Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Social and Behavioral Sciences Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Psychology (4143)
- Sociology (3485)
- Arts and Humanities (3246)
- Education (3235)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2966)
-
- Medicine and Health Sciences (2474)
- Communication (1882)
- Library and Information Science (1851)
- Economics (1729)
- Business (1486)
- Political Science (1388)
- Physical Sciences and Mathematics (1226)
- Life Sciences (1072)
- History (1027)
- Geography (1002)
- Public Health (987)
- International and Area Studies (965)
- Higher Education (963)
- Law (907)
- Social Justice (824)
- Anthropology (788)
- Race, Ethnicity and Post-Colonial Studies (688)
- Social Work (688)
- Counseling (614)
- Gender and Sexuality (611)
- Mental and Social Health (606)
- Feminist, Gender, and Sexuality Studies (605)
- Clinical Psychology (574)
- Civic and Community Engagement (569)
- Institution
-
- Kennesaw State University (622)
- University of Nebraska - Lincoln (603)
- Liberty University (561)
- Chulalongkorn University (529)
- City University of New York (CUNY) (486)
-
- Walden University (458)
- Universitas Indonesia (443)
- Singapore Management University (433)
- Chinese Academy of Sciences (431)
- Portland State University (391)
- The Texas Medical Center Library (329)
- Boise State University (302)
- Old Dominion University (285)
- University of Arkansas, Fayetteville (285)
- San Jose State University (278)
- Brigham Young University (252)
- Chapman University (248)
- University of Kentucky (242)
- Nova Southeastern University (239)
- Cal Poly Humboldt (238)
- Utah State University (235)
- Claremont Colleges (207)
- Syracuse University (206)
- University of South Florida (204)
- University of Central Florida (181)
- Association of Arab Universities (173)
- University of Texas Rio Grande Valley (164)
- Virginia Commonwealth University (161)
- Children's Health Medical Center Dallas (156)
- University of Nevada, Las Vegas (156)
- Keyword
-
- Mental health (282)
- Humans (218)
- COVID-19 (205)
- Education (197)
- Health (197)
-
- Gender (170)
- Leadership (168)
- Trauma (160)
- Health literacy (157)
- Social media (157)
- Activities (151)
- Coloring book (151)
- Anxiety (150)
- Depression (143)
- Communication (134)
- Resilience (125)
- Psychology (122)
- Female (120)
- Higher education (120)
- United States (116)
- Culture (115)
- Community (112)
- Climate change (110)
- Identity (110)
- Sustainability (106)
- Race (103)
- Male (102)
- Artificial intelligence (99)
- Stress (99)
- Burnout (96)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (526)
- Doctoral Dissertations and Projects (471)
- Bulletin of Chinese Academy of Sciences (Chinese Version) (431)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (430)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (420)
-
- The Geographical Bulletin (401)
- International Journal of Physical Activity and Health (231)
- Electronic Theses and Dissertations (222)
- CouRaGeouS Cuentos: A Journal of Counternarratives (190)
- Dissertations (190)
- Dialogue: The Interdisciplinary Journal of Popular Culture and Pedagogy (181)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (170)
- Honors Theses (169)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (165)
- The Qualitative Report (148)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (142)
- Publications and Research (131)
- Expressive Therapies Capstone Theses (128)
- Master's Theses (128)
- Faculty, Staff and Student Publications (124)
- Electronic Theses, Projects, and Dissertations (120)
- Center for Medical Ethics and Health Policy Staff Publications (117)
- Research outputs 2022 to 2026 (115)
- Faculty Publications (112)
- Journal of Community Engagement and Higher Education (112)
- Dissertations and Theses (108)
- Graduate Theses and Dissertations (97)
- Research Collection School of Social Sciences (96)
- Honors Undergraduate Theses (87)
- Masters Theses (87)
- Publication Type
Articles 17881 - 17910 of 20635
Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences
การหย่าร้างของประชากรไทยวัยเจริญพันธุ์: ปัจจัยทางประชากรเศรษฐกิจสังคม และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว, ปริยากร พันธุ์สุข
การหย่าร้างของประชากรไทยวัยเจริญพันธุ์: ปัจจัยทางประชากรเศรษฐกิจสังคม และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว, ปริยากร พันธุ์สุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้าง ตลอดจนเปรียบเทียบความแตกต่างของปัจจัยดังกล่าวระหว่างเพศของประชากรไทยอายุ 15–49 ปี ภายใต้บริบทที่อัตราการหย่าร้างของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวและสังคมในหลายด้าน ผู้วิจัยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่ม (MICS6) ปี พ.ศ. 2565 โดยวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มที่สมรสหรือเคยสมรส ผ่านแบบจำลองถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression) ปัจจัยในการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยทางประชากร ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยด้านทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้หย่าร้างส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40–49 ปี เคยสมรสครั้งแรกเมื่ออายุ 20–29 ปี มีบุตร 1 คน และอยู่ในภาคกลาง โดยเพศหญิงมักอยู่ในเขตเทศบาล ขณะที่เพศชายมักอยู่นอกเขตเทศบาล ทั้งสองเพศส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความรุนแรงในครอบครัว แต่ในกลุ่มที่ยอมรับ ผู้หญิงมักอ้างถึงกรณีไม่เอาใจใส่บุตร ส่วนผู้ชายเกี่ยวข้องกับการไม่ดูแลบ้าน สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างนั้นพบว่า ทั้งสามกลุ่มปัจจัยมีความสัมพันธ์ในทั้งสองเพศ แต่ลักษณะความสัมพันธ์แตกต่างกัน ผู้วิจัยจำแนกเป็น (1) ปัจจัยที่มีทิศทางความสัมพันธ์เหมือนกัน ได้แก่ อายุแรกสมรส ดัชนีสินทรัพย์ และสิทธิการรักษาพยาบาล (2) ปัจจัยที่มีทิศทางต่างกัน ได้แก่ ระดับการศึกษา และเขตที่อยู่อาศัย และ (3) ปัจจัยที่มีผลเฉพาะเพศ ได้แก่ ภูมิภาค จำนวนบุตร และทัศนคติต่อความรุนแรงในครอบครัว และจากผลการศึกษา ภาครัฐควรพัฒนานโยบายที่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตครอบครัวในลักษณะป้องกัน ปรับปรุง และบรรเทา เช่น การชะลอการแต่งงานก่อนวัย ขยายโอกาสทางการศึกษา เป็นต้น
ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานไทย ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19, เทพบดี แลกันทะ
ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานไทย ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19, เทพบดี แลกันทะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาวะการทำงานของสตรีวัยแรงงานในครัวเรือน ไทยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมุ่งศึกษาการเปลี่ยนแปลง ของอัตราการมีงานทำปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโอกาสในการเข้าถึงอาชีพ รายได้ และ ประสิทธิภาพแรงงานของสตรีไทยในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโควิด-19 งานวิจัยนี้ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2562 2564 และ 2566 ที่จัดเก็บโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองถดถอยโลจิสติกส์ ถดถอยโลจิสติกพหุ และถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของสตรีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่าง ชัดเจนในช่วงหลังการระบาด โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป อย่างไรก็ตามยังพบความเหลื่อมล้ำตามระดับทักษะ พื้นที่อยู่อาศัย และภาระดูแลครอบครัว โดยปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสในการทำงานและรายได้ของแรงงานสตรี ได้แก่ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส จำนวนชั่วโมงทำงาน การมีเด็กในครัวเรือน และสถานะการเป็นหัวหน้า ครัวเรือน โดยเฉพาะแรงงานสตรีในเขตเมืองมีแนวโน้มเข้าสู่อาชีพที่ใช้ทักษะสูงมากกว่า กลุ่มในพื้นที่ชนบท ในด้านประสิทธิภาพแรงงานซึ่งวัดจากค่าตอบแทนต่อชั่วโมง พบว่าได้รับ อิทธิพลจากระดับการศึกษา ระดับทักษะ จำนวนชั่วโมงทำงานและภาระดูแลเด็ก ในครัวเรือน สรุปได้ว่าการลงทุนในทุนมนุษย์ส่งผลต่อโอกาสเชิงบวกในการเข้าถึงอาชีพที่ใช้ระดับทักษะ วิชาชีพและสูง ระดับรายได้รวมถึงประสิทธิภาพแรงงาน หากแต่ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิศาสตร์ และภาระการดูแลสมาชิกในครัวเรือนยังเป็นปัจจัยเชิงลบที่ส่งผลต่อภาวะการทำงานของแรงงาน สตรีไทยในบริบทการแพร่ระบาดของโควิด-19
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรต่างรุ่นในประเทศไทย, พลัฏฐ์ อำไพ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรต่างรุ่นในประเทศไทย, พลัฏฐ์ อำไพ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอายุ รุ่นประชากร และปัจจัยระดับปัจเจกบุคคลอื่นๆ กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชากรไทยในช่วงปี พ.ศ. 2549–2562 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจ Asian Barometer (ABS) จำนวน 4 รอบการสำรวจ (ปี พ.ศ. 2549 2553 2557 และ 2562) รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 4,626 ราย การศึกษามุ่งเน้นการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ “อายุ” และ “รุ่นประชากร” ต่อรูปแบบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะต่างๆ โดยเลือกใช้แบบจำลองทางสถิติที่เหมาะสมกับลักษณะของตัวแปรตามแต่ละด้าน ได้แก่ การไปใช้สิทธิเลือกตั้งใช้ Binary Logistic Regression การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเลือกตั้งใช้ Zero-inflated Poisson Regression การทำกิจกรรมทางการเมืองใช้ Zero-inflated Negative Binomial Regression และการมีส่วนร่วมทางการเมืองรวมใช้ Poisson Regression ในการวิเคราะห์ เพื่อให้สะท้อนพลวัตของพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ผลการศึกษาชี้ให้เห็น (1) “ผลกระทบของอายุ” (Age Effect) โดยพบว่า อายุมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกรูปแบบ โดยระดับการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นในช่วงวัยกลางคนและลดลงในวัยสูงอายุ (2) “ผลกระทบของรุ่นประชากร” (Cohort Effect) มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในช่วงต้นของชีวิต ซึ่งสะท้อนกระบวนการขัดเกลาทางการเมืองภายใต้บริบททางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน และถึงแม้อิทธิพลของรุ่นประชากรจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้นแต่ผลของกระบวนการขัดเกลาก็จะยังไม่จางหายไป โดยการมีส่วนร่วมของคนที่เกิดในรุ่นทศวรรษ 1980-2000 จะมีแนวโน้มเริ่มต้นเร็วและหลากหลาย รุ่นที่เกิดทศวรรษ 1970 จะเปลี่ยนแปลงตามวัยชัดเจน ขณะที่รุ่นเกิดก่อนทศวรรษ 1960 จะมีแนวโน้มคงที่หรือลดลงเมื่ออายุมากขึ้น (3) “ผลกระทบของช่วงเวลา” (Period Effect) สะท้อนอิทธิพลของบริบททางการเมือง สังคม และเหตุการณ์สำคัญว่าส่งผลต่อการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ และ (4) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบตามรุ่นประชากร ยังพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังแตกต่างกันในแต่ละรุ่นประชากร โดย “ความสนใจทางการเมือง” เป็นปัจจัยเชิงบวกที่สำคัญร่วมกันในทุกรุ่น ขณะที่ “การอาศัยในเขตเมือง” มักมีความสัมพันธ์ทางลบ และยังพบว่าอิทธิพลของอายุ การใช้อินเทอร์เน็ต และการพูดคุยเรื่องการเมืองในครอบครัว ล้วนส่งผลต่อพฤติกรรมการมีส่วนร่วมแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละรุ่นประชากรจากผลการศึกษา การใช้ “รุ่นประชากร” …
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านประชากรศาสตร์ของผู้สูงอายุไทยในรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยที่มีลักษณะติดบ้าน ติดเตียง และติดสังคม กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างผู้สูงอายุไทยที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพไม่แข็งแรงและมีส่วนร่วมทางสังคมหรือรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ และ 5) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างเพศของผู้สูงอายุไทยกับมิติการมีส่วนร่วมทางสังคม เพศของผู้สูงอายุไทยกับรูปแบบการอยู่อาศัย และมิติสุขภาพกับรูปแบบการอยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 33,828 คน และได้ดำเนินการทดสอบความน่าเชื่อถือของการวิเคราะห์ (Robustness Tests) เช่น การตรวจสอบปัญหา Multicollinearity และ Heteroscedasticity เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลอง Heteroscedastic Linear Regression เหมาะสมกับงานวิจัยนี้เนื่องจาก Heteroscedastic Linear Regression ให้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยไม่เกิดอคติของค่าสัมประสิทธิ์ต่าง ๆ ทำให้การอนุมานผลทางสถิติมีความน่าเชื่อเชื่อถือ และให้ค่าพารามิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การวิจัยนี้ใช้ Maximum Likelihood estimation (MLE) โดยให้ค่าประมาณที่มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และระดับการศึกษา เป็นตัวกำหนดความสุขที่สำคัญ โดยผู้สูงอายุเพศหญิง ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูง และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มที่จะมีระดับความสุขมาก ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มระดับความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้สูง หรือผู้สูงอายุที่มีสิทธิเข้าถึงสุขภาพในกลุ่มข้าราชการหรือข้าราชบำนาญ หน่วยงานอิสระของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่น การเป็นสมาชิกและหรือเข้าร่วมของกลุ่ม/ชมรม รับการสนับสนุนทางสังคม พบกว่ามีระดับความสุขที่สูงขึ้นอย่างนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งการอาศัยอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่กับคู่สมรส บุตร หลาน ญาติ และบุคคลอื่น ๆ …
