Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Psychology (4140)
- Sociology (3471)
- Arts and Humanities (3236)
- Education (3232)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2965)
-
- Medicine and Health Sciences (2473)
- Communication (1881)
- Library and Information Science (1860)
- Economics (1728)
- Business (1484)
- Political Science (1387)
- Physical Sciences and Mathematics (1224)
- Life Sciences (1072)
- History (1017)
- Geography (1002)
- Public Health (988)
- International and Area Studies (965)
- Higher Education (961)
- Law (907)
- Social Justice (824)
- Anthropology (788)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (690)
- Social Work (688)
- Counseling (614)
- Gender and Sexuality (611)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (605)
- Mental and Social Health (605)
- Clinical Psychology (573)
- Civic and Community Engagement (568)
- Institution
-
- Kennesaw State University (622)
- University of Nebraska - Lincoln (603)
- Liberty University (561)
- Chulalongkorn University (529)
- City University of New York (CUNY) (486)
-
- Walden University (458)
- Universitas Indonesia (443)
- Singapore Management University (434)
- Chinese Academy of Sciences (431)
- Portland State University (392)
- The Texas Medical Center Library (329)
- Boise State University (302)
- Old Dominion University (285)
- University of Arkansas, Fayetteville (279)
- San Jose State University (278)
- Chapman University (248)
- Brigham Young University (242)
- University of Kentucky (242)
- Nova Southeastern University (239)
- Cal Poly Humboldt (238)
- Utah State University (235)
- Claremont Colleges (207)
- Syracuse University (204)
- University of South Florida (204)
- University of Central Florida (181)
- Association of Arab Universities (173)
- University of Texas Rio Grande Valley (164)
- Virginia Commonwealth University (161)
- Children's Health Medical Center Dallas (156)
- University of Nevada, Las Vegas (156)
- Keyword
-
- Mental health (280)
- Humans (219)
- COVID-19 (205)
- Education (198)
- Health (197)
-
- Gender (170)
- Leadership (168)
- Trauma (160)
- Health literacy (157)
- Social media (157)
- Activities (151)
- Coloring book (151)
- Anxiety (150)
- Depression (143)
- Communication (134)
- Resilience (125)
- Female (120)
- Psychology (120)
- Higher education (118)
- United States (118)
- Culture (114)
- Community (112)
- Climate change (110)
- Identity (109)
- Sustainability (106)
- Race (103)
- Male (102)
- Artificial intelligence (99)
- Stress (99)
- Women (96)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (526)
- Doctoral Dissertations and Projects (471)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (431)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (430)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (420)
-
- The Geographical Bulletin (401)
- International Journal of Physical Activity and Health (231)
- Electronic Theses and Dissertations (216)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Dissertations (189)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (181)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (170)
- Honors Theses (168)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (165)
- The Qualitative Report (148)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (142)
- Publications and Research (131)
- Expressive Therapies Capstone Theses (128)
- Master's Theses (128)
- Faculty, Staff and Student Publications (124)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (120)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (117)
- Research outputs 2022 to 2026 (115)
- Faculty Publications (112)
- Journal of Community Engagement and Higher Education (112)
- Dissertations and Theses (108)
- Graduate Theses and Dissertations (97)
- Research Collection School of Social Sciences (97)
- Honors Undergraduate Theses (87)
- Masters Theses (87)
- Publication Type
Articles 20191 - 20220 of 20621
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการกำหนดนโยบาย: กรณีศึกษา นโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย, ดลพร นิจสาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทและวิธีการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด และ 3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะด้านการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด ต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) นี้ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยทบทวนวรรณกรรม เช่น เอกสารของรัฐ ข่าว และข้อมูลบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของ 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรสวีเดน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สหพันธ์สาธรณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศญี่ปุ่น โดยแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างในการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นำมาซึ่งองค์ความรู้และความเข้าใจในการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก ประเทศกลุ่มตัวอย่างสามารถแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Primary Stakeholders) มักประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และภาคอุตสาหกรรม ที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายโดยตรง และมีการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และ 2) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholders) มักประกอบด้วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกำหนดนโยบาย องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันการวิจัยที่มีส่วนในการวิจัยและพัฒนา และประการที่สอง ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ 1) การสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยสร้างทิศทางและความมั่นใจในการปฏิบัติตามนโยบาย 2) ความสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานสากลที่สร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน 3) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ ๆ 4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาโซลูชั่นที่ทันสมัย และ 5) การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่โปร่งใส ซึ่งช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและสังคม ผู้วิจัยจึงเสนอว่า ภาครัฐของประเทศไทยควรทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามประเด็นทั้งสองที่ได้กล่าวมา
