Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 61 - 90 of 441
Full-Text Articles in Economics
การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์
การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจในครัวเรือนของสามีและภรรยาผ่านตัวแบบครัวเรือน Cooperative Conflicts และแนวคิดการต่อรองในครัวเรือน โดยพิจารณาอำนาจต่อรองจากปัจจัยสามมิติ อย่างโครงสร้างครอบครัว ปัจจัยเชิงวัตถุที่จับต้องได้ อาทิ รายได้ และกรรมสิทธิ์ในที่อยู่ และปัจจัยเชิงฐานความคิดความเชื่อด้านการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยา ร่วมกับการพิจารณาปฏิสัมพันธ์ของการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน ว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการจัดสรรงานบ้านหรือไม่ และส่งผลอย่างไร เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง อันได้แก่ ครอบครัวคู่รักต่างเพศในกรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ครัวเรือนที่ทำงานประจำทั้งคู่ ควบคู่กับการวิจัยเอกสารผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่างนั้นมีรูปแบบครัวเรือนจากการจัดสรรงานบ้านสามรูปแบบ คือ ครัวเรือนแบบดั้งเดิมซึ่งพบมากที่สุด ครัวเรือนเท่าเทียม และครัวเรือนแบบที่ไม่เป็นไปตามบรรทัด-ฐาน เมื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาและกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ทั้งสามีและภรรยาเพื่อฉายภาพอำนาจต่อรองของภรรยาด้านนี้ที่ใกล้เคียงกับสามี ทำให้เห็นว่าปัจจัยด้านความคิดความเชื่อมีอิทธิพลในการจัดสรรงานบ้านในครัวเรือน ภายใต้บริบทของโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยครัวเรือนแบบเท่าเทียมนั้นมีเกณฑ์การจัดสรรงานบ้านที่ชัดเจนกว่า และให้ความสำคัญในการทำงานบ้านมากกว่าครัวเรือนรูปแบบอื่น โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือนนั้นเป็นแบบร่วม มีการปรึกษาหารือกันระหว่างสามีและภรรยา สำหรับการใช้งานอุปกรณ์ฯ สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพงานบ้าน ผ่อนแรง ลดเวลา และลดทอนความน่าเบื่อของงานบ้านได้ ซึ่งเป็นผลดีต่ออำนาจต่อรองของภรรยา อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ฯ ส่งผลต่อความเท่าเทียมในการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยาน้อย เนื่องจากการตัดสินใจเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ฯ ใด ๆ มักตั้งอยู่บนฐานความรับผิดชอบหรือภาระงานบ้านเดิมของบุคคลนั้น ๆ ที่ถูกจัดสรรไว้แล้วก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลของฐานความคิดความเชื่อที่มีต่องานบ้านของทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครัวเรือนรูปแบบดั้งเดิมที่อุปกรณ์ฯ ยังไม่มีอิทธิพลมากพอในการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงานบ้านให้เท่าเทียมมากขึ้น
บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์
บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบทุนทางสังคมในกลุ่มประชาสังคมผู้บริโภคของประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคมกับความสามารถในการคุ้มครองผู้บริโภค และเปรียบเทียบบทบาทของทุนทางสังคมในการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านกรณีศึกษา การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิทางเอกสารและการสัมภาษณ์ โดยใช้ทฤษฎีทุนทางสังคมของ Woolcock ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมประเทศไทยหลังปี 1997 เกาหลีใต้หลังปี 1987 และสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของทุนทางสังคมแบบ Bonding อย่างชัดเจนจากการไม่ย่อท้อในการผลักดันให้เกิดสภาองค์กรผู้บริโภคเป็นเวลามากกว่า 20 ปี แต่สะท้อนความอ่อนแอของทุนทางสังคมแบบ Bridging และ Linking ซึ่งระบบการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาที่มีทุนทางสังคมสองประเภทนี้แข็งแรงและประสานงานได้ดี เกาหลีใต้มีรูปแบบรัฐนำการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนสหรัฐอเมริกามีรูปแบบที่ประชาสังคมนำ ต่างจากไทยที่ไม่แข็งแรงทั้งภาคประชาสังคมและประสิทธิภาพของรัฐ จะได้ว่าทุนทางสังคมทั้งสามประเภทก็มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ข้อค้นพบสำคัญคือทุนทางสังคมแบบ Linking ไม่เพียงส่งผลต่อการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุนทางสังคมแบบ Bonding และ Bridging ด้วย ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพัฒนาทุนทางสังคมทั้งสองประเภท ทั้งโดยภาคประชาสังคมเองและรัฐที่ต้องทำให้ระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายของภาคประชาสังคม
The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang
The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As China enters the "high-speed rail era," the construction of high-speed rail has advanced rapidly, establishing the world's largest and most sophisticated high-speed rail network. This study examines the impact of high-speed rail on foreign direct investment (FDI) using a quasi-natural experiment approach. Utilizing panel data from 300 prefecture-level cities in China from 2008 to 2021, a multi-time-point difference-in-differences (DID) model is constructed to assess the causal relationship between high-speed rail development and FDI attraction. After confirming the parallel trend assumption, the regression results indicate that the opening of high-speed rail has a positive effect on a city’s ability to …
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและประเทศไทยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950–2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาดังกล่าวผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการพัฒนา โดยใช้แนวคิด "รัฐพัฒนา" (Developmental State) เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของรัฐมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระยะยาว รัฐที่มีความเข้มแข็ง (strong state) มีแนวโน้มที่จะสามารถกำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้มากกว่ารัฐที่มีความเปราะบาง (weak state)แม้ทั้งไต้หวันและประเทศไทยต่างมีการจัดทำแผนพัฒนาเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างด้านความสามารถในการดำเนินนโยบายและกลไกของรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ โดยรัฐที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน มีกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยี และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ
ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ขนาดใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนการยกเลิกสัปทานป่าไม้ ซึ่งจากข้อเสนอโครงการเตรียมความพร้อมต่อกลไกเรดด์พลัส R-PP ค.ศ. 2013 ได้ระบุว่าป่าไม้ของไทยกำลังเผชิญการลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยนำเสนอการวิเคราะห์ด้วยการเข้าถึงเส้นทางคมนาคมและขนส่งที่โยงกันเป็นโครงข่ายพื้นฐาน และวิเคราะห์ผ่านระยะห่างระหว่างตำบลกับถนน ว่ามีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมของแต่ละตำบล เพื่อเป็นตัวแทนของลักษณะป่าที่ถูกทำลาย อนึ่งการศึกษานี้ได้ใช้วิธีวิเคราะห์ผลกระทบคงที่ (Fixed Effect Regression Model: FEM) ควบคู่กับการถดถอยด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square: OLS) ระหว่าง ค.ศ. 2011 และ 2020 ผลการศึกษาพบว่า โครงข่ายพื้นฐานที่ประกอบด้วย ถนน ทางรถไฟ และทางน้ำส่งผลกระทบต่อป่าทั้งการสูญเสียพื้นที่ป่า จากการเข้าถึงโครงข่ายพื้นฐานและขนส่งแต่ละประเภทที่ดีขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียสภาพความสมบูรณ์ของป่า แต่ยังไม่สามารถสรุปผลกระทบต่อสภาพป่าได้อย่างชัดเจน ในขณะบริบทเชิงพื้นที่จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลให้ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกัน โดยเฉพาะอำนาจในการคุ้มครอง และศักยภาพของเมือง ซึ่งผลการศึกษานี้จะเติมเต็มผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้แสดงผลลัพธ์เชิงปริมาณ และชี้ให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงอิทธิพลของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ในความแตกต่างตามพื้นที่ และเป็นแนวการศึกษาในอนาคตที่คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ และสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่ยั่งยืนในอนาคต
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและกลไกเชิงนโยบายด้านพลังงานของไทย ตลอดจนปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ที่เอื้อต่อการลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของไทยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมุ่งศึกษากรณีเขื่อนไซยะบุรี ภายใต้กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ และแนวคิดกลุ่มผลประโยชน์ผลการศึกษาชี้ว่า การลงทุนของไทยในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว เกิดจากความต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในประเทศ และแรงต่อต้านจากภาคประชาสังคม ในขณะที่ สปป.ลาว ดำเนินยุทธศาสตร์ “Battery of Asia” โดยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มงวด ทำให้ดึงดูดนักลงทุนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการเขื่อนในลาวและส่งไฟฟ้ากลับมาจำหน่ายในประเทศได้ผลการศึกษายังพบว่า กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchasing Agreement: PPA) เป็นกลไกที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่นักลงทุนและสถาบันการเงินโดยตรง โดยมีลักษณะร่วมที่เอื้อต่อการล็อกผลกำไรและถ่ายโอนความเสี่ยง เช่น การผูกพันระยะยาว 31 ปี เงื่อนไขรับประกันรายได้แบบ Take-or-Pay การกำหนดอัตรารับซื้อล่วงหน้าโดยไม่มีการแข่งขัน และการผลักภาระความเสี่ยงไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งเป็นคู่สัญญา ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้คือ ควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างเป็นระบบ และปรับโครงสร้างสัญญา PPA จากการมุ่งเน้นเพียงความมั่นคงด้านราคา ไปสู่การสร้างกลไกแบ่งปันความเสี่ยงที่เป็นธรรม และเสริมสร้างระบบกำกับดูแลเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์
การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ที่จำแนกทักษะแรงงานและระดับรายได้ของครัวเรือน และนำตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมดังกล่าวมาวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายของบัญชีภายนอกที่มีต่อประเภทของแรงงานและการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในประเทศไทย สำหรับการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ได้จำแนกกลุ่มแรงงานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แรงงานไร้ฝีมือ และแรงงานฝีมือ ในขณะที่ภาคครัวเรือนจำแนกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงระดับรายได้ของครัวเรือน ได้แก่ ครัวเรือนรายได้ต่ำ ครัวเรือนรายได้ปานกลาง และครัวเรือนรายได้สูง นอกจากนี้ได้ทำการแบ่งสาขา การผลิตในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมออกเป็น 48 สาขาการผลิต หลังจากการพัฒนาตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 แล้ว ได้นำตารางดังกล่าวมาวิเคราะห์ค่าทวีคูณเมทริกซ์เชิงสังคม ทั้งค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปสงค์และค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปทาน พร้อมทั้งการแยกองค์ประกอบของค่าทวีคูณที่เชื่อมโยงไปข้างหลังของการขับเคลื่อนทางอุปสงค์เพื่อแสดงถึงผลกระทบเชื่อมโยงกันระหว่างสาขาการผลิตต่าง ๆ แรงงานและทุน รวมทั้งการกระจายรายได้ของครัวเรือน ในประเทศไทย นอกจากนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการทดสอบความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ของตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมที่ได้พัฒนาขึ้นโดยการสร้างสถานการณ์จำลองการกำหนดนโยบายของรัฐบาล 5 สถานการณ์ที่แตกต่างกันเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งคำนวณค่าดัชนีความ เหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในกลุ่มครัวเรือน ผลการศึกษาพบว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายของบัญชีภายนอก ไม่ว่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการส่งออก จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ส่วน ได้แก่ (1) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสาขาการผลิตจะเกิดขึ้นในสาขาการทำไรอ้อยมากที่สุด (2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานจะเกิดผลกระทบในกลุ่มแรงงาน ไร้ฝีมือมากที่สุด และ (3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มครัวเรือนจะเกิดผลกระทบในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมากที่สุด กล่าวคือ สาขาการทำไร่อ้อย แรงงานไร้ฝีมือ และกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้มากที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรายจ่ายของบัญชีภายนอก นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่า สาขาการค้า สาขาร้านภัตตาคารและโรงแรม และสาขาสถาบันการเงินและการประกันภัย เป็นสาขาการผลิตที่มีค่าตัวทวีคูณของการเชื่อมโยงไปข้างหน้าสูงทั้งด้านของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งกล่าวได้ว่าสาขาการผลิตดังกล่าวมีสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศไทย ผลการศึกษาของการทดสอบความอ่อนไหวของตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมโดยการสมมติการจำลองนโยบายของรัฐบาล พบว่าหากรัฐบาลกำหนดนโยบายโอนเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมูลค่า 10,000 บาทต่อครัวเรือน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมซึ่งสอดคล้องกับการจำลองสถานการณ์ของนโยบายเดียวกันในการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45,530 ครัวเรือนจากรายงานการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนทั่วราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2562 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมในงานวิจัยฉบับนี้มีประสิทธิภาพในด้านการทดสอบนโยบายต่าง ๆ และมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อแรงงานที่จำแนกทักษะและกลุ่มครัวเรือนตามช่วงระดับรายได้ในประเทศและเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งนักวิจัยสำหรับการนำไปใช้ศึกษาต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจหรือนโยบายต่าง ๆ ในอนาคต
An Insight Into Trade And Inequality: A Cross-Country Income Quintile Analysis, Karn Leela-Adisorn
An Insight Into Trade And Inequality: A Cross-Country Income Quintile Analysis, Karn Leela-Adisorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how international trade affected income inequality in 69 countries between 2006 and 2019, a time when globalization was slowing down. Unlike earlier studies focused on periods of rapid trade expansion, this research reevaluates the trade-inequality link under new global conditions. It uses the Gini coefficient and income quintile shares to capture different aspects of income inequality. While the Gini index offers a broad measure, quintile shares reveal more detailed distributional changes, especially among lower and middle-income groups.The findings reveal that greater trade openness and export intensity are generally associated with higher income inequality. Specifically, these forms of …
กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว
กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยอาศัยกรอบแนวคิด “การสะสมทุนโดยการพรากสิทธิ” (Accumulation by Dispossession) ของ David Harvey เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารราชการ การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มย่อยกับประชาชนในพื้นที่ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย EEC เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐใช้กลไกพิเศษและกฎหมายเฉพาะกิจในช่วงรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ โดยมีการยกเว้นกฎหมายผังเมืองและกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างกว้างขวาง พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยของประชาชนถูกจัดสรรใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิม นโยบายนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐกับทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะทุนข้ามชาติที่ได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรของรัฐในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า “การพรากสิทธิ” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเชิงกายภาพของการเวนคืนหรือยึดครองที่ดินเท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของการเปลี่ยนกฎหมาย โครงสร้างสถาบัน และการสร้างความยินยอมทางอุดมการณ์ผ่านการโฆษณาว่านโยบายดังกล่าวจะนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งที่ในทางปฏิบัตินำไปสู่ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียอัตลักษณ์ชุมชน และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอจากการศึกษาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทบทวนนโยบายพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ภายใต้หลัก สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรในระยะยาว โดยเสนอให้มีการกำกับตรวจสอบเชิงนโยบายและการปฏิรูปกระบวนการวางแผนการพัฒนา เพื่อป้องกันการใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือสนับสนุนการสะสมทุนที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างถาวร
ความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในบริบทของไทย, ศุภสิน อิทธิพัทธ์วงศ์
ความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในบริบทของไทย, ศุภสิน อิทธิพัทธ์วงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นเมืองและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในระดับจังหวัดของไทย โดยแยกวิเคราะห์ความเป็นเมืองออกเป็นสองมิติ ได้แก่ ประชากรและเศรษฐกิจ รวมถึงพิจารณาอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบระหว่างการพัฒนาเมืองตามกลไกรัฐและกลไกตลาดต่อความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การวิเคราะห์ยังใช้ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ประกอบ ซึ่งได้แก่ เซลล์กริดประชากรและแสงสว่างในยามกลางคืน ร่วมกับแบบจำลองเศรษฐมิติเชิงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจพลวัตเชิงพื้นที่ระหว่างจังหวัด ผลการศึกษาพบว่า ความเป็นเมืองในมิติด้านประชากรมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดตนเองและจังหวัดเพื่อนบ้าน ส่วนความเป็นเมืองในมิติด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กลับด้านกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดตนเอง และมีความสัมพันธ์ในรูปแบบตัว N กับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในจังหวัดเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังพบว่าการพัฒนาเมืองตามกลไกรัฐช่วยให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของจังหวัดในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมการพัฒนาลดลงร่วมกัน หากขนาดของกลุ่มจังหวัดไม่ใหญ่เกินไป ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมการพัฒนาจึงควรมุ่งเน้นไปที่การกระจายทรัพยากรจากจังหวัดที่มีความเป็นเมืองสูงเกินไปสู่จังหวัดที่มีความเป็นเมืองต่ำเกินไป โดยเฉพาะ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนล่าง พร้อมทั้งกำหนดขนาดกลุ่มจังหวัดที่ได้รับการส่งเสริมตามนโยบายไม่เกินประมาณสิบจังหวัด
การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย, ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
การศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย, ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบในตลาดแรงงานไทย โดยจะแบ่งผลลัพธ์ของตลาดแรงงานเป็น 2 ตัว คือ ชั่วโมงการทำงานต่อวัน และค่าจ้างต่อวันของแรงงานนอกระบบ และทำการศึกษาผ่านการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Difference-in-Differences (DiD) Regression โดยการศึกษานี้แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มโดยใช้เกณฑ์ระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในระดับจังหวัดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่ม คือ กลุ่มทรีตเมนต์และกลุ่มเปรียบเทียบ และศึกษาผ่านตัวแปรควบคุม ประกอบด้วย ภาคที่อยู่อาศัย เขตการปกครอง อายุเพศ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส สถานะการทำงาน ประเภทอาชีพ และประเภทอุตสาหกรรม การศึกษานี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labor Force Survey: LFS) และการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2561 พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในส่วนของข้อมูลความรุนแรงของสถานการณ์โควิดระดับจังหวัด ใช้ข้อมูลจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ตามคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อประเมินผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ต่อแรงงานนอกระบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Difference-in-Differences (DiD) Regression โดยผลการวิจัย พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด 19 นั้นส่งผลกระทบเชิงลบต่อค่าจ้างต่อวันและจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวันของแรงงานนอกระบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดย ค่าจ้างต่อวันของแรงงานนอกระบบในกลุ่มทรีตเมนต์ลดลงเฉลี่ย -53.97 บาท และ ชั่วโมงทำงานต่อวันของแรงงานนอกระบบในกลุ่มทรีตเมนต์ลดลงเฉลี่ย 0.09 ชั่วโมง (5.4 นาที) เมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบในกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับร้อยละ 1 และระดับร้อยละ 10 ตามลำดับ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อชั่วโมงการทำงานและค่าจ้างของแรงงานนอกระบบ พบว่า แรงงานนอกระบบที่ทำงานในกรุงเทพมหานครนั้นจะมีค่าจ้างต่อวันและชั่วโมงการทำงานต่อวันที่มากกว่าแรงงานนอกระบบในภูมิภาคอื่น ๆ แรงงานเพศหญิงจะมีค่าจ้างต่อวันและชั่วโมงการทำงานต่อวันที่น้อยกว่าแรงงานเพศชาย นอกจากนี้ในส่วนของระดับการศึกษา พบว่า ระดับการศึกษาของแรงงานมีความสัมพันธ์กับงานที่แรงงานทำ หากมีระดับการศึกษาที่สูงย่อมมีทางเลือกในการเลือกงานที่ทำที่มีระดับของค่าจ้างที่มากกว่าแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่า เพราะแรงงานนอกระบบที่มีระดับการศึกษาไม่สูงมากอาจมีทางเลือกในการเลือกทำงานที่น้อยกว่า และงานอาจไม่ได้มีความมั่นคงมากนัก ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดมาตรการ แผน และนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ
การสะสมทุนและการเลื่อนสถานะทางสังคมของไอดอลเกาหลี, พัทธนันท์ ทรัพย์เจริญ
การสะสมทุนและการเลื่อนสถานะทางสังคมของไอดอลเกาหลี, พัทธนันท์ ทรัพย์เจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาชิ้นนี้มุ่งศึกษากระบวนการสะสมทุนและการเลื่อนระดับทางสังคมของไอดอลเกาหลี โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบการสะสมทุนของไอดอลเกาหลีที่มีช่วงระยะเวลาเดบิวท์ที่ใกล้เคียงกันจำนวนสองวง ได้แก่ วง EXO ซึ่งเป็นกลุ่มไอดอลที่มีพื้นฐานของทุนทางเศรษฐกิจสูง และวง BTS ซึ่งเป็นกลุ่มไอดอลที่มีพื้นฐานของทุนทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า เพื่อนำมาวิเคราะห์กระบวนการสะสมทุนในมิติต่าง ๆ ที่เป็นผลทำให้ตำแหน่งทางสังคมจากไอดอลในฐานะศิลปินของประเทศเกาหลีใต้เลื่อนระดับ ทางสังคมไปสู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงระดับโลกผ่านการใช้แนวคิดเรื่องทุนของบูดิเยอร์ ผลการศึกษาพบว่าความแตกต่างทางสังคมในช่วงแรกเกิดจากความแตกต่างของทุนทางเศรษฐกิจจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต้นสังกัด โดยวง EXO เป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบจากการเป็นไอดอลของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งเอื้อต่อการสร้างทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่สูงไปด้วย และทำให้วง EXO สามารถสร้างทุนทางสัญลักษณ์ทางด้านชื่อเสียงจนเลื่อนระดับทางสังคมได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของวง BTS เป็นไอดอลของบริษัทขนาดเล็กที่มีทุนทางวัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ต่ำกว่า แต่นำเอาประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสร้างเครือข่ายทางสังคมจนทำให้วง BTS ได้รับการยอมรับจากสังคมและเกิดการเลื่อนระดับทางสังคมสู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้ในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ชื่อเสียงที่เกิดขึ้นสามารถแปรสภาพจากทุนทางสัญลักษณ์กลับไปสู่ทุนทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน
The Impact Of U.S. Monetary Policy Expectations On Emerging Market Sovereign Bonds, Qiaofang Chen
The Impact Of U.S. Monetary Policy Expectations On Emerging Market Sovereign Bonds, Qiaofang Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the spillover effects of U.S. monetary policy on sovereign bonds in emerging market economies (EMEs). It evaluates the influence of various phases of U.S. monetary policy, including quantitative easing (QE) and quantitative tightening (QT), on EME sovereign bond prices and yields. The analysis pays special attention to differences in the impacts on bonds denominated in local currencies versus U.S. dollars. The results indicate that U.S. monetary policy significantly affects the prices of both USD- and local currency-denominated bonds in EMEs, except during the pre-unconventional monetary policy period. The adverse effects of U.S. monetary policy adjustments, particularly during …
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ, ณัฐภัทร เนียวกุล
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ, ณัฐภัทร เนียวกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยที่เปิดเผยผ่านช่องทางออนไลน์เปรียบเทียบกับมาตรฐานการกำหนดชุดข้อมูลเปิดภาครัฐเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและต่อต้านคอร์รัปชันในระดับสากลของคณะทำงาน Open Data Charter ศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อจำกัดของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐเจ้าของข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูลเปิดเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน และนำเสนอข้อเสนอดังนโยบายในการแก้ไขปัญหา ลดอุปสรรคและพัฒนาชุดข้อมูลเปิดภาครัฐเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าชุดข้อมูลต่าง ๆ จะมีการเปิดเผยให้สามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านความครบถ้วนและคุณภาพของข้อมูลที่ถูกเปิดเผย อีกทั้งยังพบปัญหาด้านกฎหมายที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงและแก้ไขเพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะโครงสร้างของ “ตลาดข้อมูลเปิดภาครัฐ” เป็นตลาดผูกขาด ยังขาดกฎเกณฑ์การบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพทำให้การตอบสนองต่ออุปสงค์ของการใช้ข้อมูลเป็นไปอย่างจำกัด ดังนั้นควรมีการระบุชุดข้อมูลเปิดเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันให้มีความชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องรัฐบาลควรมีบทบาทนำในการส่งเสริมความโปร่งใส กำหนดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการกำกับดูแลและลงโทษ และควรมีพัฒนาการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน
Effects Of The Japan – Thailand Economic Partnership Agreement (Jtepa) On Thailand’S Agricultural Trade With Japan, Kantawat Teeravithayapinyo
Effects Of The Japan – Thailand Economic Partnership Agreement (Jtepa) On Thailand’S Agricultural Trade With Japan, Kantawat Teeravithayapinyo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study investigates the impact of the Japan-Thailand Economic Partnership Agreement (JTEPA) on agricultural trade between Thailand and Japan. By employing the gravity model framework, the study analyzes the determinants of bilateral agricultural trade flows, focusing on key commodities such as meat, fish, seafood, edible preparations, and rice.The literature review highlights the significance of free trade agreements (FTAs) in facilitating trade and the potential benefits they offer to member countries. Studies on FTAs across various regions underscore the importance of reducing trade barriers and tariffs to promote agricultural trade flows.Utilizing panel data techniques, the empirical analysis examines the relationship …
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the packaging industries of Thailand and Japan, with a focus on their competitiveness and potential for success within the evolving US market. The research explores the size, structure, and comparative advantages of each country's packaging sector. Analyses, including the Revealed Comparative Advantage (RCA), Trade Specialization Index (TSI), Porter's Five Forces, Porter's Diamond Model, and SWOT analysis provide a comprehensive assessment of the strengths, weaknesses, opportunities, and threats faced by Thai and Japanese packaging firms. The study reveals that both Thailand and Japan possess unique advantages, with Thailand's cost-competitiveness and Japan's focus on innovation and quality offering distinct …
The Impact Of Foreign Direct Investment On Employment In The Asean Region, Kaichen Tang
The Impact Of Foreign Direct Investment On Employment In The Asean Region, Kaichen Tang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of foreign direct investment (FDI) inflows on employment levels in ASEAN countries from 1992 to 2022. Utilizing descriptive statistics, correlation matrices, and econometric models including the pooled ordinary least squares, fixed effects and random effects models, the findings indicate that FDI inflows generally have a positive and significant effect on employment. However, this impact varies across countries, with some experiencing positive effects while others face negative impacts. The study also controls for economic growth, inflation, trade openness, education levels, and political stability. The results highlight the necessity for policymakers to consider country-specific conditions when developing …
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article is conceived with the objective of utilizing data from Doi Kham Food Products Company Limited as the focal point of research. It delves into market narratives and comprehensive market data, as well as the growth trajectory of the company in accordance with the royal initiatives of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX). His Majesty's aspirations aimed to alleviate the hardships faced by rural communities in the highlands of Northern Thailand, transitioning towards a company engaged in the production and procurement of agricultural products, supplying both domestic and international markets with stability and concurrent growth in agriculture. …
The Employment Effects Of Agri-Food Global Value Chain Participation In Lower Middle-Income Countries, Phyu Phyu Lwin
The Employment Effects Of Agri-Food Global Value Chain Participation In Lower Middle-Income Countries, Phyu Phyu Lwin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Global Value Chains (GVCs) offer opportunities for lower-middle-income countries (LMICs) in the agri-food sector by integrating local economies into the global market and enhancing economic growth. This study aims to examine the impact of GVC participation on employment in the agri-food industry of LMICs. A fixed effect model is employed on a panel data set of nine lower-middle-income countries across 2005-2019. The results indicate that GVC participation, both backward (involving imported intermediate inputs) and forward (where domestic inputs are used in the production of exports), has a significant negative effect on employment. This suggests that GVCs do not always increase …
The Impact Of Inward Foreign Direct Investment (Fdi) On Total Factor Productivity Growth (Tfpg) In Asian Countries, Jiao Lu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of inward foreign direct investment (FDI) on total factor productivity (TFP) growth in 23 Asian countries from 1991 to 2018. Using a dynamic panel data model, this study analyzes how FDI, together with GDP growth, capital and labor inputs, human capital, export growth, internet usage, and distance to the technology frontier, affects total factor productivity (TFP) growth. The results indicate that, while FDI remains significant, its impact on total factor productivity (TFP) growth is negative.The negative impact may be caused by the lack of sufficient human capital and absorptive capacity in host countries, along with …
พลวัตของค่าเช่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่าโลกและการจัดสรรโดยรัฐ: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยระหว่างการเปลี่ยนผ่าน, ดอม กัณฑ์พินิจชา
พลวัตของค่าเช่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่มูลค่าโลกและการจัดสรรโดยรัฐ: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยระหว่างการเปลี่ยนผ่าน, ดอม กัณฑ์พินิจชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในห่วงโซ่มูลค่าโลก (GVC) ความสามารถของบริษัทในการเก็บรับและสะสมค่าเช่าทางเศรษฐกิจ อันหมายถึงผลกำไรที่เพิ่มเติมพิเศษจากผลตอบแทนขั้นพื้นฐาน มีความสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ค่าเช่าภายนอกจากการจัดสรรโดยรัฐมีบทบาทในการกำหนดโครงสร้างของอุตสาหกรรมเช่นกัน งานวิจัยนี้สำรวจพลวัตของค่าเช่าในห่วงโซ่มูลค่าโลกผ่านกรณีศึกษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการมุ่งเน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างค่าเช่าเชิงนโยบายกับค่าเช่าในห่วงโซ่มูลค่าโลก โดยพิจารณาพลวัตดังกล่าวนี้ตลอดเส้นทางที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตั้งแต่การก่อตั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมาจนถึงการเปลี่ยนผ่านที่สร้างความพลิกผันสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งขับเน้นภูมิทัศน์ของผลประโยชน์และอำนาจในอุตสาหกรรม ข้อค้นพบของการศึกษาเผยความสัมพันธ์ระหว่างวิถีการจัดสรรค่าเช่าของรัฐกับอำนาจต่อรองของรัฐในฐานะตัวแทนของอุตสาหกรรมท้องถิ่นต่อบริษัทข้ามชาติในห่วงโซ่มูลค่าโลก การศึกษาวิจัยนี้แสดงบทบาทของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนโยบายรัฐกับการลงทุนจากต่างชาติในการสร้างวงจรที่มีอิทธิพลในการประกอบสร้างอุตสาหกรรมที่พัฒนาตามหลัง โดยเสนอมุมมองเกี่ยวกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจเกิดใหม่
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้, พรรษวุฒิ พวงสุวรรณ
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ : กรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้, พรรษวุฒิ พวงสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทของการพัฒนาเมืองในศตวรรษที่ 21 แนวคิด "เมืองอัจฉริยะ" (Smart City) ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทย ผ่านกรณีศึกษาสามย่านสมาร์ทซิตี้ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้การบริหารของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้กรอบแนวคิด 3RC (Restrictive, Reflective, Rationalistic/Pragmatic และ Critical Schools of Thought) ในการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาเมือง พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาในต่างประเทศ เช่น Songdo (เกาหลีใต้), Amsterdam (เนเธอร์แลนด์) Medellín (โคลอมเบีย) และ Silicon Valley (สหรัฐอเมริกา) เพื่อสังเคราะห์บทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ในบริบทไทย ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมของชุมชน และ การรักษาความยั่งยืน งานวิจัยชิ้นนี้ยังเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศไทยที่ถอดบทเรียนจากต่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาสามย่านสมาร์ทซิตี้สามารถเป็นต้นแบบสำหรับโครงการเมืองอัจฉริยะอื่น ๆ ในอนาคต โดยตอบสนองต่อความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว
กระบวนการกำหนดนโยบายจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ, อิษยา อนิวรรตน์
กระบวนการกำหนดนโยบายจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ, อิษยา อนิวรรตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษาชิ้นนี้ใช้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่เป็นกรอบการวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงแนวคิดของรัฐต่อการกำหนดนโยบายด้านการให้ความคุ้มครองทางสังคมด้านสุขภาพ รวมถึงศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการจัดการ ควบคุม และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ผ่านการอธิบายถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนร่วมในตลาดการเมืองของการกำหนดนโยบาย ได้แก่ อุปสงค์ (กลุ่มผลักดันเรียกร้องนโยบาย) และอุปทาน (กลุ่มมีอำนาจที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจ) งานชิ้นนี้ใช้การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ร่วมการสัมภาษณ์เชิงลึกกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ภายใต้กระบวนการกำหนดนโยบาย ตัวแสดงในฝั่งอุปทานมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตั้งแต่การก่อตัว การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ และนำนโยบายไปบังคับใช้ เนื่องจาก รัฐให้อำนาจและได้ใช้องค์ความรู้เฉพาะทางเป็นตัวชี้นำ ในขณะที่ตัวแสดงฝั่งอุปสงค์ยังต้องอยู่ภายใต้สภาวะพึ่งพิงจากรัฐ ทำให้ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายในตอนต้น แต่กลุ่มดังกล่าวจะเริ่มมีบทบาทนำและพลังการต่อรองกับรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงการสะท้อนกลับของนโยบาย จึงส่งผลลบต่อการกระจายทรัพยากร ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ รวมถึงต้นทุนธุรกรรม ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกนโยบายของกลุ่มอุปทานนโยบายเป็นผลโดยตรงจากโครงสร้างการให้คุณค่าของสถาบันไม่ทางการ (วัฒนธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี) ที่ฝังลึกมีกรอบคิดและการให้คุณค่าที่ไม่สนับสนุนความเท่าเทียมเชิงสุขภาพของสถาบันทางการ ส่งผลให้แม้จะมีกฎ กติกา (สถาบันทางการ) ระบุถึงประเด็นด้านความเท่าเทียม แต่ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประสิทธิภาพของสถาบันในการจัดสรรทรัพยากรและการให้บริการด้านสาธารณสุขจึงสามารถไม่เป็นธรรมและมีความแตกต่างระหว่างแรงงานไทยกับแรงงานข้ามชาติตามการเลือกให้ความสำคัญกับกลุ่มคนซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้ ข้อเสนอแนะสำหรับงานคือ เสนอให้ปรับเปลี่ยนกลไกทางสถาบันเพื่อให้เกิดความเสมอหน้าและปรับโครงสร้างให้สามารถรองรับกับวิกฤตทางสุขภาพในอนาคต
Cost-Effectiveness Analysis Of Adjuvant Osimertinib In Resected Egfr-Mutated Early-Stage Non-Small Cell Lung Cancer, Supitchaya Changsatja
Cost-Effectiveness Analysis Of Adjuvant Osimertinib In Resected Egfr-Mutated Early-Stage Non-Small Cell Lung Cancer, Supitchaya Changsatja
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lung cancer is the most common cancer and the leading cause of cancer death worldwide. One-third of non-small cell lung cancer (NSCLC) patients are diagnosed in resectable stage, for which curative surgery is the cornerstone of treatment. Adjuvant osimertinib, a third-generation epidermal growth factor receptor tyrosine kinase inhibitor (EGFR TKI), was shown to significantly reduce recurrence and prolong survival for completely resected EGFR-mutated NSCLC. We performed a cost-effectiveness analysis of adjuvant osimertinib compared to placebo in patients with resected stage IB to IIIA EGFR-mutated NSCLC using Thailand’s societal perspective. A Markov model estimated the lifetime costs and health benefits of …
Analysis Of Marketing Strategies Of Chinese Ceramic Enterprises Before And After The Covid-19 Pandemic, Yilin Guo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study analyzes the current situation, challenges and opportunities of China's ceramic industry, analyzes traditional marketing strategies and the impact of the epidemic on them, explores the adjustment of marketing strategies after the epidemic, and puts forward suggestions for optimizing corporate marketing strategies. The research methods include SWOT analysis, PEST analysis and Porter's Five Forces Model. The results show that small and medium-sized ceramic companies should adopt growth strategies, develop more customer resources and sales channels, optimize product structure, implement brand OEM model, flexibly set prices, and strengthen brand building and multi-dimensional promotion. In addition, the study recommends starting from …
Determinants Of Vitamin And Mineral Supplement Purchases Among Generation Z, Phakorn Sirisathaworn
Determinants Of Vitamin And Mineral Supplement Purchases Among Generation Z, Phakorn Sirisathaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the determinants of Vitamin and Mineral Supplement Purchases among Generation Z, focusing on age and income as key factors. A sample of 385 respondents aged 16-27 completed an 18-question survey, categorized by income levels (< 20,000 THB, 20,000 - 40,000 THB, 40,000 - 60,000 THB, 60,000 - 80,000 THB, and above 80,000 THB) for comprehensive analysis. Younger respondents, particularly those aged 16-18, predominantly belong to lower income brackets, reflecting early career or student statuses. Income levels increase with age, peaking among 25-27 year-olds, indicating greater economic capability. Consumption patterns closely align with income, where higher income groups exhibit higher supplement usage. Primary barriers for lower income groups include safety concerns and affordability, while motivations across all income brackets center on health improvement and immune support. Economic disparities influence purchasing behaviors, with lower income groups buying smaller quantities more frequently and higher income groups opting for bulk purchases less often. Preferences for organic ingredients and trusted brands are notable among higher income segments. The study underscores the economic sensitivity of lower income consumers to price changes and the resilience of higher income groups to economic fluctuations. These findings emphasize the role of income in shaping supplement consumption behaviors and suggest implications for targeted marketing and public health initiatives aimed at Generation Z.
Female Directors On Boards And Firm Performance: Evidence From Chinese A-Share Listed Firms, Dan Shi
Female Directors On Boards And Firm Performance: Evidence From Chinese A-Share Listed Firms, Dan Shi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Globally, despite the rising proportion of women in the workplace, they remain underrepresented in senior management positions, such as boards. Since there is no mandatory gender quota policy in China, the proportion of female directors is much lower than in countries such as those in Europe. In this context, this study aims to evaluate the relationship between the presence, proportion, and number of female directors in Chinese A-share listed companies and corporate financial performance. This paper summarizes the literature on female directors and company value, using principal-agent theory, stakeholder theory, symbolism theory, and non-competitive discrimination theory as the theoretical basis. …
Influence Of Brand Factors On Purchase Intentions In Thailand’S Garment Industry In Instagram, Zehong Du
Influence Of Brand Factors On Purchase Intentions In Thailand’S Garment Industry In Instagram, Zehong Du
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid growth of social commerce has significantly transformed the landscape of consumer engagement, particularly within Thailand's garment industry. Leveraging Instagram as a pivotal platform, this study examines the impact of brand factors on the purchase intentions of Thai Instagram users. The research delves into how brand awareness, product uniqueness, perceived value, and brand trust collectively shape consumer buying behaviors. Employing a robust research framework, brand awareness and product uniqueness serve as independent variables, while perceived value and brand trust function as mediating variables, ultimately influencing purchase intention. Key findings indicate that brand recognition and product uniqueness markedly enhance perceived …
The Impact Of Living Arrangement On The Health Of The Elderly—Based On Clhls 2018, Ludan Cao
The Impact Of Living Arrangement On The Health Of The Elderly—Based On Clhls 2018, Ludan Cao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid demographic shift towards an aging population in China has brought the health status of the elderly to the forefront of state and societal concerns. Concomitant with socioeconomic development, the living arrangements of the elderly have undergone significant transformations, leading to variations in social support structures and, consequently, impacting their physical, mental, and self-reported health outcomes. This study investigates the correlation between living arrangements and the health status of the elderly population in China. Using data from the 2018 Chinese Longitudinal Healthy Longevity Survey (CLHLS), this study empirically examines the impact of solitary living on the health status of …
Thailand Textile And Garment Industry:International Market Opportunities From An Economic Perspective, Yuanyuan Lu
Thailand Textile And Garment Industry:International Market Opportunities From An Economic Perspective, Yuanyuan Lu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The textile and garment industry is a significant contributor to Thailand's economy, playing a vital role in employment, exports, and industrialization. This study explores the international market opportunities for Thailand's textile and garment sector from an economic perspective. Utilizing frameworks such as Porter's Five Forces, SWOT analysis, and PESTEL analysis, this research identifies the key challenges and opportunities within the industry. The findings reveal that while the industry faces challenges such as rising production costs, labor shortages, and outdated machinery, there are substantial opportunities for growth through technological advancements, sustainable practices, and international partnerships. The study highlights the need for …