Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Articles 91 - 120 of 468
Full-Text Articles in Mass Communication
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
แบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองโดยใช้บิ๊กดาต้า, จุติพร ปริญโญกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบสมผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้ประโยชน์จากบิ๊กดาต้าในการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง 2) เพื่อสร้างแบบจำลองการทำนายและแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ และผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้า ทั้งวิชาการและวิชาชีพจำนวน 10 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) ด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) ประกอบด้วย นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ สื่อมวลชนสายการเมือง ผู้นำทางความคิดประเด็นทางการเมือง และนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง จำนวน 5 ท่าน นอกจากนี้ยังใช้บิ๊กดาต้าทางการเมืองจากสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ ทวิตเตอร์ (Twitter) เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (Youtube) อินสตาแกรม (Instagram) และเว็บไซต์ (Website) จำนวน 132,660 ข้อมูล เพื่อพัฒนาเป็นแบบจำลองการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า 1) บิ๊กดาต้าสามารถนำมาใช้เพื่อการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองได้ทุกขั้นตอนของการจัดการภาวะวิกฤตออนไลน์ ซึ่งข้อมูลและแบบจำลองที่เหมาะสมสำหรับการทำนายภาวะวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองคือข้อมูลประเภทข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ และแบบจำลองการทำนายที่เหมาะสมคือแบบจำลองการเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning) นอกจากนี้การพัฒนาเกณฑ์การวัดระดับความรู้สึก (Sentiment) สำหรับใช้เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะวิกฤตออนไลน์ที่ละเอียดมากขึ้น แบ่งได้เป็น 7 ระดับ ได้แก่ ความรู้สึกเป็นบวกมากที่สุด ความรู้สึกเป็นบวกมาก ความรู้สึกเป็นบวก ความรู้สึกเป็นกลาง ความรู้สึกเป็นลบ ความรู้สึกเป็นลบมาก และความรู้สึกเป็นลบมากที่สุด 2) แบบจำลองการทำนายวิกฤตออนไลน์ทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ แบบจำลองที่พัฒนาด้วย Random Forest Classifier ได้ผลดังนี้ ค่าความถูกต้อง (Accuracy) 0.93 ค่าความระลึก (Recall) Macro avg 0.67 และ Weighted avg 0.93 ค่าความแม่นยำ (Precision) Macro avg 0.85 และ Weighted avg 0.93 และค่าเอฟวัน (F1 Score) Macro …
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
บทบาทไทยพีบีเอสต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้บริบทการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง, ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบาย การดำเนินงาน และการนำเสนอประเด็นสาธารณะในการเป็นพื้นที่กลางของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวกของไทยพีบีเอสในกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเดือนมกราคม 2555-ธันวาคม 2563 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ตัวบท การศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า 1) ไทยพีบีเอสมีนโยบายในด้านการมีส่วนร่วม การใช้ประโยชน์จากสื่อสาธารณะและการเป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนการเป็นพื้นที่กลางในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไทยพีบีเอสมีการดำเนินงานเพื่อสร้างพื้นที่กลาง ได้แก่ การเสริมพลังตัวแสดงเพื่อสร้างสมดุลอำนาจในการสื่อสาร การส่งเสริมการเข้าถึงมุมมองที่หลากหลาย การพัฒนาเครื่องมือในการทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อพื้นที่เชิงกิจกรรม พื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่การสื่อสาร การนำเสนอประเด็นสาธารณะของไทยพีบีเอส ได้แก่ การเมืองนำการทหาร บทบาทของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ พื้นที่สาธารณะปลอดภัย รอมฎอนสันติสุข เป็นต้น 2) การนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบอยู่ภายใต้กรอบความขัดแย้ง กรอบความปลอดภัยและความมั่นคงของสังคม และกรอบทหาร เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของนักวิชาชีพไทยพีบีเอสและคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงลบ ได้แก่ ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ส่วนการนำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวกอยู่ภายใต้กรอบการยอมรับสิทธิของผู้อื่น กรอบการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม กรอบการไหลเวียนอย่างอิสระของข้อมูลข่าวสาร กรอบการพัฒนาทุนมนุษย์ และกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐที่ดี เนื้อหาดังกล่าวได้รับการนำเสนอผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ความขัดแย้ง ตัวแสดงสำคัญที่ปรากฏในข่าวและรายการที่นำเสนอเนื้อหาสันติภาพเชิงบวก ได้แก่ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ประชาชนทั่วไป ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องทางวาทกรรม การตีความของมารดา และกลวิธีการประกอบสร้างวาทกรรมในเชิงเรื่องเล่าต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นกลางชาวไทย งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ศึกษาตัวบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่และเผยแพร่ในปี พ.ศ.2475-2565 อาทิ แบบเรียนภาษาไทย วรรณกรรม ละครโทรทัศน์ นิตยสาร สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงโฆษณา และข่าวในพระราชสำนัก ผลการวิจัยพบวาทกรรมนมแม่ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ (1) ยุคก่อนกรอบการวิจัย คติทางพุทธให้ความหมายของนมแม่ว่ากลั่นมาจากเลือดในอกด้วยความรักของแม่ น้ำนมแม่เป็นสัญญะของจิตวิญญาณความเป็นแม่ซึ่งส่งผ่านจากเจ้าของน้ำนมสู่ทารก แม้แต่จากแม่นม กระนั้นไม่พบว่ามารดามีบทบาทสำคัญใด ๆ ในเรื่องเล่า (2) ยุคนมแม่อาหารตามธรรมชาติ นมแม่มีสัญญะของอาหารเชิงโภชนาการมากขึ้นและจิตวิญญาณในน้ำนมแม่ส่งผ่านเฉพาะมารดาทางชีวภาพ ไม่ใช่จากแม่นม มารดามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเล่าในฐานะผู้สร้างชาติและมีบุญคุณ (3) ยุคนมแม่แพ้นมผง ด้วยอิทธิพลของโฆษณาและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ นมผงเป็นอาหารทดแทนนมแม่ที่สามารถเติมสารอาหารเข้าไปได้ ภาพของมารดายุคใหม่จึงไม่ต้องให้นมแม่ (4) ยุคนมแม่แน่ที่สุด องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคติพุทธให้คุณค่าต่อนมแม่ในสื่อทุกประเภท คู่ตรงข้ามเป็นกลวิธีในการสร้างให้นมผงมีความหมายดุจยาพิษ ส่งผลให้มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้นคือแม่ที่ดี (5) ยุคแห่งการกระจัดกระจายของวาทกรรม เริ่มปรากฏการตระหนักถึงระบบคู่ตรงข้ามและการต่อรองวาทกรรมว่านมแม่ดีที่สุดแต่นมผงก็ใช้ได้หากจำเป็น ในอีกพื้นที่วาทกรรมมีการให้คุณค่านมแม่ว่าเป็นน้ำนมคน คือมีความเป็นวัตถุและไม่แฝงจิตวิญญาณของเจ้าของน้ำนม จากปรากฏการณ์บริจาคน้ำนมแม่บนโลกออนไลน์ด้วยการตีความว่านมแม่คนใด ๆ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่านมโค แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มวาทกรรมมีพื้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง มารดาในยุคออนไลน์มีสถานะเป็นผู้เล่าเรื่องและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งช่วยเพิ่มอำนาจให้กับมารดาในการต่อรองกับปิตาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบการผลิตซ้ำบทบาทหน้าที่ของสตรีให้มีจำกัด การตีความด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดามี 2 จังหวะ ครั้งแรกคือช่วงก่อนการคลอดที่สื่อมีบทบาทมาก และอีกครั้งภายหลังคลอดซึ่งประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมกับสื่อที่ใช้มีบทบาทต่อพฤติกรรมการให้นมและความภาคภูมิใจในการเป็นแม่ กรอบความรู้ทางคติพุทธและวิทยาการตะวันตกปะทะสังสรรค์กันตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และวาทกรรมหนึ่ง ๆ จะครองอำนาจได้เมื่อกรอบความรู้ทั้งสองทำงานสอดประสานกัน ผู้วิจัยเสนอแนะว่าการสื่อสารเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรเน้นความหมายเฉพาะที่ตัวน้ำนมแม่ ไม่จำเป็นต้องชูภาพความสำเร็จของความเป็นแม่จากมารดาที่ให้นมแม่ปริมาณมาก แต่ควรนำเสนอมิติของความสัมพันธ์ให้มากขึ้นและสามารถให้ข้อมูลอาหารทดแทนนมแม่เพื่อเป็นตัวเลือกต่อมารดาหากจำเป็นต้องใช้