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางหรือการดำเนินงานเพื่อการสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ถึงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานของบริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และศึกษาถึงประสิทธิผลของการสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้ถึงกลยุทธด้านความยั่งยืนขององค์กร และศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงการสื่อสารและการตระหนักรู้ถึงกลยุทธของพนักงานภายในองค์กร ให้เกิดการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ 2) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาแก่ผู้บริหารการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและประเมินการทำงานล่วงเวลา และผู้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ สามารถสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ 3 หมวดคือ 1) การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้เกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่เกิด จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด (Covid-19) 2) การบังคับใช้นำระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้ภายในองค์การเภสัชกรรมที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีความเป็นเอกเทศในการบริหารของหน่วยงานต่างๆ 3) วัฒนธรรมองค์กรของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การเภสัชกรรมที่มองว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มรายได้ และสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม 1) การปรับใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน 2) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา 3) การบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) การเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา แนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่จะนำเสนอแก่ผู้บริหาร คือการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ 1) โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน เป้าหมาย คือ ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการจัดการงานให้เป็นระบบ 2) โครงการสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ให้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา และ ลดปริมาณการทำงานล่วงเวลา 3) โครงการนำร่องบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือ สร้างมาตรฐานในการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคน 4) โครงการเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเวลางานปกติ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของภาครัฐโดยกองส่งเสริมและพัฒนาพลังงานภูมิภาคและบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีต่อรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในพื้นที่ไฟฟ้า เข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และนำเสนอผ่านการวิเคราะห์ความสอดสอดคล้องกับแนวคิด การบริการสาธารณะแนวใหม่และแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน จากการศึกษาพบว่า บทบาทของภาครัฐมีดังต่อไปนี้1.) ดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจ และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 2.) จัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อใช้พิจารณาในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับเกาะและพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน 3.) ปฏิบัติงานตามโครงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 4.) ออกแบบวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม ให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ โดยลงไปศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5.) เป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานกลุ่และให้ความรู้ในการปฏิบัติ ในส่วนของบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมมีดังนี้ 1.) ศึกษาข้อมูลความรู้ จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่เข้ามาร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหา 2.) มีส่วนร่วมในการคิด เสนอความต้องการ ของกลุ่ม ออกกฎระเบียบบริหารกลุ่ม 3.) มีส่วนร่วมในการดูแลระบบไฟฟ้าที่กลุ่มดำเนินการติดตั้งให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสามารถนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ก. ไปปรับใช้ในภารกิจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเกิดความความยั่งยืนในการบริหารจัดการจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
บทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานการทูตเพื่อการพัฒนา, ปฐวี ปริญญารักษ์
บทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานการทูตเพื่อการพัฒนา, ปฐวี ปริญญารักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาถึงบทบาทของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการทูตเพื่อการพัฒนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศในยุคโลภาภิวัตน์ ผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง การทูตเพื่อการพัฒนา (Development Diplomacy) ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตผ่านรูปแบบการทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งจะช่วยสร้างภาพลักษณ์และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ สารนิพนธ์ฉบับนี้จะอธิบายถึงความสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจของหลักการดำเนินงานด้านการทูตเพื่อการพัฒนาของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เริ่มต้นจากการเป็นประเทศรับความช่วยเหลือ (Recipient Country)ผ่านหน่วยงานอย่างกรมวิเทศสหการ จนสามารถปรับเปลี่ยนบริบทตนเองมาสู่การเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ (Donor Country) และยกระดับตนเองผ่านการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีของประเทศไทยส่งเสริมให้มีบทบาทในเวทีนานาชาติโดยการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ผ่านรูปแบบความร่วมมือแบบ ใต้-ใต้ (South – South Cooperation) โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV และขยายขอบเขตความร่วมมือออกไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค ตลอดจนการนำองค์ความรู้ที่เป็น Home Growth Approach ของไทยอย่างการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SEP for SDGs)
การจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของกองทัพบกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2019, ปราชญา รังษีบุตร
การจัดการผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาของกองทัพบกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1998 ถึง 2019, ปราชญา รังษีบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของกองทัพบกในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2019 ในการศึกษาครั้งนี้ มุ่งศึกษาและวิเคราะห์นโยบายของผู้หนีภัยการสู้รบภายใต้ความตึงเครียดระหว่างการให้ความคุ้มครองผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาตามหลักสิทธิมนุษยชนกับการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติ โดยพิจารณาในมุมมองของกองทัพบกไทยซึ่งทำหน้าที่ควบคุมดูแล จัดระเบียบ รักษาความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ตลอดจนประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่อผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมา เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการในห้วงระหว่างปี ค.ศ.1998 ถึง 2019 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการจัดการผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมาของกองทัพบก ตลอดจนวิเคราะห์ผลกระทบ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยเทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ (Traffy Fondue) กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร, มนัสยา ชูสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาทางเท้าถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้กรุงเทพมหานครสามารถเข้าถึงและจัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ หรือ Traffy Fondue การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานครจากผู้เกี่ยวข้อง (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในกระบวนการแก้ไขปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร ด้วยระบบ Traffy Fondue ในบริบทของงานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 5 คน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่หนึ่งเขตที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ผู้ใช้ระบบ Traffy Fondue เกี่ยวกับปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน ผลการศึกษาพบว่า จากกรอบในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม กลยุทธ์ เทคโนโลยี โครงสร้าง ระบบการวัดผล ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมองค์การ อยู่ในระดับน่าพึงพอใจ อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าทั้ง 7 ปัจจัย ยังมีโอกาสในการพัฒนาทั้งหมดในระดับที่แตกต่างกันไป
การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์
การธำรงรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำเเหน่ง : กรณีศึกษาพนักงานสอบสวนสังกัด สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ, วริศรา พุทธวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กรและ ลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3)เพื่อศึกษาสาเหตุการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 4)เพื่อเสนอแนวทางการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 422คน ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี พ.ศ. 2567และผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนในช่วงปี พ.ศ. 2564-2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานด้วยการทดสอบไคสแควร์และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิต ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20คนผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ชั้นยศ รายได้ต่อเดือน จำนวนคดีที่รับผิดชอบโดยเฉลี่ยต่อปี และการได้รับการพิจารณาความดีความชอบเกินกว่า 1ขั้น ปัจจัยเเรงจูงใจที่มีผลต่อการย้ายออกจากสายงานการโอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แก่ลักษณะงานและความรับผิดชอบ,ความก้าวหน้าในอาชีพ,กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กรและหน่วยงานอื่นๆอย่างไรก็ตาม ปัจจัยแรงจูงใจ ด้านเงินเดือนและค่าตอบแทน ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการย้ายออกจากสายงานของพนักงานสอบสวนสาเหตุที่สำคัญที่สุด 3อันดับแรกในการย้ายออกจากสายงาน การโอนย้ายองค์กร และลาออกจากราชการของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่และความรับผิดชอบของงานสอบสวน 2)ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และ 3)เงินเดือนและค่าตอบแทน ข้อเสนอแนะในการรักษาพนักงานสอบสวนให้คงอยู่ในตำแหน่งสายงานสอบสวนให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถจำแนกตามความสำคัญของสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการตำรวจย้ายออกจากสายงาน โอนย้ายองค์กรและลาออกของพนักงานสอบสวน ได้แก่ 1)ปรับปรุงลักษณะงานและความรับผิดชอบ 2)ส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพ3)ปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทน4)ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนและ 5)ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานอื่น ๆ
ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดทำสารนิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบการจากพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯ ในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการจัดทำสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่วนภูมิภาคจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในปัจจุบัน (2) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ข้าราชการ และพนักงานราชการทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบและทัศนคติจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของ ปภ.ที่มีต่อองค์กรและผู้ประสานงานระบบฯ เป็นด้านบวก แม้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มข้าราชการกับพนักงานราชการด้านความก้าวหน้าแต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าของผู้ประสานงานระบบฯ และการพัฒนาระบบดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาระบบดิจิทัลอื่น ๆ ต่อไป
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจและเปรียบเทียบการรับรู้คุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ที่กำลังทำงานร่วมกันในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้รับผลตอบกลับจากกลุ่มตัวอย่าง เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด อย่างละ 200 ตัวอย่าง เท่า ๆ กัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแต่ละเจนเนอเรชั่นมีมุมมองในหลายปัจจัยระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกัน ซึ่งสื่อให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ที่แตกต่างกัน ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน พบว่า เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซดให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมแล้วไม่แตกต่างกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เจนเนอเรชั่นวายมีความพึงพอใจรายด้านที่มากกว่าเจนเนอเรชั่นแซดในทุก ๆ ด้านระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน ผลการวิจัยยืนยันถึงความพึงพอใจระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อการเสริมสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ตลอดจนความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการองค์การและการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับยุคสมัยต่อไป
การจัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, อิสริยา ธนกิจบวรกูล
การจัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, อิสริยา ธนกิจบวรกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การจัดสวัสดิการทางสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน: กรณีศึกษา อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว” การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการจัดสวัสดิการสังคม ของภาครัฐสำหรับครอบครัวข้ามรุ่นในเขตพื้นที่ชายแดน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว (2) วิเคราะห์แนวทางการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับครอบครัวข้ามรุ่น (3) จัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการส่งเสริมและ จัดสวัสดิการสังคมที่จำเป็นสำหรับครอบครัวข้ามรุ่น วิธีการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 3 กลุ่ม ประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มสมาชิกครอบครัวข้ามรุ่น กลุ่มบุคลากรจากหน่วยงานราชการส่วนกลาง และกลุ่มบุคลากรจากหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกครอบครัวข้ามรุ่นได้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานจากภาครัฐแต่ยังคงไม่เพียงพอ ข้อค้นพบบ่งชี้ว่าสภาพปัญหาที่ค่อนข้างซับซ้อนของครอบครัวข้ามรุ่น ได้แก่ ปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุส่งผลให้เป็นอุปสรรคต่อการหารายได้ ปัญหาการใช้เทคโนโลยีอันเป็นความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และปัญหาความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากรเนื่องจาก การอพยพย้ายถิ่นและการหย่าร้างของวัยแรงงาน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการจัดสวัสดิการสังคมที่สำคัญ คือ (1) ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอให้แต่ละพื้นที่มีการจัดสวัสดิการสังคมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน (2) การออกแบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมและคำนึงสภาพปัญหาของผู้รับบริการ (3) ให้การสนับสนุนบริการสาธารณะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน (4) ภาครัฐและภาคีเครือข่ายมีการทำงานเชิงรุกร่วมกันอย่างบูรณาการ (5) มีการสำรวจข้อมูลและสภาพปัญหาของประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปจัดทำเป็นระบบฐานข้อมูลกลาง (Big Data) และ (6) มีการจัดเรียงลำดับฐานข้อมูลครอบครัวที่ต้องการได้รับการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเร่งด่วนในทุกมิติปัญหา เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเสมอภาค
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอให้เป็นไปตามมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการของที่ทำการปกครองอำเภอให้สอดคล้องกับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และกรรมการผู้ตรวจประเมินฯ คิดเป็นจำนวนทั้งหมด 12 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากที่ทำการปกครองอำเภอที่ผ่าน 4 แห่งและที่ทำการปกครองอำเภอที่ไม่ผ่าน 2 แห่ง ผลการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร อาทิ การขาดการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากผู้บริหาร ปัญหาด้านภารกิจที่หลากหลายในบริบทของพื้นที่ และปัญหาด้านการตีความเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกที่มีความไม่ชัดเจนและขาดมาตรฐานกลางสำหรับที่ทำการปกครองอำเภอเอง นอกจากนี้ยังพบปัจจัยหลายประการที่เกื้อหนุนให้ที่ทำการปกครองอำเภอได้รับการรับรองในระดับก้าวหน้า อาทิเช่น ทัศนคติเชิงบวก การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอ เป็นต้น
ความรู้ความเข้าใจและความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุนของข้าราชการคนรุ่นใหม่: กรณีศึกษา ข้าราชการภายในส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง, กุลภรณ์ ประพฤกษ์ศัย
ความรู้ความเข้าใจและความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุนของข้าราชการคนรุ่นใหม่: กรณีศึกษา ข้าราชการภายในส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง, กุลภรณ์ ประพฤกษ์ศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ต้องการศึกษาความรู้ความเข้าใจ และความสนใจ เกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีกลุ่มการออมและการลงทุน ใน กลุ่มข้าราชการกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยใช้กรณีของข้าราชการที่ปฏิบัติราชการส่วนกลาง สังกัดกรมการปกครอง ที่เกิดในช่วงหลังปี พ.ศ. 2522 เป็นกรณีศึกษา การศึกษาอาศัยวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods) โดยมีการสำรวจแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 262 คน เพื่อนำมาประมวลผลด้วยกระบวนการทางสถิติ และมีการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล 5 คน เพื่อค้นหาเหตุผลสนับสนุนผลลัพธ์ของการสำรวจแบบสอบถาม และให้ข้อเสนอแนะแก่งานศึกษางานวิจัยนี้พบว่า กลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ของหน่วยงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกลุ่มการออมและการลงทุน ในระดับค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม ความสนใจเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่กลุ่มดังกล่าวอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อพิจารณาระดับความสนใจรายมาตรการ พบว่า เบี้ยประกันชีวิต ประกันแบบสะสมทรัพย์ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้รับคะแนนความสนใจมากที่สุด ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ตัวมาตรการ รวมถึงระดับความรู้ความเข้าใจมาตรการที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อระดับความสนใจในมาตรการลดหย่อนภาษีแต่อย่างใดผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์พบว่า มาตรการที่เป็นที่สนใจของกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 1) มาตรการลดหย่อนภาษีที่สามารถนำเงินออม หรือเงินลงทุนที่มีลักษณะเป็นการออมเงินระยะยาว นำมาคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษี 2) การเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันสุขภาพ 3) การเพิ่มเพดานการหักลดหย่อนประเภทการออมภาคบังคับ นอกจากนั้น ควรมีนโยบายส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องการวางแผนในการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุในกลุ่มข้าราชการรุ่นใหม่ด้วย
บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี
บทบาทการส่งเสริมและดำเนินการขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Smes) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน), กันตพงศ์ มาศจุฑาเศรณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทการส่งเสริมและขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของ SMEs ในประเทศไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก การศึกษาใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการจำนวน 10 ราย ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของสถาบัน โดยการศึกษามุ่งเน้นการสำรวจมุมมองและความคาดหวังของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีต่อสถาบัน งานศึกษาพบว่าผู้ประกอบการเห็นว่าสถาบันมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และสร้างโอกาสทางการค้า อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคาดหวังให้สถาบันมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการผลิตและการส่งออก เพื่อสอดคล้องกับบริบททางการค้าและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการ SMEs ให้คำแนะนำต่อสถาบันในการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทและความสำคัญของสถาบันให้มีความชัดเจนและขยายการรับรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของผู้ประกอบการต่อการให้บริการและการสนับสนุนของสถาบันที่มีอยู่ เพื่อยกระดับ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล
คุณภาพชีวิตการทำงานมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, คมกฤษณ์ เดชเดชะสุเมธ
คุณภาพชีวิตการทำงานมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, คมกฤษณ์ เดชเดชะสุเมธ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความมีคุณภาพชีวิตการทำงาน ระดับของประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน รวมถึงอิทธิพลของคุณภาพชีวิตการทำงานต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 201 คน เป็นข้าราชการกรมศุลกากรจากสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แบ่งเป็นเพศหญิง 105 คน เพศชาย 93 คน ไม่ระบุเพศ 3 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติ พบว่าระดับคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คุณภาพการชีวิตการทำงานด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ การมีส่วนร่วมในการทำงานและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์กับสังคมของงานและองค์กร ตามลำดับ จัดอยู่ในระดับมีมากที่สุด สูงกว่าสมมุติฐาน และคุณภาพชีวิตการทำงานด้านความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก ตรงตามสมมุติฐาน ระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมมีค่าเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับมากที่สุด โดยประสิทธิภาพในด้านเวลาที่ใช้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด จัดอยู่ในระดับมากที่สุด สูงกว่าสมมุติฐาน และประสิทธิภาพด้านค่าใช้จ่ายหรือความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด จัดอยู่ในระดับมาก ตรงตามสมมุติฐาน ข้อมูลส่วนบุคคล เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาที่ทำงานในกรมศุลกากร และรายได้ต่อเดือน ที่ต่างกัน ไม่มีผลทำให้ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานแตกต่างกัน ตำแหน่งต่างกันมีผลทำให้คุณภาพชีวิตการทำงานด้านโอกาสและการพัฒนาความสามารถ ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ ด้านความสัมพันธ์กับสังคมของงานและองค์กร แตกต่างกัน รูปแบบเวลาการเข้างานต่างกันมีผลทำให้ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานด้านสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและปลอดภัย แตกต่างกัน
ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ
ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความท้าทายและข้อจำกัดและเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัย แบบผสมผสาน (Mixed Method) ระหว่างการใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรของสำนักงานที่ดิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษา พบว่า ข้อจำกัดและปัญหาของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ คือ 1) จำนวนบุคลากรไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน 2) บุคลากรขาดความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบ 3) ระบบปฏิบัติการขาดความเสถียร เกิดความขัดข้องอยู่บ่อยครั้ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ปฏิบัติการไม่ทันสมัย ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน 4) ระบบฐานขอมูลของสำนักงานที่ดินแต่ละสาขาขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ฐานข้อมูลของสำนักงานที่ดินในระบบออนไลน์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และข้อมูลบางส่วนยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง 5) ปัญหาของระบบการนัดหมายล่วงหน้าในการการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงาน 6) ความล่าช้าในการรอสำนักงานอีกฝั่งในการอนุมัติให้ดำเนินการ นิติกรรมแบบออนไลน์ได้ และ 7) ระบบไม่สามารถให้บริการของสำนักงานที่ดินได้ครบถ้วน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ 1) ปรับปรุงระบบการให้บริการ ควรยกเลิกระบบการนัดหมายล่วงหน้าที่สร้างความยุ่งยากให้กับประชาชน โดยปรับเปลี่ยนเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทันทีที่สำนักงานที่ดิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น 2) พัฒนาความเชี่ยวชาญ ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบออนไลน์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสำนักงาน นอกจากนี้ควรจัดระบบ พี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสู่เจ้าหน้าที่ใหม่ โดยมีการประเมินทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากรเป็นระยะเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 3) ปรับปรุงระบบปฏิบัติการและระบบจัดเก็บข้อมูลให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล จัดหาระบบสำรองข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง และติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองที่เพียงพอ เพื่อป้องกัน การหยุดชะงักของระบบ 4) ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการให้สามารถรองรับ การทำงานพร้อมกันจำนวนมาก เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มี ความเสถียร และพัฒนาระบบสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล
ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน
ปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร, จุฑารัตน์ สวัสดิ์พูน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบต่อการสร้างความพึงพอใจของผู้ใช้บริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งเป็นช่องทางในการดำเนินการทางทะเบียนกรมศุลกากรที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนเมื่อปี พ.ศ 2564 เป็นต้นมา และเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปลายปี พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นความพยายามในการขจัดข้อบกพร่องของการดำเนินการทางทะเบียนของ 2 ช่องทางเดิม ได้แก่ หน่วยบริการรับลงทะเบียนของกรมศุลกากร และระบบ Online Customs Registration ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร และเพื่อทราบแนวทางในการพัฒนาความพึงพอใจของผู้รับบริการระบบ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ที่จะนำมาสู่การพัฒนาและปรับปรุงระบบดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยด้านคุณภาพระบบที่นำมาศึกษาคือ ปัจจัยคุณภาพระบบทั้ง 5 มิติ ของ DeLone และ McLean (2003) ได้แก่ ความง่ายในการใช้งาน (Ease of Use) ความปลอดภัยในการใช้งาน (Security) ความมีเสถียรภาพ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Response Times) และความง่ายในการเข้าถึง (Convenience of Access) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า ผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ Customs Trader Portal ของกรมศุลกากร ซึ่งหากระบบสามารถตอบสนองความต้องการในแต่ละมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้บริการจะมีระดับความพึงพอใจสูงและมีแนวโน้มที่จะใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากระบบมีข้อบกพร่องในด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกไม่พึงพอใจ และอาจส่งผลให้ผู้ใช้ลดการใช้งานหรือเลือกที่จะไม่ใช้บริการอีกต่อไป ซึ่งนำมาสู่แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงระบบในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้ดียิ่งขึ้น
วิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ กรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี, จิรเมธ หมู่คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอกรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพภายใต้แนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านกฎมายที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอแบบบูรณาการ และค้นหาแนวทางต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาเชิงพื้นที่ โดยหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ ผ่านกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อไป การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านการค้นคว้าเอกสารและสื่อสารสนเทศออนไลน์ การสังเกตการณ์ในพื้นที่การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า การนำแนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์อันเนื่องมาจากการเข้าเป็นกิจการภายใต้กฎหมายดังกล่าว โดยที่นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปใช้เพื่อสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของวิสาหกิจเพื่อสังคม และการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคมีส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเกื้อกูลด้วยแนวนโยบายและข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่สามารถทำให้ทั้งสองภารกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับภารกิจหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานของราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีโอกาสในการพัฒนาไปสู่นโยบายสำคัญของกรมการปกครองได้ในอนาคต
แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัญญกร ถนอมพันธุ์
แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัญญกร ถนอมพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีเชิงสำรวจ โดยการเก็บข้อมูลทางแบบสอบถาม ทั้งหมดจำนวน 400 คน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา จากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจมีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะใกล้ที่พักมากที่สุด พบว่าความคาดหวังมีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะใกล้ที่พักมากที่สุด และพบว่าผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ของแรงจูงใจ ความคาดหวัง และการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่ามากกว่า 0.50
การปรับเปลี่ยนองค์การภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล กรณีศึกษา ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (แอปพลิเคชัน Thaid) ของกรมการปกครอง, ชนิตา ชนะพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนองค์กรภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลโดยใช้กรณีศึกษาแอปพลิเคชัน ThaID ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่สำคัญ ในการให้บริการประชาชน ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยได้มาจากการศึกษาเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 14 ท่าน ประกอบด้วยบุคลากรสังกัดกรมการปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค บุคลากรจากหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และประชาชนผู้รับบริการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาได้ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้กรอบแนวคิด 3 ประการ ได้แก่ (1) การประเมินคุณภาพการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ (E-Service Quality) (2) การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) และ (3) การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล (Digital Transformation) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แอปพลิเคชัน ThaID สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นที่ความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยซึ่งสอดคล้องกับหลักการประเมินคุณภาพการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการนำแอปพลิเคชัน ThaID มาใช้ ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร การจัดสรรทรัพยากร อย่างเพียงพอ และการพัฒนาทักษะของบุคลากร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เช่น ข้อจำกัดด้านงบประมาณ กฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย และทัศนคติของบุคลากรบางส่วนที่ยังไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะพบว่าความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนองค์กรภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการที่สัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน ทั้งประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ปัจจัยภายในองค์กรและสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมให้ThaID เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนกรมการปกครองสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานต่อไป ได้แก่การจัดตั้ง "ศูนย์บริการสาธารณะดิจิทัล" การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในหมู่บุคลากร การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ รวมถึงนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในพื้นที่ และบุคลากรผู้ปฎิบัติงานร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่พบในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของเทศบาลครอบคลุมด้านการจัดสรรบริการด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะผู้สูงอายุ และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่ขาดความพร้อมทางเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ประกอบด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี มีความสุข และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต
การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์
การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ โดยศึกษาการดำเนินกิจกรรมที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร มีประสิทธิผลอย่างไรในเชิงลึก โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร ผู้จัดการและพนักงานในบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ต่างบทบาทกันในเรื่องกากำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรม การรับนโยบายจากผู้บริหารถ่ายทอดกิจกรรมและการดำเนินการกิจกรรม รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมและนำกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในกรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม ความภาคภูมิใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การวางแผน การสื่อสาร อย่างไรก็ตาม การประเมินผลยังคงเป็นจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ยังพบข้อจำกัดในด้านการออกแบบกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพนักงานและขาดการเชื่อมโยงกับบริบทภายนอก และต้องการปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกและสร้างความยั่งยืนในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงในระดับจังหวัดและอำเภอ ผู้ปฏิบัติงานหลัก ผู้ปฏิบัติงานลำดับรอง และผู้สนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11 ท่าน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM พบว่า การทำงานของปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองพันธกิจของกรมการปกครอง และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ที่ส่งผลต่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ อาทิเช่น ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ความมั่นคงในงาน ค่าจ้างและผลตอบแทน นอกจากนี้ การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังเป็นไปตามลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM โดยพบว่ามีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมาใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการแก่ประชาชน มีการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังพบว่ามีปัญหา อุปสรรคในด้านความเพียงพอของบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหากได้รับปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานตามแนวทาง ข้อเสนอแนะโดยการออกระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือเพื่อลดขั้นตอนและภาระงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุน ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี, ณัฐกฤตา นันตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัด กรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจและระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี และ 2) ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อ ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี โดยมีข้าราชการระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับปฏิบัติการ และระดับชำนาญการ สังกัดกรมการปกครอง จังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วย ข้าราชการอำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย อำเภอไทรน้อย และที่ทำการปกครองจังหวัดนนทบุรี รวมจำนวน 170 คน เป็นประชากรกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทาง Google form และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละที่ใช้ได้ ค่าเฉลี่ย ค่ามากสุด ค่าน้อยสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในภาพรวมทั้ง 2 ปัจจัย อยู่ในระดับ สูงที่สุด โดยแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ 4.37 (S.D.= 0.393) 2) ระดับความผูกพันต่อองค์กร อยู่ในระดับสูงที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 (S.D. = 0.4117) และ 3) แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร คือ แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน ซึ่งมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยแรงจูงใจของปัจจัยค้ำจุนมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความมั่นคงของชีวิต ด้านเงินเดือนและสิ่งตอบแทน และด้านนโยบายการบริหารงาน ของหน่วยงาน ด้วยค่าอิทธิพล 0.296, 0.196 และ 0.176 ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยค้ำจุนทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 46.6 และแรงจูงใจของปัจจัยจูงใจมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร 1 ด้าน คือด้านลักษณะของงานที่ได้รับผิดชอบ ด้วยค่าอิทธิพล 0.257 ซึ่งปัจจัยจูงใจ ทุกด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์ความแปรปรวนของความผูกพันต่อองค์กรได้ร้อยละ 37.5
ทัศนคติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานระยะไกลและภาพลักษณ์ในอุดมคติของบุคลากรในสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการเป็นหน่วยงานนำร่องระบบราชการดิจิทัล: กรณีศึกษา กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากทุนทางปัญญา และกลุ่มนโยบายการบริหารงานบุคคลอุดมศึกษาและทุนทางปัญญา, ณัฐชวาล สัตยวินิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพลักษณ์ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะหน่วยงานนำร่องสำหรับการดำเนินงานในรูปแบบการทำงานระยะไกล ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบราชการดิจิทัล งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับศึกษาประสิทธิภาพ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานรูปแบบให ม่นี้ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกและเทคนิคการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานระยะไกลส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรหลายประการ เช่น ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานจากการเลือกสถานที่ปฏิบัติงานที่พึงพอใจที่สุดได้ ลดปัญหาด้านสุขภาพกายและจิตใจ ลดความตึงเครียดหรือความกดดันจากที่ทำงาน รวมถึงสนับสนุนสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวร่วมกับสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพงานให้ดียิ่งขึ้น ปริมาณงานที่บุคลากรสามารถดำเนินการได้มากขึ้นในระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงลดเวลาในการเดินทางเพิ่มเวลาในการทำงาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานระยะไกลยังเผชิญปัญหา เช่น ความไม่เชื่อมั่นของผู้บริหารต่อผู้ปฏิบัติงาน การขาดระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียมกันในกลุ่มบุคลากรต่างวัย ทั้งนี้ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่มีความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน สนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการทำงานระยะไกล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของระบบราชการดิจิทัลอย่างมีประสิทธิผล
การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์
การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 ภายใต้ระบบราชการ 4.0 ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีความเหมาะสมกับบริบทระบบราชการ 4.0 นั้น จำเป็นต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร ให้สอดคล้องกับรูปแบบการปฏิบัติงานในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาพบว่า ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะอื่นที่จำเป็น ดังนี้ 1.) ทักษะด้านดิจิทัล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่สำนักงานอัยการสูงสุดนำมาใช้ในการปฏิรูปการทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นไปตามแนวทางของระบบราชการ 4.0 2.) ทักษะการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3.) ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเขียน การพูดและการนำเสนอ การทำงานร่วมกับทีม มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในองค์กรและระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 4.ความคิดสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิดใหม่สามารถคิดค้นและเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการพัฒนางานหรือบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน 5.ความมุ่งมั่นต่อการบริการประชาชน การให้บริการที่มีคุณภาพ มีแนวคิดในการให้บริการที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของประชาชนเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 6.จริยธรรมและความรับผิดชอบจริยธรรมในการทำงานโดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการให้บริการ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 7.ความเป็นผู้นำและการสร้างเครือข่าย สามารถเป็นผู้นำในการปฏิบัติงานหรือโครงการต่าง ๆ โดยมีการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนผู้อื่นในการปฏิบัติงาน สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ8.ความยืดหยุ่นและการปรับตัวการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงานได้ดี และ 9.ทักษะการบริหารจัดการเวลาการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ สามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ
สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสมรรถนะ (Competency) ข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ในกองการเจ้าหน้าที่ สังกัดกรมการปกครอง และเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคลให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อองค์กร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้วิธีเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม เพื่อนำมาอธิบายความรู้ ความเข้าใจ และความคาดหวังต่อสมรรถนะของข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์รายบุคคลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญผลการศึกษาพบว่าระดับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลที่เป็นจริงในปัจจุบันทั้งด้านทักษะการปฏิบัติงาน และด้านอารมณ์และพฤติกรรมอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7143 และ 3.8929 ตามลำดับ แต่ยังต่ำกว่าสมรรถนะที่คาดหวัง ในด้านทักษะการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยที่ 4.1771 และด้านอารมณ์และพฤติกรรม 4.2643 โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้อธิบายปัญหาเกี่ยวกับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลว่า ยังขาดองค์ความรู้พื้นฐานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงการประเมินผลและติดตามการปฏิบัติงานและพัฒนาตนเองยังไม่ชัดเจน ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ดังนั้น ได้เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การพัฒนาฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล เน้นการสร้างองค์ความรู้การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสม 2.ปรับปรุงการประเมินผล กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและกำหนดแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) 3.ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ สนับสนุนการศึกษาต่อและการฝึกอบรมที่จำเป็น 4.การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน เพิ่มการใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น AI, HRIS ในกระบวนการบริหารจัดการ 5.การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (On the job training) รวมถึงการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสในการศึกษาเทคนิคใหม่ ๆ จากต่างประเทศ
การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธราดล กมุทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท และเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ท่าน คือ ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ระบบสารสนเทศของกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นระบบการออกใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร (กศก. 122) ที่ยังมิสามารถออกใบเสร็จแยกรายผู้นำเข้าได้ ระบบผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของเร่งด่วน (e-Express) ซึ่งหน่วงและขาดเสถียรภาพ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของกรมศุลกากรที่ยังบกพร่องและไม่ครอบคลุม ผู้นำเข้าและประชาชนจำนวนมากไม่ทราบถึงการมีอยู่ของมาตรการการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าในการพัฒนาการปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงระบบสารสนเทศของ กรมศุลกากร ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า อำนวยความสะดวกในการดำเนินพิธีการศุลกากรต่อผู้ประกอบการและประชาชน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงานของพยาบาลด้านจักษุกรรม, ทัสตา เหมือนเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกพยาบาลจักษุกรรม (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดและความผูกพันในองค์กรของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม (3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม วิธีวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 31 ราย คือ พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลแผนกพยาบาลจักษุกรรม โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ผลการวิจัยพบว่าพยาบาลเกิดความเครียดในการทำงาน เนื่องจากปัจจัยด้าน อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน สถานภาพสมรส ภาระงานและความเหนื่อยล้า ค่าตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าในอาชีพ และสัมพันธภาพระหว่างเพื่อน ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลถึงความเครียดและประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ยังมีความผูกพันต่อองค์กรจากสวัสดิการที่ได้รับ อย่างไรก็ตามพยาบาลยังคงทำงานในองค์กรต่อเนื่องจากการมีค่านิยมในการรับราชการ การให้คุณค่าของตำแหน่งและความภาคภูมิใจในการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) ปรับภาระงานให้เหมาะสม โดยมีจำนวนพยาบาลที่เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย (2) หน่วยงานควรจัดอบรมการจัดการความเครียดและให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา (3) ส่งเสริมการพัฒนาองค์กร โดยให้พยาบาลมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบงานและกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและเพิ่มความผูกพันในองค์กร
แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง กรณีศึกษาสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง, นิติศักดิ์ ปานปรุง
แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง กรณีศึกษาสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง, นิติศักดิ์ ปานปรุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศึกษาความคิดเห็นของเจ้าพนักงานปกครองเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจในการทำงานและแรงจูงใจในการบริการสาธารณะที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน กรณีศึกษา สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง และแรงจูงใจที่ส่งผลประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครอง ตลอดจนเสนอแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาปัจจัยต่าง ๆ ที่จะสร้างแรงจูงใจที่ ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานให้กับเจ้าพนักงานปกครอง สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าพนักงานปกครองในสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดนอย่างมีนัยสำคัญ แบ่งเป็น ปัจจัยจูงใจในการทำงาน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ลักษณะงาน และความรับผิดชอบ ส่วนแรงจูงใจในการบริการสาธารณะ ได้แก่ ความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อผลประโยชน์สาธารณะ ความเห็นอกเห็นใจ และความเสียสละ ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะควรให้หน่วยงานมีแนวทางในการปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานของผู้บังคับบัญชาให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น เปิดโอกาสการรับฟังความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างการสื่อสารที่มีความชัดเจน ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเจ้าพนักงานปกครอง และส่งผลไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงาน