม หากแต่จะต้องควบคู่ไปกับเรื่องปากท้องโดยจะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกา : ความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง (ค.ศ. 2009-2024), วรวรรณ ท้วมแสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้อภิปรายความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของการดำเนินนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาในรัฐบาลบารัค โอบามา รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐบาลโจ ไบเดน โดยนำกรอบการศึกษาการเมืองเกี่ยวพัน (Linkage Politics) มาใช้สำหรับการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยจากการเมืองระหว่างประเทศกับการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกา ปัจจัยภายในประเทศที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยบทบาทของผู้นำและผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจและบทบาทของกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ กอปรกับปัจจัยภายนอก ที่ประกอบด้วย เหตุการณ์ทางการเมืองในระบบระหว่างประเทศ บรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศและนโยบายต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินนโยบายของวอชิงตัน การคาดการณ์แนวโน้มในการดำเนินนโยบายและบทบาทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงอธิบายกระบวนการและสาเหตุที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นสภาพภูมิอากาศโลก
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
บทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทย พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565, อภิเชษฐ์ เกตุมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของสื่อแต่ละสำนักจาก พ.ศ. 2563 - พ.ศ. 2565 โดยการศึกษาในเชิงคุณภาพ ด้วยแนวทางการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ประกอบกับการวิเคราะห์เนื้อหาซ่อนเร้น (Latent Content) และการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อจำนวนทั้งสิ้น 7 สำนัก ผลการศึกษาพบว่า สื่อทั้ง 7 สำนักมีความโน้มเอียงทางการเมือง (Political Orientation) เป็นของตนเอง โดยมักนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางที่ตอบสนองจุดยืนทางการเมืองของตน ประกอบกับการเติบโตขึ้นของเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของสื่อส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) อันเป็นผลมาจากระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มดิจิทัล ส่งผลให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารอาจได้รับข้อมูลเพียงแง่มุมเดียวและอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน นอกจากนั้นสื่อยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกล่อมเกลาทัศนคติ ความเชื่อ และชุดความคิดของปัจเจกบุคคล ผ่านการใช้วิธีการวางกรอบ (Framing) เนื้อหาของข่าวที่จะนำเสนอ และการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda-Setting) ซึ่งแม้ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร สื่อมีเครื่องมือและวิธีการในการโน้มน้าวให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเห็นคล้อยตามความโน้มเอียงทางการเมืองของสื่อนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้การศึกษาสื่อในฐานะหนึ่งในผู้แสดงทางการเมือง (Political Actor) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคมไทย
การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร
การก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทย ปี 2563, รัฐภูมิ เลิศไพจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการ ของ We Volunteer และ ผลกระทบที่มีต่อขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชนไทยปี 2563 จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งในเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์พบว่าปัจจัยที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยเกิดกระบวนการก่อตัวโครงสร้างการ์ดมาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้ 1) ความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐ อันหมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้ หลักการประชาธิปไตยแบบไทยๆ มักละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในการแสดงออกผ่านการชุมนุม 2) เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ชุมนุมได้ตามหลักประชาธิปไตย โดยทั้งสองปัจจัยส่งผลทำให้กลุ่มชุมนุมจำเป็นต้องสร้างส่วนงานการ์ดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อที่จะสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมักมีอคติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมจนนำมาสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพและขยายตัวนำมาสู่ความรุนแรงทางกายภาพ นอกจากการแสวงหาคำตอบว่าทำไมการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในไทยจึงจำเป็นต้องมีการ์ดผู้ค้นคว้าได้ศึกษาการก่อตัว บทบาท และพัฒนาการของกลุ่ม We Volunteer ในฐานะการ์ดผู้ซึ่งดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับการชุมนุมของกลุ่มเยาวชน 2563 พบว่า บทบาทของกลุ่ม We Volunteer มีพลวัตมากกว่าการเป็นผู้รักษาความปลอดภัยในพื้นที่การชุมนุม แต่เป็นส่วนงานที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชน 2563 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ส่วนงานการ์ดมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์สันติวิธีซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของขบวนการเคลื่อนไหว
การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร
การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ ที่มา และพัฒนาการการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรมของไทย, สยาม เสรีราษฎร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาที่มาของการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวะ ประเภทช่างอุตสาหกรรม หรือนักเรียนช่าง ของไทย ในทางประวัติศาสตร์การเมือง และเศรษฐกิจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัย และที่มาในทางประวัติศาสตร์การเมืองที่ส่งผลต่อการก่อรูปความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทดังกล่าว จากในระดับไม่รุนแรงจนไปถึงการยกระดับความรุนแรงเป็นการประสงค์ต่อชีวิต โดยใช้การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เพื่อค้นคว้าวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนช่างนับตั้งแต่ช่วงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนถึงช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยในการก่อรูปของความรุนแรง และการทะเลาะวิวาทของนักเรียนช่าง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การใช้โรงเรียนช่างเป็นพื้นที่ในการสร้างอำนาจ และประลองกำลังกันของชนชั้นนำนับตั้งแต่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่งผลทำให้โรงเรียนช่างเฉพาะทางตกทอดเป็นมรดกมาสู่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 โดยแบ่งเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้าง และโรงเรียนช่างกล ซึ่งเป็นโรงเรียนคู่แข่งกัน ซึ่งปูทางให้เกิดสถาบันทางความคิดในโรงเรียนเฉพาะทาง 2 แห่งแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประการที่สอง การก่อตัวของรุนแรง และการทะเลาะวิวาทระหว่างโรงเรียนช่างเฉพาะทาง 2 แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามใช้โรงเรียนช่างเฉพาะทางทั้ง 2 แห่งเป็นเครื่องมือในการผลักดันสถาบันทางเศรษฐกิจการเมือง คือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ เพื่อกีดกันชาวจีนออกจากวิชาชีพช่างโดยเฉพาะในวิชาชีพช่างกล และช่างก่อสร้าง จึงมีการสร้างความรัก และสามัคคี ความรักในสถานศึกษา และความรักในวิชาชีพช่างที่สถานศึกษาของตนเองเปิดสอน จนเกิดค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างกลในโรงเรียนช่างกลปทุมวัน และค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมแบบช่างก่อสร้างในโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย จนนำไปสู่การทะเลาะวิวาทในระดับที่ไม่รุนแรงครั้งแรกในปี 2495 ประการที่สาม การทะเลาะวิวาทถูกยกระดับเป็นการประสงค์ต่อชีวิตหลังวิกฤตการณ์ทางการเมือง 14 ตุลาคม 2516 ที่ได้มีการแยกสลายนักเรียนช่างออกจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาโดยชนชั้นนำ และมีการสร้างความหวาดระแวงต่อกัน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในหมู่นักเรียนช่าง ประกอบกับค่านิยมสถาบันการศึกษานิยมที่มีอยู่เดิม จึงเกิดการแก้แค้นกันไปมาจนถึงปัจจุบัน
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและทวีความรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผลักดันการกำหนดชะตากรรมตนเองและปราถานาเอกราชปาตานี สู่การก่อตั้งกลุ่ม ปาตานี บา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปแบบจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมสู่กลุ่มการเมืองเชิงสถาบัน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับพรรคการเมือง ผลการวิจัยชี้ว่า การก่อตั้งกลุ่มปาตานี บารู เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งสวนทางกับโครงสร้างทางการเมืองที่ยังคงปิดกั้นและจำกัดสิทธิในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายพิเศษ ด้านความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กลุ่มปาตานี บารู กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการพิจารณาร่วมงาน ได้แก่ การเป็นพรรคประชาธิปไตย ความสามารถในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาตานี อำนาจบริหารงานการเมืองในพื้นที่ และการสนับสนุนทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่ากลุ่มปาตานี บารู ได้รับการยอมรับและบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานด้วย
ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ
ว่าด้วยทรราชย์ในปรัชญาการเมืองของ Montesquieu และ Tocqueville, หัสนัย สุขเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ในทางปรัชญาการเมือง โดยเน้นศึกษาแนวคิดของ Montesquieu และ Alexis de Tocqueville วิทยานิพนธ์นี้เริ่มต้นจากปมปัญหาทรราชย์ที่พัฒนาจากทรราชที่เป็นตัวบุคคลในปรัชญาการเมืองคลาสสิก ไปสู่ทรราชย์ในเชิงสถาบันในปรัชญาการเมืองสมัยใหม่กลุ่มสัญญาประชาคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใช้อำนาจแบบทรราชย์มิได้เป็นแต่เฉพาะผู้ปกครองที่เป็นตัวบุคคลแต่เป็นเรื่องของระบอบหรือรูปแบบการปกครองโดยตัวมันเอง ประเด็นสำคัญก็คือว่า ถึงแม้นักปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมจะพยายามนิยามความหมายของทรราชย์ขึ้นมา ทว่าเมื่อพิเคราะห์รากฐานทางความคิดของปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมเอง กลับพบว่ารากฐานความคิดดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดทรราชย์อีกชนิดหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอ Montesquieu และ Tocqueville ในฐานะนักปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ซึ่งมีรากฐานทางความคิดที่แตกต่างไปจากปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมและสามารถตอบปัญหาคั่งค้างที่บรรดาปรัชญาการเมืองกลุ่มสัญญาประชาคมทิ้งเอาไว้โดยเฉพาะประเด็นการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์และมีวิธีการยับยั้งทรราชย์ ข้อค้นพบของวิทยานิพนธ์คือ นักปรัชญาการเมืองทั้งสองมิได้วางรากฐานปรัชญาการเมืองจากการทดลองทางความคิด แต่ให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะของสังคม เช่น กรณีของ Montesquieu กล่าวถึงจิตวิญญาณแห่งกฎหมาย และ Tocqueville กล่าวถึงความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคม Montesquieu มองว่าทรราชย์เกิดจากความเสื่อมจากความไม่สมดุลทางการเมืองอันเนื่องมาแต่สภาพเงื่อนไขทางสังคมโดยตัวมันเอง ทั้งนี้ เนื่องจากมหาชนรัฐสมัยใหม่มีเป้าหมายคือเสรีภาพของพลเมืองภายในรัฐ เขาจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทรราชย์ผ่านการจัดโครงสร้างสถาบันการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจเพื่อพิทักษ์เสรีภาพ แต่ในขณะที่ Montesquieu เน้นมาตรการเชิงสถาบันที่เป็นทางการ Tocqueville ได้ขยายการวิเคราะห์ปัญหาทรราชย์ไปสู่มิติทางสังคมและจิตวิทยาของผู้คน เขาสังเกตเห็นความเสมอภาคของเงื่อนไขทางสังคมอันเป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยในอเมริกา และมีความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพของประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ทรราชย์ของเสียงข้างมากหรือเผด็จการควบคุมความคิดจิตใจ ซึ่งมิได้ใช้การบังคับทางกายภาพ แต่ครอบงำความคิดและจิตใจของผู้คนผ่านความเห็นสาธารณะ สำหรับการแก้ปัญหาทรราชย์ดังกล่าวจึงต้องอาศัยศาสตร์ทางการเมืองใหม่ซึ่งมุ่งบ่มเพาะผลประโยชน์ส่วนตนที่เข้าใจกันอย่างถูกต้องโดยผ่านสถาบันทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Factors Affecting Securitization In United States Climate Policy Under The Biden Administration, Gordon Spahr
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study articulates the importance of the audience in Buzan’s securitization framework by analyzing the case of climate securitization in the United States under the Biden Administration between 2021 and 2025. The role of the audience is demonstrated as a coequal piece of the securitization framework through a new process of analysis in which securitizing speech acts are examined and paired with an analysis of audience acceptance to determine the extent to which those acts were successful. A qualitative analysis of securitizing speech acts was conducted on executive orders and multiple policy documents produced by the Administration and was then …
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
นโยบายกลาโหมของมาเลเซีย ค.ศ. 2022 ถึง 2024: การวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เลิศชัย จิรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้วิเคราะห์นโยบายกลาโหมมาเลเซียระหว่างปี ค.ศ. 2022 ถึง 2024 โดยวิเคราะห์การตอบสนองต่อความท้าทายด้านความมั่นคงหลายมิติที่ปรากฏชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การศึกษาใช้กรอบทฤษฎี โดยมองจากทฤษฎีสัจนิยมใหม่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนและลักษณะพฤติกรรมทางยุทธศาสตร์ของมาเลเซีย บริบทระหว่างประเทศลักษณะเด่นคือการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อในทะเลจีนใต้ การเสริมสร้างกำลังทหารของประเทศเพื่อนบ้าน การเพิ่มขึ้นของภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น สงครามไซเบอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นต่อเนื่องในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จากมุมมองของทฤษฎีสัจนิยมใหม่ นโยบายกลาโหมมาเลเซียสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลต่อระบบอนาธิปไตยระหว่างประเทศ และสภาวะทางแพร่งด้านความมั่นคงในภูมิภาค การแสดงบทบาทเชิงรุกอย่างต่อเนื่องของมหาอำนาจ โดยเฉพาะกิจกรรมของจีนในทะเลจีนใต้ซึ่งส่งผลกระทบต่อเขตเศรษฐกิจจำเพาะและการอ้างอธิปไตยของมาเลเซีย ผลักดันให้มาเลเซียให้ความสำคัญกับการอยู่รอดของชาติและกลไกการพึ่งพาตนเอง ซึ่งปรากฏชัดในความมุ่งมั่นปรับปรุงกลาโหมมาเลเซียให้ทันสมัย การเพิ่มงบประมาณกลาโหม สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นตามแนวคิดสัจนิยมใหม่ในการสร้างขีดความสามารถในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง การให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนยังคงมีความสำคัญสูงสุด
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แนบแน่นระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐอเมริกา: อุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของดูเตอร์เตที่มีต่อสหรัฐอเมริกา, โสมนัส ทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคอาณานิคมของสหรัฐฯ จนถึงยุคสมัยของประธานาธิบดีดูเตอร์เต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งผลให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของดูเตอร์เต อันเนื่องมาจากการที่ดูเตอร์เตได้พยายามสร้างระยะห่างระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐฯ โดยเลือกที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง โดยมีปัจจัยหลักสองประการเป็นแรงขับเคลื่อน ปัจจัยแรกคือความท้าทายภายนอก เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายข้ามชาติ และผลกระทบในระดับโลกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาเหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือกับพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ได้รับการยอมรับ ปัจจัยที่สองคือความท้าทายภายใน ได้แก่ ความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกอย่างแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ ภายในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองของฟิลิปปินส์ กองทัพ สถาบันของรัฐ และสังคมโดยรวม แม้ว่าดูเตอร์เตในช่วงแรกแสดงท่าทีที่เผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แต่การเกิดขึ้นของภัยคุกคามจากภายนอกและแรงกดดันภายในประเทศ ในท้ายที่สุดก็ทำให้ดูเตอร์เตต้องปรับจุดยืนของตนใหม่และกลับมาร่วมมือกับสหรัฐฯ อีกครั้ง สิ่งนี้เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญและยั่งยืนของความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
โครงการอาหารโลกกับความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดาน (ค.ศ. 2019 - 2024), ไอริณ เลาห์ภูติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) ในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานระหว่างปี ค.ศ. 2019 - 2024 รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบจากการดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดที่มององค์การระหว่างประเทศเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับ (International Organizations as Bureaucracies) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินงานของ WFP ภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนของซูดาน อันได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการใช้ความรุนแรง เศรษฐกิจที่ตกต่ำ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)จากการศึกษาพบว่า แม้ WFP จะสามารถบรรเทาวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหารได้ในเฉพาะหน้า แต่ในความเป็นจริงไม่อาจสร้างผลกระทบในเชิงบวกที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในซูดานได้ และย่อมหมายถึง WFP ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ยุติความหิวโหย (SDG 2 Zero Hunger) ได้เช่นกัน เนื่องจากแนวทางที่กำหนดมาเพื่อใช้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารในซูดานไม่ได้มุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุแท้จริง อันเป็นผลมาจากความเป็นหน่วยที่มีอำนาจใช้บังคับซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับ WFP ในการดำเนินงานดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ
ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ
ฟินแลนด์กับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการต่างประเทศนำไปสู่การเป็นสมาชิกนาโต, ไอวริณ ศิลปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากนโยบายความเป็นกลางของฟินแลนด์ไปสู่การสมัครเป็นสมาชิกนาโต และวิเคราะห์ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ฟินแลนด์เปลี่ยนมุมมองและรู้สึกว่ารัสเซียเป็นภัยคุกคาม โดยในการศึกษาครั้งนี้ ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเชิงเอกสารเป็นหลัก มาประกอบการวิเคราะห์จากการศึกษาพบว่า ฟินแลนด์พยายามและมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายความเป็นกลาง เพื่อความอยู่รอด รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และปรารถนาที่จะอยู่นอกเหนือผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันของมหาอำนาจ โดยสืบทอดแนวนโยบายความเป็นกลางผ่านบทบาททางการเมืองของผู้นำฟินแลนด์มาหลายรุ่น ตามแนวทาง Paasikivi-Kekkonen ในปี 2022 หลังจากเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ฟินแลนด์วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ความมั่นคง ซึ่งชี้ว่าฟินแลนด์ตกอยู่ในความเสี่ยงอาจถูกคุกคามความมั่นคง ผู้นำฟินแลนด์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจครั้งนี้ ปัจจัยแรก การรับรู้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเกี่ยวกับรัสเซียว่าเป็นภัยคุกคามทางทหาร ได้แก่ รัสเซียสามารถที่จะโจมตีเพื่อนบ้านของตน การระบาดของสงครามแสดงให้เห็นข้อจำกัดที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่ประเทศอื่นๆ และการโจมตีของรัสเซียตอกย้ำว่ารัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์สามารถสร้างพื้นที่สำคัญสำหรับการซ้อมรบได้ ปัจจัยที่สอง การเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดเห็นของสาธารณชนที่สนับสนุนการเข้าร่วมนาโต ชาวฟินแลนด์แสดงความพึงพอใจและสนับสนุนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตและต้องการความมั่นคงในรูปแบบพันธมิตรทางทหารอย่างมาก ผลการสำรวจฯพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 76 เห็นด้วยและสนับสนุนการเป็นสมาชิกนาโต และร้อยละ 12 ไม่เห็นด้วย ปัจจัยดังกล่าวได้นำฟินแลนด์มุ่งสู่การสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโตสำเร็จสมบูรณ์ (สมาชิกลำดับที่ 31) เมื่อ 4 เมษายน 2023
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน
ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (Ta’Ang National Liberation Army: Tnla) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา, กรชวัลย์ จุ้มฝน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และจีน ภายใต้สภาวะรัฐล้มเหลวของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัย ที่ส่งผลต่อการขยายอิทธิพลของ TNLA ในรัฐฉานเหนือและกลายเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักในการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาในช่วงต้นทศวรรษ 2550 จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและ TNLA ในด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ ว่ามีผลต่อพลวัตการเติบโตและความเปลี่ยนแปลงของ TNLA อย่างไร โดยใช้กรอบแนวคิดรัฐล้มเหลว (failed states) ในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า การเติบโตของ TNLA มิได้เป็นผลจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นผลจากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2552 TNLA ได้พัฒนาศักยภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในด้านศักยภาพทางการทหาร โครงสร้างการปกครองในพื้นที่ควบคุม และเครือข่ายเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2564 ที่ส่งผลให้เมียนมาเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวอย่างชัดเจน