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
การใช้สัญญะทางสายตาในเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมือง, ฐิติมา วงศ์ถาวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของสัญญะทางสายตาในการสะท้อนปัญหาทางการเมืองและสังคมไทยในภาพล้อเลียนการเมืองออนไลน์ ศึกษาจากเฟซบุ๊กแฟนเพจภาพล้อการเมืองทั้งหมด 3 เพจ ได้แก่ Uninspired by current events, ไข่แมวX และเฮ้ยนี่มันตัดต่อชัด ๆ V2 โดยเลือกภาพจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ตั้งแต่มิถุนายน พ.ศ.2564 ถึงธันวาคม พ.ศ.2565 ทั้งหมด 78 ภาพ พบว่ามีลักษณะของการวิพากษ์ปัญหาทางการเมือง และสังคม 3 ลักษณะ ได้แก่ วิพากษ์ผู้สั่งการหรือผู้รับผิดชอบ, วิพากษ์เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ และวิพากษ์ผลจากเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ อีกทั้งยังปรากฏสัญญะทางสายตาทั้ง 3 รูปแบบ ได้แก่ Iconic Sign หรือสัญญะที่แทนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, Plastic Sign หรือสัญญะที่แสดงลักษณะทางกายภาพของภาพที่สื่อสาร และ Linguistic sign หรือสัญญะที่แสดงออกทางภาษา โดยลักษณะการมีทั้งความหมายนัยตรง และความหมายโดยนัย และมีการนำแนวคิดเรื่องภาพพจน์มาอธิบายสัญญะทางภาพอันปรากฏ 7 รูปแบบ ได้แก่ อุปลักษณ์ (Metaphor), นามนัย (Metonymy), การประชดประชัน (Irony), การล้อเลียนจากสิ่งที่มีอยู่ (Parody), การกล่าวเกินจริง หรืออติพจน์ (Hyperbole), การปฏิทรรศน์ (Paradox) และการสร้างสถานการณ์เล่าเปรียบเทียบ (Allegory) เรียงตามลำดับ ทั้งยังพบการประกอบสร้างความหมายอันเกิดจากการเปรียบเทียบ 3 ลักษณะ ได้แก่ เปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับสิ่งที่ถูกวิพากษ์, เปรียบเทียบระหว่างสัญญะภายในภาพ และเปรียบเทียบระหว่างสัญญะกับผลงานสร้างสรรค์ (Recontextualizing Parody) ซึ่งช่วงเวลาที่ภาพล้อปรากฏก็มีส่วนสำคัญในการประกอบสร้างความหมายเช่นกัน นอกจากนี้การศึกษาภาพล้อการเมืองจากทั้ง 3 เพจยังพบการใช้สัญญะทางสายตาสื่อสารถึงสิ่งที่ละเอียดอ่อนต่อการวิพากษ์อย่างมีชั้นเชิง
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
แบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์, วรรษยุต คงจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ออนไลน์ 2) วิเคราะห์ระดับและรูปแบบของความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเสี่ยงและระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร กับรูปแบบการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ขององค์กรบนสื่อออนไลน์ และ 4) พัฒนาแบบจำลองการสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์โดยวิธีการทำเหมืองข้อมูล จำนวน 181 วัน ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ความรู้สึก เพื่อวิเคราะห์ระดับและรูปแบบความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร พัฒนาเป็นแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรโดยใช้สมการถดถอยโลจิสติกเชิงอันดับและตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสถานการณ์การสื่อสารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ ตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการวัดความสอดคล้องภายใน จำนวน 3 คน และความเหมาะสมของสถานการณ์ตามแบบจำลองโดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า องค์กรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้สื่อเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน มีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่มีลักษณะเป็นการสื่อสารทางเดียวและมีความรู้สึกที่สอดคล้องกัน เน้นให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมในเชิงควบคุมโดยมีแบบแผน นำไปสู่ระดับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรออนไลน์ที่ลดลง โดยพบความเสี่ยงระดับปานกลางถึงสูงมากเพียงร้อยละ 7.18 ปัจจัยที่มีผลต่อความเสี่ยงด้านชื่อเสียงประกอบด้วย 8 ปัจจัย โดยปัจจัยด้านความรู้สึกในการสื่อสารของผู้บริโภค เป็นปัจจัยตั้งต้นในการทำนายความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ตามผลการพัฒนาแบบจำลองการสื่อสารสำหรับความเสี่ยงด้านชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจไทยทางออนไลน์ด้วยตัวแบบต้นไม้ตัดสินใจ โดยมีอัตราความแม่นยำที่ร้อยละ 70.11 และยืนยันความสอดคล้องของสถานการณ์การสื่อสารโดยผลการวิจัยเชิงคุณภาพ
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย, อัทธ์ธนิน ธนินภาณุวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย อธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย และอธิบายความแตกต่างตามลักษณะของประชากรด้านเพศ อาชีพ รายได้ พฤติกรรมการชมการแข่งขัน และความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ชมที่ติดตามการแข่งขันของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างต่อเนื่องมานานมากกว่า 1 ปี ที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป และเคยซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ของสโมสรที่เป็นสมาชิก จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการของสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมในระดับสูง มีพฤติกรรมการชมการแข่งขันฟุตบอลโดยรับชมการแข่งขันในสนามในระดับสูง มีความภักดีต่อสโมสรฟุตบอลไทยโดยรวมอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้มีการติดตามบัญชีออนไลน์และกดถูกใจให้นักฟุตบอลของสโมสรที่ชื่นชอบ รวมทั้งยังคงติดตามเชียร์สโมสรที่ชอบอย่างเหนียวแน่นอยู่ในระดับสูงมาก ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการชมการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความภักดีของแฟนบอลต่อสโมสรฟุตบอลไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง กลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพ และรายได้แตกต่างกัน มีความภักดีของแฟนบอลสโมสรฟุตบอลไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาแนวปฏิบัติจริยธรรมสื่อ จากการวิเคราะห์วาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิง ด้วยแนวทางวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์, ณหทัย แสนมงคล
การพัฒนาแนวปฏิบัติจริยธรรมสื่อ จากการวิเคราะห์วาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิง ด้วยแนวทางวงศาวิทยาของมิเชล ฟูโกต์, ณหทัย แสนมงคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะและเงื่อนไขในการก่อรูปวาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิง ในสื่อไทย ระหว่างปี พ.ศ.2539-2563 และ 2) เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติจริยธรรมสื่อจากการวิเคราะห์วาทกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงได้ การศึกษาใช้แนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศาวิทยา ของมิเชล ฟูโกต์ ด้วยการวิเคราะห์ถ้อยแถลงในตัวบทต่าง ๆ ของสื่อไทยที่เผยแพร่ในช่วง ช พ.ศ.2539-2563 เพื่อแกะรอยวาทกรรมที่ระบุถึงอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงและวิเคราะห์อำนาจที่อยู่เบื้องหลังวาทกรรม ผลการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่า ค่านิยมปิตาธิปไตย ระบบเพศทวิลักษณ์ บรรทัดฐานรักต่างเพศ และความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการก่อรูปวาทกรรมกรรมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงขึ้นมาในสังคมไทย โดยพบว่ามีการหล่อหลอมอัตลักษณ์ทางเพศของหญิงรักหญิงผ่านวาทกรรมเกี่ยวกับความปกติ-ผิดปกติ วาทกรรมเกี่ยวกับสำนึกและเรือนร่าง วาทกรรมเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ทางเพศ และวาทกรรมในพื้นที่สังคมการเมือง งานวิจัยได้เสนอว่าการต่อสู้ในเชิงคุณค่าและความหมายผ่านพื้นที่วาทกรรมยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยนักสื่อสารควรมีบทบาทในการถอดรื้อค่านิยมปิตาธิปไตย ระบบเพศทวิลักษณ์ บรรทัดฐานรักต่างเพศ และความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ขณะเดียวกันก็หนุนเสริมหลักการสตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศในพื้นที่การสื่อสารสร้างนิยามบรรทัดฐานใหม่และการรับรู้บทบาททางเพศที่แตกต่างจากภาพเหมารวม ท้ายที่สุดแล้ว การเสริมพลังให้กับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ รวมถึงหญิงรักหญิง ยังทำได้ด้วยการหนุนเสริมพื้นที่การสื่อสารที่ปลอดภัยและโอบล้อมแก่คนทุกกลุ่ม
การสื่อสารของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อเอาชนะอุปสรรคระหว่างกระบวนการทำวิทยานิพนธ์, ธิติ เวียนศิริ
การสื่อสารของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาเพื่อเอาชนะอุปสรรคระหว่างกระบวนการทำวิทยานิพนธ์, ธิติ เวียนศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคของผู้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อศึกษาลักษณะการสื่อสารเพื่อเอาชนะอุปสรรคของผู้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา และเพื่อนำเสนอแนวทางการสื่อสารเพื่อเอาชนะอุปสรรค ของผู้ทำวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นอย่างไร โดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์ (In-depth Interview) กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ผู้ลงเรียนในรายวิชาวิทยานิพนธ์ จำนวน 10 คน โดยปัจจุบันกำลังเจออุปสรรคในการทำวิทยานิพนธ์ การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการศึกษาพบว่าอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาประกอบด้วย 11 อุปสรรค โดยแบ่งอุปสรรคเป็นปัญหาอุปสรรคที่กำหนดได้อย่างชัดเจน (well structured problem) ประกอบด้วย 7 อุปสรรค เริ่มด้วยอุปสรรคเรื่องของเวลา อุปสรรคในเรื่องของความรับผิดชอบในการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่องของความเชื่อมั่นในการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่อของความรู้ความเข้าใจในการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคเรื่องของการเงินที่ส่งผลต่อการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่องของงานประจำ อุปสรรคในเรื่องของสภาพแวดล้อมในการทำวิทยานิพนธ์ และ ปัญหาอุปสรรคที่กำหนดได้ไม่ชัดเจน (ill structured problems) ประกอบด้วย 4 อุปสรรค อุปสรรคในเรื่องของอาจารย์ที่ปรึกษา อุปสรรคของครอบครัวที่ส่งผลต่อการทำวิทยานิพนธ์ อุปสรรคในเรื่องของกลุ่มตัวอย่าง และอุปสรรคในเรื่องของคณะกรรมการวิทยานิพนธ์ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคัดแยกโดยเอาอุปสรรคที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีปัญหามากกว่าหรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา แล้วนำอุปสรรคมาศึกษาในเรื่องของการสื่อสาร โดยพบว่าการสื่อสารภายในตนเองมีบทบาทการพูดทั้งหมด 2 บทบาทประกอบด้วยหนึ่ง บทบาททางปัญญา สองบทบาททางแรงจูงใจและอารมณ์ ซึ่งพบว่ามีวิธีการการพูดคุยกับตนเองประกอบด้วย หนึ่งการพูดคุยภายในตนเอง (พูดในใจ) สองการเขียนเพื่อบอกตนเอง สามการพูดหน้ากระจก สี่การร้องไห้เสียใจกับตนเอง และสุดท้ายการพูดคุยกับตนเอง (เปล่งเสียงพูดออกมา) ต่อมาการสื่อสารระหว่างบุคคลพบว่ามีรูปแบบการพูดคุยประกอบด้วย หนึ่งการฝึกสอนการให้คำปรึกษา สองการสนับสนุนทางด้านอารมณ์ โดยพบว่ามีการพูดคุยกับบุคคลอื่นประกอบด้วยอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อน อาจารย์ประจำภาค ครอบครัว รุ่นพี่ แฟน เจ้าหน้าที่บริการการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ดารา ลูกค้า และกลุ่มตัวอย่าง
Transmedia Storytelling In League Of Legends And The Application To Thai Gaming Industry, Nitchanan Wang
Transmedia Storytelling In League Of Legends And The Application To Thai Gaming Industry, Nitchanan Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the concept of transmedia storytelling within the context of League of Legends and explores its potential applications within the Thai gaming industry. Transmedia storytelling refers to the technique of telling a single story or story experience across multiple platforms and formats using digital technology. By analyzing the narrative elements and media platforms to expand the League of Legends universe, this research aims to identify characteristics that contribute to its success. The study utilizes a qualitative approach, including textual analysis of various media associated with League of Legends, such as the animated series “Arcane,” music videos featuring virtual …
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ, บงกชกร มนตรีวิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การสื่อสารการสอนของครูสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของครูสอนเพลงและเนื้อหาในการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ และ 2) การสื่อสารการสอนร้องเพลงเพื่อเสริมสร้างความภูมิใจในตนเองของผู้สูงอายุ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ออกแบบเครื่องมือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) โดยศึกษาข้อมูลเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำการสัมภาษณ์ครูสอนร้องเพลงที่มีประสบการณ์การสอนร้องเพลงผู้เรียนหลากหลายช่วงวัยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมาจากสถาบันที่แตกต่างกัน เพื่อออกแบบแผนการสอนและแบบคำถามสะท้อนความคิด (reflection) ตรวจสอบเครื่องมือวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีบำบัด การสอน และผู้สูงอายุ ปรับแก้ไขเครื่องมือวิจัย แล้วจึงทำการทดลองด้วยวิธี Transformative learning กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุในชมรมดนตรีในสวน หมู่บ้านปัฐวิกรณ์ ผัง ก เพศหญิงและชาย จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 60-90 ปี โดยทำการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และวัดผลด้วยการบันทึกข้อมูลสะท้อนความคิด (reflection) ของผู้เรียนที่มีต่อตัวเอง ต่อผู้สอน และต่อเนื้อหา ของตัวผู้สอนที่มีต่อการสอนของตนเอง ต่อผู้เรียน และต่อเนื้อหา และของผู้สังเกตการณ์ที่มีต่อการเรียนในภาพรวม ผลการศึกษาพบว่า ผู้สอนต้องมีคุณลักษณะของครูสอนร้องเพลงครบทั้ง 4 คุณลักษณะ ได้แก่ คุณลักษณะของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีและการร้องเพลง คุณลักษณะของผู้ที่เข้าใจธรรมชาติและความต้องการของผู้สูงอายุ คุณลักษณะของผู้ที่มีทักษะการสื่อสารการสอนที่มีประสิทธิภาพ และคุณลักษณะของผู้ที่มีบุคลิกภาพการสื่อสารที่ดี มีการสอนเนื้อหาการสอนร้องเพลงครบทั้ง 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการออกเสียง และ เรื่องการสื่อสารเพลงและการแสดง รวมถึงมีการสื่อสารการสอนในขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ครบทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ต้องมีการสื่อสารเพื่อสร้างความผ่อนคลาย และการสื่อสารเพื่อกำหนดเป้าหมายหรือเหตุผลในการเรียน ขั้นจัดการเรียนรู้ ต้องมีการสื่อสารในการเลือกเพลง และต้องมีการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันและการสื่อสารเพื่อให้กำลังใจและ/หรือสร้างแรงจูงใจไปตลอดทั้งขั้นจัดการเรียนรู้และขั้นสรุป จึงจะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความภูมิใจในตนเองเพิ่มขึ้นได้
