Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- ไม่มี (4)
- กฎหมายแข่งขันทางการค้า (3)
- รัฐธรรมนูญ (3)
- กฎหมายขัดกัน (2)
- กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (2)
-
- กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (2)
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (2)
- การพัฒนาที่ยั่งยืน (2)
- การระงับข้อพิพาท (2)
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2)
- สิทธิมนุษยชน (2)
- องค์การการค้าโลก (2)
- อนุญาโตตุลาการ (2)
- กฎหมายการลงทุนระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (1)
- กฎหมายต่อต้านทรัสต์ (1)
- กฎหมายทะเล (1)
- กฎหมายปกครอง (1)
- กฎหมายป่าไม้ (1)
- กฎหมายป้องกันการผูกขาด (1)
- กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (1)
- กฎหมายละเมิด (1)
- กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายหนี้ (1)
- กฎหมายอวกาศ (1)
- กฎหมายอังกฤษ (1)
- กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ (1)
- กฎหมายเหมืองแร่ (1)
Articles 31 - 47 of 47
Full-Text Articles in Legal Theory
การกำหนดบทลงโทษทางปกครองและทางอาญาร่วมกันในกรณีความประมาทเลินเล่อของ ภาระผูกพันหลังการทำเหมืองขององค์กร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกฎระเบียบการทำเหมืองแร่ของประเทศอินโดนีเซีย ไทย และแอฟริกาใต้ (A Combined Imposition Of Administrative And Criminal Sanctions For Negligence Of Corporate Post-Mining Obligations: A Comparative Study Of Indonesian, Thailand, And South African Mining Regulations), Fachrian Rizki
Chulalongkorn University Law Journal
วิธีการทางกฎหมายอันเหมาะสมและบทบัญญัติของกฎหมายที่เพียงพอต่อการลงโทษนิติบุคลคลซึ่งละเลยหน้าที่อันต้องกระทำการหลังการขุดเหมืองแร่นั้นถือเป็นประเด็นในทางกฎหมายที่หลายประเทศทั่วโลกไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไรนัก นอกจากการละเว้นหน้าที่ดังกล่าวโดยประมาทจะส่งผลร้ายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน บริเวณรอบพื้นที่แล้ว การกระทำดังกล่าวยังส่งผลเสียต่อตัวนิติบุคคลด้วย ในอินโดนีเซียมีผู้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวก็สามารถป้องปรามการกระทำดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายของอินโดนีเซียกับประเทศไทยและแอฟริกาใต้แล้ว พบว่ามีการใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครอง ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงนำมาสู่ปัญหาของงานวิจัยฉบับนี้ว่า การบังคับใช้มาตรการทางอาญาควบคู่ไปกับมาตรการบังคับทางปกครองต่อความผิดฐานละเลยหน้าที่ที่พึงต้องกระทำหลังการขุดเหมืองแร่โดยประมาทจะมีผลสัมฤทธิ์มากกว่าการใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพียงอย่างเดียวหรือไม่ และการใช้โทษทางอาญาในความผิดฐานดังกล่าวนั้นขัดต่อหลักความได้สัดส่วนและหลักการกำหนดความผิดในทางอาญาหรือไม่ บทความวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาปัญหาดังกล่าวโดยเน้นการวิเคราะห์หลักเกณฑ์ทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศไทยและแอฟริกาใต้
ความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก (Parent Company’S Civil Liability To Victims Affected By A Subsidiary’S Hazardous Substance Contaminated Site), Patthanith Promarak
Chulalongkorn University Law Journal
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางแพ่งของบริษัทแม่ต่อผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก โดยเป็นการศึกษาวิจัยเอกสารจากบทบัญญัติกฎหมาย คำพิพากษาศาล หนังสือตำรา และบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ยังไม่มีบทบัญญัติให้บริษัทแม่เข้ามารับผิดชอบในความเสียหายจากพื้นที่ปนเปื้อนสารอันตรายของบริษัทลูก หากบริษัทแม่มีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดมลพิษหรือกำกับดูแลบริษัทลูก แต่ขาดการยึดถือแหล่งกำเนิดมลพิษทางกายภาพหรือเจตนาเพื่อตนอย่างใดอย่างหนึ่งไป อันไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ครอบครองที่ต้องรับผิดตามมาตรา 96 หากบริษัทแม่มีการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกที่ไม่ใช่การกระทำละเมิด หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลของบริษัทลูกในทางมิชอบ อันได้แก่ การใช้นิติบุคคลเป็นเครื่องมือเพื่อหลบเลี่ยงหรือรับหน้าที่หรือความรับผิด และการมีทรัพย์สินปะปนกัน ดังนั้น จึงสมควรกำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความรับผิดของบริษัทแม่ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้ผู้เสียหายในคดีมลพิษจะได้รับความเป็นธรรมในการเยียวยา
การควบคุมมิให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณี กฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Constitutional Review: Study Of Conflict Of Laws Rules), Mookkrachang Charani, Awnrumpa Waiyamuk
การควบคุมมิให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ ศึกษากรณี กฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (Constitutional Review: Study Of Conflict Of Laws Rules), Mookkrachang Charani, Awnrumpa Waiyamuk
Chulalongkorn University Law Journal
การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเอกสารซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นหลักดังต่อไปนี้ 1) บทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายสามารถเป็นวัตถุแห่งการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของไทยได้หรือไม่ 2) บทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายซึ่งกำหนดให้ใช้สัญชาติของสามีเป็นจุดเกาะเกี่ยวในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสและให้ใช้สัญชาติของบิดาในความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรขัดหรือแย้งกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศตามรัฐธรรมนูญของไทยหรือไม่ จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ไม่ควรอยู่นอกขอบเขตของการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการเลือกกำหนดจุดเกาะเกี่ยวของแต่ละลักษณะข้อกฎหมายล้วนได้รับอิทธิพลจากข้อความคิดที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายแพ่งและระบบคุณค่าของสังคมในขณะที่ตรากฎหมาย นอกจากนี้ ยังไม่เคยปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไทยที่เกี่ยวกับหลักความเสมอภาคระหว่างเพศว่า ศาลอาศัยเหตุผลที่ว่าระบบคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังบทบัญญัติของกฎหมายขัดต่อหลักความเสมอภาคระหว่างเพศเพื่อวินิจฉัยว่าบทบัญญัติกฎหมายใดขัดต่อหลักการดังกล่าว แต่จะต้องเป็นกรณีซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติแตกต่างกันและส่งผลให้บุคคลเสียไปซึ่งสิทธิบางประการอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุแห่งเพศ ดังนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ควรนำระบบคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการบัญญัติกฎหมายมาพิจารณาประกอบด้วย นอกจากนี้ ควรแก้ไขจุดเกาะเกี่ยวในกฎหมายขัดกันของไทยให้เป็นกลางทางเพศโดยให้สามารถรองรับการก่อตั้งครอบครัวในบริบทของความหลากหลายทางเพศ
ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul
ปัญหาของการตีความข้อยกเว้นด้านความมั่นคงตามมาตรา Xxi(B) ขององค์การการค้าโลก (Issues With The Interpretation Of Security Exceptions Under Article Xxi(B) Of The World Trade Organization), Nitinun Leethanakul
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการของการตีความมาตรา XXI(b) ขององค์การการค้าโลก (WTO) เกี่ยวกับข้อยกเว้นด้านความมั่นคง ตั้งแต่ยุค GATT จนถึงปัจจุบัน โดยวิเคราะห์แนวปฏิบัติและคำวินิจฉัยในการยกอ้างข้อยกเว้นนี้ ผลการศึกษาพบว่า ในยุค GATT และ WTO ตอนต้น การตีความมาตรา XXI ยังขาดความชัดเจน โดยมีการอ้างอิงข้อยกเว้นนี้น้อยมาก และในกรณีที่มีการอ้างอิง ส่วนใหญ่มักยุติด้วยการเจรจา ตกลงกันโดยไม่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยที่จะก่อให้เกิดบรรทัดฐานหรือแนวปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ยุคสงครามการค้า การอ้างอิงข้อยกเว้นนี้ตามมาตรา XXI(b) ได้แพร่หลายมากขึ้น และคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทแห่ง WTO ได้แสดงแนวโน้มที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในหลายประเด็น เช่น การให้รัฐใช้ดุลพินิจในส่วนของบทนำและเป็นอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทในบทเฉพาะ การแบ่งองค์ประกอบของบทบัญญัติและการตีความ “ผลประโยชน์สำคัญในด้านความมั่นคง” แต่ยังคงมีประเด็นที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการตีความ “สถานการณ์ฉุกเฉินในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” และขอบเขตการใช้ดุลพินิจของรัฐที่จะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท
รัฐสภากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (Parliament And The Amendment Of The Constitution For The Drafting Of A New Constitution), Narongdech Srukhosit
รัฐสภากับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (Parliament And The Amendment Of The Constitution For The Drafting Of A New Constitution), Narongdech Srukhosit
Chulalongkorn University Law Journal
ไม่มี
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ (Legal Measures Of The Regulatory Framework For Remanufactured Medical Device), Wimpat Rajpradit
มาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ (Legal Measures Of The Regulatory Framework For Remanufactured Medical Device), Wimpat Rajpradit
Chulalongkorn University Law Journal
ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) กำหนดนิยามของสินค้าใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ ว่าเป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบของวัสดุเดิมที่มีการนำมาปรับแก้บางส่วนหรือทั้งหมด ทั้งมีอายุการใช้งานเท่าสินค้าใหม่และสามารถใช้งานได้เหมือนกับหรือใกล้เคียงกับสินค้าใหม่ และมีการรับประกันจากโรงงานเช่นเดียวกับสินค้าใหม่ อย่างไรก็ดี CPTPP ได้กำหนดห้ามมิให้ประเทศสมาชิกเลือกปฏิบัติต่อสินค้าดังกล่าว ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์มิได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ลักษณะดังกล่าวไว้ ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นข้อผูกพันจะต้องยอมรับเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำ ก็จำเป็นต้องพิจารณาตัวอย่างการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ของต่างประเทศประกอบกับการบริหารจัดการความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อผู้รับบริการสาธารณสุข บุคลากรด้านสาธารณสุข ผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพื่อจัดทำมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลเครื่องมือแพทย์ใช้แล้วที่ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตก่อนออกสู่ตลาด ระบบเฝ้าระวังและการติดตามตรวจสอบ รวมทั้งการจัดการขยะเครื่องมือแพทย์ที่เหมาะสม
การยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันในฐานะหลักในการพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจในกฎหมายแข่งขันทางการค้า (The Acceptance Of Single Economic Entity Doctrine As A Doctrine For Verifying Undertaking Qualification In Competition Law), Kansak Bejrananda
Chulalongkorn University Law Journal
หลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศาลสหภาพยุโรป เป็นหลักที่เอื้ออำนวยให้ผู้ใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าสามารถพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี วิจัยฉบับนี้พบว่า พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มิได้ให้การยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันในฐานะหลักในการพิจารณาความเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขนิยามของผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เพื่อให้เกิดการยอมรับหลักหน่วยทางเศรษฐกิจเดียวกันอย่างถูกต้องและเหมาะสม
แนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาและวิธีการเพื่อความปลอดภัยต่อผู้กระทำความผิดซึ่งมีสภาวะจิตผิดปกติ (Guideline For Determining The Criminal Liability And Security Measures For Insane Offenders), Natchapol Jittirat
Chulalongkorn University Law Journal
