Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Communication Technology and New Media Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 361 - 390 of 395

Full-Text Articles in Communication Technology and New Media

บทบาทของผู้พิการในฐานะนักแสดงละครซีรีส์และภาพยนตร์ไทย, ภาลฎา ฐิตะวชิระ Jan 2024

บทบาทของผู้พิการในฐานะนักแสดงละครซีรีส์และภาพยนตร์ไทย, ภาลฎา ฐิตะวชิระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและความท้าทายของผู้พิการในฐานะนักแสดงละครซีรีส์และภาพยนตร์ไทย และ 2) สร้างข้อเสนอแนะต่ออุตสาหกรรมสื่อที่ช่วยส่งเสริมนักแสดงผู้พิการ โดยมุ่งเน้นไปที่การสะท้อนปัญหาใน 8 ด้าน ได้แก่ ทัศนคติและการรับรู้ ความท้าทายด้านกายภาพ โอกาสที่จำกัด แนวโน้มการจ้างงาน ประเภทความพิการ ค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวก กฎหมายและประกันภัย และ ทักษะและการฝึกอบรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิเคราะห์ตัวบทจากผลงาน 4 เรื่อง ได้แก่ ผู้ชายชื่อต้น ผู้หญิงชื่อนุช (2535) เอ๋อเหรอ (2548) สงครามนางงาม 2 (2558) และ Sweet Sensory (2566) พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 14 คน ครอบคลุมนักแสดงผู้พิการ ผู้มีส่วนร่วมในการผลิต และ ตัวแทนจากสมาคมวิชาชีพ และ ผู้พิการ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาที่สำคัญได้แก่ ทัศนคติที่ยังมองผู้พิการว่าเป็นภาระ บทบาทที่จำกัดให้สะท้อนความสงสารหรือความสามารถพิเศษเกินจริง การขาดสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ถ่ายทำ และ การขาดโอกาสพัฒนาทักษะของนักแสดงผู้พิการทำให้ทักษะไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน เช่น ล่ามภาษามือและอุปกรณ์ช่วยเหลือ มักถูกมองว่าเป็นภาระเพิ่มต้นทุนของโปรดักชัน ขณะที่กฎหมายและระบบประกันภัยยังไม่รองรับความต้องการเฉพาะของผู้พิการ ข้อเสนอแนะสำคัญคือการปรับปรุงทัศนคติของทีมงานและสังคมผ่านการอบรมและสร้างบทบาทที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้พิการ การปรับปรุงสถานที่ถ่ายทำให้รองรับผู้พิการทุกประเภท การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่ครอบคลุมความต้องการเฉพาะทาง การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอำนวยความสะดวกผ่านกองทุน และการพัฒนากฎหมายและนโยบายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้พิการได้รับการยอมรับและสนับสนุนในฐานะบุคคลที่มีศักยภาพและสิทธิเสมอภาคในวงการบันเทิงไทย


Chinese Consumers’ Perception Of Thailand As A Tourism Destination Via Xiaohongshu Platform, Zihuan Xu Jan 2024

Chinese Consumers’ Perception Of Thailand As A Tourism Destination Via Xiaohongshu Platform, Zihuan Xu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines how prior travel experience, demographic factors, and user-generated content (UGC) on Xiaohongshu collectively influence Chinese consumers’ perceptions of Thailand as a tourist destination, with a focus on shopping. Consumer perception is analyzed across four dimensions: cognition, emotion, language, and behavior. The findings reveal that prior travel experience has the most significant impact, with those who have visited Thailand showing more positive perceptions across all dimensions compared to those who have not. Demographic factors, such as age and occupation, also play a role, particularly in influencing language. Exposure to Xiaohongshu UGC primarily affects the behavioral dimension, enhancing purchase …


ภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย, รวินท์นิภา ทองสาริ Jan 2024

ภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย, รวินท์นิภา ทองสาริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย 3) เพื่อสร้างข้อเสนอแนะในการส่งเสริมภาพสะท้อนเชิงบวกของประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย โดยใช้วิธีศึกษาการวิเคราะห์ภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย โดยการศึกษาจากซีรีส์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์เกาหลีใต้ในช่วงปี พ.ศ. 2547-2566 ระยะเวลา 19 ปี เป็นเรื่องที่ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ของสถานีเกาหลีใต้ 5 สถานี ได้แก่ KBS, SBS, MBC, JTBC และ TVN โดยศึกษาจากซีรีส์ที่มีฉากในประเทศไทยและเดินทางเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยจำนวน 11 เรื่อง ร่วมกับการการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเข้ามาถ่ายทำซีรีส์เกาหลีในประเทศไทยและนักวิชาการเกาหลีศึกษา จากการศึกษาการวิเคราะห์ภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ภาพสะท้อนประเทศไทยเชิงบวก แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ด้านอาหาร ด้านวัฒนธรรม ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภาพสะท้อนประเทศไทยเชิงลบ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคมนาคม ด้านสังคม ด้านความปลอดภัย ภาพสะท้อนประเทศไทยเชิงผสม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภูมิอากาศ ด้านศาสนา ปัจจัยที่มีผลต่อภาพสะท้อนประเทศไทยในซีรีส์เกาหลีที่ถ่ายทำในไทย ได้แก่ ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีใต้ที่ดี การสนับสนุนจากรัฐบาลไทย ความเหมาะสมของบทและเนื้อเรื่อง นโยบายและเป้าหมายของเกาหลีใต้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่มีทีมงานเชี่ยวชาญ และสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย ข้อเสนอแนะเชิงบวกในการส่งเสริมภาพสะท้อนประเทศไทย ได้แก่ ส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรม นำเสนอภาพสะท้อนที่ตรงกับความเป็นจริง เน้นเอกลักษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม สนับสนุนนโยบายและสิทธิประโยชน์ทางการเงิน โปรโมตจุดเด่นของไทยตลอดปี ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อ ประสานงานกับชุมชนในพื้นที่ถ่ายทำ โปรโมตในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ และใช้กลยุทธ์ Product Placement