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแฟนกับศิลปินในอุตสาหกรรมวายของดูมันดิทีวี, ณวิริญฉ์ ธนโชติวรพงศ์
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแฟนกับศิลปินในอุตสาหกรรมวายของดูมันดิทีวี, ณวิริญฉ์ ธนโชติวรพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบริษัทดูมันดิทีวีกับแฟนคลับ และแฟนคลับกับศิลปิน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ จากข้อมูลข่าวสารที่สื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก แฟนคลับที่มีระดับความสัมพันธ์กับศิลปินสูง ของศิลปิน 3 คู่ 1 "ซี - นุนิว คู่ที่ 2 “เน็ต - เจมส์ และคู่ที่ 3 “ติวเตอร์ และ ยิม จำนวน 9 คน ผลการศึกษาพบ รูปแบบการสื่อสารที่ดูมันดิทีวีใช้ มี 3 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบ Informative การสื่อสารเพื่อแจ้งข้อมูล ข่าวสาร 2) รูปแบบ Entertaining and Engagement การสื่อสารเพื่อสร้างกระแสนิยม 3) รูปแบบ Communication in Crisis and Conflict solution การสื่อสารเพื่อลดระดับความรุนแรงที่มีต่อภาพลักษณ์ของศิลปิน และบริษัทดูมันดิทีวี และปฏิสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินของดูมันดิทีวี พบ 2 ลักษณะ คือ ปฏิสัมพันธ์เชิงบวก การสื่อสารเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินในโอกาสต่าง ๆ และ ปฏิสัมพันธ์เชิงลบ การสื่อสารเพื่อต่อรองหรือเจรจา คลี่คลายปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินโดยผ่านดูมันดิทีวี
การนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-Pop ของรายการ 789 Survival, คฑายุทธ์ แสงใส
การนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-Pop ของรายการ 789 Survival, คฑายุทธ์ แสงใส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์การสร้างศิลปินและการนำเสนอกระบวนการสร้างศิลปิน T-POP ที่ปรากฏในรายการ 789 SURVIVAL เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากช่อง YouTube ของรายการ โดยวิเคราะห์จากวิดีโอรายการจำนวน 12 Episode และวิเคราะห์บทความหรือบทสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการคัดเลือกศิลปินก่อนเป็น 24 คนสุดท้าย แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การคัดเลือกจากเทรนนีในสังกัด และการคัดเลือกจากบุคคลภายนอก สำหรับการคัดเลือกศิลปินระหว่างถ่ายทำรายการ เป็นการคัดเลือกแบบกลุ่ม นอกจากนี้ กระบวนการฝึกฝนศิลปินจะเน้นที่การฝึกฝนโดยผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกฝนโดยเทรนนี เพื่อเรียนรู้คุณลักษณะสำคัญที่ศิลปินควรมี ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาพรสวรรค์ตัวเอง การฝึกฝนตลอดเวลา การมีความสุขกับสิ่งที่ทำ การมีวินัย และการจัดการความรู้สึก สำหรับการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนนั้น จะพบว่าทางรายการมีการสร้างอัตลักษณ์ตัวตนเทรนนีผ่านการให้สัมภาษณ์ และการสร้างความรักใคร่กลมเกลียวกัน อีกทั้งการสร้างอัตลักษณ์ของรายการจะเน้นที่ความโปร่งใสในการตัดสิน การมีส่วนร่วมของผู้ชม และความเป็นครอบครัวของ T-POP
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ ที่สร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว, ภาณุรัตน อำนวยพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว 2) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะที่มีต่อการใช้ภาพยนตร์แอนิเมชันในการสร้างการรับรู้และจัดการประเด็นปัญหาการฟอกเขียว งานวิจัยนี้ใช้วิธีทั้งการวิเคราะห์ตัวบทในภาพยนตร์แอนิเมชัน ทั้งหมด 12 คลิปวิดีโอ และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งสัมภาษณ์กับบุคลากรในมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ และนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่า ภาพยนตร์แอนิเมชันนำเสนอ 2 รูปแบบหลัก คือ ภาพยนตร์สั้นและภาพกราฟิกเคลื่อนไหว โดยต่างนำเสนอเนื้อหา 2 ส่วนคือ 1) การเล่าปัญหาการฟอกเขียวของบริษัท ซึ่งผู้รับชมสามารถตระหนักรู้ถึงที่มา ลักษณะ และผลของปัญหาอันนำไปสู่การตั้งคำถามต่อการจัดการสิ่งแวดล้อม 2) เชิญชวนผู้รับชมให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการฟอกเขียว ด้วยการลงนามหรือแชร์คลิปวิดีโอ ทั้งนี้ประเด็นการฟอกเขียวได้ถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซ โดยเทคนิคแอนิเมชันช่วยให้การถ่ายทอดดังกล่าวเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชันของกรีนพีซยังมีแนวคิดสื่อเชิงเสนอแนะอีกด้วย
กระบวนการคัดสรร การออกแบบเรื่องเล่า และการนำเสนอของคิวเรเตอร์บนเวที Tedxbangkok, นิติพนธ์ ศิริพรอมาตย์
กระบวนการคัดสรร การออกแบบเรื่องเล่า และการนำเสนอของคิวเรเตอร์บนเวที Tedxbangkok, นิติพนธ์ ศิริพรอมาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการคัดสรร การออกแบบเรื่องเล่า และการออกแบบการนําเสนอของคิวเรเตอร์บนเวที TEDxBangkok โดยมีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผ่านการศึกษาวีดีโอ บทพูด เอกสาร และงานวิจัย เพื่อสร้างเครื่องมือในการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อให้ได้ข้อมูลในมิติของการทำงานร่วมกันในแบบทีม จากนั้นสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) รายบุคคลกับคิวเรเตอร์ 3 ท่านเดิม เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการของคิวเรเตอร์ในการทำงานแบบปัจเจก จากนั้นสัมภาษณ์ผู้พูดที่มีประสบการณ์ร่วมงานกับคิวเรเตอร์ดังกล่าวที่ได้รับเลือกให้พูดบนเวที TEDxBangkok และเป็นผู้พูดที่มียอดการเช้าชมสูงสุดจากเวปไซต์ YouTube จำนวน 10 ท่าน เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคำตอบ (Cross-check for Reliability) โดยกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ 3 ประเด็นดังนี้ ประเด็นที่ 1 กระบวนการคัดสรรของคิวเรเตอร์ มีกระบวนการ ดังนี้ 1) การกำหนดแนวคิดหลัก 2) การคัดเลือกผู้พูด และ 3) การคัดสรรเรื่องราว การคัดสรรรเรื่องราวมีขั้นตอน ดังนี้ 1) การสัมภาษณ์และการณ์สังเกตทำความเข้าใจและตั้งคำถามกับผู้พูด 2) การระบุปัญหาทางสังคมถึงประเด็นที่ผู้พูดต้องการนำเสนอและผู้พูดสนใจเป็นพิเศษ 3) การระดมสมองและประชุมหารือเพื่อคัดหรือรวบรวมไอเดียที่น่าสนใจจากตัวผู้พูด 4) การสร้างบทพูดสำหรับการฝึกซ้อมและการทดลองพูดเพื่อหาจุดที่ชอบและหาจุดที่ต้องปรับเปลี่ยน 5) การฝึกซ้อมและการทดลองพูดเพื่อประเมินและพัฒนาโครงเรื่อง และ 6) การหาข้อสรุปและออกแบบการนำเสนอบนเวที และทุกขั้นตอนสามารถย้อนกลับไปมาได้ ประเด็นที่ 2 กระบวนการออกแบบเรื่องเล่าของคิวเรเตอร์บนเวที TEDxBangkok มี 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) การออกแบบเรื่องเล่าโดยคิวเรเตอร์ใช้ลักษณะเฉพาะตัวของ คิวเรเตอร์แต่ละคน 2) การออกแบบเรื่องเล่าโดยให้ผู้พูดออกแบบเอง และ 3) การออกแบบเรื่องเล่าโดยปรับจากบทพูดของผู้พูด โดยพบว่าแบบที่ 3 นิยมใช้มากที่สุดและโครงเรื่องจะซับซ้อนและมีโครงสร้างเรื่องมากกว่าหนึ่งโครงสร้าง และประเด็นที่ 3 กระบวนการออกแบบการนำเสนอคิวเรเตอร์ TEDxBangkok พบว่ามี 6 ส่วน ดังนี้ 1) การเปิดการพูด 2) การปิดการพูด 3) …
