Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2024

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 20131 - 20160 of 20613

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

การรวมเสียงพยัญชนะก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน, มาเรีย ฑิมพิกา โฉมชา Jan 2024

การรวมเสียงพยัญชนะก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน, มาเรีย ฑิมพิกา โฉมชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การรวมเสียงก้องและไม่ก้องเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญต่อภาษาตระกูลไท เพราะทำให้หน่วยเสียง พยัญชนะในภาษามีจำนวนน้อยลงแต่มีจำนวนวรรณยุกต์เพิ่มขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาช่วงเวลาการรวมกัน ของเสียงก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน โดยศึกษาการเขียนคำที่ไม่ตรงตามประวัติคำ ในจารึกทั้งสามภาษา รูปเขียนที่ไม่ตรงตามประวัติคำบ่งชี้ว่าเกิดความสับสนระหว่างอักขระที่เมื่อแรกประดิษฐ์เคย เปรียบต่างด้านความก้องและไม่ก้องและแสดงว่าเกิดการรวมเสียงก้องและไม่ก้องขึ้นแล้ว ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าการ รวมเสียงก้องและไม่ก้องในภาษาไทยเกิดขึ้นอย่างช้าในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ภาษาล้านนา และภาษาอีสาน เกิดขึ้นอย่างช้าราวกลางพุทธศตวรรษที่ 20 ช่วงระยะเวลาการรวมเสียงก้องและไม่ก้องในภาษาไทย ภาษาล้านนา และภาษาอีสานที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันบ่งชี้ว่าการรวมเสียงก้องและไม่ก้องเป็นพัฒนาการในภาษา ตระกูลไทน่าจะมีปัจจัยทางภูมิศาสตร์ประกอบ เนื่องจากผู้พูดทั้งสามภาษามีถิ่นฐานที่ใกล้กันและการ ติดต่อสื่อสารกันอาจนำการเปลี่ยนแปลงทางเสียงมาสู่ทั้งสามภาษาในเวลาไล่เลี่ยกัน ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับ ข้อเสนอของ Li (1977), Gedney (1989), Bickner (1992) และ Tangsiriwattanakul (2020) ผู้เสนอว่าการ รวมเสียงก้องและไม่ก้องนี้เกิดขึ้นหลังจากการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนไทในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน


การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล Jan 2024

การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาความรุนแรงด้านอาวุธปืนของโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อการก่อเหตุหนึ่งครั้งได้อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้นำมาสู่การศึกษาบริบทความรุนแรงของสถานการณ์กราดยิงและการควบคุมอาวุธปืน การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุกราดยิง และการศึกษามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เหมาะสมกับไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร กฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีขอบเขตการศึกษาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์กราดยิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านจำนวน ความรุนแรง และมูลเหตุจูงใจ ในประเทศไทยมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นจำนวนกว่าความเข้าใจของสังคมที่มาจากการรายงานของสื่อ แตกต่างจาก สหรัฐอเมริกาที่กราดยิงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดหลังเหตุกราดยิง ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้จำนวนเหตุกราดยิงลดลง ขณะที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าสมัยและขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนไม่สามารถลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ โดยข้อเสนอแนวการควบคุมอาวุธปืนจะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัยและเข้มงวด อาทิ การตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต และการจัดเก็บอาวุธในตู้เซฟที่มีระบบล็อกอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชน และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย


From Climate Perception To Climate Action: Case Study Of Transforming Sustainable Rice Cultivation In Doembang Subdistrict, Suphan Buri Province, Thailand, Chotika Thamsuwan Jan 2024

From Climate Perception To Climate Action: Case Study Of Transforming Sustainable Rice Cultivation In Doembang Subdistrict, Suphan Buri Province, Thailand, Chotika Thamsuwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The thesis explores the critical link between climate perception and sustainable rice cultivation practices. The study highlights the vulnerability of the agricultural sector, particularly rice farming, to climate impacts and emphasizes the necessity of transitioning to sustainable practices as part of Thailand’s broader goal of reducing greenhouse gas emissions by 40% by 2030. Employing the Theory of Planned Behavior (TPB) as the analytical framework, this qualitative research explores how smallholder farmers in the Doem Bang subdistrict conceptualize climate change and sustainable rice cultivation. The study investigates the socio-psychological determinants—behavioral attitudes, subjective norms, and perceived behavioral control—that shape farmers’ intentions and …


Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie Jan 2024

Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand's coffee sector faces numerous risks, impacting coffee farmers' livelihoods. This study explores risk perception and management strategies through in-depth interviews with coffee farmers based in Chiang Rai province. Drawing from Joy Harwood’s categorization of agricultural risk, the risks assessed in this study fell under the domains of production, market, and institutional risks. Farmers' perceptions of these risks were analyzed by considering the mental strategies and biases (heuristics) that shaped their perceptions, as well as how farmers measured risk according to their risk attributes (frequency, severity, adaptation ability). The values, emotions, and experiences of farmers shape the foreground of farmers' …


แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์ Jan 2024

แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย และศึกษาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้านการวิจัยเอกสารและเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน จากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย เกิดจากสภาพปัญหาหลัก 5 ด้าน คือ 1) ด้านผู้เสียหาย 2) ด้านสังคม 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านกระบวนการยุติธรรม 5) ด้านคุ้มครองสิทธิ ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันยังคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงควรปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญต่อสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราอย่างชัดเจน รับรองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราด้วยการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะ เพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดขั้นตอนที่ทับซ้อน สร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมด้วยการจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อที่จะได้ปฏิบัติต่อผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราลดสภาวะการตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง และเต็มใจให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย


การแปรทางกลสัทศาสตร์ของการขึ้นจมูกของเสียงสระในพยางค์ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะเสียดแทรก-เส้นเสียง /H/ ในภาษาไทยถิ่นอีสานจังหวัดร้อยเอ็ด, พิมพ์ทิพย์ โก้ชัยภูมิ Jan 2024

การแปรทางกลสัทศาสตร์ของการขึ้นจมูกของเสียงสระในพยางค์ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะเสียดแทรก-เส้นเสียง /H/ ในภาษาไทยถิ่นอีสานจังหวัดร้อยเอ็ด, พิมพ์ทิพย์ โก้ชัยภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางกลสัทศาสตร์ของการขึ้นจมูกของเสียงสระที่ตามหลังพยัญชนะเสียดแทรก-เส้นเสียง /h/ คือ 1) สัดส่วนค่าระยะเวลาช่วงการขึ้นจมูกของเสียงสระต่อค่าระยะเวลาเสียงสระทั้งหมด และ 2) ค่าความต่างแอมพลิจูดของฟอร์เมินท์ที่หนึ่งกับจุดยอดนาสิกเทียบกับสระที่มีโครงสร้างพยางค์แบบอื่น ๆ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าทางกลสัทศาสตร์ดังกล่าวกับปัจจัยทางภาษาศาสตร์สังคม ได้แก่ รุ่นอายุ วัจนลีลาตามความเป็นทางการ และวัจนลีลาตามผู้ฟัง เพื่อระบุสถานภาพและความหมายทางสังคมของการขึ้นจมูกของเสียงสระในภาษาไทยถิ่นอีสานจังหวัดร้อยเอ็ด เก็บข้อมูลจากการบันทึกเสียงของผู้พูดในการศึกษาการแปรตามวัจนลีลาตามความเป็นทางการและการแปรตามวัจนลีลาตามผู้ฟัง นอกจากนี้ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสานต่อการขึ้นจมูกของเสียงสระเพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และอภิปรายผลผลการศึกษาพบว่าโครงสร้างพยางค์ที่มีพยัญชนะต้นเป็นพยัญชนะเสียดแทรก-เส้นเสียง /h/ มีอิทธิพลต่อสัดส่วนค่าระยะเวลาฯ และค่าความต่างแอมพลิจูดฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่รุ่นอายุเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้พูดมีค่าทางกลสัทศาสตร์ดังกล่าวแตกต่างกัน โดยที่ผู้พูดในรุ่นอายุมากมีสัดส่วนค่าระยะเวลาฯ มากกว่า และมีค่าความต่างแอมพลิจูดฯ น้อยกว่าผู้พูดในรุ่นอายุน้อย นอกจากนี้ วัจนลีลาตามความเป็นทางการมีอิทธิพลต่อค่าทางกลสัทศาสตร์ทั้งสองค่า คือ ในวัจนลีลาที่มีความเป็นทางการมากกว่า ผู้พูดมีสัดส่วนค่าระยะเวลาฯ น้อยกว่าและค่าความต่างแอมพลิจูดฯ มากกว่า สำหรับวัจนลีลาตามผู้ฟัง พบว่า ผู้รับฟังโดยตรงมีอิทธิพลต่อสัดส่วนค่าระยะเวลาฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ ผู้รับฟังโดยตรงที่เป็นผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสานที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับผู้พูดส่งผลให้ผู้พูดมีสัดส่วนค่าระยะเวลาฯ น้อยกว่าผู้รับฟังโดยตรงที่เป็นผู้พูดภาษาไทยถิ่นอีสานที่อยู่นอกกลุ่มผลจากการศึกษาของงานวิจัยนี้ พบว่าผู้พูดรุ่นอายุน้อยและรุ่นอายุกลางมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนการพูดของตนตามระดับความเป็นทางการและลักษณะของผู้ฟัง ในขณะที่ผู้พูดรุ่นอายุมากแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในการรักษารูปแบบการพูดของตน สำหรับผู้พูดรุ่นอายุน้อยและรุ่นอายุกลางการขึ้นจมูกของเสียงสระมีสถานภาพเป็นตัวบ่งชี้ที่แปรตามบริบทและผู้ฟัง ส่วนผู้พูดรุ่นอายุมากมีสถานภาพเป็นตัวชี้บอกที่มีการแปรตามตัวแปรทางสังคมเท่านั้น


การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน Jan 2024

การประมวลสแลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “Into The Borderland” ด้วยวิธีการทางศาสตร์การทำพจนานุกรม, ธรรมพร คำเคน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาสแลงในปัจจุบันเมื่อเทียบกับอดีตพบว่ามีจำนวนการศึกษาลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการบันทึก และปัญหาในการนิยามสแลง นอกจากนี้ การศึกษาสแลงที่มีอยู่ในภาษาไทยมักไม่ยึดระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ งานวิจัยนี้มุ่งประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม “INTO THE BORDERLAN” ซึ่งเป็นกลุ่มในเฟซบุ๊กที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวในปริภูมิดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีของพจนานุกรมศาสตร์ ประกอบด้วย การนิยามสแลง การเก็บข้อมูลผ่านการสังเกต การสร้างรายการคำ และการจัดเรียงตามลำดับตัวอักษร เพื่อศึกษาความท้าทายในการประมวลสแลงที่ใช้ในกลุ่ม ผลการศึกษาพบว่าความท้าทายที่เกิดขึ้นในการประมวลสแลงในกลุ่มประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติของสแลง การสร้างรายการคำของสแลง และการจัดการจริยธรรมในการเก็บข้อมูลและการเขียนรายการคำ


The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang Jan 2024

The Implications Of The Visa Exemption For Sino-Thai Relations, Kaiting Liang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นโยบายยกเว้นวีซ่าระหว่างไทยและจีนซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยนโยบายนี้ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน เพิ่มพูนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้วยการอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นระยะเวลาไม่เกิน 30 วันสำหรับพลเมืองของทั้งสองประเทศ โครงการนี้มุ่งหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังการระบาดใหญ่ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเยือนไทยถึง 8 ล้านคนในปี 2567 การวิจัยนี้สำรวจผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจของนโยบาย รวมถึงผลต่อการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แม้ว่าจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่ก็มีความท้าทาย เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัย การท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด และการพึ่งพาตลาดเดียว โดยมีข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงนโยบายอย่างยั่งยืน เช่น การกระจายตลาดการท่องเที่ยว การพัฒนาสาธารณูปโภค และการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี การศึกษานี้มีส่วนสำคัญในการทำความเข้าใจว่านโยบายวีซ่าสามารถเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้อย่างไร


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ตระหนักว่าตนเองมีการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชากรปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยวิธีถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary Logistic Regression) เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และอาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะตั้งใจออกกำลังกายมากกว่า นอกจากนี้ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและชมรมสุขภาพ ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุที่มีบริการให้คำแนะนำเฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยโครงการออกกำลังกายชุมชน เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายตามระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนเมืองและชนบท และสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะทางวิชาการควรมุ่งศึกษารูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่มีผลต่อการออกกำลังกาย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจในการออกกำลังกายตามช่วงเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ


ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีผู้ดูแลในการใช้ชีวิตประจำวัน จำนวน 3,406 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือ การถดถอยโลจิสติกทวิภาคผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีเพียงร้อยละ 7.09 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และมีเพียงร้อยละ 45.53 ที่กินผัก/ผลไม้เป็นประจำ และผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วหรือมากกว่าเป็นประจำ มีเพียงร้อยละ 36.84 ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ สูงถึงร้อยละ 96.96 และ 97.08 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพที่ยังคงต้องส่งเสริมให้มีเพิ่มมากขึ้นคือ การออกกำลังกาย การกินผัก/ผลไม้ และการดื่มน้ำสะอาด เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด รูปแบบการอยู่อาศัย การลาออกจากงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ระยะเวลาที่ใช้ในการดูแลต่อสัปดาห์ (ชม.) และทัศนคติที่มีต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้สูงอายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุในทุกด้าน


Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi Jan 2024

Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …


ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์ Jan 2024

ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง "ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย" ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้ชุดข้อมูลจากการสํารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 จำนวน 33,934 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบการประมาณค่าแบบสองขั้นตอน (Heckman selection model) ในรูปแบบของแบบจำลองโพรบิต และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 30 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษา มีดังต่อไปนี้ (1) แรงงานสูงอายุที่ต้องการทำงาน มีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่ไม่ต้องการทำงาน (2) แรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ 50 ชั่วโมงขึ้นไปมีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่า 29 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (3) แรงงานสูงอายุไทยมีการนิยามความสุขในชีวิต ได้แก่ รายได้และสินทรัพย์ ทัศนคติ ศาสนา ครอบครัว การเป็นตัวของตัวเอง การทำงาน การรู้จักให้ สุขภาพ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และ (4) ตัวแบบ HAPPINESS หรือ ตัวแบบ 9 สุขสูงวัย ประกอบด้วย Health (สุขจากการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี) Attitude (สุขจากการมีทัศนคติเชิงบวก) Participation (สุขจากการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม) Planning (สุขจากการวางแผนชีวิต) Income (สุขจากการมีรายได้ที่เพียงพอ) Networking (สุขจากการมีเครือข่ายที่ดี) Employment (สุขจากการมีงานทำ) Social-Welfare (สุขจากการได้รับสวัสดิการเพื่อการดำรงชีวิต) Self-Value (สุขจากการรู้คุณค่าในตนเอง)


Undocumented Immigrant Intervention Training For Counselors: A Quasi-Experimental Study On The Msjcc And Ethnic Tolerance, Pamela Fullerton Jan 2024

Undocumented Immigrant Intervention Training For Counselors: A Quasi-Experimental Study On The Msjcc And Ethnic Tolerance, Pamela Fullerton