Fans Perceptions And Fans Engagement Of “Bed Friend Series”, Fiona Paramatmika Jan 2024

Fans Perceptions And Fans Engagement Of “Bed Friend Series”, Fiona Paramatmika

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of the research is to explore the fan perception and fan engagement of “Bed Friend Series”. The research used In-depth interview method from 20 key informants from the fandom living in different countries. The research examines how fans perceive the series’ themes, characters, and storylines, as well as their interaction with its leading actors, Net Siraphop and James Su. Utilizing qualitative methods, twenty informants from diverse backgrounds were interviewed to understand their emotional connections and participatory behaviors across online and offline platforms. Findings reveal that fans hold the series in high regard for its portrayal of relationships and …


Indian Tourists’ Perceptions Of Inclusive Tourism In Thailand With A Focus On Media Influence And Cultural Differences, Shikha Patwal Jan 2024

Indian Tourists’ Perceptions Of Inclusive Tourism In Thailand With A Focus On Media Influence And Cultural Differences, Shikha Patwal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examined Indian tourists’ perceptions of LGBTQ+ inclusivity in Thailand, with a focus on the roles of media influence and cultural differences. As Thailand is a prominent destination for LGBTQ+ tourism in Southeast Asia, understanding how cultural nuances impact Indian tourists' experiences offers valuable insights. The research employs a qualitative approach, gathering data through in-depth interviews with 10 Indian tourists who have visited Thailand. The findings suggest that Indian tourists generally perceive Thailand as a welcoming and safe space for LGBTQ+ individuals, contrasting with India’s more conservative social landscape. Media representations, including social media, significantly shape expectations of inclusivity, …


The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu Jan 2024

The Influences Of Entrepreneur Personal Branding Of Electric Vehicles On Social Media On Gen Z'S Behavioral Responses In China, Jianchao Fu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to: 1) examine how electric vehicle (EV) entrepreneurs’ personal branding on social media (PBS) affects Generation Z consumers in China; 2) analyze how this branding influences three components of the Theory of Planned Behavior—Attitude toward the behavior (A), Subjective Norms (SN), and Perceived Behavioral Control (PB); 3) study how these components affect behavioral responses (BR); and 4) test a structural equation model (SEM) based on these relationships. A quantitative method was used, with data collected via an online questionnaire from 200 Gen Z consumers (aged 18–27) in mainland China in May 2025. Data analysis utilized the SEM. …


พฤติกรรมการสื่อสารและบทบาทของแฟนคลับกลุ่มมัมหมีของมาสคอตบัตเตอร์แบร์, อิงฟ้า งามวงษ์วาน Jan 2024

พฤติกรรมการสื่อสารและบทบาทของแฟนคลับกลุ่มมัมหมีของมาสคอตบัตเตอร์แบร์, อิงฟ้า งามวงษ์วาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารของแฟนคลับกลุ่มมัมหมีของ Butterbear เป็นอย่างไร และบทบาทของแฟนคลับกลุ่มมัมหมีของ Butterbear เป็นอย่างไร โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview) แฟนคลับของ Butterbear สัญชาติไทย ที่มีลักษณะเป็นมัมหมี จำนวน 12 คน ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มแฟนคลับมัมหมีของมาสคอต Butterbear ใช้วิธีโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร โดยแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ TikTok, Openchat และการแสดงออกบนพื้นที่ทางกายภาพ เพื่อการแสดงอัตลักษณ์ เพื่อการสื่อสารระหว่างแฟนคลับมัมหมีและ Butterbear และเพื่อสร้างและธำรงวัฒนธรรมแฟนคลับ นอกจากนี้ยังพบว่าความลึกซึ้งในการตีความ Butterbear ของแฟนคลับในแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเปิดรับ Butterbear ในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการส่วนบุคคลที่ยังขาดหายในชีวิตของแต่ละคน แฟนคลับกลุ่มมัมหมีไม่ได้มองคาแรกเตอร์ของ Butterbear เป็นเพียงแค่คาแรกเตอร์ทั่วไป แต่ยังมองลึกไปถึงความเป็นมนุษย์ของบุคคลผู้สวมบทบาท Butterbear


The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin Jan 2024

The Strategic Influence Of Opinion Leaders In Chinese Fandom Culture Of Thai Boys’ Love Series, Cristine Lin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study adopts a strategic communication perspective to examine the strategic influence of opinion leaders in Chinese fandom culture of Thai Boys’ Love (BL) series. The research focuses on “Da-fen,” a fandom-specific term referring to influential fan figures who play key leadership roles within online fan communities. By using a qualitative research design, the study combines semi-structured interviews with textual analysis of high-engagement social media posts. Three research questions guide the inquiry: (1) How do fan opinion leaders build and maintain leadership roles within Chinese fandom of Thai BL series? (2) What strategic communication practices do opinion leaders use to …


อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทย, นันท์หทัย บัวเลิศ Jan 2024

อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทย, นันท์หทัย บัวเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ทัศนคติต่อตราสินค้า อิทธิพลของกลุ่มอ้างอิง (ได้แก่ อิทธิพลด้านข้อมูล อิทธิพลเชิงเปรียบเทียบ และอิทธิพลแบบให้ปฏิบัติตาม) การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยของผู้บริโภค ในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีต่อตราสินค้า และ 2) อิทธิพลของทัศนคติ กลุ่มอ้างอิง และการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างอายุระหว่าง 18-44 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร และต้องเคยซื้อและใช้ยาดมตราหงส์ไทยมาอย่างน้อย 1 เดือน จำนวนทั้งสิ้น 264 คน แบ่งเป็น 1) อายุ 18-28 ปี (Generation Z) จำนวน 132 คน และ 2) อายุ 29-44 ปี (Generation Y) จำนวน 132 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีค่าเฉลี่ยรวมมากที่สุดคือ ทัศนคติต่อตราสินค้า นอกจากนั้น ทัศนคติต่อตราสินค้าและอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำและความภักดีต่อตราสินค้า ในขณะที่อิทธิพลแบบให้ปฏิบัติตาม มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อยาดมตราหงส์ไทยในเรื่องของความตั้งใจซื้อซ้ำเท่านั้น และสุดท้าย อิทธิพลด้านข้อมูลและอิทธิพลเชิงเปรียบเทียบของกลุ่มอายุ Generation Z และ Generation Y แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน Jan 2024

การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทยในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, พิชญา เมืองแมน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ความเชื่อมั่น และความตั้งใจลงทุนของนักลงทุนไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการเชิงสำรวจ (Survey Research) ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 210 คน ผลการศึกษาพบว่า (1) นักลงทุนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 47.6 รองลงมาเป็นเพศชาย ร้อยละ 46.7 และกลุ่ม LGBTQ+ ร้อยละ 5.7 มีอายุ 26-35 ปี ร้อยละ 59.0 และมีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 94.3 (2) นักลงทุนใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กร ร้อยละ 80.0 รองลงมาคือเว็บไซต์ข่าวการเงิน ร้อยละ 66.7 และ YouTube ร้อยละ 55.2 (3) นักลงทุนสนใจข้อมูลนวัตกรรมด้าน Artificial Intelligence มากที่สุด ร้อยละ 76.2 รองลงมาคือ Data Center ร้อยละ 59.0 และ Cloud Computing ร้อยละ 53.3 (4) ระดับการรับรู้เกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลนวัตกรรมองค์กรอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.03) (5) ระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (6) ระดับความตั้งใจลงทุนในองค์กรที่สื่อสารนวัตกรรมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.13) (7) ระดับการเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมต่อการความตั้งใจลงทุนอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.98) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมขององค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน (r = 0.729, p<0.01) (2) ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจในการลงทุน (r = 0.785, p < 0.01) (3) การเปิดรับข้อมูลนวัตกรรมองค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อความตั้งใจลงทุน (r=0.672, p< 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสนับสนุนสมมติฐานการวิจัยทั้งสามข้อ


อิทธิพลพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของไทย ในกลุ่มผู้บริโภค, ฟ้าใส วิศรุตวณิช Jan 2024

อิทธิพลพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าของไทย ในกลุ่มผู้บริโภค, ฟ้าใส วิศรุตวณิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อความไว้วางใจในสินค้าไทย และศึกษาอิทธิพลของความไว้วางใจในสินค้าไทยที่ใช้พรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการสำรวจความคิดเห็น (Survey Research) เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการซื้อและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคไทย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคอายุระหว่าง 18-35 ปี ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 272 คน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า (1) คุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ชาหมัก (r = .852, p < 0.01) (2) ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ชาหมักมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ชาหมัก (r = .874, p < 0.01) (3) คุณลักษณะของพรีเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (r = .907, p < 0.01) (4) ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า (r = .903, p < 0.01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งรับสมมติฐานทุกข้อ ความไว้วางใจสามารถไกล่เกลี่ยอิทธิพลของพรีเซนเตอร์ได้ 87.7% ในผลิตภัณฑ์ชาหมัก และ 94.0% ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า


การประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก, ณภัทร ศิริอาชาวัฒนา Jan 2024

การประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก, ณภัทร ศิริอาชาวัฒนา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัลในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก กลยุทธ์ในสร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัลในภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตก และภาพยนตร์หอแต๋วแตกช่วยผลักดันการต่อสู้ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่อย่างไร โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) จากกลุ่มตัวอย่างภาพยนตร์หอแต๋วแตกจำนวน 4 ภาค ได้แก่ ภาคที่ 1 หอแต๋วแตก (พ.ศ. 2550) ภาคที่ 3 หอแต๋วแตก แหวกชิมิ (พ.ศ. 2554) ภาคที่ 6 หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ (พ.ศ. 2561) และภาคที่ 9 หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด (พ.ศ. 2567) โดยคัดเลือกด้วยเกณฑ์ด้านพื้นที่ของหอที่ต่างกันในแต่ละภาค ผลการวิจัยพบว่าภาพยนตร์ชุดนี้ได้สร้างพื้นที่แบบคาร์นิวัล (Carnivalesque) ขึ้นตามแนวคิดของมิคาอิล บัคติน (Mikhail Bakhtin) ด้วยกลไกคาร์นิวัล 3 ประการ ได้แก่ การกลับหัวกลับหางสถานะ (Turning Upside Down), การแสดงความรื่นรมย์ผ่านร่างกาย (Bodily Pleasure) และการสร้างความขบขันเกินขอบเขต (Laughter by Excession) ในพื้นที่กึ่งสาธารณะอย่างหอพัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศมีอำนาจควบคุม พลิกสถานะจากผู้ถูกกดทับในชีวิตจริงสู่ผู้มีอำนาจในโลกของภาพยนตร์ ผ่านการแสดงออกอันเกินจริง การแต่งกายหลุดกรอบ และการใช้อารมณ์ขันท่ามกลางบรรยากาศสยองขวัญ ทั้งยังสลับบทบาทกับเพศชายหญิงที่มักเป็นชนชั้นนำในสังคมจริง เพื่อวิพากษ์และลดทอนอำนาจแบบดั้งเดิม ทั้งจากรัฐ สังคม ศาสนา และวาทกรรมชายเป็นใหญ่ โดยทุกภาคจบลงด้วยชัยชนะของตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตอกย้ำว่า “ธรรมะชนะอธรรม” ภาพยนตร์ชุดหอแต๋วแตกนี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการต่อต้านในการต่อสู้ทางจินตนาการของผู้มีความหลากหลายทางเพศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว (temporary liberation) เพื่อปลอดปล่อยความเจ็บปวดและหล่อเลี้ยงความหวังของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกด้วย


การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี, ณัฐฌา ชำนิยันต์ Jan 2024

การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี, ณัฐฌา ชำนิยันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง การรับรู้ ทัศนคติ และการตอบสนองของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี ด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 ชุด ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้การสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยเฉพาะประเด็นที่สามารถจดจำการใช้ดนตรีเพื่อเชื่อมโยงศิลปินกับกลุ่มเป้าหมายของตราสินค้าได้ (M= 3.93), มีทัศนคติเชิงบวกต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรี โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ใช้ศิลปินเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (M = 4.29) และมีระดับการตอบสนองต่อการสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีในระดับมาก โดยเฉพาะในด้านความตั้งใจ (M = 4.05) ทั้งนี้ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1. การรับรู้มีความสัมพันธ์กับทัศนคติในระดับปานกลาง โดยเฉพาะกลยุทธ์การร่วมมือระหว่างศิลปินและตราสินค้าในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวก (r = 0.47) และ 2. ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการตอบสนองในระดับปานกลาง โดยเฉพาะในด้านความตั้งใจ (r = 0.52) สะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารการตลาดผ่านดนตรีมีบทบาทในการกระตุ้นอารมณ์ สร้างประสบการณ์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในทุกมิติ


Cyberbullying: Media Construction And Framing Tactics In Pakistan, Asma Jamal Jan 2024

Cyberbullying: Media Construction And Framing Tactics In Pakistan, Asma Jamal

Theses and Dissertations (Comprehensive)

This thesis critically examines the portrayal of cyberbullying within Pakistan's top three newspapers, focusing on how these media outlets shape public discourse over the past five years. Employing an integrated approach using framing analysis and Fairclough’s Three-Dimensional Model, my research deconstructs how these newspapers utilize specific framing strategies to construct a narrative that not only informs but also subtly influences public perception and policy responses. The findings show that while the media highlights the roles of parents, educators, and law enforcement in combating cyberbullying, it also tends to reinforce traditional gender roles and overlook systemic solutions. I argue that the …


The Influence Of Virtual Anchor Live Streaming On Chinese Consumer Responses, Pik Shan Chan Jan 2024

The Influence Of Virtual Anchor Live Streaming On Chinese Consumer Responses, Pik Shan Chan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of China's e-commerce live-streaming industry, this study explores the influence of consumer ethnocentrism (CET) and cosmopolitanism (COS) on perceptions of virtual anchors, using the Technology Acceptance Model (TAM) to examine the effects on perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PEOU), and perceived enjoyment (PE), which ultimately shape consumer behavioral responses (CBR). A quantitative survey was conducted with 204 participants who had prior experience watching live streams on Chinese e-commerce platforms. Using structural equation modeling (SEM), the study found that CET positively impacts PU (β=0.766), PEOU (β=0.899), and PE (β=0.511), while COS positively influences PU (β=0.593), PEOU …


การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์ Jan 2024

การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า, วิทวัส จรุงจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า” ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ในรูปแบบเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในการสื่อสารตราสินค้า 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงในกลุ่มผู้บริโภค โดยมีการเก็บข้อมูลใน 2 รูปแบบได้แก่การสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง ทั้งหมด 6 คน ได้แก่ นักการตลาด นักการวางแผนกลยุทธ์ และครีเอเทีฟ ในส่วนของเชิงปริมาณใช้วิธีเชิงสำรวจด้วยการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล จากผู้ที่รู้จักอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน จากการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า องค์กรมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงสามารถสร้างความแตกต่างทางการตลาด ควบคุมได้ง่าย ยืดหยุ่นในการออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหา คุ้มค่าในระยะยาว และควบคุมภาพลักษณ์ได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นซีและอัลฟา อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเรื่องต้นทุน ความสมจริง และความน่าเชื่อถือ โดยมีแนวโน้มการใช้งานในอนาคตเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่น ความงาม เทคโนโลยี และความบันเทิง จากการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์ ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ความบันเทิงในระดับมาก ขณะที่การรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ทัศนคติโดยรวมอยู่ในเชิงบวก โดยมองว่าอินฟลูเอนเซอร์เสมือนจริงเป็นนวัตกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจและสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในตราสินค้า ส่วนการยอมรับอยู่ในระดับสูง ที่มาจากสมมติฐานที่ว่า ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับการยอมรับ (ค่าเพียร์สัน = 0.73) แต่พฤติกรรมการใช้งานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยจากการสมมติฐานพบว่า การยอมรับและพฤติกรรมการใช้มีความสัมพันธ์กันแต่อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเพียร์สัน = 0.52) สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างการยอมรับในเชิงความคิดและการปฏิบัติจริงของผู้บริโภค


อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์ Jan 2024

อิทธิพลของปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจและความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers ในสายความงามต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, เสกพร สุพรรณธนพงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเติบโตของสื่อสังคมออนไลน์ในยุคดิจิทัลส่งผลให้รูปแบบการตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวใจผู้บริโภค งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปัจจัยด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ และความน่าดึงดูดใจของ Micro-Influencers สายความงาม ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจว่าจ้าง Micro-Influencers จากแบรนด์และเอเจนซี่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ซึ่งประกอบด้วย การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาวิธีการที่ Micro-Influencers สื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของตนและศึกษาการว่าจ้าง Micro-Influencers ของแบรนด์และเอเจนซี่ (จำนวน 6 ราย) และการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อสำรวจระดับคะแนนของผู้บริโภคที่ติดตาม Micro-Influencers ต่อปัจจัยดังกล่าว ตลอดจนวิเคราะห์ความแตกต่างตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ การศึกษา และรายได้ จำนวน 402 คนผลวิจัยเชิงคุณภาพชี้ว่า Micro-Influencers ที่แสดงถึงความรู้จริง ความจริงใจ และบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ มักได้รับความไว้วางใจจากผู้ติดตาม และสามารถจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผลเชิงปริมาณพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าดึงดูดใจมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.33) รองลงมาคือความเชี่ยวชาญ (3.70) และความไว้วางใจ (3.68) โดยผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณยืนยันว่าความน่าดึงดูดใจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างในการรับรู้ของผู้บริโภคบางกลุ่มตามลักษณะทางประชากรศาสตร์ ผลการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิด Source Credibility Theory และ Source Attractiveness Model ซึ่งเน้นว่า บุคลิกภาพ ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย และความรู้ที่น่าเชื่อถือ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางการตลาด ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การคัดเลือก Influencers ที่มีคุณลักษณะเหมาะสม ตลอดจนการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมความงามได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร Jan 2024

การศึกษากระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น, อิงครัต โพธิบัตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะและองค์ประกอบของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่น และเพื่ออธิบายกระบวนการพัฒนาวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จการวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เจาะลึก และการสัมภาษณ์กลุ่ม ประชากรคือวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นทั้งหมดตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน กลุ่มตัวอย่างคือวงที่เดบิวต์ระหว่าง พ.ศ. 2560-2564 และยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 8 วง โดยสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรม 6 ท่าน และตัวแทนผู้ติดตามวงไอดอล 9 ท่าน เพื่อวิเคราะห์กระบวนการพัฒนาวงในมุมมองของผู้ผลิตและผู้บริโภคการศึกษาพบว่าคุณลักษณะของวงไอดอลไทยสไตล์ญี่ปุ่นประกอบด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ที่โดดเด่น 4 รูปแบบ ได้แก่ ระบบ 48 Group ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากกระแสหลัก ภาพลักษณ์แบบยืดหยุ่น และภาพลักษณ์แบบมีธีมเฉพาะ รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดและค่านิยมความเป็นญี่ปุ่นที่ผสมผสานกับบริบทไทย องค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ ผลงานเพลง สมาชิกวงหรือไอดอล เอกลักษณ์ของวง กิจกรรมของวง และการสนับสนุนจากแฟนคลับ กระบวนการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จประกอบด้วยการผลิตผลงานเพลงที่มีคุณภาพ ซึ่งครอบคลุมกระบวนการสร้างสรรค์ตั้งแต่การคิดคอนเซ็ปต์ การวิจัย การแต่งเพลง การบริหารจัดการการเผยแพร่ผลงาน การจัดการลิขสิทธิ์ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกม ซึ่งครอบคลุมการสร้างความสัมพันธ์แบบพี่น้องหรือครอบครัวระหว่างทีมงานและศิลปิน การบริหารจัดการสัญญาอย่างเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์ของศิลปิน การสร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และการวางแผนพัฒนาระยะยาวที่ครอบคลุมทั้งผลงาน ศิลปิน และองค์กร


อิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี, มทินา ลิ่มวานิชรัตน์ Jan 2024

อิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี, มทินา ลิ่มวานิชรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม ตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี โดยตั้งสมมติฐานว่าความเกี่ยวพันบุคคลมีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม และความเกี่ยวพันบุคคลมีชื่อเสียงส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้าจุดหมายปลายทาง งานวิจัยนี้มุ่งเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของค่ายเพลงในการสร้างแบรนด์จุดหมายปลายทาง และสามารถประยุกต์ใช้กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแฟนคลับชาวไทยจำนวน 400 คน ที่ชื่นชอบศิลปินจาก SM หรือ YG และรู้จักสถานที่ KWANGYA@SEOUL หรือ The SameE โดยใช้แบบสอบถามปลายปิดผ่านออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ความเกี่ยวพันกับศิลปินและคุณค่าตราสินค้าจุดหมายปลายทางมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม โดยความผูกพันทางอารมณ์ของแฟนคลับเป็นแรงผลักดันสำคัญ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงแฟนคลับ และออกแบบแบรนด์จุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับศิลปินในระดับจิตใจ


การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์ Jan 2024

การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อพฤติกรรมการซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี, พิรัลพัชร ลีลาเทพินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปิดรับและทัศนคติต่อแบรนด์ ทัศนคติต่อส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อกระเป๋า Goyard และ Dior ของผู้บริโภคเจเนอเรชันซี โดยการเลือกกระเป๋าสองแบรนด์นี้เพราะมีจุดร่วมในด้านราคา ภาพลักษณ์และความนิยมในกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันแต่ใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน แบรนด์ Goyard เป็นแบรนด์ที่ใช้ กลยุทธ์การตลาดแบบ Silence Marketing ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากไม่ต่างจากแบรนด์ Dior ที่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบเชิงรุก ผู้วิจัยจึงได้นำทั้งสองแบรนด์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกันเพื่อทำความเข้าใจถึง ผลลัพธ์และแนวโน้มที่แตกต่างกัน รวมไปถึงหาแนวทางในการสร้างคุณค่าตราสินค้า และพัฒนากลยุทธ์การตลาดสำหรับแบรนด์หรูในอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไปการวิจัยใช้วิธีเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่มและสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Goyard, ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋า Dior, และ ผู้บริโภค Gen Z ที่ใช้กระเป๋าทั้งสองแบรนด์ ผลการวิจัยพบว่า การเปิดรับและทัศนคติต่อตราสินค้าและส่วนประสมทางการตลาดต่อแบรนด์ทั้งสอง แม้ว่าจะอยู่ในระดับแบรนด์หรูเหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะของกลุ่มผู้บริโภคที่เฉพาะและแตกต่างกัน โดยแบรนด์ Goyard มีภาพลักษณ์ที่ลึกลับและเข้าถึงยาก และสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ในเชิงเรียบหรู จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Authentic Self ส่วนของแบรนด์ Dior มีภาพลักษณ์ที่เรียบหรูเหมือนกัน แต่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งจากการโฆษณาหรือการเลือกพรีเซ็นเตอร์ อีกทั้งยังมีการสร้างทัศนคติต่อแบรนด์ให้มีความอ่อนหวาน คลาสสิก จึงตอบโจทย์แฟชั่นของผู้หญิงยุคใหม่ จึงถูกเลือกใช้เป็น Brand as Performance เพราะฉะนั้น ทั้ง Goyard และ Dior แสดงให้เห็นถึง “ความแตกต่างที่สมดุล”


อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์ Jan 2024

อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาและด้านแหล่งสารในการรับชมวล็อกวีคต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, พัณวา เตชณาวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจด้านเนื้อหา (ประกอบด้วย มิติของการแสวงหาข้อมูล การเข้าสังคม การให้ความเพลิดเพลิน และการแสวงหาสถานะทางสังคม) แรงจูงใจด้านแหล่งสาร (ประกอบด้วย คุณลักษณะของความคล้ายคลึงกัน ความนิยม ความมีอิทธิพล ความนำสมัย และความใกล้ชิดกับผู้อื่น) ในการรับชม Vlog Week และพฤติกรรมผู้บริโภค (ประกอบด้วย ตัวแปรย่อยในเรื่องของการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง) 2) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านเนื้อหาต่อพฤติกรรมผู้บริโภค และ 3) อิทธิพลของแรงจูงใจด้านแหล่งสารต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18 – 28 ปี จำนวน 450 คน ซึ่งเคยรับชม Vlog Week ภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา จากช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดและเผยแพร่ Vlog Week ในปี พ.ศ. 2566 – 2567 จำนวน 10 วิดีโอขึ้นไป 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง @Bowkanyaratp, @Flukkaron และ @PONGKOOL24 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจด้านเนื้อหา ในมิติการแสวงหาข้อมูล มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคทุกตัวแปรย่อย มิติการเข้าสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค มิติการให้ความเพลิดเพลิน มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจซื้อ และมิติการแสวงหาสถานะทางสังคม มีอิทธิพลต่อความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของแรงจูงใจด้านแหล่งสาร ในคุณลักษณะความคล้ายคลึงกัน และความใกล้ชิดกับผู้อื่น มีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อสินค้าและบริการ ความผูกพันของผู้บริโภค ความตั้งใจซื้อ และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะความนิยม มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ และทัศนคติต่อสินค้าและบริการ และคุณลักษณะความนำสมัย มีอิทธิพลต่อการตระหนักรู้ ความผูกพันของผู้บริโภค และความตั้งใจรับชมอย่างต่อเนื่อง


อิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรมและความเป็นสากลนิยมที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์”, พีรวิชญ์ เสนประดิษฐ์ Jan 2024

อิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรมและความเป็นสากลนิยมที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์”, พีรวิชญ์ เสนประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรม ความเป็นสากลนิยม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” 2) ศึกษาอิทธิพลของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า อัตนิยมเชิงวัฒนธรรม ความเป็นสากลนิยม และภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” รวมถึง 3) พัฒนาแบบจำลองปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อ “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” และตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย 400 คน และวิเคราะห์ด้วย SEM พบว่าแบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Relative Chi-Square = 1.24, CFI = 0.98, NFI = 0.91, NNFI = 0.98, IFI = 0.98, RMSEA = 0.02) ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 คนถูกใช้เพื่อขยายความผลการวิจัยเชิงปริมาณ ผลพบว่า ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า มีอิทธิพลโดยรวมต่อความตั้งใจซื้อสูงที่สุด (β = 0.45, p < 0.001) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสินค้า และการผสานมุมมองท้องถิ่นกับแนวคิดสากลของผู้บริโภค ผลวิจัยเสนอแนวทางการสื่อสารตราสินค้า “ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์” ผ่านการออกแบบประสบการณ์รอบด้าน โดยเฉพาะด้านอารมณ์ การผสานความเป็นสากลกับเอกลักษณ์ท้องถิ่น และภาพลักษณ์ที่สะท้อนความน่าเชื่อถือ เพื่อเสริมแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อ


อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และบรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค, ชญานิศ สาลีผล Jan 2024

อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และบรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค, ชญานิศ สาลีผล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคล และความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยของผู้บริโภค และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการเปิดรับสื่อ การรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคลต่อความตั้งใจซื้อ อาร์ตทอยของผู้บริโภค โดยใช้วิธีวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ด้วยการวิจัยเชิงสำรวจและ ใช้แบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 400 ชุด ซึ่งมีเกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่ 1) ผู้บริโภคอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ผู้บริโภคมีอายุระหว่าง 18-40 ปี 3) รู้จักและเคยซื้ออาร์ตทอยอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเปิดรับสื่ออยู่ในระดับปานกลางการรับรู้คุณค่า ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย บรรทัดฐานส่วนบุคคล และความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก สำหรับการทดสอบสมมติฐานพบว่า การเปิดรับสื่อ (β = 0.166) การรับรู้คุณค่า (β = 0.441) ทัศนคติต่อการซื้ออาร์ตทอย (β = 0.509) และบรรทัดฐานส่วนบุคคล (β = 0.281) มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้ออาร์ตทอยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการรับรู้คุณค่าอาร์ตทอยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าการใช้งานในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.34) ศิลปินและนักออกแบบอาร์ตทอยควรให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สร้างสรรค์ ประณีต และมีฟังก์ชันหลากหลาย เพื่อเพิ่มคุณค่าการใช้งานที่หมาะสมที่จะนำไปสู่ความตั้งใจซื้อในที่สุด


กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย Jan 2024

กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างและสื่อสารตราสินค้าบุคคล ของนักดนตรีกลางคืนเพื่อการต่อยอดทางอาชีพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มกับนักดนตรี 10 คน ที่แบ่งเป็นกลุ่มนักดนตรีในผับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ และ ผู้ทรงอิทธิพลระดับมาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ บนช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ สร้างแบรนด์ผ่าน ความเป็นมืออาชีพและทักษะการแสดงสดที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับ มาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ เน้นภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและจริงใจโดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐาน ทั้งสองกลุ่มใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การจ้างงาน มากกว่าสร้างรายได้โดยตรง การสร้างตราสินค้าบุคคลที่แข็งแกร่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดอาชีพของนักดนตรีกลางคืน ในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความสามารถทางดนตรี


แนวทางการสร้างกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ของผู้ประกาศข่าวประเภทรายการเล่าข่าว, ศจี คันธยศ Jan 2024