ปัจจัยพยากรณ์ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่รีวิวโดยเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบวิดีโอสั้น, ณัชชา จันทวิมล
ปัจจัยพยากรณ์ความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่รีวิวโดยเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบวิดีโอสั้น, ณัชชา จันทวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) โดยการเก็บข้อมูลจากวิดีโอสั้นการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ระยะเวลา 3 เดือนย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ประกอบด้วยช่องชิเอลแมวมึน, ไข่ขาวลูกแมร๊, Japan จอมโหด and friends และ Gluta story จำนวน 110 คลิป และ การวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวอย่างน้อย 1 ตัว ทุกเพศ ช่วงอายุตั้งแต่ 18-34 ปี มีการติดตามและรับชมคลิปวิดีโอสั้นการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 ชุด ผลการวิจัยด้านการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า ปัจจัยด้านคุณลักษณะของเพ็ทอินฟลูเอนเซอร์ที่ปรากฏมากที่สุด คือ ด้านความสอดคล้องของเนื้อหา เป็นการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ส่วนปัจจัยด้านเนื้อหาการรีวิวสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่ปรากฏมากที่สุด คือ ด้านการเล่าเรื่อง ด้านความรัก (Love objects) และ ปัจจัยด้านรูปแบบของวิดีโอสั้นที่ปรากฏมากที่สุด คือ มีการนำเสนอผ่านช่องทาง TikTok มากที่สุด โดยมีระยะเวลาเฉลี่ย 1 – 3 นาที มีการนำเสนอภาพผ่านมุมมองเจ้าของสัตว์เลี้ยง และ ใช้เสียงบรรยายภาพ นอกจากนี้ผลการวิจัยเชิงสำรวจ พบว่า มีเพียงปัจจัยด้านรูปแบบของวิดีโอสั้นที่สามารถพยากรณ์ความตั้งใจซื้อสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของผู้บริโภคได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
อิทธิพลของแรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในเจเนอเรชันซี, ณัฐวลัย ภาคภากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรและพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรในกลุ่มเจเนอเรชันซี ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ในรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจและใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันซี อายุ 18-29 ปี ในประเทศไทย จำนวน 415 คน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้ความแท้จริงขององค์กร การรับรู้แรงจูงใจในการแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร รวมทั้งการรับรู้ความแท้จริงขององค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กร โดยรายละเอียดพบว่า การอนุมานแรงจูงใจว่าองค์กรแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นทางสังคมมาจากการยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีอิทธิพลต่อความแท้จริงขององค์กรและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสนับสนุนองค์กรมากที่สุด อนึ่ง งานวิจัยนี้ประยุกต์ใช้แนวคิดบรรษัทบริบาลเป็นหลัก เพื่อทำความเข้าใจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยองค์ความรู้ทางด้านการประชาสัมพันธ์
การสื่อสารประเด็นสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ, ปณิชา เดชโรจนัย
การสื่อสารประเด็นสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ, ปณิชา เดชโรจนัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง การสื่อสารประเด็นสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นทางสังคมร่วมสมัยของละครไม่มีบทพูดที่ปรากฎในเทศกาลละครกรุงเทพ และศึกษาวิธีการเล่าเรื่องและวิธีการสื่อสารถึงคุณลักษณะทางการแสดงของละครไม่มีบทพูดที่มีการสื่อสารประเด็นทางสังคมในเทศกาลละครกรุงเทพ โดยทำการคัดเลือกละครไม่มีบทพูดที่มีการสื่อสารประเด็นทางสังคมในเทศกาลละครกรุงเทพปีพ.ศ. 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) จำนวน 10 เรื่อง ประกอบด้วย ละครใบ้ ฟิสิคัลเธียเตอร์ การเต้นร่วมสมัย และการแสดงแสง เสียง และเงา ผลการวิจัยพบว่า วิธีการสื่อสารประเด็นสังคมของละครไม่มีบทพูดในเทศกาลละครกรุงเทพ สามารถบอกเล่าเรื่องราวผ่านประเด็นสังคมได้เช่นเดียวกันกับละครที่มีบทพูด แต่มีวิธีการสื่อสารการแสดงที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบการแสดง ซึ่งการตีความอาจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล นับว่าเป็นจุดเด่นของละครไม่มีบทพูดที่ต้องการเปิดกว้างทางความคิดให้ผู้ชมสามารถจินตนาการและตีความเรื่องราวได้หลากหลายทิศทางอย่างไม่มีถูกหรือผิด ประเด็นสังคมที่ถูกเล่าผ่านละครไม่มีบทพูด ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ครอบครัว ความเชื่อและความศรัทธาทางศาสนา การใช้ชีวิตและความไม่เท่าเทียมในสังคม และเศรษฐกิจ การเมือง ในขณะเดียวกันละครไม่มีบทพูดไม่ใช้วิธีการจัดวางโครงเรื่องเช่นเดียวกันกับละครที่มีบทพูด แต่ใช้วิธีการกำหนดแนวคิดหลักของเรื่องผ่านกระบวนการค้นหา การทดลอง และการสร้างงาน อีกทั้งยังนิยมสร้างสัญลักษณ์ในการแสดงเพื่อเป็นส่วนช่วยขยายเรื่องราว โดยมีคุณลักษณะเด่นในการสื่อสารประเด็นทางสังคมแตกต่างกันออกไปในแต่ละรูปแบบการแสดง ได้แก่ วิธีการสื่อสารผ่านท่วงท่าการเคลื่อนไหว การเลือกใช้อุปกรณ์ประกอบการแสดง การออกแบบเสียงประกอบการแสดง รวมถึงการจัดวางพื้นที่ให้สอดคล้องกับการแสดง
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้องต่อการตอบสนองและความภักดีของผู้บริโภค, ธัญญรัตน์ จันทร์คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการของผู้บริโภค ภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง การตอบสนองของผู้บริโภค (ได้แก่ ความผูกพัน ความพึงพอใจ ความไว้วางใจ ความมุ่งมั่น และความตั้งใจซื้อ) และความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค 2) อิทธิพลของความต้องการของผู้บริโภคและภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ต่อการตอบสนองของผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของการตอบสนองของผู้บริโภค ต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีวิจัยเชิงสํารวจ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี จำนวน 435 คน ที่ติดตามศิลปิน ATLAS หรือศิลปิน PROXIE บนช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของศิลปิน ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภค ในมิติบรรทัดฐานของเพื่อน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด และภาพลักษณ์ตราสินค้าศิลปินนักร้อง ในมิติการออกแบบ และความสามารถรอบด้าน มีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า การตอบสนองของผู้บริโภค ในด้านความผูกพัน และความตั้งใจซื้อ มีอิทธิพลต่อความภักดีต่อตราสินค้าศิลปินนักร้องของผู้บริโภค
อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น และคุณค่าตราสินค้า ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ในประเด็นความงามที่หลากหลาย, ภัณฑิรา เพชรคอน
อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น และคุณค่าตราสินค้า ต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ในประเด็นความงามที่หลากหลาย, ภัณฑิรา เพชรคอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสํารวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเกี่ยวพันต่อประเด็น (ได้แก่ ความเกี่ยวพันด้านความคิด และความเกี่ยวพันด้านความรู้สึก) คุณค่าตราสินค้า (ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตราสินค้า ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของตราสินค้า ความรู้สึกต่อตราสินค้า และความเป็นชุมชนของตราสินค้า) ความผูกพันต่อตราสินค้า (ได้แก่ ความผูกพันทางความคิด ความผูกพันทางความรู้สึก และความผูกพันทางพฤติกรรม) ทัศนคติต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย (ได้แก่ ความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์) 2) อิทธิพลของความเกี่ยวพันต่อประเด็น คุณค่าตราสินค้า และความผูกพันต่อตราสินค้า ที่มีต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย และ 3) อิทธิพลของทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ที่มีต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มผู้บริโภคเพศหญิง อายุระหว่าง 18 – 43 ปี ที่รู้จักตราสินค้า Mistine ตราสินค้า Wacoal หรือตราสินค้า Dove อย่างน้อยหนึ่งตราสินค้า และเคยรับรู้เกี่ยวกับประเด็นความงามที่หลากหลายมาก่อน จำนวน 515 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเกี่ยวพันต่อประเด็น คุณค่าตราสินค้า และความผูกพันกับตราสินค้า มีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคของตราสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวในประเด็นความงามที่หลากหลาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยความน่าเชื่อถือของตราสินค้าและความผูกพันทางความรู้สึก มีอิทธิพลต่อทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า ความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ทัศนคติของผู้บริโภคต่อการเคลื่อนไหวของตราสินค้า มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 โดยมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสินค้ามากกว่าการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
อิทธิพลของบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ต่อคุณค่าตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินบอยแบนด์ทีป๊อป วงพร็อกซี, วรดนู มังกรพิศม์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความแตกต่างของลักษณะทางประชากรกับการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาแต่ละประเภท คุณค่าตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อศิลปินกลุ่มชายไทยวงพร็อกซี และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาที่เผยแพร่ผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ที่มีต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้า รวมถึงอิทธิพลของการตลาดเชิงเนื้อหาและคุณค่าตราสินค้า ต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค โดยทำการศึกษากับผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 - 34 ปี ทุกเพศสภาพ ที่ได้รับชมเนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่เกี่ยวกับศิลปินวงพร็อกซีบนแพลตฟอร์ม ติ๊กต็อกและเอ็กซ์ ทั้งเนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 400 คน ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและแบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ผลการทดสอบสมมติฐานด้านลักษณะทางประชากรของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินการตลาดเชิงเนื้อหาต่างกัน 2) อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีการประเมินคุณค่าตราสินค้าต่างกัน และ 3) อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีระดับความตั้งใจซื้อต่างกัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า เนื้อหาการสื่อสารการตลาดที่สร้างจากตราสินค้าและสร้างจากแฟนคลับ มีอิทธิพลต่อการประเมินคุณค่าตราสินค้าบนแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน ทั้งในภาพรวมของคุณค่าตราสินค้าและมิติองค์ประกอบ กล่าวคือ เนื้อหาที่สร้างจากตราสินค้าบนติ๊กต็อกมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้าทั้งในภาพรวม และ 5 มิติองค์ประกอบ ได้แก่ 1) การรับรู้ตราสินค้า 2) ความเชื่อมโยงกับตราสินค้า 3) การรับรู้คุณภาพ 4) ความภักดีต่อตราสินค้า และ 5) สินทรัพย์อื่น ๆ ของตราสินค้า แต่สำหรับเนื้อหาที่สร้างจากแฟนคลับบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ที่จะมีอิทธิพลต่อคุณค่าตราสินค้า โดยมีอิทธิพลต่อคุณค่าในภาพรวมและองค์ประกอบอีก 4 มิติ ยกเว้นมิติของการรับรู้ตราสินค้า และท้ายที่สุด คุณค่าตราสินค้าของศิลปินมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2566, วิธาวินท์ ทาเอื้อ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย การมีส่วนร่วมทางการเมือง และอิทธิพลที่มีต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีหรือเกิดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 และมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปีกับมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตกรุงเทพมหานครมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วัน จากผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 2) กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง 3) กลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ น้อย 4) กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง และจากผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ลักษณะทางประชากรต่างกัน การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมืองไม่ต่างกัน 2) ลักษณะทางประชากรต่างกัน ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทยต่างกัน 3) ลักษณะทางประชากรต่างกันการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 4) ลักษณะทางประชากรต่างกันการรับรู้ภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยต่างกัน 5) การเปิดรับสื่อเกี่ยวกับการเมือง ทัศนคติที่มีต่อพรรคเพื่อไทย และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีอิทธิพลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค 2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ที่มีต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และ 4) วิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติต่อตราสินค้าที่มีต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 435 คนที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-43 ปี มีบัญชีผู้ใช้งานติ๊กต็อก และต้องเคยชมวิดีโอรีวิวสินค้าความงามของผู้มีอิทธิพลทางความคิดใน ติ๊กต็อก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงเดือน 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร โดยเฉพาะมิติด้านความน่าดึงดูดใจ การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ ในระดับสูง มีการรับรู้ผลของความนิยมในระดับกลางค่อนไปทางสูง และมีความคุ้นเคยต่อตราสินค้าในระดับกลาง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร การสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และทัศนคติต่อตราสินค้าเองก็มีอิทธิพลต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์, อนัญลักษณ์ เชาวลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสำรวจการตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรมตามทฤษฎีพฤติกรรมตามแบบแผน (Theory of Planned Behavior) 3 ด้าน (ได้แก่ 1. ทัศนคติต่อพฤติกรรม 2. บรรทัดฐานส่วนบุคคล 3. การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม) ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ความตั้งใจซื้อ และเพื่อศึกษาอิทธิพลของ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ปัจจัยพยากรณ์พฤติกรรม ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม คุณค่าด้านความรู้สึก การสื่อสารการตลาด ที่มีต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคเจเนอเรชันเอกซ์ ที่มีอายุ 44-59 ปี จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีระดับความเห็นต่อตัวแปร คิดเป็นค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ความตระหนักในสิ่งแวดล้อม การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ทัศนคติต่อพฤติกรรม ความตั้งใจซื้อ คุณค่าด้านความรู้สึก การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม บรรทัดฐานส่วนบุคคล และการสื่อสารการตลาด โดยตัวแปรต้นที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักมี 5 ตัวแปร ได้แก่ คุณค่าด้านความรู้สึก ทัศนคติต่อพฤติกรรม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม การสื่อสารการตลาด และบรรทัดฐานส่วนบุคคล โดยตัวแปรที่ไม่มีอิทธิพล ได้แก่ การตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม จากผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารการตลาดโดยใช้เนื้อหาคุณค่าด้านความรู้สึกเป็นหลัก ซึ่งอาจมีผลต่อความตั้งใจซื้ออาหารที่เน้นพืชเป็นหลักของผู้บริโภคได้
