Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Social and Behavioral Sciences Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 22831 - 22860 of 23499

Full-Text Articles in Social and Behavioral Sciences

การเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต, อิสรีย์ ลาวัง Jan 2020

การเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต, อิสรีย์ ลาวัง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายความสัมพันธ์ของการเปิดรับ และการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในของพนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรโดยรวมในระดับมากที่สุด โดยเป็นการเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคลในการประชุมกับผู้บริหาร ทีมงาน การสนทนากับหัวหน้างาน และสื่ออินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล ไลน์ ในระดับมากที่สุด และสื่อกิจกรรม เช่น กิจกรรมในสถานที่ทำงาน การอบรมสัมมนา ในระดับมาก ในด้านการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในองค์กรโดยรวมอยู่ระดับมาก ทั้งนี้มีการใช้ประโยชน์ด้านการรับรู้เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในองค์กร (Surveillance) อยู่ในระดับมากที่สุด และมีการใช้ประโยชน์ด้านการใช้ประกอบการตัดสินใจ (Decision Making) ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social and Participation) การบ่งบอกถึงความเป็นตัวตน (Identity) และ ด้านการผ่อนคลาย (Relaxation) อยู่ในระดับมากกลุ่มตัวอย่างต้องการรูปแบบข้อมูลข่าวสารประเภทข้อความประกาศในระดับมากที่สุด และประเภทกิจกรรม ภาพ การประชุม วิดีทัศน์ และอบรมสัมมนา ในระดับมาก นอกจากนี้มีความต้องการเนื้อหาเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินงาน ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การแจ้งเกี่ยวกับการทำงาน สาระความรู้และประสบการณ์จากผู้บริหาร และแจ้งเรื่องทั่วไป อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า พนักงานที่เพศ และ ตำแหน่งงานแตกต่างกันเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรด้วยความถี่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับพนักงานมีอายุงานแตกต่างกันมีความถี่ในการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรไม่แตกต่างกัน ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสารภายในองค์กรกับการใช้ประโยชน์จากข่าวสารภายในองค์กรพบว่า การเปิดรับข่าวสารภายในองค์กร มีความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์จากเนื้อหาข่าวสารภายในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นความสัมพันธ์ในระดับค่อนข้างสูง (r=0.67) และมีทิศทางแปรตามกัน


การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร Jan 2020

การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้, ผุสชา งามจรัสกชกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างสรรค์การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ 2. เพื่อศึกษาวิธีการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ในมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารการสัมภาษณ์เชิงลึกภัณฑารักษ์ของนิทรรศการ และการวิเคราะห์ตัวบทของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย” ทั้ง 14 ห้องจัดแสดง ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการถอดรหัสไทย แบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ด้านการนำเสนอเนื้อหา พบว่าเป็นการนำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยจากมุมมองที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นำเสนอความจริงตามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ โดยมีการออกแบบเรื่องราว และโครงสร้างของเรื่องราวในนำเสนอที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดยังอยู่ภายใต้โลกของเรื่องราวเดียวกัน 2. ด้านการนำเสนอโดยใช้สื่อประสม พบว่า ในการนำเสนอการเล่าเรื่อง มีการกำหนดสื่อหลักและสื่อเสริม โดยแต่ละสื่อมีความสัมพันธ์ระหว่างสื่อ และตัวบท แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่า การเล่าเรื่องในสื่อประสมของนิทรรศการ “ถอดรหัสไทย”มีการออกแบบเลือกประเด็นเนื้อหาจากประเด็นที่เป็นกระแสในสังคม และนำเสนอในรูปแบบการตั้งคำถามเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมชวนให้ผู้ชมได้สำรวจความคิดมุมมอง “ความเป็นไทย”และตีความเรื่องราวจากการนำประสบการณ์ของผู้ชมมาประกอบกับเนื้อหาของนิทรรศการ


ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่, สิริมา ชำนาญศิลป์ Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่, สิริมา ชำนาญศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ 2) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลาย ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ และ 3) เพื่อสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของลูกค้าโพเมโล่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 200 คน ซึ่งเป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 18 – 40 ปี อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และต้องมีบัญชีสมาชิกโพเมโล่ (Pomelo Account) ที่สมัครผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของตราสินค้าโพเมโล่ อีกทั้งยังต้องเคยเข้าไปดูสินค้า สอบถามข้อมูล หรือรับบริการต่าง ๆ ที่หน้าร้านโพเมโล่ รวมถึงต้องเคยซื้อสินค้าโพเมโล่อย่างน้อย 1 ชิ้น ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา โดยผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์ลูกค้าจากช่องทางที่หลากหลายมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้า และความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่ของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่ก็มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน นอกจากนี้ ยังพบว่า มิติด้านเฉพาะบุคคลของประสบการณ์ลูกค้าที่หลากหลายมีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่ และความตั้งใจซื้อมากที่สุด ในขณะที่มิติด้านความใกล้ชิดของภาพลักษณ์ตราสินค้าโพเมโล่มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความตั้งใจซื้อสินค้าโพเมโล่ของกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด


Planned Retirement Age In Thai People In Aging Society, Borinya Thongmanee Jan 2020

Planned Retirement Age In Thai People In Aging Society, Borinya Thongmanee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the context of the aging society with the increase of life expectancy and low fertility in Thailand, there are over 30 per cent of the young-old population in Thailand who require to work even after they passed the retirement age in Thailand (NSO, 2018). Since Thailand has already entered an aging society and the effect on the aging society will impact the retirement age in Thailand, this study’s objective is to find the relationship whether if there is a relationship between the planned retirement age and the aging society awareness which it is found that there is no relationship …


พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้าอิเกีย, พีรดา ไพศาลนรเสรี Jan 2020

พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้าอิเกีย, พีรดา ไพศาลนรเสรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้า IKEA ในเรื่องของการเปิดรับสื่อ การรับรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการซื้อ และความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 22 – 45 ปี ที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เคยรับข่าวสารผ่านเว็บไซต์ สื่อสังคมออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันของตราสินค้า IKEA อีกทั้งต้องเคยเข้าไปดูสินค้า สอบถามข้อมูลหรือรับบริการต่าง ๆ ที่หน้าร้าน IKEA และเคยซื้อสินค้าตราสินค้า IKEA ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 214 คน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้า IKEA ทั้ง 5 ตัวแปรย่อย ในเชิงบวกทั้งหมด นอกจากนั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดแบบไร้รอยต่อของตราสินค้า IKEA ทั้ง 5 ตัวแปรย่อย มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