รัฐบาลทหารเมียนมาสูญเสียความสามารถในการควบคุมพื้นที่ชายแดน การจัดบริการสาธารณะ และความชอบธรรมทางการเมือง เปิดโอกาสให้ TNLA สถาปนาอำนาจควบคุมพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ในบริบทดังกล่าว จีนซึ่งมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในรัฐฉานเหนือ ได้ดำรงความสัมพันธ์กับ TNLA ในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ผ่านกลไกเศรษฐกิจชายแดน การค้า การลงทุน และการสนับสนุนทางทหารทางอ้อม ซึ่งช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของ TNLA ทั้งในมิติทางทหารและการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจีนก็ได้ใช้กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธอย่าง TNLA เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและคุ้มครองผลประโยชน์ของตนในรัฐฉานเหนือ ดังนั้น พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ TNLA จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจีนในฐานะผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา รวมทั้งต่อการเติบโตของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดน และทิศทางของรัฐล้มเหลวในอนาคตว่าจะสามารถฟื้นฟู สู่ความเป็นรัฐที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม หรือจะดำรงอยู่ในสถานะรัฐเปราะบางซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจต่อไปxx
บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง
บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา กับการดำเนินนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980 - 1990, ชัชชญา ศรีเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งนี้วิเคราะห์บทบาทของพลอากาศเอกสิทธิ เศวตสิลา ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศไทยต่อกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ. 1980–1990 ซึ่งเป็นช่วงที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาและส่งผลต่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องบทบาท (Role Theory) และคุณลักษณะเฉพาะของผู้ตัดสินใจ (Idiosyncratic Variables) พบว่าพลอากาศเอกสิทธิฯ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีบทบาทนำในการผลักดันให้ไทยใช้เวทีอาเซียนสร้างความเป็นเอกภาพ แสวงหาแนวร่วมระหว่างประเทศ และยึดหลักสันติวิธีในการจัดการกับวิกฤตกัมพูชา พร้อมทั้งสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลผสมเขมรสามฝ่ายได้รับการยอมรับจากนานาชาติ นอกจากนี้ บุคลิกภาพ ความซื่อสัตย์ ประสบการณ์ทางทหาร และทักษะการทูตของเขา ล้วนส่งผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทยอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของปัจเจกบุคคลในฐานะผู้ตัดสินใจ และบทบาทของไทยในฐานะผู้นำระดับภูมิภาคที่ส่งเสริมสันติภาพในอินโดจีน
กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล
กองทัพอากาศไทยกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กรณีศึกษาการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ, ฐปพล ด่านตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทของกองทัพอากาศไทยในการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินในต่างประเทศ และเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะในการปฏิบัติการและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายของภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมมุติฐานหลักของงานวิจัยนี้เสนอว่า การพัฒนาสมรรถนะของการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ บริบทที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์วิกฤต กรอบกฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการอพยพคนในภาวะสงครามและความขัดแย้ง บทเรียนของกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจที่ผ่านมา และแนวทางปฏิบัติที่ดีของต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา สารนิพนธ์นำปัจจัยเหล่านี้มาวิเคราะห์ผ่านแผนภาพก้างปลา (Fishbone Diagram) โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด 4M1E (Man, Machine, Material, Method, Environment) และกรอบการจัดการวิกฤต (Crisis Management) ผลการศึกษาตามกรอบดังกล่าวพบว่า กองทัพอากาศไทยสามารถวางแนวทางพัฒนาปฏิบัติการอพยพคนไทยออกจากสถานการณ์วิกฤตในต่างประเทศโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยภายใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร อากาศยาน อุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ แบบแผนวิธีการปฏิบัติงานที่มีการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในการกำหนดแนวทางสำหรับปฏิบัติการแต่ละครั้ง สารนิพนธ์ยังเน้นความสำคัญของมาตรฐานระหว่างประเทศและปัจจัยในสถานการณ์วิกฤตต่างประเทศในกระบวนการวางแผนภารกิจและการประสานงานกับหน่วยงานภายในและภายนอก จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยจัดข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่ 1) พัฒนากลไกการประสานงาน 2) พัฒนาคู่มือการปฏิบัติการอพยพคนไทยในต่างประเทศ 3) เตรียมพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอยู่เสมอ 4) ส่งเสริมระบบการฝึกซ้อมให้เพียงพอ และ 5) มีระบบประเมินผลที่มีคุณภาพ
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
ปัจจัยภายในของอาเซียนที่ส่งผลต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค, ตปนีทัศไนย์ หาญพูนวิทยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยการเมืองภายในประเทศในอาเซียน ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าหรือความล่าช้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของจีนในภูมิภาค ภายใต้บริบทของโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิด Neoclassical Realism ซึ่งนอกจากปัจจัยภายนอกของรัฐแล้ว ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในของรัฐ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง วิธีการตัดสินใจของผู้นำ ความสามารถในการบริหารจัดการ และแรงสนับสนุนจากภายในประเทศในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จากการศึกษากรณีตัวอย่างจำนวน 4 โครงการ ในความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบรางระหว่างประเทศในอาเซียนกับจีน ทั้งที่แล้วเสร็จและยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ พบว่าระดับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จของโครงการต่าง ๆ มีผลมาจากปัจจัยทางการเมืองภายในของแต่ละประเทศ โครงการความร่วมมือกับจีนผ่านระบบรางจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยเสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนทางนโยบาย และการสนับสนุนในระดับผู้นำอย่างต่อเนื่อง หากขาดปัจจัยเหล่านี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความล่าช้า แม้จะมีเจตนาดีที่จะร่วมลงทุนหรือมีความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศแล้วก็ตาม
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
การจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 : กรณีศึกษาแรงงานชาวเมียนมา, ธนิษฐา ป้อมทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทยในช่วงปีพ.ศ. 2564 - 2566 โดยศึกษาการจัดการแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย กรณีศึกษาแรงงานเมียนมา และความ ท้าทายในการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงการเผชิญความท้าทายต่อการจัดการแรงงานงานข้ามชาติเมียนมา ด้านแรงงานของไทยในช่วงระหว่างปี 2564-2566 อย่างไร ภายใต้ทฤษฎีการเลือกอย่างมีเหตุผล (Rational Choice Theory) มาเป็นการส่วนประกอบการวิเคราะห์ จากการศึกษาพบว่าการกำหนดนโยบายหรือมาตราการด้านแรงงานต่อแรงงานข้ามชาติของประเทศไทยเป็นไปตามความต้องการของตลาดที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้คณะรัฐมนตรีผู้ซึ่งกำหนดนโยบายของไทยจำเป็นต้องออกนโยบายหรือมาตรการในการจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อตอบสนองต่อความต้องการนี้ในแต่ละปี โดยมักเป็น ในรูปแบบการผ่อนผันการขึ้นทะเบียนของแรงงานผิดกฎหมาย หรือผ่อนผันกลุ่มแรงงานเดิม ที่การอนุญาตทำงานสิ้นสุดลงให้สามารถทำงานกับนายจ้างต่อไปได้ตามที่มติกำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในตลาด โดยเฉพาะในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และแรงงานในบ้าน และเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องและในระยะสั้นเท่านั้น รวมทั้งยังไม่สามารถลดจำนวนแรงงานข้ามชาติ ที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมายได้มากเท่าที่ควร ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้อาจก่อนให้เกิดขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง และการแสวงหาผลประโยชน์จากนายหน้าหรือเจ้าหน้าที่ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายที่ไม่ละเมิดสิทธิต่าง ๆ ของแรงงานข้ามชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์ และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการเจรจาระหว่างประเทศที่ไทยกำลังดำเนินอยู่
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
สภาวะความไม่ยุติธรรมภายใต้กระแสระบบทุนนิยม : การสะสมทุนด้วยการปล้นชิง, รัชดาพร ธรรมไหว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาแนวคิดการสะสมทุนเบื้องต้น แนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง และแนวคิดทุนนิยมทางการเงิน และเพื่อเปรียบเทียบการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงของระบบทุนนิยม ระหว่างทุนนิยมอุตสาหกรรม และทุนนิยมทางการเงิน โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการวิเคราะห์จากเอกสารชั้นรอง ผ่านกรอบแนวคิดการะสมทุนเบื้องต้น และแนวคิดการสะสมทุนด้วยการปล้นชิง ผลการศึกษา พบว่า ในยุคเริ่มแรกของทุนนิยมอย่างในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม การสะสมทุนเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการแย่งชิงทรัพยากร เช่น การยึดครองที่ดิน การขูดรีดแรงงาน เป็นต้น แต่ในยุคปัจจุบัน การสะสมทุนมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะทุนนิยมทางการเงิน การสะสมทุนมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงแต่การขูดรีดแรงงานทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้แปรเปลี่ยนเป็นลักษณะของการเก็งกำไร การสร้างหนี้ การแปรรูปทรัพย์สินสาธารณะ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น โดยไม่ต้องผ่านการผลิตหรือแรงงานอย่างชัดเจน จึงทำให้ผู้เขียนได้ข้อค้นพบวิธีการสะสมทุนผ่านการปล้นชิงว่าได้แปรเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามบริบทโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทุนนิยมดิจิทัล กลไก และวิธีการสะสมทุนสามารถทำได้อย่างแยบยลจนกลืนไปกับชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว ภาพลักษณ์เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัลถูกผลิตมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่เบื้องหลังได้ปล้นชิงแร่ธาตุหายากอย่างมหาศาล และปล้นชิงความเป็นมนุษย์ในการกดขี่ข่มเหงแรงงานในประเทศยากจน อีกทั้งยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลอกหลวงมนุษย์ด้วยกันเอง จึงเป็นสิ่งสะท้อนว่า ไม่ว่าการสะสมทุนในยุคใดก็ตาม ก็ยังทิ้งความไม่ยุติธรรมแก่คนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งอนาคตการสะสมทุนก็คงกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ และดูเหมือนว่าความไม่ยุติธรรมยังคงแฝงอยู่ในระบบทุนนิยมที่ดูเหมือนจะพัฒนาไปอย่างไร้ที่ติ
Rhetorical Demagoguery: An Exploration Of Trump’S And Hitler’S Rise To Power, Tanner Horne
Rhetorical Demagoguery: An Exploration Of Trump’S And Hitler’S Rise To Power, Tanner Horne
Undergraduate Honors Theses
While many scholars have examined the rhetoric of President Donald Trump and Adolf Hitler individually, there is a void of scholarly work that highlights the similarities between the two leaders’ use of grandiloquent language to stoke the passions of their perspective nations. In the past one hundred years, rhetoric and propaganda have been employed to push political agendas that are divisive and dangerous. Trump’s incendiary vocabulary–“enemy of the people,” “vermin,” “retribution,” etc., employed frequently throughout his campaign and presidency, in many ways echoes Hitler's speeches and declarations. While their political strategies ultimately differed greatly, a close analysis of their speeches, …
Expansion And Ineffectiveness: The Evolution Of The Mexican Healthcare System, Leslie Bejaran Solorio
Expansion And Ineffectiveness: The Evolution Of The Mexican Healthcare System, Leslie Bejaran Solorio
History and Political Science | Senior Theses
In the 1917 Mexican Constitution, Article 123 Section Number 14, health became an occupational right in which the employer paid for sickness and injuries, a right advocated in the Mexican Revolution. Despite this, it was not until 1943, with the creation of Instituto Mexicano del Seguro Social (Mexican Social Security Institute), that it became a reality. Following the creation of social security, other programs were established for federal workers (the Institute for Social Security and Services for State Workers), oil workers (Mexican Petroleum Company), and the armed forces (Ministry of National Defense and Secretariat of the Navy). Even then, the …
Communicating With The Public About Vietnam: How Transparent Was Johnson In His Public Statements, Amber Fields
Communicating With The Public About Vietnam: How Transparent Was Johnson In His Public Statements, Amber Fields
History and Political Science | Senior Theses
The National Security Council is a crucial tool for American presidents when making tough foreign policy decisions that have the potential to affect the entire nation. Since its creation in 1947 under President Harry Truman, the National Security Council has provided presidents with advice on national security and foreign policies. It was used numerous times when presidents had to make decisions about the Vietnam War. However, it must be asked, how transparent were presidents with the public about the information they received from the National Security Council? This thesis examines President Johnson's public statements about the Vietnam War and how …
Demagoguery And Political Rhetoric: A Comparative Analysis Of Father Charles E. Coughlin And Donald J. Trump, Charlotte Moody
Demagoguery And Political Rhetoric: A Comparative Analysis Of Father Charles E. Coughlin And Donald J. Trump, Charlotte Moody
History and Political Science | Senior Theses
Many Americans can still recall James Madison’s warning against mob rule in The Federalist Papers. What Madison did not articulate as memorably, however, was that it is not the mob we need to fear, but the demagogue. Who is the one fueling the fire through their use of sensational rhetoric? A term from ancient Greek mythology, a demagogue generally means a persuasive orator and leader of the people. The historical demagogue has many iterations in modern American politics that continue to undermine democracy and justice. However, there has not been a comprehensive study comparing two of the arguably most influential …
Hablando Sobre Inmigración: How Members Of The House Of Representatives In 118th Congress Frame The Issue Of Immigration, Guadalupe Castañeda Martinez
Hablando Sobre Inmigración: How Members Of The House Of Representatives In 118th Congress Frame The Issue Of Immigration, Guadalupe Castañeda Martinez
History and Political Science | Senior Theses
Historically, Immigration has played a critical role in forming the nation’s identity, economic prosperity, and promoting cultural diversity. Considering that the issue of Immigration has been in the news and is considered by many to be important and in need of policy solutions, little progress has been made on passing comprehensive immigration reform since the 113 th Congress in 2013. How members of Congress talk about Immigration is important because framing can influence public opinion, shaping perceptions of the issue and affecting policy decisions. Members may use their platform to communicate how they think about policy issues. Research has been …
Towards Gender-Equal Education In Thailand: Analyzing Challenges, Opportunities And The Interconnections Between Sustainable Development Goal 4 (Quality Education) And Goal 5 (Gender Equality), Thitirat Uraisin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The 17 Sustainable Development Goals (SDGs) mark a significant paradigm shift in global development. Designed to be comprehensive, inclusive, and bold, the SDGs aim to end poverty, protect the planet, and ensure that all people enjoy peace and prosperity by 2030 (UNDP, 2025). Given that human ingenuity is central to the success of sustainable development and the achievement of global prosperity (Shechtman, n.d.), education emerges as a vital instrument. It is foundational in building human capital and must be accessible to all, regardless of gender, age, or background. Thailand has made notable progress in improving access to education, particularly since …
การต่อรองอัตลักษณ์และสิทธิของกลุ่มชายขอบในอินเดียร่วมสมัย กรณีศึกษา Gangubai Kathiawadi และกลุ่มฮิจรา, นภัสสร ณ นคร
การต่อรองอัตลักษณ์และสิทธิของกลุ่มชายขอบในอินเดียร่วมสมัย กรณีศึกษา Gangubai Kathiawadi และกลุ่มฮิจรา, นภัสสร ณ นคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบการนำเสนอภาพลักษณ์ของกลุ่มฮิจราในภาพยนตร์ Gangubai Kathiawadi กับความเป็นจริงทางสังคมของอินเดียร่วมสมัย โดยอธิบายผ่านกรอบแนวคิด Constructivism ที่มองว่าอัตลักษณ์ไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่ถูกสร้างและปรับเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคม สารนิพนธ์ฉบับนี้พบว่า แม้ในภาพยนตร์ตัวละครฮิจรามีอำนาจทางสังคมและการเมือง แต่อัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสัญลักษณ์ “ภาพแทนเชิงอุดมคติ” ที่ตอกย้ำภาพจำที่สังคมคุ้นเคย ตรงข้ามกับความเป็นจริงที่กลุ่มฮิจราถูกกดทับจากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน การศึกษา และการเข้าถึงสวัสดิการ แม้รัฐอินเดียจะประกาศรับรองสถานะ “เพศที่สาม” อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 สื่อบันเทิง Bollywood มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมทัศนคติของสังคมและสร้าง soft power ผ่านแพลตฟอร์ม Netflix ซึ่งช่วยให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มฮิจราได้รับความสนใจในระดับสากล แต่สื่อกระแสหลักไม่สามารถก้าวข้ามอคติเดิมได้ เนื่องจากฮิจรามักถูกนำเสนอในฐานะ “ตัวละครเสริม” ดังนั้น การต่อสู้ของกลุ่มชายขอบในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นโสเภณีในอดีตหรือกลุ่มฮิจราในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิทางกฎหมาย แต่เป็นการต่อสู้กับค่านิยมและโครงสร้างสังคมที่หยั่งรากลึกที่ต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมอย่างยั่งยืน
Coastal Conflict: How International Law Addresses China's Claims In The South China Sea, Madeline H. Broshears
Coastal Conflict: How International Law Addresses China's Claims In The South China Sea, Madeline H. Broshears
Tenor of Our Times
The South China Sea is home to natural resources and reefs that benefit its surrounding states. International law divides these waters to grant certain rights to each coastal state so as to ensure fair distribution of the waters. As of late, China’s actions in the South China Sea frequently violate the distribution of waters under international law. They have infringed upon the Philippine’s waters and attempted to establish authority over most of the South China Sea, rather than remaining within their own waters. Thus, the Philippines filed arbitration against China, and the ruling rebuked China’s behavior in the South China …
From Streets To Stats: A Statistical Analysis Of The Quantity Of Illegal Narcotics Seized In The United States, Zachary T. Strickland
From Streets To Stats: A Statistical Analysis Of The Quantity Of Illegal Narcotics Seized In The United States, Zachary T. Strickland
Tenor of Our Times
This study aims to determine how seven different variables affect the total quantity of illegal narcotics seized. These seven variables include four dichotomous and three continuous variables, each striving to teach readers how they relate to the quantity of narcotics seized across specific states. My goal for this project is to figure out if there is any relationship to help law enforcement fight the war on drugs. With the continuing apparent rise of this war, this study is crucial in determining potential relationships between a state's characteristics and the quantity of illegal narcotics they forcibly take possession of. I further …
A Praxis Towards Social Change Based On Foucault's Conceptualization Of Experience As Relational, Lila Maureen Wakeman
A Praxis Towards Social Change Based On Foucault's Conceptualization Of Experience As Relational, Lila Maureen Wakeman
Theses and Dissertations--Philosophy
This project develops a praxis towards social change based on the works of Michel Foucault. It first establishes Foucault’s philosophical assumptions, methods, and political goal of countering “objectivizing” modern Western social forces. It then draws on sources from the three major phases of Foucault’s career to trace his development of a general conceptualization of experience as relational, or as non-exhaustively co-constituted by and through three indispensable kinds of social forces: knowledge, power, and ethics. It then evaluates implications of Foucauldian experience for efforts towards social change to conceptualize a general Foucauldian praxis towards social change. The praxis aims to affect …