All Student Theses and Dissertations

The number of immigrants coming to the United States has tripled since the 1970s (Budiman, 2020). Due to various global and international factors, the numbers of immigrants arriving to the United States continues to increase yearly (Ward and Batalova, 2023). Of the 45+ million immigrants currently in the United States, more than 11 million are undocumented (Budiman, 2020; Chhabra et al., 2023). Research has found that being an undocumented immigrant in the United States comes with many additional challenges and limitations including financial, health, educational, and legal barriers (Allweiss & Hilado, 2018; Capps et al., 2013; Chhabra et al., 2023; …


Transition To Civilian Life: Exploring That Of The Fewer, The Prouder, And Female Marine, Glenisha Foreman Jan 2024

Transition To Civilian Life: Exploring That Of The Fewer, The Prouder, And Female Marine, Glenisha Foreman

All Student Theses and Dissertations

Female Marine veterans are a group that intersects two at-risk populations, Marines and female veterans, and the potential struggles associated with them. Marine veterans have among the highest rates of suicide after transition, as well as one of the highest military sexual trauma (MST) rates. Studies indicate that women veterans are at risk for intimate partner violence (IPV), housing instability, and PTSD. Additionally, various social factors impact female veterans, such as a lack of familial support. There are many studies on the overall transitional experiences of the military and even some that evaluate experiences of female service members, but information …


Finding Harmony: The Lived Experiences Of African Americans Who Have Participated In Emotionally Focused Therapy, Jennifer R. Young Jan 2024

Finding Harmony: The Lived Experiences Of African Americans Who Have Participated In Emotionally Focused Therapy, Jennifer R. Young

All Student Theses and Dissertations

This qualitative phenomenological study explored the lived experiences of African Americans who have participated in emotionally focused therapy (EFT) within the past 2 years. Despite EFT's recognized effectiveness in fostering secure attachments and emotional expressiveness among distressed couples, there is a significant gap in research concerning its application within the African American community. This study addressed this gap by examining the personal narratives of six African American individuals, focusing on how EFT influenced their emotional expression and interpersonal relationships. The research identified four prominent themes: Transformation and Growth, Initial Apprehension and Fear, Cultural Sensitivity and Therapeutic Alliance, and Normalization and …


An Exploration Of The Lived Experiences Of Counselors Who Integrate Spirituality And Religion Into Therapy With African American Clients: A Phenomenological Study, Curissa Sutherland-Smith Jan 2024

An Exploration Of The Lived Experiences Of Counselors Who Integrate Spirituality And Religion Into Therapy With African American Clients: A Phenomenological Study, Curissa Sutherland-Smith

All Student Theses and Dissertations

Spirituality is important when it comes to a client's identity, mental health functioning, treatment planning, recovery, and prevention work. However, in the United States, there tends to be a separation between the sacred and the secular. Integrating spirituality within the therapeutic setting is among counselor education and professional practices' most challenging and misunderstood areas (Stebnicki, 2017). A phenomenological qualitative design was used to collect data from participants. The study allowed licensed clinical professional counselors to discuss their experiences related to how they incorporate spirituality into their counseling sessions and how their perception and experience with the Black/African American community impacted …


Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela Jan 2024

Women's Role In Sustainable Development Project In Rural Indonesia: A Case Study Of Access Project, United Nations Development Programme, Elizabeth Gabriela

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on the role of women participants in sustainable development projects in rural Indonesia, analyzing intricacies through Ecofeminism and intersectionality. More specifically, it examines the ACCESS Project implemented by UNDP in four provinces, aiming to address women’s engagement in the energy sector. ACCESS is a case study exploring empowerment within an institutionally gendered landscape—bounded by state quotas—for employment. Employing qualitative methods such as document analysis and semi-structured interviews with eight participants, the study draws from Ecofeminism and intersectionality to understand its central arguments. The findings depict progress toward gender inclusion in technical management for leadership roles, allowing women …


Public Authority And Legitimacy In Land And Forest Resources Governance In The Salween Peace Park, Saw Zaw Win Htoo Jan 2024

Public Authority And Legitimacy In Land And Forest Resources Governance In The Salween Peace Park, Saw Zaw Win Htoo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines the governance of land and forest resources in the Salween Peace Park (SPP), located in Kawthoolei (Karen State), Burma. The thesis specifically focuses on a village, referred to as P’ Saw Lu village, by conceptualizing “public authority.” It explores the production of public authority and legitimacy from the two coexisting governing systems within the SPP: the Karen National Union (KNU) as a state-like actor and the customary Kaw. The data analysis of this thesis is based on data collected in P’ Saw Lu village through four in-depth interviews with key informants, six individual interviews with villagers, two …


สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์ Jan 2024

สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก: มุมมองยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยง, พรพิทักษ์ นิ่มอนงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการศึกษาพลวัตการใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ โดยศึกษาผ่านมุมมองการกระจายความเสี่ยง (Hedging) ตามทัศนะของ Kuik (2008) เพื่อตอบคำถามที่ว่า ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกอย่างไร โดยเสนอว่า สิทธิการป้องกันตนเองร่วมดำเนินพลวัตเป็นตัวสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการเป็นผู้สร้างสันติภาพเชิงรุกในเวทีโลก เราจึงได้เห็นญี่ปุ่นรุกเข้าเสริมสร้างระบบพันธมิตรเดิมอย่างสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันยังขยับขยายไปสู่พันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายทางความมั่นคงซึ่งจะประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศญี่ปุ่นในอนาคต จากการศึกษาพบว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะให้เหตุผลการยอมรับสิทธิการป้องกันตนเองร่วม (collective self-defense: CSD) ว่า ภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นกำลังทวีความรุนแรงรอบด้าน ทั้งการสั่งสมขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ ข้อพิพาททางดินแดน รวมไปถึงการขยายอิทธิพลของจีนที่อาจเข้าแทนที่สหรัฐอเมริกาในภูมิภาค หากสถานะเดิม (status quo) เปลี่ยนไป ญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญสันติภาพจะไม่อาจต่อสู้ได้เพียงลำพัง งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พลวัตนี้ไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่มีความเปลี่ยนแปลงในแนวทางและจุดมุ่งหมายของการเข้าหาพันธมิตรนับตั้งแต่การยอมรับให้ใช้สิทธิดังกล่าวได้ในปี 2014 ไปจนถึงการลงจากอำนาจของชินโซ อาเบะ ในปี 2020


ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก คุณภาพความสัมพันธ์กับเพื่อนและการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมนนิสิตระดับปริญญาตรีที่มีสถานะทางอัตลักษณ์แตกต่างกัน, ปุญญาพร จันทร์อำพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม และสถานะทางอัตลักษณ์ของนิสิตระดับปริญญาตรี โดยมีสมมติฐานการวิจัยที่ว่า ความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรม มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยเริ่ม จำนวน 315 คน ที่เป็นนิสิต นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในจากมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน หรือและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำตัวแปรอัตลักษณ์มาวิเคราะห์จัดกลุ่มด้วยเทคนิคการวิเคราะห์กลุ่ม สามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ทั้งสิ้น 5 รูปแบบกลุ่ม ได้แก่ สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวเองอีกครั้ง, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน, สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและกังวลเล็กน้อย และ สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนและเป็นกังวล จากนั้นทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณ (MANOVA) ประกอบด้วย ตัวแปรต้น สถานะทางอัตลักษณ์ 1 ตัวแปร 5 ระดับ และตัวแปรตาม 6 ตัวแปร ได้แก่ ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และตัวแปรการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมที่แบ่งเป็น 4 ตัวแปรย่อย ได้แก่ เชิงกว้าง, เชิงลึก, เชิงบวก และความจริงแท้ ผลการวิจัยสนับสนุนสมมติฐานบางส่วน โดยพบความแตกต่างระหว่างสถานะทางอัตลักษณ์ทั้ง 5 แบบ ในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองทางอินสตาแกรมในมิติเชิงกว้าง มิติเชิงลึก มิติเชิงบวก และมิติความจริงแท้ ขณะที่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สถานะทางอัตลักษณ์ของบุคคลที่แตกต่างกันมีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก และการนำเสนอตนเองในอินสตาแกรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเข้าใจอัตลักษณ์ของผู้ใหญ่วัยเริ่ม


(Non)Ordination Of Women In The Evangelical Lutheran Church Of Latvia: Response Of Partner Churches, Dace Balode, Valdis Tēraudkalns Jan 2024

(Non)Ordination Of Women In The Evangelical Lutheran Church Of Latvia: Response Of Partner Churches, Dace Balode, Valdis Tēraudkalns

Occasional Papers on Religion in Eastern Europe

This article uses archival sources and other materials to analyze opinions in order to reconstruct events and responses, and to reveal theological arguments used by various sides in the debates on the ordination of women within the Evangelical Lutheran Church of Latvia (ELCL). The primary interest of authors has been to provide a comprehensive historical exposition. In studying historical documents, authors employ classical methods like identifying the origin and context of documents, as well as using generic, comparative, and content analysis. Secondly, authors are exploring how the issue of women's ordination has impacted the ELCL's relationships with its partners, and …


มาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีนในช่วง ปี ค.ศ.2016 - 2024, ณัฐวุฒิ สัจจะมโน Jan 2024

มาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีนในช่วง ปี ค.ศ.2016 - 2024, ณัฐวุฒิ สัจจะมโน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลังนางไช่อิงเหวินชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี ค.ศ.2016 จีนกลับมาเพ่งเล็งการดำเนินนโยบายของไต้หวัน และใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวต่าง ๆ ต่อไต้หวันส่งผลให้ความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างไต้หวันและจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ไต้หวันต้องดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อรับมือกับท่าทีอันแข็งกร้าวของจีนมาตลอดห้วงเวลา 8 ปีในตำแหน่งของเธอ แต่ยังสามารถรักษาสถานะเดิม (status quo) เอาไว้ได้ สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเกี่ยวกับมาตรการของไต้หวันในการรับมือความแข็งกร้าวของจีน ในช่วงระหว่าง ปี ค.ศ.2016 – 2024 มีแนวทางการดำเนินนโยบายอย่างไรในการ “รับมือ” ท่าทีแข็งกร้าวของจีน จนสามารถสามารถรักษาสถานะเดิมเอาไว้ได้ตามความมุ่งหมายซึ่งผลการศึกษาพบว่าไต้หวันรับมือความแข็งกร้าวของจีนโดยการการถ่วงดุลอำนาจจากภายนอกด้วยการแสวงหาขีดความสามารถเพิ่มจาก“ชาติที่มีอุดมการณ์เดียวกัน” (like-minded nations) เพื่อให้จีนเกิดความยับยั้งชั่งใจหรือต้องคิดคำนวนความคุ้มค่าในการใช้กำลังต่อไต้หวันเพิ่มขึ้นอันเป็นไปตามแนวคิดการป้องปรามโดยการปฏิเสธ


ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างจีน เมียนมาร์ในห้วงปี 2011-2021, ญาณิศา เทพวุฒิสถาพร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างจีน เมียนมาร์ในห้วงปี 2011-2021, ญาณิศา เทพวุฒิสถาพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาที่จีนดำเนินนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) อย่างเข้มข้น การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ เพื่อทำความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างจีนและเมียนมาร์ โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเมียนมาร์ในช่วงปี 2011-2021 เป็นความสัมพันธ์ที่มีความพึ่งพาอาศัยกันทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง จีนได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางการขนส่งพลังงานที่สำคัญผ่านเมียนมาร์ ในขณะที่เมียนมาร์ได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนทางเศรษฐกิจจากจีน ความร่วมมือนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่เมียนมาร์ต้องเผชิญ เช่น การพึ่งพาจีนมากเกินไปและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดจากโครงการลงทุนของจีน ข้อสรุปของงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเมียนมาร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทฤษฎีความพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependence Theory) ซึ่งทั้งสองประเทศต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมือกัน แม้ว่าจะมีความไม่สมดุลในแง่ของผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยจีนมีบทบาทสำคัญในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ในขณะที่เมียนมาร์ได้รับการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเติบโต อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลและความยั่งยืนของความสัมพันธ์นี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต


ทุนนิยมกับปัญหาสังคมในเกาหลีใต้: กรณีศึกษานรกโชซอนกับวัฒนธรรมหาชน, ต่อกมล วิเศษสุมน Jan 2024

ทุนนิยมกับปัญหาสังคมในเกาหลีใต้: กรณีศึกษานรกโชซอนกับวัฒนธรรมหาชน, ต่อกมล วิเศษสุมน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของทุนนิยมต่อปัญหาทางสังคมในเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นที่แนวคิด "นรกโชซอน" และการแสดงออกในวัฒนธรรมมหาชน "นรกโชซอน" สะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวเกาหลีใต้ต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ระบบทุนนิยม งานวิจัยนี้สำรวจว่านโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ ได้เพิ่มความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างอย่างไร ปรากฏการณ์นี้ถูกวิเคราะห์อย่างวิพากษ์ผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง "ชนชั้นปรสิต" (Parasite) (2019) และซีรีส์ "สควิดเกม เล่นลุ้นตาย" (Squid Game) (2021) และ "มัธยมซอมบี้" (All of Us Are Dead) (2022) สื่อเหล่านี้เน้นย้ำถึงความลำบากและการวิพากษ์สังคมทุนนิยมที่มีความไม่เท่าเทียมทางการเงินและสังคม งานวิจัยนี้มุ่งหวังที่จะให้ความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างทุนนิยมและความท้าทายทางสังคมในเกาหลีใต้ร่วมสมัย


กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร Jan 2024

กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาภาพรวมความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภาพรวม รวมถึงการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับ 4 ประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางตามคำนิยามของธนาคารโลก ได้แก่ สาธารณรัฐตุรกี สาธารณรัฐบราซิล สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีผลงานในการผลิตอากาศยานที่ใช้ในทางทหาร โดยอาศัยเนื้อหาจากการค้นคว้าวิจัยทางเอกสารที่สามารถสืบค้นได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ และการวิจัยภาคสนามผ่านบทสัมภาษณ์เชิงลึกจากข้าราชการทหารอากาศและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากการวิจัย พบว่ากองทัพอากาศมีแนวทางและโครงการที่สอดคล้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในหลายประเด็น ทั้งโครงการในอดีตที่ผ่านมาแล้ว และแนวทางการดำเนินโครงการต่อไปในอนาคต ล้วนเป็นความตั้งใจให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น แต่ในอดีตอาจพบปัญหาอยู่บ้าง เช่น การพัฒนาโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้หลายโครงการไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ในเมื่อมีสมุดปกขาวฉบับใหม่ที่ระบุรายละเอียดโครงการต่าง ๆ อย่างชัดเจนขึ้นแล้ว จึงต้องรอดูในอนาคตว่าสามารถปฏิบัติได้ตามแผนหรือไม่ และจะมีการปรับเปลี่ยนตามผู้บริหารหน่วยงานหรื่อไม่เช่นกัน


การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ Jan 2024

การศึกษาประสิทธิภาพของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการนำนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศสู่การปฏิบัติ, จตุพร วิไลศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายและนำผลการศึกษาไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สำหรับงานวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาข้อมูลทางเอกสารและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน ประกอบด้วย ผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากกระทรวงกลาโหม ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และผู้แทนจากบริษัทร่วมทุน โดยผู้วิจัยได้นำแนวคิดทฤษฎีการวัดผลการดำเนินงานแบบดุลยภาพ (Balanced Scorecard หรือ BSC) มาใช้เป็นกรอบแนวความคิดเพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ผลจากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศจากมุมมองการวัดผลประสิทธิภาพทั้ง 4 มิติ ตามแนวคิด BSC พบว่าในมิติด้านการบรรลุเป้าหมายองค์กรมีประสิทธิภาพดีเป็นไปตามตัวชี้วัดของ ก.พ.ร. และค่าเป้าหมายขององค์กร ส่วนมิติด้านคุณภาพการให้บริการประสิทธิภาพด้านผลสำเร็จของงานดี แต่ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้บริการเนื่องจากมีกระบวนการขั้นตอนให้บริการที่มีความล่าช้าและยึดติดรูปแบบระบบการทำงานแบบราชการซึ่งขัดกับรูปแบบการดำเนินงานขององค์การมหาชน โดยต้องลดกระบวนงานขั้นตอน ปรับกฏหมายให้เอื้อประโยชน์ให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกิดการเสียประโยชน์ทางด้านธุรกิจจากกระบวนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ที่ต้องใช้เวลานาน ส่วนมิติด้านกระบวนการภายในองค์กรและมิติด้านการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศพบว่าประสิทธิภาพด้านการพัฒนาองค์กรดี แต่ควรปรับปรุงด้านกระบวนการทำงานและพัฒนาทักษะของบุคลากรรวมถึงต้องปรับสภาพแวดล้อมของการทำงานการสร้างความตระหนักรับรู้และสร้างความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศให้มีความเข้าใจในวิสัยทัศน์ขององค์กร และมีการเปิดกว้างในการทำงานร่วมกันเป็นทีมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานตามนโยบายด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศพบว่า กฏหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ ไม่รองรับกับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระเบียบของหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนไม่มีการทำงานประสานกันทั้งระบบ รวมถึงความไม่ชัดเจนในมาตรการการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนกองทัพไม่ให้การสนับสนุนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตภายในประเทศ และการถูกจำกัดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อินเดียกับการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน, กนกนก โพธิ์หอม Jan 2024

อินเดียกับการตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน, กนกนก โพธิ์หอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

อินเดียเผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับปัญหาการก่อการร้ายข้ามพรมแดนจากปากีสถาน ความท้าทายดังกล่าวสั่นคลอนความมั่นคงแห่งชาติของอินเดีย และเสถียรภาพภายในภูมิภาค เอเชียใต้ ประวัติศาสตร์ของความท้าทายนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947 เมื่ออนุทวีปอินเดีย แบ่งแยกออกเป็นสองประเทศ คือ อินเดียกับปากีสถาน ภาวะตึงเครียดระหว่างทั้งสองทำให้มี กลุ่มก่อการร้ายข้ามพรมแดนเข้ามาโจมตีอินเดีย การกระทำของกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวรวมถึง การโจมตีรัฐสภาอินเดียในปี ค.ศ. 2001 และการโจมตีนครมุมไบในปี ค.ศ. 2008 การโจมตีจาก กลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ทำให้อินเดียต้องปรับวิถีด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการเสริมสร้าง ขีดความสามารถการจัดการปัญหาการก่อการร้าย การพัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรอง การพัฒนาความสามารถทางการทหาร การพัฒนาการรักษาความมั่นคงชายแดน และการเปิดปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มก่อการร้ายสำคัญ นอกจากนี้ ยังปรากฏอย่างชัดเจนด้วยว่า อินเดียใช้เวทีระหว่างประเทศในการจัดการเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายดังกล่าว โดยพยายาม สร้างพันธมิตรกับประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี ตัวอย่างที่ชัดเจนอันเป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อจัดการการก่อการร้ายข้ามพรมแดนข้างต้น คือ การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง การฝึกร่วม ทางการทหาร และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ความพยายามทั้งหมด ที่กล่าวมา สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากการก่อการร้ายลักษณะดังกล่าวจะมีความซับซ้อนแล้ว ยังจำเป็นต้องพึ่งพาความร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อให้อินเดียตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย ข้ามพรมแดนจากปากีสถานได้อย่างมีประสิทธิผล


การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา Jan 2024

การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ: กรณีศึกษา โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล จังหวัดอุดรธานี” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบุกรุก ที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ อด.1816 (บางส่วน) ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อวิเคราะห์นโยบายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและ การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย และราษฎรผู้ถือครองที่ดินราชพัสดุในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการบุกรุกที่ราชพัสดุเกิดจาก 1) ปัญหาการขาดแคลนที่ดินของราษฎรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 2) หน่วยงาน ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดการบุกรุกและไม่มี การดำเนินการแก้ไขปัญหาจนเกิดเป็นชุมชนในพื้นที่ นโยบายในการแก้ไขปัญหาของกรมธนารักษ์ คือ การทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กองทัพบก) ภายใต้โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” นโยบายดังกล่าวได้จัดให้ราษฎรผู้ถือครองที่ราชพัสดุเช่า เพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร การจัดทำนโยบายดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาด้านการให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ในเรื่องสถานะที่ดิน และค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นและปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงกลุ่มราษฎรเป้าหมายให้เข้าร่วมโครงการ ข้อเสนอแนะ คือ 1) กรมธนารักษ์ควรใช้นโยบายป้องกันการบุกรุกที่ราชพัสดุ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น 2) การให้ข้อมูล ที่ชัดเจนครบถ้วนกำหนดเงื่อนไขเรื่องการโอนสิทธิให้ถึงมือราษฎรอย่างชัดเจน และ 3) มีมาตรการดูแล กำกับติดตาม ขยายผล กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ


การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ Jan 2024

การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DigitalHR) มาใช้ในการสรรหาบุคลากรตำแหน่งวิศวกรโยธาซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)เก็บข้อมูลเป็นการสัมภาษณ์ (interview) และนำเสนอผ่านวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาประยุกต์ใช้โดยตำแหน่งสายงานวิศวกรที่องค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมต้องทำการสรรหาคัดเลือกบ่อยที่สุดตำแหน่งวิศวกรโยธาเป็นผู้ถูกสรรหาและคัดเลือกบ่อยที่สุดและเป็นจำนวนมากที่สุดในองค์กรและกระบวนการสรรหาที่นิยมใช้มากที่สุด คือ การสรรหาบุคลากรภายนอกองค์กร (External Recruitment) การพัฒนาและการนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีแนวโน้มในการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น (Digital HR) ซึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความสามารถที่มีประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจเข้ามามีบทบาทในการทํางานร่วมกันหรือแทนที่ในบางตําแหน่งงานของมนุษย์ ตลอดจนการนําเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย (Social) เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) และคลาวด์ (Cloud) หรือ SMAC มาบูรณาการให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ในช่องทางการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัลป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานในปัจจุบัน อีกทั้งการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาผู้สมัครงาน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมได้แก่ เว็บไซต์สมัครงานของทางองค์กร แพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์สมัครงาน ซึ่งช่องทางนี้ผู้สมัครสามารถเห็นการประกาศได้ทันทีแบบเรียลไทม์ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเต็มที่ในการสรรหาบุคลากร ออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบของสื่อความสะดวกและความง่ายในการใช้งานสื่อสังคมและเครือข่ายสังคมเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร การประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆรวมไปถึงเป็นช่องทางในการเปิดรับสมัครงานกันอย่างแพร่หลายในงานสรรหา เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบการสรรหาออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบสนองให้ทันกับความต้องการขององค์กรสมัยใหม่ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการบริหารองค์กร ให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาปรับใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรในองค์กรต่อไป


การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์ Jan 2024

การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นศึกษาในพื้นที่เทศบาลตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางภาษีของผู้ประกอบการจากการเข้าร่วมนโยบายคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และศึกษาข้อดีและข้อเสียจากผลกระทบจากมาตรการทางภาษีภายใต้นโยบายคนละครึ่ง รวมทั้งหาแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลกระทบมาตรการทางภาษีของโครงการคนละครึ่ง และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะให้เป็นแนวทางดำเนินนโยบายของภาครัฐต่อไป ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาแบบเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งโดยตรง ในขณะเดียวกันได้มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่อโครงการคนละครึ่ง ผลการศึกษาพบว่า เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้บริโภคที่มีความสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ จนไปถึงการนำเงินอุดหนุนของหน่วยงานภาครัฐไปชำระสินค้าและบริการ นอกจากนี้การโดนมาตรการทางภาษีย้อนหลังของผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาลได้ถ้าหากในอนาคตรัฐบาลกำหนดมาตรการออกนโยบายช่วยเหลือสถานประกอบการหรือผู้บริโภคในอนาคตออกมาอีกครั้ง นอกจากนี้สถานประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการชำระภาษี รวมทั้งปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากแอพพลิเคชั่นที่ใช้คือแอพพลิเคชั่นของกระเป๋าตังเพียงแอพเดียว ทำให้เกิดปัญหาเรืองระบบการใช้แอพพลิเคชั่นในช่วงการนำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 ไปปฏิบัติจริง สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผลกระทบมาตรการเก็บภาษีและพัฒนาโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 จัดตั้งองค์กรในการสนับสนุนและช่วยเหลือเรื่ององค์ความรู้ในการชำระภาษีของผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ผ่านการติดต่อสายด่วน หรือการสนับสนุนส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษีให้การช่วยเหลือเรื่องการชำระภาษีแก่สถานประกอบการ นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐควรกำหนดมาตรการชำระภาษีของสถานประกอบการที่ไม่ยุ่งยากและความซับซ้อนจนเกินไป รวมทั้งหากหน่วยงานภาครัฐมีการนำระบบฐานข้อมูลของผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งหรือโครงการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนอกจากเพื่อวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี จะต้องมีการประกาศแจ้งให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในมุมของผู้บริโภคและสถานประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมในการรับความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านการชำระภาษีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้