พฤติกรรมผู้บริโภคและคุณค่าตราสินค้าคาเฟ่ อเมซอน, ปณชนก ฤทธิโสม Jan 2020

พฤติกรรมผู้บริโภคและคุณค่าตราสินค้าคาเฟ่ อเมซอน, ปณชนก ฤทธิโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสำรวจในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมผู้บริโภคต่อตราสินค้า Café Amazon ในเรื่องของการรับรู้ของผู้บริโภค ทัศนคติ และพฤติกรรมการซื้อ และ 2) คุณค่าตราสินค้า Café Amazon ของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 25 – 40 ปี ที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่เคยซื้อเครื่องดื่มกาแฟจากร้าน Café Amazon โดยใช้บริการอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 208 คน ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมต่อตราสินค้า Café Amazon และคุณค่าตราสินค้า Café Amazon เชิงบวกทั้งหมด และพฤติกรรมผู้บริโภคต่อตราสินค้า Café Amazon ทั้ง 3 ตัวแปรย่อย มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณค่าตราสินค้า Café Amazon อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่างและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมี, ศุภิสรา ชัยสว่างเลิศ Jan 2020

ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่างและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมี, ศุภิสรา ชัยสว่างเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็น ภาพลักษณ์ของตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่าง และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเห็น ภาพลักษณ์ตราสินค้าและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยนำร่องโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชันมี จำนวน 200 ชุด ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคเจเนอเรชันมี มีความคิดเห็นและภาพลักษณ์ตราสินค้าเชิงบวกต่อตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่าง และมีการตัดสินใจเลือกซื้อในระดับสูง เช่นเดียวกับเมื่อตัดสินใจซื้อแล้วจะไม่เปลี่ยนใจอยู่ในระดับสูง ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า 1) ความคิดเห็นต่อตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่างมีความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ตราสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับสูงและมีทิศทางแปรตามกัน 2) ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่มีการกำหนดจุดยืนเรื่องการต่อต้านการเหยียดรูปร่าง มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเจเนอเรชันมี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ในระดับปานกลางและมีทิศทางแปรตามกัน


สัมพันธบทและการดัดแปลงบทเพลงจากนวนิยายเรื่อง “จุฬาตรีคูณ”, ณัฐญ์นิษฐา ไชยรัตน์ Jan 2020

สัมพันธบทและการดัดแปลงบทเพลงจากนวนิยายเรื่อง “จุฬาตรีคูณ”, ณัฐญ์นิษฐา ไชยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะสัมพันธบทในนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณ 2) เพื่อศึกษาลักษณะเนื้อหาและวิธีการดัดแปลงบทเพลงที่มาจากนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณ ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ตัวบท และศึกษาจากแหล่งข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจุฬาตรีคูณ กามนิต-วาสิฏฐี และนาร์ซิสซัส รวมถึงเพลงชุดจุฬาตรีคูณ จำนวน 5 บทเพลง ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะสัมพันธบทในนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณที่พบมากที่สุดคือ การคงเดิม และการดัดแปลง โดยเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี ได้มีอิทธิพลต่อเรื่องจุฬาตรีคูณมากกว่าเรื่องนาร์ซิสซัส ซึ่งเรื่องจุฬาตรีคูณรับเอาลักษณะเด่นหลายส่วนจากเรื่องกามนิต-วาสิฏฐี มาใช้ทั้งโครงเรื่องหลัก แก่นเรื่องความรัก ความลุ่มหลง จนไปสู่ความทุกข์และความหายนะ ความขัดแย้งในจิตใจและความขัดแย้งระหว่างคนกับคน ด้านตัวละครก็มีลักษณะเด่นของนิสัย อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมของตัวละครเอก ส่วนฉากและบรรยากาศ ก็มีการกล่าวถึงดินแดนชมพูทวีป รวมไปถึงมุมมองการเล่าเรื่อง สำหรับเรื่องนาร์ซิสซัส ในจุฬาตรีคูณได้คงเดิมแก่นเรื่องความงาม ความลุ่มหลง จนไปสู่ความทุกข์และความหายนะ รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งน้ำโดยเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาและเป็นจุดจบของตัวละครเอก เมื่อจุฬาตรีคูณเก็บส่วนสำคัญต่างๆจากทั้งสองเรื่องไว้แล้ว ก็ได้นำองค์ประกอบเหล่านั้นมาดัดแปลงจนเกิดเป็นชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดัดแปลงตัวละครเอก “นาร์ซิสซัส” ให้กลายเป็น “ดารารายพิลาส” และการทำให้ “แม่น้ำจุฬาตรีคูณ” กลายเป็นฉากสำคัญของเรื่อง ในส่วนของลักษณะเนื้อหาและวิธีการดัดแปลงบทเพลงพบว่า ทุกบทเพลงมีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องทั้งหมด โดยสามารถเรียงร้อยต่อเนื่องกันตามลำดับเหตุการณ์ในนวนิยายตั้งแต่ต้นจนจบ สำหรับการใช้ภาษาพบว่ามีการใช้ภาพพจน์บุคคลวัต มากที่สุด และรสในวรรณคดีที่ปรากฏมากที่สุดคือ กรุณารส ด้านวิธีการดัดแปลงบทเพลงพบว่า มีลักษณะของการคงเดิมอยู่ในทุกบทเพลง โดยองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ บทสนทนา ซึ่งมีครบทั้งการคงเดิม การตัดทิ้งหรือการลดทอน การเพิ่มเติมหรือการขยาย และการสลับหรือการปรับเปลี่ยน บทสนทนาถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการนำมาใช้สร้างสรรค์เป็นเนื้อเพลง โดยเฉพาะการเป็นบทเพลงเพื่อประกอบการแสดงละครวิทยุที่ผู้ประพันธ์บทเพลงได้เน้นให้เห็นความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ฟังเกิดจินตภาพ รับรู้ได้ถึงนาฏการต่างๆ รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร ลักษณะสัมพันธบทและการดัดแปลงในงานวิจัยที่เกิดขึ้นนี้ ได้ย้ำเตือนให้เข้าใจเสมอว่าในการผลิตหรือสร้างสรรค์ผลงานจากสิ่งที่เคยมีมาแล้วนั้นไม่ใช่เป็นการเลียนแบบหรือคัดลอก แต่ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปกติในแวดวงของศิลปะแขนงต่างๆซึ่งสามารถหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ ด้วยวิธีการสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจ รวมถึงประสบการณ์ต่างๆที่ผู้ผลิตผลงานนำมาปะติดปะต่อ รวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน และประยุกต์จนเกิดเป็นผลงานในรูปแบบอื่นๆต่อไป


อคติในการยืนยันและการตอบสนองต่อข่าวปลอมเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), วโรดม ชมท่าไม้ Jan 2020

อคติในการยืนยันและการตอบสนองต่อข่าวปลอมเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), วโรดม ชมท่าไม้

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สำรวจอคติในการยืนยัน (Confirmation Bias) การตอบสนองต่อข่าวปลอม และการสนับสนุน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยนำร่อง ซึ่งใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยวิธีวิจัยเชิงสำรวจผ่านการใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือผู้อาศัยในกรุงเทพมหานครหรือปริมณฑล ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และเคยเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 206 คน ผลการวิจัยสามารถแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามอคติในการยืนยันเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเชิงลบ กลุ่มเป็นกลาง และกลุ่มเชิงบวก โดยที่กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นกลุ่มอคติในการยืนยันเชิงลบมีจำนวนมากที่สุด กลุ่มนี้มีการตอบสนองต่อข่าวปลอมในรูปแบบการแสดงความรู้สึกด้วยปุ่ม "โกรธ" ส่วนกลุ่มอคติในการยืนยันเชิงบวก ตอบสนองต่อข่าวปลอมด้วยปุ่ม "ไลก์" และทุกกลุ่มเลือกที่จะไม่ตอบสนองในด้านการแสดงความคิดเห็นและการส่งต่อ (Share) ด้านความเชื่อถือต่อข่าวเกี่ยวกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า กลุ่มอคติในการยืนยันเชิงลบเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่มีความเชื่อว่าข่าวปลอมเป็นข่าวจริง ส่วนกลุ่มอคติในการยืนยันเชิงบวกและกลุ่มอคติในการยืนยันเป็นกลางระบุว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม ด้านการสนับสนุนต่อบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พบว่า กลุ่มอคติในการยืนยันเชิงลบ ไม่แน่ใจในด้านการใช้บริการของการบินไทย ไม่สนับสนุนให้การบินไทยดำเนินกิจการต่อ และไม่ภาคภูมิใจการบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติ ในขณะที่กลุ่มอคติในการยืนยันเชิงบวก ระบุว่าจะยังสนับสนุนการบินไทยทั้งในด้านการใช้บริการ การดำเนินธุรกิจต่อไป และความภาคภูมิใจในฐานะสายการบินแห่งชาติ


โครงการการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักชาวเมี่ยน ตราสินค้า คอตต้อน บัวริ, อรวัญ ตั้งฑีฆาอายุ Jan 2020

โครงการการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักชาวเมี่ยน ตราสินค้า คอตต้อน บัวริ, อรวัญ ตั้งฑีฆาอายุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงการการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักชาวเมี่ยน ตราสินค้า Cotton Bourri มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายต่อผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักเมี่ยน และ (2) นำผลที่ได้มาวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานของผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักเมี่ยน ภายใต้ตราสินค้า Cotton Bourri ให้สามารถตอบสนองความต้องการและเป็นที่พึงพอใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการศึกษาในครั้งนี้ เริ่มต้นจากการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้กระเป๋าผ้าปักเมี่ยนอยู่แล้วจำนวน 7 คน และกลุ่มผู้ที่ไม่เคยใช้กระเป๋าผ้าปักเมี่ยนมาก่อนจำนวน 7 คน จากนั้น นำเอาผลวิจัยมาเป็นข้อมูลในการวางแผนการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสาน โดยมีวัตถุประสงค์ทางการตลาด คือ ต้องการยอดขายในปีแรก 800,000 บาท ส่วนวัตถุประสงค์ทางการสื่อสาร เพื่อสร้างการตระหนักรู้ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและจูงใจให้ทดลองซื้อผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าปักเมี่ยน Cotton Bourri โดยกำหนดตำแหน่งตราสินค้าที่เน้นคุณค่าด้านการออกแบบเป็นหลัก รวมไปถึงด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล และมีข้อความหลักในการสื่อสาร คือ “Made with pride from highland” ใช้เครื่องมือการสื่อสารการตลาด ที่ประกอบด้วย การโฆษณา และการส่งเสริมการขาย ผสมผสานอย่างสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน ภายใต้งบประมาณทั้งสิ้น 250,000 บาท


Research On The Development Strategy Of Cross-Border E-Commerce Of Netease Kaola Overseas Shopping In China, Yi Chen Jan 2020

Research On The Development Strategy Of Cross-Border E-Commerce Of Netease Kaola Overseas Shopping In China, Yi Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the rapid growth of cross-border e-commerce, China Kaola Overseas Shopping Platform adopts the developed model of "foreign warehouse + domestic bonded warehouse", which has become an important part of the current cross-border e-commerce field in China. However, it still suffers from poor after-sales service, uninsured processes and poor consumer perception during delivery. This paper takes China's Kaola Overseas Shopping Platform as the research object, comparing to other similar platforms in the industry, and analyzes its cross-border e-commerce business by using "SWOT", "PEST" and "Five Forces Model". This results show how the company adjust its strategies to solve the current …


Saoake Business Analysis, Sorravee Jariyanoppanan Jan 2020

Saoake Business Analysis, Sorravee Jariyanoppanan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

It is interesting to see the presence of traditional construction material and supply stores in a competitive market since there are many modern trade construction companies entering the market. This analysis will explore how the local store like Saoake survives and maintains the market share through two main approaches which are SWOT analysis and Porter’s 5 forces model. This research will mention the overall construction industry analysis, the specific analysis and interpretation of Saoake company, study the management of Saoake traditional store, see how Saoake handle with Covid-19 pandemic and recommendations. The study shows that Saoake has adapted well through …


กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพและการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการกรมศุลกากรเจเนเรชันวาย, ชุติมณฑน์ แสงทับ Jan 2020

กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพและการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการกรมศุลกากรเจเนเรชันวาย, ชุติมณฑน์ แสงทับ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “กระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพและการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการกรมศุลกากรเจเนเรชันวาย” ซึ่งใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และใช้วิธีการตีความและการพรรณนาอย่างลุ่มลึกเพื่อนำเสนอผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจเลือกอาชีพราชการในกรมศุลกากรของข้าราชการเจเนเรชันวายคือการพิจารณาถึงความเป็นหน่วยงานราชการที่ทันสมัยทั้งในเชิงโครงสร้าง ระบบการทำงาน บุคลากรคนรุ่นใหม่ตลอดจนบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของหน่วยงานต่อภารกิจด้านเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ในเรื่องของการปรับตัวด้านการทำงานของข้าราชการเจเนเรชันวายพบว่ามีแนวโน้มการปรับตัวอย่างราบรื่นภายใต้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมของการทำงานที่มีการเปิดกว้าง ส่งผลให้การปฏิบัติงานร่วมกับข้าราชการต่างรุ่นเป็นไปอย่างมีคุณภาพและสามารถปฏิบัติงานในลักษณะการร่วมมือกันทำงานได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะและปรับปรุงระบบการทำงานภายใต้ความเป็นราชการให้สอดคล้องกับโลกในบริบทปัจจุบันรวมถึงกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์และการทำงานบนพื้นฐานความหลากหลายของวัยหรือเจเนเรชันภายในหน่วยงานราชการ


กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง, กมลจันทน์ ม่านโคกสูง Jan 2020

กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง, กมลจันทน์ ม่านโคกสูง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษา “กลไกการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษากระบวนการขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาสภาพแวดล้อมคลองของกรุงเทพมหานคร ผ่านโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง รวมไปถึงศึกษาอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการ และเพื่อนำผลการศึกษามาใช้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาเมืองกรุงเทพมหานครต่อไป โดยใช้วิธีระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับผู้บริหารของกรุงเทพมหานคร จากการศึกษาพบว่า การขับเคลื่อนนโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์คลองโอ่งอ่าง มีจุดเริ่มต้นจากแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งการดำเนินนโยบายออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นระยะของการดำเนินการรื้อย้ายแผงค้าที่มีการรุกล้ำปากคลองโอ่งอ่าง เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะ และระยะที่ 2 เป็นระยะของการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสร้างพื้นที่เศรษฐกิจคืนสู่ชุมชน กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว มีความชัดเจนของลักษณะการทำงานในสองทิศทางผสานกันระหว่างกระบวนการกำหนดนโยบายแบบบนลงล่าง (Top-down planning) และแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up planning) โดยภาครัฐจะเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานสำหรับการปรับปรุงฟื้นฟูเมืองให้แก่ประชาชน ซึ่งมีปัจจัยความสำเร็จแรกเริ่มมุ่งเน้นไปที่การบังคับใช้กฎหมาย และมีบริบททางการเมืองเข้ามาเป็นตัวช่วยผลักดันให้การบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล ในขณะเดียวกันกรุงเทพมหานครก็ได้พิจารณากำหนดนโยบายต่อยอดจากสิ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทำให้เกิดพลังแห่งการขับเคลื่อนในทางสร้างสรรค์ เกิดความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของเมืองร่วมกัน นำไปสู่ความร่วมมือในการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองและการบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน


การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปาริฉัตร บัวเข็ม Jan 2020

การขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน กรณีศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปาริฉัตร บัวเข็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์แนวทางในการขับเคลื่อนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้วิธีการศึกษาจากการค้นคว้าจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่าการให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มขึ้นเมื่อ สิบปีก่อน ได้ออกแบบ ‘ผังแม่บทจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 100 ปี’ เพื่อวางรากฐานเรื่องสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐานอย่างเรื่องการวางผังอาคารให้สอดคล้องกับพื้นที่สีเขียว และมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องสู่ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” และ "มหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน" โดยการดำเนินงานอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนเพื่อดูแลโครงการความยั่งยืนทั้งหมดในวิทยาเขต แบ่งเป็น 5 กลุ่มคือ 1) ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน 2) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร 3) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร 4) ด้านการการเรียน การสอน และวิจัย และ 5) ด้านการบริหาร ธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วม ซึ่งแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนสำคัญคือการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายมหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืนซึ่งทำหน้าที่ผลักดันโครงการ กิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการทำงานของสำนักงานยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญคือการนำส่งข้อมูลแก่ THE Impact Ranking และปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนคือ ความเข้าใจในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ


การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย: การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันภายใต้กรอบแนวคิดวงจรการบริหารจัดการภาครัฐที่มีพลเมืองตื่นรู้เป็นศูนย์กลาง, เมธาพร วิพัฒน์กิจวิไล Jan 2020

การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย: การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันภายใต้กรอบแนวคิดวงจรการบริหารจัดการภาครัฐที่มีพลเมืองตื่นรู้เป็นศูนย์กลาง, เมธาพร วิพัฒน์กิจวิไล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์มาตรฐานการจ้างงานคนพิการในระดับสากล วิเคราะห์สถานการณ์การจ้างงานคนพิการในประเทศไทย และสังเคราะห์แนวทางการจ้างงานคนพิการในประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลผ่าน “แนวคิดวงจรการบริหารจัดการภาครัฐที่มีพลเมืองตื่นรู้เป็นศูนย์กลาง” ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวได้เสนอแนะว่าบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลักต่อการดำเนินการ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีและต้องสอดประสานกันทั้งสามฝ่ายอย่างสมดุลจึงจะเกิดการบรรลุผลได้อย่างยั่งยืน กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยภาครัฐ ซึ่งได้แก่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมการจัดหางาน รวมถึงผู้แทนจากองค์กร/สถานประกอบการต่าง ๆ ในฐานะภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรคนพิการในฐานภาคประชาสังคม ซึ่งได้แก่ องค์กรตัวแทน 7 ประเภทความพิการ องค์กรเพื่อคนพิการ และองค์กรคนพิการวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจะใช้ “แบบตรวจสอบรายการเกี่ยวกับการจ้างงานคนพิการตามมาตรฐานสากล” และ”การสัมภาษณ์เชิงลึก” เพื่อนำมาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐานการจ้างงานคนพิการในระดับสากล ภาครัฐต้องมีบทบาทในการประกาศใช้มาตรการ ดำเนินการขั้นพื้นฐาน สร้างเครือข่ายและเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม สถานประกอบการต้องนำแนวทางของรัฐไปวางแผน ดำเนินการ และประเมินผล ส่วนองค์กรคนพิการต้องมีความตระหนักรู้ต่อมาตรการของประเทศและพัฒนาตนเองให้มีความพร้อม สำหรับสถานการณ์การจ้างงานคนพิการของประเทศไทยยังไม่บรรลุตามเป้าหมาย ยังไม่เกิดความเสมอภาคและโอกาสในการจ้างงานคนพิการ ขาดความครอบคลุมทั้งในเชิงพื้นที่ และความครอบคลุมทุกประเภทความพิการ และเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ประเทศไทยมีคะแนนอยู่ที่ร้อยละ 4.05 ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่แต่ละภาคส่วนยังปฎิบัติตามบทบาทของตนเองไม่ครบถ้วน และปัญหาเรื่องการบูรณาการการทำงานร่วมกันที่ยังขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ดังนั้นแนวทางข้อเสนอแนะเพื่อจัดการปัญหาหลักคือทุกภาคส่วนต้องทบทวนการดำเนินงานในระยะเวลาที่ผ่านมาและต้องมีการสื่อสาร ปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสามภาคส่วนเพื่อสร้างความเข้าใจ


การถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ : กรณีศึกษากองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, พรรณปพร ด่านพิทักษ์ Jan 2020

การถอดบทเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญ : กรณีศึกษากองวินัยและเสริมสร้างจริยธรรม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร, พรรณปพร ด่านพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาประเภทและลักษณะปัญหาและความสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย 2) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาและความสำเร็จเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย และ 3) เพื่อได้ข้อสรุปจากการถอดบทเรียนและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานคร โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ลักษณะปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของ คือ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการจัดทำเอกสารผิดรูปแบบ การดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่มีคนให้คำแนะนำ และไม่มีมาตรฐาน ส่วนลักษณะความสำเร็จคือ ความรวดเร็วที่เกิดขึ้นจากการจัดทำเอกสารถูกต้อง และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือ สำหรับสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากขาดความรู้ ทัศนคติเชิงลบ ความสัมพันธ์และการแบ่งงานภายในหน่วยงาน ส่วนสาเหตุของความสำเร็จ เนื่องจากอัตรากำลังมีเพิ่มมากขึ้น และความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา สรุปออกมาเป็นบทเรียน ได้ดังนี้ (1) มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับดำเนินการทางวินัย (2) มีโครงสร้างและการแบ่งงานกันภายในหน่วยงานเหมาะสม (3) บุคลากรที่เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมเชิงบวกต่องานวินัย (4) ความเข้าใจกันระหว่างหน่วยงาน และ (5) ความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชา และนำไปสู่ข้อเสนอแนะ อันได้แก่ (1) การปรับปรุงและจัดการองค์ความรู้ เช่น การอบรม และจัดทำคู่มือ (2) การปรับปรุงตัวบทกฎหมายของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย (3) การปรับปรุงโครงสร้างและการแบ่งงานกันภายในหน่วยงาน และ (4) ควรส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กร ทั้งผู้บังคับบัญชา และบุคลากรทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีในงานด้านวินัย


การนำนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยมาปฏิบัติ กรณีศึกษา : โครงการธนาคารคัดแยกขยะประกันชีวิต ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, ชยธร ฉายบ้านใหม่ Jan 2020

การนำนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอยมาปฏิบัติ กรณีศึกษา : โครงการธนาคารคัดแยกขยะประกันชีวิต ขององค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี, ชยธร ฉายบ้านใหม่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงาน ปัจจัยสนับสนุนในการนำนโยบายการบริหารจัดการขยะมาปฏิบัติ และวิเคราะห์นำเสนอการปรับปรุงการดำเนินงานโครงการธนาคารขยะประกันชีวิต โดยผู้วิจัยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในกลุ่มผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ คณะทำงานและอาสาสมัคร ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิกโครงการ พบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทองขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการขยะมูลฝอย สอดคล้องตามแนวทางของแผนปฏิบัติการ“ประเทศไทย ไร้ขยะ” ตามแนวทาง “ประชารัฐ”ที่ใช้หลัก ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกันดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย โดยได้มีการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้กลยุทธ์ “เปลี่ยนขยะเป็นมูลค่าสร้างเสริมหลักประกันให้กับครอบครัว” ผ่านกลไกความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการและเป็นอาสมัครในการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน โดยมีปัจจัยที่สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายคือการมีแนวทางการปฏิบัติและการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทั้งนี้ได้พบปัญหาสำคัญ คือ สมาชิกที่ไม่ได้รับสิทธิในการคุ้มครองซึ่งจะไม่ได้รับเงินประกันชีวิตเมื่อเสียชีวิตมีจำนวนสูงถึง 3,913 คน และพบว่าเงินกองทุนในปัจจุบันสามารถจ่ายเงินให้สมาชิกได้เพียง 15 คน ผู้วิจัยจึงได้เสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบให้มีการตัดยอดการขาดขายขยะทุกปีเพื่อกระตุ้นให้สมาชิกกลับมาขายขยะอย่างสม่ำเสมอ และหากองทุนสำรองเพื่อลดความเสี่ยงของกองทุนอีกด้วย


การนำนโยบายการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางการพัฒนา 70 20 10 Learning Model ไปปฏิบัติกรณีศึกษา บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด, วิสสุตา ไกรวงศ์ Jan 2020

การนำนโยบายการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางการพัฒนา 70 20 10 Learning Model ไปปฏิบัติกรณีศึกษา บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด, วิสสุตา ไกรวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์หัวข้อ การนำนโยบายการพัฒนาบุคลากรตามแนวทางการพัฒนา 70 20 10 Learning Model ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด มีจุดประสงค์เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการนำเนินนโยบายในปัจจุบัน ทั้งในด้านกระบวนการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินนโยบาย เพื่อสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าไปวิเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการปรับปรุงกระบวนการดำเนินนโยบาย รวมไปถึงเพื่อเป็นการพัฒนากระบวนการการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรในองค์การให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยได้ศึกษาตามกรอบแนวคิดการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดย Van Meter และ Van Horn จากการศึกษาพบว่าในปัจจุบันองค์กรมีการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาพนักงานภายในองค์กรให้สอดคล้องและเป็นไปตามแนวคิด 70 20 10 Learning Model ทั้งในด้านการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้จากผู้อื่น การสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ภายในองค์กร เป็นต้น อย่างไรก็ดีการนำนโยบายไปปฏิบัติยังคงมีปัญหาบางประการเช่น ความชัดเจนและมาตรฐานของนโยบาย รวมไปถึงการสื่อสารภายในองค์กรที่ยังไม่ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ โดยหลังจากการศึกษาข้อมูล และวิเคราะห์ปัญหาในปัจจุบันแล้ว ผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอในการปรับปรุงกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งประกอบไปด้วย การเพิ่มการสื่อสาร การสร้างความเชื่อมโยงวัตถุประสงค์และกระบวนการปฏิบัติ รวมไปถึงการจัดสรรรูปแบบในการพัฒนาพนักงานให้เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงการสร้างระบบรองรับการพัฒนาพนักงาน เช่น แหล่งเก็บรวมรวมองค์ความรู้ และ การพัฒนาระบบการวางแผนการเติบโต เพื่อสร้างแรงจูงในในการพัฒนาตนเองให้กับพนักงาน โดยในกระบวนการพัฒนาเหล่านี้จะประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้นหากผู้บริหารทุกระดับในองค์กรให้ความสำคัญ และให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายในองค์กร


การนำนโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไปปฏิบัติกรณีศึกษาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์, สมทัศน์ อย่างสุข Jan 2020

การนำนโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไปปฏิบัติกรณีศึกษาสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์, สมทัศน์ อย่างสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการนํานโยบายไปปฏิบัติของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ในด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ผลการศึกษาวิจัยพบว่า นโยบายด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการระดับแห่งชาติ โดยใช้แผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Contingency plan) และแนวทางเวชปฏิบัติของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Clinical practice guideline) ตามแบบการบริหารจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยหรือภัยพิบัติ (Disaster Risk Management: DRM) นโยบายยังเน้นความร่วมมือและบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่การผลิตสุกร การนำนโยบายไปปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จเกิดจาก 1) การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายจากระดับล่างขึ้นบน (Bottom up approach) 2) การปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด 3) การจัดกลุ่มพื้นที่ตามระดับความเสี่ยงของโรคเพื่อกำหนดมาตรการและจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม 4) โครงสร้างการทำงานแบบบูรณาการที่ยืดหยุ่น คล่องตัวรวดเร็ว และมีลักษณะเครือข่ายเฝ้าระวังโรคในพื้นที่ 5) รูปแบบการสื่อสารนโยบายแบบเชิงรุก (Pro-active) และมีกลยุทธ์สร้างการตื่นรู้ในภาคประชาชน (Public awareness) 6) การสร้างรับรู้ของผู้นำนโยบายไปปฏิบัติและการพัฒนาบุคลากรที่ต่อเนื่องสม่ำเสมอ 7) การส่งเสริมผลักดันให้เกษตรกรปรับระบบการเลี้ยงสุกรให้มีระบบป้องกันโรค (Biosecurity) ขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ในระบบป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good farming management: GFM) 8) การติดตามและประเมินผลนโยบายร่วมกันในหน่วยงาน และ 9) การทำงานเชิงรุกในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตลอดห่วงโซ่การผลิตสุกร


การนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในส่วนราชการกรณีศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ทศพล คงทน Jan 2020

การนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในส่วนราชการกรณีศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, ทศพล คงทน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยผลการวิจัยสามารถสรุปผลได้ดังนี้ 1. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมีระดับความสามารถในการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในส่วนราชการอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 7.01 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน โดยสามารถพิจารณาว่าลักษณะงานใดที่เหมาะสมทำงานที่บ้านได้ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนงานต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทำงาน จะทำให้องค์การสามารถทำงานที่บ้านได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และ Thailand 4.0 นำไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย (1) ปัจจัยด้านส่วนบุคคล ได้แก่ ตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ (2) ปัจจัยด้านองค์การ และ (3) ปัจจัยด้านประสิทธิภาพ ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อการนำแนวคิดการทำงานที่บ้านมาปรับใช้ในสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย ปัจจัยด้านส่วนบุคคล ได้แก่ (1) เพศ (2) อายุ (3) ระดับการศึกษา (4) ประเภทบุคลากร (5) กลุ่มบุคคลที่เคยหรือไม่เคยทำงานที่บ้าน (6) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้ปฏิบัติงาน (7) ปัจจัยด้านลักษณะงานที่ได้รับมอบหมาย (8) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (9) และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมครอบครัว


การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤตโควิด-19: การศึกษาเปรียบเทียบโรงเรียนกวดวิชา 2 แห่ง, จิดาภา พินิจกิจวัฒน์ Jan 2020

การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารทรัพยากรบุคคลในช่วงวิกฤตโควิด-19: การศึกษาเปรียบเทียบโรงเรียนกวดวิชา 2 แห่ง, จิดาภา พินิจกิจวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์การบริหารการเปลี่ยนแปลงและการบริหารทรัพยากรบุคคลของธุรกิจการศึกษาในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การศึกษานี้เป็นเชิงคุณภาพในโรงเรียนกวดวิชาสองแห่งในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 การเก็บข้อมูลดำเนินการโดยการเก็บเอกสารภายในองค์กร ใช้เทคนิคการสัมภาษณ์และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงพบว่าโรงเรียนกวดวิชาทั้งสองแห่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนและการดำเนินงานภายในเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมด บ่งชี้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตามโรงเรียนกวดวิชาสองแห่งมีความแตกต่างกัน คือ ความพร้อมในการเรียนออนไลน์ของนักเรียน เนื่องจากฐานะทางการเงินและความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกลายเป็นความต้องการพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้ผู้เรียนบางส่วนกลับไม่สามารถเข้าถึงได้โดยง่าย อีกทั้งโรงเรียนที่ไม่เคยดำเนินการการเรียนการสอนออนไลน์มาก่อนต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวและบริหารการเปลี่ยนแปลงมากกว่า สำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคลโรงเรียนกวดวิชาทั้งสองแห่งมีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสอนออนไลน์ และดูแลสวัสดิการของบุคลากรเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงขององค์กร โครงสร้างแบบแบนราบและวัฒนธรรมแบบเน้นตัวตนของโรงเรียนกวดวิชาที่เอื้อต่อการปรับตัวช่วยให้การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานมาเป็นรูปแบบออนไลน์เกิดขึ้นได้สำเร็จ จากข้อค้นพบดังกล่าวงานวิจัยชิ้นนี้มีข้อเสนอแนะด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงคือ การส่งเสริมให้องค์กรด้านการศึกษามีการวางแผนด้านเทคโนโลยีล่วงหน้า ปรับรูปแบบวิธีการสอนและหลักสูตรให้สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยี ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลควรมีการอบรมด้านการใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตของประชาชนให้สามารถเข้าถึงได้เพิ่มขึ้น


การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน, ศุภาพิชญ์ แซ่หยุน Jan 2020

การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน, ศุภาพิชญ์ แซ่หยุน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งประกอบไปด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน การขจัดของเสีย/มลพิษ และการควบคุมกิจกรรมการจัดการ เพื่อศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในชุมชน ของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี และ เพื่อศึกษากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในการศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ประชาชน และเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรีที่เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 321 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติโดยวิธีหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ t-test สถิติ F-test โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ในแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และการบริหารจัดการสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยมุ่งเน้นสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการด้านสภาพแวดล้อม เพื่อปลูกจิตสำนึก เป็นแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของตน ซึ่งผลจากการศึกษาในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนที่ประสบปัญหาด้านสภาพแวดล้อมในชุมชน เพื่อจะได้นำไปปรับใช้ให้ชุมชนของตนเองเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่าง เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ได้เช่นกัน และนอกจากแนวทางในการบริหารจัดการที่ดีแล้วนั้น การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม การร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนในพื้นที่ ถือได้ว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐในภาวะวิกฤตกรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, อรธิชา ศิลปวิศวกุล Jan 2020

การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐในภาวะวิกฤตกรณีศึกษา สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19, อรธิชา ศิลปวิศวกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และศึกษาวิธีการดำเนินการ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภายใต้ภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการดำเนินงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวมรวมข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ 1) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มีนโยบายในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น แต่มีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี 2) งบประมาณด้านฝึกอบรมปรับลดลง 3) ไม่สามารถดำเนินการสรรหาอัตรากำลังได้ตามแผนที่กำหนด 4) แผนการพัฒนาและฝึกอบรมของบุคลากรหยุดชะงัก 5) ตัวชี้วัดไม่เป็นไปตามค่าเป้าหมายที่กำหนด และวิธีการดำเนินการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลภายใต้ภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พบว่า 1) ด้านการสรรหาและคัดเลือก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการเปิดสอบโดยใช้ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้น จากกระบวนการรับสมัคร และกระบวนการสัมภาษณ์ข้าราชการใหม่ นอกจากนี้ สำนักงาน ก.พ. ได้มีแนวทางในการปฏิบัติให้นักเรียนทุนรัฐบาลประเภททุนรัฐบาลเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศ (ทุน UIS) ให้เข้ารับการฝึกงานกับส่วนราชการเจ้าของทุนเป็นจำนวน 6 สัปดาห์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์ และประเภททุนบุคคลทั่วไปมีแนวทางในการบรรจุนักเรียนทุนรัฐบาล เข้ารับราชการกับส่วนราชการเจ้าของทุนก่อนการไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ 2) การพัฒนาและฝึกอบรม เน้นการพัฒนาบุคลากรผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ โดยดำเนินการจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่ง (Succession Plan) และแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan : IDP) 3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน ยึดผลสำเร็จของงานหรือวัตถุประสงค์เป็นหลัก ผลให้ผลการปฏิบัติงานรายบุคคลอยู่ในระดับดีเด่น แต่ผลการปฏิบัติราชการกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เป็นผลให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจดำเนินการปรับตัวชี้วัด


การบูรณาการภารกิจภาครัฐด้านการต่างประเทศผ่านการดำเนินงานของ Team Thailand: ศึกษากรณี Team Thailand ในกรุงวอชิงตัน, ปารณีย์ เชิดชูศิลป์ Jan 2020

การบูรณาการภารกิจภาครัฐด้านการต่างประเทศผ่านการดำเนินงานของ Team Thailand: ศึกษากรณี Team Thailand ในกรุงวอชิงตัน, ปารณีย์ เชิดชูศิลป์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้ มุ่งตอบคำถามที่ว่าทีมประเทศไทยในกรุงวอชิงตันมีกลไกในการบูรณาการภารกิจภาครัฐอย่างไรและมีอุปสรรคในการดำเนินการอย่างไร โดยใช้แนวคิดการบูรณาการภารกิจภาครัฐ แนวคิด CEO ในการบริหารภาครัฐ และทฤษฎีเครือข่ายนโยบาย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ จากการวิจัยพบว่า ทีมประเทศไทยในกรุงวอชิงตันเป็นการรวมตัวกันของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศที่มีภารกิจในเมืองหรือประเทศเดียวกัน ผ่านนโยบายของรัฐที่ต้องการปฏิรูปให้เกิดการบูรณาการภารกิจในต่างประเทศให้เกิดเอกภาพ 3 ด้าน ได้แก่ แผนงานรวมที่เป็นเอกภาพ โครงสร้างสำนักงานที่เป็นเอกภาพ และการบังคับบัญชาและระบบงานที่เป็นเอกภาพ โดยพบว่าเอกภาพในการบริหารงานของทีมประเทศไทยในกรุงวอชิงตันนั้น เกิดขึ้นในลักษณะของความร่วมมือในการจัดกิจกรรม และการให้ความช่วยเหลือในภารกิจที่สอดคล้องกัน ส่วนในงานระดับนโยบายจะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลในภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบ และยังขาดการบูรณาการในระดับนโยบายทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศ ในส่วนของเอกภาพในการบังคับบัญชา มีกลไกที่เป็นกฎระเบียบที่กำหนดอำนาจในการบังคับบัญชาให้หัวหน้าผู้แทนในฐานะเอกอัครราชทูต CEO เพื่อสนับสนุนผลักดันให้เกิดเอกภาพในการบังคับบัญชา อย่างไรก็ดี การที่ส่วนราชการต่าง ๆ ที่ส่งข้าราชการไปประจำการในต่างประเทศล้วนเป็นหน่วยงานในระดับเดียวกัน ส่งผลให้การทำงานเป็นไปแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย และแทบไม่เกิดการใช้อำนาจตามกลไกเอกอัครราชทูต CEO ที่รัฐได้ให้อำนาจไว้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะให้มีการวางแผนร่วมกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้มีเป้าหมายเดียวกัน และให้มีการประเมินผลเพื่อให้ทราบว่าการดำเนินงานของทีมประเทศไทยเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ รวมทั้งเสนอแนะให้มีการประเมินกลไกต่าง ๆ ของทีมประเทศไทยเพื่อให้ทราบว่ากลไกใดที่ไม่เกิดประโยชน์หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพื่อปรับปรุงกลไกต่าง ๆ ที่ใช้สนับสนุนภารกิจภาครัฐในต่างประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ, ชลิดา บุญเดช Jan 2020

การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ, ชลิดา บุญเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมินประสิทธิผลของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ กรณีศึกษา เรือนจำกลางสมุทรปราการ” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ ศึกษาวิเคราะห์ประสิทธิผลในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ รวมถึงศึกษาปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) การประเมินปัจจัยด้านบริบท พบว่า การดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำมีความสอดคล้องกันกับวัตถุประสงค์ของนโยบายกรมราชทัณฑ์ที่จะสนับสนุนผู้พ้นโทษให้เข้าถึงในด้านการจ้างงาน บริการสุขภาพ และทุนประกอบอาชีพ 2) การประเมินปัจจัยนำเข้า พบว่า ในส่วนของงบประมาณยังมีไม่เพียงพอ รวมทั้งจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอส่งผลให้ศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำต้องจัดสรรอัตรากำลังให้เพียงพอในการช่วยเหลือผู้พ้นโทษได้อย่างทั่วถึง 3) การประเมินปัจจัยด้านกระบวนการ พบว่า กิจกรรมในการดำเนินงานของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการ มีการดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การจัดโครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องขัง ไปจนถึงการติดตามผู้พ้นโทษภายหลังการปล่อยตัว 4) การประเมินปัจจัยด้านผลผลิต พบว่า การจัดตั้งศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการเพื่อให้บริการความช่วยเหลือแก่ผู้พ้นโทษในการหางานทำก่อนการพ้นโทษ รวมถึงการฝึกทักษะอาชีพและเป็นช่องทางในการหางานให้กับผู้พ้นโทษ แต่ในด้านการให้ความช่วยผู้พ้นโทษให้มีงานทำและการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจ้างงานผู้พ้นโทษยังไม่เป็นรูปธรรมนัก เพราะฉะนั้น การดำเนินของศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำของเรือนจำกลางสมุทรปราการจึงยังไม่มีประสิทธิผลนักในการช่วยให้ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน


Study On Financial Risk And Prevention Of Retail Chain Enterprises – The Case Of Suning Commerce Group, Jingzhao Hu Jan 2020

Study On Financial Risk And Prevention Of Retail Chain Enterprises – The Case Of Suning Commerce Group, Jingzhao Hu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the continuous advancement of Chinese economic system reform, Chinese retail enterprise industry has developed rapidly. At present, Chinese retail enterprises are faced with complex internal and external environment. By taking the famous retail chain enterprise Suning Commerce Group as the case study, this thesis will focus on the typical financing risk, investment risk and capital recovery risk faced by Chinese retail chain enterprises and their causes. This thesis put forward financial risk prevention measures and other technical measures from the perspective of strategy and operation.


การประเมินแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พ.ศ.2561 - 2565 (ระยะครึ่งแผน), จีรณา ก่อเกียรติ Jan 2020

การประเมินแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 พ.ศ.2561 - 2565 (ระยะครึ่งแผน), จีรณา ก่อเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตามแผนพัฒนา กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ในห้วงประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 – 2563 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 160 คน ประกอบด้วย กำนันจากจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร และกลุ่มผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในการจัดทำแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า F (F – test) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินงานตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า ประเด็นที่บรรลุผลสัมฤทธิ์มากที่สุด คือประเด็นการพัฒนาการท่องเที่ยว 3 ธรรม (ธรรมะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม) เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนประเด็นที่มีบรรลุผลสัมฤทธิ์น้อยที่สุด คือ ประเด็นการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง อยู่ในระดับปานกลาง และปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนความสำเร็จในการดำเนินโครงการด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกของโครงการ ส่วนปัจจัยที่เป็นปัญหา อุปสรรคในการดำเนินโครงการด้านการท่องเที่ยวมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านกระบวน และปัจจัยด้านงบประมาณ


การปรับตัวขององค์การ : กรณีศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ภูริษรา แต้สวัสดิ์ Jan 2020

การปรับตัวขององค์การ : กรณีศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ภูริษรา แต้สวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวขององค์การภาครัฐประเภทรัฐวิสาหกิจ โดยเลือกกรณีศึกษา บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กำลังได้รับผลกระทบในการดำเนินภารกิจในการให้บริการสาธารณะ จากการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จำเป็นต้องมีการปรับตัวองค์การตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมากต่อองค์การภาครัฐ เนื่องจากองค์การภาครัฐมีข้อจำกัดหลายประการ ส่งผลให้การดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อการปรับตัวเกิดขึ้นได้ช้า ปรับตัวได้ไม่ทันการณ์ โดยผู้วิจัยจะมุ่งศึกษาถึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์การ ที่ส่งอิทธิพลต่อบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้จำเป็นต้องปรับตัวมีลักษณะเป็นอย่างไร รวมไปถึงปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัดประสบผลสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงองค์การและปรับตัวได้ทันตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยยังสามารถสร้างสมดุลระหว่างการยังคงสร้างผลประกอบการจำนวนมหาศาลจากการดำเนินงานให้กับภาครัฐ แม้จะมีการเก็บค่าบริการได้ต่ำ การสร้างความสามารถขององค์การให้สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ แต่ก็ยังสามารถยึดหลักการให้บริการประชาชนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยมีวัตถุประสงค์ในการ ศึกษาสภาพแวดล้อมองค์การของที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัวขององค์การและถอดบทเรียนจากวิธีการในการปรับตัวของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นองค์การประเภทรัฐวิสาหกิจให้สามารถ อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปและทันต่อสภาวะการณ์ปัจจุบัน เพื่อนำไปเป็นแนวทางต่อยอดในการปรับปรุงรัฐวิสาหกิจประเภทอื่นต่อไป โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสารในเบื้องต้นแล้ว ผู้วิจัยจะเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) เพื่อให้เสริมข้อมูลให้มีความรอบด้านและครอบคลุม จากการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์การ ได้แก่ ปัจจัยภายนอกที่เป็นสภาพแวดล้อมแบบทั่วไปและเฉพาะงาน และปัจจัยภายในองค์การ จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้องค์การต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์การเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับบริบทของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยการเปลี่ยนแปลงองค์การนั้นจะต้องมีการวางแผนในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ และเป็นขั้นเป็นตอน โดยต้องปฏิบัติแต่ละขั้นตอนให้สำเร็จ ก่อนที่จะเดินหน้าไปยังขั้นตอนต่อไป โดยไม่สามารถลัดขั้นตอนได้ จนสิ้นสุดกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงที่องค์การตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งการที่จะทำให้แต่ละขั้นตอนสำเร็จได้นั้น จะประกอบไปด้วยปัจจัยความสำเร็จที่แตกต่างกัน ได้แก่ ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอก ปัจจัยในด้านความพร้อมของทรัพยากร ที่องค์การปรับใช้ให้กลายเป็นโอกาสและเป็นจุดแข็งในการสนับสนุนการปรับตัวขององค์การ ปัจจัยทางด้านการบริหารที่ส่งผลให้องค์การสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จได้แก่ ภาวะความเป็นผู้นำ การจูงใจ ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ ทักษะในการวางแผนและการกำหนดตัวชี้วัด และการสื่อสารในองค์การที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในการเปลี่ยนแปลงองค์การและกระตุ้นให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงองค์การ


การปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรภาครัฐ สู่การเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) กรณีศึกษา กรมสรรพากร, เปมิกา รุณปักษ์ Jan 2020

การปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรภาครัฐ สู่การเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) กรณีศึกษา กรมสรรพากร, เปมิกา รุณปักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง การปรับเปลี่ยนการทำงานขององค์กรภาครัฐสู่การเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) กรณีศึกษา กรมสรรพากร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องรวมถึงการสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่างเพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนการทำงานและการให้บริการของกรมสรรพากร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรค การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งขององค์กรภาครัฐของไทยในปัจจุบันซึ่งกรมสรรพากรกำลังทำอยู่จึงเป็นสิ่งที่ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาและเรียนรู้เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นแนวทางและแบบอย่างในการประยุกต์ใช้กับองค์กรภาครัฐอื่นซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการบริหารงานภาครัฐของไทย จากผลการศึกษาพบว่า แก่นแท้ของการจะเป็น Agile Organization คือ การประยุกต์ใช้แนวคิดการทำงานรูปแบบใหม่เพื่อการเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมเปลี่ยนแปลง (Agile Organization) จุดเริ่มต้นเกิดจากการมีทัศนคติของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่แตกต่างกันเพื่อให้มาทำงานร่วมกันด้วยแรงบันดาลใจและมีความตื่นตัวในการค้นหานวัตกรรมหรือแนวทางการทำงานใหม่ ๆ โดยไม่ยึดติดกับการทำงานรูปแบบเดิม ๆ เพื่อให้ผลงานที่ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