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Short content about idealized body images, such as dieting and workouts on TikTok, has influenced teenagers' perceptions of body image due to frequent comparisons. This research examined a relationship between Thai teenagers' perception of TikTok's dieting and workout content concerning their body image and overall appreciation of their bodies. A sample of 516 Thai teenagers indicated their level of agreement with statements about the perception of their body image after watching these videos. The Body Appreciation Scale was used to measure teenagers' overall perceptions of their body image. The research findings revealed that the majority of respondents agreed that watching …
The Semiotic Construction Of A K-Pop Fanscape In Thai Public Space: A Case Of K-Pop Artist Café In Bangkok, Athit Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the fanscape of K-Pop cafés in Bangkok as socially constructed spaces shaped by fans’ cultural, semiotic, and spatial practices, where fan identity is articulated (Kim, 2017). Drawing on geosemiotics (Scollon & Scollon, 2003), it examines the visual semiotics, both linguistic and non-linguistic elements, and analyzes the interaction order and place semiotics found in Thai K-Pop cafés. The data were drawn from the ethnographic fieldwork of four fan-organized cafés (Neverland, STAY, ARMY, MY) in Bangkok.The analysis of visual semiotics shows that fans use multimodal elements, such as color, gaze, typography, and intertextuality, to visually construct the identity of …
Three Essays On Trade Diversification And Trade Structure In South Asian Economies, Nazmullah Bin Tariq
Three Essays On Trade Diversification And Trade Structure In South Asian Economies, Nazmullah Bin Tariq
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Two interrelated ideas of trade, trade diversification and trade structure, as well as their effects on inequality, income, and output, are explicitly explained in this thesis. Trade diversification refers to a shift towards a more varied structure of trade, reducing reliance on a few products. Trade diversification can be decomposed into intensive and extensive margins which represent the diversification arising from traditional goods and diversification arising from trading new goods respectively. Trade structure, on the other hand, captures the composition and characteristics of a country’s trade, including the number and type of trade partners and the concentration of trade among …
The Impact Of Artificial Intelligence On China’S Labor Market, Mayuree Santhadkitjakarn
The Impact Of Artificial Intelligence On China’S Labor Market, Mayuree Santhadkitjakarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the impact of artificial intelligence (AI) on the labor market in China, using provincial-level panel data from 2006 to 2022. To address the endogeneity problem and improve analytical accuracy, a fixed-effects model with lagged control variables is employed. The study focuses on three key dimensions: total employment, wages, and employment across different skill levels. Year and COVID-19 dummies are included to account for policy changes and economic fluctuations, and subsample analyses by industry and region are performed. The results indicate a significant relationship between the rising adoption of AI and lowering employment for low- to medium-skilled workers, …
Equity Structure And R&D Investment: Evidence From Chinese A-Share Listed Companies From 2010 To 2020, Zexuan Qi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Equity structure, as the cornerstone of corporate governance, has complex effects on R&D investment by influencing corporate decision-making and resource allocation. Existing research has not yet reached consistent conclusions on the impact of equity concentration and equity balance, lacks in-depth exploration of the mediating effect of agency costs and moderating effect of ESG rating. Using unbalanced panel data from 3,307 China A-Share main board listed companies from 2010 to 2020 (n=19,376), this thesis employs a two-way fixed effects model to examine the impact of equity concentration and equity balance on R&D investment. The four main findings are as follows. First, …
The Impact Of Inward Fdi In Agricultural And Food Sectors On Food Security, Rati Nugforn
The Impact Of Inward Fdi In Agricultural And Food Sectors On Food Security, Rati Nugforn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to investigate the impacts of inward primary-sector foreign direct investment (IPFDI) and inward secondary-sector foreign direct investment (ISFDI) in agricultural and food industries on food security and its four pillars, including food affordability, food availability, food quality and safety, and food sustainability and adaptation. This study focuses on 21 high-income countries, 17 middle-income countries, and 5 low-income countries from 2012 to 2021. For the methodology, this paper employs panel regressions. The findings manifest that IPFDI undermines food security in high-income countries through land grabbing and resource misallocation. Similarly, ISFDI negatively impacts food security by fostering market concentration …
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมที่ทนายเรียกในการทำคดี: การศึกษาโดยการสำรวจเชิงทดลองจากกลุ่มตัวอย่างนิสิตคณะนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์, วทัญญู รักขธรรมวงศ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมที่ทนายเรียกในการทำคดี: การศึกษาโดยการสำรวจเชิงทดลองจากกลุ่มตัวอย่างนิสิตคณะนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์, วทัญญู รักขธรรมวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ค่าธรรมเนียมทนายความเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบยุติธรรม โดยเฉพาะในคดีความที่มีลักษณะที่ไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้แน่นอน โครงสร้างและระดับของค่าธรรมเนียมจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดแรงจูงใจของทนายความและความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางกฎหมาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมขั้นต่ำที่ทนายความยินดีรับทำคดีละเมิด ภายใต้โครงสร้างค่าตอบแทนแบบ Fixed Fee และ Percentage Contingent Fee โดยเน้นการวิเคราะห์จากมุมมองด้านความเสี่ยงและต้นทุนค่าเสียโอกาส ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านโครงสร้างค่าธรรมเนียม โอกาสชนะคดี และระยะเวลาในการทำคดีมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการกำหนดค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ โดยเฉพาะในรูปแบบค่าตอบแทนแบบ Contingent Fee ซึ่งทนายความต้องรับความเสี่ยงร่วมกับลูกความ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างเชิงพฤติกรรมระหว่างกลุ่มนิสิตทั้งสองคณะในการประเมินความคุ้มค่าของการรับทำคดี อันสะท้อนถึงมุมมองต่อความเสี่ยงและต้นค่าเสียโอกาสที่ต่างกัน
Dual Effects Of Health Insurance And Socioeconomic Status On Healthcare Utilization And Unmet Needs In Thailand: Insights From Two Surveys, Kanokluck Thongkalya
Dual Effects Of Health Insurance And Socioeconomic Status On Healthcare Utilization And Unmet Needs In Thailand: Insights From Two Surveys, Kanokluck Thongkalya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In Thailand, universal health coverage (UHC) has expanded insurance enrollment. However, barriers to healthcare access persist across socioeconomic and employment sectors. Existing literature often examines the effects of socioeconomic status (SES) and health insurance separately, leaving a gap in understanding how these factors jointly influence healthcare outcomes. This study investigates the combined influence of SES and health insurance on healthcare utilization and unmet needs, emphasizing the importance of considering both factors together. Given Thailand’s labor market, which includes both formal and informal sectors, understanding how different types of health insurance correspond to varying SES levels is essential for assessing access …
Globalization And Income Inequality: A Panel Data Econometric Approach, Yuwei Jiang
Globalization And Income Inequality: A Panel Data Econometric Approach, Yuwei Jiang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigates the nexus between three distinct phases of globalization and income inequality in the contemporary era. The initial section of the literature review delineates these phases, while the subsequent section presents empirical evidence regarding the correlation between globalization and income distribution. This analysis employs employment GINI coefficients to examine the relationship between economic and financial globalization and within-country income inequality. Our study encompasses data from over 103 countries across six continents, spanning the period from 1990 to 2020. To achieve this, we commenced with a comprehensive literature review and subsequently performed an empirical analysis over the specified period; …
การประเมินต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของผลกระทบทางสุขภาพอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ Pm2.5 ในประเทศไทย: กรณีศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ในปี พ.ศ. 2565, นวพร ระลึกมูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตด้วยโรคจากมลพิษทางอากาศที่มีสาเหตุมาจาก PM2.5 ในประเทศไทย โดยจะแบ่งออกเป็น 2 จังหวัด คือ จังหวัดกรุงเทพมหานครและสงขลา ต้นทุนคำนวณด้วยวิธี Cost of illness และวิธีทุนมนุษย์ โดยใช้วิธี Prevalence-based approach เนื่องจากการศึกษานี้สนใจผลกระทบ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ผลการศึกษาพบว่า กรุงเทพฯ มีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 3,777,675,485.97 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 432.74 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เท่ากับร้อยละ 0.065 สำหรับสงขลามีต้นทุนเกิดขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 282,759,567.57 บาท คิดเป็นต้นทุนต่อประชากรเท่ากับ 174.45 บาท และต้นทุนคิดเป็นร้อยละของ GPP เท่ากับร้อยละ 0.111 ต้นทุนที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากต้นทุนทางอ้อมที่เกิดจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร คิดเป็นร้อยละ 99.55 และร้อยละ 99.06 ของต้นทุนทั้งหมดในกรุงเทพฯ และสงขลา ตามลำดับ ต้นทุนที่เกิดขึ้นนั้นพบว่ามีความแตกต่างกันของทั้งสองจังหวัด เป็นเพราะระดับความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 แตกต่างกัน ส่งผลต่อจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 อีกทั้งระดับรายได้ที่แตกต่างกันของทั้งสองจังหวัดก็มีผลต่อมูลค่าต้นทุนที่เกิดขึ้น จึงทำให้ต้นทุนจากการที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นในสงขลา แต่เมื่อทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ GPP ของแต่ละจังหวัดกลับพบว่าสงขลาต้องแบกรับต้นทุนจากผลกระทบทางสุขภาพด้วยสาเหตุจาก PM2.5 มากกว่าจังหวัดกรุงเทพมหานคร ถึงแม้ว่าสงขลาจะมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่รุนแรงมากนักแต่ก็พบว่ามีต้นทุนเกิดขึ้นเช่นกันและขนาดผลกระทบต่อจังหวัดก็มากกว่ากรุงเทพฯ โดยเปรียบเทียบ
การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์
การต่อรองในครัวเรือนกับการจัดสรรงานบ้านจากการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน, พิชยะพงศ์ เนียมประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิสัมพันธ์ทางอำนาจในครัวเรือนของสามีและภรรยาผ่านตัวแบบครัวเรือน Cooperative Conflicts และแนวคิดการต่อรองในครัวเรือน โดยพิจารณาอำนาจต่อรองจากปัจจัยสามมิติ อย่างโครงสร้างครอบครัว ปัจจัยเชิงวัตถุที่จับต้องได้ อาทิ รายได้ และกรรมสิทธิ์ในที่อยู่ และปัจจัยเชิงฐานความคิดความเชื่อด้านการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยา ร่วมกับการพิจารณาปฏิสัมพันธ์ของการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือน ว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการจัดสรรงานบ้านหรือไม่ และส่งผลอย่างไร เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง อันได้แก่ ครอบครัวคู่รักต่างเพศในกรุงเทพมหานคร จำนวน 15 ครัวเรือนที่ทำงานประจำทั้งคู่ ควบคู่กับการวิจัยเอกสารผลการศึกษาพบว่า ครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่างนั้นมีรูปแบบครัวเรือนจากการจัดสรรงานบ้านสามรูปแบบ คือ ครัวเรือนแบบดั้งเดิมซึ่งพบมากที่สุด ครัวเรือนเท่าเทียม และครัวเรือนแบบที่ไม่เป็นไปตามบรรทัด-ฐาน เมื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาและกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ทั้งสามีและภรรยาเพื่อฉายภาพอำนาจต่อรองของภรรยาด้านนี้ที่ใกล้เคียงกับสามี ทำให้เห็นว่าปัจจัยด้านความคิดความเชื่อมีอิทธิพลในการจัดสรรงานบ้านในครัวเรือน ภายใต้บริบทของโครงสร้างครอบครัวที่แตกต่างกันไป โดยครัวเรือนแบบเท่าเทียมนั้นมีเกณฑ์การจัดสรรงานบ้านที่ชัดเจนกว่า และให้ความสำคัญในการทำงานบ้านมากกว่าครัวเรือนรูปแบบอื่น โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีในครัวเรือนนั้นเป็นแบบร่วม มีการปรึกษาหารือกันระหว่างสามีและภรรยา สำหรับการใช้งานอุปกรณ์ฯ สามารถช่วยเพิ่มคุณภาพงานบ้าน ผ่อนแรง ลดเวลา และลดทอนความน่าเบื่อของงานบ้านได้ ซึ่งเป็นผลดีต่ออำนาจต่อรองของภรรยา อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ฯ ส่งผลต่อความเท่าเทียมในการจัดสรรงานบ้านระหว่างสามีและภรรยาน้อย เนื่องจากการตัดสินใจเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ฯ ใด ๆ มักตั้งอยู่บนฐานความรับผิดชอบหรือภาระงานบ้านเดิมของบุคคลนั้น ๆ ที่ถูกจัดสรรไว้แล้วก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลของฐานความคิดความเชื่อที่มีต่องานบ้านของทั้งคู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครัวเรือนรูปแบบดั้งเดิมที่อุปกรณ์ฯ ยังไม่มีอิทธิพลมากพอในการเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงานบ้านให้เท่าเทียมมากขึ้น
บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์
บทบาทของทุนทางสังคมในการเคลื่อนไหวของประชาสังคมผู้บริโภคต่อการคุ้มครองผู้บริโภค: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้, กมลชนก จิตรีพิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและเปรียบเทียบทุนทางสังคมในกลุ่มประชาสังคมผู้บริโภคของประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคมกับความสามารถในการคุ้มครองผู้บริโภค และเปรียบเทียบบทบาทของทุนทางสังคมในการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านกรณีศึกษา การวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิทางเอกสารและการสัมภาษณ์ โดยใช้ทฤษฎีทุนทางสังคมของ Woolcock ในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมประเทศไทยหลังปี 1997 เกาหลีใต้หลังปี 1987 และสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960-1970 ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของทุนทางสังคมแบบ Bonding อย่างชัดเจนจากการไม่ย่อท้อในการผลักดันให้เกิดสภาองค์กรผู้บริโภคเป็นเวลามากกว่า 20 ปี แต่สะท้อนความอ่อนแอของทุนทางสังคมแบบ Bridging และ Linking ซึ่งระบบการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาที่มีทุนทางสังคมสองประเภทนี้แข็งแรงและประสานงานได้ดี เกาหลีใต้มีรูปแบบรัฐนำการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนสหรัฐอเมริกามีรูปแบบที่ประชาสังคมนำ ต่างจากไทยที่ไม่แข็งแรงทั้งภาคประชาสังคมและประสิทธิภาพของรัฐ จะได้ว่าทุนทางสังคมทั้งสามประเภทก็มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ข้อค้นพบสำคัญคือทุนทางสังคมแบบ Linking ไม่เพียงส่งผลต่อการคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทุนทางสังคมแบบ Bonding และ Bridging ด้วย ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพัฒนาทุนทางสังคมทั้งสองประเภท ทั้งโดยภาคประชาสังคมเองและรัฐที่ต้องทำให้ระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยและส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงนโยบายของภาคประชาสังคม
The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang
The Impact Of High Speed Rail On Fdi Attraction In Chinese Cities, Xinyue Wang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
As China enters the "high-speed rail era," the construction of high-speed rail has advanced rapidly, establishing the world's largest and most sophisticated high-speed rail network. This study examines the impact of high-speed rail on foreign direct investment (FDI) using a quasi-natural experiment approach. Utilizing panel data from 300 prefecture-level cities in China from 2008 to 2021, a multi-time-point difference-in-differences (DID) model is constructed to assess the causal relationship between high-speed rail development and FDI attraction. After confirming the parallel trend assumption, the regression results indicate that the opening of high-speed rail has a positive effect on a city’s ability to …
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
การศึกษาพัฒนาการการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและไทย, สาธิตา พงษ์สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไต้หวันและประเทศไทยในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1950–2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองประเทศเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาดังกล่าวผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการพัฒนา โดยใช้แนวคิด "รัฐพัฒนา" (Developmental State) เป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถของรัฐมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพในระยะยาว รัฐที่มีความเข้มแข็ง (strong state) มีแนวโน้มที่จะสามารถกำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้มากกว่ารัฐที่มีความเปราะบาง (weak state)แม้ทั้งไต้หวันและประเทศไทยต่างมีการจัดทำแผนพัฒนาเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างด้านความสามารถในการดำเนินนโยบายและกลไกของรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ โดยรัฐที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน มีกลไกสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ย่อมมีความได้เปรียบในการสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยี และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ
ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือของประเทศไทย, อริญชย์ อินอ่ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของโครงข่ายพื้นฐานต่อป่าไม้ในภาคเหนือที่มีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นแหล่งทรัพยากรป่าไม้ขนาดใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ก่อนการยกเลิกสัปทานป่าไม้ ซึ่งจากข้อเสนอโครงการเตรียมความพร้อมต่อกลไกเรดด์พลัส R-PP ค.ศ. 2013 ได้ระบุว่าป่าไม้ของไทยกำลังเผชิญการลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยนำเสนอการวิเคราะห์ด้วยการเข้าถึงเส้นทางคมนาคมและขนส่งที่โยงกันเป็นโครงข่ายพื้นฐาน และวิเคราะห์ผ่านระยะห่างระหว่างตำบลกับถนน ว่ามีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมของแต่ละตำบล เพื่อเป็นตัวแทนของลักษณะป่าที่ถูกทำลาย อนึ่งการศึกษานี้ได้ใช้วิธีวิเคราะห์ผลกระทบคงที่ (Fixed Effect Regression Model: FEM) ควบคู่กับการถดถอยด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square: OLS) ระหว่าง ค.ศ. 2011 และ 2020 ผลการศึกษาพบว่า โครงข่ายพื้นฐานที่ประกอบด้วย ถนน ทางรถไฟ และทางน้ำส่งผลกระทบต่อป่าทั้งการสูญเสียพื้นที่ป่า จากการเข้าถึงโครงข่ายพื้นฐานและขนส่งแต่ละประเภทที่ดีขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียสภาพความสมบูรณ์ของป่า แต่ยังไม่สามารถสรุปผลกระทบต่อสภาพป่าได้อย่างชัดเจน ในขณะบริบทเชิงพื้นที่จากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมจะส่งผลให้ผลกระทบดังกล่าวแตกต่างกัน โดยเฉพาะอำนาจในการคุ้มครอง และศักยภาพของเมือง ซึ่งผลการศึกษานี้จะเติมเต็มผลการศึกษาก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้แสดงผลลัพธ์เชิงปริมาณ และชี้ให้เห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงอิทธิพลของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ในความแตกต่างตามพื้นที่ และเป็นแนวการศึกษาในอนาคตที่คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการ และสนับสนุนการกำหนดนโยบายที่ยั่งยืนในอนาคต
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม
เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการลงทุนไทยใน สปป. ลาว : กรณีศึกษาโครงการเขื่อนไซยะบุรี, ณัชชา เหลืองเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยและกลไกเชิงนโยบายด้านพลังงานของไทย ตลอดจนปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ ที่เอื้อต่อการลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของไทยในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมุ่งศึกษากรณีเขื่อนไซยะบุรี ภายใต้กรอบแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ และแนวคิดกลุ่มผลประโยชน์ผลการศึกษาชี้ว่า การลงทุนของไทยในโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว เกิดจากความต้องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในประเทศ และแรงต่อต้านจากภาคประชาสังคม ในขณะที่ สปป.ลาว ดำเนินยุทธศาสตร์ “Battery of Asia” โดยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่เข้มงวด ทำให้ดึงดูดนักลงทุนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการเขื่อนในลาวและส่งไฟฟ้ากลับมาจำหน่ายในประเทศได้ผลการศึกษายังพบว่า กระบวนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchasing Agreement: PPA) เป็นกลไกที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่นักลงทุนและสถาบันการเงินโดยตรง โดยมีลักษณะร่วมที่เอื้อต่อการล็อกผลกำไรและถ่ายโอนความเสี่ยง เช่น การผูกพันระยะยาว 31 ปี เงื่อนไขรับประกันรายได้แบบ Take-or-Pay การกำหนดอัตรารับซื้อล่วงหน้าโดยไม่มีการแข่งขัน และการผลักภาระความเสี่ยงไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งเป็นคู่สัญญา ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้คือ ควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) อย่างเป็นระบบ และปรับโครงสร้างสัญญา PPA จากการมุ่งเน้นเพียงความมั่นคงด้านราคา ไปสู่การสร้างกลไกแบ่งปันความเสี่ยงที่เป็นธรรม และเสริมสร้างระบบกำกับดูแลเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์
การพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมเพื่อการวิเคราะห์แรงงาน และการกระจายรายได้ของครัวเรือนในประเทศไทย, ณัฐกานต์ อ่อนรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ที่จำแนกทักษะแรงงานและระดับรายได้ของครัวเรือน และนำตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมดังกล่าวมาวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายของบัญชีภายนอกที่มีต่อประเภทของแรงงานและการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในประเทศไทย สำหรับการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 ได้จำแนกกลุ่มแรงงานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แรงงานไร้ฝีมือ และแรงงานฝีมือ ในขณะที่ภาคครัวเรือนจำแนกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงระดับรายได้ของครัวเรือน ได้แก่ ครัวเรือนรายได้ต่ำ ครัวเรือนรายได้ปานกลาง และครัวเรือนรายได้สูง นอกจากนี้ได้ทำการแบ่งสาขา การผลิตในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมออกเป็น 48 สาขาการผลิต หลังจากการพัฒนาตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562 แล้ว ได้นำตารางดังกล่าวมาวิเคราะห์ค่าทวีคูณเมทริกซ์เชิงสังคม ทั้งค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปสงค์และค่าทวีคูณการขับเคลื่อนทางอุปทาน พร้อมทั้งการแยกองค์ประกอบของค่าทวีคูณที่เชื่อมโยงไปข้างหลังของการขับเคลื่อนทางอุปสงค์เพื่อแสดงถึงผลกระทบเชื่อมโยงกันระหว่างสาขาการผลิตต่าง ๆ แรงงานและทุน รวมทั้งการกระจายรายได้ของครัวเรือน ในประเทศไทย นอกจากนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการทดสอบความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) ของตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมที่ได้พัฒนาขึ้นโดยการสร้างสถานการณ์จำลองการกำหนดนโยบายของรัฐบาล 5 สถานการณ์ที่แตกต่างกันเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งคำนวณค่าดัชนีความ เหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในกลุ่มครัวเรือน ผลการศึกษาพบว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายจ่ายของบัญชีภายนอก ไม่ว่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายของรัฐบาล การลงทุน หรือการส่งออก จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ส่วน ได้แก่ (1) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสาขาการผลิตจะเกิดขึ้นในสาขาการทำไรอ้อยมากที่สุด (2) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานจะเกิดผลกระทบในกลุ่มแรงงาน ไร้ฝีมือมากที่สุด และ (3) ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุ่มครัวเรือนจะเกิดผลกระทบในกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมากที่สุด กล่าวคือ สาขาการทำไร่อ้อย แรงงานไร้ฝีมือ และกลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้มากที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นรายจ่ายของบัญชีภายนอก นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่า สาขาการค้า สาขาร้านภัตตาคารและโรงแรม และสาขาสถาบันการเงินและการประกันภัย เป็นสาขาการผลิตที่มีค่าตัวทวีคูณของการเชื่อมโยงไปข้างหน้าสูงทั้งด้านของอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งกล่าวได้ว่าสาขาการผลิตดังกล่าวมีสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมปลายน้ำของประเทศไทย ผลการศึกษาของการทดสอบความอ่อนไหวของตารางบัญชี เมทริกซ์เชิงสังคมโดยการสมมติการจำลองนโยบายของรัฐบาล พบว่าหากรัฐบาลกำหนดนโยบายโอนเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำมูลค่า 10,000 บาทต่อครัวเรือน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของกลุ่มครัวเรือนในตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมซึ่งสอดคล้องกับการจำลองสถานการณ์ของนโยบายเดียวกันในการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างจำนวน 45,530 ครัวเรือนจากรายงานการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนทั่วราชอาณาจักร ปี พ.ศ. 2562 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการพัฒนาตารางบัญชีเมทริกซ์เชิงสังคมในงานวิจัยฉบับนี้มีประสิทธิภาพในด้านการทดสอบนโยบายต่าง ๆ และมีประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อแรงงานที่จำแนกทักษะและกลุ่มครัวเรือนตามช่วงระดับรายได้ในประเทศและเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญสำหรับภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งนักวิจัยสำหรับการนำไปใช้ศึกษาต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจหรือนโยบายต่าง ๆ ในอนาคต
Geopolitical Dynamics And Bilateral Relations: A Comparative Study Of China-Vietnam And China-Philippines Amid The South China Sea Tensions, Liuru Wei
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The South China Sea dispute is a geopolitical issue with complicated characteristics such as territorial dispute, resources contention, and involvement of regional powers and great powers. As disputing states, both Vietnam and the Philippines face maritime disputes with China, but they have different policies and bilateral relations with China. To explore the causes of these differences, this study develops a dual-factor analytical framework based on geopolitical theory and realist theory. Geopolitical theory emphasizes how geographical location, national interests, domestic politics, and historical factors shape state policy choices, while realist theory explains state behavior through the dynamics of power struggles, strategic …
Institutional Hedging Policies And Strategies Of Asean Under China-Us Rivalry, Rongheng Lu
Institutional Hedging Policies And Strategies Of Asean Under China-Us Rivalry, Rongheng Lu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
With the intensification of the China-US rivalry, as a representative of the collective interests of Southeast Asian countries, ASEAN plays a central role in the regional architecture and it faces a series of structural risks and pressures, raising concerns about its ability to maintain centrality and regional stability. In recent years, scholars have noticed that the regional group presented the signs of hedging, especially the ASEAN. However, there are relatively few studies on ASEAN’s hedging, and current research on this topic remains incomplete, with a lack of consensus on its definition, motivations, and mechanisms. This study aims to analyse the …
Sacred Celebrations: A Study Of Nats Rituals At Taungbyone Festival In Mandalay, La Wunn Phyu Phyu
Sacred Celebrations: A Study Of Nats Rituals At Taungbyone Festival In Mandalay, La Wunn Phyu Phyu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
AbstractThis thesis studies the spiritual rituals and Nat worship associated with the Taungbyone Nat festival, examining the long-standing coexistence of Theravada Buddhism with ancestor worship in Myanmar. More specifically, it examines the Taungbyone Nat festival, a communal ritual that highlights these beliefs. This study features the strengthened relationship between the Nat spirits and the indigenous people who participate in the belief of Nats. Furthermore, it also demonstrates the importance of community participation in ritual activities and explores the festival atmosphere encourages a shared sense of identity and social connection.The research identifies the historical evolution of Nat worship, particularly its longstanding …
Partnership In Rural Development Between Cambodia And South Korea: A Case Study Of Prey Romeat Village In Cambodia, Chan Jun Park
Partnership In Rural Development Between Cambodia And South Korea: A Case Study Of Prey Romeat Village In Cambodia, Chan Jun Park
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cambodia’s macroeconomic growth since the 1990s has not been paralleled by proportional improvements in rural livelihoods, where the majority of the population continues to experience poverty and development stagnation. Compounding this challenge is the nation’s historical reliance on Official Development Assistance (ODA), which has fostered structural aid dependency and weakened local initiative. This thesis investigates the Saemaul Undong Model Village Project (SMU project), a rural development project implemented in partnership between Cambodia and South Korea through the Korea Saemaul Undong Center (KSUC), as a potential alternative to conventional donor-driven aid models. The research examines the case of Prey Romeat village …
The Last Tributary Mission From Siam To China: The Decline Of The Chinese Tributary System And The Rise Of The British Treaty Port System In Siam During The King Mongkut’S Reign, Yifei Xu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Focusing on the historical turning point marked by Siam’s termination of its tributary connections to the Qing China since its last mission dispatched in 1852-53, this study investigates the structural transformation of Sino-Siamese relations under the impact of British colonial order in the mid-nineteenth century, revealing its disintegration during the rise of the modern international order enforced through British colonialism in the Asian maritime space. By clarifying the role of paternalism within the Sino-Siamese tributary framework, examining Britain’s claims brewed from its East India Company’s long-term engagement with China within the Canton trade system, and analyzing the historical shift of …
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The global success of K-pop has significantly influenced the development of T-pop, especially in terms of production model, artist training, visual aesthetics, and digital marketing strategies. However, despite K-pop's rapid global expansion, T-pop's growth, especially in the Chinese market, remains limited. This study explores how T-pop can borrow successful elements of K-pop's business model to enhance its appeal among young Thai Chinese. The study adopted a mixed methods approach, combining quantitative data obtained through an online questionnaire survey of 396 Chinese university students in Thailand and qualitative insights obtained through interviews with five music industry professionals. The results show that …