แนวทางการสร้างกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ของผู้ประกาศข่าวประเภทรายการเล่าข่าว, ศจี คันธยศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสถานการณ์และคุณลักษณะของผู้ประกาศข่าวที่มีทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ และแนวทางการสร้างกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวสำหรับผู้ประกาศข่าวประเภทรายการเล่าข่าว โดยใช้วิธีการเชิงปฏิบัติการ ด้วยการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยเพื่อสร้างเครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกาศข่าวประเภทรายการเล่าข่าว จำนวน 6 ท่าน จากนั้นนำข้อมูลจากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ร่วมกับเอกสารและงานวิจัยเพื่อสังเคราะห์เป็นแนวทางกระบวนการฝึกอบรม ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเที่ยงโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ก่อนนำไปฝึกอบรมจริงกับกลุ่มผู้ประกาศข่าว จำนวน 7 คน ผลการวิจัยสรุปได้ 3 ประเด็นดังนี้ ประเด็นที่ 1 ลักษณะสถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ ดังนี้ 1) อ่านข่าวที่มีเนื้อหาสะเทือนใจเกี่ยวกับเด็ก 2) ทราบข่าวร้ายกะทันหัน 3) หยุดหัวเราะไม่ได้ และ 4) อ่านข่าวที่มีเนื้อหาความรุนแรง ประเด็นที่ 2 คุณลักษณะของผู้ประกาศข่าวที่มีทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ ดังนี้ 1) มีสติ 2) สลัดทิ้งสิ่งที่วิตกกังวลได้ทันที 3) มีทีมเวิร์ค 4) เปลี่ยนความสนใจที่รบกวนให้มาอยู่กับตัวเองแทน ประเด็นที่ 3 แนวทางการสร้างกระบวนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ของผู้ประกาศข่าวประเภทรายการเล่าข่าว ในส่วนนี้ผู้วิจัยนำผลของคำถามนำวิจัยข้อที่ 1 และคำถามนำวิจัยข้อที่ 2 มาสังเคราะห์ด้วย “รูปแบบกระบวนการฝึกอบรม” โดยนำ “แนวคิดจิตตปัญญาศึกษา” มาเป็นรากฐานของหลักสูตร ออกแบบการจัดฝึกอบรมด้วย “แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน” และ “แนวคิดสื่อสารการแสดง” จนนำมาสู่ 9 หัวข้อกิจกรรม โดยผลประเมินการอบรมจากแนวทางดังกล่าวพบว่า ผู้เข้าร่วมอบรมมีทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ที่ดีขึ้น มีสมาธิ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างไหลลื่น สามารถรับรู้บุคลิกภาพการสื่อสารของตนเอง รวมถึงสามารถจัดการอารมณ์ความเครียดที่เกิดจากการเล่าข่าวประจำวัน


กระบวนการสื่อสารในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ต่อสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย, ชญานนท์ ครองบุญชู Jan 2024

กระบวนการสื่อสารในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ต่อสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย, ชญานนท์ ครองบุญชู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และศึกษารูปแบบกลยุทธ์ กระบวนการ และการสื่อสารที่ก่อให้เกิดอิทธิพลในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ในบริบทของสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและการตอบสนองต่อกลยุทธ์การสื่อสารของบริษัทนำเข้าสื่อการ์ตูนญี่ปุ่น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 30 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งต่อการสร้างอิทธิพลในการรวมกลุ่มของสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย จำนวน 9 คน และผู้รับชมสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่เกิดในปี พ.ศ. 2540-2549 จำนวน 21 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพดำเนินการด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แก่นสารผลการวิจัยพบว่า กระบวนการการรวมกลุ่มประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนการค้นพบ ขั้นตอนการเรียนรู้ ขั้นตอนการมีส่วนร่วม และขั้นตอนการสร้างอัตลักษณ์ วงการการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยมีการรวมกลุ่มแบบผสมผสานระหว่างสื่อออนไลน์และออฟไลน์ กลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องเน้นหลักการ 3T ได้แก่ ความจริงใจในการสื่อสารที่ซื่อสัตย์และไม่มีการปิดบัง ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการที่จำเป็น และความรวดเร็วในการตอบสนองและอัปเดตข้อมูลอย่างทันท่วงที ผลการวิจัยยังพบว่าผู้บริโภค Gen Z ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันมีพฤติกรรมและความต้องการในการรวมกลุ่มแตกต่างกัน การรวมกลุ่มมักเกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์แล้วจึงนำไปสู่การรวมกลุ่มแบบออฟไลน์ ผ่านแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นในโลกออนไลน์ที่มีบทบาทในฐานะผู้ร่วมผลิตที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรม


กลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี (Rov) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย, ภัทรภร เสือม่วง Jan 2024

กลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี (Rov) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย, ภัทรภร เสือม่วง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบ และเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีของสตรีมเมอร์ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้วิธีการ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผ่านวิดีโอคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมอาร์โอวีบนยูทูบ จากสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวี จำนวน 3 ช่อง ได้แก่ 1. กาย หงิด 2. กิต งายย 3. Doyser ผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาและการจัดประเภทของเนื้อหา (Genre categorization) โดยใช้เครื่องมือลงรหัส (Coding Sheet) เพื่อเก็บข้อมูลจากวิดีโอที่มียอดเข้าชมมากที่สุดในปี พ.ศ. 2566 จำนวนช่องละ 20 คลิป รวมทั้งสิ้น 60 คลิป อีกทั้ง 2) เพื่อศึกษากลวิธีการเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์เกมอาร์โอวีที่ประสบความสำเร็จ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ตัวบท (Textual analysis) ผ่านวิดีโอคอนเทนต์เกี่ยวกับเกมอาร์โอวีในช่องยูทูบของสตรีมเมอร์ กาย หงิด โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากวิดีโอที่มีผู้ชม 5 แสนคนขึ้นไป และอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. 2562 - 2567 จำนวน 10 คลิป ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบ และเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีเป็นประเภทรายการ (Genre) ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีรูปแบบและเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การเล่นเกมกับผู้อื่น (Reaction videos) คิดเป็นร้อยละ 75 และร้อยละ 90 ของคลิปวิดีโอในช่องกายหงิดและกิตงายตามลำดับ และมีลักษณะเนื้อหาแบบการแข่งขันเกม (Game tournaments and competitions) ร่วมกับสตรีมเมอร์ช่องอื่น (Collaboration) ในขณะเดียวกันก็มีรูปแบบเนื้อหารายการเกมอาร์โอวีที่ได้รับความนิยมรองลงมาและเป็นกระแสรอง คือ การสอนเทคนิคการเล่น (Walk-throughs and tutorials) คิดเป็นร้อยละ 85 ของคลิปวิดีโอในช่อง Doyser และมีลักษณะเนื้อหาแบบการวิเคราะห์เกมอย่างละเอียดลึกซึ้ง (Game Analysis) นอกจากนี้ ยังพบว่า 2) …


กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม, ญาณกร อุ่ยสมพงศ์ Jan 2024

กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม, ญาณกร อุ่ยสมพงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารเมื่อเผชิญการวิจารณ์ ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม และเพื่อศึกษารูปแบบการแสดงออกทางเนื้อหาเมื่อเผชิญ การวิจารณ์ร่างกายในสื่อสังคมของตนเอง การศึกษาได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม ในกลุ่มความสวยความงามและแฟชั่น จำนวน 6 กรณีศึกษา ที่มีผู้ติดตามอย่างน้อย 10,800 คน รวมถึงวิเคราะห์เนื้อหา ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากข้อความ รูปภาพ และวิดีโอในสื่อสังคม ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างภาวะล้มแล้วลุกจากความอับอายเมื่อเผชิญ การวิจารณ์ร่างกายของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ไม่มีการตระหนักถึงความอับอายแต่มีการสื่อสาร เพื่อสร้างความปกติใหม่ และ เพื่อการรักษาและการใช้เครือข่ายการสื่อสาร 2) การตระหนักถึงความอับอาย เพื่อสร้างความปกติใหม่ เพื่อรักษาและใช้เครือข่าย การสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และ เพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก 3) การรับรู้เชิงวิเคราะห์ เพื่อสร้างตรรกะทางเลือก และเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ 4) การเข้าถึง เพื่อรักษาและใช้เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และ เพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก 5) การพูดถึงความอับอาย เพื่อรักษาและใช้เครือข่ายการสื่อสาร เพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ และเพื่อให้ความชอบธรรมกับความรู้สึกเชิงลบในขณะที่เน้นการกระทำเชิงบวก นอกจากนี้ผลการศึกษารูปแบบการแสดงออกทางเนื้อหาเชิงบวกของผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมเมื่อเผชิญการวิจารณ์ร่างกาย (รวม 2,881 เนื้อหา) สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ (1) การแสดงอารมณ์ (39.5%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและการพูดถึงความอับอายเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์ (2) การแสดงตัวอย่าง (36.3%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึง (3) การให้คำแนะนำและข้อเท็จจริงทั่วไป (23.9%) ที่ส่งเสริมการเข้าถึงและการพูดถึงความอับอาย และ (4) การรณรงค์ (0.3%) ที่ส่งเสริมการพูดถึงความอับอายเพื่อยึดเหนี่ยวอัตลักษณ์


ความชื่นชอบต่อรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด, จันจิรา ลิ้นทอง Jan 2024

ความชื่นชอบต่อรูปแบบและเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารสุขภาพของผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีด, จันจิรา ลิ้นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและเนื้อหาการสื่อสารสุขภาพที่ผู้ใช้สารเสพติดด้วยวิธีฉีดให้ความสนใจ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก 20 ราย และการสนทนากลุ่ม 4 กลุ่ม ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วิเคราะห์ด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาร (Thematic Analysis) เพื่อสกัดรหัสและประเด็นที่สะท้อนความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้สารเสพติดให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ และสอดคล้องกับชีวิตจริง โดยนิยมการพูดคุยตัวต่อตัว การสนทนากลุ่มย่อย และการสื่อสารผ่านเพื่อนร่วมประสบการณ์ ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์และวิดีโอมักถูกมองว่าไม่ดึงดูดหรือไม่ตรงกับพฤติกรรมจริง ด้านเนื้อหา ผู้ใช้สารสนใจประเด็นในชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลแผล อาการถอนยา การป้องกันการใช้ยาเกินขนาด การเจรจากับตำรวจ และประสบการณ์เลิกยา มากกว่าเนื้อหาเรื่องเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบซี หรือวัณโรค ซึ่งมักถูกมองว่าไกลตัวและซ้ำซาก แม้ยังคงเข้ารับบริการด้านสุขภาพเหล่านี้ นอกจากนี้ยังพบความสนใจในเนื้อหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคเรื้อรัง สุขภาพช่องปาก และการนอนหลับ ซึ่งเกี่ยวข้องทางอ้อมกับพฤติกรรมการใช้สาร ข้อค้นพบสะท้อนถึงความสำคัญของการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมที่ยึดบริบทชีวิตของผู้ใช้สารเป็นศูนย์กลาง เพื่อเพิ่มความเชื่อมโยง ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย


ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร Jan 2024

ความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติ, ธารมีน สุทธิอาคาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติและศึกษากระบวนการสร้างสรรค์การแสดงในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬานานาชาติเพื่อนำเสนอความเป็นไทย ด้วยการวิเคราะห์ตัวบท (textual analysis) พิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร และพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (in-dept interview) ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพมหานคร ผู้สร้างสรรค์การแสดงประกอบพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 ณ จังหวัดนครราชสีมา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดง ผลการวิจัยพบว่า 1. มีการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 1998 ครั้งที่ 13 จำนวน 9 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) การละเล่นพื้นบ้านแบบไทย 7) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย 8) กีฬาไทย และ 9) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยเพียงหมวดหมู่เดียวคือหมวดหมู่ประเพณีไทย และการนำเสนอความเป็นไทยในพิธีเปิดมหกรรมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2007 ครั้งที่ 24 จำนวน 7 หมวดหมู่ จากทั้งหมด 10 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) สถาบันพระพุทธศาสนา 2) สถาบันพระมหากษัตริย์ 3) ภาษาและวรรณกรรม 4) ศิลปกรรม 5) ดนตรีไทย 6) ลักษณะนิสัยและค่านิยมของคนไทย และ 7) ความเป็นไทยในแง่มุมอื่น ๆ โดยไม่พบการนำเสนอความเป็นไทยในหมวดหมู่ถึง 3 หมวดหมู่ คือ …