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดที่มีสภาวะจิตผิดปกตินับเป็นปัญหาสำหรับศาลและนักกฎหมายมาช้านานในอดีต เนื่องจากผู้กระทำความผิดบางรายอาจกระทำความผิดไปโดยไม่รู้สึกตัว เพราะมีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางประสาท สมอง จิตใจ อารมณ์และความเครียด ซึ่งความผิดปกติทางจิตขนาดใดจึงจะนำมาพิจารณาว่าผู้นั้นไม่มีความผิด หรือมีความผิดแต่ควรยกเว้นโทษหรือลดโทษนี้ ศาลของประเทศอังกฤษได้วางหลักสำคัญไว้ในการพิจารณาคดี McNaghten’s (1843) ว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่ามนุษย์ทุกคนมีจิตปกติ เว้นแต่จะมีข้อสันนิษฐานซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าขณะกระทำความผิดจำเลยได้รับความเจ็บปวดจากโรคทางจิตจนไม่ทราบเนื้อหาและสาระสำคัญของการกระทำ กล่าวคือไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ได้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งนำไปสู่การตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดโดยศาลจะมีคำสั่งให้ควบคุมตัวจำเลยไปรับการบำบัดรักษาที่สถานพยาบาล สำหรับการพิจารณาถึงความรับผิดของผู้ที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน ตามแนวทางในการพิจารณาคดีของศาลนั้นหากผู้กระทำไม่รู้สำนึกของการกระทำย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 ถ้าหากผู้กระทำรู้สำนึกแต่ไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้ถือเป็นเหตุยกเว้นโทษ และถ้าผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้าง ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้น โดยศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามมาตรา 65 ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดนี้อาศัยความตามมาตรา 59 ถือว่าผู้กระทำความผิดไม่รู้สำนึกซึ่งใช้หลักเกณฑ์เดียวกับบุคคลทั่วไปซึ่งหากไม่รู้สำนึกในการกระทำก็ย่อมไม่มีความผิด ดังปรากฏตามคำพิพากษาฎีกาที่ 8743/2544 คำพิพากษาฎีกาที่ 2590/2562 แต่สำหรับผู้กระทำความผิดที่มีจิตบกพร่อง โรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือนนั้นได้กระทำความผิดไปโดยไม่รู้ถึง “สภาพ” และ “สาระสำคัญ” ของการกระทำจึงควรบัญญัติแยกไว้เป็นอีกมาตราหนึ่งให้ผู้นั้นไม่มีความผิดและหากผลของการกระทำความผิดมีความร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สินของผู้อื่นก็ควรให้เป็นดุลพินิจของศาลในการมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นเข้ารับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลได้เช่นเดียวกับที่บัญญัติความไว้ใน มาตรา 48 นอกจากนี้ หากผู้กระทำความผิดยังสามารถรู้ผิดชอบหรือยังสามารถบังคับตนเองได้บ้างก็ควรมีเกณฑ์ลดโทษตามความร้ายแรงของการกระทำความผิดดังเช่นหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญาของสาธารณรัฐฝรั่งเศสเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ทั้งยังควรนำวิธีการคุมประพฤติมาใช้บังคับหลังจากที่จำเลยพ้นโทษในกรณีที่ผู้นั้นได้กระทำความผิดร้ายแรงดังเช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศสและประเทศอังกฤษ เพื่อป้องกันมิให้ผู้นั้นกลับมากระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก
กลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ: ประสบการณ์ของระบบกฎหมายฝรั่งเศสและแนวทางการปรับใช้กับระบบกฎหมายไทย (Constitutional Bloc: France’S Experiences And Possible Applications In The Thai Legal System), Nuttawut Klaikham
Chulalongkorn University Law Journal
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ของระบบกฎหมายฝรั่งเศสในการจัดกลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นองคาพยพในการจัดกลุ่มและพัฒนาหลักการทางรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นพลวัตให้เกิดความชัดเจนภายใต้ทฤษฎีการจัดลำดับศักดิ์ของกฎหมาย โดยผลการศึกษาพบว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้อาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. 1958 ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กรมาใช้ในการพัฒนากลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ โดยการวินิจฉัยให้เอกสารทางกฎหมายอื่น ๆ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกฎหมายที่มีคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญ ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้กับระบบกฎหมายไทยได้ในกรณีที่ต้องมีการตีความเอกสารทางกฎหมายที่มีมาก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้มีสถานะดังเช่นรัฐธรรมนูญ รวมถึงการตีความหลักการทางกฎหมายที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนแต่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
การให้ความเห็นแนะนำของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากความเห็นศาล (The International Tribunal For The Law Of The Sea Advisory Opinion On Climate Change And Benefits That Thailand Receives From The Tribunal’S Advisory Opinion), Pannavit Tapaneeyakorn
Chulalongkorn University Law Journal
บทความวิชาการนี้มุ่งเน้นศึกษาบทบาทของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในการให้ความเห็นแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเป็นการวิเคราะห์สาระสำคัญของความเห็นแนะนำ Request for an Advisory Opinion submitted by the Commission of Small Island States on Climate Change and International Law (Request for Advisory Opinion submitted to the Tribunal) Case No.31 และวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลประโยชน์ที่ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะได้รับจากความเห็นของศาล โดยผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน คือ 1. ผลประโยชน์ในแง่กระบวนการพิจารณาของศาล และ 2. ผลประโยชน์เกี่ยวกับการออกนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการป้องกัน ลด และควบคุมภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อำนาจของผู้จัดการมรดกในกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (The Power Of An Estate Administrator In Conflict Of Laws Rules), Arnon Sriboonroj
อำนาจของผู้จัดการมรดกในกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย (The Power Of An Estate Administrator In Conflict Of Laws Rules), Arnon Sriboonroj
Chulalongkorn University Law Journal
อำนาจของผู้จัดการมรดกตามกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบันที่โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความไร้พรมแดนจึงอาจทำให้ทรัพย์สินของเจ้ามรดกกระจัดกระจายอยู่ได้ในหลายประเทศ การที่จะพิจารณาว่ากฎหมายของประเทศใดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ในเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกนั้นย่อมเป็นหน้าที่ของกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย สำหรับระบบกฎหมายขัดกันว่าด้วยอำนาจของผู้จัดการมรดกนั้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ระบบ กล่าวคือ ระบบที่แยกเรื่องผู้จัดการมรดกออกจากเรื่องทรัพย์มรดก และระบบที่ไม่แยกเรื่องผู้จัดการมรดกออกจากเรื่องทรัพย์มรดก ในขณะที่เมื่อพิจารณาถึงกฎเกณฑ์ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายนั้น กฎหมายขัดกันของแต่ละประเทศได้ให้การยอมรับจุดเกาะเกี่ยวในการค้นหากฎหมายที่ใช้บังคับกับเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้แตกต่างกัน โดยกฎหมายขัดกันของอังกฤษได้อาศัยกฎหมายภายในกำหนดถึงอำนาจของผู้จัดการมรดก ในขณะที่กฎหมายขัดกันของประเทศจีนได้อาศัยกฎหมายแห่งถิ่นที่ทรัพย์นั้นตั้งอยู่เป็นจุดเกาะเกี่ยวส่วนภายใต้ระบบกฎหมายขัดกันของไทยนั้นไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ในการเลือกกฎหมายเพื่อใช้บังคับกับเรื่องอำนาจของผู้จัดการมรดกไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้กลไกการอุดช่องว่างของกฎหมายตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎเกณฑ์ทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลบังคับ
องค์การการค้าโลกกับวิกฤตโลกร้อน: วิเคราะห์มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (The World Trade Organization And Global Warming Crisis: Analysis On The Carbon Border Adjustment Mechanism Of The European Union), Sakda Thanitcul
Chulalongkorn University Law Journal
ในปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) องค์กรอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลก (the World Trade Organization) ได้ให้ความสำคัญของค่านิยมเรื่อง “การอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” ได้แก่ เต่าทะเล ว่ามีความสำคัญเทียบเท่ากับค่านิยมเรื่อง “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เรื่องความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) โดยตัดสินคดีข้อพิพาทระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย และไทย ว่ามาตรการของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ห้ามนำเข้ากุ้งจากประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย และไทยนั้น แม้จะเป็นมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับข้อ 11 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT) ก็ตาม แต่ก็ได้รับการนิรโทษตามข้อ 20 (จี) ของความตกลงฉบับดังกล่าวเนื่องจากเต่าทะเลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสูญสิ้นหมดไป เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างคำตัดสินในข้อพิพาทดังกล่าวกับมาตรการเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (European Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ EU-CBAM) แล้ว อาจชี้ให้เห็นได้ว่าในอนาคต หากมีข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวเข้าสู่กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลกแล้ว คณะพิจารณาข้อพิพาทและองค์กรอุทธรณ์ขององค์การการค้าโลกซึ่งตระหนักดีถึงปัญหา “วิกฤตโลกร้อน” ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็มีแนวโน้มสูงที่จะให้ความสำคัญกับค่านิยมสากลเรื่อง “การอนุรักษ์ชั้นบรรยากาศโลก” อันได้แก่ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส ภายใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ไม่น้อยไปกว่าค่านิยมเรื่อง “ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ” และคงจะตัดสินให้มาตรการ EU-CBAM ได้รับการนิรโทษตามข้อ 20 (จี) ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าเช่นเดียวกัน
กระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยของประเทศไทย: การริเริ่มให้ความคุ้มครองแก่ประชากรพลัดถิ่นในรัฐที่มิได้เป็นภาคีต่ออนุสัญญาผู้ลี้ภัย (Thailand’S National Screening Mechanism: Initiating ‘Asylum’ Procedures In A Non-Signatory To The 1951 Refugee Convention), Prima Sukmanop
Chulalongkorn University Law Journal
ประเทศไทยมิได้มีกฎหมายภายในประเทศที่รับรองคุ้มครองสิทธิในการแสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหาร (Right to Seek Asylum from Persecution) ของผู้พลัดถิ่น (Forcibly Displaced Persons) ซึ่งรวมถึงผู้ลี้ภัย (Refugees) เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เริ่มคัดกรอง “ผู้ได้รับการคุ้มครอง” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 หรือที่รู้จักกันในนาม National Screening Mechanism (NSM) โดยคนต่างด้าวที่ผ่านการคัดกรองจะได้รับการคุ้มครองจากการถูกบังคับส่งกลับไปยังประเทศต้นทางที่อาจมีภยันตราย (Protection Against Refoulement) แม้ประเทศไทยจะมิได้เป็นภาคีต่ออนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสารที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่กระบวนการคัดกรอง NSM ปรากฏลักษณะสำคัญที่คล้ายคลึงกับกระบวนการพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัย (Refugee Status Determination: RSD) ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ดำเนินการในประเทศไทยมาหลายทศวรรษ อย่างไรก็ดี เมื่อกระบวนการคัดกรอง NSM ถูกดำเนินงานโดยหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งเป็นกระบวนการภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองซึ่งยึดโยงกับความมั่นคงของชาติและผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับภูมิภาค จึงอาจมีข้อพิจารณาอื่นนอกเหนือไปจากความเสี่ยงต่อการประหัตประหาร แตกต่างไปจากบริบทความคุ้มครองระหว่างประเทศ อันเป็นเจตนารมณ์ของกระบวนการคัดกรองผู้ลี้ภัยโดยทั่วไป ดังนั้น จึงเกิดข้อถกเถียงว่ากระบวนการคัดกรอง NSM อาจมิใช่กระบวนการพิจารณาสถานภาพผู้ลี้ภัยในระดับชาติตามความคาดหวังของประชาคมโลก แต่เป็นเพียงข้อโต้แย้งภายใต้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองที่ยังคงปรากฏข้อจำกัดแก่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และอาจยังมิใช่วิธีการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน
การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Legislative Proposals For Amendments To The Energy Industry Act B.E. 2550 (2007) For Supporting And Promoting Energy Transition), Piti Eiamchamroonlarp, Bunyapatt Chukiat
การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Legislative Proposals For Amendments To The Energy Industry Act B.E. 2550 (2007) For Supporting And Promoting Energy Transition), Piti Eiamchamroonlarp, Bunyapatt Chukiat
Chulalongkorn University Law Journal