An Insight Into Trade And Inequality: A Cross-Country Income Quintile Analysis, Karn Leela-Adisorn
An Insight Into Trade And Inequality: A Cross-Country Income Quintile Analysis, Karn Leela-Adisorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how international trade affected income inequality in 69 countries between 2006 and 2019, a time when globalization was slowing down. Unlike earlier studies focused on periods of rapid trade expansion, this research reevaluates the trade-inequality link under new global conditions. It uses the Gini coefficient and income quintile shares to capture different aspects of income inequality. While the Gini index offers a broad measure, quintile shares reveal more detailed distributional changes, especially among lower and middle-income groups.The findings reveal that greater trade openness and export intensity are generally associated with higher income inequality. Specifically, these forms of …
การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์
การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (Bim) ด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก : กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย, ปริฉัตร กานต์จารุรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคารด้วยเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานของศาลเจ้าโรงเกือก กรณีศึกษาการประเมินผลกระทบจากอุทกภัย เนื่องจากปัจจุบันศาลเจ้าโรงเกือก แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร กำลังประสบปัญหาการทรุดโทรมและมีปัญหาน้ำท่วมขังอยู่บ่อยครั้ง ผู้วิจัยจึงจัดทำแบบจำลองอาคารสารสนเทศ โดยการเก็บข้อมูลจากเครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติข้อมูลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบจุดพิกัดสามมิติ ผลลัพธ์ที่ได้ข้อมูลมีค่าความถูกต้องเท่ากับ 2.9 มิลลิเมตร ซึ่งอยู่ในระดับความถูกต้องที่เชื่อถือได้ตามเกณฑ์งานสำรวจชั้น 3 ตามมาตรฐานของ FGCC1989 จากนั้นผู้วิจัยจึงนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นแบบจำลองสารสนเทศอาคารโดยมีมาตรฐานรายละเอียดของแบบจำลองที่ระดับ 200 ซึ่งสามารถแสดงโครงสร้างทั่วไปของอาคาร เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลแบบจำลองความสูงเชิงเลขและข้อมูลน้ำท่วมขังจากสำนักระบายน้ำกรุงเทพมหานคร ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 0.1 0.3 0.5 0.8 และ 1 เมตร โดยอ้างอิงจากข้อมูลหมุดวงรอบที่มีค่าระดับความสูงต่ำสุดในพื้นที่ศึกษาเพื่อใช้ในการประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ผลการศึกษาพบว่าที่ระดับ 0.1 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 197.79 ตร.ม. ระดับ 0.3 เมตร พื้นที่เสียหายมีขนาด 477.43 ตร.ม และตั้งแต่ระดับน้ำท่วมขัง 0.5 เมตรขึ้นไปถึง 1 เมตร พื้นที่เสียหายเท่ากันรวมพื้นที่ประมาณ 987.33 ตร.ม. ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่ระดับ 0.1 เมตร เท่ากับ 44,502.75 บาท ที่ระดับ 0.3 และ 0.5 เมตร เพิ่มขึ้นจากระดับ 0.1 เมตร ประมาณร้อยละ 141.43 และร้อยละ 732.58 ตามลำดับ จากนั้นความเสียหายจะคงที่จนถึงที่ระดับน้ำท่วม 0.8 เมตร และเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 802.78 ที่ระดับ 1 เมตร เนื่องจากการประมาณราคาของงานระบบไฟฟ้าที่เพิ่มเข้ามา โดยข้อมูลประมาณค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น สามารถนำไปวางแผนเพื่อปรับปรุง ก่อสร้างหรือซ่อมแซมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหรืองานอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ รวมถึงการวางแผนการป้องกันเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานได้ดียิ่งขึ้น
การกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์, สัณห์ธวัช ธัญวงษ์
การกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์, สัณห์ธวัช ธัญวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องฉบับนี้มุ่งเสนอระเบียบวิธีการใช้คำหลายหน้าที่ซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการกลายเป็นรูปไวยากรณ์เป็นหลักเกณฑ์บ่งชี้สมัยของตัวบทเก่าภาษาไทย โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพว่าการกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยโดยใช้หน้าที่ของคำหลายหน้าที่เป็นเกณฑ์สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องช่วงอายุของตัวบทหรือไม่ และ (2) เพื่อทดลองใช้เกณฑ์หน้าที่ของคำหลายหน้าที่ที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพแล้วมากำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยจากชุดกรณีปัญหา 6 กรณีผลการศึกษาพบว่ามีคำและหน้าที่ของคำซึ่งใช้ทดสอบกำหนดช่วงอายุชุดตัวบทอ้างอิงได้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องช่วงอายุ 3 คำ 7 หน้าที่ ได้แก่ (1) คำ ที่ ใน 3 หน้าที่ ได้แก่ ตัวบ่งชี้คุณานุประโยค ตัวบ่งชี้นามวลีแปลง และตัวนำส่วนเติมเต็ม (2) คำ ถึง ใน 3 หน้าที่ ได้แก่ คำเชื่อมอนุพากย์บอกผล คำเชื่อมอนุพากย์บอกความขัดแย้ง และ (3) คำ แต่ ในหน้าที่สันธานบอกความขัดแย้ง ซึ่งคัดเลือกจากคำที่มีศักยภาพในขั้นต้นจำนวน 8 คำเมื่อนำหน้าที่ของคำหลายหน้าที่ ที่ ถึง และ แต่ ซึ่งมีประสิทธิภาพมาใช้กำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยจากชุดกรณีปัญหา 6 กรณี พบว่า (1) จารึกหลักที่ 1 (รามคำแหง) ไม่ปรากฏใช้หน้าที่ซึ่งกำหนดช่วงอายุได้เด็ดขาด จึงไม่สนับสนุนสมมติฐานการแต่งในสมัยรัตนโกสินทร์ (2) ไตรภูมิกถาปรากฏลักษณะการใช้คำหลายหน้าที่พ้องกับภาษาในช่วง พ.ศ. 2301-2350 ปฏิเสธสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้สอดคล้องกับประวัติที่ระบุว่าแต่งขึ้นใน พ.ศ. 1888 (3) กฎหมายตราสามดวง ส่วนพระธรรมศาสตร์ ยืนยันสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้สอดคล้องปี พ.ศ. 2347 และปฏิเสธข้อสันนิษฐานที่ว่าการชำระนั้นเคารพและคัดลอกตรงตามต้นฉบับเดิม (4) อิหร่านราชธรรม ยืนยันสมมติฐานว่ากำหนดช่วงอายุได้ตรงกับสมัยต้นรัตนโกสินทร์ สอดคล้องกับประวัติของต้นฉบับตัวเขียนที่ระบุว่าเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2325 (5) ปูมราชธรรม และ (6) ไตรภูมิ ฉบับหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส กำหนดช่วงอายุตัวบทให้ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลาย ยืนยันสมมติฐานว่าตัวบทดังกล่าวแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาโดยสรุป การศึกษานี้ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์และตอบสมมติฐานงานวิจัยทั้ง 2 ส่วน และนำไปสู่ข้อสรุปสำคัญว่าคำหลายหน้าที่ซึ่งเป็นผลผลิตของการกลายเป็นรูปไวยากรณ์สามารถใช้เป็นหลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งในการกำหนดช่วงอายุตัวบทเก่าภาษาไทยได้