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อตราสินค้าแฟชั่นหรูหราที่มีศิลปินไทยเป็นทูตตราสินค้า, สุมนัส สุชาติ
การเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคต่อตราสินค้าแฟชั่นหรูหราที่มีศิลปินไทยเป็นทูตตราสินค้า, สุมนัส สุชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ในรูปแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview) ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 2 กลุ่ม ประกอบด้วยผู้บริโภคสินค้าแฟชั่นหรูหราระยะยาว 5 ปี และระยะสั้น 1-2 ปี รวมจำนวน 10 คน ในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยศึกษากลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ใช่แฟนคลับศิลปินไทยและใช้สินค้าแฟชั่นหรูหรา ทุกเพศ ช่วงอายุตั้งแต่ 20-50 ปี จำนวน 400 ชุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้บริโภคแฟชั่นหรูหรากลุ่มระยะยาวและผู้บริโภคแฟชั่นหรูหรากลุ่มระยะสั้นมีการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อไม่แตกต่างกันมากนัก มีการเปิดรับสื่อบนช่องทางโซเชียลมีเดียน้อยมากถึงไม่เปิดรับสื่อ ด้านทัศนคติเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อความเชี่ยวชาญของศิลปินไทย และมีความคิดเห็นตรงกันว่าทูตตราสินค้าไม่มีผลต่อความตั้งใจซื้อ ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่าลักษณะทางประชากรศาสตร์มีผลต่อการเปิดรับสื่อ ทัศนคติ และความตั้งใจซื้อ ด้านความสัมพันธ์พบว่า การเปิดรับสื่อกับทัศนคติ และทัศนคติกับความตั้งใจซื้อมีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดและพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, คมสัน ฟองคำ
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดและพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, คมสัน ฟองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิด และพฤติกรรมผู้บริโภค (ทัศนคติต่อเนื้อหา ทัศนคติต่อตราสินค้า และการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา) และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทัศนคติต่อเนื้อหา ทัศนคติต่อตราสินค้า และการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันวาย อายุระหว่าง 24-43 ปี จำนวนทั้งสิ้น 222 คน ที่มีความสนใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านหรือคอนโด และเคยเห็นรีวิวเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทบ้านหรือคอนโดจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดสายไลฟ์สไตล์ 1 ใน 6 ท่าน บนช่องทางติ๊กต็อก (TikTok) และระบุตราสินค้าอสังหาริมทรัพย์ได้สอดคล้องกับผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ระบุข้างต้น โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างรับรู้ถึงคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ตนติดตามอยู่ในระดับที่สูง ทั้งในด้านคุณค่าของเนื้อหา (M = 4.26) และด้านความน่าเชื่อถือ (M = 4.09) กลุ่มตัวอย่างยังมีทัศนคติต่อเนื้อหาของผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ตนติดตามในเชิงบวกมาก (M = 4.29) มีทัศนคติต่อตราสินค้าในเชิงบวกมาก (M = 4.38) และมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่ค่อนข้างมาก (M = 4.09) ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับพฤติกรรมของผู้บริโภคนั้น ทุกตัวแปรมีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกทุกคู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะเป็น คุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับทัศนคติต่อเนื้อหา (r = .66**) คุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับทัศนคติต่อตราสินค้า (r = .59**) และคุณลักษณะของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา (r = .74**)
การสร้างและการสื่อสารคุณลักษณะเฉพาะตัวของพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, ลลิตภัคค์ วราพรกิจเสถียร
การสร้างและการสื่อสารคุณลักษณะเฉพาะตัวของพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์, ลลิตภัคค์ วราพรกิจเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ และ 2) ศึกษาวิธีการสื่อสาร การปรับเปลี่ยน คุณลักษณะเฉพาะตัวและการนำเสนอข่าวของพิธีกรร่วมในการดำเนินรายการ ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้คือ ผู้ดําเนินรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ มีขอบเขตงานวิจัยคือช่วงที่คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการเท่านั้น โดยผู้วิจัยได้ทำการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และมีการใช้เครื่องมือการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ควบคุมการผลิตรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ (โปรดิวเซอร์), พิธีกรร่วมทั้งหมด 2 คน ในรายการ รวมจำนวนผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 คน และจัดทำ Focus Group ผู้รับชมรายการถึงความคิดเห็นและความคาดหวังที่มีต่อพิธีกรร่วมจำนวน 10-15 คน จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการศึกษาคุณลักษณะพิธีกรร่วมในรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ พบว่า 1.พิธีกรร่วมควรมีการปรับตัวและตามทันเนื้อหาข่าวของพิธีกรหลัก ต้องสามารถเสริมข้อมูลที่ตกหล่นหรือเพิ่มเติมรายละเอียดที่พิธีกรหลักนำเสนอได้ทันในจังหวะที่เหมาะสม สามารถคาดการณ์ข่าวที่พิธีกรหลักจะหยิบมาเล่า และสามารถเล่าข่าวต่อได้ทัน 2.ทักษะการตอบคำถามและแสดงความคิดเห็น: พิธีกรร่วมควรมีบทบาทในการพูดแทนความรู้สึกของผู้ชมและนำเสนอความคิดเห็นของผู้ชม 3.การใช้ถ้อยคำเรียบเรียงประโยค: พิธีกรร่วมควรเลือกจุดเด่นหรือไฮไลท์ที่น่าสนใจ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน มีการปรับคำพูดให้เหมาะสมกับผู้ชมทั่วไป 4.การควบคุมการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง: การแสดงสายตาและท่าทางควรสอดคล้องกับเนื้อข่าว โดยใช้ภาษากายที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สำหรับผลการศึกษาวิธีการสื่อสาร การปรับเปลี่ยน คุณลักษณะเฉพาะตัวและการนำเสนอข่าวของพิธีกรร่วมในการดำเนินรายการ พบว่า 1.การเล่าข่าวของพิธีกรร่วมควรมีการปรับการนำเสนอข่าวตามประเภทของข่าวและเนื้อหา ปรับสำนวนและภาษาตามเนื้อหาข่าวและความเข้าใจของผู้ชม 2.การฟังควรมีการรับส่งปฏิสัมพันธ์ในการนำเสนอข่าวกับพิธีกรหลักอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การสังเกตและจับจังหวะของผู้ประกาศหลักเป็นสำคัญ 3.การปรากฏกายและการแต่งตัว พิธีกรร่วมต้องเลือกชุดที่สวมใส่แล้วมั่นใจ เรียบร้อย และคล่องตัวในการทำงาน 4.วิธีการสื่อสารตัวตนของพิธีกรร่วม ควรเข้าใจเนื้อข่าวกำลังนำเสนออย่างถ่องแท้ สามารถเล่าเรื่องและตอบคำถามสำคัญของแต่ละหัวข้อข่าวได้ ที่สำคัญคือ ต้องปรับตัวเข้ากับสไตล์ของพิธีกรหลักเข้าใจบทบาทของตนเองในการเสริมสร้างความน่าสนใจและต่อเนื่องของรายการสด มีการพัฒนาคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเพิ่มความกลมกล่อมให้กับรายการ
อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค, ปุญญิศา รักหลวง
อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค, ปุญญิศา รักหลวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณนี้มี อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซ ต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 204 คน ที่มีอายุระหว่าง 22 - 41 ปี เคยรับชมคอนเทนต์ด้านอาหารของอินฟลูเอนเซอร์ประเภท eSOLs ผ่าน ติ๊กต๊อก และเคยซื้ออาหารผ่านทางติ๊กต๊อกช็อป อย่างน้อย 1 ครั้งในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่าน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร และความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซ ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภค อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า ตัวแปรด้านความไว้วางใจในโซเชียลคอมเมิร์ซ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารออนไลน์ผ่านติ๊กต๊อกช็อปของผู้บริโภคมากกว่าด้านความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร
ลักษณะทางประชากร ปัจจัยด้านจิตวิทยา การเปิดรับสื่อและการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมของกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่, เมธัส สัจจะเวทะ
ลักษณะทางประชากร ปัจจัยด้านจิตวิทยา การเปิดรับสื่อและการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมของกลุ่มผู้บริโภคในพื้นที่, เมธัส สัจจะเวทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางประชากร ปัจจัยด้านจิตวิทยา การเปิดรับสื่อและการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมของผู้บริโภคในพื้นที่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 205 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี มีภูมิลำเนาหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม และเคยใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐม อย่างน้อย 1 ครั้ง ในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับการใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมทุกด้านในระดับมาก โดยมีระดับความคิดเห็นต่อด้านทัศนคติมากที่สุด มีการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก (Facebook) ในช่วงเวลา 16.01 – 22.00 น. มากที่สุด โดยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและสินค้าใหม่ของร้านค้าในศูนย์การค้า และมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบข้อมูลและการจำหน่ายสินค้าของร้านค้าในศูนย์การค้า นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างยังมีการตัดสินใจใช้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมโดยคำถึงความต้องการของตนเองก่อนตัดสินใจใช้บริการและจะยังคงใช้บริการศูนย์การค้าต่อไปในอนาคต ผลการทดสอบสมมติฐานยังพบว่า ลักษณะทางประชากร เพศและอาชีพของกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านจิตวิทยาแตกต่างกัน และลักษณะทางประชากร เพศ อายุ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกันมีการเปิดรับสื่อเกี่ยวกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมแตกต่างกัน รวมถึงลักษณะทางประชากร เพศ ระดับการศึกษา และอาชีพที่แตกต่างกันมีการตัดสินใจใช้บริการ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล นครปฐมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรกับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค, พิชามญชุ์ ผ่องกมล
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรกับการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค, พิชามญชุ์ ผ่องกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคชาวไทยที่มีอายุระหว่าง 25 – 50 ปี และต้องเคยเห็น หรือเคยเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรธุรกิจค้าปลีก ผ่านสื่อออนไลน์หรือออฟไลน์อย่างน้อยจำนวน 1 ครั้ง ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 250 คน โดยผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างรับรู้แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรค่อนข้างสูง (M = 4.02) ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับปานกลาง (M = 3.70) ความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับค่อนข้างสูง (M = 3.88) และการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้บริโภคอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.48) นอกจากนี้ ยังพบว่า ทุกคู่ตัวแปรมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ว่าจะเป็น แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กับความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.55) แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กับความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.49) แรงจูงใจในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กับการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.55) ความแท้จริงของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กับการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.67) และความสอดคล้องขององค์กรกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม กับการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (r = 0.57)
การปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมโฆษณา, ศุภณัฐ จั่นสกุล
การปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมโฆษณา, ศุภณัฐ จั่นสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ ความคิดเห็น และแนวทางการปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานโฆษณาของบุคลากรในอุตสาหกรรมโฆษณา ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทตัวแทนโฆษณาจำนวน 5 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารการตลาดจำนวน 5 ท่าน รวม 10 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ และลดขั้นตอนการทำงานของกระบวนการสร้างสรรค์โฆษณา จากคุณสมบัติในการทำงานได้แบบอัตโนมัติ ในด้านทัศนคติและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งสองกลุ่มที่มีต่อปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นไปในเชิงบวก จากความคิดเห็นที่ว่า การทำงานในอุตสาหกรรมโฆษณาทำให้มีทัศนคติที่ดีต่อเทคโนโลยีใหม่เป็นทุนเดิม อีกทั้งปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ยังมีความสามารถที่หลากหลาย เพื่อใช้ในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตผลงานโฆษณาอีกด้วย ด้านแนวทางการปรับใช้งานในอุตสาหกรรมโฆษณาพบว่า ทักษะการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์จะกลายเป็นทักษะที่สำคัญในอนาคต แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างมาก แต่การใช้งานยังคงต้องการการควบคุม และการตัดสินใจโดยมนุษย์ เพื่อให้ผลลัพธ์มีความถูกต้อง และมีคุณภาพสูง ผลการวิจัยจึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ ในด้านการบริหารจัดการองค์กรเพื่อส่งเสริมการปรับใช้งานปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ โดยองค์กรควรเน้นการฝึกอบรม และการพัฒนาทักษะการใช้งานปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์ของบุคลากร เพื่อให้กระบวนการทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด