Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Criminology and Criminal Justice Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Keyword
-
- ASEAN-India; ASEAN Centrality; Multipolarity; Great Power Competition; Small States (1)
- Geography; Globalisation; Ulrich Beck; Risk Society; Knowledge Production (1)
- Node; หน่วยประสานเครือข่าย; คุณลักษณะของ node; งานพัฒนาสังคม; ทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ; ประเทศไทย (1)
- Parasite; Anti-capitalism; What is (not) to be done?; Ideology; Enjoyment (1)
- กลิ่น; กลิ่นหอม; มานุษยวิทยาของกลิ่นและกลิ่นหอม; น้ำหอม; วัฒนธรรมกลิ่นหอม (1)
-
- กลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่; รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ; ผู้จัดการสาธารณภัย; การลดความเสี่ยงภัย (1)
- การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น; ท้องถิ่นนิยม; ทฤษฎีการเลือกสาธารณะ; ตัวแบบการระดมมวลชนมีส่วนร่วม (1)
- การกระจายอํานาจ; ภาคีเครือข่าย; ความร่วมมือ; การมีส่วนร่วม; การอภิบาลด้านสุขภาพ; ยุทธวิธี (1)
- การจราจล; การต่อต้านจราจล; แคชเมียร์; ความมั่นคง; อินเดีย (1)
- การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติ; การวิเคราะห์เชิงสถาบัน; ระบบเตือนภัยล่วงหน้า; พายุโซนร้อนปาบึก; นครศรีธรรมราช (1)
- การจัดสวัสดิการสังคม; การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ; จังหวัดเพชรบุรีไห (1)
- การทำให้เป็นประชาธิปไตย; ระบอบผสม; อำนาจนิยมที่มีการเลือกตั้ง; การเลือกตั้ง; การควบคุมบงการ (1)
- การทูตอีสปอร์ต; การตลาดเชิงเนื้อหา; การสร้างภาพลักษณ์ของจีน; Honor of Kings; Arena of Valor (1)
- การบังคับใช้กฎหมาย; กฎหมายไทย; พันธกรณี; ความตกลงอาเซียนทางด้านสิ่งแวดล้อม (1)
- การมีส่วนร่วม; การจัดการน้ำ; การอภิบาลแบบมีส่วนร่วม; น้ำท่วมใหญ่ พ.ศ. 2554; ประเทศไทย (1)
- การรวมกลุ่มชาวนา; กลุ่มชาวนา; การเมืองของความยืดหยุ่นปรับตัว; นาแปลงใหญ่; กลุ่มขนาดย่อม (1)
- การรับนักเรียน; ความเหลื่อมล้ำ; การศึกษาขั้นพื้นฐาน; นโยบายสาธารณะ; การวิเคราะห์นโยบายเชิงตีความ (1)
- การสังหารหมู่; การกราดยิง; ปัญหาทางจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (1)
- การอดอาหารประท้วง; การทำร้ายตัวเองประท้วง; ความรุนแรง; ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง; การต่อต้านของพลเมือง (1)
- การอภิบาล; ธรรมาภิบาล; การวิจัย; หลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย; รัฐประศาสตรศาสตร์/การบริหารรัฐกิจ (1)
- การเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ความหลากหลายทางวัฒนธรรม; ผู้อพยพ; เอเชียตะวันออก; ค่านิยมแห่งเอเชีย (1)
- การเมืองภายในของจีน; จีนศึกษา; พรรคคอมมิวนิสต์จีน; ระบอบอำนาจนิยมจีน; อำนาจรัฐ (1)
- ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม; คนรุ่นใหม่; การเมืองไทย; ผลสะเทือน; ผลกระทบ (1)
- ขบวนการเอกราช; คาตาโลเนีย; พื้นที่การเมือง; รัฐธรรมนูญ (1)
- คนจนเมืองหลุดระบบ; ผู้เช่าบ้าน; ห้องเช่า; ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร; ความเปราะบาง (1)
- ความคิดทางการเมือง; นโยบายการพัฒนา; อำนาจและความชอบธรรมของรัฐ; วาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์; การเมืองไทย (1)
- ความยั่งยืนขององค์กร; ปัจจัยเชิงกลยุทธ์; บทบาทภาครัฐ (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เกษตรกร; การเปลี่ยนแปลงสังคมภาคเกษตร (1)
- ความยากจนข้ามรุ่น; เวลาที่รอคอย; นโยบายการศึกษาของไทย (1)
- ความรับผิดชอบ; การกำหนดนโยบาย; โควิด-19; เอเซียตะวันออกเฉียงใต้; การตอบสนองทางเศรษฐกิจ (1)
Articles 61 - 79 of 79
Full-Text Articles in Criminology and Criminal Justice
อินเดียกับการจัดการจลาจลในกรณีแคชเมียร์, สุรัตน์ โหราชัยกุล, สิริกร ธารีรัตนาวิบูลย์
อินเดียกับการจัดการจลาจลในกรณีแคชเมียร์, สุรัตน์ โหราชัยกุล, สิริกร ธารีรัตนาวิบูลย์
Journal of Social Sciences
นับตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี ค.ศ. 1947 อินเดียก็เผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงมาโดยตลอด ในบรรดาความท้าทายเหล่านั้น การก่อจลาจลในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแคชเมียร์หรือในแคชเมียร์ ปัญจาบ ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักซาไลต์ เป็นภัยคุกคามที่บั่นทอนความมั่นคงแห่งชาติของอินเดียมากที่สุด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพียงข้อเดียวคือ เพื่อตอบคำถามวิจัยว่าอินเดียมีวิธีจัดการกับปัญหาจลาจลในแคชเมียร์อย่างไร ในขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งสำคัญสองประการ คือ (1) การก่อจลาจลในแคชเมียร์มีปัจจัยภายนอกมาเกี่ยวข้องอย่างสำคัญยิ่ง ทำให้รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหาได้ยากลำบาก และ (2) การแก้ปัญหาแคชเมียร์ของอินเดียมีหลักคิดและวิธีตรงกับกรอบความมั่นคงแบบดั้งเดิมและกรอบความมั่นคงของมนุษย์ผสมผสานกัน ต่างจากโลกวิชาการที่มักจะมองกรอบทั้งสองแยกจากกันสิ้นเชิง บทความแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกบรรยายพัฒนาการประเด็นปัญหาการจลาจลในแคชเมียร์ ส่วนที่สองอธิบายการจัดการจลาจลแคชเมียร์ของอินเดีย และส่วนสุดท้ายสรุปเนื้อหาใจความของบทความพร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อคิดบางประการ
วัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมองค์การระดับโลก : ศึกษากรณี วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย, ชนิดา จิตตรุทธะ
วัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมองค์การระดับโลก : ศึกษากรณี วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย, ชนิดา จิตตรุทธะ
Journal of Social Sciences
วัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาซึ่งเป็นองค์การที่มีศักยภาพในการทำหน้าที่ของสมองซีกขวาในการผลิตจินตนาการนั้น เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมองค์การระดับโลก อาทิ มหาวิหาร ซากราดา ฟามิเลีย บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการบริหารวัฒนธรรมองค์การ ของวัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย ว่าได้อาศัยวัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาหรือไม่ อย่างไร ในการสร้างนวัตกรรมองค์การ และศึกษามาตรการเพื่อส่งเสริมและประยุกต์ใช้กับองค์การภาครัฐ โดยอาศัยการบูรณาการข้ามศาสตร์ ด้วยวิธีวิจัยแบบผสม ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ปฎิบัติงานในวัดร่องขุ่น กลุ่มผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ และกลุ่มสาธารณชน ข้อค้นพบคือ (1) การบริหารวัฒนธรรมองค์การของวัดร่องขุ่น ได้อาศัยวัฒนธรรมสร้างสรรค์ขององค์การสมองซีกขวาทุกมิติ ข้อมูลจากแบบสอบถามแสดงว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้วัฒนธรรมสร้างสรรค์ ลักษณะองค์การสมองซีกขวา และการสร้างนวัตกรรมของวัดร่องขุ่น อยู่ในระดับสูงที่สุด สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์และข้อเสนอทางทฤษฎี (2) มาตรการส่งเสริมและประยุกต์ใช้การบริหารด้วยแนวทางวัฒนธรรมสร้างสรรรค์ขององค์การสมองซีกขวา เพื่อสร้างนวัตกรรมขององค์การภาครัฐ ได้แก่ การส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงรุกและวัฒนธรรมมืออาชีพ การขจัดวัฒนธรรมความกลัวและวัฒนธรรมการลอกเลียนแบบ
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556, สุมนทิพย์ จิตสว่าง, นัทธี จิตสว่าง, แสงโสม กออุดม
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556, สุมนทิพย์ จิตสว่าง, นัทธี จิตสว่าง, แสงโสม กออุดม
Journal of Social Sciences
งานวิจัยเรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศในการป้องกันปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ประเมินผลการดำเนินงานและผลกระทบของการบังคับใช้ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 อันนำมาสู่การเสนอแนะแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยเป็นการวิจัยเชิงผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่าการบังคับใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้มีประสิทธิภาพในด้านคุณภาพของการนำมาใช้ โดยสามารถเป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบมูลค่ามหาศาล บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายในการลงโทษองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบายในการนำพระราชบัญญัติฉบับนี้มาใช้อย่างจริงจัง การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และการจัดตั้งหน่วยงานกลางทำหน้าที่ใน การตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น
แนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Morgenthau และ Bull : ความเหมือน ความต่าง และนัย, มุนินทร วัฒนายากร
แนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Morgenthau และ Bull : ความเหมือน ความต่าง และนัย, มุนินทร วัฒนายากร
Journal of Social Sciences
บทความชิ้นนี้ศึกษาแนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Hans J. Morgenthau และ Hedley Bull โดยมุ่งตอบคำถามว่า “ถึงแม้ว่า Morgenthau และ Bull มีสมมติฐานว่ารัฐเป็นตัวแสดงหลักในการเมืองระหว่างประเทศที่มีสภาพเป็นอนาธิปไตย และถึงแม้ว่าทั้งสองตระหนักถึงบทบาทของศีลธรรมในการเมืองระหว่างประเทศ กระนั้น Morgenthau และ Bull มีแนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศแตกต่างกันอย่างไร?” เมื่อศึกษางานชิ้นเอกของทั้งสองอย่าง Politics Among Nations และ The Anarchical Society ประกอบกับงานที่เกี่ยวข้อง จึงพบความเหมือน 5 ประการและความแตกต่าง 8 ประการ บทความชิ้นนี้เสนอว่าสมมติฐานว่าด้วยศีลธรรมเชิงประจักษ์และการวิเคราะห์ระดับระบบระหว่างประเทศทำให้แนวคิดว่าด้วยศีลธรรมของ Bull มีความคับแคบกว่าแนวคิดของ Morgenthau ที่ตั้งอยู่บนภววิทยาของธรรมชาติมนุษย์และระดับการวิเคราะห์แบบปัจเจกและระดับรัฐ บทความชิ้นนี้ยังมุ่งตอบคำถามที่ว่า “ความแตกต่างของแนวคิดทั้งสองมีนัยอย่างไร?” โดยเลือกศึกษาแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน บทความชิ้นนี้จึงเสนอต่อไปว่าแนวคิดว่าด้วยศีลธรรมระหว่างประเทศของ Morgenthau เปิดพื้นที่ให้แก่แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนมากกว่าแนวคิดของ Bull ขณะที่แนวคิดของ Bull ระบุถึงสถาบันและกลไกระหว่างประเทศที่สามารถใช้พัฒนาแนวคิดสิทธิมนุษยชนได้มากกว่าแนวคิดของ Morgenthau
ความเชื่อเรื่องนัตกับการเมืองวัฒนธรรม : พหุวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสความเป็นเมืองในมัณฑะเลย์, กฤติธี ศรีเกตุ
ความเชื่อเรื่องนัตกับการเมืองวัฒนธรรม : พหุวัฒนธรรมท่ามกลางกระแสความเป็นเมืองในมัณฑะเลย์, กฤติธี ศรีเกตุ
Journal of Social Sciences
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พหุวัฒนธรรมและประชาธิปไตยเชิงวัฒนธรรมผ่านพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตในพื้นที่มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ผลการวิจัยพบว่าในพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายประชาชนผู้นับถือนัต โดยฝ่ายผู้ปกครองพยายามเข้ามาควบคุมจัดการหรือกระทั่งทำลายความเชื่อเรื่องนัตในบางยุค อันเป็นลักษณะของความรุนแรงทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามการจัดการควบคุมดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้เด็ดขาดในระดับที่ผู้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้ เอกภาพทางวัฒนธรรมความเชื่อไม่เคยเกิดขึ้น ปรากฏเป็นการต่อรองและการประนีประนอมอยู่เสมอ กระทั่งพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัตสามารถเปิดรับเอาความหลากหลายเข้ามาอยู่ร่วมกัน แม้การเมืองเมียนมาปัจจุบันจะยังค่อนไปทางเผด็จการ แต่พหุวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นในพื้นที่ความเชื่อเรื่องนัต ก็จะเป็นปราการสำคัญในการป้องกันกระแสสุดโต่ง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญรองรับกระแสการขยายตัวของเมือง ตลอดจนการพัฒนาประชาธิปไตยของเมียนมาในอนาคต
Node : หน่วยประสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมในมุมมองทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ, สมพงษ์ จิตระดับ, นวพร สุนันท์ลิกานนท์
Node : หน่วยประสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมในมุมมองทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ, สมพงษ์ จิตระดับ, นวพร สุนันท์ลิกานนท์
Journal of Social Sciences
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออรรถาธิบายความเป็นมาของ node หน่วยประสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมในประเทศไทยและอภิปรายใน 3 ประเด็น คือ 1. บทบาทและรูปแบบการทำงาน 2. องค์ประกอบด้านคุณลักษณะของ node ประกอบด้วยคุณลักษณะด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติต่อการทำงานพัฒนาสังคม และ 3. ความสัมพันธ์ของ node กับงานพัฒนาสังคมตามทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการ ผลการถอดบทเรียนการทำงานของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน พบว่า 1. node มีบทบาทเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยมีรูปแบบการทำงานแบบประสานความร่วมมือกับองค์กรทางสังคม 2. node ต้องมีคุณลักษณะด้านความรู้ที่หลากหลายทั้งกว้างและลึกเชิงประเด็น มีทักษะการสื่อสารเพื่อสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม และมีอุดมการณ์ในการทำงานเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ และ 3. ความสัมพันธ์สัมพัทธ์ตามแนวคิดทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการที่ node สร้างผ่านการทำงานพัฒนาสังคมทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ข้ามองค์กรและสานเครือข่ายงานด้านการพัฒนาสังคมให้ขยายออกไปในแนวระนาบจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระดับปัจเจกชน พื้นที่ ตลอดจนโครงสร้างทางสังคม
Parasite And The Ideological Barriers To Emancipatory Politics, Soravis Jayanama
Parasite And The Ideological Barriers To Emancipatory Politics, Soravis Jayanama
Journal of Social Sciences
In this essay, my contention is two-fold. One, Bong Joon-ho’s f ilm Parasite (2019) is not simply about class inequality but more importantly addresses the question “what is (not) to be done?”.To appreciate this point, we have to investigate it alongside Bong’s previous f ilms, especially Snowpiercer (2013) and Okja (2017). Although these three f ilms possess vastly different storylines,they all wrestle with this burning political question from different angles: seizure of state power and revolution (Snowpiercer), “folk politics” (Okja), and neoliberal privatization of social problems (Parasite). They all implicitly demand for better or more concrete visions of systemic transformation. …
ความคิดทางการเมืองไทยในนโยบายการพัฒนา, พัด ลวางกูร
ความคิดทางการเมืองไทยในนโยบายการพัฒนา, พัด ลวางกูร
Journal of Social Sciences
เบื้องหลังของทุกนโยบายการพัฒนาประกอบด้วยความคิดทางการเมือง ซึ่งรัฐอาศัยอำนาจในการประกอบสร้าง “ความรู้” และ “แนวทาง” การพัฒนาโดยมีเป้าหมายให้เกิดผลดังเช่นที่รัฐต้องการ บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาความคิดทางการเมืองไทยในนโยบายการพัฒนา โดยอาศัยแนวทางการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ ซึ่งตัวบทที่เลือกมาศึกษา ได้แก่ คู่มือการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศผ่านโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้ผลิตและตั้งใจถ่ายทอดเนื้อหาดังกล่าวให้ประชาชนผ่านการจัดเวทีในหมู่บ้านและชุมชนก่อนการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 ตัวบทดังกล่าวสะท้อนความคิดทางการเมืองของรัฐบาล คสช. ในเรื่อง 1) ประชาธิปไตยไทยนิยมและสากลนิยม 2) การเลือกตั้งคนดี 3) รัฐอุปถัมภ์ และ 4) ประชาชนเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ ซึ่งความคิดและปฏิบัติการทางวาทกรรมของรัฐบาล คสช. เป็นการผสมผสานรูปแบบดั้งเดิมและรูปแบบใหม่ ด้วยหวังว่าจะสามารถรักษาความเป็นอำนาจนิยม พร้อมไปกับการได้รับการยอมรับจากประชาชน ทั้งหมดนี้สามารถเข้าใจได้ผ่านบริบททางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของนโยบายการพัฒนาของไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน
อำนาจรัฐและความเข้มแข็งของระบอบอำนาจนิยมจีนในยุคปฏิรูป : การปราบปราม การกีดขวาง และการครอบงำ, อรรถวัตต์ อัศวนัดดา
อำนาจรัฐและความเข้มแข็งของระบอบอำนาจนิยมจีนในยุคปฏิรูป : การปราบปราม การกีดขวาง และการครอบงำ, อรรถวัตต์ อัศวนัดดา
Journal of Social Sciences
บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่ออธิบายเรื่องความเข้มแข็งของระบอบอำนาจนิยมภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผ่านคำถามที่ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบอบพรรค-รัฐ ดำรงอยู่ได้ในสังคมจีน โดยหลังจากการประกาศใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ประเทศจีนได้เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดชนชั้นกลางและผู้อาศัยในเขตเมืองจำนวนมาก ซึ่งเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ว่านี้สอดคล้องกับแม่แบบการพัฒนาไปสู่สังคมประชาธิปไตย แต่ทว่าจวบจนถึงปัจจุบัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงอยู่ในอำนาจอย่างมีเสถียรภาพ บทความนี้เสนอข้อถกผ่านมิติของอำนาจ โดยเสนอว่าสาเหตุที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงปกครองประเทศจีนอยู่ได้นั้น เพราะพรรคมีอำนาจเหนือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและกระทบต่อพรรค โดยอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นแบ่งออกเป็น 3 มิติ มิติแรกคืออำนาจในการบังคับ ปราบปราม ผ่านการใช้กองกำลังทางการทหารและตำรวจ อำนาจมิติที่สองคืออำนาจในการกีดกันประเด็นที่สุ่มเสี่ยง อันตรายต่อการรักษาสถานภาพเดิมไม่ให้เข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ ผ่านการคัดสรรสมาชิกพรรค การปกปิดข้อมูล ข่าวสาร และการโฆษณาชวนเชื่อ และอำนาจมิติที่สามคืออำนาจในการครอบงำทางเลือกของประชาชน ให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพรรค
การควบคุมโดยพลเรือนและการสร้างความมั่นคงให้กับประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ : จากการสร้างความเป็นทหารอาชีพสู่การสร้างความเป็นพลเรือนในกองทัพ, นิธิ เนื่องจำนงค์
การควบคุมโดยพลเรือนและการสร้างความมั่นคงให้กับประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ : จากการสร้างความเป็นทหารอาชีพสู่การสร้างความเป็นพลเรือนในกองทัพ, นิธิ เนื่องจำนงค์
Journal of Social Sciences
บทความนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับประชาธิปไตยในเกาหลีใต้ โดยในการศึกษาจะใช้นิยามขั้นต่ำของการสร้างความมั่นคงให้กับประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับประเด็นคำถามที่ว่าประชาธิปไตยจะมีเสถียรภาพได้อย่างไร หรืออะไรคือเงื่อนไขที่เกื้อหนุนให้ประเทศประชาธิปไตยใหม่ไม่หันย้อนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ข้อถกเถียงสำคัญของงานนี้คือการควบคุมโดยพลเรือนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชาธิปไตยในเกาหลีใต้มีความมั่นคงและยั่งยืน การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปลดชนวนภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประชาธิปไตยที่น่าเกรงขามมากที่สุด ในกรณีของเกาหลีใต้ กระบวนการสถาปนาการควบคุมกองทัพโดยพลเรือนเริ่มต้นจากการปลดย้ายกลุ่มนายทหารที่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและและการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคความมั่นคงที่มุ่งเน้นหลักความเป็นมืออาชีพของกองทัพ ความพยายามที่ผลักดันทหารกลับเข้าสู่กรมกองนี้ได้แผ้วถางทางให้กับรัฐบาลพลเรือนชุดถัดมาให้ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูประลอกใหม่ที่มุ่งเน้นทิศทางของการทำให้กองทัพมีความเป็นพลเรือนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พลเรือนในกระทรวงการป้องกันประเทศ และการสนับสนุนค่านิยมแบบประชาธิปไตยในกองทัพ อาทิ หลักสิทธิมนุษยชน เป็นต้น
ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: มองผ่านภาวะผู้นำทหารในการยุติการสู้รบบ้านร่มเกล้า-บ่อแตน, พยัญชน์ เอี่ยมศิลป์
ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: มองผ่านภาวะผู้นำทหารในการยุติการสู้รบบ้านร่มเกล้า-บ่อแตน, พยัญชน์ เอี่ยมศิลป์
Journal of Social Sciences
บทความชิ้นนี้ค้นคว้าเกี่ยวกับการเจรจาโดยผู้นำลาวระดับสูงกับ จปร.7 ซึ่งในกรณีนี้มี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ทำหน้าที่ประสานความสัมพันธ์กับเจ้าสุภานุวงศ์ สู่ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 การศึกษาพบว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างไทย-ลาว ในกรณีศึกษานี้มีที่มาจากปัญหาดังนี้ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวและการเมืองภายในไทยและลาว 2. เศรษฐกิจชายแดนที่มีการทำสัมปทานไม้โดยบริษัทไทย 3. สนธิสัญญาไม่เสมอภาค ซึ่งต้องร่วมกันแก้ไข 4. สงครามเย็นเริ่มส่อเค้าว่าจะสิ้นสุด ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปลี่ยนขั้วการเมืองระหว่างประเทศตามมา 5. ยุทธศาสตร์ทางทหารต่อ อดีต ผ.ก.ค. “หมู่บ้านจัดตั้งฯ” 6. ตัวแสดง “สงครามสามหมู่บ้าน” เข้ามามีบทบาทซ้ำใน “บ้านร่มเกล้า” 7. ผลการสืบสิทธิ์ ตีความสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 การตีความแผนที่ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ที่แตกต่างกับปัจจุบัน
อิสลามการเมืองในมาเลเซีย, สามารถ ทองเฝือ
อิสลามการเมืองในมาเลเซีย, สามารถ ทองเฝือ
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของอิสลามการเมืองในมาเลเซียและศึกษาถึงผลกระทบจากการใช้อิสลามการเมืองในประเทศมาเลเซียต่อการกำหนดทิศทางการวางรากฐานทางการเมืองโดยยึดแนวทางอิสลาม โดยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลบนสมมติฐานที่ว่าศาสนาอิสลามและแนวคิดอิสลามนั้นมีอิทธิพลต่อพัฒนาการด้านการเมืองในมาเลเซียหลังได้รับเอกราชอย่างไร ปัจจัยภายนอกอย่างสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกมุสลิมจากภูมิภาคอื่น ๆ นั้นส่งผลต่อการเป็นอิสลามการเมืองในมาเลเซียอย่างไร ตลอดจนมีการนำอิสลามมาบูรณาการปรับใช้อย่างไรในบริบททางการเมืองและเหตุการณ์ในแต่ละยุคสมัย ผลการวิจัยพบว่ามาเลเซียได้นำเอาอิสลามเข้ามามีส่วนกำหนดอนาคตของประเทศและอัตลักษณ์ของชาติ เพื่อสร้างพลังทางการเมืองที่เข้มแข็ง ทั้งนี้มาเลเซียยังได้ใช้สถานะความเป็นรัฐมุสลิมที่ใช้กฎหมายชารีอะห์และความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติมุสลิมในการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อโลกมุสลิมจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนานาประเทศและถือเป็นการสร้างเกียรติแก่ประเทศชาติ ถือเป็นความสำเร็จของมาเลเซียที่ได้นำเอาอิสลามมาใช้ในทางการเมืองการปกครองนับตั้งแต่ได้รับเอกราช
ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ : สถานการณ์ สาเหตุ และการรับมือ, ปุณยวัจน์ ไตรจุฑากาญจน์
ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ : สถานการณ์ สาเหตุ และการรับมือ, ปุณยวัจน์ ไตรจุฑากาญจน์
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยเรื่อง “ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ: สถานการณ์ สาเหตุ และการรับมือ” เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงต่อผู้สูงอายุของสังคมไทยในปัจจุบันและสาเหตุของความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ รวมถึงแนวทางการสนับสนุนจากเครือข่ายในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ ดำเนินการใน 5 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี เชียงใหม่ หนองบัวลำภู และสงขลา จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 1,215 ราย ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถูกกระทำความรุนแรงทางด้านอารมณ์และจิตใจมากที่สุด ซึ่งสาเหตุความรุนแรงส่วนใหญ่มาจากภาวะความเครียดจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอันสืบเนื่องมาจากปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลภายในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด ซึ่งผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่มักเป็นคู่สมรส ลูกหลาน ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิดเพื่อน และเพื่อนบ้าน ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และแนวทางการสนับสนุนจากเครือข่ายในการป้องกันและแก้ไขความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะได้รับการสนับสนุนในด้านของการให้คำปรึกษา แนะนำ ให้กำลังใจจากสมาชิกในครอบครัว เครือญาติ เพื่อนบ้านและทีมสหวิชาชีพ
ที่มาทางสังคมของนโยบายสาธารณะ : บทสำรวจแนวความคิดและการประยุกต์ใช้, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
ที่มาทางสังคมของนโยบายสาธารณะ : บทสำรวจแนวความคิดและการประยุกต์ใช้, พิษณุ เสงี่ยมพงษ์
Journal of Social Sciences
บทความนี้อภิปรายปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อนโยบายสาธารณะ ในเบื้องแรก ความขัดแย้งระหว่างปัจเจกชนและกลุ่มหลากหลายเป็นเหตุปัจจัยของนโยบายสาธารณะที่ช่วยจัดการความขัดแย้งนั้น และความขัดแย้งบางอย่างในสังคมมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งส่งสัญญาณความจำเป็นของนโยบายสาธารณะ กลุ่มที่หลากหลายก็แข่งกันผลักดันสาระของนโยบายสาธารณะตามที่ตนต้องการ สังคมต้องการนโยบายสาธารณะเพื่อตอบสนองการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมและปัญหาของความไม่เท่าเทียมที่มักจะมาจากระบบของการแบ่งแยกชนชั้น และปัญหาสังคมเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตัดสินรูปลักษณะของนโยบายสาธารณะ โดยที่ปัญหาสังคมนั้นมีความละเอียดอ่อน หรือไม่คงที่ ซึ่งหมายถึงว่าคนในสังคมมีมุมมองที่แตกต่างหลากหลายเกี่ยวกับปัญหาสังคม ดังนั้นการนิยามปัญหาและประเด็นทางสังคมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวทิศทางและสาระของนโยบาย คุณค่าและแนวความคิดล้วนมีที่ทางอยู่ในมุมมองต่อปัญหาสังคม บางคุณค่าและแนวความคิดครอบงำการนิยามประเด็นปัญหา ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวการกำหนดสาระและทิศทางของนโยบายสาธารณะไปโดยปริยาย และสุดท้าย ความความคิดเห็นสาธารณะและผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมีความหมายในตัวเองที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ก็เป็นตัวการกำหนดทิศทางของนโยบายสาธารณะอย่างมากได้ทั้งสองอย่าง
Ai กับการบริหารงานบุคคล, ชญานุช จาตุรจินดา
Ai กับการบริหารงานบุคคล, ชญานุช จาตุรจินดา
Journal of Social Sciences
บทความเรื่องนี้กล่าวถึงบทบาทของ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ ในการนำมาใช้ในงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยกล่าวถึงวงจรชีวิตของ AI ในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์และประเด็นท้าทายในการนำ AI เข้ามาใช้ในแต่ละช่วงของวงจรชีวิตไปจนถึงการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือทำหน้าที่ช่วยเหลือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในกระบวนการทำงานตั้งแต่การรับสมัครพนักงานและคัดกรองผู้สมัคร การสัมภาษณ์ การจัดการสวัสดิการ การพัฒนาศักยภาพของพนักงาน การจัดทำเงินเดือน ไปจนถึงการประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเลื่อนขั้นเงินเดือนของพนักงาน อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดบางประการที่ AI ยังไม่สามารถทำหรือมีเทียบเท่ามนุษย์ได้ เช่น ทักษะทางด้านอารมณ์ (soft skills) แม้ในท้ายที่สุดต้องยอมรับว่ากิจกรรมหรืองานบางอย่าง AI ควรเข้ามาแทนที่มนุษย์ เพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามก็ยังมีกิจกรรมหรืองานบางอย่างที่ AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้ แต่กำเนิดมาเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเหลือการทำงานของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มมากขึ้น
การสำรวจเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน, จิตรา สมบัติรัตนานันท์
การสำรวจเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในประเทศไทย, ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์, ชัยณรงค์ เครือนวน, จิตรา สมบัติรัตนานันท์
Journal of Social Sciences
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานภาพและวิพากษ์องค์ความรู้ทางด้านทฤษฎีเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในปัจจุบัน รวมถึงจะเสนอแนะประเด็นวิจัยและวิธีวิทยาหลักในการขับเคลื่อนการวิจัยในอนาคต ระเบียบวิธีวิจัยที่จะใช้เป็นการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงวิพากษ์ ผลการศึกษาพบว่ามีแนวคิดเชิงทฤษฎีดังกล่าวทั้งหมด 5 แนวคิด คือ แนวคิดท้องถิ่นนิยมกระแสหลัก แนวคิดท้องถิ่นนิยมแบบใหม่ แนวคิดท้องถิ่นนิยมทวนกระแส แนวคิดทฤษฎีการเลือกสาธารณะ และแนวคิดระดมมวลชนมีส่วนร่วม เมื่อวิพากษ์ทฤษฎีกระจายอำนาจทั้ง 5 แนวคิด จะพบว่ามีจุดแข็งและจุดอ่อนด้วยกันทั้งหมด การวิจัยเพื่อการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในอนาคตควรบูรณาการประเด็นวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบสถาบันทางการปกครอง การสร้างระบบบริหารจัดการงานสาธารณะโดยเครือข่ายชุมชน การเสริมสร้างสมรรถนะของชุมชน การกระจายอำนาจการคลังท้องถิ่น และการพัฒนาระบบบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ส่วนวิธีวิทยาในการวิจัยเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในอนาคตควรใช้แนวการวิจัยเชิงสหวิทยาการแบบข้ามพ้นสาขา
การศึกษาวิจัยกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่, ศิริรักษ์ สิงหเสม, วสันต์ เหลืองประภัสร์, ภัทรวุฒิ เฉยศิริ
การศึกษาวิจัยกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่, ศิริรักษ์ สิงหเสม, วสันต์ เหลืองประภัสร์, ภัทรวุฒิ เฉยศิริ
Journal of Social Sciences
ความพยายามให้เกิดการบริหารจัดการสาธารณภัยอย่างเป็นระบบเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่รัฐบาลวางแนวทางไว้ในการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ. 2545 และนำไปสู่การก่อตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยมีภารกิจหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บท วางมาตรการ ส่งเสริมสนับสนุน การป้องกัน บรรเทาและฟื้นฟูจากสาธารณภัย บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหากลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่และเสนอตัวแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม จากการวิจัยกรณีศึกษา 8 จังหวัด พบข้อจำกัดของการบริหารจัดการทั้งในแง่ระบบงาน กลไก และโครงสร้าง ผลการศึกษานำมาซึ่งข้อเสนอในการกำหนดกลไกการบริหารจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด รูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ และรูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอ โดยรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ตามหลักการบริหารจัดการเป็นรูปแบบสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลุ่มอำเภอ เพราะมีความชัดเจนในโครงสร้างการตอบสนองภารกิจเชิงความเชี่ยวชาญและฐานะของหน่วยงานเชิงอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุดเพราะการประยุกต์ใช้ยังเกี่ยวพันกับสภาพพื้นที่และการเข้าถึง ลักษณะสาธารณภัย ประชากรและขอบเขตการปกครอง และศักยภาพของเครือข่าย นอกจากนี้การประยุกต์ใช้ยังต้องอาศัยขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติด้วย นำไปสู่ข้อเสนอแนะว่าขีดความสามารถของผู้จัดการสาธารณภัยเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาการบริหารจัดการสาธารณภัย
มิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และเศรษฐกิจของเมียนมา (ค.ศ. 2007-2015), ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร
มิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมือง และเศรษฐกิจของเมียนมา (ค.ศ. 2007-2015), ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร
Journal of Social Sciences
บทความวิจัยศึกษามิติระหว่างประเทศของกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมา ใน 3 ด้าน ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบการอภิบาลประชาธิปไตย และกระบวนการสันติภาพและการเจรจาปรองดอง ตลอดจนวิเคราะห์บริบทระหว่างประเทศและตัวแสดงภายนอก ได้แก่ รัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ว่ามีบทบาทและอิทธิพลต่อกระบวนการประชาธิปไตยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 ถึง ค.ศ. 2015 หรือไม่ อย่างไร โดยอาศัยการศึกษาเรื่องกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) และการสถาปนาความมั่นคงสถาพรของระบอบประชาธิปไตย (democratic consolidation) เป็นกรอบความคิดสำคัญ การเปลี่ยนผ่านและกระบวนการประชาธิปไตยของเมียนมาถูกริเริ่ม ขับเคลื่อน และยังคงครอบงำโดยรัฐบาลทหารและกองทัพ อีกทั้งการพัฒนาประชาธิปไตยเข้มแข็ง จะยังคงขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์และความจริงจังของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กองทัพ และความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นตัวแสดงภายนอกจึงมีอิทธิพลอย่างจำกัดในการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยของเมียนมา อย่างไรก็ดี งานวิจัยพบว่าตัวแสดงภายนอกยังสามารถสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปประเทศที่สำคัญและจำเป็นต่อการวางรากฐานเพื่อการมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในเมียนมาได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาเชิงสถาบันและการพัฒนาท้องถิ่น
ความเชื่อในวิทยาศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ในความเชื่อ : ความเป็นไปของสภาพอากาศกับการปะทะกันของอำนาจในคำพยากรณ์, วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
ความเชื่อในวิทยาศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ในความเชื่อ : ความเป็นไปของสภาพอากาศกับการปะทะกันของอำนาจในคำพยากรณ์, วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์
Journal of Social Sciences
แม้ว่าการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตสมัยใหม่ของผู้คนทั่วไปจะมีคำพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยากำกับแนวเป็นทาง ทว่า เหตุใดเหล่าพ่อค้าแม่ขายในตลาดนัดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครกลับปฏิเสธคำพยากรณ์ดังกล่าวของทางการและหันไปเชื่อถือปากคำของเจ้าเข้าทรงคนหนึ่งซึ่งช่วยบอกพวกเขาว่าสภาพอากาศในแต่ละวันจะเป็นอย่างไรแทน บทความพยายามตอบคำถามนี้ผ่านการแกะรอยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและให้ข้อเสนอว่าการหันไปเชื่อถือคำพยากรณ์อากาศของเจ้าเข้าทรงเป็นหนทางที่ผู้ค้าในตลาดนัดเข้าถึงอำนาจในอีกวิถีหนึ่งสำหรับต่อสู้ดิ้นรนกับกรงขังของความรู้ อันถูกสร้างขึ้นจากปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และสิทธิอำนาจของหน่วยงานทางการ อีกทั้งยังครอบทับความเป็นไปได้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของพวกเขา นอกจากนี้บทความยังอภิปรายมุมมองเชิงแนวคิดและทฤษฎีผ่านการทำงานภาคสนามและการทบทวนวรรณกรรมเพื่อชี้ให้เห็นถึงรูปลักษณ์อันผสมผเสของสิ่งต่าง ๆ อันนำไปสู่คำพยากรณ์อากาศทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงความเชื่อเหมือน ๆ กัน