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีข้อจำกัดในการกำกับดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าเพื่อรองรับและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 (“พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ”) ฉบับปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่อาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าสำหรับกิจการที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น การประกอบกิจการนำเข้าและการส่งออกไฟฟ้า การรวบรวมโหลดไฟฟ้า การจัดการระบบจัดเก็บไฟฟ้า การประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเสมือน และการประกอบกิจการไฟฟ้าและการให้บริการไฟฟ้าโดยผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้น จึงควรมีการแก้ไขนิยามของกิจการไฟฟ้าตามกฎหมายให้ครอบคลุมการประกอบกิจการเหล่านี้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ ควรถูกแก้ไขเพื่อรองรับสถานะของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้เองให้ชัดเจน และมีบทบัญญัติที่รองรับสิทธิของบุคคลเหล่านี้ในการผลิต ใช้ และขายไฟฟ้าส่วนให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่นได้ นอกจากนี้ เพื่อให้กฎหมายมีศักยภาพในการรับรองและคุ้มครองสิทธิในการเชื่อมต่อและใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อการส่งผ่านไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนซึ่งมิได้เป็นเจ้าของโครงข่ายไฟฟ้าเอง กฎหมายจึงควรเพิ่มบทบัญญัติกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีระบบโครงข่ายให้คำนึงถึงการใช้ระบบโครงข่ายของผู้ผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย โดยยังคงรักษาความเชื่อถือได้ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าเอาไว้ เมื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์และการทำธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ซึ่งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าซื้อขายและส่งมอบไฟฟ้ากันโดยแบบที่มีการแข่งขันกัน กกพ. จึงควรมีอำนาจเพิ่มเติมในการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้ความเห็นชอบการตั้งตลาดพลังงาน และเพื่อส่งเสริมตลาดไฟฟ้าในประเทศไทย พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ และควรเพิ่มบัญญัติซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีพฤติกรรมหรือการประกอบการอันมีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งและพัฒนาของตลาดไฟฟ้า เพื่อให้การกำกับดูแลการประกอบกิจการไฟฟ้าสามารถก้าวตามพลวัตการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระดับสากล กกพ. จึงควรมีอำนาจกำกับกิจการพลังงานให้เป็นไปตามมาตรฐานตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่มีผลผูกพันประเทศไทย ในมิติของอัตราค่าบริการ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงานฯ ควรถูกแก้ไขให้เป็นฐานทางกฎหมายให้ กกพ. สามารถกำกับดูแลอัตราค่าบริการให้เหมาะสมกับกิจการไฟฟ้าแต่ละประเภท นอกจากนี้ กฎหมายควรกำหนดให้สัญญาเพื่อจัดหาไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนข้อสัญญาที่ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการคิดอัตราค่าไฟฟ้าซึ่งอาจลดต่ำลงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจ สังคม การลงทุน หรือเทคโนโลยีในมาตรฐานของสัญญาเกี่ยวกับการให้บริการพลังงาน
ข้อท้าทายทางกฎหมายในการปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Legal Challenges In The Concurrent Application Of International Humanitarian Law And Human Rights Law To The Conflict In The Southern Border Of Thailand), Pimchanok Palasmith
Chulalongkorn University Law Journal
สถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เดิมถูกจัดเป็นการขัดกันทางอาวุธที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้มีการประเมินการจำแนกประเภทการขัดกันทางอาวุธดังกล่าวใหม่ โดยพิจารณาจากพัฒนาการของสถานการณ์ความรุนแรง ประกอบกับองค์ประกอบของการขัดกันทางอาวุธที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ กล่าวคือ เกณฑ์ความรุนแรงและเกณฑ์การจัดตั้งของกลุ่มติดอาวุธ นอกจากนี้ บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนำเสนอว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว ก่อให้เกิดข้อท้าทายทางกฎหมายในการให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ กล่าวคือ สิทธิในชีวิต, สิทธิในเสรีภาพและสิทธิที่จะได้รับการเยียวยา ซึ่งข้อท้าทายเหล่านี้ส่งผลเป็นการลดทอนความคุ้มครองแก่บุคคลดังกล่าวภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมทั้งมีผลกระทบในเชิงลบต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง
ปัญหาการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญของศาลปกครอง (Judgment Issues Of The Administrative Court In Community Rights Cases Under The Constitution Of The Kingdom Of Thailand), Adisorn Kongphunpin
Chulalongkorn University Law Journal
แม้สิทธิชุมชนจะเป็นสิทธิระดับรัฐธรรมนูญมากว่าสองทศวรรษก็ตาม แต่การขาดความชัดเจนในรายละเอียดของสิทธิ นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการที่ศาลปกครองจะวินิจฉัยรับรองสิทธิชุมชนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของงานวิจัยฉบับนี้ที่มุ่งศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิชุมชน และคำวินิจฉัยคดีปกครองเกี่ยวกับสิทธิชุมชนของต่างประเทศ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในศาลปกครองของไทย ผลการศึกษาพบว่า “สิทธิชุมชน” เป็น “สิทธิเชิงกลุ่ม” ซึ่งมีพัฒนาการมาจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดย “ชุมชน” สามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยการมอบหมายให้ปัจเจกบุคล และ/หรือ นิติบุคคล ที่เป็นตัวแทนหรือผู้แทนของชุมชนนำคดีไปฟ้องต่อศาลในนามของชุมชน และในกรณีที่ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญและมีสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มีสิทธิในการดำรงวิถีชีวิตในพื้นที่ป่า เป็นต้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่ทำให้ศาลไม่สามารถออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีเข้าไปดำรงวิถีชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าได้ก็ตาม หากแต่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง และ/หรือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาด้วย ศาลปกครองย่อมสามารถกำหนดให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิดังกล่าวในการดำรงวิถีชีวิตตามจารีตประเพณี ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลต่างประเทศได้
ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปและไทยในบริบทของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (The Problems And Obstacles Regarding The Compliance On The Eu Personal Data Protection Law And The Thai Personal Data Protection Law In The Context Of The Tourism Authority Of Thailand), Auntika Na Pibul
Chulalongkorn University Law Journal
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจซึ่งมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ททท. มีสำนักงานสาขาที่ตั้งอยู่ในเขตสหภาพยุโรป รวมทั้งมีสำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคหลายสำนักงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและมีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในเขตของสหภาพยุโรปและในประเทศไทย ดังนั้น ททท. จึงอยู่ภายใต้บังคับที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรปและของไทย แต่อย่างไรก็ตาม ททท. มีการดำเนินกิจกรรมที่มีความหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล จึงก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติตามภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การบ่งชี้ว่า ททท. มีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลหรือผู้ประมวลผลข้อมูล การบ่งชี้ฐานทางกฎหมายสำหรับการประมวลผลข้อมูลในแต่ละกิจกรรม งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาประเด็นปัญหาและอุปสรรคของ ททท. ในการปฏิบัติตามข้อบังคับทั่วไปเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูล หรือที่เรียกกันว่า General Data Protection Regulation (GDPR) และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมทั้งมุ่งเสนอแนะวิธีการที่เหมาะสมในการบริหารจัดการปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว เช่น การจัดทำคู่มือกำหนดแนวปฏิบัติขององค์กรในการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่ ททท. จะมีความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของ ททท. และประเทศไทยต่อไป